มาตราฐานสากลในเรื่องการพิจารณาคดีที่เป็นธรรมในศาลทหาร- แปลจากคู่มือFair Trial ของAI

มาตราฐานสากลในเรื่องการพิจารณาคดีที่เป็นธรรมในศาลทหาร
สรุปย่อจาก Fair Trial Manual องค์กรนิรโทษกรรมสากล จัดพิมพ์ปี 2557 หน้า 221-222 โดย พรเพ็ญ คงขจรเกียรติ
ในหลายๆ ประเทศก็มีศาลทหารที่ใช้ในพิจารณาคดีเจ้าหน้าที่ทหารที่ทำผิดวินัย แต่ก็มีความห่วงกังวลว่าในบางประเทศขยายเขตอำนาจศาลทหารไปถึงการพิจารณาคดีพลเรือน หรือการพิจารณาคดีอาญาธรรมดาอื่นๆกับเจ้าหน้าที่ทหาร รวมทั้งคดีการละเมิดสิทธิมนุษยชนที่เกิดจากการกระทำของทหาร หรือการกระทำอาชญกรรมที่ละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ
มีการพัฒนาให้แนวคิดที่จะให้ศาลทหารมีเขตอำนาจศาลที่จำกัดลง เพื่อให้ตรงกับวัตถุประสงค์ที่แท้จริงของศาลทหารเท่านั้น รวมทั้งการพัฒนาหลักการพิจารณาคดีที่เป็นธรรมโดย ตุลาการที่มีความเหมาะสม เป็นอิสระ และไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด อีกทั้งพัฒนาถึงภาระหน้าที่ของรัฐในการทำให้แน่ใจว่าศาลที่พิจารณาคดีละเมิดสิทธิมนุษยชนที่เกิดจากการกระทำของทหาร หรือการกระทำอาชญกรรมที่ละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศนั้นตรวจสอบได้
เมี่อมีการพิจารณาคดีบุคคลใดบุคคลหนึ่งในศาลทหารสิทธิในการได้รับการพิจารณาคดีที่เป็นธรรมต้องได้รับการเคารพในศาลทหาร นั้นหมายรวมถึงการพิจารณาคดีเจ้าหน้าที่ทหารที่ทำผิดวินัยในศาลทหารด้วย
การพิจารณาถึงการพิจารณาคดีที่เป็นธรรมในศาลทหาร หมายถึงการที่ศาลทหารมีเขตอำนาจศาลที่แน่นอนกำหนดไว้ในกฎหมายในประเทศและมีมาตราฐานสากล ผู้บังคับบัญชาหรือผู้มีอำนาจอื่นๆต้องไม่มีอิทธิพลเหนือองค์คณะตุลาการทหาร การพิจารณาคดีในชั้นศาลก็ต้องทำโดยองค์คณะที่มีประสิทธิภาพในการดำเนินการอำนวยความยุติธรรมได้ องค์คณะตุลาการก็ต้องมีและถูกมองว่ามีความเหมาะสม เป็นอิสระ และไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด และรวมทั้งผู้ถูกกล่าวหาต้องสามารถได้รับหลักประกันขั้นตำในเรื่องมาตราฐานการพิจารณาคดีที่เป็นธรรม
ความเหมาะสม ความเป็นอิสระ และการไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใดของศาลทหาร เมื่อจะต้องมีการประเมินถึงความเป็นอิสระของศาลทหาร คำถามที่ควรจะถามหมายรวมถึงผู้พิพากษาที่โดยปกติเป็นเจ้าหน้าที่ทหารจบนิติศาสตร์หรือไม่ ขั้นตอนการแต่งตั้งตุลาการทหารเป็นอย่างไร มีเงื่อนไขการทำงานและมีหลักประกันอย่างไรว่าตุลาการทหารจะเป็นอิสระในการพิจารณาคดี ตุลาการทหารเป็นอิสระจากผู้บังคับบัญชาหรือไม่ หรือมีความสัมพันธ์ระหว่างอัยการทหารและตุลาการทหารที่นั่งพิจารณาคดีร่วมกันในคดีเดียวกัน
การพิจารณาคดีพลเรือนในศาลทหารนั้นในบางประเทศ ศาลทหารมีเขตอำนาจศาลในการพิจารณาดคีพลเรือนที่กระทำความเสียหายต่อทรัพยสินของทหารหรือข้อหาคดีความมั่นคง แต่ก็มีการพัฒนาไปจนเป็นที่ยอมรับในทางสากลแล้วว่า ศาลทหารไม่ควรเป็นศาลที่พิจารณาคดีพลเรือนเพราะอาจทำให้การพิจารณาคดีที่ไม่เป็นกลางและอาจาเป็นการฝักใฝ่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง
คณะกรรมการขององค์การสหประชาชาตว่าด้วยการควบคุมตัวไม่ชอบ (Working group on Arbitrary Detention) ได้เรียกร้องให้รัฐสมาชิกที่มีกำลังอยู่ในขั้นตอนการเปลี่ยนแปลงหรือการปรับปรุงกฎหมายที่ยังอนุญาตให้ศาลทหารพิจารณาคดีพลเรือนนั้นต้องสามารถยื่นคำร้องคัดค้านในเรื่องความเหมาะสมของศาลทหารได้
+++++++++

