รายงานคู่ขนานสถานการณ์การทรมานในประเทศไทย ส่งให้คณะกรรมการCATองค์การสหประชาชาติ

http://tbinternet.ohchr.org/Treaties/CAT/Shared%20Documents/THA/INT_CAT_NGO_THA_17098_E.pdf

Advertisements

คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ: กรณีคำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติที่ ๖๔/๒๕๕๗ และ ที่ ๖๖/๒๕๕๗ ส่งผลกระทบต่อชุมชนที่อยู่อาศัยและทำกินในพื้นที่ป่า

ข้อเสนอเบื้องต้นของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ โดย
คณะอนุกรรมการด้านที่ดินและป่า และคณะอนุกรรมการด้านสิทธิชุมชน
กรณีคำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติที่ ๖๔/๒๕๕๗ และ ที่ ๖๖/๒๕๕๗
ส่งผลกระทบต่อชุมชนที่อยู่อาศัยและทำกินในพื้นที่ป่า

ด้วยคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติได้รับเรื่องร้องเรียนจากราษฎรหลายพื้นที่ว่า ได้รับผลกระทบจากการที่เจ้าหน้าที่อ้างคำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ ๖๔ / ๒๕๕๗ เข้าดำเนินการขับไล่ บุกยึด และรื้อทำลายทรัพย์สินของราษฎรที่อยู่อาศัยและทำกินในพื้นที่ป่า ทั้งๆ ที่ราษฎรในหลายพื้นที่เหล่านี้อยู่อาศัยและทำกินในพื้นที่มาก่อนประกาศเป็นเขตป่าอนุรักษ์ แต่เจ้าหน้าที่กลับไม่ได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างรอบด้านเพียงพอว่า พื้นที่ดังกล่าวมีการดำเนินการแก้ไขปัญหาโดยหน่วยงานรัฐที่ผ่านมาอย่างไร อยู่ในขั้นตอนใด ไม่มีการแยกแยะลักษณะของการกระทำและราษฎรที่ถูกกล่าวว่ากระทำผิดว่าเข้าข่ายผู้บุกรุกรายใหญ่ตามหลักเกณฑ์ที่หน่วยงานกำหนดหรือไม่ ไม่เปิดโอกาสให้ราษฎรมีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็นและร่วมตัดสินใจต่อการดำเนินการตามคำสั่งดังกล่าว และที่สำคัญราษฎรเหล่านี้ยังมีลักษณะที่เป็นไปเงื่อนไขตามคำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติที่ ๖๖ / ๒๕๕๗ ข้อ ๒.๑ ที่ระบุว่า “การดำเนินการใดๆ ต้องไม่ส่งผลกระทบต่อประชาชนผู้ยากไร้ ผู้ที่มีรายได้น้อย และผู้ไร้ที่ดินทำกิน ซึ่งได้อาศัยอยู่ในพื้นที่เดิมๆ นั้น ก่อนคำสั่งนี้มีผลบังคับใช้ ยกเว้นผู้ที่บุกรุกใหม่ จะต้องดำเนินการสอบสวน และพิสูจน์ทราบ เพื่อกำหนดวิธีปฏิบัติที่เหมาะสมและดำเนินการตามขั้นตอนต่อไป” โดยนับตั้งแต่วันที่มีประกาศคำสั่งเมื่อวันที่ ๑๔ มิถุนายน ๒๕๕๗ จนถึงปัจจุบันนี้ (เดือนกันยายน ๒๕๕๗) มีการร้องเรียนในประเด็นดังกล่าวข้างต้นต่อคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติเป็นจำนวน ๑๘ คำร้อง
ในการตรวจสอบข้อเท็จจริงตามกรณีร้องเรียน คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติอาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ พ.ศ.๒๕๔๒ จัดให้มีการประชุมชี้แจงข้อเท็จจริงจากทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเมื่อวันที่ ๒๙ กรกฎาคม ๒๕๕๗ และวันที่ ๒๙ กรกฎาคม ๒๕๕๗ การเดินทางไปตรวจสอบข้อเท็จจริงในพื้นที่จังหวัดตรังและจังหวัดชุมพรเมื่อวันที่ ๑๔ – ๑๕ สิงหาคม ๒๕๕๗ และการสัมมนาเรื่อง “แผนแม่บทเกี่ยวกับจัดการทรัพยากรธรรมชาติของคณะรักษาความสงบแห่งชาติกับการมีส่วนร่วมของภาคประชาชน”เมื่อวันที่ ๑๐ กันยายน ๒๕๕๗ รวมถึงการศึกษาข้อมูลจากเอกสารที่เกี่ยวข้อง
จากการตรวจสอบได้พบข้อเท็จจริงเบื้องต้นว่า แผนแม่บทแก้ไขปัญหาการทำลายทรัพยากรป่าไม้ การบุกรุกที่ดินของรัฐ และการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน จัดทำโดย กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร และกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม พ.ศ.๒๕๕๗ และการปฏิบัติการตามแผนแม่บทดังกล่าวของเจ้าหน้าที่ที่ผ่านมานั้น มีปัญหาของการดำเนินการที่อาจเข้าข่ายเป็นการกระทำที่ละเมิดสิทธิมนุษยชน
ดังนั้น เพื่อป้องกันผลกระทบและความขัดแย้งที่อาจมีความรุนแรงมากขึ้นจนอาจกลายเป็นสาเหตุปัญหาการละเมิดสิทธิมนุษยชนต่อราษฎร คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ โดยคณะอนุกรรมการด้านที่ดินและป่า และคณะอนุกรรมการด้านสิทธิชุมชน จึงได้มีหนังสือเสนอความเห็นต่อหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ผู้อำนวยการกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักรไทย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช อธิบดีกรมป่าไม้ และผู้ว่าราชการจังหวัดในพื้นที่ที่มีกรณีร้องเรียนต่อคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เป็นหนังสือลงวันที่ ๑๙ กันยายน ๒๕๕๗ โดยมีความเห็นและข้อเสนอดังนี้
๑. ความเห็น
