บันทึกจากการไป “นาวะ” (เยี่ยมบ้านผู้เสียชีวิต) จากเหตุการณ์วิสามัญ 3 ศพวันรายอฮัจญี ที่ ต.น้ำดำ by Chalita Bundhuwong

https://www.facebook.com/chalita.bundhuwong/notes

บันทึกจากการไป “นาวะ” (เยี่ยมบ้านผู้เสียชีวิต) จากเหตุการณ์วิสามัญ 3 ศพวันรายอฮัจญี ที่ ต.น้ำดำ อ.ทุ่งยางแดง จ.ปัตตานี.

23 ตุลาคม 2013 เวลา 5:21 น.

บันทึกจากการไป “นาวะ” (เยี่ยมบ้านผู้เสียชีวิต) จากเหตุการณ์วิสามัญ 3 ศพวันรายอฮัจญี[1]

ที่ ต.น้ำดำ อ.ทุ่งยางแดง จ.ปัตตานี

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในวันฮารีรายอฮัจญีปีนี้คงจะเป็นสิ่งที่ชาวบ้าน ต.น้ำดำ อ.ทุ่งยางแดง จ.ปัตตานี รู้สึกฝังใจไปอีกนาน สื่อต่างๆ รายงานว่าบ่ายวันที่ 15 ตุลาคม 2556 เจ้าหน้าที่ที่ประกอบด้วยทหาร ทหารพราน และ ตำรวจจากศูนย์ปฏิบัติการตำรวจชายแดนใต้ (ศชต.) ได้เข้าปิดล้อมตรวจค้นสวนยางพาราท้ายหมู่บ้านบือราแง ม.2 ต.น้ำดำ เพื่อจับกุม กลุ่มผู้ก่อความไม่สงบ ระหว่างนั้นได้เกิดเหตุการณ์ยิงปะทะกันระหว่างเจ้าหน้าที่กับฝ่ายตรงข้ามอยู่นานหลายชั่วโมง เมื่อการปะทะสิ้นสุดลงก็พบว่ามีฝ่ายผู้ก่อความไม่สงบเสียชีวิต 3 ราย ทุกรายมีอาวุธปืนสั้น 9 มม.ในมือ ผู้เสียชีวิตสองรายเป็นคนนอกพื้นที่มาจาก อ. กะพ้อ จ.ปัตตานี ส่วนอีกรายเป็นคนหมู่ 2 ที่ตำบลน้ำดำนี้เอง นอกจากนี้ก็ยังมีผู้ถูกจับกุมหนึ่งรายซึ่งเป็นคนจากนอกพื้นที่ ต.น้ำดำ ข่าวจากบางสำนักระบุว่าด้วยว่าผู้ก่อความไม่สงบเหล่านี้ต้องการเข้ามาก่อเหตุในพื้นที่ อ.ทุ่งยางแดง เพื่อแก้แค้นให้กับ “เปเล่ดำ” และพวกซึ่งถูกวิสามัญที่ อ.รือเสาะ เมื่อวันที่ 5 ตุลาคม 2556 ที่ผ่านมา บางข่าวก็บอกว่ากลุ่มนี้น่าจะเกี่ยวข้องกับการก่อเหตุยิงตำรวจชุดสืบของ ศชต. ในคดีสรรพากรเรื่องค้าน้ำมันเถื่อนจนเสียชีวิตทั้งคันรถ 5 ราย โดยเหตุเกิดในตำบลที่อยู่ติดกันใน อ.ทุ่งยางแดง

