บทความ: นักกิจกรรม,กิจกรรมและพื้นที่ยืนในจังหวัดชายแดนใต้โดยพรเพ็ญ_คงขจรเกียรติ

25570627-180218.jpg25570627-180210.jpg25570627-180203.jpg25570627-180157.jpg DSC02038DSC02013DSC02002DSC02010DSC02037DSC02017DSC02015DSC02038 DSC02014DSC02035 บทความ : นักกิจกรรม กิจกรรมและพื้นที่ยืนในจังหวัดชายแดนใต้ โดย พรเพ็ญ คงขจรเกียรติ   คงต้องขอขอบคุณนักกิจกรรมในพื้นที่จังหวัดยะลา โดยเฉพาะเครือข่ายสิทธิมนุษยชนที่ใช้ชื่อว่า HAP เจ้าของโครงการ ด้วยความร่วมมือกับ มูลนิธิศูนย์ทนายความมุสลิม,กลุ่มด้วยใจ จ. สงขลา, เครือข่ายผดุงธรรมเพื่อสันติ จชต., เครือข่ายสิทธิมนุษยชนปาตานี และเครือข่ายเยาวชน PERMAS และ PERWANI ที่ร่วมกับองค์กรสิทธิมนุษยชนอย่างองค์กรแอนเนสตี้ อินเตอร์เนชั่ลแนล และมูลนิธิผสานวัฒนธรรม จัดกิจกรรมด้านสิทธิมนุษยชนในพื้นที่ประกาศกฎอัยการศึก โดยเป็นการจัดงานวันสนับสนุนผู้ได้รับผลกระทบจากการทรมานในวันที่ 26 มิถุนายน 2557 ที่อาคารกิจกรรมนักศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฎ จังหวัดยะลาให้ได้ผ่านพ้นไปได้ด้วยดี กิจกรรมนี้เป็นกิจกรรมประจำปีที่องค์กรสิทธิมนุษยชนทั่วโลกจัดกันทุกปีเพื่อให้กำลังใจกับผู้ได้รับผลกระทบจากการทรมาน ในสถานการณ์ความขัดแย้งพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้เราได้จัดงานลักษณะนี้มาแล้วหลายสองปีติดต่อกัน จากตัวเลขของศูนย์ทนายความมุสลิมมีสถิติข้อร้องเรียนเรื่องการทรมานและปฏิบัติอย่างไร้มนุษยธรรมตั้งแต่ปี 2550 ถึงเดือนมิถุนายน 2557 จำนวนทั้งสิ้น 364 กรณี และจากการเก็บข้อมูลของกลุ่มด้วยใจ เครือข่ายสิทธิมนุษยชนปัตตานี และมูลนิธิผสานวัฒนธรรม ผ่านโครงการกองทุนสนับสนุนผู้ได้รับผลกระทบจากการทรมานขององค์กรสหประชาชาติ (UN Voluntary Fund for Torture Victims) เก็บข้อมูลเป็นระยะเวลาสองปีจำนวน 92 กรณี เท่ากับว่าอย่างน้อยที่สุดมีผู้ได้รับผลกระทบในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้กว่า 450 คน ที่ยอมเปิดเผยประสบการณ์อันเลวร้ายของตนและของคนในครอบครัวว่าได้รับประสบการณ์เหล่านี้เป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนที่ต้องได้รับการชดเชยเยียวยาเพื่อให้พวกเขาเหล่านั้นสามารถกลับมามีที่ยืนในสังคม

ในวันที่ 26 มิถุนายน เป็นวันสุนทรภู่ วันต่อต้านการค้ามนุษย์ และวันต่อต้านยาเสพติด และเป็นวันสนับสนุนผู้ได้รับผลกระทบจากการทรมานด้วย จึงไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะคิดถึงงานใหญ่ว่าจะจัดกิจกรรมสิทธิมนุษยชนให้ได้ผลทั้งในเรื่องการรณรงค์สร้างความเข้าใจและที่สำคัญต้องการสื่อสารออกไปยังสังคมวงกว้าง อย่างที่หลายคนคิดและมีหลายคนถามว่าจะจัดกิจกรรมได้หรือภายใต้คำสั่งคสช. และสถานการณ์การข่มขุ่และคุกคามนักกิจกรรมในพื้นที่ในหลายๆ รูปแบบไม่ว่าจะนักข่าวท้องถิ่นถูกเยี่ยมบ้าน สำนักงานของวิทยุชุมชนรายสำคัญถูกเยี่ยมและปรามการทำงาน และสุดท้ายต้องปิดตัวลง ช่างภาพถูกจับกุมและบันทึกประวัติก่อนปล่อยตัวไป นักศึกษาและนักกิจกรรม ประสบกับการคุกคามหลายรูปแบบ ตั้งแต่ลอบยิงข่มขู่เอาชีวิต ขอดูมือถือคอมพิวเตอร์ก่อนปล่อยตัวไป เป็นต้น และคงมีอีกหลายเหตุการณ์ที่นักกิจกรรมยังไม่รู้สึกปลอดภัยเพียงพอที่จะสื่อสารกับสาธารณะ โดยเฉพาะบรรยากาศหลังเหตุการณ์ไฟดับทั่วเมืองปัตตานีเกือบสองวันเมื่อวันที่ 24 พค.หลังรัฐประหาร เท่าที่สอบถามจากคนใกล้ชิดบรรยากาศวันนั้นยังคงสร้างความหวั่นไหวและหวาดกลัวในหมู่ประชาชนอยู่ไม่น้อย ในวันงานไม่มีสื่อมวลชนรายใดทั้งส่วนกลางและพื้นที่ที่ได้รับการเชิญแล้วมาร่วมแต่อย่างใด เหมือนกับวันที่ทางสมาคมสิทธิเสรีภาพประชาชนได้จัดงานเปิดรายงานข้อสังเกตเชิงสรุปของคณะกรรมการต่อต้านการทรมานขององค์กรสหประชาชาติเมื่อวันที่ 3 มิถุนายนที่สำนักกลางนักเรียนคริสเตียน กรุงเทพ ก็ไม่มีสื่อมวลชนรายใดมาทำข่าวเช่นกัน ท่ามกลางบรรยากาศแห่งความหวาดกลัว การจัดกิจกรรมพูดถึงการละเมิดสิทธิมนุษยชนโดยเฉพาะคู่ขัดแย้งที่กลายมาเป็นรัฐธาธิปัตย์แม้ว่ามันไม่ง่ายแต่ก็ไม่ใช่ว่าเป็นไปไม่ได้ การสร้างพื้นที่ยืนให้กับนักกิจกรรมด้านสิทธิมนุษยชนและโดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับผู้ได้รับผลกระทบจากการทรมาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งศิษย์เก่ามหาวิทยาลัยราชภัฏ จังหวัดยะลา จึงเป็นประสบการณ์ที่ต้องนำมาเล่าสู่กันฟัง การจัดกิจกรรมในสถานที่ราชการมีขั้นตอนการบริหารจัดการที่โดยปกติแล้วก็ไม่ยุ่งยากนัก คือการทำหนังสือขอใช้สถานที่ หรืออุปกรณ์โต๊ะ เก้าอี้ที่เกี่ยวข้อง หากแต่ในสถานการณ์ความมั่นคงทางการเมืองที่มีแกนนำเป็นคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) มีขั้นตอนแทรกเสริมอีกคือการขออนุญาตแม่ทัพภาคที่สี่ในการจัดกิจกรรมต่าง ๆ ในพื้นที่ หน่วยงานราชการที่อนุญาตให้จัดกิจกรรมในแต่ละครั้งก็เกิดความสบายใจว่าได้ดำเนินการตามขั้นตอนอย่างถูกต้องตามมาตรการเสริมดังกล่าว นักกิจกรรมในจังหวัดยะลาส่วนใหญ่เป็นศิษย์เก่าของราชภัฏ จังหวัดยะลา จังหวัดยะลาเองก็เป็นจังหวัดที่มีนักกิจกรรมในประเด็นต่างๆ ไม่น้อย ชาวยะลาก็ไปเติบโตและมีพื้นที่ยืนทั้งในพื้นที่และในส่วนกลางก็ไม่น้อย การจัดให้มีกิจกรรมเพื่อยืนยันหลักการด้านสิทธิมนุษยชนว่า ทั้งหน่วยงานราชการเช่นมหาวิทยาลัยราชภัฏ ยะลา มีอธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฎ ยะลา มีนายทหารระดับสูงจากกอรมน. ภาคสี่ มีตัวแทนจากศูนย์ปฏิบัติการตำรวจจังหวัดชายแดนใต้ มายืนยันหลักการเดียวกันว่า การทรมานเป็นสิ่งต้องห้าม และต้องร่วมกันยุติการทรมาน ย่อมเป็นสัญญาณที่ส่งออกสื่อออกไปได้อย่างดีว่างานด้านสิทธิมนุษยชน หน่วยงานราชการ และฝ่ายความมั่นคงทั้งตำรวจและทหาร ยังสามารถทำงานร่วมกันได้แม้ในสถานการณ์ที่ไม่ปกติ

: เมื่อ 30 ปีที่แล้ว องค์การสหประชาชาติได้กำหนดหลักการว่า ห้ามไม่ให้มีการทรมานโดยเด็ดขาด ไว้ในอนุสัญญาต่อต้านการทรมาน โดยประเทศไทยได้เข้าเป็นสมาชิกในอนุสัญญาระหว่างประเทศฉบับนี้เมื่อปี 2550 นับเป็นเวลา 7 ปี วันสนับสนุนผู้ได้รับผลกระทบจากการทรมานในวันที่ 26 มิถุนายน 2557 นี้กำหนดขึ้นเพื่อให้ประเทศสมาชิกและประชากรของประเทศสมาชิก รวมทั้งทุกคนในสังคมโลกได้รำลึกถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการทรมานและการปฏิบัติอย่างโหดร้าย ไร้มนุษยธรรม และย่ำยีศักดิ์ศรี โดยการกระทำของเจ้าหน้าที่รัฐหรือที่เจ้าหน้าที่รัฐอาจมีส่วนเกี่ยวข้องในการยุยง ส่งเสริม หรือรู้เห็นเป็นใจ เพื่อบังคับให้สารภาพและให้ข้อมูลกับทางการ สำหรับในประเทศไทยนับแต่นี้เป็นห้วงเวลาที่สำคัญที่ประเทศไทยจะนำข้อสังเกตเชิงสรุปของคณะกรรมการต่อต้านการทรมานต่อประเทศไทย เผยแพร่เมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม 2557 ที่ผ่านมานำมาใช้เพื่อการรณรงค์ และสร้างให้เกิดเปลี่ยนแปลงทั้งทางกฎหมาย นโยบาย และทัศนคติของบุคคลกรของรัฐทุกฝ่ายว่า การทรมานเป็นสิ่งต้องห้ามเด็ดขาดทั้งในสถานการณ์ปกติและแม้ในสถานการณ์ที่มีความฉุกเฉิน หรือในสถานการณ์ความขัดแย้งทางอาวุธใดใด เหล่านี้ไม่เป็นข้ออ้างในการสร้างความชอบธรรมให้กับการทรมานและการปฏิบัติอย่างโหดร้าย ไร้มนุษยธรรม และย่ำยีศักดิ์ศรี การทรมานเป็นอาชญกรรมที่ประเทศไทยต้องแก้ไขกฎหมายให้สอดคล้องกับอนุสัญญาฯ นอกจากนั้นประเทศไทยยังต้องมีมาตาการที่สร้างขึ้นเพื่อป้องกันการทรมาน เช่นการตรวจเยี่ยมสถานที่ควบคุมตัวโดยอิสระ การเข้าถึงแพทย์ ทนายความและญาติที่เหมาะสม การปรับปรุงสถานที่ควบคุมตัวไม่ให้มีสภาพที่แออัดและก่อให้เกิดการปฏิบัติอย่างย่ำยีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ รวมทั้งการดำเนินการให้มีการชดเชยเยียวยาต่อผู้ได้รับผลกระทบจากการทรมานที่ผ่านมา รายงานที่เกี่ยวข้อง 1) ข้อสังเกตเชิงสรุปของคณะกรรมการต่อต้านการทรมานต่อประเทศไทย https://voicefromthais.wordpress.com/2014/06/23/e-book-%e0%b8%82%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%aa%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%81%e0%b8%95%e0%b9%80%e0%b8%8a%e0%b8%b4%e0%b8%87%e0%b8%aa%e0%b8%a3%e0%b8%b8%e0%b8%9b%e0%b8%95%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%9b/ 2) สรุปรายงานคู่ขนานสถานการณ์การทรมาน https://voicefromthais.wordpress.com/2014/04/23/%e0%b8%aa%e0%b8%a3%e0%b8%b8%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%87%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%84%e0%b8%b9%e0%b9%88%e0%b8%82%e0%b8%99%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%9b%e0%b8%8e/ 25570627-180150.jpg 25570627-180157.jpg 25570627-180203.jpg 25570627-180210.jpg 25570627-180218.jpg

Advertisements

รายงานสถานการณ์สิทธิมนุษยชนไทย 1 เดือนหลังการรัฐประหาร 2557 โดยศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน

รายงานสถานการณ์สิทธิมนุษยชนไทย
1 เดือนหลังการรัฐประหาร 2557
แนะนำศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน
ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนเป็นการรวมตัวของกลุ่มทนายความ นักกฎหมายสิทธิมนุษยชน และนักกิจกรรมทางสังคม เพื่อให้ความช่วยเหลือทางกฎหมายแก่ผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการบังคับใช้กฎหมายของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)
​จากการติดตามสถานการณ์และรวบรวมข้อมูลของศูนย์ฯ พบว่า ในระยะ 1 เดือนหลังการรัฐประหาร มีประเด็นเกี่ยวข้องกับผลกระทบต่อสิทธิมนุษยชนที่สำคัญ ดังนี้

