ทำไมต้องพาบิลลี่มาเจนีวา

ทำไมต้องพาบิลลี่มาเจนีวา. โดยพรเพ็ญ คงขจรเกียรติ
การเดินทางมาเจนีวา เพื่อรายงานต่อองค์การสหประชาชาติในครั้งนี้เราได้ทางมาเข้าร่วมประชุมกับคณะกรรมาการต่อต้านการทรมาน จัดให้มีการประชุมสามวัน
วันที่ 29 ประชุมกับภาคประชาสังคมที่ร่วมส่งรายงานคู่ขนาน และรับฟังความเห็นเพิ่มเติม
ก่อนที่คณะกรรมการ 10 ท่านที่เป็นผู้เชี่ยวชาญจากประเทศต่าง ๆ จะรับฟังคำชี้แจง รายงานจากรัฐบาลไทยเป็นเวลาสองวันคือวันที่30 ตรงเวลาประเทศไทย 15:00-17;00 เวลาห่างกัน 5 ชั่วโมง และตัวแทนรัฐบาลเท่าที่ทราบมีมาด้วยกัน 20 กว่าคน จะตอบคำถามที่ได้จากวันที่ 30 ในวันรุ่งขึ้น วันที่ 1 พฤษภาคมจะใช้เวลาอีก 3ชั่วโมง ตรงกับเวลาไทย 20:00-22:00 เพื่อตอบคำถามค่ะ
เราเห็นว่าการหายตัวไปของบิลลี่ รวมทั้งข้อเท็จจริงที่ปรากฎว่าบิลลี่ถูกควบคุมตัวโดยจนท.อุทยานเป็นข้อเท็จจริง และการที่บิลลี่ยังไม่กลับมาเท่ากับว่าเขายังคงถูกจำกัดเสรีภาพ การถูกจำกัดเสรีภาพโดยไม่ได้พบปะญาติ หรือบุคคลอื่นเป็นการละเมิดสิทธิฯ และเสี่ยงต่อการทรมานและการปฏิบัติอย่างไร้มนุษยธรรม แม้ว่าจะอ้างว่าเป็นการควบคุมเนื่องจากการครอบครองน้ำผึ้งที่ผิดกฎหมายอุทยาน แต่ข้ออ้างดังกล่าวก็มีข้อสงสัยจากในพื้นที่ และ อีกทั้งข้อเท็จจริงจากผู้ควบคุมตัวนายบิลลี่ว่าปล่อยตัวไปแล้วก็มีประเด็นน่าสงสัย
ทำให้เชื่อว่าบิลลี่ยังคงถูกจำกัดเสรีภาพและเสี่ยงต่อการทรมาน

ซึ่งจะมีการร้องเรียนต่อองค์กรสหประชาชาติในกลไกอื่นที่เกี่ยวข้องได้แก่ คณะทำงานเรื่องคนหาย ผู้แทนพิเศษเรื่องนักต่อสู้เพืื่อสิทธิมนุษยชนด้วย และคณะกรรมการว่าด้วยเรื่องการเลือกปฏิบัติทางเชื้อชาติ เนื่องจากนายบิลลี่มีสถานะเป็นนักต่อสู้เพื่อสิทธิมนุษยชนชนเผ่าพื้นเมือง จากประวัติของชุมชนและประวัติการทำงานของบิลลี่ จึงเชื่อว่า สาเหตุของการควบคุมไม่น่าเกิดขึ้นจากการครอบครองน้ำผึ้ง 5 ขวด และการถูกบังคับให้หายตัวไปกว่าหนึ่งอาทิตย์ น่าจะเกี่ยวข้องกับการทำงานด้านสิทธิมนุษยชนและการเรียกร้องสิทธิให้กับชุมชนชนเผ่าพื้นเมืองซึ่งเคยมีการร้องเรียนต่อองค์การสหประชาติไว้ก่อนหน้านี้ในปี 2012 ต่อคณะกรรมการเรื่องการขจัดการเลือกปฏิบัติทางเชื้อชาติ

การหายตัวไปสะท้อนให้เห็นปัญหาความเสี่ยงของคนทำงานด้านสิทธิมนุษยชนที่อยู่ในพื้นที่ห่างไกลและการต่อสู้กับอำนาจรัฐที่ไม่มีกลไกรับฟังความเห็นหรือการมีส่วนร่วมของประชาชนในพื้นที่
เป็นเรื่องความขัดแย้งกับในเชิงโครงสร้างระหว่างวิถีของคนชนเผ่า กับการบริหารจัดการทรัพยากรป่าของอุทยาน แต่ที่ผ่านมา 5-6 ปีในพื้นที่อุทยานแห่งชาติแก่งกระจานมีการจัดการโดยใช้ความรุนแรงต่อชุมชนชาวกระเหรี่ยงด้วยทัศนะที่ไม่เคารพต่อศักดิ์ศรีของคนชนเผ่า การบังคับไร้รื้อและการย้้ายถิ่นโดยการบังคับที่เกิดขึ้นกับชาวบ้านทำให้เกิดความขัดแย้ง การลอบสังหารแกนนำ การฟ้องคดีปกครอง และชาวบ้านก็เดือดร้อน ทางอุทยานก็อ้างว่าตนทำถูกต้องตามกฎหมายอุทยาน
อีกประการหนึ่งคือ ปัญหาการสืบสวนคดีสิทธิมนุษยชน เช่นคดีหาย มักจะขาดความรวดเร็วเร่งด่วน ทำให้หลักฐานพยานสูญหาย เช่น หลักฐานทางโทรศัพท์ ที่สำคัญมาก การตั้งประเด็นของตำรวจในท้องที่ก็ทำให้การสืบสวนสอบสวนไม่จริงจัง ไม่ทำให้ญาติและชุมชนเกิดความเชื่อมั่น ความจริงไม่ปรากฎ ถูกปกปิดโดยกลไกรัฐเอง

การดำเนินการสืบสวนภายในของหน่วยงานเช่น ของอุทยานเองก็ล่าช้าและอาจไม่ส่งผลต่อการสร้างความกระจ่าง ตอนนี้อุทยานตกเป็นจำเลย หรือผู้ที่ถูกกล่าวหาว่ามีส่วนในการควบคุมตัวแล้วนายบิลลี่ยังไม่กลับมาก อุทยานต้องสร้างความกระจ่างเปิดโอกาสให้ตำรวจทำงานเต็มที่ และการย้ายหัวหน้า และลูกน้องที่มีข้อเท็จจริงว่าอยู่ในเหตุการณ์การควบคุมตัวออกจากพื้นที่ก่อน หรือการกันไว้เป็นพยานก็อาจมีส่วนทำให้ประชาชนเชื่อมั่นในกระบวนการสืบสวนสอบส่วนมากขึ้น พยานที่หวาดกลัวก็อาจจะนำข้อเท็จจริงมาเปิดเผยกับตำรวจมากขึ้น

