10245540_569334669847173_4811068417508467907_n

คณะกรรมการต่อต้านการทรมานยูเอ็นฯ กังวลเรื่องการบังคับให้บุคคลสูญหาย กรณีบิลลี่และกรณีอื่นๆ ทั่วประเทศ

 เมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม 2557 ทางคณะกรรมการต่อต้านการทรมานขององค์การสหประชาชาติ ได้นำเสนอเป็นข้อเสนอแนะ (Concluding Observation) จำนวน 13 หน้า ต่อประเทศไทยเพื่อนำไปปรับปรุงแก้ไขแนวทางทางกฎหมายและแนวทางปฏิบัติเพื่อให้การป้องกันการทรมานเป็นผลในประเทศไทย  ปรากฎในย่อหน้า 14 เกี่ยวกับการหายตัวไปของบิลลี่และการบังคับให้บุคคลสูญหายดังนี้

การบังคับให้บุคคลสูญหาย

ย่อหน้าที่ 14. คณะกรรมการฯยินดีที่รัฐภาคีลงนามในอนุสัญญาเพื่อคุ้มครองบุคคลทุกคนจากการบังคับให้สูญหาย และยินดีที่คณะผู้แทนได้ให้ถ้อยแถลงว่าจะให้สัตยาบันในอนาคต ทว่าคณะกรรมการฯยังคงวิตกอย่างยิ่งว่า (ข้อ 2, 4, 12, 14 และข้อ16)

(ก) ยังไม่มีนิยามและฐานความผิดการบังคับสูญหายในกฎหมายภายในประเทศ

(ข) ยังมีกรณีที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นการบังคับให้หายตัวต่อเนื่องเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กรณีนักต่อสู้เพื่อสิทธิมนุษยชน ด้านต่อต้านการทุจริตและด้านสิ่งแวดล้อม และผู้ที่เป็นพยานการละเมิดสิทธิมนุษยชน เช่น ในกรณีล่าสุด ที่นายพอละจี รักจงเจริญ  นักปกป้องสิทธิมนุษยชนมนุษย์ชาวปกากะญอ ที่เป็นที่รู้จักในนาม บิลลี่

 

มีรายงานว่า การบังคับให้สูญหายเป็นวิธีการคุกคามและการปราบปรามนักต่อสู้เพื่อสิทธิมนุษยชน โดยเจ้าหน้าที่ความมันคงและกองกำลังทหาร โดยเฉพาะอย่างยิ่งในบริบทที่มีปฏิบัติการทางทหารเพื่อต่อต้านการแบ่งแยกดินแดนในภาคใต้ของประเทศไทยอย่างเข้มข้น

(ค) ความล้มเหลวในการแก้ปัญหาการบังคับให้บุคคลสูญหายส่วนใหญ่คือการเยียวยาให้ญาติของบุคคลที่สูญหาย และการดำเนินคดีกับผู้กระทำความผิด  ดังที่ปรากฏในหลายกรณี รวมทั้งการหายตัวไปของ นายสมชาย นีละไพจิตร นายจะวะ จาโล (Jahwa Jalo)  และนายมะยาเต็ง มะรานอ  คณะกรรมการฯตั้งข้อสังเกตด้วยความกังวลว่า คำกล่าวอ้างของคณะทำงานด้านการบังคับให้สูญหายกล่าวว่า โดยทั่วไปแล้วกรณีที่มีการบังคับให้สูญหายไม่ได้นำไปสู่การฟ้องร้องหรือการตัดสินว่าผู้กระทำมีความผิด รวมทั้งไม่มีการชดเชยเยียวยา เช่นค่าชดเชยที่มีอย่างจำกัดมากในประเทศไทย (A/ HRC / 22/45, ย่อหน้า 457-466)

รัฐภาคีควรใช้มาตรการที่จำเป็นทั้งหมดเพื่อป้องกันการบังคับให้สูญหาย และเพื่อการต่อสู้กับการลอยนวลพ้นผิดเนื่องจากความผิดฐานบังคับให้สูญหาย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง:

            (ก) ใช้มาตรการทางกฎหมายเพื่อให้แน่ใจว่า การบังคับให้สูญหายเป็นความผิดทางอาญา ที่ระบุในกฎหมายภายในประเทศไทย ร่วมกับการลงโทษในอัตราส่วนที่เหมาะสมกับความร้ายแรงของการกระทำความผิด

            (ข) ให้ความมั่นใจว่ากรณีการบังคับให้สูญหายได้รับการสอบสวนอย่างละเอียด ทันที และมีประสิทธิภาพ ผู้ต้องสงสัยจะถูกดำเนินคดี และในกรณีที่พบว่ามีความผิด พึงลงโทษตามสัดส่วนที่เหมาะสมกับความร้ายแรงของอาชญากรรมของผู้กระทำผิด แม้เมื่อไม่พบตัวหรือไม่พบชิ้นส่วนศพมนุษย์ คณะกรรมการฯขอเตือนรัฐว่า หากมีเหตุอันควรเชื่อว่า มีบุคคลที่ถูกบังคับให้สูญหาย เจ้าหน้าที่จะต้องดำเนินการตรวจสอบ แม้ยังไม่มีการร้องเรียนอย่างเป็นทางการ

            (ค) ตรวจสอบให้แน่ใจว่าบุคคลใดที่ได้รับอันตรายอันเป็นผลโดยตรงจากการการบังคับให้สูญหายสามารถมีเข้าถึงข้อมูลเกี่ยวกับชะตากรรมของผู้ถูกบังคับให้สูญหาย ได้รับค่าตอบแทนที่เป็นธรรมและเพียงพอ รวมทั้ง ได้รับการสนับสนุนทางจิตใจ ทางสังคม และทางการเงินที่จำเป็น คณะกรรมการฯขอเตือนรัฐภาคีว่า สำหรับสมาชิกครอบครัวของผู้ถูกบังคับให้สูญหาย การบังคับให้บุคคลใดสูญหายอาจก่อให้เกิดการละเมิดอนุสัญญาต่อต้านการทรมานด้วย; 

            (ง) ยอบรับมาตรการเพื่อชี้แจงกรณีผู้ถูกบังคับให้สูญหายที่ยังคงค้างอยู่ และอำนวยความสะดวกต่อคำร้องขอเยือนประเทศไทยของคณะทำงานด้านการบังคับให้บุคคลสูญหาย (A/HRC/22/45,  ย่อหน้า 471)

            (จ) เร่งรัดกระบวนการของรัฐเพื่อดำเนินการภาคยานุวัติอนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการคุ้มครองมิให้บุคคลถูกบังคับให้สูญหาย

เอกสารฉบับเต็มภาษาอังกฤษสามารถดาวน์โหลดได้ที่ http://tbinternet.ohchr.org/Treaties/CAT/Shared%20Documents/THA/CAT_C_THI_CO_1_17277_E.doc

เอกสารฉบับเต็มภาษาไทยสามารถดาวน์โหลดได้ที่  https://voicefromthais.wordpress.com/2014/06/03/%e0%b8%aa%e0%b8%a3%e0%b8%b8%e0%b8%9b%e0%b8%82%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%aa%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%81%e0%b8%95%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b8%93%e0%b8%b0%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%a3/

 

Advertisements