Joint statement: Lifting of Martial Law: The Declaration of the Martial Law is Against Democratic Principles ,Thailand

Joint Statement
Human Rights Lawyer Association (HRLA.)
Union of Civil Liberties (UCL.)
Cross-Cultural Foundation
En-Law

Lifting of Martial Law: The Declaration of the Martial Law is Against Democratic Principles

Released on 20 May2014
General Prayuth Chan-ocha, the Army Commander-in-Chief of the Royal Thai Army declared the Martial Law, 1914 throughout the country and subsequently announced the Army’s Order Number 1/2557 and 2/2557 on the early morning of the 20th May 2014. The declaration of Martial Law is intended to maintain order, peace and to manage the public protests. The Martial Law also designates agencies to be under the command of the Peace and Order Maintaining Command (POMC)

The Human Rights Lawyers Association (HRLA) and the following organizations denounce the declaration of the Martial Law for the following reasons.

1. The Martial Law has several provisions that imposes severe restrictions on enjoyment of rights and libeties of a person. Thus, the declaration of Martial Law must only be exercised strictly under the circumstance of serious threats of a war or a riot and must only be exercised when it is strictly unavoidable and other ordinary measures are not capable of containing the situation. At present, the situation in the country is such that it can be contained by the government through the enforcement of ordinary laws. The authorties can enforce the ordinary laws to manage protests and ensure the safety of the general public. The circumstances of the situation do not justify declaration of the Martial Law. Thus, the declaration of Martial law is against democratic principles. It is also against the objectives of the law which is to control an extreme violent situation.
2. The Martial Law gives power to military authorities to arrest, search and seize without any liability for actions taken under the Martial Law. The law also authorizes the military authorities to prohibit public protests, distribution of newspapers, advertisements and use of public roads, etc. Such powers imposes limitations on the rights to freedom of movement, freedom of assembly, freedom of speech and expression, freedom of the press and rights to access justice. Restrictions on these fundamental rights and freedoms will only work towards deterioration of the conflict situation. Consequently, the enforcement of the Martial law will not serve the purpose of preventing violence and experience of the use of Martial Law in southern Thailand reaffirms this fear.
3. Though the Martial Law empowers the authority to order and prohibit the people from participating in a wide range of actions, law enforcement agencies and other agencies must remember that exercise of power under the law must comply with the Constitution of Thailand and must respect the rights and liberties guaranteed in the Constitution. All state agencies are bound to implement the law according to the provision of Section 27 of the Constitution of Thailand. Thus, the Army cannot exercise the power disproportionately or violate the rights and liberties of the people. In any case that there is any damamge sustained under the enforcement of the Martial Law, officials and state agencies are accountable under the Official’s Wrongful Liability Act (1996).

From the aforementioned reasons, the undersigned organizations regard that the declaration of the Martial Law is unable to address the situation and build trust within the society. Additionally, maintaining peace and order in the country requires, trust and sincerity among every sector, and especially among the conflicting parties. It is also important that the solution must be a peaceful, participatory, and democratic one. Thus, we, the undersigned request the government and the Armed Forces to immediately revoke the Martial Law declaration.

With Respect to Human Rights and Dignity

Human Rights Lawyer Association (HRLA.)
Union of Civil Liberties (UCL.)
Cross-Cultural Foundation
En-Lawมูลนิธินิติธรรมสิ่งแวดล้อม

Advertisements

แถลงการณ์ร่วม องค์กรสิทธิฯ: คัดค้านการประกาศใช้กฎอัยการศึกด้วยขัดต่อหลักการปกครองในระบอบประชาธิปไตย

hrla_logo_small

140520 แถลงการณ์ คัดค้านการประกาศใช้กฎอัยการศึกด้วยขัดต่อหลักการปกครองในระบอบประชาธิปไตย
แถลงการณ์ร่วม

คัดค้านการประกาศใช้กฎอัยการศึกด้วยขัดต่อหลักการปกครองในระบอบประชาธิปไตย

ตามที่ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบกได้ประกาศใช้กฎอัยการศึกตามพระราชบัญญัติกฎอัยการศึก พุทธศักราช 2457 ทั่วราชอาณาจักรและออกประกาศกองทัพบก ฉบับที่ 1/2557 และ 2/2557 เมื่อคืนวันที่ 20 พฤษภาคม 2557 ที่ผ่านมา เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยและจัดการกับสถานการณ์การชุมนุมของประชาชน และให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องขึ้นตรงต่อกองอำนวยการรักษาความสงบเรียบร้อย (กอ.รส.) นั้น