ภาพลักษณ์ของประเทศไทยเรื่องการละเมิดสิทธิมนุษยชนต่อคนทำงาน นักต่อสู้เพื่อสิทธิมนุษยชนดูเหมือนว่าจะเลวร้ายลง การไม่สามารถคลี่คลายประเด็นเรืื่องกรณีการหายตัวไปของทนายสมชาย และการที่มีปัญหาเรื่องการทรมาน ต่อผู้ต้องสงสัยในจชต.จำนวนมาก รวมทั้งการปฏิบัติต่อผู้แสวงหาที่ลี้ภัย ผู้ลี้ภัย แรงงานข้ามชาติ ทำให้ตอนนี้ไทยตกเป็นเป้าสายตาของประชาคมโลกพอสมควร การขจัดการเลือกปฏิบัติทางเชื้อชาติ ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของการละเมิดสิทธิมนุษยชน ทั้งต่อชาวกะเหรี่ยง ชนเผ่าพื้นเมืองต่างๆ ในเรื่องทรัพยากร หรือ ต่อชาวโรฮิงยา อุยกูร์ หรือการปฎิบัติต่อแรงงานข้างชาติ อื่นๆ ด้วย

การติดตามการหายตัวไปของนายบิลลี่เป็นที่สนใจอย่างกว้างขวาง เพราะสะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างของสังคมไทยที่ต้องแก้ไขโดยเร่งด่วน การคุ้มครองสิทธิชนเผ่าพื้นเมืองทางองค์การสหประชาชาติให้ความสำคัญอย่างมาก ถ้าไทยไม่สามารถคลี่คลายได้ แนวโน้มการใช้ความรุนแรงต่อชนเผ่าพื้นเมืองก็จะมีมากขึ้น อีกทั้งคำถามต่อกระบวนการยุติธรรมไทยต่อเรื่องคนหายก็ยังคงเป็นปัญหาไม่มีกฎหมายคุ้มครองหรือป้องกันให้บุคคลสูญหาย พอเกิดเรื่องกลไกอิสระที่ดำเนินการค้นหาก็ไม่ทำงาน

ทางปฏิบัติมีปัญหาดังนั้นกลไกสหประชาชาติซึ่งมีความเชี่ยวชาญในประเทศต่างๆ ก็จะมีส่วนในการนำเสนอแนวทางปฏิบัติให้ประเทศไทยได้ดำเนินการทั้งนโยบาย การปรับปรุงกฎระเบียบให้การละเมิดสิทธิมนุษยชนลดลง

นั่นคือเหตุผลที่เราต้องพาบิลลี่มาเจนีวา

25570430-080739.jpg

25570430-080826.jpg

25570430-080835.jpg

Advertisements

Open Letter writen by Billy, Poh la chi Rakjongcharoen- Thai and English version

จดหมายฉบับนี้นายบิลลี่พกติดตัวตลอดเวลา กำลังเตรียมที่จัดส่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อช่วยแก้ไขปัญหาของชุมชนบ้านบางกลอย ในพื้นที่อุทยานแห่งชาติ

Open Letter writen by Billy, Poh la chi Rakjongjaroean- Thai and English version
English version is below:
เปิดจดหมายที่ไม่ได้ส่งของบิลลี่

พวกเราชาวบ้าน บ้านบางกลอยบน จึงเรียนมาเพื่อขอความเป็นธรรมจากท่าน เนื่องจากพวกเราชาวบ้านบ้านบางกลอยบน อยู่ในพื้นที่ตั้งแต่บรรพบุรุษหลาย 100 ปีแล้ว แต่ป่าไม้ก็ยังอุดมสมบูรณ์อยู่ พวกเราประกอบอาชีพทำไร่หมุนเวียน อยู่กันแบบพอมีพอกินไม่เดือนร้อน หลังจากนั้นมาพอถึงปี พ.ศ. 2539 ได้มีเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติแก่งกระจานได้ขึ้นไปที่บางกลอยบน แล้วบอกกับพวกเราว่า พวกเราต้องลงไปอยู่บางกลอยล่าง โดยอ้างว่าป่าไม้ต้นน้ำจะถูกทำลาย เขาจะจัดสรรพื้นที่ทำกินครอบครัวละ 7-8 ไร่ และช่วยเหลือเรื่องอาหารการกิน 3 ปี ในตอนนั้นชาวบ้านส่วนหนึ่งก็เชื่อจึงได้ลงไปอยู่ยังบางกลอยล่าง แต่อีกส่วนหนึ่งก็ไม่ได้ลงไป

พวกเขายังอยู่บางกลอยบนเหมือนเดิม ส่วนชาวบ้านลงไปนั้นมีทั้งหมด 57 ครอบครัว พอลงไปถึง เจ้าหน้าที่อุทยานไม่มีที่จัดสรรใหม่ให้ เจ้าหน้าที่อุทยานจึงจัดสรรที่ทำกินของคนโป่งลึกให้กับคนบางกลอยที่ลงไป ทำให้คนโป่งลึกมีพื้นที่ทำกินน้อยลงไม่เพียงพอให้กับลูกหลาน พื้นที่ที่เจ้าหน้าที่อุทยานจัดให้คนบางกลอยนั้นได้ไม่ครบทุกครอบครัว ส่วนคนที่ได้บางแปลงปลูกทำกินไม่ค่อยได้ผล เนื่องจากมีหินบางส่วน
เรื่องที่เจ้าหน้าที่อุทยานบอกว่าจะช่วยเหลือเรื่องอาหารการกิน 3 ปีให้กับชาวบ้านที่ลงมานั้น พอชาวบ้านลงมาจริง แค่ 3 เดือนก็ช่วยเหลือไม่ถึง จึงทำให้ชาวบ้านลำบากมากต้องดิ้นรนทำงานรับจ้างข้างนอก พอออกไปทำงานรับจ้างในเมืองก็ถูกโกงค่าแรง แถมยังถูกจับกุมจากเจ้าหน้าที่ตำรวจ เนื่องจากชาวบ้านยังไม่มีบัตรประจำตัวประชาชน จึงถูกล่าวหาว่าเป็นคนต่างด้าว

พวกเราที่ลงมานั้นพอลงมาได้ 2 ปีกว่า พวกเราก็ต้องกลับขึ้นไปยังบางกลอยบนที่เคยอยู่ เพราะที่บางกลอยบนมีพืชผักผลไม้ที่บรรพบุรุษและพวกเราปลูกไว้อุดมสมบูรณ์เพียงพอไม่ต้องลำบากมากอย่างบางกลอยล่าง แต่กลับขึ้นไปครั้งนี้ เราก็ต้องกลับขึ้นไปอาศัยอยู่กินกับญาติพี่น้องที่ไม่ได้ลง ส่วนทางเจ้าหน้าที่อุทยานก็ผลักดันพวกเราที่อยู่บางกลอยบนเรื่อยๆ เริ่มตั้งแต่ปี 2540 โดยบอกให้เราลงไปอยู่ร่วมกับญาติพี่น้องที่อยู่บางกลอยล่าง ถ้าไม่ลงไปอยู่ก็ให้ไปอยู่ฝั่งประเทศพม่า

