English version is below
แถลงการณ์
มูลนิธิเพื่อสิทธิมนุษยชนและการพัฒนา
เผยแพร่วันที่ 14 พฤศจิกายน 2557

ขอให้รัฐไทยทบทวนมาตรการผลักดันกลับชาวโรฮิงญาที่หนีภัยประหัตประหาร และเร่งดำเนินมาตรการตรวจสอบขั้นตอนตามพรบ.ป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ กรณีที่ชาวโรฮิงญาอาจจะเป็นผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์

ตามที่ปรากฏเป็นข่าวว่า เมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน 2557[1] มีกลุ่มโรฮิงญาถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจสถานีตำรวจอำเภอกะเปอร์ จังหวัดระนอง จับกุม ณ บริเวณนอกชายฝั่งประเทศไทย ซึ่งต่อมาเจ้าหน้าที่พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ได้สำรวจกลุ่มโรฮิงญาดังกล่าวพบว่ามีจำนวน 299 คน โดยมีเด็กรวมอยู่ด้วย 13 คน ทั้งหมดถูกควบคุมอยู่ที่ศาลาประชาคมอำเภอกะเปอร์ อีกทั้งมีข่าวจากเวปไซค์บางกอกโพสต์[2] รายงานว่าเจ้าหน้าที่มีมาตรการส่งกลับชาวโรฮิงญากลุ่มดังกล่าวไปยังประเทศพม่า โดยระบุว่า “ชาวโรฮิงญา กลุ่มนี้เป็น ชาวมุสลิมจากประเทศพม่าและเป็นผู้ที่เข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย ซึ่งหากเข้าเมืองมาอย่างผิดกฎหมายก็ต้องถูกส่งกลับยังประเทศต้นทาง”

มูลนิธิเพื่อสิทธิมนุษยชนและการพัฒนาเห็นว่า ชาวโรฮิงญาที่พบในประเทศไทยส่วนใหญ่อพยพมาจากรัฐอาระกัน ซึ่งเป็นรัฐชายฝั่งตะวันตกของประเทศพม่า ด้วยเหตุผลจากการหนีภัยประหัตประหารอันสืบเนื่องมาจากความขัดแย้งทางชาติพันธุ์ในอดีตที่ยังส่งผลถึงความสัมพันธ์ระหว่างรัฐบาลพม่าและชาวโรฮิงญาถึงปัจจุบัน และทำให้ชาวโรฮิงญาจำนวนไม่น้อยตัดสินใจเดินทางออกจากประเทศพม่าเพื่อมุ่งหน้าไปยังประเทศมาเลเซียซึ่งบางส่วนถูกทางการไทยจับกุมและดำเนินคดีตามพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ. 2522 โดยถูกกักตัวในห้องกักของสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองและบางส่วนถูกส่งตัวไปยังบ้านพักหญิงและเด็กเพื่อรอการผลักดันส่งกลับ

จากข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น เมื่อพิจารณาเปรียบเทียบกับหลักการห้ามผลักดันกลับ (Non – Refoulement) แล้วพบว่ากลุ่มโรฮิงญาดังกล่าวถือเป็นผู้ที่อพยพเนื่องจากความหวาดกลัวการประหัตประหาร ที่ต้องได้รับการคุ้มครองตามหลักการดังกล่าว อีกทั้งรัฐไทยเองยังมีพันธะที่ต้องเคารพและปฏิบัติตามหลักการห้ามผลักดันกลับ ทั้งในฐานะที่เป็นภาคีในอนุสัญญาระหว่างประเทศและกฎหมายจารีตประเพณีระหว่างประเทศอีกด้วย

