การเข้าร่วมกลุ่มติดอาวุธของเด็ก

งานวิจัยของชายด์ โซวเจอร์ อินเตอร์เนชั่นแนลและมูลนิธิผสานวัฒนธรรมพบว่ากลุ่มติดอาวุธที่ปฏิบัติการในภาคใต้ของไทยมีการนำเอาเด็กที่มีอายุเพียงแค่ 14 ปีเข้าไปร่วมกลุ่ม และใช้เด็กเหล่านี้ในการร่วมทำงานเคลื่อนไหวใต้ดิน โดยทำหน้าที่ทั้งการร่วมปฏิบัติการทางการทหารโดยตรงและทำหน้าที่เป็นฝ่ายสนับสนุน เช่น ดูต้นทางและแจ้งข่าว

ชายด์ โซวเจอร์ อินเตอร์เนชั่นแนลและมูลนิธิผสานวัฒนธรรมได้สัมภาษณ์สมาชิกกลุ่มติดอาวุธซึ่งเข้าร่วมขบวนการในขณะที่มีอายุต่ำกว่า 18 ปี จำนวน 13 คน ในจำนวนนี้มี 5 คนที่อายุยังไม่ถึง 18 ปี ขณะที่ให้สัมภาษณ์ และตราบจนถึงเดือนธันวาคม 2013  พวกเขายังคงเข้าร่วมกลุ่ม BRN อยู่ เด็กที่อายุน้อยที่สุดอายุ 14 ปี ตอนที่เขาเข้าร่วมขบวนการในปี 2011[1]

ถึงแม้จะไม่สามารถระบุว่าการเข้าร่วมกลุ่มติดอาวุธของเด็กในภาคใต้ของไทยมีความกว้างขวางเพียงใด แต่จากข้อมูลของชายด์ โซวเจอร์ อินเตอร์เนชั่นแนลและมูลนิธิผสานวัฒนธรรมชี้ให้เห็นว่าขบวนการมีแบบแผนในการรับและฝึกฝนสมาชิก ก่อนการเริ่มปฏิบัติการ   ซึ่งในจำนวนนี้มีเด็กอยู่ด้วย  แม้ว่ากลุ่ม BRN จะได้ชื่อว่าเป็นกลุ่มติดอาวุธที่สำคัญที่สุดในปัจจุบันทั้งในแง่จำนวนสมาชิกและปฏิบัติการทางทหาร แต่ในทางปฏิบัติจะไม่มีการบอกชื่อกลุ่มหรือชื่อผู้นำแก่สมาชิก สมาชิกบางคนที่อยากรู้ว่าผู้นำคือใคร ก็จะได้รับคำตอบว่า “ถ้าเห็นว่าเป็นสิ่งที่ดีก็จงทำตาม ไม่ต้องถาม”[2]

   แรงจูงใจในการเข้าร่วมกลุ่มติดอาวุธ

รูปภาพ4

ชายด์ โซวเจอร์ อินเตอร์เนชั่นแนลและมูลนิธิผสานวัฒนธรรมไม่พบหลักฐานชัดเจนที่ชี้ว่าเด็กอายุต่ำกว่า 18 ปีถูกบังคับให้เข้าร่วมกลุ่ม BRN[1] อย่างไรก็ตาม แรงกดดันทางสังคมและความเชื่อทางศาสนามักเป็นปัจจัยสำคัญที่มีส่วนผลักดันให้เด็กและเยาวชนเข้าร่วมขบวนการ เช่นเดียวกัน ถึงแม้ว่าเด็กอาจจะไม่ได้ขออนุญาตผู้ปกครองในการเข้าร่วมกับขบวนการเสมอไป แต่ไม่มีหลักฐานที่แสดงให้เห็นว่าผู้ปกครองต่อต้านไม่ให้ลูกหลานเข้าร่วมกับกลุ่มติดอาวุธ ประสบการณ์ส่วนตัวและสภาวการณ์แวดล้อม ประกอบกับความสัมพันธ์ในชุมชนและครอบครัวที่เหนียวแน่น ซึ่งแนวร่วมส่วนใหญ่มาจากชุมชนชนบท เป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อการตัดสินใจเข้าร่วมกลุ่ม BRN งานวิจัยของชายด์ โซวเจอร์ อินเตอร์เนชั่นแนลและมูลนิธิผสานวัฒนธรรมพบว่า แนวร่วมที่มีอายุต่ำกว่า 18 ปีบางคนเติบโตในครอบครัวที่มีสมาชิกเข้าร่วมกับกลุ่มติดอาวุธ หรือมีสมาชิกในครอบครัวและเพื่อนสนิทถูกฝ่ายความมั่นคงของไทยสังหารหรือจับกุม  หรืออาศัยอยู่ในพื้นที่ที่เป็นฐานที่มั่นของกลุ่มติดอาวุธ[2]

