Laos: Investigate ‘Disappearance’ of Prominent Activist by HRW

For Immediate Release

Laos: Investigate ‘Disappearance’ of Prominent Activist
Locate and Free Sombath Somphone

(New York, December 20, 2012) – The Lao government should urgently investigate the feared forced disappearance of Sombath Somphone, a prominent social activist, Human Rights Watch said today. He was last seen on December 15, 2012 in Vientiane. Circumstances surrounding the case, including security camera footage, indicate that Lao authorities took him into custody, raising concerns for his safety.

Sombath, 60, is founder and former director of the Participatory Development Training Centre in Laos. He is widely respected in the field of education and development not only in his home country, but also across Asia. As a result of his work, Sombath received the Ramon Magsaysay Award for Community Leadership, one of Asia’s top civil honors, in 2005.

“The Lao government needs to immediately reveal Sombath’s location and release him,” said Brad Adams, Asia director at Human Rights Watch. “Lao authorities should come clean on the enforced disappearance of this prominent social leader and take steps to stem the deepening climate of fear his disappearance has caused.”

Sombath was last seen by his wife, Ng Shui Meng, on December 15 as they were driving separately back from his office to their home for dinner. Sombath’s jeep was following his wife’s car at around 6 p.m. near the police post on Thadeua Road (KM 3) in Vientiane, the Lao capital. Shortly after that, Shui Meng lost sight of his jeep, and he never arrived at their house. She called his mobile phone many times and heard a recording, indicating that his phone was switched off. On the morning of December 16, Shui Meng reported him missing to local authorities and to the police, and searched for him in vain in all of Vientiane’s hospitals.

On December 17, Shui Meng went to the Vientiane Municipality Police Station and asked to review the December 15 security camera footage taken around 6 p.m., at the spot where Sombath was last seen.

The video footage, which Human Rights Watch viewed, showed that Sombath’s jeep was stopped by police at the Thadeua police post at 6:03 p.m. Then Sombath was taken into the police post. Later a motorcyclist stopped at the police post and drove off with Sombath’s jeep, leaving his own motorcycle by the roadside. Later another truck with flashing lights came and stopped at the police post. Two people got out of the truck, took Sombath into the vehicle, and then drove off.

Human Rights Watch is concerned that Sombath has been taken into custody by Lao authorities, and that he could be at serious risk of ill treatment. Despite numerous appeals by his family, diplomats, and international nongovernmental organizations over five days, Lao authorities – including the Ministry of Public Security and the Ministry of Foreign Affairs – have not provided information regarding Sombath’s safety and his whereabouts. On December 19, the Ministry of Foreign Affairs issued a statement confirming the incidents as recorded on the security camera, without explaining why police at the scene did not take any action to protect Sombath and stop what Lao authorities claimed to be a “kidnap” driven by personal or business conflicts.

“The Lao authorities should recognize that Sombath’s years of development work have earned him important friends around the world, and that the clamor for his release is not going to go away,” Adams said. “Instead of ignoring inquiries from his families, diplomats, and civil society, Lao authorities should immediately reveal his location and return him to his family.”

The Lao authorities should set in motion a prompt, credible and impartial investigation of Sombath’s enforced disappearance, and the appropriate prosecution of all those responsible, Human Rights Watch said.

Enforced disappearances are defined under international law as the arrest or detention of a person by state officials or their agents followed by a refusal to acknowledge the deprivation of liberty or to reveal the fate or whereabouts of the person, which places the person outside the protection of the law.

Lao authorities should also take all necessary steps to end the practice of arbitrary arrests and secret detention, including making enforced disappearance a criminal offense and becoming a party to the International Convention for the Protection of All Persons from Enforced Disappearance.

Consistent with international law, anyone detained by law enforcement and security forces must be held at recognized places of detention, be provided all due process rights including access to family and legal counsel, and be protected from torture and other cruel, inhuman or degrading treatment.

“The Lao authorities should realize that the risk to their international reputation grows by leaps and bounds every day Sombath’s whereabouts remain unknown,” Adams said.