๑.๑ กระบวนการจัดทำแผนแม่บทแก้ไขปัญหาการทำลายทรัพยากรป่าไม้ การบุกรุกที่ดินของรัฐ และการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน และกระบวนการจัดทำแผนการปฏิบัติการของหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับแผนแม่บทดังกล่าว ยังขาดการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนและภาคส่วนอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องที่ครบถ้วนรอบด้านอย่างเพียงพอ เช่น ภาคประชาสังคม นักวิชาการ หรือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เป็นต้น โดยเฉพาะการมีส่วนร่วมของราษฎรที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ป่าที่อาจได้รับผลกระทบโดยตรงจากการดำเนินการตามแผนแม่บทดังกล่าว
การขาดการมีส่วนร่วมดังกล่าว ส่งผลให้การกำหนดวิธีการปฏิบัติงานตามแผนแม่บทฯ ของหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องขาดการพิจารณา “ทางเลือก” อื่นที่อาจบรรลุเป้าหมายสำคัญของแผนแม่บทฯ ได้แก่ การพิทักษ์รักษาพื้นที่ป่าไม้ให้มีสภาพป่าที่สมบูรณ์ให้ได้พื้นที่ป่าไม้อย่างน้อยร้อยละ ๔๐ ของพื้นที่ประเทศภายใน ๑๐ ปี ได้เช่นกัน นอกจากการมุ่งเน้นวิธีการไล่รื้อชุมชนเพื่อยึดคืนพื้นที่ป่าเพียงอย่างเดียว ซึ่งวิธีการดังกล่าวอาจสุ่มเสี่ยงต่อการละเมิดสิทธิมนุษยชนได้โดยง่าย และยังรวมถึงขาดการพิจารณาทางเลือกของเทคโนโลยี เครื่องมือ และหลักเกณฑ์ที่จะนำมาใช้ในการดำเนินการตามแผน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเครื่องมือในการตรวจพิสูจน์สิทธิของชุมชนในพื้นที่ป่า เช่น แผนที่ต่างๆ ที่ต้องอาศัยเครื่องมือทางวิทยาศาสตร์ควบคู่ไปกับการพิจารณาองค์ความรู้ด้านประวัติศาสตร์ ประเพณี และวัฒนธรรมของชุมชนนั้นด้วย มิใช่มุ่งเน้นแต่เพียงการใช้เครื่องมือทางวิทยาศาสตร์เพียงอย่างเดียว
๑.๒ การปฏิบัติการที่ผ่านมาตามแผนแม่บทดังกล่าวของเจ้าหน้าที่ในหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ไม่มีการกลั่นกรองและแยกแยะความแตกต่างของพื้นที่ที่มีบริบทความเป็นมาของปัญหา รวมทั้งวัฒนธรรมและวิถีการดำรงชีวิตที่แตกต่างกัน และไม่มีความชัดเจนในการกำหนดลักษณะการกระทำและผู้กระทำว่าลักษณะใดที่เข้าข่ายเป็นผู้กระทำผิดรายใหญ่ที่มีเจตนาในทางการค้าหรือเพื่อประโยชน์ส่วนตน และลักษณะใดเป็นการกระทำเพื่อการดำรงชีวิตตามประเพณีวัฒนธรรมและวิถีการดำรงชีวิตที่สืบทอดมาจากบรรพบุรุษ นอกจากนี้หลายพื้นที่ตามกรณีร้องเรียนได้ผ่านตรวจพิสูจน์และการแก้ไขปัญหาในเบื้องต้นจากรัฐบาลในอดีตและหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องมาเป็นเวลานาน แต่การปฏิบัติการโดยไม่แยกแยะกลั่นกรองตามกรณีร้องเรียนดังกล่าว ได้ทำให้สภาพปัญหากลับไปมีความซับซ้อนและยุ่งยากมากขึ้น และความขัดแย้งก็มีความรุนแรงมากขึ้นตามไปด้วย
๑.๓ เกิดปัญหาความไม่ประสานสอดคล้องกันระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับแผนแม่บทที่มีไม่ต่ำกว่า ๒๕ หน่วยงาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการประสานงานระหว่างหน่วยงานในระดับนโยบายหรือระดับส่วนกลาง กับหน่วยงานในระดับปฏิบัติการหรือในระดับพื้นที่ ส่งผลให้การปฏิบัติการของหน่วยงานในระดับพื้นที่ อาจปฏิบัติการไปโดยขาดความเข้าใจและละเลยต่อการยึดกุมหลักการด้านสิทธิมนุษยชนและหลักการคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพประชาชน ที่ควรจะเป็นหัวใจสำคัญของการปฏิบัติการที่มีลักษณะที่อาจก่อให้เกิดการละเมิดสิทธิมนุษยชนได้โดยง่าย อาทิ พบว่าการปฏิบัติการของเจ้าหน้าที่ต่อชุมชนในพื้นที่ป่าหลายพื้นที่ทางภาคใต้ เช่น การไล่รื้อชุมชน การจับกุมดำเนินคดี และการตัดต้นยางพาราหรือการทำลายทรัพย์สินของราษฎรนั้น เป็นการดำเนินการไปก่อนที่การจัดทำแผนปฏิบัติการของกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ซึ่งเป็นหนึ่งในหน่วยงานที่มีอำนาจหน้าที่ดำเนินการตามแผนแม่บทฯ จะแล้วเสร็จ ทั้งที่จากการพิจารณาเบื้องต้นต่อร่างแผนปฏิบัติการดังกล่าวของกรมอุทยานฯ นั้น มีขั้นตอนและกระบวนการที่พอจะถือได้ว่า เป็นไปตามหลักสิทธิมนุษยชนและหลักการคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของประชาชน ในขณะที่การปฏิบัติการที่ได้เกิดขึ้นไปแล้วในบางพื้นที่นั้นมีลักษณะที่เข้าข่ายเป็นการกระทำที่อาจละเมิดสิทธิมนุษยชน
๒. ข้อเสนอ
เพื่อป้องกันผลกระทบและความขัดแย้งที่อาจมีความรุนแรงมากขึ้นจนอาจกลายเป็นสาเหตุปัญหาการละเมิดสิทธิมนุษยชนต่อราษฎร คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ โดยคณะอนุกรรมการด้านที่ดินและป่า และคณะอนุกรรมการด้านสิทธิชุมชน จึงขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องยุติหรือชะลอการปฏิบัติการในพื้นที่ตามแผนแม่บทฯ เอาไว้ก่อน และให้เริ่มต้นกระบวนการที่เปิดโอกาสให้ราษฎรได้มีส่วนร่วมในการพิจารณาและตัดสินใจต่อแผนแม่บทฯ และแผนการปฏิบัติการที่เกี่ยวข้องกับแผนแม่บทดังกล่าว