พวกเราทุกคนที่อยู่บางกลอยบนไม่ใช่มาจากฝั่งพม่า พวกเราจะไม่ไป เราจะไม่ไปอยู่ประเทศพม่า เราจะขออยู่บางกลอยบน เพราะบางกลอยล่างก็เราเคยลงไปอยู่แล้ว พวกเราจึงตัดสินใจอยู่บางกลอยบนต่อไป แต่การผลักดันของเจ้าหน้าที่ก็หนักขึ้นเรื่อยๆ จนถึงขั้นเผาบ้าน เผายุ้งข้าว ตัดฟันทำลายพืชผัก ผลไม้ที่เราปลูกไว้ และไล่จับกุมพวกเราทุกรนที่เขาพบเห็น ตอนนี้พวกเราลำบากมาก เพราะข้าวของพิธีกรรมทางความเชื่อของชาวบ้านถูกทำลายทุกอย่างที่เขาพบเห็นจนหมด ทำให้ชาวบ้านบางกลอยบนลำบาก ไม่ว่าจะเป็นเด็ก คนแก่ คนป่วย หรือคนท้อง ต้องทุกข์ทรมานมาก ต้องอดอยากไม่มีข้าวกินถึงขั้นมีคนตาย และแท้งท้อง ขณะหลบหนีเจ้าหน้าที่เราต้องนอนอยู่ในป่า ในถ้ำโดยไม่มีผ้าห่ม เสื้อผ้าสำรอง ต้องทนฝน ทนยุง ทนหนาว

ส่วนเรื่องอาหารการกิน เราหาหัวกลอย หัวเผือก หัวมัน หน่อไม้หรือของในป่าที่กินได้เอามากินกันเพื่อแก้หิว พวกเราเดือดร้อนเช่นนี้ พวกเราก็เคยบอกผู้นำหมู่บ้านทั้งโป่งลึก – บางกลอย รับรู้แต่ไม่มีใครกล้าช่วยเหลือพวกเรา เพราะพวกเขากลัวเดือดร้อน เพราะเจ้าหน้าที่จะรังแกพวกเขา ทั้งที่ว่าชาวบ้านและผู้นำหมู่บ้านโป่งลึก – บางกลอยล่างเป็นลูกหลานญาติพี่น้องของเราจริงๆ

พวกเราจึงขอความช่วยเหลือจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องขอให้พวกเราได้มีสิทธิอยู่ในพื้นที่บางกลอยบน โดยเจ้าหน้าที่อุทยานไม่ต้องไปรังแก ขับไล่จับกุม เผาบ้าน เผายุ้งข้าวทำลายพิธีกรรมทางความเชื่อของเราที่สืบทอดกันมาตั้งแต่บรรพบุรุษและทรัพย์สินของพวกเรา พวกเราจะได้อยู่กันเป็นหลักแหล่ง เพื่อความมั่นคงคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ สุขภาพจิตรใจที่ดี โดยกันเขตพื้นที่ทำกินให้ชัดเจนเพื่อป้องกันปัญหาการบุกรุกป่าพื้นที่อุทยาน จะได้ไม่ต้องอดอยากทุกข์ทรมานอยู่แบบหลบๆซ่อนๆ กระจัดกระจายอยู่ในป่าใช้ชีวิตเหมือนคนป่า พวกเราขออยู่บางกลอยบนใช้ชีวิตอย่างสงบสุขเหมือนเดิม และเราจะให้ความร่วมมือช่วยเหลือเจ้าหน้าที่ในการดูแลป่าเพื่อความมั่นคงของประชาชนและประเทศชาติในอนาคตพวกเราจึงขอหน่วยงานที่เกี่ยวข้องรีบดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงโดยด่วน เพราะตอนนี้พวกเราเดือดร้อนมาก

Open Letter writen by Billy, Poh la chi Rakjongjaroean- Thai and English version

we are villagers of Ban Bangkoy Bon (Upper Bangkoy Village) we call for justice as we have been living here more than 100 years since our ancestor. Our domain, forestry land are very rich and prosperious. We conduct rotating plantation and live happily sustainable way. In 1996, the Kaeng Kachan National park officer went to our village and told us that we could not live in Ban Bangkoy Bon anymore and told us to relocate to Ban Bangkoy Lang (Lower Bangkoy Village). The national park officer said they are worried that if we live there the forestry near the watershrd will be destroyed. They provided us 7-8 rai per famillies to cultivate and they will provide us food for the first three years. Some of the villagers believed them and started to move down. But some did not want to and they stayed back.

Those who stayed back in Ban Bangkoy Bon. Only 57 families decided to move to Ban Bankoy Lang faced difficulty that the National Park did not allocate land for them but asked them to share the cultavation land with Ban Pongluk. Some land that allocate by National Park to some families also could not cultivate. Therefore the shortage of land for cultivation among new comer from Ban Bangkoy Bon and Paluk villagers.

About food supply for 3 years, in fact the National park did provide for the villagers who relocated only less than 3 months. The villagers face difficulty and they need to go to seek for works outside village. They could not stand the cheating of wages and they are also subject to arrest by police as they do not have Thai citizenship. They were accused of illegal migrant workers.

around 1998, more than two years since we decided to move to Ban Bangkoy Lang (Lower Bangkoy village) , many of us decided to move back to our home in Ban Bangkoy Bon where we cultivate our own food, plants that belong to us from generation to generation. When we move back to now have to stay with our relatives. Then in 2007, the national park came to presure us again to go to Ban Bangkoy Lang. They said otherwise we shall be expel to Burma/

We are originated from here Ban Bangkoy Bon, we are not from Burma. We shall not leave our land. We will not go to Burma. We will stay in Ban Bangkoy Bon but the pressure from the National Park are harsh and violence till they burnt our house, our rice house. They destroyed our plantation, fruit tree and also arrested us when they see us. We are having most difficult time. The children, elderly and who are sick or pregnent are the most suffered. We have not things to eat, some of villager died. The pregnent woman miscarried the baby. We need to hind in the forest some of us have not blanket, not enough cloth. We are cold and living under rain without shelther.

for food, we can only eat wild potato, taro, bamboo shoot and food from the forest. We are suffering. We have told the village headman in Pongluk – Bangkoy but they could not help us, because they afraid of national park officers even the villagers in Pongluk-Bangkoy are our relatives.

