การเสนอชื่อ รางวัลครูดีเด่น ทางด้านการสร้างและการสอนสันติภาพ

ดาวน์โหลดเอกสารเสนอชื่อได้ที่นี่

Final_Call for Nominations for Teachers_with final logo and Thai translation

การเสนอชื่อ รางวัลครูดีเด่น ทางด้านการสร้างและการสอนสันติภาพ

EXEMPLARY AWARD FOR BUILDING PEACE BY TEACHING PEACE (Teachers)

 

โครงการยุติความรุนแรงนานาชาติ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ได้รับการสนับสนุนจากกองทุนแคนาดาเพื่อ การริเริ่มของท้องถิ่น เพื่อเปิดรับการเสนอชื่อสำหรับ รางวัลครูดีเด่น ทางด้านการสร้างและการสอนสันติภาพ

 

รางวัลครูดีเด่น ทางด้านการสร้างและการสอนสันติภาพ เปิดสำหรับบุคคลทั่วไปไม่คำนึงถึงอายุ ความเชื่อ และเพศ ในจังหวัดนราธิวาส ปัตตานี และยะลา ที่มีผลงานการสร้างสันติภาพ มีแผนงานหรือกิจกรรมที่ส่งเสริมและสนับสนุนการศึกษาเพื่อสันติภาพ ทั้งในรูปแบบที่เป็นทางการ รูปแบบที่ไม่เป็นทางการนอกชั้นเรียน และกิจกรรมต่างๆ ที่มีส่วนช่วยในการเปลี่ยนแปลงและบรรเทาความขัดแย้ง ของชุมชน

 

ผู้ที่มีสิทธิ์ได้รับการเสนอชื่อ

ผู้ที่สนับสนุนและให้ความสำคัญต่อสันติภาพผ่านการศึกษาเพื่อสันติภาพขั้นพื้นฐาน หรือผสมผสานการศึกษาเพื่อสันติภาพภายใน/นอกชั้นเรียน หรือกิจกรรมต่างๆ มีสิทธิได้รับการเสนอชื่อ

 

การเสนอชื่อ

กรุณากรอกแบบฟอร์มการเสนอชื่อและส่งมาที่ teachingpeaceasia@gmail.com

 

กิจกรรมสำหรับผู้ที่ได้รับรางวัล

โครงการยุติความรุนแรงนานาชาติ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และกองทุนแคนาดาเพื่อการริเริ่มของท้องถิ่น มีเป้าหมายหลักคือเพื่อพัฒนาและเผยแพร่ ผลงานและความสำเร็จของการสร้างและการสอนสันติภาพที่น่ายกย่อง และผู้ที่ผ่านการตัดสินจะได้รับของรางวัลที่ช่วยในการดำเนินงานต่อไปหรือเริ่มโครงการใหม่

 

กำหนดเวลา

เปิดรับการเสนอชื่อ: วันที่ 5 มกราคม  2556

สิ้นสุดการเสนอชื่อ: วันที่ 18 มกราคม 2556

Advertisements

การเสนอชื่อ รางวัลโรงเรียนตัวอย่าง ทางด้านการสร้างและการสอนสันติภาพ

การเสนอชื่อ รางวัลโรงเรียนตัวอย่าง ทางด้านการสร้างและการสอนสันติภาพ
EXEMPLARY SCHOOL AWARD FOR BUILDING PEACE BY TEACHING PEACE

โครงการยุติความรุนแรงนานาชาติ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ได้รับการสนับสนุนจากกองทุนแคนาดาเพื่อ การริเริ่มของท้องถิ่น เพื่อเปิดรับการเสนอชื่อสำหรับ รางวัลโรงเรียนตัวอย่าง ทางด้านการสร้างและการสอนสันติภาพ

