พรเพ็ญ คงขจรเกียรติ 10 ปี กฎอัยการศึก ประสบการณ์จากไฟใต้ ถึงประเทศไทยวันนี้
วันที่ 25 ตุลาคม พ.ศ. 2557 เวลา 23:35:01 น.

วจนา วรรลยางกูร – เรื่อง ธนศักดิ์ ธรรมบุตร – ภาพ

ความโปร่งใสในกระบวนการยุติธรรมไทยกลับมาเป็นประเด็นในสังคมบ่อยครั้ง เมื่อเกิดข้อกังขาในทิศทางการสอบสวนจากคดีที่เป็นที่สนใจของประชาชน จนถึงข่าวคราวเรื่องการจับแพะ การซ้อมทรมานผู้ต้องหาที่ผิดหลักสิทธิมนุษยชนอย่างชัดเจน แต่สุดท้ายก็ไม่สามารถหาคนกระทำได้เนื่องจากหลักฐานไม่เพียงพอ

ความขุ่นมัวขาดความชัดเจนนี้เองที่จะทำให้ความไว้วางใจของประชาชนต่อกระบวนการยุติธรรมถูกบั่นทอน

แต่ก็ยังมีหลายองค์กรที่เข้ามาตรวจสอบและให้ความช่วยเหลือผู้ต้องหาที่อาจกลายเป็นเหยื่อในกระบวนการยุติธรรมได้ แม้บางครั้งผู้ทำหน้าที่นี้จะถูกกล่าวหาว่าเป็นทนายโจรหรือช่วยคนทำความผิดก็ตาม

พรเพ็ญ คงขจรเกียรติ ผู้อำนวยการมูลนิธิผสานวัฒนธรรม ก็ต้องเผชิญสถานการณ์นี้เช่นเดียวกับนักสิทธิมนุษยชนอื่นๆ

ซ้ำยังถูกฟ้องหมิ่นประมาทจากหน่วยงานภาครัฐเมื่อไม่กี่เดือนมานี้ กรณีออกจดหมายเปิดผนึกในนามของมูลนิธิผสานวัฒนธรรม ให้สอบสวนข้อกล่าวหาว่ามีการทำร้ายผู้ถูกควบคุมตัวในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้

ตั้งโจทย์ให้นักสิทธิมนุษยชนต้องคำนึงเรื่องขอบเขต ความปลอดภัยและวิธีการทำงาน จนถึงการปฏิบัติของภาครัฐที่หันมาโต้ตอบข้อกล่าวหาด้วยวิธีดังกล่าว

ประสบการณ์ทำงานด้านสิทธิมนุษยชนในมูลนิธิผสานวัฒนธรรม โดยเฉพาะคดีในพื้นที่ความขัดแย้งชายแดนใต้ที่ประกาศใช้กฎอัยการศึกมาแล้ว 10 ปี จะเป็นบทเรียนอะไรแก่วันที่มีกฎอัยการศึกครอบคลุมทั่วประเทศและยังไม่มีวี่แววว่าจะยกเลิก ซึ่งการบังคับใช้กฎหมายพิเศษต้องมีความเข้าใจจากเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงาน มิเช่นนั้นมีแต่จะสร้างความขัดแย้งร้าวลึกระหว่างเจ้าหน้าที่รัฐและประชาชนที่ต้องการความยุติธรรม

ความโปร่งใสเป็นสิ่งที่ประชาชนทุกคนร้องหา และนั่นคือบทบาทที่นักสิทธิมนุษยชนจะเดินเข้ามาช่วยคลำทางหาความกระจ่าง

@ประกาศกฎอัยการศึกทั่วประเทศส่งผลต่อการทำงานของนักสิทธิมนุษยชนไหม?

