ตุลาการองค์คณะรับฟังปากคำผู้เสียหายจากการทรมาน ผู้แถลงคดีฯ เชื่อมีการทำร้ายร่างกายอย่างสาหัสต่อผู้ฟ้องคดี ขณะอายุเพียง ๑๘ ปี

ใบแจ้งข่าว

ตุลาการองค์คณะรับฟังปากคำผู้เสียหายจากการทรมาน

ผู้แถลงคดีฯ เชื่อมีการทำร้ายร่างกายอย่างสาหัสต่อผู้ฟ้องคดี ขณะอายุเพียง ๑๘ ปี

———————————————————————————————————–

เมื่อวันที่ ๒๐ มกราคม พ.ศ. ๒๕๕๘ เวลา ๑๐.๑๕ น. ศาลปกครองสูงสุดออกนั่งพิจารณาคดีครั้งแรก คดีหมายเลขดำที่ อ. ๔๖๔ / ๒๕๕๕ ณ ห้องพิจารณาคดีที่ ๑๒ ชั้น ๓ อาคารศาลปกครอง ศูนย์ราชการ ถนนแจ้งวัฒนะ ในคดีระหว่างนายรายู ดอคอ ผู้ฟ้องคดี กับ กระทรวงกลาโหม กองทัพบก สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ถึง ที่ ๔ ตามลำดับ เรื่อง คดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ อันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย

คู่กรณีที่มาศาล ได้แก่ นายรายู ดอคอ ผู้ฟ้องคดี นายปรีดา นาคผิว และนายรัษฎา มนูรัษฎา ผู้รับมอบอำนาจผู้ฟ้องคดี ส่วนผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสี่ ไม่มาศาล

​บุคคลจากหน่วยงานด้านสิทธิมนุษยชนที่เข้ารับฟังการพิจารณาคดี ได้แก่ ผู้อำนวยการมูลนิธิผสานวัฒนธรรมและเจ้าหน้าที่มูลนิธิฯ ตัวแทนจากองค์การสหประชาชาติและสถานทูตแคนนาดาเข้าร่วมรับฟังการพิจารณาคดี

ตุลาการศาลปกครองสูงสุด(องค์คณะที่ ๕) ออกนั่งพิจารณาคดี โดยตุลาการเจ้าของสำนวนสรุปข้อเท็จจริงและประเด็นของคดีให้คู่กรณีที่มาศาลฟัง แล้วรับฟังปากคำผู้ฟ้องคดีซึ่งเป็นผู้เสียหายจากการทรมาน และรับฟังคำแถลงของตุลาการผู้แถลงคดีฯ

ตุลาการผู้แถลงคดีเชื่อตามข้อเท็จจริงในสำนวนซึ่งผู้ถูกฟ้องคดีไม่มีการโต้แย้งข้อเท็จจริงดังกล่าว โดยเชื่อว่ามีการควบคุมตัวผู้ฟ้องคดีไปแถลงข่าวที่ปราศจากความจริง มีการทำร้ายร่างกายและจิตใจผู้ฟ้องคดีอย่างสาหัส ขณะอายุเพียง ๑๘ ปี ซึ่งยังเป็นเยาวชน นำทั้งยังนำตัวไปควบคุมรวมกันกับผู้ใหญ่ มีผลการตรวจร่างกายปรากฏเป็นหลักฐานตามใบรับรองแพทย์ทั้งแพทย์จากโรงพยาบาลค่ายอิงคยุทธบริหาร และจากองค์กรระหว่างประเทศการฟื้นฟูผู้เสียหายจากการทรมาน ( IRCT) จึงเห็นสมควรให้ผู้ถูกฟ้องที่ ๔ คือสำนักนายกรัฐมนตรีในฐานะหน่วยงานที่กำกับดูแลกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร(กร.รมน.) ต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้ฟ้องคดี ในความผิดต่อร่างกาย อนามัย จิตใจ และสิทธิเสรีภาพค่าสินไหมทดแทนค่าเสียหายอันทำให้เสียชื่อเสียงจากการนำตัวไปแถลงข่าว เป็น ค่าขาดประโยชน์ ทำมาหาได้ จากการรับจ้างกรีดยางและรับจ้างทั่วไป เป็นจำนวนเงินรวมทั้งสิ้น ๒๓๓,๐๓๖ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปีของต้นเงิน ๒๐๒,๖๔๐ บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ โดยแบ่งเป็นสองประเด็นสรุปได้ดังต่อไปนี้

. ประเด็นที่หนึ่ง ผู้ถูกฟ้องทั้งสี่ ควรชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้ฟ้องคดีหรือไม่ วินิจฉัยแล้ว
เห็นว่า การที่ผู้ถูกฟ้องที่ ๑ ที่ ๒ และที่ ๓ (กระทรวงกลาโหม กองทัพบก และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ) ได้บรรจุกำลังพลเข้าสังกัดกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร ภาค ๔ ส่วนหน้า (กอ.รมน.ภาค ๔ ส่วนหน้า) ซึ่งสังกัดกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร(กอ.รมน.) และ กอ.รมน. จัดตั้งขึ้นในสังกัดสำนักนายกรัฐมนตรี ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๔ การกระทำละเมิดของเจ้าหน้าที่จึงเป็นการกระทำภายใต้สังกัด กอ.รมน. อยู่ในความรับผิดชอบของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๔ ดังนั้นผู้ถูกฟ้องที่ ๑ ที่ ๒ และที่ ๓ จึงไม่ต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทน แต่เป็นความรับผิดของผู้ถูกฟ้องที่ ต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้ฟ้อง ในความผิดต่อร่างกาย อนามัย จิตใจ และสิทธิเสรีภาพ