รางวัลโรงเรียนตัวอย่าง ทางด้านการสร้างและการสอนสันติภาพ เปิดสำหรับทุกโรงเรียนในจังหวัดนราธิวาส ปัตตานี และยะลา ที่มีผลงานการสร้างสันติภาพ มีแผนงานหรือกิจกรรมที่ส่งเสริมและสนับสนุนการศึกษาเพื่อสันติภาพ ทั้งในรูปแบบที่เป็นทางการ รูปแบบที่ไม่เป็นทางการนอกชั้นเรียน และกิจกรรมต่างๆ ที่มีส่วนช่วยในการเปลี่ยนแปลงและบรรเทาความขัดแย้ง ของชุมชน

โรงเรียนที่มีสิทธิ์ได้รับการเสนอชื่อ
โรงเรียนที่สนับสนุนและให้ความสำคัญต่อสันติภาพผ่านการศึกษาเพื่อสันติภาพ หรือผสมผสานการศึกษาเพื่อสันติภาพภายใน/นอกชั้นเรียน หรือกิจกรรมต่างๆ มีสิทธิได้รับการเสนอชื่อ

การเสนอชื่อ
กรุณากรอกแบบฟอร์มการเสนอชื่อและส่งมาที่ teachingpeaceasia@gmail.com

กิจกรรมสำหรับโรงเรียนที่ได้รับรางวัล
โครงการยุติความรุนแรงนานาชาติ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และกองทุนแคนาดาเพื่อการริเริ่มของท้องถิ่น มีเป้าหมายหลักคือเพื่อพัฒนาและเผยแพร่ ผลงานและความสำเร็จของการสร้างและการสอนสันติภาพที่น่ายกย่อง และโรงเรียนที่ผ่านการตัดสินจะได้รับของรางวัลที่ช่วยในการดำเนินงานต่อไปหรือเริ่มโครงการใหม่

กำหนดเวลา
เปิดรับการเสนอชื่อ: วันที่ 5 มกราคม 2556
สิ้นสุดการเสนอชื่อ: วันที่ 18 มกราคม 2556

ข้อมูลเพิ่มเติม กรุณาติดต่อ: teachingpeaceasia@gmail.com

ศาลปกครองสูงสุดพิพากษาคดีประวัติศาสตร์ กรณีสลายการชุมนุมชาวบ้านผู้คัดค้านโครงการท่อส่งก๊าซและโรงแยกก๊าซ ไทย-มาเลเซีย16มค.2556

นัดฟังคำพิพากษาคดีท่อก๊าซไทย-มาเลเซีย ของศาลปกครองสูงสุดมาให้เพื่อเรียนเชิญนักข่าวไปติดตามทำข่าวในวันที่ 16 มกราคม 2556 นี้ และเรียนเชิญท่านที่สนใจไปให้กำลังใจและติดตามคดีที่ศาลปกครองจังหวัดสงขลา

ศาลปกครองสูงสุดพิพากษาคดีประวัติศาสตร์

ละเมิดเสรีภาพการชุมนุม อันเกี่ยวเนื่องจากการใช้สิทธิด้านสิ่งแวดล้อมของชุมชน
กรณีสลายการชุมนุมชาวบ้านผู้คัดค้านโครงการท่อส่งก๊าซและโรงแยกก๊าซ ไทย-มาเลเซีย
วันที่ 16 มกราคม 2556 เวลา 9.30 น. ห้องพิจารณาคดีที่ 1 ศาลปกครองสงขลา
———————————————————————————————————————————-
ศาลกำหนดวันอ่านคำพิพากษาคดีประวัติศาสตร์ หลังผ่านมานานกว่า 10 ปี
ศาลปกครองสงขลานัดอ่านคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด ในคดีหมายเลขดำที่ 454/2546
คดีหมายเลขแดงที่ 51/2549 ระหว่าง นายเจ๊ะเด็น อนันทบริพงศ์ ที่ 1 กับพวกรวม 30 คน ผู้ฟ้องคดี
กับ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ที่ 1, จังหวัดสงขลา ที่ 2 และกระทรวงมหาดไทย ที่ 3