มากเลยทีเดียว (หัวเราะ) เพราะกฎอัยการศึกที่ประกาศใช้ทั่วประเทศตั้งแต่วันที่ 20 พ.ค. และประกาศยึดอำนาจมีรัฐบาลที่เกิดจากการแต่งตั้งของคณะรัฐประหาร มองยังไงก็ไม่ใช่ประชาธิปไตย ประชาธิปไตยจะผูกโยงกับสิ่งที่เรียกว่าเสรีภาพและสิทธิมนุษยชน และสิ่งที่สำคัญที่สุด คือ การปกครองโดยกฎหมาย

ถ้าประเทศเราปกครองโดยรัฐทหาร รัฐบาลมาจากการปฏิวัติ แม้ว่าจะมีการอ้างอิงถึงคำสั่งประกาศรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวที่ใช้กันอยู่ แต่พื้นฐานไม่ได้มาจากประชาชน เราในฐานะประชาชนในประเทศนี้ต้องเคารพสิ่งเหล่านั้นเหมือนเป็นกฎหมาย ก็เลยมีสิ่งทีเรียกว่า “ความขัดกันในหลักการด้านสิทธิมนุษยชน” หลักการด้านสิทธิมนุษยชนจริงๆ เป็นกฎหมายธรรมชาติ เราไม่ควรจะถูกทำร้าย ไม่ควรจะถูกฆ่า ไม่ควรจะถูกจำกัดสิทธิเสรีภาพโดยที่ไม่มีกฎหมายมากำหนด แต่กฎหมายบ้านเราตอนนี้ถูกกำหนดโดยกลุ่มบุคคลบางกลุ่มซึ่งไม่มีความเป็นธรรม

งานด้านสิทธิมนุษยชนจึงต้องเน้นย้ำว่า แม้ว่าจะมีการบังคับใช้กฎหมายพิเศษ การบังคับใช้คำสั่งและประกาศของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เป็นเหมือนดั่งกฎหมาย แต่หลักการด้านสิทธิมนุษยชนที่เป็นหลักธรรมชาติที่สากลยอมรับ ประเทศไทยเรายังไม่ได้ปราศจากจุดยึดโยงกับภาคประชาสังคมระหว่างประเทศ เรายังเป็นสมาชิกของยูเอ็น ยังต้องเคารพกฎหมายระหว่างประเทศอยู่

สิทธิในเนื้อตัวร่างกายเสรีภาพของเราถูกจำกัดโดยใช้กฎหมายพิเศษ คือ กฎอัยการศึก ตั้งแต่ก่อนการยึดอำนาจ และยังเชื่อมโยงกับสิทธิบางประการที่สำคัญมาก คือ สิทธิในการแสดงความคิดเห็น ซึ่งสิ่งเหล่านี้กระทำได้ภายใต้ประชาธิปไตย แต่พอมีคำสั่งที่ไม่ให้ชุมนุมเกิน 5 คน มีการจับกุมบุคคลที่ไปแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ในเรื่องของการต่อต้านรัฐประหารก็สร้างความกลัว และภาวะที่เรียกว่า ประเทศไทยไม่มีสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐาน ดังนั้น คิดว่าไม่เอื้อต่อสิ่งที่เป็นเหตุผลของการรัฐประหาร กลุ่มที่เข้ามายึดอำนาจต้องการที่จะปฏิรูปใช่ไหม แต่การปฏิรูปจะเกิดขึ้นได้อย่างไรถ้าไม่มีเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น ผู้ที่เห็นต่าง เห็นไม่เหมือนกับผู้มีอำนาจเขาไม่มีที่ยืน คงจะยาก ถ้าเรายังดำเนินการการปฏิรูปโดยจำกัดสิทธิเสรีภาพพื้นฐานที่ว่านี้