We wish to seek help from your good office. We want to claim our rights to stay in Ban Bangkoy Bon without any threat and intermidation from National Park officers. They shall not chase us away, burning our belonging: house, rice house. They shall not destroy our belief in our traditional way of live that carried on from our ancester. We wish to end our miserable life in hinding in the forest. We wish to settle down and live peacefully. We will cooperate with the National park to take care of forest land for the security of the nation. We wish your good office to investigate the truth urgently. We are suffering severly now.

25570429-044153.jpg

ภาคประชาสังคม จัดส่งรายงานการบังคับส่งกลับและการปฏิบัติหรือการลงโทษอื่นๆ ที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม หรือที่ย่ำยีศักดิ์ศรีต่อกรณีชาวโรฮิงยา รวมทั้งสภาพปัญหาการควบคุมตัวตามกฎหมายคนเข้าเมือง ต่อผู้ลี้ภัย ผู้แสวงหาที่พักพิง และ แรงงานข้ามชาติต่อองค์การสหประชาชาติ

มูลนิธิผสานวัฒนธรรม
เผยแพร่วันที่ 29 เมษายน 2557
ใบแจ้งข่าว
ภาคประชาสังคม จัดส่งรายงานการบังคับส่งกลับและการปฏิบัติหรือการลงโทษอื่นๆ ที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม หรือที่ย่ำยีศักดิ์ศรีต่อกรณีชาวโรฮิงยา รวมทั้งสภาพปัญหาการควบคุมตัวตามกฎหมายคนเข้าเมือง ต่อผู้ลี้ภัย ผู้แสวงหาที่พักพิง และ แรงงานข้ามชาติต่อองค์การสหประชาชาติ

ตามที่องค์กรเครือข่ายได้แก่ มูลนิธิผสานวัฒนธรรม, มูลนิธิศูนย์ทนายความมุสลิม,กลุ่มด้วยใจ จ. สงขลา, เครือข่ายผดุงธรรมเพื่อสันติ จชต., เครือข่ายสิทธิมนุษยชนปาตานี,มูลนิธิไทยเพื่อคนมีปัญหาสิทธิและสถานะบุคคล และมีองค์กรที่สนับสนุนการจัดทำรายงานและการจัดส่งรายงานต่อคณะกรรมการฯได้แก่ เครือข่ายแรงงานแม่โขง, สมาคมนักกฎหมายสิทธิมนุษยชน, ศูนย์พิทักษ์และฟื้นฟูสิทธิชุมชนท้องถิ่น เชียงใหม่, สถาบันวิจัยและพัฒนาเพื่อเฝ้าระวังคนไร้รัฐ, มูลนิธิเพื่อสิทธิมนุษยชนและการพัฒนา, สถาบันพัฒนานักกฎหมายและสิทธิมนุษยชน, ศูนย์ปฎิบัติการร่วมเพื่อแก้ไขปัญหาประชาชนบนพื้นที่สูง (ศปส.) สมาคมศูนย์รวมการศึกษาและวัฒนธรรมของชาวไทยภูเขาในประเทศไทย และมูลนิธิส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชน ได้จัดส่งรายงานคู่ขนานต่อคณะกรรรมการต่อต้านการทรมานขององค์การสหประชาชาติไปแล้วนั้น

ในรายงานคู่ขนานฉบับที่ทางมูลนิธิผสานวัฒนธรรมและองค์กรเครือข่ายได้จัดทำขึ้น นอกจากนำเสนอประเด็นเรืื่องการทรมานในสถานการณ์จังหวัดชายแดนใต้แล้ว
รายงานบทที่ 5 ถึงบทที่ 7 ได้นำเสนอถึงข้อบทที่เกี่ยวกับการบังคับส่งกลับบุคคล เช่นแรงงานข้ามชาติ ผู้แสวงหาที่ลี้ภัย หรือผู้ลี้ภัย ไปสู่อันตรายหรือความเสี่ยงว่าจะถูกทรมาน โดยมีข้อเสนอดังนี้
1. ประเทศไทยต้องมีจุดยืนที่ชัดเจนเเละต้องยึดหลักการไม่ส่งกลับบุคคลไปสู่อันตราย ตามอนุสัญญาต่อต้านการทรมานฯ ข้อ 3 ซึ่งเป็นหลักกฎหมายมูลนิติธรรมประเพณีระหว่างประเทศ

2. ในการส่งกลับผู้ลี้ภัยหรือผู้แสวงหาที่ลี้ภัยกลับประเทศต้นทาง ประเทศไทยไม่ควรถือว่าคำมั่นทางการทูตเป็นการรับรองที่เพียงพอ เนื่องจากมีความเป็นไปได้สูงว่า รัฐบาลประเทศนั้นๆ ที่ทำให้ประชาชนของตนถูกประหัตประหารเเละจนบางคนต้องกลายเป็นผู้ลี้ภัยหรือผู้แสวงหาที่ลี้ภัยในเบื้องเเรก

3. เจ้าหน้าที่ไทยต้องคัดกรองผู้อพยพทันทีที่ทำได้ เพื่อระบุกลุ่มผู้อพยพที่มีความเปราะบาง ซึ่งต้องการความช่วยเหลือ ผู้ที่มีโอกาสจะได้รับสถานะผู้ลี้ภัย เเละผู้ที่อาจถูกละเมิดสิทธิมนุษยชน เช่น ผู้ถูกบังคับใช้แรงงาน เเละส่งต่อผู้อพยพไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น สำนักข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ ควรดำเนินการสัมภาษณ์ผู้อพยพโดยเร็วที่สุดเท่าที่ทำได้ ก่อนที่เจ้าหน้าที่จะนำตัวผู้กระทำความผิดฐานการเข้าเมืองผิดกฎหมายเข้าสู่ศาล

4. ในส่วนที่อาจมีข้อกล่าวอ้างว่าเจ้าหน้าที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการค้ามนุษย์ มีข้อเสนอให้ดำเนินการเพื่อกวาดล้างเครือข่ายเจ้าหน้าที่ที่ทุจริต ซึ่งเกี่ยวพันกับขบวนการค้ามนุษย์ เเละกวาดล้างเครือข่าค้ามนุษย์

