Mayateng_missing case, South Thailand

จดหมายเปิดผนึกโดยมูลนิธิยุติธรรมเพื่อสันติภาพAn Open Letter from the Justice for Peace Foundation to Prime Minister of Thailand forwarded by the Asian Human Rights Commission (AHRC)

English version is below

เรียนทุกท่าน

คณะกรรมาธิการสิทธิมนุษยชนแห่งเอเชีย (Asian Human Rights Commission: AHRC) ปรารถนาส่งต่อจดหมายเปิดผนึกของมูลนิธิยุติธรรมเพื่อสันติภาพ ที่ส่งถึงนายกรัฐมนตรีแห่งประเทศไทย

คณะกรรมาธิการสิทธิมนุษยชนแห่งเอเชีย
ฮ่องกง

————-

AHRC-FOL-005-2013-TH
11 มีนาคม 255

จดหมายเปิดผนึกโดยมูลนิธิยุติธรรมเพื่อสันติภาพ ส่งต่อโดยคณะกรรมาธิการสิทธิมนุษยชนแห่งเอเชีย (Asian Human Rights Commission: AHRC)

ประเทศไทย: อังคณา นีละไพจิตร เรียกร้องนายกรัฐมนตรีไม่อนุญาตให้มีการได้รับการยกเว้นโทษในประเทศไทยเนื่องในวาระครบรอบการหายตัวไปของทนายสมชาย นีละไพจิตร

English

10 มีนาคม 2556

เรียน ท่านนายกรัฐมนตรี นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร

ดิฉัน นางอังคณา นีละไพจิตร ภรรยานายสมชาย นีละไพจิตร ทนายความสิทธิมนุษยชนที่ให้ความช่วยเหลือทางคดีแก่ผู้ต้องหาคดีความมั่นคงในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งถูกลักพาตัวโดยเจ้าหน้าที่ตำรวจเมื่อวันที่ ๑๒ มีนาคม ๒๕๔๗ หลังจากที่นายสมชายได้ร้องเรียนเรื่องการที่เจ้าหน้าที่ตำรวจซ้อมทรมานผู้ต้องหา ภายหลังการหายตัวไปของนายสมชาย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ได้ยอมรับว่านายสมชาย นีละไพจิตรเสียชีวิตแล้ว และกรมสอบสวนคดีพิเศษได้รับคดีสมชายไว้เป็นคดีพิเศษตั้งแต่วันที่ ๑๙ กรกฎาคม ๒๕๔๘ โดยได้มอบหมายให้พล.ต.อ.สมบัติ อมรวิวัฒน์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษในขณะนั้นเป็นผู้รับผิดชอบคดี จนถึงปัจจุบันผ่านมา ๘ ปีคดีสมชาย นีละไพจิตร ภายใต้ความรับผิดชอบของอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ ที่ปัจจุบันมีนายธาริต เพ็งดิษ เป็นอธิบดีและท่านนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะกรรมการคดีพิเศษไม่ปรากฏความก้าวหน้าใดๆในทางการสืบสวนสอบสวน

ที่ผ่านมา ดิฉันได้เคยเรียนถามท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม พลตำรวจเอกประชา พรหมนอก ถึงความก้าวหน้าคดีสมชาย ซึ่งท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมได้มอบเอกสารสรุปคดีสมชายจากกรมสอบสวนคดีพิเศษเป็นกระดาษ ๑ แผ่น สรุปความได้ว่า ไม่ปรากฏความก้าวหน้าใดๆในการสืบสวนสอบสวนเพื่อหาตัวผู้กระทำผิด ทั้งที่กรมสอบสวนคดีพิเศษรับดำเนินการคดีสมชาย นีละไพจิตร เป็นระยะเวลา ๘ ปี

ท่านนายกรัฐมนตรีอาจไม่ทราบว่า คดีสมชายเป็นคดีการบังคับบุคคลให้สูญหายคดีแรกของประเทศไทยที่เหยื่อสามารถต่อสู้จนคดีถูกนำขึ้นสู่การพิจารณาของศาลยุติธรรม คดีสมชาย นีละไพจิตร มิได้เป็นที่รับรู้เฉพาะในประเทศ แต่คดีนี้ถือเป็นคดีสาธารณะที่ส่งผลต่อประเด็นเรื่องความเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรม สิทธิมนุษยชน และหลักนิติธรรมของประเทศไทย คดีสมชายได้รับความสนใจจากองค์กรสิทธิมนุษยชนทั้งในประเทศและระหว่างประเทศที่ให้ความสนใจและติดตามอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งองค์การสหประชาชาติ และองค์การความร่วมมืออิสลาม (OIC) เนื่องจากคดีนี้เป็นคดีการลักพาตัวและบังคับบุคคลากรในกระบวนการยุติธรรมให้สูญหาย ซึ่งเกิดจากการกระทำของเจ้าหน้าที่รัฐในกระบวนการยุติธรรม ซึ่งนอกจากเจ้าหน้าที่ตำรวจ 5 นายที่ตกเป็นผู้ต้องหาในคดีแล้ว ยังมีผู้ที่เกี่ยวข้องที่เป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจระดับสูงอีกหลายนายที่รัฐยังไม่สามารถนำตัวเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมได้