ตำบลน้ำดำเป็นพื้นที่ที่ฉันคุ้นเคย เพราะได้เคยมาอาศัยอยู่เป็นเวลานานในช่วงเก็บข้อมูลภาคสนามเพื่อทำวิทยานิพนธ์ปริญญาเอก แม้จะไม่ได้เก็บข้อมูลในหมู่บ้านบือราแงหรือหมู่ 2 ที่เกิดเหตุโดยตรง แต่ ต.น้ำดำนั้นมีขนาดเล็กมาก แต่ละหมู่บ้านอยู่ชิดติดกัน สามารถเดินทางถึงกันได้แม้โดยการขี่จักรยาน ผู้คนก็ใช้ชีวิตคาบเกี่ยวถึงกันในทุกหมู่ เช่น ในครัวเรือนหนึ่งมีบ้านอยู่ในเขตหมู่ 1 มีสวนยางอยู่ในเขตหมู่ 3 มีผืนนาอยู่ในเขตหมู่ 2 เป็นต้น ฉันจึงมักผ่านไปผ่านมาแถวๆ หมู่ 2 อยู่เสมอ เมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2556 ที่ผ่านมา ฉันได้มีโอกาสได้ไปเยี่ยมบ้านคนหมู่ 2 ต.น้ำดำ ซึ่งเป็นผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์นี้ และได้พูดคุยสอบถามข้อมูลต่างๆ จากญาติผู้เสียชีวิตและจากอีกหลายคนที่อยู่ในเหตุการณ์ จึงได้รับทราบถึงความกังวลและความค้างคาใจของชาวบ้านน้ำดำที่มีต่อกรณีที่นายอัลดุลรอเซะ สาและ หรือ “อาชิ” เด็กหนุ่มวัย 26 ปีของจากตำบลของพวกเขาต้องกลายมาเป็นหนึ่งในสามของ “ผู้ร้าย” ที่ถูกยิงเสียชีวิตจากปะทะในวันฮารีรายอฮัจญีคราวนี้

ในขณะที่ข่าวในสื่อต่างๆ ระบุเพียงสั้นๆ ว่าคนร้ายยิงปะทะกับเจ้าหน้าที่และมีคนร้ายเสียชีวิต 3 ราย อย่างไรก็ดี รายละเอียดจากคำบอกเล่าของชาวบ้านกลับแตกต่างไปมากมาย โดยเฉพาะในกรณีการตายของ “อาซิ” จากการประมวลคำบอกเล่าของชาวบ้าน ฉันสรุปภาพเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในวันนั้นได้ดังนี้…

ราวบ่ายสองโมงครึ่งเจ้าหน้าที่เริ่มเข้ามาในพื้นที่ มีการแจ้งให้ชาวบ้านที่บ้านอยู่ใกล้จุดปะทะทราบว่ามีผู้ร้ายมาอยู่ในสวนยางบริเวณด้านหลังของกลุ่มบ้านแถบนี้ ก๊ะเยาะ (นามสมมุติ) เล่าว่าขณะที่เจ้าหน้าที่เริ่มเข้ามาคุมพื้นที่ สามีของเธอเดินกลับมาจากการไปดูแลวัวและแบกฟืนกลับมาบนบ่าด้วย เจ้าหน้าที่ได้บอกให้สามีเธอรีบเดินออกไปจากบริเวณนั้นโดยเร็ว ในช่วงเวลาเดียวกัน เจ้าหน้าที่ก็ห้ามคนที่นั่งอยู่ในร้านน้ำชาบริเวณนั้นออกมาจากร้าน พร้อมกับเริ่มกั้นพื้นที่ด้วยเทปกั้นที่เกิดเหตุ ในช่วงเวลานั้นมีเสียงปืนดังขึ้นในสวนยางทางด้านหลังอย่างต่อเนื่อง ต่อมาเจ้าหน้าที่เริ่มเข้าตรวจค้นบ้านสามหลังที่ตั้งอยู่ด้านหน้าสวนยางบริเวณที่เกิดเหตุ บ้านของก๊ะเยาะก็เป็นหนึ่งในบ้านสามหลังที่ถูกเข้าตรวจค้นด้วย ในเวลานั้นสามีของเธอที่เพิ่งกลับมาจากดูวัวเพิ่งเสร็จจากการทำละหมาดที่บ้าน ทุกคนถูกเรียกให้ออกจากบ้าน และเจ้าหน้าที่ก็บอกทุกคนว่ามีคนร้ายเข้ามาแอบอยู่ในบ้าน จากนั้นก็พร้อมเข้าตรวจค้น เจ้าหน้าที่ให้ก๊ะเยาะขึ้นไปบนบ้านพร้อมกันด้วย การตรวจค้นบ้านทั้งสามหลังเป็นไปอย่างก้าวร้าว เล่ากันว่าเจ้าหน้าที่ทหารพรานหญิงไม่ถอดรองเท้าก่อนขึ้นบ้าน มีการรื้อข้าวของกระจุยกระจาย ถ้วยชามในครัวของบ้านก๊ะเยาะก็ถูกรื้อค้นจนแตกเกือบหมดทุกใบ ลูกชายคนเล็กของเธอที่เพิ่งเข้าพิธีสุนัตและยังนอนพักพื้นอยู่ก็ถูกเจ้าหน้าที่ผลักจนเป็นลม จากนั้นสามีของเธอก็ถูกเจ้าหน้าที่ควบคุมตัวไว้ ในระหว่างที่ควบคุมตัว เจ้าหน้าที่ได้นำผู้ที่ถูกจับกุมรายหนึ่งมาสอบถามว่ารู้จักกับสามีของก๊ะเยาะหรือไม่ เมื่อชายคนนั้นบอกว่าไม่รู้จัก สามีของเธอก็ถูกทหารพรานถีบหนึ่งครั้ง ต่อมาก็ถูกตีเข้าที่หลังอีกสามครั้ง(ไม่แน่ใจว่าใช้อาวุธอะไรตี) เมื่อถูกถามว่าแล้วมาอยู่ในสวนนี้ได้อย่างไร ชายคนนั้นเขาก็บอกว่าไม่ทราบ เพราะมีคนมาส่งพวกตนไว้ที่นี่