@เทียบเคียงกับชายแดนใต้ที่ประกาศกฎอัยการศึกมานานมากแล้ว

ทำให้กลุ่มทนายความและนักสิทธิมนุษยชนที่ทำงานในภาคใต้มีความห่วงกังวลอย่างมากในเรื่องการประกาศใช้กฎอัยการศึกทั่วประเทศ เพราะในพื้นที่ 3 จังหวัดกว่าที่เราจะเข้าใจว่ากฎอัยการศึกใช้อย่างไรก็เป็นระยะเวลานานกว่าจะตกลงกันได้ เช่น ตอนที่ประกาศกฎอัยการศึกปี 2547 แรกๆ ชาวบ้านไม่เข้าใจ ทุกคนถูกจับได้โดยที่ไม่ต้องมีหมายจับ ค้นบ้านได้โดยไม่ต้องมีหมายค้น แล้วสิ่งเหล่านี้ก็เกิดขึ้นได้ทั่วประเทศหลังวันที่ 20 พ.ค.2557 โดยที่ผู้ที่ถูกบังคับใช้กฎหมาย คือ ประชาชนทุกคนไม่รู้ว่าขอบเขตการใช้อำนาจมีแค่ไหน เขาสามารถมาค้นได้ แต่ไม่ใช่ว่าเอาสิ่งของไป เขาสามารถมาจับกุมคนได้แต่ไม่ใช่เอาไปแล้วไม่บอกว่าเอาตัวไปที่ไหน ห้ามไม่ให้ใครเจอเลยทั้ง 7 วัน สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นโดยการตีความกฎหมายของหน่วยงานปฏิบัติแคบๆ ควบคุมตัว 7 วัน ฉันจะทำอะไรกับเธอก็ได้…ซึ่งไม่ใช่ ยังมีหลักสิทธิมนุษยชนที่อิงอยู่ว่า อย่างน้อยที่สุดถ้าเขาเจ็บป่วยเขาต้องเจอแพทย์ได้ ถ้าถูกซ้อมมีแพทย์ที่เป็นอิสระดูไหมว่าตอนออกจากบ้านไม่มีหน้าปูดโปน แล้วอยู่กับทหารมา 3 วัน เกิดเจ็บป่วยขึ้นมา หรือถ้าถูกจับกุมแล้วถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิดไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไร มีอาวุธ ทำร้ายบุคคลอื่น ดำเนินการขัดคำสั่ง คสช. เขาอยากได้ทนายความให้คำปรึกษาได้ไหมว่าเขาจะให้ข้อมูลกับทางหน่วยงานราชการมากน้อยแค่ไหน เท่าที่ทราบคือไม่ได้

การควบคุมตัวที่ไหนก็ได้โดยไม่ประกาศเป็นอันตรายอย่างยิ่งต่อเสรีภาพของบุคคล เราไม่รู้เลยว่าเขาถูกเอาตัวไปที่ไหน ไม่ใช่ว่าเราไม่ไว้ใจทหาร ไม่ไว้ใจหน่วยงานความมั่นคง แต่เราอยากให้ระบบตรวจสอบมีความเข้มแข็งและเปิดเผยมากกว่านี้

@กฎอัยการศึก 10 ปี ในภาคใต้ ทำให้สถานการณ์เป็นอย่างไรบ้าง?

โดยส่วนตัวและแนวทางการทำงาน เราเรียกร้องให้ยกเลิกกฎอัยการศึกมาตั้งนานแล้ว แต่ก็ไม่เป็นผล ปี 2547 กฎอัยการศึกประกาศโดยหน่วยงานทหาร แต่เวลายกเลิกต้องมีพระบรมราชโองการ จึงไม่ต้องมีการขยายระยะเวลา หลังจากนั้นรัฐบาลทักษิณ ชินวัตร ประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ช่วงนั้นมีการยกเลิกใช้กฎอัยการศึกระยะสั้นๆ ปี 2549 เดือนกันยายนมีการปฏิวัติอีกครั้งหนึ่ง ทำให้มีการประกาศกฎอัยการศึกทั่วประเทศ พอการเมืองคลี่คลายก็เลยยกเลิกประกาศกฎอัยการศึกทั่วประเทศยกเว้น 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้และเขตชายแดนทั่วประเทศ เท่ากับว่า 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ยังมีกฎอัยการศึกคู่กับ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน

การเรียกร้องของเรา คือ เราไม่จำเป็นต้องมีกฎหมายพิเศษ 2 ฉบับซ้อนกัน เพราะทำให้เกิดความสับสนในการจับกุมควบคุมตัวบุคคล กฎอัยการศึกสามารถควบคุมตัวได้ 7 วัน พ.ร.ก.ฉุกเฉินสามารถควบคุมตัวได้ 30 วัน ตอนนี้สิ่งที่เกิดขึ้นใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ คือ บุคคลที่ต้องสงสัยกรณีอาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงสามารถถูกควบคุมตัวได้มากที่สุด 37 วัน ก่อนเข้ากระบวนการยุติธรรม ขณะที่ในสถานการณ์ปกติสามารถควบคุมตัวได้ 48 ชั่วโมง สิ่งนี้ทำลายกระบวนการยุติธรรมอันนำมาซึ่งความเชื่อมั่นของประชาชน ความสงสัยในข้อมูลทางการทหารทำให้เราสามารถถูกจับกุมตัวได้ โดยไม่จำเป็นต้องมีพยานหลักฐาน

@ยืนยันว่ากฎอัยการศึกไม่เหมาะกับ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้?

ก่อนหน้านี้ที่เหตุการณ์ภาคใต้เพิ่งปะทุขึ้น เจ้าหน้าที่อาจยังไม่รอบคอบในเรื่องการเรียกตัวบุคคล ซักถาม สอบสวน อาจมีผู้บริสุทธิ์ติดหลง มีพยาน บุคคลที่อยู่ใกล้ชิดเหตุการณ์ ถูกเชิญตัวสู่กระบวนการยุติธรรมหลายพันคน เรายืนยันว่ากฎอัยการศึกไม่เหมาะกับสถานการณ์ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ทหารไทยไม่ได้เป็นศัตรูกับพี่น้อง 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ควรยุติการใช้กฎอัยการศึก ส่วน พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ยังมีกลไกในการตรวจสอบหลายส่วน แต่กฎอัยการศึกไม่มีการตรวจสอบ ไม่มีช่องว่างสำหรับการพูดคุยเลยถ้าใช้อำนาจอย่างเข้มข้นมาก ซึ่งในบางโอกาสเป็นอย่างนั้นบ่อย ต้องยอมรับว่าคงมีผู้บริสุทธิ์ปะปน

ที่ผ่านมาสิ่งที่ทางเราให้ความสนใจมากคือการทรมานและปฏิบัติอย่างไร้มนุษยธรรมต่อผู้ต้องหาในคดีที่เกี่ยวข้องทางการเมือง สิ่งที่เกิดขึ้นคือรัฐต้องดำเนินการกับเขาตามกฎหมาย ตามกระบวนการยุติธรรม ไม่มีใครควรถูกปฏิบัติอย่างรุนแรงเพื่อบังคับให้สารภาพ ภายใต้การควบคุมตัวของเจ้าหน้าที่รัฐ ความโกรธแค้นเมื่อถูกทำร้ายร่างกายจะเกิดขึ้นกับบุคลนั้น กับครอบครัว กับชุมชน และความมั่นคงด้วย เพราะข่าวลือหรือข่าวสารที่ออกไปจะทำให้คนไม่เชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรม

@ที่ผ่านมาสามารถหาคนกระทำผิดในกรณีการทรมานผู้ต้องหาได้ไหม?