เปิดคำพิพากษาคดีแอนดี้ ฮอลล์ ศาลจังหวัดพระโขนง คดีแดง อ. 4751/57

คำพิพากษาคดี อานดี้ ศาลจังหวัดพระโขนง คดีอาญา หมายเขจดำที่ อ๒๐๕๑-๕๗ แดง อ๔๗๕๑-๕๗IMG_20141029_0027_

คดีหมายเลขดำที่ อ.๒๐๕๑/๒๕๕๗ คดีหมายเลขแดงที่ อ.๔๗๕๑/๒๕๕๗ ระหว่างพนักงานอัยการ โจทก์ บริษัทเนเชอรัล ฟรุต จำกัด โจทก์ร่วม นายอานดรูู โจนาธาน ฮอลล์ จำเลย

บรรยายเรื่อง หลักการ การรื้อฟื้นคดีอาญา ระดับสากลและประเทศฝรั่งเศส โดยดร. ปกป้อง ศรีสนิท

บรรยายเรื่อง หลักการ การรื้อฟื้นคดีอาญา ระดับสากลและประเทศฝรั่งเศส โดยดร. ปกป้อง ศรีสนิท

ความผิดพลาดในกระบวนการยุติธรรมเกิดขึ้นได้ ในระบบไทยมีการพิจารณาในชั้นอุทธรณ์เป็นการใช้หลักฐานเดิม ในอีกระบบหนึ่งคือการรื้อฟื้นคดีใหม่ สามารถรื้อฟื้นได้เฉพาะในคดีที่ศาลตัดสินสิ้นสุดแล้ว (ไม่อุทธรณ์ หรือศาลสูงตัดสินแล้ว)ระบบการพิจารณาคดีใหม่ (รื้อฟื้นคดีใหม่) ต้องมีหลักฐานใหม่เท่านั้น

ห้ามไม่ให้ใช้หลักฐานเดิม เพราะเราต้องยุติการให้หลักฐานเดิม ถ้าอนุญาตให้ใช้หลักฐานเดิมก็เท่ากับว่าอุทธรณ์ไปไม่สิ้นสุด

ความผิดพลาดเกิดได้ เกิดขึ้นมาแล้ว มีหลักการด้านสิทธิมนุษยชนในการแก้ไขปัญหา คือระบุไว้ใน ICCPR มีสองแนวคือมาตรา 14 รับรองให้เกิดการพิจารณาคดีใหม่ ในข้อ 14 (5) , (6) ทุกคนที่ถูกศาลพิพากษาลงโทษ ต้องได้รับการพิจารณาโดยศาลที่สูงกว่า (สิทธิในการอุทธรณ์) ประเทศไทยก็เดินตามทำตาม เพราะเราเป็นประเทศสมาชิกตาม ICCPR ในบางประเทศสามารถอุทธรณ์เพียงชั้นเดียว ประเทศไทยสามารถอุทธรณ์และฎีกาได้ด้วย เท่ากับว่าสามารถอุทธรณ์ศาลสูงกว่าได้สองครั้ง เป็นการทำไปมากกว่ามาตรฐานสากล

ในมาตรา 14 (6) เขียนไว้ว่าใครก็ตามที่ถูกตัดสินโดยศาลถึงที่สุดแล้ว และภายหลังจากนั้นมีการกลับคำพิพากษาและหรือได้รับอภัยโทษ (pardon) โดยปรากฎว่าค้นพบใหม่ ทำให้เกิดข้อผิดพลาดในกระบวนการยุติธรรม คนคนนั้นจะได้รับการเยียวยา จะต้องเยียวยาไม่ว่าจะรื้อฟื้นคดี หรือได้รับอภัยโทษด้วยเหตุผลของ miscarriage of justice

มีอีกหลักการหนึ่งในมาตรา 14 (7) สนับสนุนความเด็ดขาดของคำพิพากษา
ไม่มีการพิจารณาคดีเป็นครั้งที่สอง หรือ สองครั้ง ในกรรมเดียว ไม่ว่าจะเป็นการลงโทษในศาลก่อนฯ หรือการยกฟ้องก็ตาม แม้ว่าจะมีการใช้หลักฐานใหม่ก็ตาม ห้ามไม่ให้มีการตัดสินคดีสองครั้ง

(ดูเหมือนจะแย้งกัน) แต่ถ้ามองในมุมของผู้เดือดร้อน (จำเลย นักโทษ) ถ้าหากรัฐผิดพลาดคือไม่สามารถหาพยานหลักฐานได้ในช่วงแรกของการพิจารณาคดี รัฐผิดพลาดเองก็เลยไม่สามารถนำคดีขึ้นมาพิจารณาคดีใหม่ได้