โครงการก่อสร้างท่อส่งก๊าซและโรงแยกก๊าซไทย-มาเลเซีย ของบริษัททรานส์ไทย-มาเลเซีย(ประเทศไทย) จำกัด ได้รับอนุมัติจากรัฐบาลไทยให้ดำเนินโครงการ โดยประกาศให้พื้นที่อำเภอจะนะ อำเภอนาหม่อม อำเภอหาดใหญ่ และอำเภอสะเดา จังหวัดสงขลา เป็นเขตระบบการขนส่งปิโตรเลียมทางท่อในทะเลและบนบก ซึ่งพื้นที่ดังกล่าวเป็นภูมิลำเนาและพื้นที่ทำงานของผู้ฟ้องคดี โดยผู้ฟ้องคดีและประชาชนในอำเภอจะนะ และใกล้เคียง เห็นว่าการดำเนินโครงการดังกล่าว ซึ่งได้รับอนุมัติจากรัฐบาลไทยนั้นเป็นการใช้ดุลพินิจที่ไม่ชอบ กระบวนการจัดทำประชาพิจารณ์เพื่อรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนผู้ได้รับผลกระทบกระทำไปโดยไม่ชอบ อีกทั้งรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม(EIA) ก็จัดทำโดยคลาดเคลื่อน ไม่ครบถ้วนตามความเป็นจริง และมีหลักฐานหลักฐานน่าเชื่อถือได้ว่า ผลการดำเนินโครงการจะก่อให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม วิถีชีวิตของชุมชน และเป็นการจัดการทรัพยากรของชาติที่ส่งผลเสียหายต่อส่วนรวม ทำให้ประเทศไทย เสียเปรียบ ได้รับผลประโยชน์จากโครงการเพียงร้อยละ 15 ของผลประโยชน์ทั้งหมด ซึ่งต้องแลกกับการสูญเสีย ทรัพยากรของชาติ กระทบต่อวิถีชีวิต และสิทธิชุมชนของประชาชนในพื้นที่ ผู้ฟ้องคดีจึงร่วมกับประชาชน รณรงค์คัดค้านการดำเนินโครงการดังกล่าว ด้วยวิธีการชุมนุมเรียกร้อง และยื่นข้อเสนอเพื่อให้รัฐบาล พิจารณาทบทวนยกเลิกการดำเนินโครงการดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ปีพ.ศ.2539 เรื่อยมาอันเป็นการ ใช้สิทธิเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อมีส่วนร่วมในการจัดการ ปกป้องและบำรุงรักษา ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของชุมชน
เหตุแห่งคดีนี้เกิดขึ้น เมื่อวันที่ 20 ธันวาคม 2545 บริเวณสะพานจุติ บุญสูง ใกล้โรงแรมเจ.บี.หาดใหญ่ เมื่อกลุ่มผู้ชุมนุมคัดค้านโครงการท่อส่งก๊าซและโรงแยกก๊าซไทย-มาเลเซีย นิสิต นักศึกษา และประชาชนทั่วไป ได้รวมตัวกันเพื่อใช้เสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวุธ เตรียมไปยื่นหนังสือเสนอข้อเรียกร้อง ให้รัฐบาลทบทวนการอนุมัติโครงการก่อสร้างท่อส่งก๊าซและโรงแยกก๊าซไทย-มาเลเซีย ต่อนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรี ซึ่งมีกำหนดการเดินทางมาประชุมคณะรัฐมนตรีสัญจร ณ โรงแรมดังกล่าว ในวันที่ 21 ธันวาคม 2545​
เมื่อกลุ่มผู้ชุมนุมเดินทางมาถึงอำเภอหาดใหญ่ บริเวณถนนจุติอนุสรณ์ ใกล้โรงแรมเจ.บี.หาดใหญ่ ก็ไม่สามารถเดินทางต่อไปได้ เนื่องจากเจ้าหน้าที่ตำรวจได้กำหนดให้เส้นทางโดยรอบโรงแรมเป็นพื้นที่ รักษาความปลอดภัย โดยตั้งแผงเหล็กและมีเจ้าหน้าที่ตำรวจตั้งแถวปิดกั้นไว้บริเวณสะพานจุติ บุญสูง ซึ่งอยู่ห่างจากโรงแรมประมาณ 400 เมตร ผู้ร่วมชุมนุมจึงหยุดรอหน้าแผงเหล็กและรอการเจรจาเพื่อขอ เคลื่อนขบวนผู้ชุมนุมเข้าไปบริเวณสวนหย่อมใกล้อาคารจอดรถของโรงแรม อันเป็นจุดนัดหมายที่ได้กำหนด ไว้ก่อนแล้ว แต่ในระหว่างที่กลุ่มผู้ชุมนุมคัดค้านหยุดรอการเจรจา และกำลังจับกลุ่มกันรับประทานอาหาร และประกอบพิธีละหมาดตามหลักทางศาสนาอิสลามอยู่นั้น ในเวลาประมาณ 21.00 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจ ได้เข้าสลายการชุมนุม และจับกุมผู้ชุมนุมบางส่วน เป็นเหตุให้มีผู้ชุมนุมได้รับบาดเจ็บ รถยนต์ที่ใช้เป็นพาหนะ ได้รับความสียหาย และไม่สามารถใช้เสรีภาพในการชุมนุมได้ต่อไป ผู้ใช้เสรีภาพในการชุมนุมจึงได้ยื่น ขอให้สภาทนายความดำเนินการยื่นฟ้องคดี ต่อศาลปกครองสงขลา เป็นคดีหมายเลขดำที่ 545/2546 เพื่อเรียกค่าเสียหายจากการถูกละเมิดสิทธิเสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวุธ ตามที่มาตรา 44 รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2540 ได้รับรองและคุ้มครองไว้ โดยมีคำขอให้ผู้ถูกฟ้องคดีชดใช้ ค่าเสียหายให้แก่ผู้ฟ้องคดี ซึ่งถือเป็นคดีแรกที่มีการฟ้องเพื่อเรียกค่าเสียหายต่อหน่วยงานและเจ้าหน้าที่ของรัฐ จากการละเมิดเสรีภาพการชุมนุมตามรัฐธรรมนูญ