อย่างไรก็ดี ดิฉันต้องขอชื่นชมรัฐบาลภายใต้การนำของท่านนายกรัฐมนตรี ที่ได้ลงนามอนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการคุ้มครองบุคคลทุกคนมิให้สูญหายโดยถูกบังคับ (International Convention for the Protection of All Persons from Enforced Disappearance) ขององค์การสหประชาชาติ เมื่อวันที่ ๙ มกราคม ๒๕๕๕ ซึ่งการลงนามในอนุสัญญาฯถือเป็นการแสดงเจตนารมณ์ด้านสิทธิมนุษยชนที่สำคัญยิ่งอีกครั้งหนึ่งของประเทศไทยในการคุ้มครองบุคคลจากการสูญหายโดยถูกบังคับ อีกทั้งเมื่อเดือนกันยายน ๒๕๕๕ คณะรัฐมนตรีได้มีมติให้เยียวยาเพื่อมนุษยธรรมครอบครัวสมชาย นีละไพจิตร เป็นจำนวนเงิน ๗.๕ ล้านบาท รวมถึงครอบครัวผู้ถูกบังคับสูญหายในจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่เชื่อได้ว่าเกิดจากการกระทำของเจ้าหน้าที่รัฐอีก ๓๐ ครอบครัว เป็นจำนวนเงิน ๕๐๐,๐๐๐ – ๗.๕ ล้านบาท

ดิฉันขอแสดงความชื่นชมอย่างจริงใจ ที่รัฐบาลของท่านมีมติให้เยียวยาผู้ถูกละเมิดสิทธิมนุษยชนที่เกิดจากการกระทำของเจ้าหน้าที่รัฐ รวมถึงกรณีการบังคับสูญหายในจังหวัดชายแดนภาคใต้ เพราะการเยียวยาเป็นสิทธิสำคัญประการหนึ่งของเหยื่อ นอกเหนือจากสิทธิในการเข้าถึงความจริง ความยุติธรรมและการสร้างหลักประกันว่าการละเมิดสิทธิมนุษยชนดังกล่าวจะไม่เกิดซ้ำ แต่การเยียวยาด้วยเงินเพียงอย่างเดียวไม่อาจขจัดความทรงจำบาดแผลของเหยื่อให้หมดสิ้นไปได้ ดิฉันเชื่อว่าเฉพาะการเข้าถึงความจริง และความยุติธรรมเท่านั้นที่จะเป็นการคืนศักดิ์ศรีให้กับเหยื่อและจะสามารถนำสู่การให้อภัยและการปรองดองอย่างยั่งยืน

ดิฉันมีหนังสือฉบับนี้มายังท่านนายกรัฐมนตรีในฐานะที่ท่านเป็นผู้บริหารสูงสุดของประเทศ และเป็นผู้กำกับดูแลกรมสอบสวนคดีพิเศษ เพื่อเรียนให้ท่านทราบถึงความไร้ประสิทธิภาพและความไม่เต็มใจในการคลี่คลายคดี สมชาย นีละไพจิตร ของรัฐบาลและกรมสอบสวนคดีพิเศษ เพราะย่อมเป็นที่ประจักษ์แก่สังคมว่า ปัจจุบันกรมสอบสวนคดีพิเศษมุ่งเน้นและให้ความสำคัญในการทำคดีการเมืองโดยเฉพาะคดีที่เกี่ยวกับพรรคการเมืองฝ่ายตรงข้าม แต่ละเลย เลือกปฏิบัติ และไม่ให้ความสำคัญแก่คดีที่ประชาชนสามัญตกเป็นเหยื่อจากการละเมิดสิทธิมนุษยชนจากการกระทำของเจ้าหน้าที่รัฐ โดยเฉพาะเจ้าหน้าที่รัฐที่อยู่ในฟากรัฐบาล