ขณะเดียวกันที่บ้านหลังติดกัน เจ้าหน้าที่ได้เรียกให้ทุกคนออกมาจากบ้าน ในขณะนั้น “อาซิ” อยู่บนบ้านกับแม่ เขากำลังนอนหลับพักผ่อนหลังจากกลับมาจากการทำกุรบ่านที่มัสยิด ในเวลานั้นเจ้าหน้าที่พยายามจะเอาตัว “อาซิ” ไป ชาวบ้านที่อยู่ในบริเวณเล่าว่าที่บนถนนหน้าบ้าน แม่ของ “อาซิ” ได้ยื้อยุดฉุดตัวเขาไว้ไม่ยอมให้เจ้าหน้าที่พาตัวไป แม่ดึงแขน “อาซิ” ไว้ข้างหนึ่ง เจ้าหน้าที่ก็ดึงแขน “อาซิ” ไว้ข้างหนึ่ง เจ้าหน้าที่บอกว่าไม่ได้เอาจะตัวเขาไปไหนหรือทำร้ายอะไร แต่แค่จะเอามาชี้ทางในสวนด้านหลังเท่านั้น[2] ในเวลานั้นชาวบ้านในบริเวณนั้นทั้งหมดโดยเฉพาะผู้หญิงและเด็ก ถูกเจ้าหน้าที่ไล่เข้ามารวมกันในบ้านหลังหนึ่งที่อยู่ฝั่งตรงข้ามกับบ้านของก๊ะเยาะและบ้านของ “อาซิ” โดยมีเจ้าหน้าที่ถือปืนคุมอยู่หน้าบ้านไม่ให้ออกไปไหนได้ ขณะที่บางส่วนก็ถูกกักตัวอยู่ในร้านน้ำชา ส่วนชาวบ้านที่เหลือทั้งที่อยู่ในหมู่ 2 และหมู่ข้างเคียงต่างไม่สามารถออกจากบ้านได้เนื่องจากมีการประกาศห้าม และมี ฮ.สองสามลำบินต่ำวนอยู่เหนือหัวพร้อมมีปืนจ่อลงมาจาก ฮ. อยู่เป็นเวลานาน เมื่อเจ้าหน้าที่ได้ตัว “อาซิ” ไว้แล้ว แม่ของเขาก็ถูกพาตัวกลับขึ้นไปบนบ้านเพื่อตรวจค้น ซึ่งก็ไม่เจอสิ่งผิดกฎหมายอะไร ทั้งนี้ ชาวบ้านหลายคนเล่าว่า เจ้าหน้าที่จับตัวทั้ง “อาซิ” และสามีของก๊ะเยาะไว้เพื่อเป็น “ตัวประกัน” หรือโล่มนุษย์ให้กับของเจ้าหน้าที่ในระหว่างการเกิดเหตุปะทะ บางคนระบุว่าพวกเขาถูกใช้เป็นตัวประกันนานราว 40 นาที