​ศาลปกครองสงขลามีคำพิพากษา (คดีหมายเลขแดงที่ 51/2549) เมื่อวันที่ 1 มิถุนายน 2549 โดยพิพากษาให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติชดใช้ค่าเสียหายแก่ผู้ฟ้องคดีที่ 1 ถึงที่ 24
“เมื่อการชุมนุมของผู้ฟ้องคดีที่ 1 ถึง ผู้ฟ้องคดีที่ 24 กับกลุ่มผู้ชุมนุม เป็นการชุมนุมโดยสงบ และปราศจากอาวุธ ซึ่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2540 ได้บัญญัติรับรองไว้การที่ เจ้าหน้าที่ตำรวจจำกัดเสรีภาพในการชุมนุม ด้วยการสลายการชุมนุมโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ถือได้ว่าเป็นการกระทำละเมิดที่มีความร้ายแรง เนื่องจากเป็นการกระทำโดยไม่ชอบด้วยบทบัญญัติ ของรัฐธรรมนูญ อันเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ เห็นสมควรกำหนดให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 (สำนักงานตำรวจแห่งชาติ) ซึ่งเป็นหน่วยงานต้นสังกัดของเจ้าหน้าที่ตำรวจดังกล่าว ชดใช้ค่าเสียหาย ให้แก่ผู้ฟ้องคดีทั้ง 24 คน เป็นเงินคนละ 10,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จสิ้น” ส่วนเจ้าหน้าที่ที่อยู่ในสังกัด ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 (จังหวัดสงขลา) และผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 (กระทรวงมหาดไทย) ไม่ปรากฎว่ามีส่วนร่วมในการกระทำละเมิดกับ เจ้าหน้าที่ตำรวจที่อยู่ในสังกัดของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ด้วย จึงไม่ต้องร่วมรับผิดชดใช้ค่าเสียหายกับผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1
​ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ได้ยื่นอุทธรณ์คำพิพากษาของศาลปกครองสงขลาดังกล่าวต่อศาลปกครองสูงสุด และขณะนี้ ศาลปกครองสูงสุดได้มีคำพิพากษาแล้ว โดยศาลปกครองสงขลากำหนดนัดอ่านคำพิพากษา ของศาลปกครองสูงสุด ในวันที่ 16 มกราคม 2556 เวลา 9.30 น. ห้องพิจารณาคดีที่ 1 ศาลปกครองสงขลา
​การใช้เสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบ เพื่อแสดงออกถึงการมีส่วนร่วมในการจัดการ ปกป้องและบำรุงรักษาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จากตัวอักษรที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ กำลังจะปรากฎรูปธรรมว่าจะสามารถบังคับใช้และนำมาคุ้มครองเสรีภาพของประชาชน ผู้ปกป้องสิทธิด้านสิ่งแวดล้อมของชุมชนได้หรือไม่ เพียงไร คดีนี้จะเป็นการวางบรรทัดฐานที่สำคัญ ซึ่งสังคมต้องติดตามกันต่อไป
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ สุรชัย ตรงงาม 081-6409506 ส.รัตนมณี พลกล้า 081-7725843