ประกาศ/คำสั่งของ คสช.
นับตั้งแต่ คสช ทำการรัฐประหาร (จนถึงวันที่ 20 มิ.ย.) ได้มีการออกประกาศและคำสั่ง รวม 70 ฉบับ โดยมีฉบับที่กระทบต่อสิทธิเสรีภาพของประชาชนที่สำคัญๆ คือ
1. ประกาศ คสช. ฉบับที่ 2/2557 การประกาศใช้กฎอัยการศึกทั่วราชอาณาจักร
2. ประกาศ คสช. ฉบับที่ 7/2557 ห้ามชุมนุมทางการเมืองเกินกว่า 5 คน และกำหนดโทษผู้ที่ฝ่าฝืนจำคุกไม่เกิน 1 ปี ปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
3. มีคำสั่ง คสช. หลายฉบับที่เรียกบุคคลมา “รายงานตัว”
4. มีประกาศ คสช. ที่กระทบต่อเสรีภาพสื่อมวลชน ได้แก่ ฉบับที่ 12/2557 เรื่อง ขอความร่วมมือจากสื่อสังคมออนไลน์, ฉบับที่ 14/2557 เรื่อง ห้ามสร้างความขัดแย้งหรือต่อต้านการปฏิบัติงานของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ, ฉบับที่ 15/2557 เรื่อง ขอให้ระงับการถ่ายทอดออกอากาศของสถานีโทรทัศน์ดาวเทียม เคเบิล โทรทัศน์ระบบดิจิตอล และสถานีวิทยุชุมชน, ฉบับที่ 17/2557 เรื่อง การเผยแพร่ช่องทางอินเตอร์เน็ต, ฉบับที่ 18/2557 เรื่อง การเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารสาธารณะ, ฉบับที่ 23/2557 เรื่อง การถ่ายทอดออกอากาศของสถานีวิทยุกระจายเสียง, ฉบับที่ 27/2557 เรื่อง การถ่ายทอดออกอากาศของสถานีภาคพื้นดิน ระบบดิจิตอลและสถานีโทรทัศน์ที่ได้รับอนุญาต สัญญา หรือสัมปทานจากส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ และหน่วยงานรัฐ, ฉบับที่ 32/2557 เรื่อง การระงับออกอากาศของสถานีวิทยุชุมชนที่ไม่ได้รับอนุญาตให้จัดตั้งขึ้นตามกฎหมายและสถานีวิทยุกระจายเสียง
5. ประกาศ คสช. ฉบับที่ 37/2557 เรื่องความผิดที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีของศาลทหาร

สถานการณ์การเรียกบุคคลให้มารายงานตัวและการจับกุมประชาชนหลังรัฐประหาร
จากสถิติเท่าที่เก็บรวบรวมได้ (ถึง ณ วันที่ 20 มิ.ย.) พบว่า คสช. ได้ประกาศเรียกบุคคลให้มารายงานตัวอย่างน้อย 454 คน มากไปกว่านั้นยังมีคนที่ถูกเรียกให้มารายงานตัวในต่างจังหวัด ซึ่งไม่ได้ประกาศให้รับรู้โดยทั่วไปอีกอย่างน้อย 57 คน
นอกจากการควบคุมตัวบุคคลจากการเรียกให้มารายงานตัวแล้ว ยังมีการจับกุมตัวบุคคลอีกอย่างน้อย 178 คน แบ่งเป็น (1) การจับกุมบุคคลโดยไม่เคยประกาศเรียกมาก่อน 113 คน (2) การจับกุมบุคคลที่แสดงออกทางการเมืองในที่สาธารณะ 55 คน และ (3) การจับกุมบุคคลที่ถูกเรียกแต่ไม่ไปรายงานตัว 10 คน
จากข้อมูลของบุคคลที่ถูกควบคุมตัว ซึ่งยืนยันวันที่ถูกควบคุมตัวและวันปล่อยตัวได้ จำนวน 214 คน พบว่า มีคนถูกควบคุมตัวและปล่อยตัวภายในหนึ่งวัน 25 คน ถูกควบคุมตัวสองวัน 18 คน ถูกควบคุมตัวสามวัน 35 คน ถูกควบคุมตัวสี่วัน 28 คน ถูกควบคุมตัวห้าวัน 19 คน ถูกควบคุมตัวหกวัน 28 คน ถูกควบคุมตัวเจ็ดวัน 53 คน และถูกควบคุมตัวแปดวัน 1 คน ในจำนวนดังกล่าวมีคนที่ถูกตั้งข้อหาเพื่อดำเนินคดีหลังถูกควบคุมตัวอย่างน้อย 55 คน และมีกรณีที่ควบคุมตัวเกินเจ็ดวันแต่ยังไม่ได้รับการปล่อยตัวอย่างน้อย 1 คน
​1. การเรียกรายงานตัว
พบว่าผู้ที่ถูกเรียกตัวมีหลายหลากกลุ่ม ทั้งนักการเมือง แกนนำการชุมนุม นักธุรกิจ นักหนังสือพิมพ์ นักวิชาการ นักกิจกรรมทางสังคม และอื่นๆ
เมื่อไปรายงานตัวแล้ว ผู้ไปรายงานตัวไม่สามารถติดต่อบุคคลอื่นได้ บางรายจะได้รับการปล่อยตัวในวันเดียวกัน แต่บางรายจะมีการเคลื่อนย้ายไปยังสถานที่ต่างๆ แม้บางกรณีจะมีผู้ติดตามไปด้วย แต่ผู้ติดตามต้องอยู่ในห้องรับรองแยกต่างหาก ไม่สามารถติดต่อผู้อื่นได้ เว้นแต่ขออนุญาตทหารซึ่งทหารจะฟังอยู่ด้วย หากผู้ถูกเรียกรายงานตัวถูกควบคุมตัวต่อ ผู้ติดตามไม่สามารถทราบได้ว่าผู้ถูกเรียกรายงานตัวถูกนำตัวไปที่ไหน โดยจะได้รับแจ้งเพียงว่าเจ้าหน้าที่ได้พาตัวผู้ถูกรายงานตัวออกไปแล้ว และไม่สามารถติดต่อผู้ถูกเรียกรายงานตัวได้อีก
สำหรับพฤติการณ์ในการควบคุมตัว ขณะที่นำตัวผู้ถูกเรียกรายงานตัวไปพบว่า มีกรณีที่ถูกปิดตาหรือคลุมศีรษะด้วยถุงพลาสติกสีดำเพื่อไม่ให้รู้ว่านำตัวไปที่ไหน รวมทั้งขับรถวนไปวนมาเพื่อให้ไม่รู้เส้นทางที่จะไปยังสถานที่คุมตัว สถานที่คุมตัวมีลักษณะเป็นสถานที่กักกัน บางแห่งมีการรับรองที่ดี ให้อยู่อาศัยในบ้านพักรับรองของทหาร สามารถติดต่อญาติได้โดยมีทหารเข้าร่วมฟัง แต่บางค่ายทหาร ที่พักดัดแปลงมาจากห้องอื่นๆ หรือเป็นห้องที่มิดชิด ป้องกันการมองเห็นสู่ภายนอก บางที่มีการล็อคประตูจากด้านนอก
ระหว่างถูกคุมตัวมีการสอบถาม โดยเจ้าหน้าที่ประสงค์จะเรียกว่า “การแลกเปลี่ยนทัศนคติ” หรือ “การปรับทัศนะคติ” โดยเป็นการสอบถามเพื่อให้ได้ทั้งข้อมูลส่วนตัวและข้อมูลของบุคคลอื่นๆ ที่เจ้าหน้าที่เห็นว่าเกี่ยวข้อง ซึ่งรายละเอียดคำถามมาจากแฟ้มประวัติส่วนบุคคลที่เจ้าหน้าที่ทำเตรียมไว้แล้ว บางกรณีมีการให้ชี้ตัวบุคคลอื่นจากภาพ และพยายามเชื่อมโยงให้ผู้ถูกควบคุมตัวเข้ากับบุคคลอื่น มีการสอบถามแหล่งที่มาของเงินทุน ถามถึงกิจกรรมทางการเมือง ทัศนคติทางการเมือง เมื่อสอบปากคำเสร็จแล้วต้องรับเงื่อนไขว่าจะไม่เคลื่อนไหวทางการเมืองอีก ไม่ออกนอกประเทศ
ในการปล่อยตัว เราพบว่ามีกรณีที่นำตัวมาปล่อยที่สถานีรถไฟ ค่ายทหาร หรือที่บ้าน ในเวลากลางคืน แต่มีบางกรณีที่บุคคลที่เข้าไปรายงานตัวไม่ได้รับการปล่อยตัว เพราะมีกรณีที่มีการดำเนินคดีต่อ เช่น ในข้อหาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112
สำหรับในต่างจังหวัด จะไม่มีการออกเป็นคำสั่งเรียกตัวอย่างเป็นทางการ แต่จะเป็นการโทรศัพท์เรียกให้ไปรายงานตัว (เช่น นักกิจกรรมและนักวิชาการที่จังหวัดเชียงใหม่ จังหวัดอุบลราชธานี จังหวัดขอนแก่น) รวมถึงการติดตามหาตัวตามสถานที่ต่างๆ
2. กรณีการจับกุมและควบคุมตัว
มีลักษณะสำคัญ ได้แก่ (1) การควบคุมตัวผู้ที่ใช้เสรีภาพแสดงความคิดเห็นทางการเมือง เช่น คนที่ชูสัญลักษณ์สามนิ้วตามสถานที่ต่างๆ หรือโพสต์ภาพบน facebook หรือถือป้ายที่มีข้อความไม่เห็นด้วยกับรัฐประหาร (2) การจับหรือควบคุมผู้ที่ไปรวมตัวชุมนุมคัดค้านการรัฐประหาร แม้บางกรณีจะไปคนเดียวโดยไม่ได้นัดหมายกับผู้อื่น หรือไม่ได้ชุมนุมเกิน 5 คน (มีการตั้งข้อสังเกตด้วยว่า บุคคลบางคนที่ถูกจับเพราะการแสดงออกนั้นมีการกำหนดตัวไว้อยู่แล้วว่ามีความเกี่ยวข้องกับความผิดตามมาตรา 112 หรือเป็นคนเสื้อแดงที่มีชื่อเสียง) และ (3) การควบคุมตัวผู้ที่ไม่ได้ไปรายงานตัวตามคำสั่ง คสช.

