แถลงการณ์ต่อกรณีการควบคุมตัวชาวมุสลิมไม่ปรากฏสัญชาติจำนวนกว่า 200 คน _Migrants working group, Thailand (Thai and Eng.)

English version Below
เผยแพร่วันที่ 15 มีนาคม 2557
เครือข่ายประชากรข้ามชาติ (Migrants Working Group)
แถลงการณ์ต่อกรณีการควบคุมตัวชาวมุสลิมไม่ปรากฏสัญชาติจำนวนกว่า 200 คน

ตามที่ปรากฏเป็นข่าวว่า เมื่อวันที่ 13 มีนาคม 2557 เจ้าหน้าที่สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง ภาค 6 จังหวัดสงขลา ได้เข้าควบคุมตัวชาวมุสลิม ไม่ปรากฏสัญชาติ จำนวน 213 คน ซึ่งหลบพักอาศัยอยู่ในพื้นที่ป่าสวนยาง จังหวัดสงขลา จากนั้นเจ้าหน้าที่ได้ดำเนินการคัดแยกกลุ่มบุคคลดังกล่าวแล้ว พบว่า มีผู้หญิง 60 คน ผู้ชาย 73 คน และเด็ก 80 คนและข้อมูลจากไทยโพสต์ออนไลน์ วันที่ 14 มีนาคม 2557 รายงานว่า มีเจ้าหน้าที่จากสถานฑูตตุรกีได้ลงพื้นที่เพื่อสัมภาษณ์ แต่ก็ยังไม่เป็นที่ทราบแน่ชัดว่ากลุ่มคนดังกล่าวจะเป็นชาวตุรกีหรือไม่ อีกทั้งยังมีข้อสันนิษฐานว่ากลุ่มบุคคลดังกล่าวอาจหนีภัยประหัตประหาร และต้องการคุ้มครองหรือสถานะผู้ลี้ภัย ปัจจุบันผู้ถูกควบคุมตัวทั้งหมดอยู่ในการดูแลของเจ้าหน้าที่ไทย
จากข้อมูลดังกล่าวทางเครือข่ายประชากรข้ามชาติ ขอแสดงความชื่นชมเจ้าหน้าที่จากหน่วยต่างๆ ของรัฐไทยในการเข้าให้การช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมแก่กลุ่มสตรีและเด็กการให้การรักษาพยาบาลเบื้องต้น รวมทั้งการเอื้ออำนวยให้ประชาชนและองค์กรการกุศลเข้าให้ความช่วยเหลือ แต่อย่างไรก็ตาม ทางเครือข่ายฯและองค์กรท้ายแถลงการณ์นี้ ยังมีความกังวลเป็นอย่างยิ่งต่อสถานการณ์การเข้ามาของชาวมุสลิมกลุ่มดังกล่าว และขอเรียกร้องให้เจ้าหน้าที่ของรัฐไทยพิจารณาต่อข้อเสนอดังต่อไปนี้

1.ขอให้รัฐบาลไทยสนับสนุนให้ เจ้าหน้าที่จากสำนักข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งองค์การสหประชาชาติ สามารถปฎิบัติหน้าที่ในการสัมภาษณ์ชาวมุสลิมกลุ่มดังกล่าว อย่างเป็นอิสระ เพื่อพิสูจน์สถานะบุคคลและความต้องการของกลุ่มชาวมุสลิมตามกรอบหน้าที่ รวมทั้งสนับสนุนให้คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ องค์กรภาคประชาชนจากหน่วยต่างๆ สามารถเข้าดำเนินการให้ความช่วยเหลือตามหลักกฎหมายและหลักมนุษยธรรม
2. ขอให้รัฐบาลไทยพิจารณาหลักการตามจารีตประเพณีระหว่างประเทศ และข้อที่ 3 แห่งอนุสัญญาต่อต้านการทรมานและการประติบัติหรือการลงโทษอื่นที่โหดร้ายไร้มนุษยธรรม หรือที่ย่ำยีศักดิ์ศรี ที่ประเทศไทยเป็นรัฐภาคีในการยุตินโยบายการผลักดันชาวมุสลิม หากพิสูจน์ทราบได้ว่าชาวมุสลิมกลุ่มดังกล่าวนี้เป็นผู้หนีภัยประหัตประหารไม่ว่าจากประเทศใดก็ตาม หรือหากมีการส่งกลุ่มคนดังกล่าวนี้กลับไปอาจเสี่ยงต่อการถูกประหัตประหารและการละเมิดสิทธิมนุษยชน และอาจต้องเผชิญกับการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ในประเทศต้นทาง
3. ในระหว่างการดูแลและให้ที่พักพิงแก่กลุ่มบุคคลดังกล่าวในสถานที่ต่าง ๆ นี้ ขอให้หน่วยงาน เจ้าหน้าที่รัฐที่เกี่ยวข้องปฏิบัติต่อชาวมุสลิมที่ไม่ปรากฎสัญชาตินี้ ในฐานะผู้นับถือศาสนาอิสลามโดยสามารถปฏิบัติศาสนกิจและมีอาหารที่ถูกต้องตามหลักศาสนา เอื้ออำนวยให้เข้าถึงปัจจัยพื้นฐานในการดำรงชีวิตอย่างพอเพียง สามารถเข้าถึงการรักษาพยาบาลที่เหมาะสม โดยคำนึงถึงสภาวะความเป็นผู้หญิงและเด็ก สภาพการเจ็บป่วย รวมทั้งห้ามมิให้มีการพันธนาการใด
4. ขอให้รัฐบาลไทยดำเนินมาตรการในการป้องกันและปราบปรามอย่างจริงจังต่อผู้กระทำผิด ตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปราบการค้ามนุษย์ พ.ศ.2551 รวมทั้งให้มีการรณรงค์ให้ยุติการค้ามนุษย์ในประเทศไทยสำหรับกรณีของชาวมุสลิมที่ไม่ปรากฎสัญชาติทั้ง 200 คน นี้ให้ตกเป็นเหยื่อในสถานการณ์นี้ ต่อไป
5. ขอให้รัฐบาลไทยดำเนินการหารืออย่างเร่งด่วนกับประเทศสมาชิกแห่งประชาคมอาเซียน เพื่อร่วมกันหาทางออกร่วมกันในภูมิภาค อันเป็นหลักการร่วมกันที่รัฐสมาชิกอาเซียนต่างมุ่งหวังที่จะเห็นสันติภาพ ความมั่นคง ปลอดภัยและเสถียรภาพให้เกิดขึ้นในภูมิภาคนี้