แถลงการณ์กรณี คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดกรณีสารพิษตะกั่วปนเปื้อนในลำห้วยคลิตี้_14 Jan 2013

737571_470125386377930_930881777_o
แถลงการณ์กรณี คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดกรณีสารพิษตะกั่วปนเปื้อนในลำห้วยคลิตี้
โดย คณะทำงานติดตามการฟื้นฟูสายน้ำและชุมชนคลิตี้ ภาคประชาสังคม
14 มกราคม 2556

สืบเนื่องจากคำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุด วันที่ 10 มกราคม พ.ศ. 2556 กรณีสารพิษตะกั่วปนเปื้อนในลำห้วยคลิตี้ ระหว่างชาวบ้านคลิตี้ล่าง จำนวน 22 คน ผู้ฟ้องคดี กับกรมควบคุมมลพิษ ผู้ถูกฟ้องคดี ได้ชี้ว่ากรมควบคุมมลพิษผู้ถูกฟ้องคดีละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดและปฎิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าจนเกินสมควร จากกรณีที่บริษัทตะกั่วคอนเซนเตรทส์ (ประเทศไทย) ผู้ก่อมลพิษได้ก่อให้เกิดการปนเปื้อนสารตะกั่วในน้ำดินตะกอนดินพืชและสัตว์น้ำ โดยกรมควบคุมมลพิษไม่ได้ดำเนินการจัดทำแผนหรือกำหนดมาตรการเพื่อป้องกันหรือแก้ไขอันตรายจากมลพิษไว้ล่วงหน้า และไม่ทำการควบคุมตรวจสอบการดำเนินการแก้ไขปัญหาของบริษัทตามเวลาอันสมควรจนทำให้ชุมชนได้รับผลกระทบจากการปนเปื้อนสารตะกั่วในลำห้วยคลิตี้และไม่สามารถใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติได้ ซึ่งนอกจากศาลจะกำหนดให้ชดใช้ค่าเสียหายให้ชาวบ้าน 22 ราย รวม 3.89 ล้านบาท แล้วศาลยังมีคำบังคับให้กรมควบคุมมลพิษกำหนดแผนงานวิธีการและดำเนินการฟื้นฟู ตรวจวิเคราะห์คุณภาพสิ่งแวดล้อมทุกฤดูกาลจนกว่าจะพบว่าค่าสารตะกั่วในน้ำดิน พืชผัก และสัตว์น้ำในลำห้วยคลิตี้ไม่เกินเกณฑ์มาตรฐานเป็นเวลาอย่างน้อย 1 ปี นั้น
ทางภาคประชาสังคม ซึ่งทำงานติดตามกรณีปัญหาดังกล่าว ได้มีการประชุมและจัดตั้ง คณะทำงานติดตามการฟื้นฟูสายน้ำและชุมชนคลิตี้ โดยมีมติแถลงการณ์เรียกร้องต่อกรมควบคุมมลพิษ ดังนี้
1.คณะทำงานฯ คัดค้านท่าทีและความเห็นของกรมควบคุมมลพิษหลังศาลตัดสินที่ยืนยันจะใช้แนวทาง ให้ธรรมชาติฟื้นฟูตัวเอง ในการแก้ไขปัญหาการปนเปื้อนสารตะกั่วในลำห้วยคลิตี้ ซึ่งหมายถึงการไม่ดำเนินการฟื้นฟูใดๆ และได้พิสูจน์เป็นที่ประจักษ์จากระยะเวลาการใช้วีธีดังกล่าวนับสิบปีแล้วว่าแนวทาง ให้ธรรมชาติฟื้นฟูตัวเอง ไม่สามารถแก้ไขปัญหาการปนเปื้อนสารตะกั่วที่มีผลกระทบต่อชุมชนได้จนถึงปัจจุบัน มาตรการดังกล่าวไม่ถูกต้อง และไม่เหมาะสมในการแก้ไขปัญหา ดังนั้นกรมควบคุมมลพิษจึงต้องเปลี่ยนวิธีการฟื้นฟูลำห้วยคลิตี้ เพื่อให้ปริมาณการปนเปื้อนสารตะกั่วในอาหารและสิ่งแวดล้อมอยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน ไม่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อชุมชนคลิตี้โดยเร็ว