น้อยมาก ถ้าได้ก็มีไม่กี่คดี และไม่ใช่คดีอาญา เป็นแค่คดีที่มีคำสั่งทางวินัยให้ปลดออก ออกจากพื้นที่หรือเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมในชั้นศาลทหาร มีการปรับเงิน ฟ้องได้ในคดีแพ่งหรือคดีปกครอง ศาลมีคำสั่งให้รัฐชดเชยเยียวยา แต่การลงโทษทางอาญายังไม่เคยได้ยินทั้งที่เราติดตามมาโดยตลอด เท่ากับว่ายังมีกลไกที่ขาดตกบกพร่องในการสืบสวนสอบสวน เวลาย้อนกลับไปว่าใครควบคุมตัว บุคคลที่เกี่ยวข้องเยอะมาก สถานที่ควบคุมตัวก็มักเป็นที่ปิดไม่มีบุคคลภายนอกเพราะเป็นการควบคุมตัวของทหาร หรือถ้าเกิดขึ้นที่สถานีตำรวจเป็นคดีอาญาปกติ สมมุติว่าเขาถูกทำร้ายที่นั่นถูกบังคับให้สารภาพ แล้วญาติประกันตัวออกมาเขาบอกว่าถูกทรมาน สถานที่ที่เขาต้องกลับไปแจ้งความก็คือสถานีตำรวจนั้นแหละ เป็นเจ้าหน้าที่กลุ่มเดียวกัน ดังนั้น เราไม่มีช่องทางการสืบสวนสอบสวนเรื่องนี้ที่เป็นอิสระพอ

@หลังถูกฟ้องคดีหมิ่นประมาทจากหน่วยงานรัฐ มีผลกระทบกับการทำงานไหม?

ก็ต้องมาเตรียมสู้คดี ทำให้การทำงานของตัวเองมีความยุ่งยากมากขึ้น การเก็บข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับการกล่าวหาว่ามีการทรมาน ส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นจากอาสาสมัครในพื้นที่ ถ้าสมมุติว่าเราโดนคุกคามในลักษณะที่จะถูกฟ้องร้องคดีหมิ่นประมาทก็ส่งผลถึงการทำงานของอาสาสมัครในพื้นที่ด้วย กลัวว่าจะเป็นเทรนด์หรือเป็นแนวโน้มการปิดกั้นการทำงานของสื่อมวลชนและนักสิทธิมนุษยชนที่มาตีแผ่ หรือเปิดเผยความจริงในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการละเมิดสิทธิ การที่มีประชาชนร้องขอให้มีการตรวจสอบอยากจะให้ทางหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องอย่าได้คิดว่าเป็นการหมิ่นประมาท แทนที่จะมาฟ้องว่าเราหมิ่นประมาท น่าจะมีการตรวจสอบข้อเท็จจริงมากกว่ามาดำเนินการที่คิดว่าจะปกป้องศักดิ์ศรี ถ้ามีอะไรผิดพลาดก็พูดคุยกัน

ส่วนตัวคิดว่าเราอาจจะต้องสื่อสารทำความเข้าใจกับเจ้าหน้าที่ให้ดีกว่านี้ การสื่อสารในลักษณะเผยแพร่ทางสาธารณะ เรามีวัตถุประสงค์เพื่อที่จะบอกกล่าวกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและสาธารณชนว่ามีเรื่องราวเหล่านี้เกิดขึ้น เพราะว่าการร้องเรียนไปในทางลับ ส่งจดหมายปิดผนึกเข้าไป ที่ผ่านมาไม่เกิดการเปลี่ยนแปลงในทางที่จะเป็นการป้องกัน

@คิดยังไงกับคำกล่าวหาที่ว่า “การทำงานเรื่องสิทธิผู้ต้องหา เป็นการช่วยเหลือคนกระทำผิด”