กรณีการรื้อฟื้นคดี
มีสองรูปแบบในต่างประเทศในสหรัฐไม่ให้มีการรื้อฟื้นคดีเลย ใช้วิธีอภัยโทษเพื่อคงความศักดิ์สิทธิ์ของศาล
ระบบที่สองให้ appeal และรื้อฟื้นคดี ใช้ในระบบcivil law เช่น ไทย ฝรั่งเศส สเปน อิตาลี แคนาดา เยอรมันี ออสเตรีย
การรื้อฟื้นคดีใหม่
in favorem การรื้อฟื้นคดีใหม่เพื่อแก้ไขคำพิพากษาลงโทษจำเลยได้ รัฐเจอหลักฐานใหม่เพืื่อลงโทษ อัยการจะทำคดีรื้อฟื้นเพื่อลงโทษจำเลยที่ถูกยกฟ้องไม่ได้
in defavorem การรื้อฟื้นคดีใหม่เพื่อแก้ไขคดีใหม่เพื่อแก้ไขคำพิพากษาที่ยกฟ้องจำเลย
อันนี้สอดคล้องกับ ICCPR ประเทศไทยจึงอนุญาตให้รื้อฟื้นคดีใหม่เฉพาะกรรีที่อาจเป็นคุณกับจำเลยเท่านั้น

ตัวอย่างจากประเทศฝรั่งเศส

สถิติจากประทศฝรั่งเศส ตั้งแต่ปี 1995
1995 จำนวนคดีที่รื้อฟื้น 1
1996 จำนวนคดีที่รื้อฟื้น 5
1997 จำนวนคดีที่รื้อฟื้น 7
1998 จำนวนคดีที่รื้อฟื้น3
1999 จำนวนคดีที่รื้อฟื้น0
2000 จำนวนคดีที่รื้อฟื้น 3

บุคคลที่ยื่นได้ ฯ ขอรื้อฟื้นคดีใหม่
1 รมต.ยุติธรรม ในฐานะตัวแทนของรัฐ
2. ญาติ หรือจำเลย

เงื่อนไขในการยื่นขอพิจารณาคดีใหม่
1. หลังจากศาลพิพากษาว่าจำเลยฆ่าคนตายโดยเจตนา ปรากฎว่าผู้ตายยังมีชีวิตอยู่
2. ศาลต่างศาลพิพากษาจำเลยสองคนไม่เหมือนกันในข้อเท็จจริงเดียวกัน เป็นเหตุให้หยิบยกมาได้
3. พยานถูกพิพากษาว่าเป็นพยานเท็จหรือเป็นพยานปลอม ไม่ถูกต้องแท้จริง (สอดคล้องกับไทย)

ในประเทศฝรั่งเศสกระบวนการพิจารณาใหม่ (รื้อฟื้อคดี) ให้ศาลอุทธรณ์ยื่นไปศาลฎีกา
ศาลฎีกาของฝรั่งเศสจะดำเนินการทั้งกระบวนการ มีคณะกรรมการ 5 คนทำหน้าที่ชี้มูลว่าจะมีการรื้อฟื้นหรือไม่รื้อฟื้น แล้วส่งความเห็นไปที่ศาลฎีกา เป็นผู้มีอำนาจตัดสินว่าจะให้รื้อฟื้้นคดีหรือไม่ ยกคำร้องก็ยื่นอีกไม่ได้แล้ว
ศาลฎีกาฯตัดสินให้ยื่นคดีใหม่ ให้ยื่นกลับไปที่ศาลชั้นเดียวกันกับศาลที่ตัดสินคดีที่ผิดพลาดนั้น
โดยเน้นหลักการ impartiality โดยส่งให้ศาลใหม่หรือองค์คณะใหม่ ไม่ใช้องค์คณะเดิม ศาลที่อยู่่ห่างๆ กันไม่ให้มีอิทธิพลต่อกันแต่เป็นศาลชั้นเดียวกัน

การเยียวยา คณะกรรมการชุดเดียวกับการเยียวยาผู้ต้องหา(แพะ) ในฝรั่งเศสฟ้องคดีแล้วก็มีต่อมาศาลยกฟ้อง รืื้อฟื้นแล้วก้จะมีการประกาศว่าคำสั่งศาลใหม่ เยียวยาเป็นตัวเงินจำนวนมาก และมีการเยียวยาทางจิตใจ บังคับให้มีการโฆษณาคำพิพากษาใหม่ เพื่อให้สภาพจิตใจดีขึ้นมาได้

ปัญหาของสังคมไทย
1. ทัศนคติที่ขัดแย้งกันของสังคมไทยเป็นปัญหา ระหว่างความศักดิ์สิทธิ์ของคำพิพากษา กับความถูกต้องแท้จริงของข้อเท็จจริง (ใครทำอะไรที่ไหนอย่างไร) เช่นถ้าเขาเป็นแพะ แล้วเลือกความศักดิ์สิทธิ์โดยไม่รื้อฟืิื้นคดี
2. หลักสันนิษฐานว่าบริสุทธิ์ไม่ถูกนำมาใช้เมื่อขอพิจารณาใหม่
หลักการนี้รับรองในกฎหมายอาญาไทย มาตรา 227
การยกข้อสงสัยของจำเลย ในการกล่าวอ้าง ก่อนการพิจารณาคดีของศาล ระหว่างและ หลังการพิจารณาคดีของศาลมีทัศนคติที่แตกต่างกัน

“สิ่งที่ผิดต้องแก้ไข สิ่งผิดที่แก้ได้ จะเพิ่มความศักดิ์สิทธิ์ของคำพิพากษายิี่งขึ้นไปอีก”

25571028-101948.jpg

10 ปี กฎอัยการศึก ประสบการณ์จากไฟใต้ ถึงประเทศไทยวันนี้

พรเพ็ญ คงขจรเกียรติ 10 ปี กฎอัยการศึก ประสบการณ์จากไฟใต้ ถึงประเทศไทยวันนี้
วันที่ 25 ตุลาคม พ.ศ. 2557 เวลา 23:35:01 น.