ในบทที่ 7 เรื่องการควบคุมตัวตามกฎหมายคนเข้าเมือง มีข้อเสนอดังนี้

5. ยุติการกักตัวผู้ลี้ภัยเเละผู้เเสวงหาที่ลี้ภัยในสถานที่กักกันของสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง โดยเริ่มยุติการกักตัวเด็ก สตรี เเละผู้อ่อนแอ รวมทั้งหาทางเลือกอื่นๆ ที่เเสดงถึงการเคารพกฎหมายสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศมาใช้แทนการกักตัว
6. ประเทศไทยต้องใช้วิธีการอื่นๆ แทนการจับกุม กักตัว เเละส่งกลับประชากรที่อพยพเข้าเมืองผิดกฎหมายอย่างจริงจัง ประเทศไทยต้องปฏิรูปกระบวนการจับกุม กักตัว เเละส่งกลับ ให้เป็นไปตามหลักมนุษยธรรม โปร่งใส เเละมีการตรวจสอบในระบบตุลาการที่เป็นอิสระ ซึ่งต้องนำมาใช้เฉพาะกรณีที่จำเป็นเเละไม่สามารถหลีกเลี่ยงการบังคับใช้กฎหมายได้เท่านั้น
7. เจ้าหน้าที่ควรใช้มาตรการการย้ายเด็กเเละสตรีชาวโรฮิงญาจากห้องกักสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดไปอยู่ที่บ้านพักของกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ พ.ศ. 2556 ต่อไป นโยบายนี้ควรใช้กับผู้ต้องกักสัญชาติอื่นๆ ที่มีครอบครัวเเละมีบุตรในวัยเยาว์ที่ถูกกักตัวในห้องกักสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองที่กรุงเทพฯ เเละห้องกักของสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองในจังหวัดอื่นๆ ด้วย
8. ในระยะยาวประเทศไทยควรพัฒนากรอบกฎหมายเเละนโยบายในประเทศ ให้คำนึงถึงสถานะเเละสิทธิของของผู้ลี้ภัยเเละผู้เเสวงหาที่ลี้ภัย ซึ่งจะทำให้สามารถยุติการกักตัวเเละการบังคับส่งกลับบุคคลที่เปราะบางเหล่านี้ไปสู่อันตราย เเละต้องยกเลิกการกักตัวโดยไม่มีกำหนดในภาษากฎหมาย เนื่องจากเป็นการให้อำนาจโดยไม่มีข้อจำกัดแก่เจ้าหน้าที่
9. ประเทศไทยควรให้สัตยาบันอนุสัญญาว่าด้วยสถานภาพผู้ลี้ภัย ค.ศ. 1951 และพิธีสาร ค.ศ. 1967
10. ก่อนการเเสวงหามาตรการอื่นๆ เพื่อใช้แทนการกักตัว เเละสร้างกรอบกฎหมายเเละนโยบายในประเทศ ประเทศไทยต้องดำเนินการปรับปรุงสถานที่กักกันตามกฎหมายคนเข้าเมือง ดังนี้
11. ปรับปรุงสภาพห้องกักโดยรวมทั่วประเทศ ผู้ต้องกักทุกคนต้องสามารถเข้าถึงบริการสาธารณสุขที่เพียงพอเเละทันท่วงที
12. สร้างกลไกเพื่อคัดกรองผู้ลี้ภัยเเละผู้แสวงหาที่ลี้ภัย เเละเเยกกลุ่มบุคคลดังกล่าวจากผู้เข้าเมืองผิดกฎหมายทั่วไป เพื่อให้บุคคลเหล่านั้นได้รับสิทธิอันพึงได้ให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ระหว่างที่ถูกกักตัวอยู่ที่สถานที่กักตัวตามกฎหมายคนเข้าเมือง
13. ให้บริการสนับสนุนด้านจิตใจเเละสังคมแก่ผู้ลี้ภัยและผู้แสวงหาที่ลี้ภัยที่ต้องกัก เนื่องจากกลุ่มบุคคลเหล่านี้มีความเสี่ยงด้านความเครียดเเละความบอบช้ำทางจิตใจสูงจากประสบการณ์ที่ต้องหลบหนีการประหัตประหาร เเละมักถูกกักตัวเป็นระยะเวลานานระหว่างที่สำนักข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยเเห่งสหประชาชาติดำเนินการพิสูจน์เเละรับรองสถานะ เเละบุคคลเหล่านี้ยังเผชิญความไม่เเน่นอนว่าจะได้รับสถานะหรือไม่

ดาวน์โหลดฉบับเต็มภาษาอังกฤษได้ที่ http://tbinternet.ohchr.org/Treaties/CAT/Shared%20Documents/THA/INT_CAT_NGO_THA_17098_E.pdf และสามารถ ดาวน์โหลดภาษาไทยฉบับย่อได้ที่ https://voicefromthais.files.wordpress.com/2014/04/shadow-report-on-catthai-summary1.doc

25570429-030846.jpg

รัฐบาลไทยต้องสืบสวนการหายตัวไปของบิลลี่อย่างเร่งด่วน-แถลงการณืร่วมICJ/CrCF/HRLA

English is below
แถลงการณ์ร่วม
คณะกรรมการนักนิติศาสตร์สากล (ICJ) มูลนิธิผสานวัฒนธรรม (CRCF) และ
สมาคมนักกฎหมายสิทธิมนษยชน (HRLA)
เผยแพร่วันที่28เมษายน2557
รัฐบาลไทยต้องสืบสวนการหายตัวไปของบิลลี่อย่างเร่งด่วน

คณะกรรมการนักนิติศาสตร์สากล (ICJ) มูลนิธิผสานวัฒนธรรม (CRCF) และ สมาคมนักกฎหมายสิทธิมนษยชน (HRLA) เรียกร้องให้รัฐบาลไทย ดำเนินการสืบสวนอย่างละเอียดและเป็นกลางของการ หายตัวไปของนายพอละจี รักจงเจริญ หรือบิลลี่ซึ่งถูกพบเห็นครั้งสุดท้าย ภายใต้การควบคุมตัวของเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติแก่งกระจานเมื่อวันที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2557

การเรียกร้องครั้งนี้เกิดขึ้นจากการลงพื้นที่ร่วมกันที่จังหวัดเพชรบุรีซึ่งอยู่ทำตะวันตกเฉียงใต้ของกรุงเทพฯ เพื่อที่จะยืนยันข้อเท็จ จริงที่อยู่แวดล้อมการหายตัวไปของนักต่อสู้เพื่อสิทธิมนุษยชน

เมื่อวันที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2557 ICJ CRCF HRLA ได้เดินทางไปที่อำเภอแก่งกระจาน โดยเข้าไปตรวจสอบด่านตรวจที่บิลลี่ถูกพบเห็นเป็นครั้งสุดท้าย ได้สังเกตการณ์การทำงานของเจ้าหน้าที่ ตำรวจในพื้นที่และ สัมภาษณ์พยานหลัก ซึ่งรวมถึงภรรยาของบิลลี่และนายชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร หัวหน้าสำนักงานอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน

เมื่อวันที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2557 นางสาวพิณนภา พฤษาพรรณ ภรรยาของนายบิลลี่ได้ยื่นคำร้อง ต่อศาลจังหวัด เพชรบุรีขอให้ศาลมีคำสั่งเรียกให้ส่งตัวผู้ถูกคุมขังมาศาล ภายหลังการไต่สวนของศาล ศาลได้ออกหมายเรียกนายชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร และเจ้าหน้าที่หนึ่งคนให้มาที่ศาลจังหวัดเพชรบุรีในวันที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2557 เพื่อตอบคำถาม เรื่องที่อยู่ของนายบิลลี่

“การได้ลงไปพื้นที่จังหวัดนั้นได้ยืนยันข้อกังวลว่าบิลลี่อาจถูกบังคับให้หายตัวไป” นายแซม​ ซาริฟี่ผู้อำนวยการภูมิภาคเอเชีย แปซิฟิกกล่าว “หากเป็นกรณีดังกล่าวจริง กรณีนี้ถือเป็นอาชญกรรมที่ร้ายแรงอย่างยิ่งภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศ และรัฐบาลต้องแสดงให้เห็นถึงพันธสัญญา ในการระบุตัวผู้ต้องสงสัยและดำเนินการตามกระบวนการยุติธรรมต่อผู้กระทำ ความผิดดังกล่าว”

ทางคณะกรรมการนักนิติศาสตร์สากล มูลนิธิผสานวัฒนธรรมและ สมาคมนักกฎหมายสิทธิมนุษยชนแนะนำให้รัฐบาลไทย

• ดำเนินการค้นพื้นที่ที่บิลลี่ถูกพบเห็นครั้งสุดท้ายอย่างละเอียดรอบคอบ

• ยึดหลักฐานที่เกี่ยวข้องทั้งหมด ซึ่งรวมถึงภาพจากกล้องทีวีวงจรปิดในพื้นที่

• เก็บหลักฐานซึ่งเป็นบันทึกการใช้โทรศัพท์ของบิลลี่ เพื่อนของเขา และเพื่อนร่วมงาน รวมถึงของเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง เพื่อที่จะระบุการใช้โทรศัพท์โทรออกในช่วงเวลาวันเวลาที่เกี่ยวข้องและเพื่อระบุการเคลื่อนไหวของเขา

ทางคณะกรรมการนักนิติศาสตร์สากล มูลนิธิผสานวัฒนธรรมและ สมาคมนักกฎหมายสิทธิมนุษยชน ยังเรียกร้อง ให้ทางฝ่ายกระบวนการยุติธรรมไทยว่าก่อนวันที่ 30 เมษายน ที่จะมีการไต่สวนเจ้าหน้าที่ ทางพยานและญาติ ของบิลลี่จะได้รับการคุ้มครองและ มีการเก็บหลักฐานทั้งหมดรวมถึงภาพจากกล้องวงจรปิด และบันทึกการใช้โทรศัพท์มือถือ อยูในสภาพที่ปลอดภัย

ภายหลังจากการพูดคุยกับบุคคลที่เกี่ยวข้องทางคณะกรรมการนักนิติศาสตร์สากล มูลนิธิผสานวัฒนธรรมและ สมาคมนักกฎหมายสิทธิมนุษยชนสามารถ สรุปได้ว่า

เมื่อวันที่ 15 เมษายน พ.ศ.​2557 บิลลี่ได้ออกจากหมู่บ้านป่าเด็ง ที่เขาอยู่กับภรรยาและลูกทั้งห้าคน และเดินทางโดยรถจักรยานยนต์ฮอนด้าสีเหลืองไปที่หมู่บ้านบางกลอยซึ่งเป็นที่อยู่ของแม่เขาทั้งสองหมุ่บ้านที่กล่าวมานั้นอยู่ในอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน

เมื่อวันที่ 17 เมษายน พ.ศ. ​2557 คู่สามีภรรยาเห็นบิลลี่นั่งอยู่ภายนอกของด่านตรวจเขามะเร็ว กับรถจักรยานยนต์ของเขา บันทึกของด่านตรวจแสดงให้เห็นว่าช่วงเวลาดังกล่าวเป็นเวลา 1617 ในตอนบ่าย ด่านตรวจดังกล่าวตั้งอยู่ในอุทยานแห่งชาติ อยู่บนถนนเพียงสายเดียวที่เชื่อมระหว่างหมู่บ้านบางกลอย กับอำเภอ แก่งกระจาน ทั้งคู่สามีภรรยาได้คุยกับบิลลี่ อย่างสั้นๆ บิลลี่บอกทั้งสองว่าเขาเพิ่งกลับลงมาจากหมู่บ้านบางกลอย

นายชัยวัฒน์ ลิขิตอักษร หัวหน้าอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน บอกกับ ICJ CRCF และ HRLA ว่าได้ทราบว่ามีคนครอบครองน้ำผึ้งป่า และนายชัยวัฒน์ได้เดินทางมายังด่านตรวจมะเร็ว ที่ที่เขาได้พบบิลลี่ เวลาประมาณ 17.00 น. บิลลี่ถูกควบคุมตัวเนื่องจากครอบครองน้ำผึ้งป่าห้าขวด พยานได้บอกกับ ICJ CRCF และ HRLA ว่าเป็นเรื่องที่ผิดปกติ เนื่องจากสถานการณ์แบบนี้เจ้าหน้าที่มักจะยึดน้ำผึ้งโดยไม่ควบคุมตัวผู้ต้องสงสัย

นายชัยวัฒน์ ลิขิตอักษร ซึ่งกล่าวว่าเขาไม่เคยรู้จักบิลลี่ ณ ขณะนั้น เขาตัดสินใจพาบิลลี่ไปที่ศูนย์ประสานงาน หน่วยลาดตระเวนอุทยานแห่งชาติแก่งกระจานเพื่อไปสอบปากคำ เขาได้สั่งให้้ยกจักรยานยนต์ของบิลลี่ขึ้นหลัง รถกระบะ เขาได้ขับรถพาบิลลี่ในเส้นทางของศูนย์ประสานงานพร้อมกับ เจ้าหน้าที่ทั้งสามนาย บิลลี่ได้นั่งภายในแคปของ รถกระบะ ภายหลังการสอบถาม ในยานพาหนะเขาตัดสินใจ ที่จะปล่อยตัวบิลลี่ เนื่องจากเขาครอบครองน้ำผึ้ง ในปริมาณไม่มาก เขากล่าวว่าประมาณเวลา 17.30 น. เขาได้หยุดรถระหว่างทางก่อนแยกบ้านมะค่า สั่งให้ยกรถจักรยานยนต์ของบิลลี่ลงและทิ้งบิลลี่ไว้ข้างถนน ในขณะที่ฝนตกหนัก นี่เป็นเวลาครั้งสุดท้ายที่มีคนกล่าวอ้างว่าได้เห็นบิลลี่