พฤติการณ์การควบคุมตัว
มีพัฒนาการของขั้นตอนการควบคุมตัวดังนี้ ในช่วงแรกการควบคุมตัวผู้ที่ออกมาคัดค้านการรัฐประหารจะเกิดขึ้นระหว่างการชุมนุม ทว่าต่อมามีการถ่ายรูปผู้ชุมนุมแล้วตามเข้าควบคุมตัวในภายหลัง มีทั้งควบคุมระหว่างเดินทางกลับจากการชุมนุม ระหว่างทำกิจวัตรประจำวันอยู่ หรือตามไปควบคุมที่บ้าน ซึ่งเป็นการใช้อำนาจตามกฎอัยการศึกปราศจากหมายเรียกหรือหมายจับ ทั้งนี้มีกรณีที่ควบคุมโดยไม่แจ้งข้อกล่าวหาหรือเหตุแห่งการจับกุมด้วย โดยเจ้าหน้าที่อ้างอำนาจตามกฎอัยการศึก บางรายมีการจับที่ต่างจังหวัดและพาขึ้นเฮลิคอปเตอร์มาที่กรุงเทพหรือที่อื่น แต่บางกรณีมีการแจ้งข้อกล่าวหาและควบคุมตัวที่สถานีตำรวจ ส่วนกรณีผู้ที่มีชื่อให้ไปรายงานตัวแต่ไม่ไปรายงานตัว จะมีการควบคุมตัวทันทีที่พบเห็น จากนั้นอาจมีการปล่อยตัวหรือส่งตัวไปที่ศาลทหารต่อไป​
​พฤติการณ์ระหว่างการควบคุมของเจ้าหน้าที่ ณ กองบังคับการปราบปราม และสถานีตำรวจ
ในกรณีการควบคุมตัวพบว่า ผู้ถูกควบคุมตัวได้รับการปฏิบัติต่างกัน ในช่วงแรกๆ หลังการรัฐประหาร ผู้ถูกควบคุมตัวจะยังไม่ถูกนำตัวไปไว้ในห้องขัง แต่ภายหลังมีกรณีที่ให้อยู่ในห้องขังทั้งที่ยังไม่มีการแจ้งข้อกล่าวหาแต่อย่างใด ผู้ที่จับกุมเนื่องจากฝ่าฝืน คำสั่งประกาศของ คสช. บางส่วนจะได้รับการปล่อยตัวโดยไม่มีการแจ้งข้อกล่าวหา ขณะที่บางส่วนจะถูกดำเนินคดีต่อ ซึ่งอาจขึ้นอยู่กับท่าที การปฏิบัติตน และการแสดงทัศนคติของผู้ถูกคุมขัง ว่ายอมปรับเปลี่ยนตามที่เจ้าหน้าที่ต้องการหรือให้ความร่วมมือกับทหารหรือไม่อย่างไร หากไม่แสดงท่าทีหรือทัศนคติดังกล่าว หรือมีภาพเป็นแกนนำคัดค้านรัฐประหาร เจ้าหน้าที่อาจดำเนินคดีขยายผลต่อจากข้อมูลที่เจ้าหน้าที่มีอยู่แล้ว หรือข้อมูลที่ได้มาจาก Facebook หรือ e-mail ซึ่งเจ้าหน้าที่ได้ขอรหัสผ่านไประหว่างการควบคุมตัว
ในส่วนสภาพความเป็นอยู่ ในวันแรกๆ ผู้ถูกควบคุมตัวตามกฎอัยการศึกยังคงอยู่ภายนอกเรือนจำ แต่การควบคุมตัวในวันหลังๆ จะย้ายผู้ถูกควบคุมตัวเข้าไปในห้องขังหรือเรือนจำ อย่างไรก็ดี มีหลายกรณีที่เป็นการควบคุมโดยไม่แจ้งสถานที่คุมขัง สำหรับรายที่อยู่ภายนอกเรือนจำ มีทั้งกรณีที่อยู่ในห้องพักรับรองทหาร แต่บางส่วนก็ใช้ต้องชีวิตในห้องขัง ซึ่งขาดแคลนเครื่องดื่มหรือที่นอน บางกรณีถูกขังในห้องมืดช่วงเวลาหนึ่ง บางกรณีต้องอยู่ในเรือนจำทหาร ซึ่งขาดแคลนที่นอนและห้องน้ำ ถูกขังในห้องเดี่ยว และถูกเจ้าหน้าที่พูดว่าอาจมีการย้ายไปขังเดี่ยวหรือห้องมืดหากปฏิบัติตัวไม่ดี โดยหลักแล้วในชั้นกฎอัยการศึกผู้ถูกควบคุมตัวไม่ได้รับสิทธิพบทนายความ ไม่ได้รับสิทธิในการเปิดเผยสถานที่ควบคุมตัว ไม่มีสิทธิติดต่อญาติ ไม่สามารถติดต่อกับโลกภายนอก รวมทั้งอ่านหนังสือพิมพ์หรือดูโทรทัศน์ด้วย ต้องให้ทนายความไปต่อรองจึงจะติดต่อญาติได้ในบางกรณี ในเรื่องการรักษาพยาบาล แม้ญาติจะสามารถฝากยาให้ได้ แต่ผู้ถูกจับกุมก็ไม่ได้พบแพทย์ จนกระทั่งอาการร้ายแรงแล้วถึงได้เข้าโรงพยาบาล ส่วนกรณีผู้ที่ถูกทำร้ายร่างกาย มีเจ้าหน้าที่พยาบาลเบื้องต้นให้ แต่มีการตั้งขอสังเกตว่าเป็นการกระทำเพื่อลบรอยบาดแผล
​การสอบสวน มีทั้งกรณีการจับกุมตามหมายจับ โดยวิธีการตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาตามปกติคือมีการแจ้งข้อกล่าวหา ให้ปรึกษาทนายความ และการควบคุมตัวตามกฎอัยการศึก ที่ไม่มีการแจ้งข้อกล่าวหา ไม่ให้มีทนายความ ในห้องสอบสวนจะมีเจ้าหน้าที่ทหารหรือตำรวจจำนวนมากเข้ามาสังเกตการณ์ ผู้ถูกจับกุมหรือควบคุมจะถูกซักถามทัศนคติทางการเมือง และมีเจ้าหน้าที่ทหารเข้ามาพยายามทำให้เข้าใจเหตุผลของการทำรัฐประหาร พยายามให้ผู้ถูกจับกุมเข้าใจว่าการทำรัฐประหารเป็นสิ่งที่ถูกต้อง ซึ่งอาจมีการให้ผู้ถูกจับสื่อสารผ่านช่องทางอื่นใดต่อทหารและประชาชนว่าผู้ถูกจับหรือควบคุมตัวเห็นด้วยกับรัฐประหารแล้ว ในระหว่างการควบคุมตัว เจ้าหน้าที่จะยึดอุปกรณ์สื่อสาร เช่น โทรศัพท์มือถือ เพื่อนำไปตรวจสอบว่ามีการกระทำอะไรที่อาจผิดกฎหมาย (โดยเฉพาะมาตรา 112) หรือขัดต่อประกาศ คสช. หรือไม่ ซึ่งก็เป็นอีกเหตุหนึ่งที่เจ้าหน้าที่อาจนำไปพิจารณาในการดำเนินคดีต่อ
​ การปล่อยตัว หากไม่มีการแจ้งข้อกล่าวหาต่อผู้ถูกควบคุมตัว การปล่อยตัวจะอยู่ในช่วง 3 วัน 5 วัน หรือ 7 วันหลังจากถูกควบคุมตัว โดยจะปล่อยตัว ณ สถานีตำรวจ อย่างไรก็ดี อาจยังมีความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนของเจ้าหน้าที่ในการนับวันในการปล่อยตัวทำให้บางรายถูกคุมตัวเกิน 7 วัน แต่ก็ยังมีกรณีที่เป็นการควบคุมตัวเกิน 7 วันและไม่มีการปล่อยตัวมาจนถึงปัจจุบัน ทั้งนี้ก่อนปล่อยตัว ผู้ถูกควบคุมตัวจะถูกบังคับให้เซ็นเอกสารยอมรับเงื่อนไขต่างๆ ที่ทหารเป็นฝ่ายกำหนด เช่น จะยุติกิจกรรมหรือการแสดงออกทางการเมือง
​การดำเนินคดี จากข้อมูล ณ ปัจจุบันพบว่า ข้อหาที่เจ้าหน้าที่จะดำเนินคดี ได้แก่ ฝ่าฝืนประกาศห้ามชุมนุม ชุมนุมมั่วสุมเพื่อก่อให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมือง โดยเป็นแกนนำ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 215 ไม่ยอมเลิกการชุมนุมเมื่อเจ้าหน้าที่สั่งให้เลิก ตามมาตรา 216 หากมีพฤติการณ์ในการชักชวนบุคคลอาจถูกดำเนินคดีข้อหายุยง ปลุกปั่น ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 116 หากไม่มารายงานตัวจะมีความผิดในข้อหาขัดคำสั่งของเจ้าหน้าที่ และผู้ถูกควบคุมตัวหรือถูกเรียกอาจมีความเสี่ยงที่จะโดนดำเนินคดีจากการกระทำในอดีต เช่น ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ได้ ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่จะมีการตรวจสอบประวัติอาชญากรรมของผู้ถูกควบคุมตัวหรือผู้รายงานตัวด้วย โดยให้พิมพ์ลายนิ้วมือลงในแบบประวัติผู้ต้องหา
​ศาลทหาร จากคดีที่ผ่านมา หากผู้ถูกจับฝ่าฝืนคำสั่งของ คสช. หลังวันที่ 25 พฤษภาคม 2557 ไม่ว่าจะมีหมายจับหรือไม่ก็ตาม อาจมีการส่งตัวไปที่ศาลทหาร ซึ่งไม่จำเป็นต้องควบคุมตัวครบ 7 วันก็สามารถนำไปที่ศาลทหารได้ทันที และหากศาลอนุญาตให้ประกันตัวพบว่า ผู้ต้องหาจะต้องถูกส่งตัวไปภายในเรือนจำ บริเวณเรือนนอนเสียก่อน แล้วจึงสามารถปล่อยตัวได้
​ศาลพลเรือน จากคดีที่ผ่านมา หากมีการกระทำที่ขัดต่อกฎหมายหรือฝ่าฝืนคำสั่งของ คสช. ก่อนวันที่ 25 พฤษภาคม 2557 จะมีการพิจารณาคดีที่ศาลพลเรือน ซึ่งผู้ถูกจับหรือควบคุมจะมีสิทธิตามกฎหมายปกติ
ผลกระทบหลังการปล่อยตัว เนื่องจากพบว่ามีการขอรหัส e-mail หรือ facebook และขอเบอร์โทรศัพท์ ทำให้ผู้ถูกจับหรือผู้รายงานตัวขาดอิสระในความเป็นส่วนตัว, บางกรณีชีวิตประจำวันเปลี่ยนแปลงไป เช่น เมื่อคนรอบข้าง อาทิเพื่อนร่วมงาน รู้ว่าผู้ถูกจับหรือผู้รายงานมีทัศนคติทางการเมืองฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งที่ไม่เหมือนกับตน ก็อาจก่อให้เกิดความขัดแย้งในองค์กร, ผู้ที่ได้รับการปล่อยตัวไม่สามารถแสดงความคิดเห็นทางการเมืองได้อย่างเสรี ทั้งการแสดงความเห็นผ่านทางโซเชียลเน็ตเวิร์คหรือเข้าร่วมชุมนุม, ไม่สามารถเดินทางออกนอกประเทศไทยได้โดยไม่ได้รับอนุญาต, หากฝ่าฝืนอาจโดนอายัดทรัพย์ โดยก่อนปล่อยตัวต้องเซ็นยอมรับเงื่อนไขต่างๆ ในแบบฟอร์มของทหาร
การค้น พบว่า มีกรณีที่ทหารได้เข้าไปค้นบ้านและพาตัวบุคคลไปโดยไม่มีหมายค้น หรือพยายามที่จะเข้าไปค้นบ้าน ซึ่งการค้นดังกล่าวอาจนำไปสู่การแจ้งข้อกล่าวหา ทำให้ประชาชนมีความกังวลต่อท่าทีของทหารว่าจะใช้อำนาจเกินขอบเขตของกฎหมายหรือไม่
การประกันตัว จากกรณีที่เกิดขึ้น มีเพียงกรณีเดียวที่ได้รับการประกันตัวในชั้นตำรวจ ซึ่งเป็นสถานีตำรวจทั่วไป แต่สำหรับกรณีที่มีการแจ้งข้อกล่าวหาที่กองปราบ ไม่มีกรณีใดเลยที่ได้รับการประกันตัว ในชั้นศาลทหาร พบว่ามีการให้ประกันตัวอยู่บ้าง แต่มีขั้นตอนที่นานกว่าศาลปกติ โดยหลักทรัพย์จะอยู่ที่ตั้งแต่ 10,000 – 40,000 บาท สูงสุดอยู่ที่ 400,000 บาท และมีบางกรณีที่ศาลทหารไม่ให้ประกันตัว เช่นกรณีมีอาวุธสงคราม หรือข้อหาตามมาตรา 112 โดยให้เหตุผลว่า เกรงว่าผู้ต้องหาจะหลบหนี ซึ่งกรณีที่มีข้อหามาตรา 112 ศาลยังไม่เคยให้การประกันตัว ส่วนการประกันตัวในศาลพลเรือน พบว่าหากเป็นคดีฝ่าฝืนคำสั่งประกาศห้ามชุมนุมหรือขัดต่อกฎหมายทั่วไป ผู้ถูกจับหรือควบคุมตัวมีสิทธิได้รับการประกันตัว แต่กรณีตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ยังไม่มีการให้การประกันตัว
ผลกระทบต่อประชาชนโดยทั่วไป
เห็นได้ว่าประชาชนโดยทั่วไปมีความกังวลใจจากการประกาศใช้กฎอัยการศึก โดยเฉพาะเรื่องเสรีภาพในการแสดงออกของตนเอง การแสดงสัญลักษณ์หรือการแสดงออกว่าไม่เห็นด้วยกับคณะรัฐประหาร วิตกเมื่อพบเจ้าหน้าที่ทหารผ่านมาในบริเวณที่อยู่อาศัย หรือกังวลด้วยความที่ตนเองหรือญาติมีความเกี่ยวข้องกับเสื้อแดง รวมทั้งกังวลเกี่ยวกับเพื่อนหรือญาติของตนที่ถูกเรียกตัว เมื่อมีเหตุการณ์ที่ไม่ปกติเกิดขึ้นจะวิตกว่าเป็นผลกระทบจากการดำเนินการของทหาร
ผลกระทบต่อสื่อ
พบว่านับตั้งแต่มีการประกาศใช้กฎอัยการศึก มีการปิดกั้นสื่อทั้งควบคุมหรือระงับการออกอากาศของสถานีโทรทัศน์ทั้งฟรีทีวีและช่องดาวเทียม วิทยุชุมชน มีการปิดกั้นไม่ให้เข้าถึงเว็บไซต์เป็นจำนวนมากทั้งของไทยและต่างประเทศ รวมทั้งมีการสั่งเก็บหนังสือ จนนำไปสู่การเซนเซอร์ตัวเองของสื่อมวลชนทั้งโทรทัศน์ วิทยุ สื่อสิ่งพิมพ์ สื่อออนไลน์ และแม้กระทั่งร้านหนังสือ
ความเห็นทางกฎหมายต่อสถานการณ์ในปัจจุบัน
1. การประกาศใช้อำนาจกฎอัยการศึกทั่วประเทศ
​ตามที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้ออกประกาศฉบับที่ 2/2557 เรื่องประกาศใช้กฎอัยการศึกทั่วราชอาณาจักร เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อย
เนื่องจากมาตรการตามกฎอัยการศึกเป็นมาตรการที่ให้อำนาจเจ้าหน้าที่และจำกัดสิทธิเสรีภาพของประชาชนอย่างรุนแรง จึงจำเป็นต้องใช้เท่าที่จำเป็นเท่านั้น ซึ่งปัจจุบันไม่ปรากฏว่ามีเหตุการณ์รุนแรงที่จำต้องต้องคงไว้ซึ่งการประกาศกฎอัยการศึกอีกต่อไป สถานการณ์ที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน มาตรการตามกฎหมายปกติก็สามารถดำเนินการกับผู้กระทำความผิดได้
2. การปิดกั้นและควบคุมสื่อทุกชนิด
​ในสถานการณ์ที่มีการเปลี่ยนแปลงทางสังคมขนานใหญ่ ตลอดจนมีการริเริ่มและดำเนินนโยบายสาธารณะจำนวนมาก ซึ่งจะส่งผลต่อการดำเนินชีวิตของประชาชนทั่วไป เสรีภาพของสื่อในการนำเสนอข้อมูลและความคิดเห็นจากทุกแนวคิดมุมมองนั้นมีความจำเป็นอย่างยิ่ง เพื่อที่ประชาชนจะได้รับทราบถึงประโยชน์และผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับความเป็นอยู่ของพวกเขา
​เสรีภาพของสื่อถือเป็นเสรีภาพที่สำคัญชนิดหนึ่งในสังคมเสรีประชาธิปไตย โดยสื่อเป็นผู้ตรวจสอบการทำงานของรัฐ สภาพความเป็นอยู่โดยแท้จริงของประชาชน โดยทำหน้าที่ด้วยความเป็นกลางเพื่อนำเสนอความจริงต่อประชาชน ซึ่งไม่เพียงแต่สื่อในความหมายทั่วไป แต่รวมถึงสื่อออนไลน์ หนังสือ ความเห็นทางวิชาการต่างๆด้วย
​การระงับหรือควบคุมการออกอากาศของสถานีโทรทัศน์ สถานีวิทยุ การห้ามมิให้รายการโทรทัศน์เชิญนักวิชาการหรือผู้มีประสบการณ์ความรู้ในเรื่องหนึ่งๆ มาออกรายการ และการสั่งเก็บหนังสือวิชาการออกจากร้านหนังสือ รวมถึงการปิดกั้นเว็บไซต์ การควบคุมสื่อสังคมออนไลน์ต่างๆ เหล่านี้ทำให้ทางเลือกในการรับรู้ข่าวสารของประชาชนหดแคบลง จนไม่สามารถตัดสินใจบนพื้นฐานข้อมูลและมุมมองที่รอบด้านและทันท่วงทีได้ ดังนั้น จึงสมควรยกเลิกประกาศที่เกี่ยวข้องกับการควบคุมสื่อทั้งหมด
3. การควบคุมตัวและการดำเนินคดีกับผู้ชุมนุมโดยสงบและผู้ที่แสดงความคิดเห็นหรือวิพากษ์วิจารณ์โดยสุจริต
เสรีภาพในการชุมนุมและการแสดงความคิดเห็นทางการเมืองต่อสาธารณะเป็นสิ่งที่มีความสำคัญและขาดเสียมิได้ในสังคมประชาธิปไตย เพราะการแสดงความคิดเห็นที่หลากหลายเป็นเงื่อนไขพื้นฐานเพื่อนำมาซึ่งการแก้ไขปัญหาหรือยุติข้อขัดแย้งของสังคม ดังนั้น การประกาศห้ามชุมนุมและการแสดงออกทางการเมืองโดยสงบ การควบคุมตัวและการดำเนินคดีผู้ชุมนุมหรือผู้แสดงความคิดเห็นวิพากษ์วิจารณ์คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) จึงเป็นการละเมิดสิทธิเสรีภาพอย่างร้ายแรง จึงควรยกเลิกประกาศดังกล่าว
4. การบังคับให้บุคคลมารายงานตัว และการกำหนดเงื่อนไขเมื่อปล่อยตัวบุคคลที่ไปรายงานตัวหรือถูกกักตัว
​ตามที่ คสช. ได้มีคำสั่งให้บุคคลมารายงานตัว และรายงานตัวเพิ่มเติม นับแต่มีประกาศยึดอำนาจจนถึงปัจจุบัน จำนวนกว่า 500 คน เป็นการละเมิดสิทธิของบุคคลโดยอำเภอใจ เนื่องจากไม่มีหลักเกณฑ์ที่ชัดเจนหรือเงื่อนไขที่กำกับการใช้อำนาจของฝ่ายทหารที่เรียกตัวบุคคล ว่าเรียกตัวไปเพราะเหตุใด ด้วยเงื่อนไขอะไร เพื่ออะไร อีกทั้งยังได้มีการกำหนดโทษทางอาญาสำหรับผู้ฝ่าฝืนคำสั่งเรียกรายงานตัว อันเป็นการกำหนดโทษที่ไม่เป็นธรรม
​นอกจากนี้ การบังคับให้บุคคลต้องยอมรับเงื่อนไขที่มีลักษณะเป็นการจำกัดสิทธิเสรีภาพที่สำคัญหลายประการ ก่อนมีการปล่อยตัวบุคคลที่ไปรายงานตัวหรือถูกกักตัว เป็นการบังคับให้บุคคลต้องยอมรับเงื่อนไขที่ไม่เป็นธรรมอย่างไม่มีทางเลือก
5. มาตรการในการจับกุมและควบคุมบุคคล
การจับกุมและควบคุมตัวบุคคลเป็นการละเมิดสิทธิเสรีภาพในชีวิตและร่างกายอย่างร้ายแรง รัฐควรใช้มาตรการนี้ให้กระทบต่อสิทธิเสรีภาพของประชาชนน้อยที่สุด ดังนั้น การจับกุมตามอำเภอใจ โดยไม่มีหลักเกณฑ์เงื่อนไขและมูลเหตุที่ชัดเจน การจับกุมและควบคุมตัวบุคคลเพียงแค่มีการกระทำการแสดงออกทางสัญลักษณ์โดยสงบ และการควบคุมตัวบุคคลที่เรียกไปรายงานตัว จึงเป็นการละเมิดสิทธิเสรีภาพประชาชนอย่างร้ายแรงและเกินความจำเป็น
นอกจากนี้ ในทางปฏิบัติเกี่ยวกับการจับกุมและควบคุมตัวตามกฎอัยการศึกนั้น ก็ไม่มีหลักเกณฑ์การปฏิบัติที่แน่นอน โดยเจ้าหน้าที่ได้จับกุมบุคคลโดยไม่แจ้งสถานที่ควบคุมตัวให้ญาติของผู้ถูกควบคุมตัวทราบ ไม่ให้สิทธิญาติได้เข้าเยี่ยมผู้ถูกควบคุมตัวในระหว่างการควบคุมของฝ่ายทหาร ไม่ได้ปล่อยตัวโดยทันทีเมื่อสอบถามข้อมูลเสร็จสิ้นแล้ว ไม่มีการทำบันทึกการจับกุมและการปล่อยตัวตามกฎอัยการศึก และมีการปฏิบัติที่ไม่เหมาะสมกับผู้ถูกควบคุมตัว เช่น การปิดตา การควบคุมตัวไว้ในห้องขังดังเช่นเป็นผู้ต้องหาที่ถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิด ตัวอย่างเช่น กรณี น.ส. กริชสุดามีการควบคุมตัวเกินกว่า 7 วันตามกฎอัยการศึก โดยที่ญาติไม่ทราบว่าควบคุมตัวอยู่ที่ไหน ปลอดภัยหรือไม่อย่างไร และไม่สามารถติดต่อได้เป็นระยะเวลานาน การปฏิบัติดังกล่าวล้วนแต่ไม่เป็นไปตามมาตรฐานสิทธิมนุษยชน
6. การดำเนินคดีพลเรือนในศาลทหารตามประกาศเรื่องความผิดที่อยู่ในอำนาจดำเนินคดีของศาลทหาร
ตามหลักการแบ่งแยกอำนาจ ให้แบ่งอำนาจบริหาร นิติบัญญัติ และตุลาการออกจากกัน เพื่อให้มีการถ่วงดุลตรวจสอบอำนาจของกันและกัน และไม่ให้มีอำนาจใดมีอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาด การนำคดีขึ้นศาลทหาร โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสถานการณ์ที่ผู้ปกครองประเทศเป็นฝ่ายทหารที่มาจากการยึดอำนาจ ซึ่งใช้อำนาจออกกฎหมาย บังคับใช้กฎหมาย และพิพากษาตัดสินคดี จึงเป็นการขัดต่อหลักการแบ่งแยกอำนาจ ปลอดจากการตรวจสอบทั้งปวง และไม่เป็นไปตามหลักนิติรัฐ เนื่องจากไม่มีตุลาการที่เป็นอิสระและเป็นกลาง (ตุลาการศาลทหารมีที่มาจากการแต่งตั้งของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมหรือผู้บังคับชาของฝ่ายทหาร และในการปฏิบัติก็เป็นการพิจารณาคดีที่พลเรือนถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิดทางอาญาบางข้อหาและการกระทำที่ขัดต่อประกาศหรือคำสั่งของ คสช. ตามประกาศของหัวหน้า คสช. ที่เป็นฝ่ายทหาร ตุลาการศาลทหารจึงไม่มีความเป็นอิสระ ทั้งในแง่ของที่มาและในแง่ของการปฏิบัติหน้าที่) และคำพิพากษาไม่สามารถตรวจสอบได้โดยสาธารณะชนและศาลที่สูงขึ้นไป ผู้ถูกกล่าวหาไม่มีสิทธิอุทธรณ์และฎีกา ดังนั้น พลเรือนไม่ควรอยู่ภายใต้อำนาจศาลทหารไม่ว่ากรณีใดๆ
ข้อเสนอของศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน
1. ให้ยุติการใช้อำนาจตามกฎอัยการศึก โดยยกเลิกประกาศใช้กฎอัยการศึกทั่วประเทศ เนื่องจากปัจจุบันไม่มีเหตุให้ใช้กฎอัยการศึกอีกต่อไปแล้ว และให้ใช้กฎหมายตามกระบวนการยุติธรรมทางอาญาปกติ
2. ให้ยกเลิกมาตรการปิดกั้นและควบคุมสื่อทุกชนิด
3. ให้ยุติการควบคุมตัวตามกฎอัยการศึกและยุติการดำเนินคดีกับผู้ชุมนุมโดยสงบหรือแสดงความคิดเห็นหรือวิพากษ์วิจารณ์โดยสุจริต รวมทั้งให้ยกเลิกประกาศห้ามชุมนุม
4. ให้ยกเลิกการบังคับให้บุคคลมารายงานตัว
5. ในระหว่างนี้ สำหรับกรณีของผู้ที่ถูกควบคุมตัวอยู่ให้ยกเลิกการกำหนดเงื่อนไขเมื่อปล่อยตัวบุคคลที่ไปรายงานตัวหรือถูกกักตัว รวมทั้งควรใช้มาตรการในการจับกุมและควบคุมตัวเท่าที่จำเป็นเท่านั้น และควรกำหนดหลักเกณฑ์แนวปฏิบัติที่เกี่ยวกับการจับกุมและควบคุมตัวที่ชัดเจนและเป็นไปตามหลักสิทธิมนุษยชน เช่น ควรกำหนดให้บุคคลที่ถูกจับกุมและควบคุมตัวมีสิทธิที่จะได้รับแจ้งเหตุที่ถูกจับกุม ได้รับทราบสถานที่ควบคุมตัว ได้แจ้งญาติ และให้ญาติเยี่ยม นับแต่โอกาสแรกที่มีการจับกุมและควบคุมตัว เป็นต้น
6. ให้ยกเลิกการดำเนินคดีพลเรือนในศาลทหารตามประกาศเรื่องความผิดที่อยู่ในอำนาจดำเนินคดีของศาลทหาร
7. ผู้ที่ถูกกล่าวหาว่าฝ่าฝืนประกาศหรือคำสั่งของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) และถูกดำเนินคดีข้อหาตามประมวลกฎหมายอาญาความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงแห่งราชอาณาจักร ถือเป็นนักโทษทางการเมือง ควรคุมขังในสถานที่ที่เหมาะสม และแยกออกจากผู้ต้องขังความผิดอื่นๆ
—————————-