ก๊ะเยาะเล่าว่าหลังจากที่เธอกลับลงมาจากบนบ้านพร้อมกับเจ้าหน้าที่ที่ขึ้นไปตรวจค้นบนบ้านของเธอ เธอก็ไม่เห็น “อาซิ” ที่ถูกควบคุมตัวอยู่ก่อนหน้านี้อีกแล้ว เธอจึงถามเจ้าหน้าที่ว่า “อาซิ” ซึ่งเป็นหลานของเธอนั้นอยู่ที่ไหน เจ้าหน้าที่ที่ยืนอยู่ในบริเวณนั้นตอบว่า เขาอยู่กับเจ้าหน้าที่ที่ตรงข้างหน้าโน้น จากนั้นก๊ะเยาะก็ไม่เห็นเหตุการณ์ภายนอกอีกเนื่องจากเธอถูกเอาตัวไปอยู่ในบ้านฝั่งตรงข้าม สภาพเช่นนี้คงอยู่นานราวสามชั่วโมง ไม่มีใครในพื้นที่แม้แต่กำนันหรือปลัดอำเภอที่จะสามารถเข้าไปในที่เกิดเหตุปะทะได้แม้การปะทะจะสิ้นสุดลงแล้วก็ตามในช่วงเย็น ในระหว่างนั้นชาวบ้านบางส่วนที่ถูกกักตัวอยู่ในบ้านหลังฝั่งตรงข้ามพยายามติดตามข่าวจากโทรศัพท์มือถือ พวกเธอเริ่มทราบว่าในขณะนั้นมีคนจาก อ.กะพ้อ ถูกยิงตายในเหตุการณ์สองคน และถูกจับเป็นได้หนึ่งคน ราวห้าโมงเย็นเริ่มมีเสียงปืนดังขึ้นอีกชุด ก่อนจะจบลงด้วยเสียงปืนดังปิดท้ายสามนัด บางคนที่ติดอยู่ที่ร้านน้ำชาก็บอกว่าได้ยินเสียงกรีดร้องของคนอยู่สองสามครั้งก่อนหน้านี้ ต่อมาเริ่มมีข่าวที่ระบุรายชื่อผู้เสียชีวิตรายที่สามว่าคือ นาย มะหามะ ซะอิ ซึ่งเป็นคนหมู่ 1 ต.น้ำดำ และเป็นคนหนุ่มในวัยเดียวกันกับ “อาซิ” มะหามะ ซาอิ มีหมายจับและค่าหัว ในเวลานั้นยังไม่มีใครเลยที่คาดคิดว่าผู้เสียชีวิตรายที่สามจะเป็น “อาซิ”[3]

กระทั่งหกราวหกโมงเย็นหลังจากที่เจ้าหน้าที่เคลียร์พื้นที่เสร็จ กำนันและ อส. รายหนึ่งซึ่งเป็นคนในพื้นที่ได้รับอนุญาตให้เข้าไปดูศพในที่เกิดเหตุ ในเวลานั้นศพผู้เสียชีวิตรายที่สามได้ถูกลากเป็นยาวราว 50 เมตรจากจุดที่ถูกยิงมาวางไว้ในอีกบริเวณหนึ่ง ทั้งนี้ ทั้งกำนันและ อส. ต่างไม่สามารถระบุได้ว่าผู้ตายรายที่สามนี้คือใคร (ไม่ต้องพูดถึงอีกสองศพแรกที่เป็นคนจากนอกพื้นที่ที่ไม่มีใครใน ต.น้ำดำ รู้จัก) เนื่องจาก “อาซิ” เป็นนักเรียนปอเนาะที่ อ.ยะรัง นานๆ ครั้งเขาจึงจะได้กลับบ้าน ในเวลาเดียวกันทาง (อดีต) นายก อบต.น้ำดำ ได้เดินทางไปที่ค่ายทหารพราน 41 ที่ ต.วังพญาเพื่อช่วยตามหาตัวสามีก๊ะเยาะ ลูกสาวก๊ะเยาะ (เจ้าหน้าที่เอาตัวไปเพื่ออยู่เป็นเพื่อนพ่อ) และ “อาซิ” ที่ถูกควบคุมตัวไป ซึ่ง (อดีต) นายก อบต.น้ำดำ ก็ได้พบเพียงแค่สามีก๊ะเยาะกับลูกสาวเท่านั้น โดยไม่มีวี่แววของ “อาซิ” ที่นั่นเลย ในเย็นวันนั้น (อดีต) นายกฯ ก็ได้รับตัวลูกสาวก๊ะเยาะกลับบ้านมาด้วย จากนั้นเขาก็มาตามหาตัว “อาซิ” ต่อที่โรงพักทุ่งยางแดง ที่โรงพยาบาล และที่ค่ายทหารชุดเฉพาะกิจที่สำนักสงฆ์ทุ่งยางแดง แต่ก็ไม่พบ “อาซิ” เลยสักแห่ง หลายรายเริ่มเอะใจว่า “อาซิ” อาจเสียชีวิตไปแล้ว ส่วนสามีก๊ะเยาะถูกปล่อยกลับมาในวันรุ่งขึ้น หลังจากที่ถูกส่งตัวมาที่หน่วยทหารเฉพาะกิจที่สำนักสงฆ์ฯ และที่โรงพักทุ่งยางแดง

