ศาลปกครองสูงสุดนัดฟังคำพิพากษาคดีประวัติศาสตร์กรณีคลิตี้ล่าง. วันที่10มกราคม2556

ศาลปกครองสูงสุดนัดฟังคำพิพากษาคดีประวัติศาสตร์กรณีคลิตี้ล่าง

การละเมิดสิทธิในการอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ดีของชุมชนคลิตี้ล่าง

กรณีการปนเปื้อนสารตะกั่วในลำห้วยคลิตี้

วันพฤหัสบดีที่ 10 มกราคม 2556 เวลา 9.00 น.

ณ ห้องพิจารณาคดีที่ 7 ศาลปกครองกลาง

ศาลกำหนดวันอ่านคำพิพากษาคดีประวัติศาสตร์ หลังจากพิจารณาคดีมานานกว่า 9 ปี

ศาลปกครองสูงสุดนัดอ่านคำพิพากษาในคดีหมายเลขดำที่ 214/2547 คดีหมายเลขแดงที่ 637/2551
ระหว่าง ตัวแทนชาวบ้านคลิตี้ล่าง จำนวน 22 คน ผู้ฟ้องคดี กับ กรมควบคุมมลพิษ ผู้ถูกฟ้องคดี

จากกรณีที่บริษัท ตะกั่วคอนเซนเตรทส์ (ประเทศไทย) จำกัด ซึ่งตั้งอยู่ที่ตำบลชะแล อำเภอทองผาภูมิ จังหวัดกาญจนบุรี ได้ดำเนินกิจการทำเหมืองแร่ และโรงแต่งแร่ มาตั้งแต่ปี 2510 และมีการลักลอบทิ้งน้ำเสียที่ปนเปื้อนสารตะกั่วจากบ่อกักตะกอนลงสู่ลำห้วยคลิตี้ ทำให้สารตะกั่วปนเปื้อนในลำห้วย โดยสะสมในน้ำ ดิน และสัตว์น้ำในปริมาณสูง ส่งผลกระทบต่อผู้ฟ้องคดี และชุมชนคลิตี้ล่างซึ่งมีวิถีชีวิตแบบพึ่งพิงธรรมชาติ โดยภายหลังจากเป็นข่าวตั้งแต่ปี 2541 หน่วยงานรัฐได้เข้าไปตรวจสอบและพบการปนเปื้อนของตะกั่วในลำห้วยคลิตี้ทั้งในน้ำ ตะกอนดิน และสัตว์น้ำ จนกระทรวงสาธารณสุขได้ติดป้าย “ห้ามใช้น้ำ” และ “ห้ามจับสัตว์น้ำชั่วคราว” ตั้งแต่ปี 2542 และได้มีการสั่งปิดโรงแต่งแร่คลิตี้ชั่วคราวและปรับเป็นเงิน 2,000 บาท แต่ในประเด็นการแก้ไขปัญหามลพิษไม่มีความคืบหน้าในการดำเนินการ

ชาวบ้านคลิตี้ล่างได้ยื่นขอให้สภาทนายความช่วยเหลือคดีโดยได้มีการมอบให้สภาทนายความและ โครงการนิติธรรมสิ่งแวดล้อมเป็นผู้แทนในการดำเนินการยื่นฟ้องคดีต่อศาลปกครองกลาง เป็นคดีหมายเลขดำที่ 214/2547 เมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2547 โดยยื่นฟ้องกรมควบคุมมลพิษ เนื่องจากเป็นหน่วยงานรัฐที่มีอำนาจในการควบคุม ฟื้นฟูระงับเหตุอันตรายจากมลพิษ และบังคับการให้เป็นไปตามกฎหมาย พ.ร.บ.ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม นั่นคือบังคับให้บริษัทฯ ดำเนินการฟื้นฟูลำห้วย แต่ถ้าบังคับไม่ได้ ก็สามารถดำเนินการฟื้นฟูเองแล้วเรียกค่าเสียหายจากผู้ก่อมลพิษได้ตาม มาตรา 96 แห่ง พ.ร.บ.ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม

โดยผู้ฟ้องคดีมีคำขอต่อศาลดังนี้

1. ขอให้มีคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีดำเนินการกำจัดมลพิษและฟื้นฟูลำห้วยคลิตี้ โดยจัดให้มีแผนการดำเนินงานภายใต้กำหนดระยะเวลาที่ชัดเจน เพื่อให้ลำห้วยคลิตี้และสภาพนิเวศกลับคืนสู่สภาพเดิม และเป็นไปตามมาตรฐานและกฎหมาย โดยให้ผู้ถูกฟ้องคดีเรียกค่าใช้จ่ายและค่าเสียหายจากผู้ก่อมลพิษในภายหลัง

2. ให้กำหนดมาตรการอื่น ๆ ในการแก้ไขปัญหาการปนเปื้อนของสารตะกั่วบริเวณลำห้วยคลิตี้ และฟื้นฟูระบบนิเวศบริเวณดังกล่าว โดยคำนึงถึงสิทธิในการมีส่วนร่วมของราษฎรบ้านคลิตี้ล่างตามรัฐธรรมนูญ

3. ขอให้กรมควบคุมมลพิษชดใช้ค่าเสียหายจากการถูกละเมิดสิทธิในการดำรงชีวิตอยู่ใน สิ่งแวดล้อมที่ดี และสิทธิในการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติตามรัฐธรรมนูญ รวมถึงค่าเสียหาย เนื่องจากชาวบ้านต้องมีภาระค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นในการซื้ออาหาร

กรณีนี้เป็นคดีตัวอย่างเกี่ยวกับการเรียกร้องสิทธิของชาวบ้านให้หน่วยงานรัฐปฏิบัติหน้าที่ฟื้นฟูปัญหามลพิษ และเรียกค่าเสียหายจากการละเมิดสิทธิด้านสิ่งแวดล้อมตามรัฐธรรมนูญของชุมชนซึ่งนับว่าเป็นเรื่องค่อนข้างใหม่ในประเทศไทย

คำพิพากษาศาลปกครองชั้นต้น เมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม 2551 พิพากษาในประเด็นสำคัญว่า

– กรมควบคุมมลพิษล่าช้าเกินสมควรในการปฏิบัติหน้าที่ในการฟื้นฟูหรือระงับการปนเปื้อนของสารตะกั่วในลำห้วยคลิตี้ที่บริษัทเอกชนก่อให้เกิดการปนเปื้อน ซึ่งเป็นอันตรายต่อสุขภาพและอนามัยของประชาชนหรืออาจก่อให้เกิดผลกระทบเสียหายต่อคุณภาพสิ่งแวดล้อม

– กรมควบคุมมลพิษละเลยต่อหน้าที่ไม่ดำเนินการเรียกค่าเสียหายจากบริษัทผู้ก่อมลพิษและปฏิบัติหน้าที่ในการฟื้นฟูและระงับการปนเปื้อนล่าช้าเกินสมควร จึงเป็นละเมิดและก่อให้เกิดความเสียหายที่ต้องแบกรับค่าใช้จ่ายในการซื้ออาหารทดแทนอาหารที่เคยมีอยู่ในสิ่งแวดล้อมตามธรรมชาติ ให้จ่ายเงินชดใช้เดือนละ 1,050 บาทต่อคน

– ผู้ฟ้องคดีมีสิทธิที่จะอยู่อาศัยในสิ่งแวดล้อมที่ดีเมื่อคุณภาพสิ่งแวดล้อมถูกคุกคามก็สามารถที่จะบังคับการตามวัตถุแห่งสิทธิได้โดยไม่จำต้องคำนึงว่าได้เกิดความเสียหายขึ้นกับชีวิต สุขภาพอนามัย และสุขภาพของผู้นั้นมากน้อยเพียงใด พิพากษาให้ค่าเสียหายจากการใช้ทรัพยากรธรรมชาติอัตราเดือนละ 1,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยจนถึงวันยื่นฟ้อง