2. กรมควบคุมมลพิษต้องเร่งกำหนดแผนงาน วิธีการ ตรวจวัดคุณภาพสิ่งแวดล้อมและดำเนินการฟื้นฟูลำห้วยคลิตี้จนกว่าสารตะกั่วจะลดลงในระดับที่ปลอดภัย ตลอดจนแก้ไขอันตรายอันเกิดจากการแพร่กระจายของมลพิษ ตามเงื่อนไขคำบังคับตามคำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุด โดยเร่งด่วน ซึ่งในการดำเนินการต้องเปิดเผยข้อมูลและรับฟังความคิดเห็น สร้างการมีส่วนร่วมกับชุมชน และภาคประชาสังคม เพื่อให้การดำเนินงานโปร่งใส รวดเร็วและมีประสิทธิภาพอย่างแท้จริง

ทั้งนี้คณะทำงานติดตามการฟื้นฟูสายน้ำและชุมชนคลิตี้ภาคประชาสังคมอยู่ระหว่างการจัดทำข้อเสนอแนวทางการดำเนินการฟื้นฟูลำห้วยคลิตี้และกรณีศึกษาการฟื้นฟูจากต่างประเทศที่ประสบความสำเร็จมาแล้ว เพื่อนำเสนอต่อกรมควบคุมมลพิษให้พิจารณาดำเนินการ และจะติดตามผลการบังคับตามคำพิพากษาคดีนี้อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้การแก้ไขปัญหาเป็นไปอย่างรวดเร็วและเป็นธรรมต่อไป

คณะทำงานติดตามการฟื้นฟูสายน้ำและชุมชนคลิตี้ภาคประชาสังคม ประกอบด้วย
1. ชุมชนคลิตี้ล่าง
2. โครงการนิติธรรมสิ่งแวดล้อม
3. ศูนย์ศึกษากะเหรี่ยงและพัฒนา
4. มูลนิธิฟื้นฟูชีวิตและธรรมชาติ
5. มูลนิธิบูรณะนิเวศ
6. กรีนพีซ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้
7. กลุ่มสตรีกาญจนบุรี
8. กลุ่มดินสอสี

ติดต่อสอบถาม
นายสุรพงษ์ กองจันทึก 081-642-4006
นายสุรชัย ตรงงาม 081-640-9506
นายพลาย ภิรมย์ 081-658-9432