. ประเด็นที่สอง ผู้ถูกฟ้องที่ ๔ อุทธรณ์ต่อศาลว่าค่าสินไหมทดแทนที่ผู้ฟ้องเรียกเป็นเงินสูงเกินไป
หรือไม่ วินิจฉัยแล้วเห็นว่า จากการกระทำของเจ้าหน้าที่ดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมาย ผู้ฟ้องคดีเป็นเพียงผู้ต้องสงสัย ทั้งเป็นการไม่สมควรที่ควบคุมและกักขังผู้ฟ้องคดีซึ่งเยาวชนรวมกับบุคคลที่เป็นผู้ใหญ่ อีกทั้งยังมีการนำตัวไปแถลงข่าวโดยปราศจากความผิด มีการทำร้ายร่างกายเพื่อให้รับสารภาพ จึงเห็นสมควรกำหนดค่าสินไหมทดแทนค่าเสียหายต่อร่างกายและอนามัย เป็นเงิน ๑๐๐,๐๐๐ บาท และค่าสินไหมทดแทนค่าเสียหายอันทำให้เสียชื่อเสียงจากการนำตัวไปแถลงข่าว เป็นเงิน ๑๐๐,๐๐๐ บาท ค่าขาดประโยชน์ ทำมาหาได้ จากการรับจ้างกรีดยางและรับจ้างทั่วไป เป็น เวลา ๒๒ วัน วันละ ๑๒๐ บาท เป็นเงิน ๒,๖๔๐ บาท

รวมเป็นเงิน ๒๐๒,๖๔๐ บาท และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับจากวันที่ ๑๙ มีนาคม ๒๕๕๑ ซึ่งเป็นวันกระทำละเมิดจนถึงวันฟ้องเป็นเวลา ๒ ปี คิดเป็นเงินจำนวน ๓๐,๓๙๖ บาท รวมค่าสินไหมทดแทนที่ผู้ฟ้องคดีที่ ๔ ต้องชำระให้แก่ผู้ฟ้องคดีเป็นเงินทั้งสิ้น ๒๓๓,๐๓๖ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปีของต้นเงิน ๒๐๒,๖๔๐ บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

ผู้รับมอบอำนาจผู้ฟ้องคดียื่นคำแถลงเป็นหนังสือ และนายรายู ดอคอ ผู้ฟ้องคดี แถลงด้วยวาจาต่อหน้าองค์คณะฯ ยืนยันว่าเจ้าหน้าที่ทหารและตำรวจ นำกำลังเข้าปิดล้อม ตรวจค้น และควบคุมตัวจากบ้านพักอาศัยของตน ขณะที่ตน มารดา และน้อง ๆ นอนหลับพักผ่อนอยู่ นำตนไปรวมกับคนในครอบครัวอิหม่ามยะผา กาเซ็ง ผู้นำศาสนาในชุมชน แล้วนำไปแถลงข่าว ที่สถานีตำรวจ จากนั้นนำไปคุมขังในรถยนต์บรรทุกผู้ต้องหาของหน่วยงานตำรวจซึ่งจอดอยู่ในค่ายทหารฐานปฏิบัติการทหารพรานหน่วยเฉพาะกิจนราธิวาสที่ ๓๙ ที่ตั้งอยู่ในวัดสวนธรรม ต.รือเสาะ อ.รือเสาะ จ.นราธิวาส ตนถูกเจ้าหน้าที่ทหารทรมานทำร้ายร่างกายจริงด้วยการกระทำที่โหดร้าย ทารุณ ทั้งตบ ต่อย เตะ มัดขาทั้งสองข้างแขวนห้อยหัว ติดต่อกันเป็นระยะเวลาหลายชั่วโมง ใช้เข็มแทงบริเวณใต้ตา เล็บ อวัยวะเพศ สับพริกสดทาหน้าอก นำเบียร์มาสาดรดหน้าอกและใบหน้า ทำให้เกิดความบาดเจ็บทั้งร่างกายและจิตใจ และนายรัษฎา มนูรัษฎา ทนายความ ผู้รับมอบอำนาจผู้ฟ้องคดี ได้ขอแถลงด้วยวาจาเพิ่มเติมต่อจากผู้ฟ้องด้วยในสองประเด็น คือ เหตุการณ์การทรมานเกิดขึ้นพร้อมกับนายยะผา กาเซ็ง ซึ่งเสียชีวิตภายหลังถูกทรมานแสดงให้เห็นถึงความรุนแรงของการกระทำของเจ้าหน้าที่ อยากให้ศาลปกครองพิจารณาคดีนี้เป็นบรรทัดฐานเพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้อีก และขอให้ศาลปกครองสูงสุดได้โปรดพิจารณาค่าเสียหายจากการถูกทำรายร่างกายและทรมานตามมาตรา ๓๒ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. ๒๕๕๐ และตามอนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการต่อต้านการทรมาน

องค์คณะตุลาการศาลปกครองสูงสุดจะได้ประชุมปรึกษาเพื่อพิจารณาและพิพากษาคดีต่อไป โดยศาลจะได้มีหมายแจ้งกำหนดวันนัดฟังคำพิพากษาคดีส่งทางไปรษณีย์ให้คู่กรณีทั้งสองฝ่ายทราบต่อไป

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม ได้ที่​

นายปรีดา นาคผิว ทนายความมูลนิธิผสานวัฒนธรรม ๐๒-๖๙๓๔๙๓๙, ๐๘๙-๖๒๒๒๔๗๔

Advertisements