แม้ว่าจะมีการพยายามติดต่อบิลลี่อย่างมาก เพื่อนและครอบครัวของบิลลี่ไม่มีใครได้ข่าวจากเขา ภายหลังที่มีคน เจอตัวเขา ณ เวลา 16.17 น. วันที่ 17 เมษายน ที่ด่านตรวจ ผู้ใหญ่บ้านบางกลอย ซึ่งได้นัดกับบิลลี่ที่บ้านของตน ในอำเภอแก่งกระจานในเย็นวันนั้นได้กล่าวว่าเขาได้รับโทรศัพท์เวลาประมาณ 18.00น. จากเจ้าหน้าที่ว่าบิลลี่ถูกจับ เนื่องจากครอบครองน้ำผึ้ง ทั้งนี้เจ้าหน้าที่คนนั้นยังได้แนะนำผู้ใหญ่บ้านให้ไปที่สถานีตำรวจแก่งกระจานเพื่อ ประกันตัวบิลลี่ อย่างไรก็ดีเนื่องจาก ณ ขณะนั้นเป็นเวลาค่ำแล้วผู้ใหญ่บ้านจึงไม่ได้ไปที่สถานีตำรวจ

เช้าวันรุ่งขึ้น ผู้ใหญ่บ้านได้โทรไปที่สถานีตำรวจแก่งกระจานเพื่อที่จะถามเรื่องบิลลี่ แต่ทางสถานีตำรวจได้บอกว่าบิลลี่ ไม่ได้อยู่ที่นั่นในตอนบ่ายผู้ใหญ่บ้านได้เดินทางไปที่สถานีตำรวจซึ่งทางตำรวจได้ปฏิเสธว่าบิลลี่ไดู้กจับไปอยู่ที่นั่น เวลาประมาณ 21.00น. ผู้ใหญ่บ้านได้เดินทางกลับไปยังสถานีตำรวจดังกล่าวเพื่อแจ้งความบุคคลหาย

​ภรรยาของบิลลี่ได้กล่าวว่าบิลลี่ไม่เคยไปไหนเป็นเวลานานและทั้งคู่ไม่เคยมีเรื่องทะเลาะกัน

ก่อนการหายตัวไปอย่างปรากฎชัดของบิลลี่ บิลลี่ได้เป็นสมาชิกองค์การบริหารส่วนตำบลห้วยแม่เพรียง เขาทำงานกับชาวบ้าน กลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยงและนักเคลื่อนไหวในการดำเนินการทางกฎหมาย ชาวบ้านยื่นฟ้องกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และนายชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร หัวหน้าอุทยานแห่งชาติ แก่งกระจาน

ชาวบ้านกล่าวหาว่าในปี พ.ศ. 2554 เจ้าหน้าที่รัฐได้เผาและทำลายทรัพย์สินและบ้านเรือยของชาวบ้านจำนวนว 20 ครอบครัว ที่อาศัยในอุทยานแห่งชาติ บิลลี่เป็นผู้ประสานงานที่ทำงานกับผู้ร้องทุกข์และเป็นล่ามในกระบวนการ เขาได้วางแผนที่จะยื่น ฎีการ้องทุกข์ต่อในหลวง

มีแหล่งข่าวที่สามารถเชื่อได้ว่าบิลลี่ได้มีเอกสารที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ดังกล่าวในขณะที่ถูกเจ้าหน้าที่ควบคุมตัว

“ข้อเท็จจริงที่ว่าบิลลี่นั่นมีส่วนเกี่ยวข้องกับข้อพิพาททางกฎหมายกับเจ้าหน้าที่ของรัฐที่เป็นคนควบคุมตัวเขานั้นทำให้นึกถึงสิ่งที่น่ากังวลเหมือนกันกับการหายตัวไปที่สำคัญของ นายสมชาย นีละไพจิต” แซมกล่าวเพิ่มเติม ในวันที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2547 นายสมชาย นีละไพจิต ทนายความมุสลิมด้านสิทธิมนุษยชนที่สำคัญในประเทศไทย ถูกบังคับให้หายตัวไปในกรุมเทพฯ ได้ไม่นานหลังจากที่ได้เริ่มการดำเนินการทางกฎหมายต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจซึ่งถูกกล่าวหาว่าได้ทรมานลูกความของเขา

การหายตัวไปอย่างชัดเจนของบิลลี่ภายหลังการลอบสังหารนาย ทัศน์กมล โอบอ้อม นักต่อสู้ด้านสิทธิมนุษยชน ซึ่งทำงานร่วมกับบิลลี่ เมื่อวันที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2554 นายชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร หัวหน้าสำนักงานอุทยานแห่งชาติ แก่งกระจานได้ถูกกล่าวหาว่าได้จ้างวานฆ่า นายทัศน์กมล และคดีนี้ได้อยู่ที่ศาลจังหวัดเพชรบุรี แม้ว่าจะมีข้อกล่าวหา ดังกล่าวแต่นายชัยวัฒน์หาได้ถูกย้ายจากตำแหน่งไม่

ระหว่างการสืบสวนการหายตัวไปอย่างชัดเจนของนายบิลลี่ นายชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร ควรถูกพักงานจากตำแหน่งหน้าที่ มาตรา 16 ของอนุสัญญาป้องกันบุคคลทุกคนจากการหายสาบสูญโดยถูกบังคับ ระบุว่าบุคคลที่ถูกกล่าวหาว่าได้กระทำการ บังคับบุคคลให้หายสาบสูญความถูกพักงานจากตำแหน่งหน้าที่ในระหว่างการสืบสวน

ประเทศไทยตามพันธกรณีระหว่างประเทศทางกฎหมายที่ไทยได้เป็นภาคอยู่ทั้งกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมืองและอนุสัญญาต่อต้านการทรมาน ต้องสืบสวน ฟ้อง ลงโทษ และเยียวยาชดเชยสำหรับ อาชญกรรม การบังคับ ให้หายสาบสูญ

ในฐานะที่ไทยได้ไปลงนามอนุสัญญาป้องกันบุคคลทุกคนจากการหายสาบสูญโดยถูกบังคับ เมื่อวันที่ 9 มกราคม พ.ศ. 2555 รัฐบาลไทยได้ส่งสัญญาณในการยอมรับความร้ายแรงของอาชญกรรมการบังคับให้หายสาบสูญและการผูกมัดในการต่อสู้กับ
ความผิดดังกล่าว

อนุสัญญาป้องกันบุคคลทุกคนจากการหายสาบสูญโดยถูกบังคับได้รับรองว่าเป็นสิทธิเด็ดขาดว่าจะไม่ถูกบังคับให้หายตัวไป และวางพันธกรณีว่าเป็นหน้าที่ของรัฐที่จะกำหนดให้การกระทำดังกล่าวเป็นความผิดทางอาญา และกำหนดโทษที่เหมาะสม โดยพิจารณาถึงความร้ายแรงอย่างยิ่ง

