ชำแหละร่างแก้พรบ.ศาลทหาร

วันที่ 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558 ปีที่ 24 ฉบับที่ 8843 ข่าวสดรายวัน
http://www.khaosod.co.th/view_news.php?newsid=TUROd2Iyd3dNakV6TURJMU9BPT0=

ชำแหละร่างแก้พรบ.ศาลทหาร

รายงานพิเศษ

พรเพ็ญ คงขจรเกียรติ – ปริญญา บุญฤทธิ์ฤทัยกุล – สุณัย ผาสุข – พวงทอง ภวัครพันธุ์

กลายเป็นประเด็นร้อน เมื่อข้าหลวงใหญ่เพื่อสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ

ออกแถลงการณ์เรียกร้องให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ทบทวนการพิจารณาแก้ไขพ.ร.บ.ธรรมนูญศาลทหาร

เพราะห่วงจะเป็นการละเมิดสิทธิพลเรือน ขัดต่อมาตรฐานสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ

เนื้อหาที่น่าห่วงใยคือ มาตรา 46 ที่ให้อำนาจผู้บังคับบัญชาทหารสั่งควบคุมผู้ต้องหาทั้งทหารและพลเรือน ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาได้ถึง 84 วัน โดยไม่มีองค์กรตุลาการตรวจสอบ

วรรคสองยังระบุ กรณีถ้าไม่มีนายทหารซึ่งมีตำแหน่งตั้งแต่ผู้บัญชาการกองพลขึ้นไป หรือผู้ต้องหาอยู่ต่างท้องถิ่นกับผู้บังคับบัญชาก็ให้ผู้บังคับบัญชาทหารสูงสุด ณ ที่นั้น เป็นผู้มีอำนาจสั่งควบคุม

พรเพ็ญ คงขจรเกียรติ

ผอ.มูลนิธิผสานวัฒนธรรม

ปกติแล้วการพิจารณาคดีของศาลทหารส่วนใหญ่จะไม่ยุ่งเกี่ยวกับพลเรือน พระธรรมนูญศาลทหารจะใช้เฉพาะกับเจ้าหน้าที่ทหารที่กระทำความผิดแต่ในบริบทภาวะบ้านเมืองตอนนี้ คือกฎอัยการศึกและ คำสั่งหรือประกาศคสช.ยังมีผลบังคับใช้ จะเห็นว่ามีพลเรือนเข้าสู่กระบวนการพิจารณาของศาลทหารทั้งที่ไม่มีความจำเป็น

แม้พลเรือนเหล่านี้จะกระทำการขัดต่อกฎอัยการศึกหรือคำสั่งคสช.ก็ตาม เพราะความผิดนี้สามารถเข้าสู่การพิจารณาของศาลพลเรือนได้ตามกระบวนการยุติธรรมทั่วไป และศาลพลเรือนก็ยังสามารถทำงานได้ไม่ใช่ภาวะสงคราม การแก้ไขข้อความในพ.ร.บ.ดังกล่าว โดยเฉพาะข้อความในมาตรา 46 ที่ให้ควบคุมตัวได้ถึง 84 วัน ทั้งที่การสั่งขังหรือควบคุมตัว ต้องผ่านกระบวนการพิจารณาของศาลก่อนจึงมีข้อกังวลว่าจะเข้าข่ายเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนในการได้รับการพิจารณาคดีที่เป็นธรรมหรือไม่ การสั่งขังบุคคลดังกล่าวโดยผู้บังคับบัญชาทหารจะเหมาะสมหรือไม่ ใครจะตรวจสอบการใช้อำนาจนี้