For more Human Rights Watch reporting on Laos, please visit:
http://www.hrw.org/asia/laos

For more information, please contact:
In Bangkok, Sunai Phasuk (Thai, English): +66-81-632-3052 (mobile); or phasuks@hrw.org
In San Francisco, Brad Adams (English): +1-510-926-8443 (mobile); or adamsb@hrw.org
In Washington, DC, John Sifton (English): +1-646-479-2499 (mobile); or siftonj@hrw.org

Advertisements

เรื่องสิทธิมนุษยชน : กฎอัยการศึกละเมิดสิทธิมนุษยชนหรือไม่ ? โดย พิทักษ์ เกิดหอม

เรื่องสิทธิมนุษยชน : กฎอัยการศึกละเมิดสิทธิมนุษยชนหรือไม่ ?
source:http://www.fpps.or.th/news.php?detail=n1165570100.news

ปุจฉาที่ 1 คณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ได้ยึดอำนาจและได้ประกาศกฎอัยการศึกทั่วราชอาณาจักร จนถึงปัจจุบันได้มีข้อเสนอจากองค์กรสิทธิมนุษยชนต่างๆ ทั้งภายในประเทศและระหว่างประเทศ ให้ยกเลิกกฎอัยการศึกนั้น กฎอัยการศึกละเมิดสิทธิมนุษยชนหรือไม่?

วิสัชนาที่ 1 ทุกครั้งที่มีการปฏิวัติ รัฐประหารแล้ว จะมีประกาศให้ใช้กฎอัยการศึกทุกครั้ง กฎอัยการศึกจึงเป็นเครื่องมือของทหารที่เข้ามายึดอำนาจ เหตุที่เรียกว่ากฎอัยการศึกเพราะว่ากฎหมายนี้จะประกาศใช้ได้แต่เฉพาะเวลามีสงคราม หรือจลาจล หรือมีความจำเป็นที่จะรักษาความสงบเรียบร้อยให้ปราศจากภัย กฎอัยการศึกจึงถือได้ว่าเป็นกฎหมายในยามศึกสงครามโดยเป็นกฏหมายที่มีไว้ใช้ในยามที่ประเทศอยู่ในภาวะวิกฤต

ก่อนที่คณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (คปค.) จะประกาศกฎอัยการศึกทั่วราชอาณาจักร ได้มีพื้นที่ที่ประกาศกฎอัยการศึกอยู่ในเขตอำเภอพื้นที่ชายแดนรวม 20 จังหวัด ตามประกาศพระบรมราชโองการ ลงวันที่ 13 พฤศจิกายน 2541 และเมื่อเกิดสถานการณ์ก่อความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ แม่ทัพภาค 4 ได้ประกาศกองทัพภาค 4 เรื่อง การใช้กฎอัยการศึกในบางเขตพื้นที่ คือ นราธิวาส เฉพาะ อ.บาเจาะ อ.รือเสาะ อ.ตากใบ อ.สุไหงปาดี อ.ยี่งอ และ อ.สุไหงโก-ลก ปัตตานี เฉพาะ อ.กะพ้อ และ ยะลา เฉพาะ อ.รามัน ลงวันที่ 5 มกราคม 2547 ซึ่งเป็นการเพิ่มเติมตามประกาศพระบรมราชโองการ