ท้ายนี้ ดิฉันหวังอย่างยิ่งว่า ท่านในฐานะนายกรัฐมนตรีจะยินดีที่จะรับฟังเสียงคนสามัญที่ถูกละเมิดจากการกระทำของเจ้าหน้าที่รัฐที่เกิดขึ้นในรัฐบาลของท่านในอดีต จะรับผิด และรับผิดชอบในสิ่งที่เกิดขึ้น จะไม่เลือกปฏิบัติในการบังคับใช้กฎหมาย และจะไม่ปล่อยให้วัฒนธรรมผู้กระทำผิดลอยนวลยังคงเกิดขึ้นในสังคมไทย

ขอแสดงความนับถือ
นางอังคณา นีละไพจิตร

10 March 2013

Her Excellency, the Prime Minister, Ms. Yingluck Shnawatra

Dear Madam Prime Minister,

My name is Angkhana Neelapaijit, wife of Mr. Somchai Neelapaijit, a human rights lawyer who had given legal aid to alleged offenders in security related cases in Thailand’s Southern Border Provinces. Mr. Somchai was abducted by police officers on 12 March 2004, after he lodged his complaints regarding the alleged abuse of alleged offenders by the police. After the enforced disappearance of Mr. Somchai, the Former Prime Minister, Pol Lt Col Thaksin Shinawatra admitted that he might have died. The Department of Special Investigation (DSI) accepted to work on the case of Mr. Somchai as a special case since 19 July 2005. Pol Gen Sombat Amonrwiwat, former DSI Director General, was the person in charge of the investigation. Eight years past, the case now falls under the charge of the current DSI Director General, Mr. Tharit Pengdit and you, as the PM is the Chairperson of the Committee on Special Cases ex officio. Yet, the investigation has so far born no fruit.

Previously, I have written to inquire the Minister of Justice, Pol Gen Pracha Promnok regarding progress in the investigation of Mr. Somchai’s case. Then, he gave me a one pager summary prepared by DSI indicating that there has been no progress as to the investigation in order to bring the perpetrators to justice. This happens so despite that the case has been handled by DSI for eight years.

Your Excellency, you may not be aware, but the enforced disappearance of Mr. Somchai was the first case of its kind in Thailand that affected parties have been able to get the case prosecuted and indicted. In addition, his case is not just known in Thailand, but all over the world. It is a public case that has massively compromised trust in Thailand’s justice process and the upholding of human rights and the rule of law in Thailand. It has elicited salient attention from national and international rights organizations all along, including the United Nations and the Organization of Islamic Cooperation (OIC) since it was a crime of enforced disappearance committed by law enforcement officers. And apart from the five police officers who are the accused in this case, it is believed that a number of high ranking police officers were involved and have not been brought to justice.

Nevertheless, I would like to commend your government for signing a landmark international instrument, the UN International Convention for the Protection of All Persons from Enforced Disappearance on 9 January 2012. The ascension to the treaty indicates a very important determination to uphold human rights in Thailand through the prevention of enforced disappearance. In addition, in September 2012, the cabinet agreed to provide the amount of 7.5 millions baht as remedies to the family of Mr. Somchai Neelapaijit. In the same occasion, the amount of 500,000 – 7.5 millions baht were provided for 30 families of those disappeared in Southern Border Provinces. It is believed that they were made disappeared by government officers.

I would like to express my sincere appreciation that your government has decided to provide remedies to people whose human rights have been affected by governmental officers including the enforced disappearance cases in the Southern Border Provinces. Remedies are an indispensible right of the victims. But apart from upholding the right to access truth, it is equally important to uphold justice and ensure that there shall be no recurrence of human rights violation. And monetary remedies alone are not enough to erase the trauma and wound in the hearts of the survivors. I fervently believe that only through access to truth and justice that dignity of the survivors shall be restored and it would lead to lasting forgiveness and reconciliation.

I am writing this letter to you as you are the highest leadership of the country and as you are in charge of DSI. I want to bring to your attention the ineffectiveness and unwillingness of the government and DSI to solve the case of Mr. Somchai. It is too obvious that in recent time, DSI has simply been concentrating on political cases, particularly cases against the opposition party, but at the same time, has been neglecting and giving no proper attention to cases that affect ordinary people, even though they are victims of human rights abuse perpetuated by government officers who take side with the government.

Last but not least, I really hope that you as the PM are willing to listen to voice of people who have been abused by governmental officers. The abuses took place during the tenure of those leaderships from the same political party as yours. I sincerely hope that you shall be responsible for what happened and shall not be discriminating in the enforcement of law and will not allow the culture of impunity to perpetuate in Thailand.

Yours sincerely,
Ms. Angkhana Neelapaijit

Advertisements