ราวหนึ่งทุ่มศพของผู้ตายทั้งสามคนถูกส่งมาถึงโรงพยาบาลทุ่งยางแดง ชาวบ้านต่างพากันไปดูศพ รวมทั้งญาติของมะหามะ ซาอิ ซึ่งมีชื่อออกในข่าวว่าเป็นหนึ่งในผู้เสียชีวิตทั้งสามราย แม่และป้าของมะหามะ ซาอิ ยืนยันว่าคนตายทั้งหมดไม่ใช่ลูกหรือหลานของตน ขณะที่แม่ของ “อาซิ” ก็สามารถยืนยันได้ว่า หนึ่งในผู้ตายคือ “อาซิ” ลูกชายของเธอ

ศพของ “อาซิ” ถูกรับกลับมาทำพิธีกรรมทางศาสนา “อาซิ” ได้รับการอาบน้ำศพเฉกเช่นกับการตายของบุคคลธรรมดาทั่วไป เนื่องจากชาวบ้านเชื่อว่า “อาซิ” เป็น “ออแฆบริสุทธิ์” (คนบริสุทธิ์) ไม่เคยมีส่วนเกี่ยวข้องกับขบวนการฯ เขาไม่มีหมายจับ ไม่เคยโดนคดี ไม่เคยมีอาวุธปืน เป็นเพียงเด็กหนุ่มธรรมดาๆ ที่ขี้อายและพูดน้อย ชาวบ้านที่ตำบลน้ำดำเชื่อว่าในวันนั้นต้องมีความผิดพลาดบางอย่างเกิดขึ้น พวกเขาเชื่อว่าเจ้าหน้าที่เข้าใจผิดคิดว่า “อาซิ” คือ มะหามะ ซะอิ และจนถึงปัจจุบันเจ้าหน้าที่ก็ยังพยายามทำให้ “อาซิ” คือ มะหามะ ซะอิ บางคนบอกว่าขณะที่ตนถูกกักตัวที่ร้านน้ำชาได้ยินเจ้าหน้าที่พูดกันว่า “จบแล้ว มะหามะ ซะอิ” นอกจากนั้น ที่ผ่านมามีเจ้าหน้าที่มาเก็บดีเอ็นเอของแม่ของ “อาซิ” เพื่อที่จะพิสูจน์ว่า ผู้ตายไม่ใช่ลูกชายของเธอ และจนบัดนี้ครอบครัวของ “อาซิ” ก็ยังไม่ได้รับมรณบัตรยืนยันการตายของเขาจากทางอำเภอ

งานทำบุญครบ 7 วันของการเสียชีวิตของ “อาซิ” เพิ่งผ่านไป ความค้างใจ ความงุนงนสงสัย และความรู้สึกคับแค้นยังคงอยู่ในจิตใจของชาวบ้านน้ำดำอย่างเต็มเปี่ยม พวกเขาบอกว่า….

“นี่มันคล้ายคลึงกับที่เกิดขึ้นกับซูเฟียน สาและ ตอนที่มีการปะทะกันกับเปเล่ดำที่บ้านสะแนะ อ.รือเสาะ”[4]

“สภาพศพของอาซิน่าสงสารมาก ฟันไม่มี กะโหลกเปิด ที่แขนก็มีรอยเชือดเป็นบั้งๆ”

“เอาเขาไปเป็นตัวประกันแล้ว ทำไมเขาถึงเสียชีวิต”

“ตอนที่อาซิหายตัวไป เราก็ถามเจ้าหน้าที่ว่าอาซิไปไหน เจ้าหน้าที่บางคนก็บอกเราปล่อยตัวไปแล้ว แล้วทำไมมันถึงเป็นแบบนี้ได้”

“แบบนี้ความยุติธรรมอยู่ที่ไหน แบบนี้แล้วสันติ ความสงบมันจะมีอย่างไร”

