Uncategorized

Central Administrative Court hears the 104 years old indigenous karen leader, Mr. KorAee and karen villagers 19 may2014

Lawyers council of Thailand
For Immediate Release on 18th May 2014
—————————————————————————————————————————

English is below

ใบแจ้งข่าว
เผยแพร่วันที่ 18 พฤษภาคม 2557

ศาลปกครองกลางไต่สวนปู่คออี้และชาวไทยเชื้อสายกะเหรี่ยง อำเภอแก่งกระจาน จังหวัดเพชรบุรี ซึ่งถูกอุทยานแห่งชาติแก่งกระจานเผาบ้านและยุ้งฉาง โดยนัดในวันจันทร์ที่ 19 พฤษภาคม

​ศาลปกครองกลางนัดไต่สวนปู่คออี้ มีมิและผู้ฟ้องคดีทั้งหกซึ่งเป็นชาวไทยเชื้อสายกะเหรี่ยงดั้งเดิมที่อยู่อาศัยอยู่หมู่บ้านบางกลอยบน ถูกเจ้าหน้าที่กรมอุทยานแห่งชาติแก่งกระจานบุกรุก เผาบ้านและยุ้งฉางข้าว พร้อมขับไล่ออกจากชุมชนเดิม โดยนัดที่ศาลปกครองกลาง ในวันจันทร์ที่ 19 พฤษภาคม 2557 เวลา 10.00 น.

เนื่องจากในวันที่ 4 พฤษภาคม 2555 นายโคอิ หรือคออี้ มีมิ (“ปู่คออี้” ผู้นำทางจิตวิญญาณแห่งป่าแก่งกระจาน ขณะนั้นอายุ 101 ปี) พร้อมชาวไทยเชื้อสายกะเหรี่ยง อำเภอแก่งกระจาน จังหวัดเพชรบุรี ได้ยื่นฟ้องกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช และกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเพื่อเรียกค่าเสียหายกรณีได้รับผลกระทบจากการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน โดยการรื้อทำลาย เผาบ้านเรือน ยุ้งฉาง และทรัพย์สิน เมื่อเดือนพฤษภาคม 2554 และขอสิทธิในการกลับไปอยู่อาศัยและทำกินในพื้นที่บรรพบุรุษป่าแก่งกระจาน

ด้วยเมื่อวันที่ 5-9 พฤษภาคม 2554 นายชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร พร้อมกำลังเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติแก่งกระจานได้เข้ารื้อทำลาย เผาบ้านเรือนและทรัพย์สินของนายโคอิ หรือคออี้ มีมิ และชาวไทยเชื้อสายกะเหรี่ยงบริเวณตำบลห้วยแม่เพรียง อำเภอแก่งกระจาน จังหวัดเพชรบุรี กว่า 20 ครอบครัว จนได้รับความเสียหายแก่สิทธิ เสรีภาพ ทรัพย์สิน โดยมีบ้านพักอาศัย และยุ้งฉาง ถูกจุดไฟเผาราว 100 หลัง ตาม“โครงการขยายผลการอพยพ ผลักดัน/จับกุม ชนกลุ่มน้อยที่บุกรุกพื้นที่อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน ตามแนวชายแดนไทยพม่า” มีชื่อเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า “ยุทธการตะนาวศรี”

นายโคอิ หรือคออี้ มีมิ และชาวไทยเชื้อสายกะเหรี่ยงซึ่งอาศัยอยู่ในบริเวณดังกล่าวเป็นกลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยง ที่เรียกตัวเองว่า “ปกาเกอะญอ” (จกอว์ หรือสกอว์) มี “อัตลักษณ์ชาติพันธุ์” เป็นของตัวเอง ตั้งรกรากถิ่นฐานบนพื้นที่สูงบริเวณลำห้วยเหนือแม่น้ำบางกลอย ที่ “บ้านบางกลอยบน” ตำบลห้วยแม่เพรียง อำเภอแก่งกระจาน จังหวัดเพชรบุรี มาเป็นเวลานานกว่า 100 ปีนับแต่ครั้งบรรพบุรุษหลายชั่วอายุคน ประกอบอาชีพทำไร่หมุนเวียนอย่างพอเพียง ซึ่งได้รับการวิจัยและพิสูจน์จนเป็นที่ยอมรับจากนักวิชาการทางด้านเกษตรศาสตร์ วนศาสตร์ นิเวศวิทยา และมานุษยวิทยานิเวศ แล้วว่า เป็นการทำไร่เชิงคุณภาพที่รักษาสมดุลของธรรมชาติ