วจนา วรรลยางกูร – เรื่อง ธนศักดิ์ ธรรมบุตร – ภาพ

ความโปร่งใสในกระบวนการยุติธรรมไทยกลับมาเป็นประเด็นในสังคมบ่อยครั้ง เมื่อเกิดข้อกังขาในทิศทางการสอบสวนจากคดีที่เป็นที่สนใจของประชาชน จนถึงข่าวคราวเรื่องการจับแพะ การซ้อมทรมานผู้ต้องหาที่ผิดหลักสิทธิมนุษยชนอย่างชัดเจน แต่สุดท้ายก็ไม่สามารถหาคนกระทำได้เนื่องจากหลักฐานไม่เพียงพอ

ความขุ่นมัวขาดความชัดเจนนี้เองที่จะทำให้ความไว้วางใจของประชาชนต่อกระบวนการยุติธรรมถูกบั่นทอน

แต่ก็ยังมีหลายองค์กรที่เข้ามาตรวจสอบและให้ความช่วยเหลือผู้ต้องหาที่อาจกลายเป็นเหยื่อในกระบวนการยุติธรรมได้ แม้บางครั้งผู้ทำหน้าที่นี้จะถูกกล่าวหาว่าเป็นทนายโจรหรือช่วยคนทำความผิดก็ตาม

พรเพ็ญ คงขจรเกียรติ ผู้อำนวยการมูลนิธิผสานวัฒนธรรม ก็ต้องเผชิญสถานการณ์นี้เช่นเดียวกับนักสิทธิมนุษยชนอื่นๆ

ซ้ำยังถูกฟ้องหมิ่นประมาทจากหน่วยงานภาครัฐเมื่อไม่กี่เดือนมานี้ กรณีออกจดหมายเปิดผนึกในนามของมูลนิธิผสานวัฒนธรรม ให้สอบสวนข้อกล่าวหาว่ามีการทำร้ายผู้ถูกควบคุมตัวในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้

ตั้งโจทย์ให้นักสิทธิมนุษยชนต้องคำนึงเรื่องขอบเขต ความปลอดภัยและวิธีการทำงาน จนถึงการปฏิบัติของภาครัฐที่หันมาโต้ตอบข้อกล่าวหาด้วยวิธีดังกล่าว

ประสบการณ์ทำงานด้านสิทธิมนุษยชนในมูลนิธิผสานวัฒนธรรม โดยเฉพาะคดีในพื้นที่ความขัดแย้งชายแดนใต้ที่ประกาศใช้กฎอัยการศึกมาแล้ว 10 ปี จะเป็นบทเรียนอะไรแก่วันที่มีกฎอัยการศึกครอบคลุมทั่วประเทศและยังไม่มีวี่แววว่าจะยกเลิก ซึ่งการบังคับใช้กฎหมายพิเศษต้องมีความเข้าใจจากเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงาน มิเช่นนั้นมีแต่จะสร้างความขัดแย้งร้าวลึกระหว่างเจ้าหน้าที่รัฐและประชาชนที่ต้องการความยุติธรรม

ความโปร่งใสเป็นสิ่งที่ประชาชนทุกคนร้องหา และนั่นคือบทบาทที่นักสิทธิมนุษยชนจะเดินเข้ามาช่วยคลำทางหาความกระจ่าง

@ประกาศกฎอัยการศึกทั่วประเทศส่งผลต่อการทำงานของนักสิทธิมนุษยชนไหม?

มากเลยทีเดียว (หัวเราะ) เพราะกฎอัยการศึกที่ประกาศใช้ทั่วประเทศตั้งแต่วันที่ 20 พ.ค. และประกาศยึดอำนาจมีรัฐบาลที่เกิดจากการแต่งตั้งของคณะรัฐประหาร มองยังไงก็ไม่ใช่ประชาธิปไตย ประชาธิปไตยจะผูกโยงกับสิ่งที่เรียกว่าเสรีภาพและสิทธิมนุษยชน และสิ่งที่สำคัญที่สุด คือ การปกครองโดยกฎหมาย

ถ้าประเทศเราปกครองโดยรัฐทหาร รัฐบาลมาจากการปฏิวัติ แม้ว่าจะมีการอ้างอิงถึงคำสั่งประกาศรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวที่ใช้กันอยู่ แต่พื้นฐานไม่ได้มาจากประชาชน เราในฐานะประชาชนในประเทศนี้ต้องเคารพสิ่งเหล่านั้นเหมือนเป็นกฎหมาย ก็เลยมีสิ่งทีเรียกว่า “ความขัดกันในหลักการด้านสิทธิมนุษยชน” หลักการด้านสิทธิมนุษยชนจริงๆ เป็นกฎหมายธรรมชาติ เราไม่ควรจะถูกทำร้าย ไม่ควรจะถูกฆ่า ไม่ควรจะถูกจำกัดสิทธิเสรีภาพโดยที่ไม่มีกฎหมายมากำหนด แต่กฎหมายบ้านเราตอนนี้ถูกกำหนดโดยกลุ่มบุคคลบางกลุ่มซึ่งไม่มีความเป็นธรรม

งานด้านสิทธิมนุษยชนจึงต้องเน้นย้ำว่า แม้ว่าจะมีการบังคับใช้กฎหมายพิเศษ การบังคับใช้คำสั่งและประกาศของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เป็นเหมือนดั่งกฎหมาย แต่หลักการด้านสิทธิมนุษยชนที่เป็นหลักธรรมชาติที่สากลยอมรับ ประเทศไทยเรายังไม่ได้ปราศจากจุดยึดโยงกับภาคประชาสังคมระหว่างประเทศ เรายังเป็นสมาชิกของยูเอ็น ยังต้องเคารพกฎหมายระหว่างประเทศอยู่