เหมือนเราเป็นทนายโจร ช่วยโจร อยากให้มองอีกมุมหนึ่งว่า กระบวนการยุติธรรมจะต้องอิงกับกฎหมาย กฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาถูกสร้างขึ้นเพื่อป้องกันไม่ให้เอาผู้บริสุทธิ์ติดหลงเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม มีมาตรการที่ค่อนข้างจะเข้มแข็งเทียบได้กับหลักสากลเลย แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือการปฏิบัติของเจ้าหน้าที่ที่อาศัยช่องว่าง นำบุคคลที่อาจจะเป็นผู้ต้องสงสัยในทัศนคติของผู้ปฏิบัติเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม แล้วไปให้ศาลกลั่นกรองอีกทีหนึ่ง ดังนั้น เราไม่ได้ทำงานให้ผู้กระทำความผิด แต่จริงๆ เราทำงานเพื่อให้เจ้าหน้าที่ปฏิบัติตามกฎหมายและทบทวนหลักการที่มีอยู่แล้วให้รอบคอบและโปร่งใส เราจะได้ความเชื่อมั่นว่าเอาผู้กระทำความผิดตัวจริงมาเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ไม่ได้ลอยนวลอยู่ข้างนอก สิ่งที่เราทำอยากช่วยเรียกความเชื่อมั่นของสาธารณชนกลับมา แต่ถ้ากระบวนการยุติธรรมบกพร่องในตอนต้น เราจับใครก็ไม่รู้ที่อาจจะไม่ใช่ผู้กระทำความผิดทั้งหมด อาจเป็นผู้รู้เห็นมีส่วนร่วมบางส่วนแต่ไม่ใช่ทั้งหมด มีผู้บริสุทธิ์ติดหลงเข้ามา แล้วคนที่ต้องเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมเขาจะโกรธแค้นสังคมไหม แล้วอะไรจะเยียวยาให้เขากลับสู่สังคมโดยเป็นสมาชิกของสังคมเต็มตัว

อยากสื่อสารกับทั้งทางเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงว่า ถ้าถูกต้องสง่างามคุณก็จะตอบคำถามของสังคมได้เป็นลำดับ ไม่ใช่พูดอะไรแล้วคนไม่เชื่อ คนปฏิเสธ มีข้อกล่าวอ้างอื่น ความยุติธรรมขึ้นอยู่กับความเชื่อมั่น ถ้ามองไม่เห็นว่ายุติธรรม มืดๆ ทึมๆ เราก็ไม่เชื่อมั่นในความเป็นธรรม อยากให้กระบวนการยุติธรรมไทยได้รับความเชื่อมั่นมากขึ้นเรื่อยๆ

@ถ้าเป็นกระบอกเสียงแทนนักสิทธิมนุษยชน มีเรื่องไหนที่อยากให้ภาครัฐเข้ามาใส่ใจอย่างเร่งด่วนที่สุด

งานด้านสิทธิมนุษยชนมักจะถูกมองว่าเป็นองค์กรที่อยู่ฝั่งตรงข้ามกับรัฐ แต่จริงๆ แล้วเราอยากจะให้มองว่า เราเป็นกระจกเงาส่องให้รัฐเห็นการทำงานว่าตอบสนองต่อประชาชนในมุมมองด้านสิทธิมนุษยชนได้สมบูรณ์แล้วหรือยัง รัฐไทยจะต้องก้าวเดินต่อไปทั้งในอาเซียนและในระดับโลก แต่ถ้ารัฐไทยไม่สามารถที่จะคุ้มครองให้ประชาชนในชาติได้รับสิทธิขั้นพื้นฐาน เราก็ไม่สามารถที่จะไปพูดคุยยืดอกกับประเทศอื่นๆ ในบริบทอื่นได้ แม้ประเทศไทยยังมีความสำคัญเรื่องเศรษฐกิจหรือการเมืองในภูมิภาค ในเวทีระหว่างประเทศทุกคนยังรักประเทศไทย องค์กรระหว่างประเทศเขาต้องการให้รัฐไทยเป็นรัฐประชาธิปไตยที่มีความสวยงามและเคารพสิทธิมนุษยชน

ดังนั้น งานด้านสิทธิมนุษยชนไม่ใช่แต่เฉพาะสิทธิทางการเมือง สิทธิพลเมือง สิทธิที่เกี่ยวข้องกับชาติพันธุ์ เกี่ยวข้องกับสตรี การค้ามนุษย์ สิทธิเด็กต่างๆ เหล่านี้ อยากให้มองว่าเป็นการช่วยเหลือให้รัฐเติมการคุ้มครองสิทธิมนุษยชนให้กับประชาชนได้มากกว่าที่เราจะทำงานในเชิงปฎิบัติต่อกันแล้วไม่ได้เอื้อให้ประเทศเจริญและพัฒนาไปในทิศทางที่ไม่ถูกต้อง

25571026-154609.jpg

Advertisements