แม้จะอธิบายว่ากฎหมายนี้จะไม่นำมาใช้กับประชาชนทั่วไป จะใช้เฉพาะกรณีเกิดสงครามที่ต้องส่งทหารไปรบนอกประเทศแล้วเกิดกระทำความผิดอาญาจึงมีเหตุจำเป็น หรือมีสภาวะสงครามแต่จากเหตุการณ์ที่ผ่านมา ก็เห็นแล้วว่าศาลทหารได้พิจารณาคดีของพลเรือนที่กระทำความผิดทางอาญาบางประเภทตามคำสั่งคสช.อยู่ในขณะนี้

การเขียนกฎหมายเช่นนี้ควรต้องระบุให้ชัดเจนว่าจะบังคับใช้กฎหมายนี้เฉพาะที่เกิดภาวะสงครามจริงๆ เพราะประเทศไทยตอนนี้ใช้กฎอัยการศึกในทางที่ผิด เอากฎอัยการศึกมาใช้ในภาวะที่ไม่ใช่สงครามจริงๆ

หากกฎหมายนี้สามารถใช้ในขณะที่มีกฎอัยการศึก และมีคำสั่ง คสช.ให้ศาลทหารพิจารณาคดีอาญาบางประเภทที่นอกเหนือจากพ.ร.บ.ธรรมนูญศาลทหาร ต่อไปอาจมีความเสี่ยงว่าพลเรือนต้องถูกพิจารณาโดยศาลทหาร ซึ่งไม่สามารถอุทธรณ์หรือฎีกาได้

นอกจากนี้ มาตรา 46 วรรคสอง ระบุแม้เหตุสุดวิสัยหรือ เหตุจำเป็นอย่างอื่นจะสิ้นสุดลงและสามารถร้องขอต่อศาลทหาร ได้แล้ว หากยังมีความจำเป็นในการควบคุมตัว ผู้บังคับบัญชาทหารสูงสุด ณ ที่นั้นสามารถควบคุมตัวผู้ต้องหาต่อไปได้

ก็เปิดโอกาสให้เจ้าหน้าที่ทหาร ไม่มีอำนาจหน้าที่เกี่ยวข้องกับการสอบสวนควบคุมตัวบุคคลไว้โดยปราศจากเหตุผลที่แน่ชัด ขาดความโปร่งใสและอาจทำให้ผู้ต้องหาขาดหลักประกันสิทธิในการเข้าถึงสิทธิในกระบวนการยุติธรรม อาทิ สิทธิในการได้รับการเยี่ยมญาติ สิทธิในการพบทนายความ สิทธิในการพบแพทย์

ดังนั้น สนช.ควรนำประเด็นนี้ไปพิจารณาว่าอยากให้เป็นแบบนี้จริงหรือไม่ หากปล่อยให้มีการแก้ไขเป็นการขัดต่อหลักสิทธิ มนุษยชนแล้ว ยังสะท้อนว่ากระบวนการยุติธรรมยุคนี้ของไทยไม่ได้อยู่บนพื้นฐานหลักนิติรัฐและนิติธรรม

ปริญญา บุญฤทธิ์ฤทัยกุล

ผอ.แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย)

การบังคับใช้กฎอัยการศึก ที่ใช้อำนาจทหารควบคุมตัวพลเรือนโดยพลการ ไม่จำเป็นต้องมีหมายศาลหรือหมายจับ ถือเป็นการละเมิดสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชนอย่างไม่เป็นธรรม คือสิ่งที่ไม่ควรจะเป็นในสังคมไทย ในมาตรฐานนานาชาติกฎอัยการศึกมีไว้บังคับใช้กรณีที่มีลักษณะพิเศษจริงๆ การบังคับใช้ต่อเนื่องกว่า 9 เดือนในไทยโดยไม่จำกัดวงให้ชัดเจน ทำ ให้องค์กรสิทธิมนุษยชนสากลหรือแอมเนสตี้เอง มองว่าการคุมตัวพลเรือนตามกฎอัยการศึกไม่สมเหตุสมผล