สิทธิในเนื้อตัวร่างกายเสรีภาพของเราถูกจำกัดโดยใช้กฎหมายพิเศษ คือ กฎอัยการศึก ตั้งแต่ก่อนการยึดอำนาจ และยังเชื่อมโยงกับสิทธิบางประการที่สำคัญมาก คือ สิทธิในการแสดงความคิดเห็น ซึ่งสิ่งเหล่านี้กระทำได้ภายใต้ประชาธิปไตย แต่พอมีคำสั่งที่ไม่ให้ชุมนุมเกิน 5 คน มีการจับกุมบุคคลที่ไปแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ในเรื่องของการต่อต้านรัฐประหารก็สร้างความกลัว และภาวะที่เรียกว่า ประเทศไทยไม่มีสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐาน ดังนั้น คิดว่าไม่เอื้อต่อสิ่งที่เป็นเหตุผลของการรัฐประหาร กลุ่มที่เข้ามายึดอำนาจต้องการที่จะปฏิรูปใช่ไหม แต่การปฏิรูปจะเกิดขึ้นได้อย่างไรถ้าไม่มีเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น ผู้ที่เห็นต่าง เห็นไม่เหมือนกับผู้มีอำนาจเขาไม่มีที่ยืน คงจะยาก ถ้าเรายังดำเนินการการปฏิรูปโดยจำกัดสิทธิเสรีภาพพื้นฐานที่ว่านี้

@เทียบเคียงกับชายแดนใต้ที่ประกาศกฎอัยการศึกมานานมากแล้ว

ทำให้กลุ่มทนายความและนักสิทธิมนุษยชนที่ทำงานในภาคใต้มีความห่วงกังวลอย่างมากในเรื่องการประกาศใช้กฎอัยการศึกทั่วประเทศ เพราะในพื้นที่ 3 จังหวัดกว่าที่เราจะเข้าใจว่ากฎอัยการศึกใช้อย่างไรก็เป็นระยะเวลานานกว่าจะตกลงกันได้ เช่น ตอนที่ประกาศกฎอัยการศึกปี 2547 แรกๆ ชาวบ้านไม่เข้าใจ ทุกคนถูกจับได้โดยที่ไม่ต้องมีหมายจับ ค้นบ้านได้โดยไม่ต้องมีหมายค้น แล้วสิ่งเหล่านี้ก็เกิดขึ้นได้ทั่วประเทศหลังวันที่ 20 พ.ค.2557 โดยที่ผู้ที่ถูกบังคับใช้กฎหมาย คือ ประชาชนทุกคนไม่รู้ว่าขอบเขตการใช้อำนาจมีแค่ไหน เขาสามารถมาค้นได้ แต่ไม่ใช่ว่าเอาสิ่งของไป เขาสามารถมาจับกุมคนได้แต่ไม่ใช่เอาไปแล้วไม่บอกว่าเอาตัวไปที่ไหน ห้ามไม่ให้ใครเจอเลยทั้ง 7 วัน สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นโดยการตีความกฎหมายของหน่วยงานปฏิบัติแคบๆ ควบคุมตัว 7 วัน ฉันจะทำอะไรกับเธอก็ได้…ซึ่งไม่ใช่ ยังมีหลักสิทธิมนุษยชนที่อิงอยู่ว่า อย่างน้อยที่สุดถ้าเขาเจ็บป่วยเขาต้องเจอแพทย์ได้ ถ้าถูกซ้อมมีแพทย์ที่เป็นอิสระดูไหมว่าตอนออกจากบ้านไม่มีหน้าปูดโปน แล้วอยู่กับทหารมา 3 วัน เกิดเจ็บป่วยขึ้นมา หรือถ้าถูกจับกุมแล้วถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิดไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไร มีอาวุธ ทำร้ายบุคคลอื่น ดำเนินการขัดคำสั่ง คสช. เขาอยากได้ทนายความให้คำปรึกษาได้ไหมว่าเขาจะให้ข้อมูลกับทางหน่วยงานราชการมากน้อยแค่ไหน เท่าที่ทราบคือไม่ได้

การควบคุมตัวที่ไหนก็ได้โดยไม่ประกาศเป็นอันตรายอย่างยิ่งต่อเสรีภาพของบุคคล เราไม่รู้เลยว่าเขาถูกเอาตัวไปที่ไหน ไม่ใช่ว่าเราไม่ไว้ใจทหาร ไม่ไว้ใจหน่วยงานความมั่นคง แต่เราอยากให้ระบบตรวจสอบมีความเข้มแข็งและเปิดเผยมากกว่านี้

@กฎอัยการศึก 10 ปี ในภาคใต้ ทำให้สถานการณ์เป็นอย่างไรบ้าง?

โดยส่วนตัวและแนวทางการทำงาน เราเรียกร้องให้ยกเลิกกฎอัยการศึกมาตั้งนานแล้ว แต่ก็ไม่เป็นผล ปี 2547 กฎอัยการศึกประกาศโดยหน่วยงานทหาร แต่เวลายกเลิกต้องมีพระบรมราชโองการ จึงไม่ต้องมีการขยายระยะเวลา หลังจากนั้นรัฐบาลทักษิณ ชินวัตร ประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ช่วงนั้นมีการยกเลิกใช้กฎอัยการศึกระยะสั้นๆ ปี 2549 เดือนกันยายนมีการปฏิวัติอีกครั้งหนึ่ง ทำให้มีการประกาศกฎอัยการศึกทั่วประเทศ พอการเมืองคลี่คลายก็เลยยกเลิกประกาศกฎอัยการศึกทั่วประเทศยกเว้น 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้และเขตชายแดนทั่วประเทศ เท่ากับว่า 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ยังมีกฎอัยการศึกคู่กับ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน

การเรียกร้องของเรา คือ เราไม่จำเป็นต้องมีกฎหมายพิเศษ 2 ฉบับซ้อนกัน เพราะทำให้เกิดความสับสนในการจับกุมควบคุมตัวบุคคล กฎอัยการศึกสามารถควบคุมตัวได้ 7 วัน พ.ร.ก.ฉุกเฉินสามารถควบคุมตัวได้ 30 วัน ตอนนี้สิ่งที่เกิดขึ้นใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ คือ บุคคลที่ต้องสงสัยกรณีอาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงสามารถถูกควบคุมตัวได้มากที่สุด 37 วัน ก่อนเข้ากระบวนการยุติธรรม ขณะที่ในสถานการณ์ปกติสามารถควบคุมตัวได้ 48 ชั่วโมง สิ่งนี้ทำลายกระบวนการยุติธรรมอันนำมาซึ่งความเชื่อมั่นของประชาชน ความสงสัยในข้อมูลทางการทหารทำให้เราสามารถถูกจับกุมตัวได้ โดยไม่จำเป็นต้องมีพยานหลักฐาน

@ยืนยันว่ากฎอัยการศึกไม่เหมาะกับ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้?

ก่อนหน้านี้ที่เหตุการณ์ภาคใต้เพิ่งปะทุขึ้น เจ้าหน้าที่อาจยังไม่รอบคอบในเรื่องการเรียกตัวบุคคล ซักถาม สอบสวน อาจมีผู้บริสุทธิ์ติดหลง มีพยาน บุคคลที่อยู่ใกล้ชิดเหตุการณ์ ถูกเชิญตัวสู่กระบวนการยุติธรรมหลายพันคน เรายืนยันว่ากฎอัยการศึกไม่เหมาะกับสถานการณ์ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ทหารไทยไม่ได้เป็นศัตรูกับพี่น้อง 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ควรยุติการใช้กฎอัยการศึก ส่วน พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ยังมีกลไกในการตรวจสอบหลายส่วน แต่กฎอัยการศึกไม่มีการตรวจสอบ ไม่มีช่องว่างสำหรับการพูดคุยเลยถ้าใช้อำนาจอย่างเข้มข้นมาก ซึ่งในบางโอกาสเป็นอย่างนั้นบ่อย ต้องยอมรับว่าคงมีผู้บริสุทธิ์ปะปน

ที่ผ่านมาสิ่งที่ทางเราให้ความสนใจมากคือการทรมานและปฏิบัติอย่างไร้มนุษยธรรมต่อผู้ต้องหาในคดีที่เกี่ยวข้องทางการเมือง สิ่งที่เกิดขึ้นคือรัฐต้องดำเนินการกับเขาตามกฎหมาย ตามกระบวนการยุติธรรม ไม่มีใครควรถูกปฏิบัติอย่างรุนแรงเพื่อบังคับให้สารภาพ ภายใต้การควบคุมตัวของเจ้าหน้าที่รัฐ ความโกรธแค้นเมื่อถูกทำร้ายร่างกายจะเกิดขึ้นกับบุคลนั้น กับครอบครัว กับชุมชน และความมั่นคงด้วย เพราะข่าวลือหรือข่าวสารที่ออกไปจะทำให้คนไม่เชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรม

@ที่ผ่านมาสามารถหาคนกระทำผิดในกรณีการทรมานผู้ต้องหาได้ไหม?

น้อยมาก ถ้าได้ก็มีไม่กี่คดี และไม่ใช่คดีอาญา เป็นแค่คดีที่มีคำสั่งทางวินัยให้ปลดออก ออกจากพื้นที่หรือเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมในชั้นศาลทหาร มีการปรับเงิน ฟ้องได้ในคดีแพ่งหรือคดีปกครอง ศาลมีคำสั่งให้รัฐชดเชยเยียวยา แต่การลงโทษทางอาญายังไม่เคยได้ยินทั้งที่เราติดตามมาโดยตลอด เท่ากับว่ายังมีกลไกที่ขาดตกบกพร่องในการสืบสวนสอบสวน เวลาย้อนกลับไปว่าใครควบคุมตัว บุคคลที่เกี่ยวข้องเยอะมาก สถานที่ควบคุมตัวก็มักเป็นที่ปิดไม่มีบุคคลภายนอกเพราะเป็นการควบคุมตัวของทหาร หรือถ้าเกิดขึ้นที่สถานีตำรวจเป็นคดีอาญาปกติ สมมุติว่าเขาถูกทำร้ายที่นั่นถูกบังคับให้สารภาพ แล้วญาติประกันตัวออกมาเขาบอกว่าถูกทรมาน สถานที่ที่เขาต้องกลับไปแจ้งความก็คือสถานีตำรวจนั้นแหละ เป็นเจ้าหน้าที่กลุ่มเดียวกัน ดังนั้น เราไม่มีช่องทางการสืบสวนสอบสวนเรื่องนี้ที่เป็นอิสระพอ

@หลังถูกฟ้องคดีหมิ่นประมาทจากหน่วยงานรัฐ มีผลกระทบกับการทำงานไหม?

ก็ต้องมาเตรียมสู้คดี ทำให้การทำงานของตัวเองมีความยุ่งยากมากขึ้น การเก็บข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับการกล่าวหาว่ามีการทรมาน ส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นจากอาสาสมัครในพื้นที่ ถ้าสมมุติว่าเราโดนคุกคามในลักษณะที่จะถูกฟ้องร้องคดีหมิ่นประมาทก็ส่งผลถึงการทำงานของอาสาสมัครในพื้นที่ด้วย กลัวว่าจะเป็นเทรนด์หรือเป็นแนวโน้มการปิดกั้นการทำงานของสื่อมวลชนและนักสิทธิมนุษยชนที่มาตีแผ่ หรือเปิดเผยความจริงในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการละเมิดสิทธิ การที่มีประชาชนร้องขอให้มีการตรวจสอบอยากจะให้ทางหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องอย่าได้คิดว่าเป็นการหมิ่นประมาท แทนที่จะมาฟ้องว่าเราหมิ่นประมาท น่าจะมีการตรวจสอบข้อเท็จจริงมากกว่ามาดำเนินการที่คิดว่าจะปกป้องศักดิ์ศรี ถ้ามีอะไรผิดพลาดก็พูดคุยกัน