สมาคมนักกฎหมายสิทธิมนุษยชน (สนส.) และองค์กรที่มีรายชื่อข้างท้ายนี้ ขอคัดค้านการประกาศใช้กฎอัยการศึก ด้วยเหตุผลดังต่อไปนี้

1. เนื่องจากพระราชบัญญัติกฎอัยการศึก มีบทบัญญัติจำกัดสิทธิและเสรีภาพของบุคคลอย่างกว้างขวางและรุนแรงการประกาศใช้พระราชบัญญัติกฎอัยการศึก พ.ศ.2557 จึงต้องมีเหตุจำเป็นเพื่อรักษาความเรียบร้อยปราศจากภัย เมื่อเกิดสงคราม หรือจลาจลโดยไม่มีหนทางอื่นใดที่จะสามารถรับมือกับสถานการณ์ได้แล้วเท่านั้น แต่เหตุความรุนแรงในสถานการณ์ปัจจุบัน ยังอยู่ในวิสัยที่รัฐบาลสามารถใช้มาตรการตามกฎหมายเพื่อควบคุมสถานการณ์ได้ หากรัฐบาลและเจ้าหน้าที่ของรัฐได้ปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มประสิทธิภาพตามกฎหมายในการควบคุมดูแลการชุมนุม และความปลอดภัยของประชาชน กรณีนี้จึงถือได้ว่าไม่มีเหตุจำเป็นเพียงพอที่จะประกาศใช้กฎอัยการศึกแต่อย่างใด ซึ่งขัดกับเจตนารมณ์ของกฎหมายที่ให้ประกาศใช้เพื่อยุติสถานการณ์ความรุนแรง และขัดต่อหลักการประชาธิปไตย

2. การประกาศกฎอัยการศึก ได้เพิ่มอำนาจฝ่ายทหารในการจับกุม ตรวจค้น ยึดได้โดยไม่ต้องรับผิดในความเสียหายที่เกิดจากการดำเนินการตามกฎอัยการศึกของเจ้าหน้าที่ และให้อำนาจในการสั่งห้ามการชุมนุม ห้ามเผยแพร่สื่อสิ่งพิมพ์ ห้ามโฆษณา ห้ามใช้ทางสาธารณะ ฯลฯ อันเป็นการจำกัดเสรีภาพในการเดินทางของบุคคล จำกัดการใช้เสรีภาพในการชุมนุม จำกัดสิทธิของประชาชนในกระบวนการยุติธรรม และจำกัดการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารของประชาชน อันจะทำให้สถานการณ์เลวร้ายยิ่งขึ้น ขัดกับเจตนารมณ์ของกฎหมายที่ให้ประกาศใช้เพื่อยุติสถานการณ์ความรุนแรง ดังจะเห็นได้จากบทเรียนการใช้กฎอัยการศึก ในการจัดการกับความขัดแย้งในจังหวัดชายแดนภาคใต้

3. แม้กฎอัยการศึกจะให้อำนาจในการประกาศ และอำนาจในการสั่งห้ามประชาชนในการกระทำการต่างๆอย่างกว้างขวาง แต่หน่วยงานและเจ้าหน้าที่ผู้ใช้อำนาจพึงต้องระลึกว่าการใช้อำนาจย่อมต้องผูกพันตามรัฐธรรมนูญ สิทธิเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญดังกล่าวย่อมต้องได้รับความคุ้มครองและผูกพันหน่วยงานของรัฐในการบังคับใช้กฎหมาย ตาม รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 27 กองทัพจึงไม่อาจใช้อำนาจเกินกว่าจำเป็นและจะกระทบกระเทือนถึงสาระสำคัญแห่งสิทธิเสรีภาพของประชาชนไม่ได้ ทั้งนี้หากเกิดความเสียหายขึ้นในการดำเนินการตามกฎอัยการศึกเจ้าหน้าที่และหน่วยงานรัฐยังคงต้องรับผิดในความเสียหายตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539