ด้วยความเคารพในสิทธิมนุษยชนและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์

1.เครือข่ายประชากรข้ามชาติ (Migrants Working Group)
2.สมาคมนักกฎหมายสิทธิมนุษยชน
3.มูลนิธิเพื่อสิทธิมนุษยชนและการพัฒนา
4.สถาบันวิจัยและพัฒนาเพื่อเฝ้าระวังสภาวะไร้รัฐ (stateless watch)
5.มูลนิธิส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชน (Prorights Foundation)
6.มูลนิธิผสานวัฒนธรรม
7.สมาคมสิทธิเสรีภาพของประชาชน

25570315-182055.jpg

For immediate release on 15 March 2014

Public Statement on the Detention of Over 200 Muslim with Unidentified Nationality

It was reported that on 13 March 2014, officials from the Immigration Office Region 6 in the province of Songkhla have raided and arrested 213 Muslims with unidentified nationality who were taking refuge in a rubber plantation in Songkhla. The detainees were then separated and 60 of them were found to be women, 73 men, and 80 children. And according to Thai Post Online published on 14 March 2014, officials from the Embassy of Turkey went there to interview them. It is still unclear if they are Turkish. It is assumed that they have fled from fatal persecution and are in need of protection and refugee status. All of them are now detained by the Thai officials.

According to the information, the Migrant Working Group would like to commend the effort of officials from various Thai agencies to provide humanitarian help to the women and children who were given immediate health care. Also, any individuals or charities who want to help the people have also been greatly helped by the officials. Nevertheless, the Network and other undersigned organizations are still gravely concerned about the immigration of these Muslims and would like to bring the following recommendations to the attention of the Thai authorities.

1. The Thai government should provide access to the Muslims for officials from the UN High Commissioner for Refugees (UNHCR) who might want to interview them independently in order to assess their personal status and their needs according to the agency’s mandate. Also, support should given to the National Human Rights Commission (NHRC) and other civil society organizations which might want to approach them and given them both legal and humanitarian support.

2. The Thai government should adhere to international customary law and Article 3 of the Convention Against Torture and other Cruel, Inhuman or Degrading Treatment or Punishment-(CAT) to which Thailand is a state party and to refrain from deporting these Muslims, if it could be proven that they have fled from fatal persecution from whichever country they are. By pushing them back, they might risk being killed or subjected to human rights abuse and genocide in their sending country.

3. During the time the people are given shelter, state officials should treat them as religious believers and allow and assist them to perform their religious duties as they wish. They should be given basic necessities which help them to live their life comfortably and to have access to proper health care with priorities being given to women and children, their ailment condition. They should not be shackled at any time.

4. The Thai government should carry out measures for serious prevention and suppression of offenders against the 2008 Prevention and Suppression of Human Trafficking Act and to campaign to halt any form of human trafficking in Thailand in order to prevent the 200 Muslims with unidentified nationality from being further victimized.

5. The Thai government should immediately consult with state members of ASEAN to identify solutions for the region. It should be held as a universal principle that all ASEAN states hope to see peace, security, safety and stability in the region.

With respect to human rights and human dignity.

1. Migrants Working Group (MWG)

2. Human Rights Lawyers Association (HRLA)

3. Human Rights and Development Foundation (HRDF)

4. Stateless Watch

5. Prorights Foundation

6. Cross Cultural Foundation (CrCF)

7. Union for Civil Liberty (UCL)

Advertisements