ส่วนตัวคิดว่าเราอาจจะต้องสื่อสารทำความเข้าใจกับเจ้าหน้าที่ให้ดีกว่านี้ การสื่อสารในลักษณะเผยแพร่ทางสาธารณะ เรามีวัตถุประสงค์เพื่อที่จะบอกกล่าวกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและสาธารณชนว่ามีเรื่องราวเหล่านี้เกิดขึ้น เพราะว่าการร้องเรียนไปในทางลับ ส่งจดหมายปิดผนึกเข้าไป ที่ผ่านมาไม่เกิดการเปลี่ยนแปลงในทางที่จะเป็นการป้องกัน

@คิดยังไงกับคำกล่าวหาที่ว่า “การทำงานเรื่องสิทธิผู้ต้องหา เป็นการช่วยเหลือคนกระทำผิด”

เหมือนเราเป็นทนายโจร ช่วยโจร อยากให้มองอีกมุมหนึ่งว่า กระบวนการยุติธรรมจะต้องอิงกับกฎหมาย กฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาถูกสร้างขึ้นเพื่อป้องกันไม่ให้เอาผู้บริสุทธิ์ติดหลงเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม มีมาตรการที่ค่อนข้างจะเข้มแข็งเทียบได้กับหลักสากลเลย แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือการปฏิบัติของเจ้าหน้าที่ที่อาศัยช่องว่าง นำบุคคลที่อาจจะเป็นผู้ต้องสงสัยในทัศนคติของผู้ปฏิบัติเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม แล้วไปให้ศาลกลั่นกรองอีกทีหนึ่ง ดังนั้น เราไม่ได้ทำงานให้ผู้กระทำความผิด แต่จริงๆ เราทำงานเพื่อให้เจ้าหน้าที่ปฏิบัติตามกฎหมายและทบทวนหลักการที่มีอยู่แล้วให้รอบคอบและโปร่งใส เราจะได้ความเชื่อมั่นว่าเอาผู้กระทำความผิดตัวจริงมาเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ไม่ได้ลอยนวลอยู่ข้างนอก สิ่งที่เราทำอยากช่วยเรียกความเชื่อมั่นของสาธารณชนกลับมา แต่ถ้ากระบวนการยุติธรรมบกพร่องในตอนต้น เราจับใครก็ไม่รู้ที่อาจจะไม่ใช่ผู้กระทำความผิดทั้งหมด อาจเป็นผู้รู้เห็นมีส่วนร่วมบางส่วนแต่ไม่ใช่ทั้งหมด มีผู้บริสุทธิ์ติดหลงเข้ามา แล้วคนที่ต้องเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมเขาจะโกรธแค้นสังคมไหม แล้วอะไรจะเยียวยาให้เขากลับสู่สังคมโดยเป็นสมาชิกของสังคมเต็มตัว

อยากสื่อสารกับทั้งทางเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงว่า ถ้าถูกต้องสง่างามคุณก็จะตอบคำถามของสังคมได้เป็นลำดับ ไม่ใช่พูดอะไรแล้วคนไม่เชื่อ คนปฏิเสธ มีข้อกล่าวอ้างอื่น ความยุติธรรมขึ้นอยู่กับความเชื่อมั่น ถ้ามองไม่เห็นว่ายุติธรรม มืดๆ ทึมๆ เราก็ไม่เชื่อมั่นในความเป็นธรรม อยากให้กระบวนการยุติธรรมไทยได้รับความเชื่อมั่นมากขึ้นเรื่อยๆ

@ถ้าเป็นกระบอกเสียงแทนนักสิทธิมนุษยชน มีเรื่องไหนที่อยากให้ภาครัฐเข้ามาใส่ใจอย่างเร่งด่วนที่สุด

งานด้านสิทธิมนุษยชนมักจะถูกมองว่าเป็นองค์กรที่อยู่ฝั่งตรงข้ามกับรัฐ แต่จริงๆ แล้วเราอยากจะให้มองว่า เราเป็นกระจกเงาส่องให้รัฐเห็นการทำงานว่าตอบสนองต่อประชาชนในมุมมองด้านสิทธิมนุษยชนได้สมบูรณ์แล้วหรือยัง รัฐไทยจะต้องก้าวเดินต่อไปทั้งในอาเซียนและในระดับโลก แต่ถ้ารัฐไทยไม่สามารถที่จะคุ้มครองให้ประชาชนในชาติได้รับสิทธิขั้นพื้นฐาน เราก็ไม่สามารถที่จะไปพูดคุยยืดอกกับประเทศอื่นๆ ในบริบทอื่นได้ แม้ประเทศไทยยังมีความสำคัญเรื่องเศรษฐกิจหรือการเมืองในภูมิภาค ในเวทีระหว่างประเทศทุกคนยังรักประเทศไทย องค์กรระหว่างประเทศเขาต้องการให้รัฐไทยเป็นรัฐประชาธิปไตยที่มีความสวยงามและเคารพสิทธิมนุษยชน

ดังนั้น งานด้านสิทธิมนุษยชนไม่ใช่แต่เฉพาะสิทธิทางการเมือง สิทธิพลเมือง สิทธิที่เกี่ยวข้องกับชาติพันธุ์ เกี่ยวข้องกับสตรี การค้ามนุษย์ สิทธิเด็กต่างๆ เหล่านี้ อยากให้มองว่าเป็นการช่วยเหลือให้รัฐเติมการคุ้มครองสิทธิมนุษยชนให้กับประชาชนได้มากกว่าที่เราจะทำงานในเชิงปฎิบัติต่อกันแล้วไม่ได้เอื้อให้ประเทศเจริญและพัฒนาไปในทิศทางที่ไม่ถูกต้อง

25571026-154609.jpg