นอกจากนี้ ทางมูลนิธิฯ ยังได้ศึกษาการอพยพของชาวโรฮิงญา ปรากฏว่าในปัจจุบันรูปแบบการอพยพมีรูปแบบที่เปลี่ยนไปจากเดิม กล่าวคือในช่วงแรกของการอพยพ เป็นการรวมตัวกันเองของกลุ่มชาวโรฮิงญาเพื่อเดินทางสู่ประเทศที่สาม แต่ในปัจจุบันมีการเคลื่อนย้ายกลุ่มชาวโรฮิงญาผ่านขบวนการนายหน้า โดยขบวนการดังกล่าวมักอ้างว่าสามารถนำชาวโรฮิงญาไปยังประเทศที่สามได้ เช่นประเทศมาเลเซีย โดยสามารถจ่ายค่าเดินทางโดยหักจากรายได้จากการทำงาน ทำให้มีชาวโรฮิงญาเดินทางมากับขบวนการนายหน้าเป็นจำนวนมากที่เพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตาม มีบางกรณีที่พบว่าเมื่อกลุ่มชาวโรฮิงญาขึ้นเรือมาแล้ว สภาพการอยู่บนเรือมีความยากลำบาก และขบวนการนายหน้าที่ควบคุมชาวโรฮิงญาไว้บนเรือจะทำการบังคับ ข่มขู่ ไม่ให้รับประทานอาหารเป็นระยะเวลานาน หรือแม้แต่การขู่ว่าจะจับโยนทิ้งทะเลหากมีการเรียกร้องให้มีการปรับปรุงสภาพความเป็นอยู่บนเรือ นอกจากนี้ยังมีกรณีที่ชาวโรฮิงญาบางรายที่ขึ้นฝั่งมาแล้วจะถูกกระทำในรูปแบบการการทุบตี ทำร้ายร่างกาย โดยขบวนการนายหน้า เพื่อเรียกค่าไถ่ จากญาติของชาวโรฮิงญา ก่อนที่จะส่งตัวไปยังประเทศมาเลเซียหรือขายให้กับเรือประมง ซึ่งอาจเป็นการกระทำที่เข้าข่ายความผิดฐานค้ามนุษย์ ในลักษณะการแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบอันการอื่นใดที่คล้ายคลึงกันอันเป็นการขูดรีดบุคคล ซึ่งจะมีผลทำให้โรฮิงญาคนดังกล่าวตกเป็นผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์ตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ. 2551 ซึ่งจะได้รับการคุ้มครองจากรัฐไทยแตกต่างจากพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ. 2522

ดังนั้นทางมูลนิธิฯจึงขอให้รัฐไทยพิจารณาข้อเสนอดังต่อไปนี้

1. ขอให้รัฐไทยระงับการใช้มาตรการส่งกลับชาวโรฮิงญากลุ่มดังกล่าว ทั้งนี้เพื่อเปิดโอกาสและสนับสนุนให้เจ้าหน้าที่จากสำนักข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งองค์การสหประชาชาติ (UNHCR) ได้สัมภาษณ์ชาวโรฮิงญาเพื่อพิสูจน์สถานะบุคคลและดำเนินการอื่นใดตามขั้นตอนให้สอดคล้องกับภารกิจและความจำเป็นในฐานะที่เป็นผู้ที่อพยพเนื่องจากความหวาดกลัวการประหัตประหาร

2. ขอให้รัฐไทยทบทวนการปฏิบัติตามหลักการไม่ผลักดัน (Non-Refoulement) ต่อผู้ที่เดินทางเข้าสู่ดินแดนของรัฐอื่นเนื่องจากความหวาดกลัวต่อการถูกประหัตประหาร ตามอนุสัญญาดังต่อไปนี้

– อนุสัญญาต่อต้านการทรมาน การปฏิบัติ หรือการลงโทษอื่นที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม หรือย่ำยีศักดิ์ศรี ค.ศ. 1984 มาตรา 3(1) ที่กล่าวไว้ว่า ไม่มีรัฐภาคีใดจะขับไล่ส่งกลับ (ผลักดันกลับ) หรือส่งมอบตัวบุคคลไปยังรัฐอื่นที่ซึ่งมีมูลเหตุเพียงพอจะเชื่อได้ว่าเขาอาจตกอยู่ในอันตรายจากการทรมาน

– อนุสัญญาว่าด้วยสถานภาพผู้ลี้ภัย ค.ศ.1951 (Refugee Convention 1951) มาตรา 33 ที่กล่าวไว้ว่า รัฐภาคีผู้ทำสัญญาจะไม่ขับไล่หรือส่งกลับ (ผลักดัน) ผู้ลี้ภัยไม่ว่าจะโดยลักษณะใดๆ ไปยังชายเขตแห่งดินแดน ซึ่ง ณ ที่นั้นชีวิตหรืออิสรภาพของผู้ลี้ภัยอาจได้รับการคุกคามด้วยสาเหตุทางเชื้อชาติ ศาสนา สัญชาติ สมาชิกภาพของกลุ่มทางสังคมใดๆ หรือเพราะความเห็นทางการเมือง

3. ขอให้รัฐไทยดำเนินการตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ. 2551 โดยใช้มาตรการการคัดแยกผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์กับกลุ่มโรฮิงญาที่อาจเข้าข่ายว่าเป็นผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์ ทั้งนี้ เพื่อให้เกิดการคัดกรองและคุ้มครองสิทธิแก่โรฮิงญาที่ตกเป็นผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์ พร้อมกันนี้ควรเร่งดำเนินการปราบปรามผู้กระทำผิดตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ. 2551 อย่างจริงจังเพื่อยุติปัญหาการค้ามนุษย์ในประเทศไทยอย่างรอบด้าน