Advertisements

ความรู้เบื้องต้นศาลทหาร

ย่อความรู้
ศาลทหารจัดตั้งโดย พ.ร.บ.ธรรมนูญศาลทหาร พ.ศ.๒๔๙๘

กระบวนการพิจารณาในศาลทหาร มีทั้งศาลทหารในเวลาปกติ และศาลทหารในเวลาไม่ปกติ

ศาลทหารในเวลาไม่ปกติ หมายถึง ในเวลาที่มีการรบ หรือสถานะสงคราม หรือได้ประกาศใช้กฎอัยการศึก ขอเน้นเฉพาะในเวลาที่ได้มีการประกาศใช้กฎอัยการศึกนะครับ กล่าวคือ หากผู้มีอำนาจประกาศใช้กฎอับการศึกได้ประกาศ หรือผู้บัญชาการทหารสูงสุดได้สั่งตามกฎหมายว่าด้วยกฎอัยการศึก ให้ศาลทหารมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีอาญาใด ๆ ได้ด้วย

กรณีตามคำสั่ง ครส. ได้ใช้อำนาจตามกฎอัยการศึก ให้คดีความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงแห่งราชอาณาจักรดังต่อไปนี้ ให้อยู่ในอำนาจพิจารณคดีของศาลทหาร

๑) ความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา
หมวด ๑ ความผิดต่อองค์พระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท และผู้สําเร็จราชการแทนพระองค์ มาตรา ๑๐๗ – ๑๑๒ และหมวด ๒ ความผิดต่อความมั่นคงของรัฐภายในราชอาณาจักร มาตรา ๑๑๓ – ๑๑๘ ยกเว้นความผิดที่เกิดขึ้นในพื้นที่ที่มีการประกาศ พ.ร.บ.รักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ.๒๕๕๑ และ พ.ร.ก.บริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.๒๕๔๘

๒) ความผิดตามประกาศหรือคำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ

กระบวนการยุติธรรมทหาร โดยเฉพาะวิธีพิจารณาคดีหาได้แตกต่างไปจากวิธิพิจารณาคดีของศาลยุติธรรมแต่ประการใด กล่าวคือ พนักงานสอบสวนที่ได้รับคำร้องทุกข์ เมื่อสรุปสำนวนเสร็จแล้ว จะส่งสำนวนไปให้อัยการทหาร เพื่อพิจารณา หากอัยการทหารมีความเห็นสั่งฟ้อง ก็จะยื่นฟ้องต่อศาลทหาร เมื่อศาลประทับรับฟ้อง กระบวนการพิจารณาเหมือนศาลยุติธรรม คือ จำเลยสามารถแต่งทนายสู้คดีได้ เป็นการพิจารณาคดีโดยเปิดเผย เว้นแต่ศาลเห็นสมควรจะให้พิจารณาคดีลับ ในการสืบพยาน ก็จะเริ่มจากการสืบพยานโจทก์ แล้วสืบพยานจำเลย ระหว่างการสืบพยาน มีการซักถาม ถามค้าน และถามติง เหมือนศาลยุติธรรมทุกประการ เพราะใช้ ป.วิ.อาญา และ ป.วิ.แพ่ง เหมือนกันครับ เพียงแต่หากเป็นคดีที่เกิดขึ้นในพื้นที่ประกาศใช้กฎอัยการศึก กฎหมายห้ามอุทธรณ์ ฎีกา เท่านั้น (ตาม พ.ร.บ.ธรรมนูญศาลทหาร มาตรา ๖๑ วรรคสอง)

การควบคุมตัวระหว่างการพิจารณา จำเลยจะถูกควบคุมตัวไว้ที่เรือนจำทหาร

การปล่อยตัวชั่วคราว ใช้ ป.วิ.อาญา เหมือนกัน ซึ่งเป็นดุลพินิจของศาล

บทลงโทษเป็นไปตามกฎหมายนั้น ๆ ส่วนดุลพินิจในการลงโทษไม่แตกต่างจากศาลยุติธรรม

การบังคับโทษ หากศาลพิพากษาลงโทษจำคุก จำเลยจะต้องรับโทษจำคุกในเรือนจำทหาร เว้นแต่ต้องโทษจำคุกเกินกว่า ๓ ปี ก็จะโอนตัวนักโทษผู้นั้นไปรับโทษยังเรือนจำพลเรือน