Human Rights Situation Report : One month after the 2014 coup by Thai lawyers for Human Rights

English version is available

ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน Thai Lawyers for Human Rights
โทร(Tel) : 096-7893172 หรือ 096-7893173 e-mail: tlhr2014@gmail.com

Human Rights Situation Report
: One month after the 2014 coup

Introduction to the Thai Lawyers for Human Rights
The Thai Lawyers for Human Rights is a group of human rights attorneys and lawyers and social activists which provides legal aid to people affected the enforcement of law by the National Council for Peace and Order (NCPO).
​From our monitoring and information gathering in the past one month after the coup, we have identified issues that affect core human rights as follows;

NCPO Notification/Directive
Since the NCPO has staged the coup (until 20 June), 70 Notifications or Directives have been issued which infringe on people’s rights and liberties including;
1. NCPO Notification no. 2/2557 to impose Martial Law throughout the Kingdom
2. NCPO Notification no. 7/2557 to ban a gathering of five people and upwards and to inflict imprisonment of no more than one year and a fine not exceeding 20,000 baht or both for violation of such command
3. A number of NCPO announcements have been made to summon individuals to ‘report themselves’
4. The NCPO Notifications which affect press freedom include no. 12/2557 regarding the seeking of cooperation from social media, no. 14/2557 regarding the prohibition of any causes of conflict and resistance to the operations of the National Council for Peace and Order, no. 15/2557 regarding a ban of broadcasting of satellite/cable TV, digital TV, and community radio, no. 17/2557 regarding internet broadcasting, no. 18/2557 regarding public information dissemination, no. 23/2557 regarding radio broadcasting, no.27/2557 regarding broadcasting of territorial and digital TV and TV licensees with concessions obtained from governmental offices, state enterprises and state agencies, no. 32/2557 regarding a ban of broadcasting of unlicensed community radio
5. NCPO Notification no. 37/2557 regarding the jurisdiction of the military court over certain criminal ​offences

The summonses and arrests made after the coup
According to our information (as of 20 June), NCPO has called in publicly at least 454 individuals, and at least 57 have been informally summoned in the province.
In addition to the detention those reporting themselves to the authorities as required, at least 178 individuals have been arrested including (1) 113 arrestees whose names have not been announced prior to their arrest, (2) 55 individuals apprehended during their public demonstrations and (3) ten individuals arrested for failing to report themselves as requested.
According to the information of confirmed cases of 214 individuals who have been detained and then discharged, 25 of them were detained and then discharged within one day, 18 detained for two days, 35 detained for three days, 28 detained for four days, 19 detained for five days, 28 detained for six days, 53 detained for seven days, and one detained for eight days. Among them, at least 55 have also been pressed with criminal charges after being discharged. There is at least one individual being detained longer than seven days.

​1. Summonses

Those who have been summoned include a variety of people such as politicians, core leaders of the protests, business persons, academics, social activists and others.

Upon their self-reporting, they were instantly denied the chance to contact other people. Some were released on the same day while others have been transferred to various facilities. Though they can be accompanied by their confidantes during the transfer, but at the detention facilities, the confidantes were kept in a separate room. While being in custody, they were not allowed to contact other people, if they were allowed to do so, it would be done with the presences of the military. If it was decided that the persons who were summoned were to be moved to another detention facility, the persons who accompanied them shall not be informed of the whereabouts. They would be simply informed that the persons had been moved away and were no longer able to contact the persons summoned to report themselves.

As for treatment during the apprehension, after reporting themselves, some of them found themselves being blindfolded or hooded with plastic bags to prevent them from knowing where they were taken to. Also, they were driven round and round making them confused as to where they were. The detention facilities were arranged in military barracks. They were hosted in the military guesthouses and were allowed to contact their relatives with the presence of the military officers. In certain faculties inside military compound, the detention rooms were adjusted to block any view outside and some were locked from outside as well.

During the detention, an interrogation was carried out by the officials with an aim to “exchange opinions” with them or to “tame their opinions”. Inquiries were made as for their personal information and information concerning other people assumed to be related to the detainees. The questions were developed based on the prearranged files. Some detainees were asked to identify people from photos as they were presumed to know them. They were asked about their sources of funding, political activism, political opinions, etc. After the interrogation was done, the detainees had to promise to not get involved with any political activism and to not go abroad.

Regarding the release, we have found some were brought to train stations or their residences at night time. Some have not been released since they were pressed with other criminal charges including offences against Article 112 of the Penal Code (lèse majesté law) and were denied bails.

In the province, the summoning of individuals has never been formally and publicly made. They were simply called up by phone and asked to report themselves (including social activists and academics in the provinces of Chiang Mai, Ubon Ratchathani, Khon Kaen), and some were visited by officers at different places where they were found.

2. The arrest and detention
Essentially, (1) the detention of those exercising the right to freedom of expression including people flashing three fingers in various places, posting pictures on facebook or holding signs to oppose the coup. (2) the arrest or apprehension of those gathered to protest against the coup, even though the person was there by himself and had not made appointment with others, or did not even gather more than five people upwards (it was noted that certain protesters had been arrested, not simply because of their symbolic expression, but their prior involvement which had made them a target of arrest, otherwise they must have potentially committed an offence against Article 112 or that they were well known red shirt activists), and (3) the detention of those who have failed to report themselves as requested for by the NCPO.

Treatment during the apprehension

The apprehension has evolved over the time as follows. Initially, the those coming out against the coup were subject to apprehension right on the spot where they were demonstrating. Later, the authorities simply took their photos while demonstrating and raided and arrested them afterward. Some were apprehended while leaving for home from the protest site, or while they were doing their daily chores. The apprehension was carried out invoking Martial Law with no warrants issued. Some were apprehended without being informed of the charges or the underlying reasons. Some were apprehended in the province and taken on helicopter to Bangkok or elsewhere. The rest were informed of the charges during the apprehension and then detained at police stations. As for those who have been summoned, but failed to report themselves, they would be apprehended right on spot where they were found. Then, they might be released or brought to the military court.

​Treatment during the police custody at the Crime Suppression Division and police stations

The detention applied differently to different people. Initially, after the coup, those apprehended were not taken into the cells, but later they were taken in there right away without being informed of the charges. Some of those apprehended for failing to act in compliance with the orders of NCPO have been released without being charged, while others were charged depending on how the arrestees behaved and how they expressed themselves and if they showed any sign of yielding to the demand of the officials including to comply with the military command. But if the persons failed to show any complying gestures or if they happened to be core leaders of the anti-coup protest, they shall be threatened with legal actions based on the prior intelligence the officials had obtained or any other information they acquired from the arrestees’ facebook or e-mail, as while being held in custody, the arrestees were forced to given the officials their passwords.