คำถามที่ค้างคาใจเหล่านี้มีมากมาย และยังไม่คำตอบที่ชัดเจนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง หน่วยงานในระดับอำเภอหรือจังหวัดก็ยังไม่เคยเข้ามาถามไถ่หรือเยี่ยมครอบครัวของ “อาซิ” มีเพียงเจ้าหน้าที่ที่เข้ามาเก็บหลักฐานเพิ่มเติมเท่านั้น ชาวบ้านน้ำดำเองยังไม่เคยเจอกับเหตุการณ์ที่ร้ายแรงและทำร้ายจิตใจพวกเขามากในระดับนี้มาก่อน ก๊ะบางคนบอกว่าอยากจะยกขบวนบุกไปถาม ศอบต. เดี๋ยวนี้เลยว่าเรื่องแบบนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร บาบอผู้เป็นที่นับถือในตำบลน้ำดำเรียกร้องให้มีคณะกรรมการจากทั้งสองฝ่ายคือ ฝ่ายรัฐและฝ่ายเจ้าหน้าที่ ร่วมกันสืบสวนหาความจริงในกรณีนี้ บาบอยังบอกว่ามีชาวบ้านเป็นร้อยคนที่สามารถเป็นพยานให้กับ “อาซิ” ได้ว่าเขาไม่เกี่ยวข้องกับขบวนการ[5]เท่าที่ฉันทราบตอนนี้ได้มีหน่วยงาน/องค์กรที่ทำงานด้านสิทธิมนุษยชนในจังหวัดปัตตานีได้เข้ามาติดตามเรื่องนี้บ้างแล้ว (ยังไม่ทราบรายละเอียดว่าคือหน่วยงาน/องค์กรใด) แม่ของ “อาซิ” และสามีก๊ะเยาะก็ได้เข้าไปให้ข้อมูลแก่หน่วยงาน/องค์กรนี้แล้ว ทั้งนี้ ถ้าหากบันทึกสั้นๆ นี้ของฉันพอจะเป็นประโยชน์ได้บ้างสักเล็กน้อยแก่หน่วยงาน/องค์กรต่างๆ ที่เข้ามาช่วยเหลือครอบครัวของ “อาซิ” และชาวตำบลน้ำดำ ฉันก็จะรู้สึกยินดียิ่ง

เชิงอรรถ

[1] ตรงกับวันที่ 10 เดือนซุลฮิจญะหรือเดือนที่ชาวมุสลิมประกอบพิธีฮัจย์ ณ นครเมกกะ ในวันรายอฮัจญีนอกจากพิธีการละหมาดแล้ว ที่สำคัญในวันนี้จะมีการฆ่าสัตว์ เช่น วัว ควาย แพะ แกะ เพื่อทำทานเรียกว่า “กุรบ่าน” เนื้อสัตว์กรุบ่านจะถูกนำมาทำอาหารเลี้ยงกันในหมู่เครือญาติและเพื่อนบ้าน และแจกให้คนที่มีชีวิอนาถายากจน

[2] อย่างไรก็ดี จากในคลิป https://www.facebook.com/photo.php?v=454588574659023 ที่มีผู้เผยแพร่ในยูทูป แม่ของอาซิบอกว่าเมื่อเจ้าหน้าที่มาที่บ้าน ได้เอาตัวอาซิเข้าไปในสวนหลังบ้านก่อน จากนั้นเอาตัวเขากลับมาที่บ้านก่อนจะเข้าค้นบ้านของอาซิ โดยมีแม่ของอาซิขึ้นไปบนบ้านพร้อมกับเจ้าหน้าที่ (ผู้เขียนไม่ได้มีโอกาสพบกับแม่ของอาซิ เนื่องจากในวันที่ผู้เขียนไปเยี่ยมบ้านอาซิ แม่ของเขาเดินทางไปตัวเมืองปัตตานีเพื่อให้ข้อมูลเหตุการณ์กับหน่วยงาน/องค์กรด้านสิทธิมนุษยชน)

[3] ดู http://hilight.kapook.com/view/92357

และhttp://breakingnews.nationchannel.com/home/read.php?newsid=698711 แต่อย่างไรก็ตาม ในวันรุ่งขึ้นหลังจากเกิดเหตุบางสำนักข่าวได้ระบุชื่อผู้ตายชาวน้ำดำว่าคือ นายอับดุลเลาะ สาและ ดูhttp://www.manager.co.th/South/ViewNews.aspx?NewsID=9560000129712

[4] อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมใน http://deepsouthwatch.org/node/4845

[5] ดูรายละเอียดคำสัมภาษณ์บาบอ พร้อมด้วยแม่ของ “อาซิ” ได้ในคลิป https://www.facebook.com/photo.php?v=454588574659023

Advertisements