martial law, rule of law

มาตราฐานสากลในเรื่องการห้ามทรมานอย่างเด็ดขาดได้กำหนดหลักการควบคุมตัวตามหลักการด้านสิทธิมนุษยชน

ดังนี้ 1.สิทธิที่จะได้พบทนายที่ตนเองเลือก  สิทธิที่จะได้พบทนายความของตนโดยพลัน โดยการเข้าถึงทนายความต้องเกิดขึ้นอย่างทันทีภายหลังการจับกุมและภายใน 24 ชั่วโมง  ผู้ถูกควบคุมตัวทุกคนต้องได้รับแจ้งว่าเขามีสิทธิในการพบทนายความของเขาเอง  การสื่อสารกับทนายความหรือสิทธิที่จะปรึกษาหารือหรือสื่อสารนั้นควรได้รับทันทีและปราศจากการแทรกแซง เซ็นเซอร์ และการพบกับทนายความเป็นความลับได้  ทนายความควรเป็นอิสระจากเจ้าพนักงานของรัฐ  บุคคลที่ทำหน้าที่เป็นทนายความหรือผู้ช่วยทนายความที่ไม่มีใบอนุญาตอย่างเป็นทางการ เช่น เจ้าหน้าที่องค์กรสิทธิมนุษยชน ควรจะได้รับอนุญาตให้พบกับผู้ถูกควบคุมตัวและได้รับการปฏิบัติเช่นเดียวกับทนายความ 2. สิทธิที่จะได้พบญาติหรือเพื่อเพื่อให้ผู้ถูกคุมขังไม่ได้ถูกห้ามติดต่อสื่อสาร และบุคคลที่สามได้รับรู้ว่าเขาถูกคุมขังที่ใด  เจ้าพนักงานที่ทำการจับกุมต้องแจ้งญาติ ครอบครัวหรือเพื่อนให้รับรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น สามารถติดต่อกันได้ที่ไหนอย่างไร ระบุวิธีการสื่อสาร เช่น แจ้งเบอร์โทรศัพท์ บุคคลที่ต้องการพบกับผู้ถูกควบคุมตัวควรได้รับการอำนวยความสะดวกและเวลาที่เหมาะสม โดยไม่มีการข่มขู่ คุกคามทั้งต่อญาติและผู้ถูกควบคุมตัว 3. สิทธิที่จะได้พบแพทย์ เพื่อให้ได้รับการตรวจร่างกายและรายงานผลการตรวจร่างกาย (และเพื่อสามารถนำมาใช้ในกระบวนการกล่าวโทษผู้กระทำการทรมาน)  ผู้ถูกควบคุมตัวควรได้รับการตรวจร่างกายโดยแพทย์หรือถ้าจำเป็นต้องได้รับการรักษาพยาบาล  ให้ได้รับการตรวจร่างกายโดยทันทีหลังการถูกจับกุมควบคุมตัว  แพทย์ที่ทำการตรวจต้องร้องขอให้ตรวจร่างกายโดยพ้นสายตาของเจ้าพนักงานของรัฐ  ผู้ควบคุมตัวหรือทนายความควรได้รับสิทธิในการร้องเรียนต่อเจ้าหน้าที่ในกระบวนการยุติธรรม เพื่อให้มีการตรวจร่างกายครั้งที่สองได้  เจ้าหน้าที่นิติเวชไม่ควรอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของหน่วยงานเดียวกับทหารหรือตำรวจหรือราชทัณฑ์ แต่อยู่ภายใต้หน่วยงานด้านยุติธรรมที่เป็นอิสระ  ผู้ถูกควบคุมตัวควรได้รับสิทธิในการพบแพทย์ที่เป็นอิสระ  ในกรณีที่เป็นชาวต่างชาติ สิทธิที่จะได้พบกับตัวแทนสถานทูตหรือสถานกงสุล ที่จะสามามรแทรกแซงการปฏิบัติของเจ้าพนักงานรัฐเพื่อรักษาสิทธิของผู้ถูกคุมขัง

Advertisements
Uncategorized

การควบคุมตัวสตรีและเด็กอายุต่ำกว่า18ปีในการกักตัวและก่อนการดำเนินคดี

การควบคุมตัวโดยอำนาจทางปกครอง( administrative detention) และก่อนการดำเนินคดี (1) การควบคุมตัวสตรีและเด็กอายุต่ำกว่า 18 ปี • ให้แยกการควบคุมตัวของเด็กและเยาวชนออกจากผู้ใหญ่ และแยกการควบคุมตัวของชายหญิงออกจากกัน • ไม่ควรมีการใช้มาตรการจับกุมและควบคุมตัวเด็กและเยาวชนตามกฎหมายพิเศษ • การจับกุมเด็กและเยาชนต้องปฏิบัติโดยมุ่งให้ความช่วยเหลือ ฟื้นฟู และปรับปรุงแก้ไขให้เด็กกลับตัวเป็นพลเมืองดีต่อไป การจับตัวเด็กและเยาวชนจึงควรเป็นไปด้วยความละมุนละม่อม และถ้าไม่จำเป็นก็ไม่ควรใช้เครื่องพันธนาการกับเด็กและเยาวชน • เจ้าพนักงานที่ทำการจับกุมเด็กหรือเยาวชนที่กระทำความผิด เจ้าพนักงานจะต้องแจ้งการจับกุมนั้นไปยังผู้อำนวยการสถานพินิจที่เด็กและเยาวชนนั้นอยู่ในเขตอำนาจ รวมไปถึง บิดามารดา ผู้ปกครองที่เด็กหรือเยาวชนนั้นอาศัยอยู่ด้วย • พนักงานสอบสวนจะต้องทำการถามปากคำเด็กหรือเยาวชนให้เสร็จภายใน 24 ชั่วโมง นับแต่เวลาที่เด็กหรือเยาวชนมาถึงที่ทำการของพนักงานสอบสวน และจะต้องส่งตัวเด็กหรือเยาวชนไปควบคุมตัวที่สถานพินิจ ไม่ใช่เรือนจำ เพื่อควบคุมตัวเด็กแยกจากผู้ใหญ่ • พนักงานสอบสวนจะแจ้งข้อหาแก่เด็กหรือเยาวชน เด็กหรือเยาวชนนั้นมีอายุไม่เกิน 18 ปีบริบูรณ์ การสอบสวนต้องมีนักจิตวิทยาหรือนักสังคมสงเคราะห์ บุคคลที่เด็กร้องขอ และพนักงานอัยการเข้าร่วมในการถามปากคำด้วย • เด็กหรือเยาวชนมีสิทธิได้รับการประกันตัวจากสถานพินิจฯ • ให้แยกการควบคุมตัวของเด็กและเยาวชนออกจากผู้ใหญ่ และแยกการควบคุมตัวของชายหญิงออกจากกัน • ไม่ควรมีการใช้มาตรการจับกุมและควบคุมตัวเด็กและเยาวชนตามกฎหมายพิเศษ • การจับกุมเด็กและเยาชนต้องปฏิบัติโดยมุ่งให้ความช่วยเหลือ ฟื้นฟู และปรับปรุงแก้ไขให้เด็กกลับตัวเป็นพลเมืองดีต่อไป การจับตัวเด็กและเยาวชนจึงควรเป็นไปด้วยความละมุนละม่อม และถ้าไม่จำเป็นก็ไม่ควรใช้เครื่องพันธนาการกับเด็กและเยาวชน •… Continue reading การควบคุมตัวสตรีและเด็กอายุต่ำกว่า18ปีในการกักตัวและก่อนการดำเนินคดี