25570528-175655.jpg

Open Legal aid center “Thai Lawyers for Human Rights” – TLHR

10421304_668490056534185_6054452360572869693_n
launching a legal aid center 28_05_2014 TLHR-english-edited

Open Legal aid center “Thai Lawyers for Human Rights” – TLHR
Released on 28 May 2014
Today, 28 May 2014 a group of lawyers launched the “Thai Lawyers for Human Rights” –TLHR in order to provide legal advice and to enhance understanding about law, human rights and the orders currently being issued under the declaration of Martial Law in the country.
The National Council for Peace and Order (NCPO) has issued a numbers of orders and regulations including a list of persons summoned by the NCPO who need to report themselves at the designated time and place. A number of persons have been detained and arrested under the Martial Law. Search operations are also being conducted.
These numerous orders and operations undertaken under the Martial Law has caused confusion and misunderstanding amongst ordinary persons who are not able to understand the complicated legal procedures under the Martial law. People are also not aware about their human rights.
In order to ease the situation, a group of Thai lawyers have cooperated and opened a hotline and email to receive primary complaints and answer questions from persons affected by the situation. The TLHR also intends to compile the cases to monitor the situation and the trends.
TLHR will provide legal assistance through volunteers and lawyers including receiving complaints, enquiries, trial observation, fact finding.
For enquiries, please call 096-7893172 and 096-7893173 at 09.00 – 17.00 daily or email at tlhr2014@gmail.com
The objective is to increase understanding of general population on the legal procedures under the martial law and new orders and to provide legal aid and assistance to those in need.
——————-

กลุ่มทนายความเปิดศูนย์ให้ความช่วยเหลือแก่ประชาชน_28_05_2014

10421304_668490056534185_6054452360572869693_nใบแจ้งข่าว ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน 28_05_2014
ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน Thai Lawyers for Human Rights (TLHR)
โทร(Tel) : 096-7893172 หรือ 096-7893173 e-mail: tlhr2014@gmail.com

ใบแจ้งข่าว
กลุ่มทนายความเปิด ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน ให้ความช่วยเหลือแก่ประชาชน
เผยแพร่วันที่ 28 พฤษภาคม 2557
วันนี้ (28 พฤษภาคม 2557) คณะทนายความ รวมตัวเปิด ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน เพื่อให้คำปรึกษาทางกฎหมาย ให้คำแนะนำแก่ประชาชน เพื่อให้ประชาชนเกิดความเข้าใจถึงกฎระเบียบ รวมทั้งสิทธิขั้นพื้นฐานและสิทธิในกระบวนการยุติธรรมในระหว่างมีการบังคับใช้กฎอัยการศึกทั่วประเทศในขณะนี้
อีกทั้งตามที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้มีคำสั่ง ประกาศ และระเบียบเกิดขึ้นเป็นจำนวนมากหลายฉบับ รวมทั้งได้มีประกาศเรียกให้บุคคลเข้าไปรายงานตัวอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งการจับกุม กักตัวบุคคล ตามกฎอัยการศึก อาจทำให้ประชาชนเกิดความไม่สบายใจ และกังวลใจ คณะทนายความด้านสิทธิมนุษยชน จึงรวมตัวกันเปิดศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน เพื่อเผยแพร่ความรู้ รับเรื่องร้องเรียน ดำเนินการให้ความช่วยเหลือเบื้องต้นแก่ผู้ที่ได้รับผลกระทบ และรวบรวมข้อมูลและทำฐานข้อมูลเพื่อประเมินสถานการณ์ เพื่อให้ประชาชนเกิดความมั่นใจต่อกระบวนการยุติธรรม
ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนจะจัดให้มีทนายความและอาสาสมัคร ให้คำแนะนำเบื้องต้นในการปฏิบัติตน รวบรวมข้อมูล รวมทั้ง เข้าร่วมสังเกตการณ์และให้คำแนะนำในพื้นที่ หากมีความจำเป็นเร่งด่วน โดยหากประชาชนมีปัญหาต้องการคำแนะนำและคำปรึกษาเบื้องต้น ให้โทรศัพท์มาปรึกษาเบื้องได้ที่ 096-7893172 หรือ 096-7893173 เวลา 09.00 – 17.00 นาฬิกา หรือที่ tlhr2014@gmail.com
ทั้งนี้ เพื่อให้เกิดความมั่นใจแก่ประชาชนและเชื่อมั่นต่อกระบวนการของเจ้าหน้าที่ ในแนวทางการปฏิบัติตนและหลักกฎหมายที่เกี่ยวข้องเพื่อสร้างความเชื่อมั่น ความสงบ เรียบร้อยและความสมานฉันท์ระหว่างกัน