Uncategorized

คดีนักศึกษายะลาถูกซ้อมทรมาน: สรุปคำแถลงการณ์ของตุลาการผู้แถลงคดีในวันนัดนั่งพิจารณาคดีครั้งแรก

For English please scroll down.

เผยแพร่วันที่ 14 มกราคม 2558

ใบแจ้งข่าว

สรุปคำแถลงการณ์ของตุลาการผู้แถลงคดีในวันนัดนั่งพิจารณาคดีครั้งแรก

คดีนักศึกษายะลาถูกซ้อมทรมาน

หมายเหตุ : เนื่องจากคำแถลงการณ์ของตุลาการผู้แถลงคดี ไม่ใช่คำพิพากษาของศาล และไม่ผูกพันต่อคำพิพากษาของตุลาการเจ้าของสำนวน และคู่ความสามารถขอคัดสำเนาได้เมื่อศาลมีคำพิพากษาแล้ว ดังนั้น สรุปสาระสำคัญของคำแถลงการณ์ดังต่อไปนี้ จึงเป็นเพียงการสรุปความเท่านั้น อาจเกิดความคลาดเคลื่อนไปบ้าง จึงไม่ควรนำไปใช้อ้างอิง

เมื่อวันที่ 13 มกราคม 2558 ศาลปกครองสูงสุดนัดนั่งพิจารณาคดีครั้งแรก ที่ศาลปกครองสูงสุด ชั้น 3 ห้องพิจารณาคดีที่ 12 ในคดีระหว่างนายอิสมาแอ เตะ ผู้ฟ้องคดี ที่ 1 และนายอามีซี มานาก ผู้ฟ้องคดีที่ 2 กับ กองทัพบก ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 และกระทรวงกลาโหม ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 กรณีการใช้อำนาจตามพระราชบัญญัติกฎอัยการศึก พ.ศ.2457 ของเจ้าหน้าที่ทหารในการควบคุมตัวนักศึกษามหาวิทยาลัยสถาบันราชภัฎยะลา

ตุลาการศาลปกครองสูงสุดออกนั่งพิจารณาคดี พร้อมตุลาการผู้แถลงคดี มีผู้ฟ้องคดีที่ 1 ผู้ฟ้องคดีที่ 2 ผู้รับมอบอำนาจผู้ฟ้องคดีทั้งสอง กลุ่มเพื่อนและครอบครัวของผู้ฟ้องคดีกว่า 15 คน เดินทางมาจาก 3 จังหวัดภาคใต้เพื่อเข้าร่วมรับฟังการพิจารณา โดยผู้ฟ้องคดีที่ 1 ได้แถลงด้วยวาจาต่อศาลยืนยันว่าตนเองถูกซ้อมทรมานและทำร้ายร่างกายโดยเจ้าหน้าที่ทหารจริงปรากฏตามใบรับรองแพทย์ จึงขอศาลปกครองสูงสุดได้โปรดพิจารณาค่าเสียหายจากการถูกทำร้ายร่างกายและซ้อมทรมานตามมาตรา 32 รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 และตุลาการผู้แถลงคดีได้ชี้แจงด้วยวาจาประกอบคำแถลงการณ์เป็นหนังสือต่อหน้าศาลปกครองสูงสุด สรุปประเด็นได้ดังต่อไปนี้

1. ประเด็นแรก เจ้าหน้าที่ทหารมีอำนาจควบคุมตัวผู้ฟ้องคดีมาตั้งแต่ต้นหรือไม่ นั้น วินิจฉัยว่า

ในส่วนของอำนาจควบคุมตัว วินิจฉัยว่าเจ้าหน้าที่ทหารมีอำนาจควบคุมตัว แม้ตามอุทธรณ์ของผู้ฟ้องคดีทั้งสองจะโต้แย้งว่า เจ้าหน้าที่ทหารไม่ได้แสดงพยานหลักฐานตามที่กล่าวอ้างว่าตรวจพบประกาศกระทรวงกลาโหมเกี่ยวกับการกำหนดชนิดยุทธภัณฑ์ที่ต้องขออนุญาต ข้อมูลเกี่ยวกับอาวุธที่ตรวจควรรู้ เอกสารเกี่ยวกับสถานการณ์การก่อความไม่สงบ ภาพการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ รูปภาพของเจ้าหน้าที่ตำรวจภูธรยะลา ภาพการประกอบระเบิดเคลย์โมร์ และไฟล์การรวบรวมระเบิดต่างๆ มาแสดงต่อศาลตามที่กล่าวอ้าง เนื่องจากมีผู้ที่ถูกออกหมายจับอาศัยอยู่ในบ้านพักที่ผู้ฟ้องคดีทั้งสองพักอาศัยอยู่ด้วย ก็ถือว่ามีเหตุเพียงพอให้เจ้าหน้าที่ทหารใช้อำนาจตามกฎหมายเข้าตรวจค้นและควบคุมตัวผู้ฟ้องคดีทั้งสองได้