ในช่วงก่อนปี 2004 ความคับแค้นในอดีตและสำนึกในหน้าที่ทางศาสนาเป็นปัจจัยสำคัญที่ผลักดันให้ชาวมลายูมุสลิมเข้าร่วมการต่อสู้ด้วยอาวุธ สมาชิกของกลุ่ม BRN คนหนึ่งซึ่งเข้าร่วมกลุ่มในปี 1992 ที่นราธิวาสขณะที่อายุ 16 ปี บอกชายด์ โซวเจอร์ อินเตอร์เนชั่นแนลและมูลนิธิผสานวัฒนธรรมว่า ustadz (ครูสอนศาสนา) ที่โรงเรียนมัธยมต้นของเขาได้สอนเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ของรัฐปาตานีให้กับนักเรียนกลุ่มเล็กๆ นอกเวลาเรียน  โดยครูสอนว่าเมื่อก่อนนั้นปัตตานีเป็น “ดารุลอิสลาม” ซึ่งหมายถึงดินแดนที่ปกครองโดยผู้นำมุสลิม มีกฎหมายชะรีอะฮ์ (กฎหมายอิสลาม) เป็นกฎหมายสูงสุด และเป็นหน้าที่ของชาวมลายูมุสลิมที่จะต้องทวงสถานะนี้กลับคืนมาโดยการต่อสู้เพื่อเอกราชของปาตานี[3] อดีตสมาชิกขบวนการอีกคนหนึ่งซึ่งเข้าร่วมกลุ่มเมื่อปี 2002 ขณะที่อายุ 17 ปี ก็กล่าวเช่นเดียวกันว่าสำนึกในหน้าที่ทางศาสนาเป็นแรงจูงใจให้เข้าร่วมการต่อสู้นี้ เขากล่าวว่าญาติของเขาซึ่งเป็นครูสอนศาสนาอิสลามบอกว่าชาวมลายูมุสลิมมีหน้าที่ที่จะต้องทำญิฮาดเพื่อทวงคืนปาตานีซึ่งเป็นมาตุภูมิของพวกเขากลับคืนมา [4]

ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา แรงจูงใจอื่นที่ผลักดันให้เยาวชนมลายูมุสลิมเข้าร่วมขบวนการต่อสู้มีความสำคัญมากขึ้น การสัมภาษณ์โดยชายด์ โซวเจอร์ อินเตอร์เนชั่นแนลและมูลนิธิผสานวัฒนธรรมชี้ให้เห็นว่า การปราบปรามด้วยความรุนแรงโดยเจ้าหน้าที่รัฐ รวมถึงการที่ชาวมลายูมุสลิมถูกละเมิดสิทธิมนุษยชนมาอย่างยาวนาน ซึ่งไม่ว่าจะถูกละเมิดเองโดยตรงหรือได้รับรู้การละเมิดนั้นก็ตาม ได้กลายเป็นปัจจัยหลักที่จูงใจให้คนเหล่านี้เข้าร่วมกับกลุ่มติดอาวุธ “ความรู้สึกต้องการแก้แค้น” เป็นสิ่งที่เยาวชนมลายูมุสลิมส่วนใหญ่ที่ให้สัมภาษณ์ บอกว่าเป็นแรงผลักดันสำคัญที่ทำให้พวกตนเข้าร่วมการต่อสู้ด้วยอาวุธนี้[5]