นายโคอิ หรือคออี้ มีมิ กับพวกรวม 6 คน ในฐานะผู้ฟ้องคดี จึงได้นำคดีมาสู่ศาลปกครองกลาง เพื่อยื่นฟ้องกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช และกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 และที่ 2 ตามลำดับ ในฐานะหน่วยงานซึ่งกำกับดูแลอุทยานแห่งชาติแก่งกระจานและนายชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร หัวหน้าอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน เพราะเหตุที่นายชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร ออกคำสั่งให้ผู้ฟ้องคดีทั้ง 6 คน ละทิ้ง/ ออกจากบ้านเรือนที่อาศัยอยู่มาตั้งแต่เกิด ตั้งแต่สมัยปู่ย่าตายาย-บรรพบุรุษ ซึ่งเป็นการออกคำสั่งโดยมีความผิดพลาดในข้อเท็จจริง (l’erreur de fait) นายชัยัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร ไม่ดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริง สถานะบุคคลตามกฎหมายสัญชาติและกฎหมายทะเบียนราษฎรของ ผู้ฟ้องคดีทั้ง 6 คน รวมถึงไม่ตรวจสอบพื้นที่ทับซ้อนกับที่ทำกินและที่อยู่อาศัยของกลุ่มคนดั้งเดิมเสียก่อน โดยกล่าวหาว่าผู้ฟ้องคดีทั้ง 6 คน เป็น “ชนกลุ่มน้อยที่บุกรุกพื้นที่ตามแนวชายแดนไทย-พม่า อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน” ทั้งยังรื้อ เผา ทำลายทรัพย์สินของผู้ฟ้องคดีทั้ง 6 คน ถือได้ว่าเป็นการปฏิบัติการทางปกครอง การกระทำทางปกครองที่ขัดต่อพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ.2504 และขัดต่อหลักเกณฑ์และแนวทางการปฏิบัติเกี่ยวกับการใช้อำนาจของพนักงานเจ้าหน้าที่ตามมาตรา 22 แห่งพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ.2504 ทั้งยังเป็นการใช้ดุลพินิจของฝ่ายปกครองที่ขัดต่อหลักกฎหมายปกครอง เพราะตามข้อเท็จจริงเห็นได้ชัดว่ามีมาตรการที่เหมาะสมอยู่หลายมาตรการ แต่มาตรการที่นายชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร ในฐานะฝ่ายปกครอง เลือกที่จะเผาทำลายบ้านและทรัพย์สินของชาวบ้าน มิใช่มาตรการที่มีความรุนแรงน้อยที่สุดแต่อย่างใด โดยเฉพาะอย่างยิ่ง มีมาตรการอื่นๆ ภายใต้มติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 3 สิงหาคม 2553 เรื่องแนวนโยบายและหลักปฏิบัติในการฟื้นฟูวิถีชีวิตชาวกะเหรี่ยง ซึ่งเหมาะสมและสอดคล้องกับหลักกฎหมายปกครองมากกว่า คือ การยุติการจับกุมและให้ความคุ้มครองกับชุมชนกลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยงที่เป็นชุมชนท้องถิ่นดั้งเดิมที่อยู่ในพื้นที่ข้อพิพาทเรื่องที่ทำกินในพื้นที่ดั้งเดิม, การเพิกถอนพื้นที่ที่รับประกาศเป็นพื้นที่ป่าไม้อนุรักษ์ ป่าสงวน ซึ่งทับซ้อนกับที่ทำกินและที่อยู่อาศัยของกลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยงที่ได้อยู่อาศัยดำเนินชีวิตและใช้ประโยชน์ที่ดังกล่าวมาเป็นเวลานานหรือก่อนที่รัฐจะประกาศกฎหมายหรือนโยบายทับซ้อนพื้นที่ดังกล่าว

การกระทำของนายชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร ถือเป็นการละเมิดสิทธิผู้ฟ้องคดีทั้ง 6 คน และชาวไทยเชื้อสายกะเหรี่ยง ทำให้ต้องสูญเสียที่อยู่อาศัย ทรัพย์สิน พื้นที่ทำกิน และสูญเสียอัตลักษณ์ชาติพันธุ์และศักยภาพในการสืบทอดวัฒนธรรม การดำเนินชีวิตตามวัฒนธรรมซึ่งเป็นวิถีที่เอื้อต่อการใช้ทรัพยากรอย่างยั่งยืนและวิถีชีวิตพอเพียงตามรัฐธรรมนูญ จึงขอให้ศาลมีคำสั่งผู้ถูกฟ้องคดีทั้ง 2 หน่วยงาน ชดใช้ค่าเสียหายรวมเป็นเงินทั้งสิ้น 9,533,090 บาทและขอสิทธิในการกลับไปอยู่อาศัยและทำกินในพื้นที่เดิมซึ่งเป็นพื้นที่บรรพบุรุษ โดยให้ผู้ถูกฟ้องคดีดำเนินการตามมติคณะรัฐมนตรี วันที่ 3 สิงหาคม 2553 เรื่อง แนวนโยบายและหลักปฏิบัติในการฟื้นฟูวิถีชีวิตชาวกะเหรี่ยง

เมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2555 ศาลได้มีคำสั่งให้ยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลทั้งหมดแก่ผู้ฟ้องคดีทั้งหก และมีคำสั่งรับฟ้องไว้พิจารณาเมื่อวันที่ 17 กันยายน 2555

ศาลได้นัดไต่สวนผู้ฟ้องคดีทั้งหกในวันที่ 19 พฤษภาคม 2557 นี้ เวลา 10.00 น. ซึ่งวันนัดดังกล่าวเป็นขั้นตอนหนึ่งในกระบวนการแสวงหาข้อเท็จจริงของศาลเพื่อให้ได้ข้อเท็จจริงในการพิจารณาคดีอย่างรอบด้าน ดังนั้น การมาขึ้นศาลในครั้งนี้จึงมีความสำคัญเป็นอย่างยิ่งที่ผู้ฟ้องคดีทั้งหกจะได้นำเสนอข้อมูลต่างๆ ต่อศาล ทั้งความเสียหาย วิถีชีวิต ความเป็นอยู่ภายหลังจากที่ต้องสูญเสียที่อยู่อาศัย ทรัพย์สิน พื้นที่ทำกิน และสิ่งสำคัญที่สุดอีกประการหนึ่งคือการที่ผู้ฟ้องคดีทั้งหกรวมทั้งชาวไทยเชื้อสายกะเหรี่ยง อำเภอแก่งกระจาน จังหวัดเพชรบุรี ไม่สามารถสืบทอดอัตลักษณ์ชาติพันธุ์ วัฒนธรรมของชาวกะเหรี่ยงต่อไปได้

For Immediate Release on 18th May 2014

PRESS STATEMENT
Central Administrative Court hears the 104 years old indigenous karen leader, Mr. KorAee and karen villagers whose houses and barns were burnt down while being forcibly evicted from their ancestral land by Kangkrachan National Park officials.

​10.00 hrs. on Monday 19th May 2014, the Central Administrative Court will be hearing the case of Mr. KorAee Mimee, the 104 years old indigenous karen tribe leader and six karen villagers from Bangkloybon Villages against the authorities of the National Park, Wildlife and Plant Conservation Department and Ministry of Natural Resource and Environment. The lawsuit was filed on 4th May 2012 and relates to the destruction and burning of houses and barns of villagers by the Kaengkrachan National Park officials in order to evict them from their ancestral land.