As for the treatment during detention, the arrestees under Martial Law were held in custody in non-prison facilities. Later on, most arrestees were put right away into police station cells or prison. Nevertheless, several arrestees have been held in custody in unannounced facilities. For those held in custody in non-prison facilities, several were put into the military guesthouses, while others were forced to stay in cells and being deprived of sufficient drinking water and sleeping space. Some were detained in dark rooms for a while. Some were detained in military prisons and deprived of sufficient sleeping space and toilet. Some were put into solitary confinement. The officials would threaten that some of them would be put into solitary confinement or dark cells, if they did not behave. During the detention invoking Martial Law, the detainees are deprived of their right to legal counsel and were not informed of the whereabouts of their detention. They were not allowed to contact their relatives and held in incommunicado detention and barred from either reading newspapers or watching TV. Their attorneys had to approach the officials to ask for leniency or to get them to contact their families. Regarding medical treatment, though the relatives were allowed to bring medicine to the detainees, the detainees were not allow to see doctor. If their ailments became serious, then they would be transferred to hospital. As for those subject to physical abuse, they would be given initial treatment. It should be noted though that the treatment was meant to tamper with evidence of the physical abuse.

​Interrogation Those arrested were either processed according to the Criminal Procedure Code, i.e., being pressed with charges and given the right to legal counsel, and those arrested invoking Martial Law without being informed of the charges. No presence of attorney was allowed during the interrogation, but the presence of a number of military and police officials as observers during the interrogation. The arrestees or detainees then were asked about their political opinions and were convinced by some military officials of the necessities of the coup. They were told the coup was the right action and then the detainees were asked to communicate to both the military and general public that they then have already agreed with the coup as a precondition prior to their discharge. During the detention, their communication devices including mobile phones would be seized by the officials for inspection. And if any information obtained from their devices was related to any offences (particularly against Article 112), or was found to violate the NCPO Notifications, they could face prosecutions later.

​Release If no charges were pressed against the detainees, they would be released at the police stations within three, five or seven days after being arrested. Nevertheless, it appeared that the officials were confused with how to count the day of detention and as a result, some have been subject to longer seven days of detention and a few continue to be detained even now. Upon their discharge, the detainees had to sign a contract agreeing to the terms set out by the military including by refraining from any political activism or expressing any political opinions.

​Prosecution According to the present information, common charges pressed against the detainees include violation against a ban of political gathering, being assembled for an intention to cause public disorder, being leaders of the protest, violation of Penal Code’s Article 215 for failing to disperse when ordered to do so, Article 216 and Article 116 for inciting violence if the persons happened to have persuaded others to participate in the protest. Those who have failed to report themselves would find themselves violate the official order and would be vulnerable to be charged with severe offence including the violation of Article 112. The detainees’ fingerprints were obtained to enable the officials to look up their criminal records.

​Military court Based on existing precedents, those found violating the command of NCPO after 25 May 2557, either issued with a warrant or not, shall be brought to the military court; some were brought to the court even though they had not been detained for seven days. If the Court granted them bails, they would still be brought inside the prison to the sleeping area first prior their temporary release.

​Civilian court Based on existing precedents, those found violating the command of NCPO after 25 May 2557, either issued with a warrant or not, shall be tried at the civilian court. In such cases, the arrestees or detainees shall be entitled to their rights according to normal justice process.

Implications after the release Given that the detainees had been forced to give passwords for their e-mail or facebook accounts, or their phone numbers, after the discharge, they still have no right to their privacy and it affects their daily life as well. For example, when their colleagues know that the arrestees or those reporting themselves share different opinions from theirs, it might have given rise to conflicts in workplaces. Also, after the discharge, they might find their right to freedom of expression compromised, either to express themselves via social media, or to participate in any demonstrations. They are barred from traveling outside the country without permission. Should they fail to act according to the terms and conditions they have conceded to by signing the agreements prior to the discharge, the authorities retain the right to freeze their assets.

Searches It was found that there were instances whereby the military simply raided and taken away individuals from their residences without any warrant or made an attempt to search the houses. After the searches, it might lead to prosecution against the persons. As a result, people feel concerned about the exercise of the power by the military which seems to exceed what is provided for by law.

Bails Based on existing precedents, only one person has been granted temporary release at the police station. But those charged at the Crime Suppression Division, none of them have been granted bails. At the military court, some were bailed out, though the process took longer time than in normal courts. The deposit ranges from 10,000 – 40,000 baht, and maximum at 400,000 baht. The military court has denied bail for some persons though, i.e., those charged for having in possession war weapons, or violation of Article 112 citing the fear that the alleged offenders would flee. None of those charged for violating Article 112 have been granted bail, so far. As for applying bail with civilian courts, if the persons were charged for violating the order to ban political gathering, or other laws, they shall be entitled to bails. But none of those charged for violating Article 112 have been granted bails so far.

Impacts on general public

The general public apparently feels concerned about the imposition of Martial Law, particularly its impacts on the right to freedom of expression, any symbolic actions against the coup. They become nervous when military officials came to their neighborhoods, particularly if they are themselves red shirt supporters or if they have relatives who are the red supporters. Also, they feel concerned when their friends or relatives are summoned by the military. When any incidence happens, it is often attributed to the measures carried out by the military.

Impacts on media

Since the imposition of Martial Law, control and censorship have been placed upon the broadcasting of free TV and satellite TV and community radio. Access to a number of websites, inside and outside the country, has been blocked. Some publications have been removed from bookshops. And self-censorship has been employed by broadcast media, the press, online media and even bookshops.

Legal opinions toward the current situation

1. The imposition of Martial Law countrywide
​The National Council for Peace and Order (NCPO) has issued the Notification no. 2/2557 to impose Martial Law throughout the Kingdom for maintaining public order.
Since measures invoking Martial Law bestow draconian power on the authorities to curb rights and freedom of the people, the power has to be exercised considerately. Until now, there have been no violent incidences which would have required the imposition of Martial Law. It is not necessary to continue to apply Martial Law and it should be replaced with normal laws which are capable of holding people responsible for their crime.

2. Control and censorship of all media
​Amidst the large scale social transformation and the initiation and implementation of a number of public policies which may affect the life of normal people, press freedom to disseminate information and opinions from all sides is utmost important to ensure that people are informed of the benefits or impacts that might affect their livelihood.
​Press freedom is pivotally important in a democracy as media are supposed to monitor the operation of the state and to report truthful information to public. Media here also include social media, publications and other opinions expressed by academics.
​By banning or censoring broadcasting of TV and radio, by prohibiting TV programs from hosting academics to share their opinions, and by removing academic publications selling as well as by blocking access to websites and controlling social media, it has led to a huge compromise for public as for options to receive information. As a result, their decisions could not be made based on informed consent. It is therefore very appropriate that all Notifications to censor and control media be revoked.

3. The detention and prosecution against peaceful demonstrators who have expressed their opinions or criticisms faithfully
The right to peaceful assembly and freedom of expression is very important and indispensable in a democracy. The right to express diverse opinions is a precondition to solving problems or conflicts in society. Therefore, the prohibition of political gathering and the deprivation of the right to freedom of expression and peaceful assembly, the detention and prosecution against those dissenting against the National Council for Peace and Order (NCPO) are tantamount to a serious violation of rights and liberties and such prohibitions must be halted.

4. The summonses and the imposition of conditions prior to the discharge
​Since seizing the power, the NCPO has issued orders to summon more than 500 individuals to report themselves. The act is an arbitrary violation against personal rights since so far no clear guidelines as to the exercise of power by the military including the summonses have been laid down and no reasons have been given as to why a person is summoned. Moreover, criminal penalties have been unjustly imposed on persons who have failed to report themselves.
​In addition, that a person is required to agree to conditions set out to curb their rights and freedom prior to their discharge is an unfair treatment against them.

5. The arrest and detention of persons
The arrest and detention of a person is a grave infringement on their right to life and body. The state shall resort to exercising such measures that infringe on people’s rights and liberties only as necessary. Arbitrary arrests without any clear guidelines and solid reasons and detentions of a person simply because of their peaceful and symbolic actions and the detention inflicted on those who have reported themselves are therefore a serious and unnecessary violation people’s rights and liberties.
In addition, regarding the arrest and detention invoking Martial Law, there have been no consistent guidelines applied. A person can be arrested without their relatives being informed of the place of detention, and any visits are not allowed while the person is held in military custody. Upon the competition of interrogation, the person is not released right away and no record of the arrest and release is made as required by Martial Law. Also, the detainees are treated inappropriately including being blindfolded during the detention. Ms. Kritsuda Khunasen, for example, has been detained for more than seven days, the act of which is not permitted according to Martial Law and so far, her relatives have not been informed of her whereabouts and wellbeing. Such protracted loss of contact and all other ill treatments are not consistent with human rights standards.

6. Prosecution against civilians in military court according to the Notification regarding jurisdiction of the military court
The separation of powers including the administrative, legislative and judiciary powers is a guarantee for checks and balances and disallows the absolute dominance of any single power. The prosecution against civilians in the military court, particularly in the situation whereby the military has seized the power and has exercised the laws regarding their jurisdiction of the military court, is obviously a breach of the separation of powers principle and thereby compromises checks and balances. It is an infringement of the rule of law since no independent and impartial judiciaries are available (military court judges are appointed by Minister of Defense or military commanders and they are not charged with the duties to hear cases against civilians who have been accused of committing certain criminal offences and violating the Notifications or Directives of NCPO, thus the military court judges cannot be independent considering how they are recruited and the performance of their duties.) Their verdicts are not subject to public scrutiny and no appeals are allowed. Therefore, civilians should be not tried by the military court in whatsoever circumstances.

Recommendations by the Thai Lawyers for Human Rights

1. Revoke the imposition of Martial Law and rescind any Notifications issued invoking Martial Law countrywide since the necessities that require the invocation of Martial Law no longer exist and replace it with normal justice process.
2. Revoke any measures to censor and control media
3. Stop the detention invoking Martial Law and stop the prosecution against peaceful demonstrators who have expressed themselves or made criticisms faithfully and revoke any order to ban public assembly
4. Stop the summonses
5. As for people being held in custody, no preconditions shall be imposed upon their discharge. Any arrest and detention shall be used when they are necessary. In addition, clear guidelines on the arrest and detention should be issued in compliance with human rights principles. For example, the person arrested and held in custody should be informed of the reasons for the arrest, the whereabouts of the detention, be able to contact their relatives and have their visits since as early as when they are first apprehended and deprived of their liberty, etc.
6. Stop trying a civilian in military court by invoking the Notification regarding the jurisdiction of military court over certain criminal offences.
7. Those accused of violating the Notifications or Directives by the National Council for Peace and Order (NCPO) and prosecuted according to the Penal Code on offences related to national security should be treated as political prisoners and shall be held in custody separate from other offenders.

—————————-

THAILAND: The Council must declare the coup illegal- AHRC oral statement at UN HR council 23june 2014

Date: June 23, 2014
Document id: ALRC-COS-26-21-2014
HRC section: Item 4, General Debate
Speaker: Mr.MOON Jeong Ho

Oral Statement to the 26th Session of the UN Human Rights Council by the Asian Legal Resource Centre (ALRC), NGO with general consultative status and Lawyers Rights Watch Canada, NGO with special consultative status

THAILAND: The Council must declare the coup illegal

Thank you Mr. President,

On 22 May 2014, a military junta, the National Council for Peace and Order (NCPO), usurped power by force and overthrew the democratically elected government of Thailand. The ALRC and LRWC are concerned that since the coup, human rights have suffered a serious setback in Thailand.

First, freedom of expression and political freedom have been severely curtailed. The NCPO has used intimidation, surveillance, and military force to create fear and prohibit peaceful protest. Civilians have been chased and apprehended by soldiers, and then detained, and, in some instances, formally charged for peacefully holding up blank A4 sized paper signs. The junta has banned the holding up of three fingers – a symbol of dissent in the movie The Hunger Games – in public.

Second, using public summons, arrests orraids, the NCPO has arbitrarily detained over 500 peopleincluding several human rights defenders. The junta has not released the names or number of detainees or their whereabouts. This lack of transparency creates terror and the likelihood of grave human rights violations such as enforced disappearances. Those released
are forced to sign a pledge that they will not engage in politics or leave the country.

Third, military courts have been activated to prosecute civilians for violations of junta orders and crimes against the crown and state, including the draconian lèse majestélaws. These courts allow long pre-charge and pre-trial detention, prohibit appeal, and can be closed to public observation.

Mr President, the sovereignty of a state is expected to be exercised by a legitimately elected government. The ALRC and LRWC therefore urge that Council members declare that the coup is illegal and insistthat Thailandrespect itshuman rights obligations.