สุไลมาน[6] ได้เข้าร่วมการเคลื่อนไหวในปี 2011 ขณะที่อายุ 15 ปี เล่าว่าเขาเข้าร่วมการเคลื่อนไหวเพราะต้องการแก้แค้นที่ผู้ประท้วงชาวมลายูมุสลิมในเหตุการณ์ที่ตากใบถูกปฏิบัติอย่างโหดร้าย[7]รวมถึงการโจมตีครั้งอื่นๆ ซึ่งเพื่อนและคนรู้จักของเขาถูกฆ่า กักขัง และมีรายงานว่าถูกเจ้าหน้าที่ความมั่นคงซ้อมทรมาน เด็กชายอายุ 14 ปีอีกคนหนึ่งซึ่งเข้าร่วมขบวนการในปี 2011 เล่าให้ชายด์ โซวเจอร์ อินเตอร์เนชั่นแนลและมูลนิธิผสานวัฒนธรรมฟังว่า เหตุการณ์ที่ชาวมลายูมุสลิมได้รับการปฏิบัติอย่างโหดร้ายมาอย่างต่อเนื่องผลักดันให้เขาเข้าร่วมการต่อสู้ติดอาวุธ หนึ่งในเหตุการณ์เหล่านั้นคือการยิงผู้หญิงในหมู่บ้านของเขาซึ่งเชื่อกันว่าเป็นการกระทำของทหารพราน  ซึ่งทำให้เกิดการประท้วงเพื่อเรียกร้องให้ทหารพรานถอนกำลังออกจากฐานซึ่งตั้งอยู่ในโรงเรียนของรัฐในเขตหมู่บ้าน[8]

อ่านต่อที่ Southern Thailand report Thai _2015

[1]    ชายด์ โซวเจอร์ อินเตอร์เนชั่นแนลและมูลนิธิผสานวัฒนธรรม, สัมภาษณ์แบบปกปิดสมาชิกขบวนการที่อายุไม่ถึง 18, ยะลาและนราธิวาส, ตุลาคม – ธันวาคม 2013.

[2]    ชายด์ โซวเจอร์ อินเตอร์เนชั่นแนลและมูลนิธิผสานวัฒนธรรม, สัมภาษณ์แบบปกปิดสมาชิกขบวนการ, ยะลาและนราธิวาส, ตุลาคม – ธันวาคม 2013.

[3]    ชายด์ โซวเจอร์ อินเตอร์เนชั่นแนลและมูลนิธิผสานวัฒนธรรม, สัมภาษณ์แบบปกปิดอดีตสมาชิกขบวนการ, ปัตตานี, 1 พฤศจิกยน 2013.

[4]    ชายด์ โซวเจอร์ อินเตอร์เนชั่นแนลและมูลนิธิผสานวัฒนธรรม, สัมภาษณ์แบบปกปิดอดีตสมาชิกขบวนการ, ปัตตานี, 22 ตุลาคม 2013.

[5]    ชายด์ โซวเจอร์ อินเตอร์เนชั่นแนลและมูลนิธิผสานวัฒนธรรม, สัมภาษณ์แบบปกปิดสมาชิกขบวนการ, รวมถึงผู้ที่อายุต่ำกว่า 18 ปี, ยะลาและนราธิวาส, พฤศจิกายนและธันวาคม 2013.

[6]    ใช้นามสมมติเพื่อความปลอดภัยของผู้ให้สัมภาษณ์

[7]    ในวันที่ 25 ตุลาคม 2004 ซึ่งอยู่ระหว่างเดือนถือศีลอดของชาวมุสลิม เจ้าหน้าที่ความมั่นคงของไทยได้สลายการชุมนุมของกลุ่มผู้ประท้วงหน้าสถานีตำรวจตากใบ ในจังหวัดนราธิวาส โดยการพ่นน้ำ ใช้แก๊สน้ำตา กระบอง และกระสุนยาง ผู้ประท้วงเจ็ดคนเสียชีวิตจากการถูกยิงด้วยกระสุนเข้าที่ศีรษะ มีผู้ถูกจับกุมประมาณ 1,300 คน และถูกนำขึ้นรถบรรทุกของทหารไปยังค่ายอิงคยุทธบริหารในจังหวัดปัตตานีเพื่อซักถาม  ผู้ถูกจับกุมถูกมัดมือไพล่หลังและถูกนำขึ้นรถบรรทุก  ส่งผลให้ผู้ถูกควุบคุมตัว 78 คนเสียชีวิตจากการขาดอากาศหายใจ

[8]    “ฮือขับไล่ทหารพรานพ้นหมู่บ้าน”, โพสต์ทูเดย์, 27 กันยายน 2547.

[1]    ชายด์ โซวเจอร์ อินเตอร์เนชั่นแนลและมูลนิธิผสานวัฒนธรรม, สัมภาษณ์แบบปกปิดสมาชิกขบวนการ, ยะลาและนราธิวาส, พฤศจิกายนและธันวาคม 2013.

[2]    ชายด์ โซวเจอร์ อินเตอร์เนชั่นแนลและมูลนิธิผสานวัฒนธรรม, การสัมภาษณ์อดีตสมาชิกขบวนการ, ปัตตานี, 24 ธันวาคม 2013.

Advertisements