ในส่วนที่สอง การควบคุมของเจ้าหน้าที่ทหารมีอำนาจตามมาตรา 15 ทวิ พระราชบัญญัติกฎอัยการศึก พ.ศ.2457 ซึ่งกำหนดให้ควบคุมตัวได้ไม่เกิน 7 วัน แต่การควบคุมตัวผู้ฟ้องคดีทั้งสองรวม 9 วัน จึงเป็นการกระทำโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายและเป็นการละเมิดผู้ฟ้องคดีทั้งสอง ทั้งนี้ตามที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 อุทธรณ์โต้แย้งว่าในระหว่างถูกควบคุมตัวพบข้อเท็จจริงใหม่อันเป็นเหตุให้ควบคุมตัวผู้ฟ้องคดีทั้งสองต่อนั้น เห็นว่าฟังไม่ขึ้น เนื่องจากต้องปฏิบัติตามที่กฎหมายกำหนด และที่ผู้ถูกฟ้องคดีอุทธรณ์ว่าตนไม่ต้องรับผิดตามมาตรา 16 นั้น ศาลวินิจฉัยว่า การกระทำที่ได้รับการคุ้มครองตามมาตรา 16 นั้น ต้องเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยชอบตามกฎหมายด้วย เมื่อมีการกักตัวเพื่อซักถามเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด จึงเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยไม่ชอบด้วยกฎหมายและไม่ได้รับการคุ้มครองตามมาตรา 16 ถือเป็นการกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดีทั้งสอง

2. ประเด็นที่สอง ผู้ฟ้องคดีทั้งสองควรได้รับค่าเสียหายเพิ่มเติมตามที่ขอท้ายฟ้องหรือไม่นั้น ศาลวินิจฉัยว่าแม้ศาลปกครองสามารถนำมาตรา 438 ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาบังคับใช้ได้โดยอนุโลมและกำหนดค่าเสียหายตามความร้ายแรงแห่งการละเมิดก็ตาม แต่เมื่อพิจารณากฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และอัตราในการจ่ายค่าตอบแทนแก่ผู้เสียหายและค่าทดแทนและค่าใช้จ่ายแก่จำเลยในคดีอาญา พ.ศ.2546 ข้อ 3 ซึ่งออกตามความในพระราชบัญญัติค่าตอบแทนแก่ผู้เสียหายและค่าทดแทนและค่าใช้จ่ายแก่จำเลยในคดีอาญา พ.ศ. 2544 อันเป็นกฎหมายที่มีเจตนารมณ์เพื่อแก้ไขเยียวยาและเพื่อสร้างความเป็นธรรมในสังคม จึงนำมาใช้กับคดีนี้ได้เพื่อความเป็นธรรมกับทั้งผู้ฟ้องคดีและผู้ถูกฟ้องคดี จึงเห็นว่า ในระหว่างการกักตัวผู้ฟ้องคดีทั้งสองไว้เพื่อซักถาม ข้อเท็จจริงต้องรับฟังเป็นที่ยุติว่าบาดแผลบริเวณร่างกายของผู้ฟ้องคดีที่ 1 เป็นบาดแผลที่เกิดขึ้นระหว่างการกักตัวไว้เพื่อสอบถามของหน่วยงานราชการ และปรากฏว่าเจ้าหน้าที่ได้ดำเนินการซักถามจนเกิดบาดแผล ที่ศาลปกครองสงขลาวินิจฉัยว่าเป็นการกระทำละเมิดจึงชอบแล้ว แต่เห็นว่าคำพิพากษาของศาลปกครองสงขลายังคลาดเคลื่อนไปอยู่บ้างในส่วนของการกำหนดค่าเสียหาย จึงพิพากษาแก้เป็นให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 จ่ายค่าเสียหายตามกฎกระทรวงฯ ข้างต้น กล่าวคือ ค่ารักษาพยาบาลและค่าฟื้นฟูสมรรถภาพทางร่างกายและจิตใจเป็นเงินคนละ 30,000 บาท (กฎกระทรวงกำหนดค่ารักษาพยาบาลให้จ่ายตามจริงแต่ไม่เกิน 30,000 บาท และค่าฟื้นฟูสมรรถภาพทางกายและจิตใจไม่เกิน 20,000 บาท) ส่วนค่าเสียหายตามรัฐธรรมนูญมาตรา 32 นั้น เห็นว่าอยู่ในข้อ 3 (4) ค่าตอบแทนค่าเสียหายอื่น กำหนดให้คนละ 15,000 บาท (กฎกระทรวงกำหนดให้จ่ายไม่เกิน 30,000 บาท)