ร่างแก้ไข พ.ร.บ.ธรรมนูญศาลทหาร ที่อยู่ระหว่างการพิจารณาชั้นกรรมาธิการของสนช.คือ การเพิ่มอำนาจที่จะนำไปสู่การละเมิดสิทธิประชาชน การควบคุมตัวได้นานเกือบ 90 วัน ตามที่มาตรา 46 กำหนดไว้ เมื่อประกอบกับการใช้กฎอัยการศึกก็จะยิ่งเปิดช่องให้ผู้มีอำนาจละเมิดสิทธิมนุษยชนได้มากขึ้น ตัวอย่างที่เห็นเด่นชัดคือสถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้

องค์กรสิทธิมนุษยชนนานาชาติจึงเรียกร้องหากรัฐบาลหรือ สนช.ปรับแก้ร่างพ.ร.บ. ดังกล่าว ให้สอดคล้องต่อกระบวนการยุติธรรมตามปกติ สอดรับกับกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง ซึ่งประเทศไทยเป็นภาคีสมาชิก

มาตรา 9 ของกติการะหว่างประเทศ กำหนดว่าบุคคลที่ถูกควบคุมตัวในข้อหาทางอาญาจะต้องถูกนำตัวโดยพลันไปยังศาล อย่างไรก็ตาม หากไม่ดำเนินการทบทวนตามข้อเรียกร้อง ก็คงไม่มีบทลงโทษอะไร

แต่ผลกระทบที่จะตามมาสำหรับรัฐบาลคือ เมื่อมีการรายงานสถานการณ์สิทธิ มนุษยชนในประเทศก็ต้องถูกองค์กร สิทธิสากลต่างๆ ซักถาม ติเตียนและจะกระทบต่อเนื่องไปยังการเจรจาของประเทศไทยกับต่างประเทศทั้งในลักษณะทวิภาคีและพหุภาคี ขึ้นอยู่กับชาตินั้นๆ ว่าจะให้ความสำคัญกับการปกป้องสิทธิมนุษยชนมากแค่ไหน

เช่น สหรัฐลดความร่วมมือด้านต่างๆ โดยเฉพาะทางทหาร สหภาพยุโรปอาจลดการช่วยเหลือสิทธิเศษที่เกี่ยวข้องกับการค้าเสรี เป็นต้น

สุณัย ผาสุข

ที่ปรึกษาฮิวแมนไรต์วอตช์ ประจำประเทศไทย

เป็นความพยายามเพิ่มอำนาจให้ทหารขังพลเรือนได้นานถึง 84 วัน เป็นจุดที่น่ากังวล เพราะกรอบสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ ระบุว่าพลเรือนไม่ควรถูกนำตัวขึ้นศาลทหารแต่หลังรัฐประหารกลับมีการใช้ศาลทหารกับพลเรือน ซึ่งขัดหลักการสากล และขณะนี้ได้ขยายเกินไปกว่านั้น เพราะทหารที่ตำแหน่งสูงสุดในพื้นที่นั้นๆ สามารถระบุได้ว่ามีเหตุจำเป็นสุดวิสัย ซึ่งไม่ได้มีการตีความชัดเจนในตัวร่างที่เสนอว่าเหตุ สุดวิสัยคืออะไร

เท่ากับเป็นการให้อำนาจอย่างกว้างขวางแก่ทหาร โดยอ้างเหตุสุดวิสัยแล้วขังได้ทันที ทำให้เสรีภาพ กระบวนการยุติธรรมถูกทหารเข้ายึดกุม โดยไม่สอดรับกติการะหว่างประเทศ และทำให้ไม่มีหลักประกันว่าเป็นการขังโดยชอบธรรมหรือไม่ หรือใช้อำนาจโดยพลการหรือไม่ ขณะที่ประเทศกำลังเข้าสู่การปฏิรูป แต่สิ่งที่เกิดขึ้นขัดต่อหลักสิทธิมนุษยชนสากลและสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ

ดังนั้น ในประเด็นอำนาจศาลทหาร หรือการขยายอำนาจกองทัพด้วยการสั่งขังพลเรือนได้ ทางที่ดีที่สุดคือควรยกเลิกการนำพลเรือนขึ้นศาลทหาร แล้วให้ศาลพลเรือนทำงานจะดีกว่า เพื่อความโปร่งใสไม่เกิดข้อครหา และเมื่อมีข้อท้วงติงจากองค์กรสิทธิมนุษยชน และยูเอ็น เมื่อเห็นว่าผิด ทางที่เหมาะสมที่สุดก็ควรยกเลิกการเสนอร่างกฎหมายที่แก้ไขดังกล่าว

พวงทอง ภวัครพันธุ์

คณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ

ไม่น่าแปลกใจกับการแก้ไขพ.ร.บ.ธรรมนูญศาลทหาร เพราะถือขอบเขตอำนาจของทหารอีกก้าวหนึ่งที่เข้ามาสู่กระบวน การยุติธรรมมากยิ่งขึ้นคสช.และทหารมองเพียงว่าจะทำอย่างไรให้กระบวนการปกครอง กระบวนการทางกฎหมายเป็นไปอย่างสะดวกง่ายดาย โดยไม่คำนึงว่าประชาชนก็มีสิทธิที่รัฐต้องทำหน้าที่ปกป้องคุ้มครองด้วย รัฐไม่สามารถละเมิดสิทธิของประชาชนอย่างไร้ขอบเขตได้

การเอาคดีของพลเรือนไปขึ้นศาลทหารเป็นการละเมิดสิทธิของประชาชนอยู่แล้ว ซึ่งพลเรือนก็ไม่มีสิทธิที่จะอุทธรณ์ ฎีกา เพราะศาลทหารไม่ได้มีลักษณะที่คำนึงถึงสิทธิประชาชนมากเท่ากับกระบวนการศาลอาญาปกติ การพิจารณาก็มาจากกรอบของทหารมากกว่ามองกรอบของสิทธิพลเรือน ซึ่งไม่สอดคล้องกับสิทธิเสรีภาพของประชาชน ดังนั้นยิ่งแก้ไขพ.ร.บ.ดังกล่าว เพิ่มอำนาจให้เจ้าหน้าที่รัฐมากขึ้นเท่ากับสิทธิของประชาชนยิ่งแคบลง

เป้าหมายของผู้ออกกฎหมายนี้คิดเพียงว่าจะทำอย่างไรให้การใช้กฎหมายเป็นเครื่อง มือที่จะปราบผู้ที่มีความคิดต่างได้อย่างรวดเร็ว โดยขาดการคำนึงถึงแง่มุมว่า กฎหมายก็ต้องพิทักษ์ปกป้องสิทธิประชาชนด้วย ไม่ใช่เอื้ออำนวยให้รัฐจัดการกลุ่มเป้าหมายของตัวเอง ที่ข้าหลวงใหญ่ยูเอ็นออกแถลงการณ์ เป็นการจับตามองเรื่องสิทธิมนุษยชนในไทยนับตั้งแต่รัฐประหาร 2549 ยูเอ็นมีหน่วยงานที่ทำหน้าที่นี้อยู่แล้ว จะไม่ปล่อยให้อำนาจรัฐประเทศใดประเทศหนึ่งละเมิดสิทธิประชาชน ถ้าอำนาจรัฐกระทำเกินขอบเขตเขาก็ต้องเตือน

เดิมทีคนมองว่าจะจำกัดเฉพาะช่วงที่คสช.มีอำนาจ เมื่อเลือกตั้งแล้วสิทธิเสรีภาพของประชาชนจะคืนมา แต่พอเป็นแบบนี้สิ่งที่น่าเป็นห่วงคือ กฎหมายต่างๆ ที่จะออกมากำลังมุ่งจำกัดสิทธิ เสรีภาพ ประชาชนในระยะยาว

หน้า 3

25580214-012109.jpg

Advertisements