Thank you

25570625-081132.jpg

บทความ: การรัฐประหารกับความมุ่งมั่นในสันติวิธีโดย โคทม อารียา -ครบรอบหนึ่งเดือนรัฐประหาร2014

การรัฐประหารกับความมุ่งมั่นในสันติวิธี
โคทม อารียา
ลักษณะเฉพาะลักษณะหนึ่งของประชาธิปไตยคือความสามารถในการแก้ไขความขัดแย้งด้วยสันติวิธี ประชาธิปไตยหมายถึงการใช้ความชอบธรรมเป็นเกณฑ์ตัดสินไม่ใช่ใช้กำลังในความหมายนี้ จึงอาจกล่าวได้ว่าการรัฐประหารเกิดขึ้นเพราะความล้มเหลวของประชาธิปไตย อย่างไรก็ดี ทั้งรัฐประหารและประชาธิปไตยต่างก็มีแรงขับเคลื่อนด้วยตัวมันเอง และอาจกล่าวในทำนองกลับกันได้ว่า รัฐประหารจะถดถอยไปด้วยความสำเร็จของประชาธิปไตย บทความนี้พยายามวิเคราะห์พลวัตของรัฐประหารและประชาธิปไตยไทย ด้วยหวังให้เกิดความเข้าใจเพิ่มมากขึ้นในเรื่องความขัดแย้งตลอดจนแรงขับเคลื่อนและตัวละครต่าง ๆ อีกทั้งยังหวังจะช่วยให้ผู้ใช้สันติวิธีเข้าใจตนเองและผู้อื่นได้มากขึ้น โดยจะเริ่มต้นจากเหตุการณ์รัฐประหารเหตุการณ์ในปี 2519ที่มีความคล้ายคลึงแม้ไม่เหมือนกันทีเดียวกับเหตุการณ์ในปี 2557
ความคล้ายและความต่างระหว่างการรัฐประหารครั้งนี้กับเมื่อ 38 ปีก่อน
คณะรัฐประหารเมื่อวันที่ 6 ตุลา 2519 อ้างความชอบธรรมจากการต่อต้านคอมมิวนิสต์ และการยับยั้งขบวนการนักศึกษาซึ่งตนกล่าวหาว่าถูกแทรกแซงโดยพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พคท.)ในครั้งนั้น ได้มีการจัดตั้งรัฐบาลขึ้นทันที โดยมีพระบรมราชโองการแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 8 ตุลาคม 2519 และแต่งตั้งประธานและรองประธานสภาปฏิรูปการปกครองแผ่นดินเมื่อวันที่ 22 ตุลาคม 2519 หมายความว่าคณะรัฐประหารไม่รวบอำนาจไว้ที่ตน หากจัดให้มีผู้ใช้อำนาจบริหารและนิติบัญญัติที่แยกต่างหากขึ้นโดยเร็วสถานการณ์ในครั้งนั้นมีความล่อแหลมพอสมควร เนื่องจาก พคท. ถือคติว่าอำนาจรัฐมาจากปากกระบอกปืน และใช้อาวุธต่อสู้กับรัฐบาลซึ่งมีกองทัพหนุนอยู่อย่างเต็มที่สิ่งที่แตกต่างระหว่างการรัฐประหารทั้งสองครั้ง คือในครั้งนี้คณะรัฐประหารไม่รีบกระจายอำนาจออกไป หากประกาศว่าจะรวบอำนาจไว้หลายเดือน
การรัฐประหารทั้งสองครั้งมีความเหมือนกันในเรื่องการละเมิดสิทธิมนุษยชน ในครั้งนั้นมีนักศึกษาถูกคุมขังประมาณ 3000 คน โดยถูกดำเนินคดีอยู่เกือบ 2 ปี ตอนนั้น หลายคนมีความระทึกใจและคอยตามข่าวว่า นอกจากนักศึกษาที่ถูกจับในวันที่ 6 ตุลาแล้ว จะมีใครอีกบ้างที่ถูกจับและถูกดำเนินคดีในข้อหาภัยสังคมแทบทุกคนในเวลานั้นบอกว่าสันติวิธีใช้ไม่ได้แล้ว เมื่อรัฐบาลและทหารใช้กำลังและอาวุธเข้าปราบปรามนักศึกษาที่หนีเข้าป่าหลายคนบอกว่าถ้าไม่ยอมจำนนก็เหลือเพียงการจับอาวุธขึ้นต่อสู้ อย่างไรก็ดี มีนักกิจกรรมจำนวนหนึ่งที่เห็นว่า นี่เป็นโอกาสสำคัญที่จะต้องแสดงความมุ่งมั่นในสันติวิธี จึงร่วมกันจัดตั้งองค์กรที่ใช้ชื่อว่ากลุ่มประสานงานศาสนาเพื่อสังคม (กศส.) ขึ้น โดยมีนิโคลัส เบ็นเนตต์เป็นผู้ขับเคลื่อน กศส. เน้นงานสามด้านคือ (1) ด้านสิทธิมนุษยชนโดยติดตามกรณีการคุมขังนักศึกษาและผู้ต้องหาภัยสังคม การทำร้ายผู้ต้องสงสัยว่าเป็นสมาชิกหรือสนับสนุน พคท. และการละเมิดสิทธิมนุษยชนโดย พคท. แล้วนำมาวิเคราะห์และเรียบเรียงเป็นรายงานสถานการณ์สิทธิมนุษยชนเพื่อเผยแพร่เป็นประจำ (2) ด้านสันติวิธีโดยจัดการแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ในโอกาสต่าง ๆ เช่นจัดพิธีรำลึกเหตุการณ์ครบหนึ่งปีในวันที่ 6 ตุลาคม 2520 ณ จุดที่มีการแขวนคอผู้ชุมนุมที่ต้นมะขามสนามหลวง (3) ด้านการใช้คำสอนของศาสนาต่าง ๆ เพื่อเข้าใจสังคมและเป็นแรงบันดาลใจในการทำงานเพื่อสังคม
หลังการรัฐประหารครั้งนี้ มีคนเห็นดีเห็นงามไปกับเหตุการณ์จำนวนมาก โดยเห็นคล้อยตามคณะรัฐประหารว่ามีความจำเป็นที่จะต้องแก้ไขความขัดแย้งที่ยืดเยื้อมาร่วมแปดเดือน และถึงจะกระทบสิทธิมนุษยชนบ้างก็ขอเวลาดำเนินการในช่วงเวลาอันสั้น ส่วนในบรรดาคนที่ไม่เห็นด้วยกับการรัฐประหารซึ่งก็มีจำนวนมากเช่นกัน ส่วนหนึ่งจะพูดออกมาเหมือนครั้ง 6 ตุลาว่า เห็นทีสันติวิธีจะไม่ได้ผล และผู้ที่เคยใช้สันติวิธีบางคนเปรยให้ฟังว่าถึงจะใช้สันติวิธีก็อาจถูกรังแกได้อยู่ดี ครั้งนี้ไม่มีทางเลือกที่จะไปร่วมกับ พคท.แล้วจับอาวุธขึ้นต่อสู้ ในเมื่อสู้ผู้ถือปืนไม่ได้ จึงเหลือแต่การยอมจำนนชั่วคราว รอให้พลังของฝ่ายรัฐประหารครั้งนี้ไปจนสุดแล้วอาจแพ้ภัยตนเอง หรือหวังว่าจะมีทหารประชาธิปไตยเกิดขึ้นเพื่อมาคานอำนาจคณะรัฐประหารในครั้งนี้และพร้อมจะใช้ปืนต่อต้านผู้ที่จะกระทำรัฐประหารอีกในครั้งต่อไป
แต่ผมคิดว่าครั้งนี้ก็เป็นเช่นเดียวกับปี 2519 คือยิ่งมีการยอมรับว่าอำนาจมาจากปากกระบอกปืนมากขึ้นเท่าไรก็ยิ่งจะต้องยืนยันการต่อสู้ด้วยสันติวิธีอย่างแข็งขันมากขึ้นเท่านั้น คือไม่ยอมจำนน ไม่คิดว่าอีกฝ่ายจะพ่ายแพ้ภัยตนเอง และไม่คิดที่จะต่อต้านด้วยอาวุธ ในขณะเดียวกัน ก็ยอมรับความเสี่ยง ไม่คิดว่าสันติวิธีจะประกันชัยชนะหรือประกันความปลอดภัย ไม่คิดว่าถ้าเราไม่มุ่งประทุษร้ายเขาแล้วเขาจะไม่ประทุษร้ายเรา สรุปก็คือ ต้องเชื่อมั่นในสันติวิธี แม้ใครจะใช้วิธีอื่น แต่เราควรใช้สันติวิธีอย่างคงเส้นคงวาเสมอโดยมุ่งแก้ไขความขัดแย้งที่ตัวระบบอันมิชอบแต่ไม่มุ่งแก้ไขหรือทำร้ายตัวบุคคล หากเปิดทางหรือกดดันให้เขาเปลี่ยนจากแนวทางที่มิชอบด้วยตนเอง
การวิเคราะห์การรัฐประหารในเบื้องต้น
นอกจากจะต้องทำความเข้าใจและยึดมั่นในสันติวิธีแล้ว เรายังต้องพยายามทำความเข้าใจกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างตรงไปตรงมา ไม่เข้าข้างตนเอง ไม่เข้าใจผิดว่าสิ่งใดที่เราปรารถนา สิ่งนั้นก็น่าจะเกิดขึ้น อย่างไรก็ดี เราทำความเข้าใจสถานการณ์ตามที่เป็นจริงได้ยาก เพราะเราเองก็มักจะมีความยึดมั่นถือมั่นและได้รับผลจากบริบทและข่าวสารที่เราเลือกรับตลอดเวลา ดังนั้น เราต้องพยายามอยู่เสมอที่จะสดับตรับฟัง และทบทวนความเข้าใจร่วมกับผู้อื่น ข้อวิเคราะห์สถานการณ์ที่จะนำเสนอต่อไปนี้นั้น เป็นเพียงข้ออธิบายต้น เพื่อเชิญชวนให้มีข้ออธิบายแย้ง จนในที่สุดอาจมีข้ออธิบายที่ก้าวพ้นข้ออธิบายทั้งสองไปเป็นข้ออธิบายที่ลึกซึ้ง ซึ่งจะช่วยให้เข้าใจบริบทและสาเหตุความขัดแย้งได้ดียิ่งขึ้น
ในการวิเคราะห์ความขัดแย้งเบื้องต้น เราเห็นว่าความขัดแย้งทางการเมืองเกิดขึ้นบ่อยครั้งมาก และมีการใช้ความรุนแรงบ่อยครั้งมากทั้งในประเทศไทยและที่อื่น ๆ ที่ไม่ค่อยเป็นประชาธิปไตย และเห็นว่าบริบทโลกเองก็เปลี่ยนแปลงไปเสมอ จากยุคสงคราม สู่ยุคสงครามเย็น สู่ยุคที่เสรีประชาธิปไตยเป็นอุดมการณ์ครอบงำ และเป็นไปได้ว่าเสรีประชาธิปไตยกำลังถูกตั้งคำถาม และอำนาจของโลกตะวันตกกำลังถูกท้าทาย จากความชะงักงันภายในโลกตะวันตกเองโดยเฉพาะทางเศรษฐกิจ จากการท้าทายโดยขบวนการติดอาวุธชาวมุสลิม จากการขัดขืนของกระแสชาตินิยม และการขัดขืนจากจีนและรัสเซีย
สำหรับประเทศไทย ดูเหมือนว่าการรัฐประหารทุกครั้ง ส่วนหนึ่งอ้างเหตุผลภายในประเทศแต่อีกส่วนหนึ่งอาจเป็นผลมาจากอิทธิพลภายนอกที่กำลังเปลี่ยนไปอย่างไรก็ดี ลักษณะเฉพาะของการเมืองไทยลักษณะหนึ่งคือการรัฐประหารเกิดขึ้นอย่างมีแบบแผน ในช่วงต้นหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง การรัฐประหารมักเป็นการแย่งชิงอำนาจในหมู่ชนชั้นนำ ซึ่งมีส่วนหนึ่งที่เชื่อกับอีกส่วนหนึ่งที่ไม่เชื่อในประชาธิปไตย ในช่วงเวลาดังกล่าว เราอาจรวมการรัฐประหารที่เกิดติดต่อกันสองหรือสามครั้งเป็นครั้งเดียวเพราะเป็นเหตุการณ์ต่อเนื่องกัน (ปี 2476 สองครั้ง, 2490-91-94, 2500-01-2514) ต่อมามีตัวละครใหม่เกิดขึ้นคือขบวนการนักศึกษาซึ่งเป็นพลังที่ช่วยขับไล่รัฐบาลทหารในปี 2516แต่ก็ถูกลดทอนพลังไปโดยการรัฐประหารในปี 2519-20 หลังจากนั้น ยังมีการรัฐประหารที่สำเร็จอีก 3 ครั้ง (ปี 2534, 2549, 2557)ซึ่งทั้ง 3 ครั้งเป็นการยึดอำนาจจากรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง นอกจากนี้ยังมีการขับไล่รัฐบาลโดยการชุมนุมที่ทำสำเร็จอีกครั้งในปี 2535
กล่าวโดยสรุป หลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองในปี 2475 รัฐไทยถูกครอบงำโดยข้าราชการทหารและพลเรือน หลังปี 2516 อำนาจของข้าราชการเริ่มลดลงโดยต้องประนอมกับนักการเมืองซึ่งส่วนใหญ่เป็นคหบดี แต่ทุกครั้งที่ฝ่ายข้าราชการรู้สึกว่าสูญเสียอำนาจมากไป ก็ตอบโต้กลับ เช่น ตอบโต้เหตุการณ์ 14 ตุลาภายใน 3 ปี ด้วยการรัฐประหารในปี 2519แล้วรัฐบาลที่ตั้งโดยคณะรัฐประหารประกาศแผนการคืนสู่ประชาธิปไตยภายใน 12 ปี แต่ก็ถูกรัฐประหารเสียก่อนในปี 2520แม้แผน 12 ปีเป็นอันยกเลิกไปแต่เอาเข้าจริงก็ใช้เวลา 12 ปีพอดี กว่าจะได้นายกรัฐมนตรีที่มาจากการเลือกตั้งในปี 2531 อย่างไรก็ดี ฝ่ายข้าราชการก็อดรนทนอยู่ได้ประมาณ3 ปีซึ่งพอ ๆ กับช่วงเวลาหลังเหตุการณ์ 14 ตุลานายกรัฐมนตรีจากการเลือกตั้งก็พ้นจากตำแหน่งไปด้วยการรัฐประหารเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2534 แต่ข้อแตกต่างในคราวนี้คือ ฝ่ายประชาธิปไตยตอบโต้อย่างรวดเร็ว และนายกรัฐมนตรีที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งต้องลาออกในปี2535 จากนั้นก็มีนายกรัฐมนตรีที่มาจากการเลือกตั้งได้ยาวนานถึง 14 ปี แล้ว “ท ทหาร” ก็ไม่อดทนอีกจึงกลับสู่วงจรเดิมโดยการรัฐประหารในปี 2549 และอีกครั้งในปี 2557