ด้วยเหตุผลที่กล่าว มาข้างต้น องค์กรที่มีรายชื่อข้างท้ายนี้จึงเห็นว่า การประกาศกฎอัยการศึกไม่สามารถคลี่คลายสถานการณ์และสร้างความไว้วางใจของสังคมได้ การที่จะนำไปสู่ความสงบภายในประเทศได้นั้นจะสำเร็จลุล่วงได้ก็ด้วยความจริงใจและความไว้วางใจระหว่างทุกภาคส่วน โดยเฉพาะอย่างยิ่งระหว่างคู่ขัดแย้ง และจะต้องเป็นการแก้ปัญหาโดยสันติวิธี และการมีส่วนร่วมของประชาชน บนพื้นฐานของระบอบประชาธิปไตย จึงขอให้กองทัพและรัฐบาลดำเนินการให้มีการประกาศเลิกใช้กฎอัยการศึกฉบับนี้ โดยทันที

ด้วยความเคารพในสิทธิมนุษยชนและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์

สมาคมนักกฎหมายสิทธิมนุษยชน (สนส.)

สมาคมสิทธิเสรีภาพของประชาชน (สสส.)

มูลนิธิผสานวัฒนธรรม

มูลนิธินิติธรรมสิ่งแวดล้อม

ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับพระราชบัญญัติกฎอัยการศึก พ.ศ. 2457

ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับพระราชบัญญัติกฎอัยการศึก พ.ศ. 2457

ส่วนหนึ่งของคู่มือการตรวจเยี่ยมสถานที่ควบคุมตัว มูลนิธิผสานวัฒนธรรม

กฎอัยการศึกเป็นบทกฎหมายที่ให้อำนาจฝ่ายทหารเหนือฝ่ายพลเรือนในการรักษาความสงบเรียบร้อย โดยเจ้าหน้าที่ทหารเป็น ผู้บังคับใช้กฎอัยการศึก ซึ่งให้อำนาจในการ ปิดล้อม ตรวจค้น จับกุม และกักตัวบุคคล ได้โดยทันทีเพียงแต่ มีเหตุอันควรสงสัยว่าบุคคลนั้นเป็นราชศัตรู หรือได้ฝ่าฝืนกฎอัยการศึก หรือคำสั่งของเจ้าหน้าที่ฝ่ายทหาร โดยกฎอัยการศึกให้อำนาจดังต่อไปนี้
การปิดล้อม
• สามารถสนธิกำลัง 3 ฝ่าย คือทหาร ตำรวจ พลเรือน เข้าปิดล้อม เพื่อทำการตรวจค้นและจับกุมตัวบุคคลได้
• สามารถปิดล้อมได้ทุกที่
• สามารถปิดล้อมได้ทุกเวลา ทั้งกลางวัน กลางคืน
• สามารถยึด ทำลาย หรือเปลี่ยนแปลงสถานที่ และขับไล่บุคคลออกจากสถานที่นั้นได้
• ไม่มีบทบัญญัติเกี่ยวกับทำรายงานการปิดล้อม
การตรวจค้น
• ตรวจค้นได้โดยไม่ต้องมีหมายจากศาล
• ตรวจค้นได้ทั้งตัวบุคคล และสิ่งของ และสถานที่ใด ๆ ก็ได้
• ตรวจค้นเคหะสถานและที่รโหฐาน
• ตรวจค้นได้ทุกเวลาทั้งกลางวันและกลางคืน
• สามารถยึดสิ่งของที่ต้องห้ามหรือต้องยึดได้
• ไม่มีบทบัญญัติเกี่ยวกับการทำรายงานการตรวจค้น
การจับกุมบุคคล
• จับกุมได้โดยไม่ต้องมีหมายศาลและแม้ไม่ใช้การกระทำผิดซึ่งหน้า
• สามารถเข้าไปจับกุมได้แม้ในที่รโหฐานและโดยไม่ต้องมีหมายค้น
• ไม่มีบทบัญญัติเกี่ยวกับการแจ้งเหตุแห่งการจับหรือแจ้งข้อกล่าวหา
• ไม่มีบทบัญญัติเกี่ยวกับการแจ้งผู้ปกครอง ญาติ หรือบุคคลที่ผู้ถูกจับไว้วางใจให้ทราบถึงการจับกุมหรือการปล่อยตัว