​Mr. KorAee and the villagers will testify before court on the facts surrounding the forcible eviction, as well as its effect and damages on their traditional way of living, livelihood and ethnic identity. The villagers also request the court to give recognition to their rights to return and live on their ancestral land as well as to order the relevant authorities to pay compensation for damages of the villager’s properties.

During 5th – 9th May 2011, Mr. Chaiwat Limlikitaksorn, Head of Kaengkrachan National Park Office together with the Park’s officials are alleged to have demolished and burnt down houses and properties of Mr. KorAee as well as of more than 20 other karen families who were living in the Bangkloybon Villages in Kaengkrachan District, Petchburee Province. Over 100 houses and barns were burnt down, and indigenous karen villagers were forcibly evicted as part of the “Tanaosri Operation” or“The Intensive Operation to Evict, Push-out and Arrest Minority People Who Encroach Kaengkrachan National Park Area Along Thailand – Myanmar border”.

Mr. KorAee and the villagers are Thai nationals of karen ethic who call themselves “ParKerYor”. The karens are an indigenous tribe with their own “ethnic identity”. They have been living on the high-land in Bangkloy River in Bangkloybon Village since many generations for over 100 years. They have been farming in this ancestral land following their traditional self-sufficient system of farm rotation. There has been considerable research in the fields of agriculture, ecology, forestry, and ecological anthropology showing that the karen traditional farm rotation system is compatible with the conservation objectives and helps in maintaining the balance of nature.

Mr. KorAee and another six villagers, therefore, filed the lawsuit to the Central Administrative Court stating that the operation carried out by the Head of Kaengkrachan National Park Office and his officials in order to forcibly evict the villagers from their ancestral land is the administrative order/operation with factual defect (l’erreur de fait). Such order/operation were implemented without prior thorough investigation of fact and personal legal status of the villagers as according to nationality and civil registration laws. The force-eviction was also done without investigation of whether or not the land in question were traditionally occupied and used by the villagers. Furthermore, the Head of Kaengkrachan National Park accused the villagers of being “a group of minorities who committed encroachment of Kaengkrachan National Park Area” and ordered the demolition and destruction of villagers’ houses and properties.

Such order and operation of Kaengkrachan National Park Office are, therefore, incompatible with the National Park Act. B.E. 2504 and legal principles governing the use of administrative power and discretion. Such principle requires that the choice of administrative action used must be the appropriate and least harsh mean that would render least negative affect as possible. But the demolition and burning operation used by Kaengkrachan National Park Office were clearly not the least violent mean. Whereas, more appropriate solution could be applied including the Policy and Practice regarding the Restoration of Karen Traditions as adopted in Cabinet Resolution on 3 August 2010 which suggests halting of arrest, recognition of the indigenous keren’s rights to remain on their ancestral land, and revocation of protected forest declaration that overlap with the land traditionally occupied and used by the villagers prior to the demarcation of such protected forest area.

The demolition and burning of villagers’ properties as well as the force-eviction order/operation carried out by Mr. Chaiwat – the Head of Kaengkrachan National Park Office resulted in damages to the villagers due to lost of homes, properties, lands as well as damage to their identity and ability to nourish and conserve their traditional practice and livelihood as guaranteed in the constitution. The villagers, therefore, request the court to order the relevant authorities to pay 9,533090 Thai Baht compensation, as well as the recognition of their rights to return to their ancestral land of Bangkloybon Village through implementation of the above mentioned Cabinet Resolution of 3 August 2010.

For forther information, please contact:
 Mr. Surapong Kongchantul Chairman of the Sub-Committee on Ethnic Minorities, the Stateless, Migrant Workers and the Displaced People, the Lawyers Council of Thailand, Tel: 081-6424006
 Ms. Waraporn Utairangsri, Lawyer Tel: 084-8091997

Advertisements