มีคนเรียกแบบแผนนี้ว่าวงจรอุบาทว์ ซึ่งมีลักษณะดังนี้(1) รัฐบาลทหารถูกขับ ปี 2516 (2) รัฐประหารปี 2519-20 (3) สู่ประชาธิปไตย (4) รัฐประหารปี 2534 (5) รัฐบาลที่นายกรัฐมนตรีไม่ได้มาจากการเลือกตั้งถูกขับในปี 2535 (6) สู่ประชาธิปไตย (7) รัฐประหาร ปี 2549 และปี 2557เพื่อขับไล่รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง คำถามสำคัญคือจะตัดตอนวงจรอุบาทว์นี้ได้อย่างไร กล่าวอีกนัยหนึ่ง ทำอย่างไรจึงจะให้รัฐบาลประชาธิปไตยมีอายุยาวขึ้น หรือยาวไปตลอด
มีคำตอบเป็นการทั่วไปอยู่ว่า ถ้าไม่อยากให้ใครทำสิ่งใด ต้องทำให้สิ่งนั้นมีผลตอบแทนที่ต่ำแต่มีภัยหรือความเสี่ยงภัยสูงในกรณีของเรา ถ้าไม่อยากให้ทหารทำรัฐประหารหรือไม่อยากให้รัฐบาลทหารใช้อำนาจอยู่นาน (เพราะเกรงว่าจะเป็นไปตามคำกล่าวที่ว่า “อำนาจย่อมฉ้อฉล อำนาจเต็มย่อมฉ้อฉลเต็มที่”)ก็ต้องทำให้ผลตอบแทนต่ำ เช่นไม่มีอภิสิทธิ์ใด ๆ รวมทั้งการไม่ต่ออายุราชการ และทำให้มีความเสี่ยงสูง เช่นไม่ออกกฎหมายนิรโทษกรรมตนเองเพื่อให้พร้อมรับผิดชอบต่อการกระทำของตน หรือถ้ามีการนิรโทษกรรมเหมือนครั้งก่อน ๆ ก็ต้องพึ่งศาลและ/หรือฝ่ายนิติบัญญัติ ให้วินิจฉัยความชอบด้วยหลักนิติธรรมของกฎหมายนิรโทษกรรมดังกล่าว ซึ่งเรื่องนี้ก็เกิดขึ้นแล้ว เช่นในชิลี และตุรกีในทางกลับกัน ถ้าอยากให้ใครทำสิ่งใด สิ่งนั้นควรให้ผลตอบแทนสูงแต่มีภัยหรือความเสี่ยงภัยต่ำ เช่น ถ้าประชาชนอยากให้รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งรักษาระบอบประชาธิปไตยไว้ได้นานเท่านานประชาชนพึงตอบแทนด้วยการสนับสนุนพรรคการเมืองที่ไม่ฉ้อฉล และลงคะแนนให้ผู้สมัครที่มีความสามารถและไม่ฉ้อฉล เพื่อทหารจะได้ไม่มีข้ออ้างเดิม ๆ ในการทำรัฐประหารหรือประชาชนพึงสนับสนุนให้ ส.ส. และรัฐมนตรีมีเงินเดือนสูงพอจนไม่อยากเสี่ยงต่อการถูกจับได้ว่าคอร์รัปชันและอดรับเงินเดือนดังกล่าว ในทำนองเดียวกัน การที่จะให้รัฐบาลบริหารงานอย่างมีประสิทธิภาพโดยเงินทองไม่รั่วไหล ประชาชนผู้เห็นประโยชน์จากการบริหารงานดังกล่าว ก็พึงที่จะเลือกตั้งให้รัฐบาลนั้นเข้ามาบริหารงานต่อไป รัฐบาลที่ทำดีจึงมีความเสี่ยงน้อยที่จะสูญเสียอำนาจ อนึ่ง เสียงสนับสนุนของประชาชนก็จะเป็นภูมิคุ้มกันการรัฐประหารที่ดีด้วยกล่าวโดยสรุป ยาขนานที่จะรักษาโรครัฐประหารน่าจะอยู่ที่พลเมืองผู้รู้เท่าทัน
การวิเคราะห์ตัวละครความขัดแย้ง
เราได้กล่าวถึงบริบททางการเมืองที่เปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ กล่าวถึงแบบแผนการรัฐประหารที่ยังวนเวียนอยู่เรื่อยไป เพราะเรายังไม่มีมาตรการป้องกันที่ดีพอคราวนี้จะขอวิเคราะห์ตัวละครความขัดแย้งทางการเมืองที่เกิดขึ้นบ้าง การเมืองเป็นเรื่องของอำนาจและผลประโยชน์ มีผู้กล่าวว่าสาเหตุความขัดแย้งมาจากการแก่งแย่งอำนาจและผลประโยชน์ระหว่างฝ่ายราชการกับฝ่ายนักการเมือง ผู้ที่แย่งอำนาจมาครองได้ก็จะมักใช้อำนาจเพื่อจัดสรรผลประโยชน์และทรัพยากรให้แก่ฝ่ายตนเป็นสำคัญ แต่ก็มีอีกมิติหนึ่งของอำนาจที่น่าสนใจคืออำนาจควบคุม ซึ่งในทางการเมือง จะหมายถึงการควบคุมการสื่อสารและการศึกษาเป็นหลัก ทั้งนี้เพื่อใช้การสื่อสารและการศึกษาตอกย้ำอุดมการณ์ทางการเมืองของผู้มีอำนาจ
การจัดสรรทรัพยากรให้ฝ่ายตนและการควบคุมการสื่อสาร ล้วนมีวัตถุประสงค์เพื่อการดำรงตนอยู่ในอำนาจหรือสืบทอดอำนาจในฝ่ายตนและดำรงอุดมการณ์ต่อ ๆ กันไป ทั้งหมดนี้ฟังดูเหมือนเป็นเกมชิงอำนาจและใช้อำนาจในหมู่ชนชั้นนำ ถ้าเป็นช่วงต้น ๆ หลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองปี 2475 ก็คงเป็นเช่นนั้น แต่หลังเหตุการณ์ปี 2516 นอกเหนือจากฝ่ายข้าราชการและฝ่ายนักการเมืองแล้ว ยังมีตัวละครที่สำคัญคือประชาชน ซึ่งคาดหวังจะได้รับบริการที่ดีและการคุ้มครองที่เป็นธรรมจากรัฐ อีกทั้งยังคาดหวังว่ารัฐจะไม่ละเมิดสิทธิเสรีภาพของประชาชนด้วย โดยปกติ ประชาชนแสดงพลังโดยมอบอำนาจให้หรือปลดนักการเมืองออกจากอำนาจผ่านการเลือกตั้ง แต่เมื่อเกิดการรัฐประหาร ฝ่ายนักการเมืองได้กลายเป็นตัวละครรองในความขัดแย้ง โดยตัวละครหลักในความขัดแย้งกลายมาเป็นระหว่างฝ่ายข้าราชการและพลเมืองส่วนที่สนับสนุนรัฐประหาร กับพลเมืองอีกส่วนหนึ่งที่ไม่สนใจคำชวนเชื่อในเรื่องคืนความสุข หากต้องการการ “คืนสิทธิแด่ชนชาวไทย” มากกว่า
ความขัดแย้งเชิงคุณค่า
การวิเคราะห์ความข้ดแย้งในระดับที่สำคัญแต่คลุมเครือมากที่สุด คือระดับคุณค่า/อุดมการณ์ หากเข้าใจในส่วนนี้ ก็จะช่วยให้เข้าใจว่าทำไมความขัดแย้งครั้งนี้จึงหยั่งรากลึกและมีการแบ่งแยกแม้คนในครอบครัวเดียวกัน การศึกษาและสื่อมวลชนเป็นเครื่องมือหลักในการปลูกฝังและถ่ายทอดคุณค่าและอุดมการณ์ ฝ่ายรัฐประหารเข้าใจดี และไม่รอช้าที่จะเข้าควบคุมและแทรกแซงในเรื่องนี้ ยังความอึดอัดเป็นอย่างยิ่งแก่ฝ่ายที่ให้ความสำคัญแก่เสรีภาพในการแสดงออกและการค้นหาความจริง คำถามที่พึงช่วยกันหาคำตอบคือ แล้วเราขัดแย้งในเรื่องคุณค่าอะไรกัน
จะขอเริ่มการวิเคราะห์จากในสู่นอก (inside-out) หรือในกรอบสารัตถนิยม (essentialist) ในกรอบนี้ เราจะพยายามจัดกลุ่มประเภทของคนที่มีคุณค่าทางการเมืองต่าง ๆ กัน พระพรหมคุณากรณ์ได้แบ่งระบบการปกครองเป็นประชาธิปไตย (ประชาชนคือผู้ตัดสินใจ) คณาธิปไตย (คณะบุคคลเป็นผู้ตัดสินใจ) และเผด็จการ (ตัดสินใจโดยคนคนเดียวหรือไม่กี่คน) และแบ่งเกณฑ์การตัดสินใจเป็นธรรมาธิปไตย (มีหลักการและเหตุผล) โลกาธิปไตย (คล้อยตามกระแสโลก) และอัตตาธิปไตย (ตามอำเภอใจตน) สมมุติฐานคือคนส่วนใหญ่คงไม่อยากได้ระบบที่เผด็จการเป็นผู้ตัดสินใจตามอำเภอใจ ขณะที่ส่วนใหญ่คงอยากได้ระบบประชาธิปไตยที่ใช้ธรรมเป็นเกณฑ์ตัดสินใจ ขอยกส่วนที่เห็นพ้องและไม่ก่อความขัดแย้งออกไปก่อนเหลือส่วนที่ขัดแย้งกันซึ่งน่าจะได้แก่คนสองกลุ่มประเภทคือ คนที่มีคุณค่าประชาธิปไตยเป็นหลักและพอยอมรับเกณฑ์โลกาธิปไตยได้ (ขอเรียกว่าฝ่ายประชาธิปไตยทางโลกหรือสั้น ๆ ว่าฝ่ายประชาธิปไตย) กับคนที่มีคุณค่าธรรมาธิปไตยเป็นหลักและพอยอมรับระบบคณาธิปไตยได้ (ขอเรียกว่าฝ่ายคณาธิปไตยทางธรรมหรือสั้น ๆ ว่าฝ่ายจารีต)
ในอีกมิติหนึ่ง เมื่อฟังการถกเถียงทางการเมือง เราพบว่าคนจำนวนหนึ่งมักอ้างเหตุผลว่าระบบการเมืองของเราดีแล้ว สิ่งที่ต้องแก้คือคนหรือทำคนให้เป็นคนดี และป้องกันคนไม่ดีไม่ให้มีอำนาจ (ขอเรียกว่าฝ่ายที่มุ่งคน) และมีคนอีกจำนวนหนึ่งที่อ้างเหตุผลว่าการแก้กิเลสของคน แก้เท่าไรก็ไม่หมด เราควรวางระบบที่มีตรวจสอบและคานดุลที่ดี หรือควรแก้ไขปัญหาที่ระดับโครงสร้างซึ่งจะป้องปรามการกระทำของคนที่เอาเปรียบผู้อื่นและสังคม (ขอเรียกว่าฝ่ายที่มุ่งระบบ) ถึงตอนนี้ เราอาจจัดกลุ่มประเภทของพลเมืองได้ดังนี้ (1) ฝ่ายจารีต ได้แก่ฝ่ายคณาธิปไตยทางธรรมที่มุ่งคน (2) ฝ่ายจารีตอิงเหตุผล ได้แก่ฝ่ายคณาธิปไตยทางธรรมที่มุ่งระบบ (3) ฝ่ายประชาธิปไตยอิงบุคคล ได้แก่ฝ่ายประชาธิปไตยทางโลกที่มุ่งคน (4)ฝ่ายประชาธิปไตย ได้แก่ฝ่ายประชาธิปไตยทางโลกที่มุ่งระบบเรามีฝ่ายจารีตกับฝ่ายประชาธิปไตยเป็นคู่ขัดแย้งหลัก ขณะที่ฝ่ายจารีตอิงเหตุผลกับฝ่ายประชาธิปไตยอิงบุคคลก็ขัดแย้งระหว่างกันและกับฝ่ายอื่นบ้าง แต่ไม่รุนแรงนัก แน่นอนว่าการจัดกลุ่มประเภททำนองนี้ ไม่สามารถแทนความซับซ้อน และหลากหลายของผู้คนให้ใกล้เคียงได้ สิ่งที่หวังในการนำเสนอคือ เพื่อที่จะเข้าใจพฤติกรรมทางการเมืองของผู้คน เรื่องสำคัญคือการศึกษาคุณค่าและอุดมการณ์ทางการเมืองของพวกเขา
การวิเคราะห์อีกแบบหนึ่งเป็นแบบจากนอกสู่ใน (outside-in) หรือในกรอบบริบทนิยม แนววิเคราะห์นี้ไม่คิดว่าคนจะอยู่แต่ในกล่องคุณค่ากล่องหนึ่งกล่องใดได้ หากมีความคิด/ความรู้สึก/พฤติกรรมที่เปลี่ยนไปตามบริบทและกาลเวลา อิทธิพลภายนอกมีผลต่อการระบุว่าเราเป็นใครในขณะใดขณะหนึ่ง ชีวิตของเราประกอบสร้างด้วยเรื่องเล่าต่าง ๆ มากมาย ในบริบททางวัฒนธรรมบริบทหนึ่ง จะมีชุดเรื่องเล่าหลายชุดที่เกือบทุกคนในวัฒนธรรมนั้นจะคุ้นเคยจนยอมรับเข้ามาเป็นคุณค่าภายในโดย (แทบ) ไม่รู้ตัว คนคนหนึ่งจะเลือกคุณค่าหนึ่งขึ้นมาอ้างในขณะจิตหนึ่ง ๆ แต่คุณค่าย่อมไม่เที่ยงคือเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา อัตลักษณ์ก็ไม่เที่ยงและขึ้นกับบริบทเช่นกัน ความไม่เที่ยงนอกจากจะเป็นลักษณะเฉพาะของจิตแล้ว ยังอาจอธิบายในเชิงสังคมได้ด้วยแนวคิดเกี่ยวกับวาทกรรม เรื่องเล่าชุดใด หากภาคีความขัดแย้งต้องการใช้เพื่อตอกย้ำคุณค่าของตน ก็จะเล่าซ้ำแล้วซ้ำอีก เป็นเรื่องเล่าเดิมหรือเติมแต่งรายละเอียดหรือข้อมูลทั้งที่จริงและไม่จริง แต่หากสอดคล้องกับคุณค่าที่ต้องการตอกย้ำก็ถือว่าใช้ได้ จนเมื่อปั้นถ้อยคำให้เป็นตัวเป็นตน ดูน่าเชื่อถือหรือดูเป็นจริง ก็เรียกได้ว่าเป็นวาทกรรม ความขัดแย้งกลายมาเป็นการทำให้วาทกรรมของฝ่ายตน เป็นวาทกรรมครอบงำ (hegemonic discourse) ถ้าทำสำเร็จก็ถือว่าฝ่ายตนชนะ เมื่อหลังสงครามเย็น วาทกรรมเสรีประชาธิปไตยเป็นกระแสครอบงำระดับโลก และคิดว่าตนชนะแล้ว