อนุสัญญานิยามการถูกบังคับให้หายสาบสูญว่า “การจับกุม การคุมขัง การลักพาตัว หรือการกระทำรูปแบบ อื่นๆ ที่เป็นการทำให้เสียไปซึ่งเสรีภาพ โดยเจ้าหน้าที่ของรัฐ หรือโดยบุคคลอื่นหรือกลุ่มบุคคลที่กระทำการโดยได้รับอนุญาติ การสนับสนุน หรือการยินยอมจากรัฐ โดยตามมาซึ่งการปฏิเสธที่จะยอมรับการทำให้เสียไปซึ่งเสรีภาพ หรือการปกปิดชะตากรรมหรือที่อยู่ของบุคคลที่หายตัวไป โดยการให้บุคคลนั้นอยู่ภายนอกการคุ้มครองของกฎหมาย”

Thai authorities must urgently investigate Billy’s ‘disappearance’
The ICJ and other rights groups today demanded the Royal Thai Government carry out a thorough and impartial investigation into the “disappearance” of Pholachi “Billy” Rakchongcharoen.

The human rights activist was last seen in the custody of Kaeng Krachan National Park authorities on 17 April 2014.

The call by ICJ, the Cross Cultural Foundation (CrCF) and the Human Rights Lawyers Association (HRLA) follows a joint mission to Petchaburi Province, southwest of Bangkok, to confirm the facts surrounding the human rights defender’s “disappearance”.

On 23 April 2014, members of ICJ, CrCF and HRLA travelled to Kaeng Krachan town, where they visited the checkpoint where Billy was last seen, observed police activity in the area and interviewed key witnesses, including Billy’s wife and Chief of the Kaeng Krachan National Park Office, Chaiwat Limlikitaksorn.

On 24 April 2014, Billy’s wife, Phinnapha Phrueksaphan, filed a successful habeas corpus application at Petchaburi Provincial Court.

Following a hearing, the Court issued a summons to Chaiwat Limlikitaksorn and another official to appear at Petchaburi Provincial Court on 30 April 2014 to answer questions about Billy’s whereabouts.

“Our visit to the province only confirmed our fears that Billy may have been forcibly disappeared,” said Sam Zarifi, ICJ’s Regional Director for Asia and the Pacific. “If that is the case, then an extremely serious crime under international law has been committed and the Government must show its commitment to identifying the perpetrators and bringing them to justice.”

The ICJ, CrCF and HRLA recommended that the Royal Thai Government:

carry out a thorough search of the area where Billy was last seen;
seize all relevant evidence including any CCTV footage in the area; and
obtain the telephone records of Billy, his friends and associates, and of any relevant officials in order to identify all the calls they made around the dates in question and their movements;
They also called on the Thai judiciary to ensure, ahead of the 30 April questioning of officials, that all witnesses and Billy’s relatives are protected and that all evidence, including CCTV and mobile phone records, are immediately gathered and safe.

For more on the fact-finding mission click on the following PDF file

Thailand Billy Background

CONTACT

Sam Zarifi, ICJ Asia-Pacific Regional Director, (Bangkok), t:+66 807819002, e-mail: sam.zarifi(a)icj.org

Craig Knowles, ICJ Media & Communications, (Bangkok), t:+66 819077653, e-mail: craig.knowles(a)icj.org

ประเทศไทยจะถูกตรวจสอบโดยคณะกรรมการต่อต้านการทรมานของสหประชาชาติ

ประเทศไทยจะถูกตรวจสอบโดยคณะกรรมการต่อต้านการทรมานของสหประชาชาติ

นครเจนีวา (๒๓ เมษายน ๒๕๕๗) คณะกรรมการต่อต้านการทรมานของสหประชาชาติจะทำการตรวจสอบสถานการณ์การทรมานในประเทศไทยเป็นครั้งแรกในวันที่ ๓๐ เมษายน และ ๑ พฤษภาคม โดยการประชุมนี้จะมีการกระจายเสียงและแพร่ภาพออกอากาศสดทางเว็ปไซต์

ประเทศไทยเป็นหนึ่งใน ๑๕๕ ประเทศที่เป็นสมาชิกกับอนุสัญญาว่าด้วยการต่อต้านการทรมานและการปฏิบัติหรือการลงโทษอื่นที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม หรือย่ำยีศักดิ์ศรี โดยประเทศที่เป็นสมาชิกกับอนุสัญญาฯ นี้ต้องถูกตรวจสอบประวัติอย่างสม่ำเสมอโดยคณะกรรมการฯ ที่ประกอบไปด้วยสมาชิกผู้เชี่ยวชาญอิสระจำนวน ๑๐ คน

คณะกรรมการฯ จะสนทนากับคณะผู้แทนรัฐบาลไทยและรับฟังข้อมูลจากองค์กรพัฒนาเอกชน การประชุมสาธารณะจะเกิดขึ้นตั้งแต่เวลา ๑๐.๐๐ นาฬิกา ของวันที่ ๓๐ เมษายน และในเวลา ๑๕.๐๐ นาฬิกา ของวันที่ ๑ พฤษภาคม (ตามเวลา ณ นครเจนีวา) โดยการประชุมสามารถชมสดได้ที่เว็ป http://www.treatybodywebcast.org สำนักงานข้าหลวงใหญ่เพื่อสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ ประจำกรุงเทพมหานครจะทำการฉายการประชุมสดวันที่ ๓๐ เมษายน ที่ศูนย์ประชุมของสหประชาชาติที่ถนนราชดำเนิน

รายงานต่างๆ ทีเกี่ยวข้องกับการประชุมนี้สามารถดาวโหลดได้ที่เว็ป http://tbinternet.ohchr.org/_layouts/treatybodyexternal/SessionDetails1.aspx?SessionID=890&Lang=en คณะกรรมการต่อต้านการทรมานของสหประชาชาติจะเผยแพร่ข้อสังเกตและข้อเสนอแนะจากการตรวจสอบที่เว็ปนี้ในวันศุกร์ที่ ๒๓ พฤษภาคม

งานแถลงข่าวโดยคณะกรรมการฯ จะมีขึ้นในวันศุกร์ที่ ๒๓ พฤษภาคม เวลา ๑๔ นาฬิกา ณ สำนักงานใหญ่ของสำนักข้าหลวงใหญ่เพื่อสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติที่ตึกพาลาส เด เนชั่น ที่นครเจนีวา ในวันนั้นคณะกรรมการฯ จะเผยแพร่ข้อเสนอแนะที่จะให้กับรัฐบาลไทย และประเทศอื่นๆ ที่จะมีถูกพิจารณาในวาระเดียวกัน คือ อุรุกวัย เซียล่าลีออน นครรัฐวาติกัน กินี มอนเตเนโกร ไซปรัส และลิทัวเนีย 25570417-121419.jpg