4.ขอให้รัฐบาลไทยดำเนินการหารือกับประเทศต้นทางและประเทศกลุ่มอาเซียนอย่างเร่งด่วนเพื่อหาทางออกร่วมกันในประเด็นการอพยพของชาวโรฮิงญา โดยคำนึงถึงหลักสิทธิมนุษยชน ความมั่นคง และความปลอดภัย

ด้วยความเคารพในสิทธิมนุษยชนและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์

มูลนิธิเพื่อสิทธิมนุษยชนและการพัฒนา 02 277 6882

Public statement on 14 November 2014

Public statement

Thailand urged to suspend repatriation of Rohingya persons fleeing from persecution and to investigate if such persons are victims of human trafficking

It has been reported that on 8 November 2014[1], police at Kapoe, Ranong province in Thailand, apprehended a group of Rohingya people. According to officials from the Social Development and Human Security Office, there there were 299 Rohingya persons including 13 children, who were held in custody at the District Hall of Kapoe. In addition, according to the Bangkok Post website[2], the authorities are preparing to repatriate all the Rohingya persons to Myanmar since “the Rohingya people are Muslims from Myanmar. They are illegal migrants…If they come in (illegally) then we must push them back …”

The Human Rights and Development Foundation (HRDF) believes that the Rohingya people in Thailand have mostly migrated from Rakhine state, West coasts of Burma. Rohingya people face discrimination in Myanmar and this fear of persecution is one of the main reasons that push them to leave Myanmar. Based on research, HRDF understands that the final destination of the Rohingya persons is Malaysia. However, when they land on the Thai coast, Thai authorities have arrested them under the 1979 Immigration Act, and while some are detained in centers under the Immigration Bureau, others are sent to the halfway home for women and children awaiting deportation.

In light of the principle of non-refoulement, and Thailand’s obligation under the international human rights conventions and international customary laws, the Rohingya people should be treated as refugees fleeing from persecution who are entitled to protection by the Thai State.

In addition, HRDF during the course of its research, has identified changes in the migratory pattern of Rohingya persons. In recent years, increasingly brokers have been found to be involved in the transportation of Rohingya persons to a third country, such as Malaysia. The cost agreement is that the cost of transportation and other charges would be deducted from the wages of the Rohingya persons when they receive employment in the third country. In this way, an increasing number of Rohingya persons are smuggled through such brokers.

HRDF has also found that once the Rohingya persons are in the boat at sea, they face cruel and inhumane treatment. They are deprived of food and if they complain, they are threatened to be thrown into the sea. Once they reach land some of them are subjected to physical assault by the brokers who demand additional money from the relatives as a prior condition for sending them to Malaysia. Some of the Rohingya persons are sold to fishing trawlers.

These actions by the brokers fall under the scope and ambit of the Prevention and Suppression of Human Trafficking Act, B.E. 2551 (2008) and the Immigration Act B.E. 2522 (1979).

Therefore, HRDF urges the Thai State to;

Suspend the repatriation of the group of Rohingya persons to Myanmar and the government should support and allow officers from the UN High Commissioner for Refugees (UNHCR) to interview the Rohingya persons in order to verify their personal statuses and consequently take appropriate action.
Act in compliance with the principle of non-refoulement principle with regard to all persons who are fleeing from countries where place where their lives are under threat and have made entered into the Kingdom of Thailand since it is an obligation according to the following Conventions;
· 1984 Convention Against Torture and other Cruel, Inhuman or Degrading Treatment or Punishment (CAT)’s Article 3(1) which provides that “No State Party shall expel, return (“refouler”) or extradite a person to another State where there are substantial grounds for believing that he would be in danger of being subjected to torture”.

· 1951 Refugee Convention’s Article 33 which provides that “No Contracting State shall expel or return (“refouler”) a refugee in any manner whatsoever to the frontiers of territories where his life or freedom would be threatened on account of his race, religion, nationality, membership of a particular social group or political opinion”.

Effectively enforce the 2008 Prevention and Suppression of Human Trafficking Act by identifying persons who may have been victims of human trafficking and take necessary action to investigate, identify, prosecute and punish the offenders, so that trafficking in persons is prevented and suppressed.
Urgently consult with the sending and receiving countries in ASEAN regarding the migration of the Rohingya persons while bearing in mind the issues of human rights, security and safety.

With respect in human rights and human dignity

Human Rights and Development Foundation (HRDF) 02 277 6882

Advertisements