แต่วาทกรรมครอบงำเกิดขึ้น ตั้งอยู่ และเสื่อมลงเป็นธรรมดา วาทกรรมของฝ่ายจารีตคือ ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ วาทกรรมชาติเน้นประวัติศาสตร์ชาติที่แต่งเติมจนงดงามและครอบงำประวัติศาสตร์ชาติพันธุ์ อีกทั้งยังเน้นหน้าที่พลเมือง และเอกภาพตามหลังผู้นำ วาทกรรมศาสนาเน้นความซื่อสัตย์สุจริต และระเบียบวินัย ส่วนวาทกรรมพระมหากษัตริย์เน้นการเป็นบุคลาธิษฐานแห่งคุณธรรม และการเฉลิมพระเกียรติอย่างหาที่สุดมิได้ เป็นต้น วาทกรรมของฝ่ายประชาธิปไตยคือการปกครองที่ผู้ปกครองได้รับความเห็นชอบจากประชาชน การมีเสรีภาพทางการแสดงออกเพื่อให้ประชาชนเรียนรู้และตัดสินใจทางการเมืองได้อย่างรู้เท่าทัน และความสามารถของสังคมที่จะแก้ไขปัญหาโดยสันติวิธี เป็นต้น
การใช้วาทกรรมเมื่อเกิดความขัดแย้งนอกจากจะทำให้วาทกรรมของฝ่ายตนเป็นวาทกรรมครอบงำแล้ว ยังจะต้องพยายามตั้งโจทย์หรือวางตำแหน่งคู่ถกเถียงไว้ในวาทกรรมที่ตนได้เปรียบ เช่น วางอยู่ในวาทกรรม “ปฏิรูปก่อนการเลือกตั้ง” แล้วก็มีเรื่องเล่ามากมายว่าทำไมต้องเป็นเช่นนั้น อีกฝ่ายหนึ่งถ้าไม่อยากเสียเปรียบ ก็ต้องถักทอวาทกรรม เช่น “เลือกตั้งคือทางออกที่เคารพเสียงของประชาชน”ด้วยเรื่องเล่าต่าง ๆ นานาเช่นกัน หนักเข้าก็ไม่มีใครยอมไปอยู่ในวาทกรรมของอีกฝ่าย การพูดคุยเพื่อหาทางออกร่วมกันจึงเป็นไปได้ยาก มีการปิดเครื่องรับถ้าข่าวสารไม่สอดคล้องกับวาทกรรมฝ่ายตน หากไปสอดคล้องกับวาทกรรมของอีกฝ่าย
อันที่จริง ความเข้าใจเรื่องวาทกรรมจะช่วยให้ไม่กล่าวโทษเจตนาของอีกฝ่ายว่าการกระทำของเขาแอบแฝงด้วยเจตนาร้าย ตัวอย่างเช่น เราเข้าใจว่าคนที่ยึดในวาทกรรมชาตินิยมอาจละเลยเรื่องศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์อันที่จริง เขาอาจไม่มีเจตนาหยียดหยามเพื่อนมนุษย์เพียงแต่พยายามวางตำแหน่งคู่สนทนาให้อยู่ในวาทกรรมที่ตนสนใจเท่านั้น เช่น พยายามให้ปัจเจกบุคคลเสียสละเพื่อชาติเป็นต้น ส่วนคนที่มีค่านิยมชายเป็นใหญ่จะขาดความละเอียดอ่อนในเรื่องเพศสภาวะ และไม่พร้อมที่จะปฏิบัติต่อสตรีในสถานภาพที่เท่าเทียมกัน หากพร้อมที่จะปฏิบัติต่อสตรีด้วยความอ่อนโยนในสไตล์ชายชาตรี ในวัฒนธรรมผู้ใหญ่-ผู้น้อย ผู้ใหญ่คาดหวังเสมอในความภักดีโดยสำคัญตนว่าเป็นผู้ให้ความอุปภัมภ์แก่ผู้น้อย เป็นต้น
ความเข้าใจเรื่องวาทกรรมที่ไม่เที่ยง ช่วยให้เข้าใจการเปลี่ยนวาทกรรมไปตามบริบท เช่น วันนี้ เราอาจอยู่ในวาทกรรมที่ว่า “เห็นด้วยกับประชาธิปไตยสมบูรณ์และเห็นด้วยกับผู้นำที่เสนอเรื่องนี้ แม้เขาจะเคยเป็นนักการเมืองที่ไม่น่าไว้วางใจมาก่อน แต่ตอนนี้เขาเปลี่ยนไปแล้ว” ส่วนวันรุ่งขึ้นคนคนเดียวกันก็อาจขยับเลื่อนไปอยู่ในอีกวาทกรรมหนึ่ง เช่น “รัฐประหารนั้นจำเป็นและหัวหน้าคณะรัฐประหารเป็นคนดี” การไม่เข้าใจเรื่องวาทกรรมและการขยับเลื่อนทางวาทกรรม จะทำให้ไม่เข้าใจว่าทำไมคู่ขัดแย้งจึงมักมองว่าอีกฝ่ายคือผู้ร้าย และไม่อยากคุยกัน ทั้ง ๆ ที่การคุยกัน กับการตั้งสติอยู่เสมอ จะขาดเสียไม่ได้สำหรับการแปลงเปลี่ยนความขัดแย้ง
ข้อเสนอแผนที่เดินทาง
การวิเคราะห์ทั้งจากในสู่นอกและจากนอกสู่ในที่นำเสนอเพียงคร่าว ๆ ข้างต้น ยังต้องการการศึกษาสำรวจเพิ่มเติมอีกมาก แต่ก็หวังว่าจะช่วยฝ่ายสันติวิธีในการพัฒนาแผนที่เดินทางในสถานการณ์ปัจจุบันที่ยากลำบาก แผนที่เดินทางเบื้องต้นที่ขอเสนอในที่นี้มีดังนี้
1) ในระดับปรากฏการณ์ ฝ่ายสันติวิธีควรให้ความสำคัญแก่การละเมิดสิทธิมนุษยชน ทั้งโดยโจ่งแจ้ง เช่นการคุมขังผู้ที่ขัดขืนโดยสันติวิธีต่อคำสั่งที่แสดงอำนาจของฝ่ายรัฐประหาร ผู้ถูกคุมขังเหล่านี้เรียกชื่อว่านักโทษโดยมโนธรรม (prisoners of conscience) เพราะกระทำการโดยมโนสำนึกโดยไม่ไปทำร้ายใคร และการละเมิดโดยปริยาย เช่น การโยกย้ายข้าราชการโดยมีเหตุผลเพียง “ความเหมาะสม” และการใช้อำนาจในเชิงข่มขู่ เป็นต้น สิ่งที่ควรทำคือการรวมรวมข้อมูลข้อเท็จจริงต่าง ๆ แล้ววิเคราะห์และจัดทำเป็นรายงาน โดยไม่ประสงค์จะประณามและทำให้ได้อาย (blame and shame) หากประสงค์จะให้หยุดการละเมิดสิทธิ์ รวมทั้งคืนสิทธิ์อันชอบให้แก่ประชาชน
2) ช่วงเวลาที่ยังไม่มีการประกาศใช้ธรรมนูญการปกครองชั่วคราว เป็นช่วงเวลาการรวมศูนย์อำนาจที่ คสช.ตามคติปฏิฐานนิยมที่ถือว่าประกาศและคำสั่งต่าง ๆ ของ คสช. เป็นเหมือนกฎหมาย เพราะมีอำนาจรัฐที่จะนำประกาศและคำสั่งไปบังคับใช้ ซึ่ง คสช. จะออกประกาศอะไรก็ได้ตามอำเภอใจ เพื่อลดทอนการใช้อำนาจตามอำเภอใจ เราจึงควรมีการศึกษาว่าประกาศและคำสั่งฉบับใดเป็นการลุแก่อำนาจโดยไม่ตั้งใจ ฉบับใดเป็นการละเมิดประเพณีในระบอบประชาธิปไตยของไทย ฉบับใดเป็นการละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศที่ไทยเป็นภาคีและฉบับใดน่าจะขัดกับปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชนที่ไทยให้การรับรอง ทั้งนี้เพื่อเสนอแนะการแก้ไขเพิ่มเติมหรือการยกเลิกประกาศและคำสั่งฉบับนั้น ๆ
3) เมื่อยังไม่มีการประกาศใช้ธรรมนูญการปกครองชั่วคราว ก็ควรมีการแสดงความเห็นในเรื่องเนื้อหาของธรรมนูญดังกล่าวซึ่งนอกจากจะต้องพิทักษ์สิทธิเสรีภาพของประชาชนแล้ว ยังจะต้องกำหนดแผนที่เดินทางการคืนอำนาจแก่ประชาชน และการปฏิรูปการเมืองที่มีเจ้าภาพร่วม ไม่ใช่ คสช. เป็นเจ้าภาพผู้กำหนดว่าใครควรเข้าร่วมบ้าง หรือกำหนดพิมพ์เขียวเบื้องต้นไว้แล้ว อันที่จริง ถ้ามีการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนในเรื่องสาระของธรรมนูญโดยเฉพาะในเรื่องแผนที่เดินทางการคืนอำนาจที่มีความเห็นพ้องกันพอสมควร ก็น่าจะเป็นจุดเริ่มต้นที่อาจนำไปสู่การเข้าใจกันและการปรองดอง
4) ยังไม่แน่ชัดว่าสภาปฏิรูปการเมืองจะมีที่มาอย่างไรและมีอำนาจหน้าที่อะไร หากจะมีอำนาจหน้าที่ยกร่างรัฐธรรมนูญด้วยแล้ว ก็ต้องระวังมิให้ซ้ำรอยว่าจะเป็นฉบับที่ 20 ของ คสช. เช่นเดียวกับที่เคยมีฉบับที่ 18 ของ คมช. หรือฉบับที่ 15 ของ รสช. เป็นต้น เพื่อหลีกเลี่ยงว่าจะเป็นรัฐธรรมนูญที่ดลบรรดาลโดยการรัฐประหาร จึงขอเสนอว่า ธรรมนูญการปกครองชั่วคราวควรบัญญัติให้สมาชิกสภาที่จะมีอำนาจหน้าที่ยกร่างรัฐธรรมนูญนั้น มาจากการเลือกตั้งเป็นสำคัญ
5) หลังการประกาศใช้ธรรมนูญการปกครองชั่วคราว ควรศึกษาติดตามการทำหน้าที่ของฝ่ายนิติบัญญัติที่ คสช. จะแต่งตั้งขึ้น อันที่จริงในระบบรัฐสภาที่เป็นประเพณีการปกครองของไทย อำนาจนิติบัญญัติเป็นอำนาจสูงสุดซึ่งได้มาโดยการเลือกตั้ง แม้ คสช. จะยึดอำนาจนี้ไปแล้ว ประชาชนก็ยังต้องเฝ้าระวังว่า การใช้อำนาจในสถานการณ์เช่นนี้ยังเป็นไป “เพื่อประชาชน” ไม่ใช่เพื่อระบบราชการ หรือเพื่อชนกลุ่มใดมากกว่ากลุ่มอื่น และสภานิติบัญญัติควรมีเกณฑ์การตัดสินใจที่เป็นธรรมาธิปไตยมากกว่าอัตตาธิปไตย
6) หลังการประกาศใช้ธรรมนูญการปกครองชั่วคราวควรศึกษาและติดตามการร่างรัฐธรรมนูญรวมทั้งการปฏิรูปการเมืองอย่างใกล้ชิดท่ามกลางความขัดแย้งระหว่างฝ่ายจารีตกับฝ่ายประชาธิปไตยดังที่นิยามไว้ข้างต้น อำนาจส่วนใหญ่ในขณะนี้อยู่กับฝ่ายจารีต ซึ่งอาจถือโอกาสวางโครงสร้างทางการเมืองที่สอดคล้องกับฐานคติของตน โครงสร้างดังกล่าวจะกำหนดที่มาและอำนาจหน้าที่ขององค์กรที่ใช้อำนาจรัฐ ตลอดจนความสัมพันธ์ระหว่างองค์กรเหล่านี้ ความสัมพันธ์เชิงอำนาจหากไม่สมดุลหรือไม่เปิดกว้างให้มีการคลี่คลายความขัดแย้งโดยสันติวิธี ก็จะเป็นการวางกติกาการเมืองที่เอนเอียง อันจะนำไปสู่ระบบการเมืองที่ขาดเสถียรภาพ ดังที่เราเผชิญมาโดยตลอด
7) กติกาการเมืองก็ดี พฤติกรรมทางการเมืองก็ดี พึงคำนึงถึงการช่วยกันป้องกันภัยจากวงจร “รัฐประหาร-การเขียนรัฐธรรมนูญ-การเลือกตั้ง-รัฐประหาร” โดยชี้ข้อเสียของรัฐประหารจนคนส่วนใหญ่รับเอามาเป็นวาทกรรมหลัก โดยชี้ข้อดีของการมีรัฐธรรมนูญที่ทุกฝ่ายมีส่วนร่วมยอมรับและเคารพโดยศึกษาตัวอย่างประเทศทั้งที่ตกอยู่และไม่ตกอยู่ในวงจรดังกล่าว โดยเฉพาะควรศึกษาผลของการยึดมั่นและใช้อำนาจเต็มที่ของฝ่ายที่มาจากการเลือกตั้ง โดยเปรียบเทียบของการที่ฝ่ายที่มาจากการเลือกตั้งและฝ่ายที่กุมกำลังรู้จักผ่อนปรน ตัวอย่างที่ควรศึกษาคือกรณี อาหรับสปริง เช่นกรณี อียิปต์ ลิเบีย ซีเรีย โมรอคโค และตูนีเซีย เป็นต้น
แต่เรื่องที่ยากที่สุดคงเป็นการต่อสู้ทางการเมืองในระดับคุณค่าและอุดมการณ์ ซึ่งฝ่ายจารีตและฝ่ายประชาธิปไตยดังนิยามข้างต้นจะต้องมาปะทะสังสรรค์กันอย่างหนักในช่วงเปลี่ยนผ่านนี้ ฝ่ายจารีตเริ่มต้นแล้วด้วยการปลูกฝังค่านิยมรักชาติ ความซื่อสัตย์และพระมหากษัตริย์ ฝ่ายประชาธิปไตยคงต้องนำเสนอการฟังเสียงประชาชน การเคารพสิทธิของประชาชน และคลี่คลายความขัดแย้งด้วยสันติวิธี ฝ่ายจารีตควบคุมสื่อและระบบโรงเรียน ฝ่ายประชาธิปไตยคงต้องใช้สื่อทางเลือกและการศึกษานอกโรงเรียน แต่ก็ต้องพยายามขอพื้นที่สื่อและพื้นที่ในระบบโรงเรียนคืนมาให้ได้มากที่สุดด้วย
9) การจะนำสังคมการเมืองออกจากวิกฤตไม่ใช่เรื่องง่าย หากผู้มีอำนาจมีวิสัยทัศน์ประชาธิปไตยอยู่ และสามารถปล่อยวางจากอำนาจซึ่งมีความหอมหวนยิ่งได้สำเร็จ ก็จะสามารถอำนวยให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืนได้ ในกรณีเช่นนี้ ก็เป็นบทบาทของฝ่ายประชาธิปไตยและฝ่ายสันติวิธีที่จะให้ความร่วมมือ

25570624-063109.jpg