ต่อมา ชาวบ้านคลิตี้ล่างยื่นอุทธรณ์คำพิพากษาดังกล่าวโดยขอให้ศาลมีคำสั่งให้กรมควบคุมมลพิษ ดำเนินการฟื้นฟูลำห้วยคลิตี้โดยเร็ว และขอให้ชดใช้ค่าเสียหายในอนาคตเพิ่มเติม ต่อศาลปกครองสูงสุด และกรมควบคุมมลพิษก็ยื่นอุทธรณ์ปฏิเสธว่ามิได้ปฎิบัติหน้าที่ล่าช้าตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น ซึ่งหลังจากนัดนั่งพิจารณาคดีครั้งแรก เมื่อวันที่ 26 มิถุนายน 2555 ที่ผ่านมา ศาลปกครองสูงสุดได้นัดฟังคำพิพากษาวันที่ 10 มกราคม นี้

นับแต่ทราบเหตุในปี 2541 กรมควบคุมมลพิษมีความล่าช้าในการแก้ไขฟื้นฟูมาตลอด 15 ปี แม้ว่าจะมีผลของคำพิพากษาของศาลปกครองชั้นต้นว่าปฏิบัติหน้าที่ล่าช้าจนเกินสมควรแล้วก็ตาม โดยในปัจจุบันผลจากการตรวจคุณภาพสิ่งแวดล้อมของรัฐ และกรีนพีซในเดือนพฤษภาคม 2555 ก็มีลักษณะทำนองเดียวกันว่ายังคงมีการปนเปื้อนสารตะกั่วในลำห้วยคลิตี้โดยเฉพาะการปนเปื้อนในตะกอนดินสูงกว่าภาวะปกติทั่วไปที่มีอยู่ตามธรรมชาติหลายร้อยเท่า และมีปริมาณตะกั่วทั้งหมดสะสมอยู่ในลำห้วยเป็นระยะทาง 19 กิโลเมตร ถึง 576 ตัน ซึ่งแนวทางการปล่อยให้ธรรมชาติฟื้นฟูตัวเองที่กรมควบคุมมลพิษกล่าวอ้างไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้จนถึงปัจจุบัน

ความทุกข์ยากจากการเผชิญกับปัญหามลพิษที่ตนเองไม่ได้ก่อของชาวบ้านคลิตี้ซึ่งต้องดำรงชีวิตภายใต้ความเสี่ยงมีโอกาสได้รับสารพิษเข้าสู่ร่างกายเพราะความจำเป็นต้องใช้น้ำและบริโภคกุ้ง หอย ปู ปลา ในลำห้วยคลิตี้ซึ่งมีตะกอนตะกั่วปนเปื้อน การใช้สิทธิฟ้องร้องต่อศาลปกครองก็โดยประสงค์ให้กระบวนการยุติธรรมเป็นกลไกที่สำคัญในการผลักดันให้รัฐดำเนินการฟื้นฟูลำห้วยคลิตี้ให้สามารถกลับมาใช้ประโยชน์ได้ตามธรรมชาติอย่างรวดเร็วและเยียวยาความเสียหายที่เกิดขึ้นอย่างเป็นธรรม

คำพิพากษาแห่งคดีนี้ย่อมเป็นการสร้างบรรทัดฐานที่สำคัญในการปฏิบัติหน้าที่ของหน่วยงานรัฐในการเยียวยาฟื้นฟูการปนเปื้อนมลพิษในสิ่งแวดล้อมตามกฎหมายและการชดเชยค่าเสียหายจากการละเมิดสิทธิด้านสิ่งแวดล้อมตามรัฐธรรมนูญ ตลอดจนการเรียกค่าเสียหายจากบริษัทผู้ก่อมลพิษ ตามหลักกฎหมาย “ผู้ก่อมลพิษเป็นผู้จ่าย” ซึ่งผลของคำพิพากษานี้จะมีผลทั้งโดยตรงกับการแก้ไขปัญหากรณีการปนเปื้อนสารตะกั่วในลำห้วยคลิตี้ และเป็นบรรทัดฐานต่อกรณีปัญหาการปนเปื้อนมลพิษในสิ่งแวดล้อม และสุขภาพอนามัยของประชาชน กรณีอื่นๆ ที่กำลังเกิดขึ้นในสังคมไทยอีกหลายพื้นที่

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม: สุรชัย ตรงงาม 081-640-9506, มนทนา ดวงประภา 086-546-7054

Advertisements