3. ประเด็นที่สาม ที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 อุทธรณ์ว่าค่าเสียหายในการถูกควบคุมตัวเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด ที่ศาลปกครองสงขลากำหนดค่าเสียหายให้ผู้ฟ้องคดีทั้งสองคนละ 250,000 บาทนั้น สูงเกินไปหรือไม่ เห็นว่า

ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองถูกควบคุมตัวเกินกว่าที่กฎหมายกำหนดเพียง 2 วัน เมื่อพิจารณากฎกระทรวงดังกล่าวข้างต้น ซึ่งกำหนดค่าขาดประโยชน์ทำมาหาได้ในระหว่างที่ไม่สามารถประกอบการงานได้ตามปกติ ให้จ่ายในอัตราวันละไม่เกิน 200 บาท ดังนั้น จึงเห็นควรกำหนดค่าเสียหายในส่วนนี้ให้ผู้ฟ้องคดีทั้งสองคนละ 400 บาท (กฎกระทรวงกำหนดให้จ่ายวันละ 200 บาท เป็นระยะเวลาไม่เกิน 1 ปี)

รวมค่าเสียหายที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ต้องชดใช้แก่ผู้ฟ้องคดีที่ 1 และที่ 2 เป็นเงินคนละ 45,400 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่ผู้ฟ้องคดีทั้งสอง

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมคดีได้ที่:

สมาคมนักกฎหมายสิทธิมนุษยชน : 02-6930682

จันทร์จิรา จันทร์แผ้ว ทนายความ : 083-9072032

For immediate release on 14 January 2015

Public Statement

A summary of the statement by the commissaire du gouvernement during the first hearing on torture against Yala students

Note: The conclusion made by the commissaire du gouvernement is not a verdict made by the Court and it bears no obligation on the verdict to be delivered after the trial and a copy can be obtained by either of the parties. A following summary may thus contain some inaccuracies and it is not purported for any further reference.

On 13 January 2015, the Supreme Administrative Court conducted the first hearing at Court Room 12, 3rd Floor of the Supreme Administrative Court in case between Mr. Isama-ae Tae, plaintiff no.1 and Mr. Amizi Manak, plaintiff no.2 V. the Royal Thai Army, defendant no.1 and Ministry of Defense, defendant no.2 concerning the invocation of the 1914 Martial Law Act by the military to hold the two students from Yala Rajabhat University in custody.

The judges with the commissaire du gouvernement were present with the plaintiffs no.1 and 2 and their legal representatives plus a group of 15 friends and relatives from the three Southern Border Provinces in the court room. The plaintiff no.1made his oral statement affirming the fact that he had been subject to an act of torture and physical assault committed by the military officials as supported by a letter of certificate from a medical doctor and asked the Court to order a payment of damages for the physical assault and the act of torture invoking Section 32 of the 2007 Constitution of the Kingdom of Thailand. It was followed by a conclusion of the case orally and with a written statement made by the commissaire du gouvernement, which can be summarized as follows;

(1) First section, whether the military officials were authorised to hold in custody the plaintiffs since the beginning or not, the commissaire du gouvernement opined that;

As for the power to hold a person in custody, it is decided that the military officials had the power to hold the persons in custody. Even though the two plaintiffs argued in their submitted motion that the military officials had failed to produce to the Court evidence they had claimed to find in the house of the plaintiffs including the Ministry of Defence’s Ministerial Regulation regarding the designation of firearms that warrant permission, information about weapons, documents concerning the unrest situation, photos of the operations of officials, photos of the police officials from Yala Muang Police Station, photos of how to make a Claymore anti-personnel mine and files containing data of various kinds of explosives, but given that there were people under arrest warrants staying in the residence of the two plaintiffs at the time, it sufficed it for the military officials invoke the legal power to conduct a search and to hold the two plaintiffs in custody.

Second section, the holding in custody by the military officials invoking Section 15 bis of the 1914 Martial Law Act which provides for a detention no longer than seven days, but in reality the two plaintiffs had been held in custody for altogether nine days. Therefore, the act of the officials was unlawful and was an infringement on the rights of the two plaintiffs. The defendant no.1 argued that during the holding in custody, new evidence emerged and it had prompted them to lengthen the detention of the two plaintiffs. The Court found the argument unreasonable since they were obliged to act in accordance with the law. Also, the defendant claimed they should not be held liable invoking Section 16, the Court decided that the act that warrants immunity as per Section 16 must be the one that has been conducted lawfully. Since the holding in custody has taken place longer than the time permitted by the law, the act could not be considered legal and shall not warrant any immunity as far as Section 16 is concerned. And therefore, the act was an infringement on the two plaintiffs.

(2) Whether the two plaintiffs should be awarded the damages as per the request in the plaint or not? The Court decided that even though the Administrative Court may apply Section 438 of the Civil and Commercial Code mutatis mutandis and determine the compensation proportionate to the gravity of the infringement. But given that there is an existing Ministerial Regulation to determine the procedures, methods, and rates of compensation to be awarded to aggrieved parties and the accused in criminal cases B.E. 2546, in (3), which has been issued by the virtue of the Act for the Granting of Compensation to Aggrieved Parties and the Accused in Criminal Cases B.E. 2544 (2001), a law which purports to provide remedies and to ensure social justice, and it can be applied in the case to provide for justice of both the plaintiffs defendants. The Court also deemed that it has been settled that during the holding of the two plaintiffs for interrogation, injuries sustained on the body of the plaintiff no. 1 have occurred while he was held in custody by the government agency and it has been proven that while conducting the interrogation, the officials have inflicted the injuries on the plaintiff. That the Songkhla Administrative Court ruled that it was an infringement was already correct, but this Court deemed that the verdict of the Songkhla Administrative Court failed to determine the correct damages that should be awarded. Therefore, the Court decided to alter the verdict of the Songkhla Administrative Court and ordered the defendant no. 1 to provide compensation as required by the aforementioned Ministerial Regulation including 30,000 baht each for medical expense and physical and mental rehabilitation (the Ministerial Regulation stipulates that actual expenses shall be covered, but not more than 30,000 baht and not more than 20,000 baht for physical and mental rehabilitation). As for the damages stipulated in Section 32 of the Constitution, it is cited in 3 (4) regarding other compensation to provide for 15,000 baht each (the Ministerial Regulation provides that no more than 30,000 baht can be paid as compensation.)

(3) That the defendant no.1 argued that they were ordered by the Songkhla Administrative Court to provide the compensation for the amount of 250,000 baht each for the holding in custody of the persons longer than the time permitted by the law and that the compensation was too high or not. This Court deemed that since the two plaintiffs had been held in custody two days longer than the time permitted by law and in light of the aforementioned Ministerial Regulation which determines the compensation for the lack of opportunity to earn one’s living for not more than 200 baht per day, therefore, this Court deemed that the plaintiffs should be awarded the compensation on this regard for 400 baht each (the Ministerial Regulation provides for paying the compensation for 200 baht per day for not longer than one year).

In total, the defendant no.1 is obliged to provide the two plaintiffs with 45,400 baht each plus 7.5% interest per annum from the day the complaint has been filed until all the expenses are paid off.

For more information, please contact:

Human Rights Lawyers Association (HRLA): 02-6930682


สมาคมนักกฎหมายสิทธิมนุษยชน (สนส.)
โทรศัพท์ /แฟ๊กซ์ : 02-6930682
อีเมล์ : hrla2008@gmail.com
http://www.naksit.org
………………………………………………..
Human rights Lawyers Association (HRLA)
email : hrla2008@gmail.com tel/fax : 02-6930682
http://www.naksit.org

Advertisements