เมื่อมีการประกาศใช้กฎอัยการศึกแล้ว จะทำให้มีผลทางกฎหมายหลายประการ อาทิ เจ้าหน้าที่ฝ่ายทหารมีอำนาจเหนือเจ้าหน้าที่ฝ่ายพลเรือน คือ เจ้าหน้าที่ฝ่ายพลเรือนต้องปฏิบัติตามความต้องการของฝ่ายทหาร ใน 3 เรื่อง คือ เรื่องที่เกี่ยวกับการยุทธ เรื่องที่เกี่ยวกับการระงับปราบปราม เรื่องที่เกี่ยวกับการรักษาความสงบเรียบร้อย เจ้าหน้าที่ฝ่ายทหารมีอำนาจในการที่จะตรวจค้น เกณฑ์ ห้าม ยึด เข้าอาศัย ทำลายหรือเปลี่ยนแปลง และขับไล่ ทหารมีอำนาจตรวจค้น เช่น ตรวจข่าวสาร จดหมาย โทรเลข ภาพบทโฆษณา บท คำประพันธ์ ทหารมีอำนาจการห้าม เช่น การห้ามประชาชนมั่วสุม ห้ามออก จำหน่าย จ่ายแจกซึ่งหนังสือ สิ่งพิมพ์ ภาพ บทหรือคำประพันธ์ ห้ามโฆษณา แสดงมหรสพ รับหรือส่งซึ่งวิทยุ วิทยุกระจายเสียง หรือวิทยุโทรทัศน์ ห้ามใช้ทางสาธารณะเพื่อการจราจร ห้ามมีหรือใช้เครื่องมือสื่อสารหรืออาวุธ ห้ามบุคคลออกนอกเคหสถานภายในเวลาที่กำหนด

และเจ้าหน้าที่ฝ่ายทหารมีอำนาจในการกักตัวบุคคลไว้ เมื่อมีเหตุสงสัยว่าบุคคลนั้นเป็นราชศัตรู หรือฝ่าฝืนกฎอัยการศึก หรือคำสั่งของเจ้าหน้าที่ฝ่ายทหาร เพื่อสอบถามหรือตามความจำเป็น มีระยะเวลาไม่เกิน 7 วัน ในทางปฏิบัติการกักตัวชนชั้นนำอดีตรัฐมนตรีที่ถูกยึดอำนาจจะได้รับการปฏิบัติอย่างดี แต่นั่นก็มิได้หมายความว่า ต่อไปนี้ทหารจะไม่ใช้อำนาจในการกักตัวบุคคลใดไว้อีกและจะได้รับการปฏิบัติอย่างดี หากบุคคลนั้นเป็นประชาสามัญชนที่มีความคิดเห็นแตกต่างกับคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ และรัฐบาลของคณะรัฐประหาร

ถึงแม้ว่าระยะเวลาที่ผ่านมาภายหลังการรัฐประหาร ดูเหมือนว่าประชาชนก็ใช้ชีวิตได้ตามปกติ แต่ในด้านหนึ่งย่อมแสดงให้เห็นว่าประเทศไทยอยู่ในสถานการณ์ไม่ปกติ ต้องจำกัดสิทธิเสรีภาพของประชาชนไว้ เช่น เสรีภาพในการสื่อสาร เสรีภาพในเคหสถาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการห้ามประชาชนใช้เสรีภาพในการชุมนุม หากการเข้ามาของคณะปฏิรูปฯ มีความต้องการ หรือจำใจต้องเข้ามาเพื่อจรรโลงประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุขอย่างแท้จริง ต้องหนักแน่นที่จะรับฟังเสียงวิพากษ์วิจารณ์ และมองการชุมนุมอย่างเข้าใจว่าเป็นเรื่องปกติในสังคมประชาธิปไตย การเปิดโอกาสให้ประชาชนสามารถวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลได้ นำเสนอข้อคิดเห็นในเรื่องต่างๆ ได้อย่างเต็มที่ รวมทั้งยินดีรับฟังเสียวิจารณ์และการต่อต้านการรัฐประหารอย่างเต็มที่ย่อมดีกว่าการใช้อำนาจปิดกั้นทำให้ประชาชนกลัว สิ่งที่ทำให้ประชาชนกลัวแม้ไม่ได้ใช้มันคือกฎอัยการศึก ข้อวิจารณ์รัฐบาลในอดีตว่ามีการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างมาก รัฐบาลที่มาจากการรัฐประหารต้องทำให้ดีกว่า นั่นย่อมหมายความว่าต้องคุ้มครองและส่งเสริมสิทธิเสรีภาพของประชาชนอย่างเต็มที่โดยไม่มีข้อยกเว้น

ดังนั้นการที่คณะมนตรีความมั่นคงและรัฐบาลคงไว้ซึ่งกฎอัยการศึก จึงเป็นการละเมิดต่อสิทธิเสรีภาพของประชาชน อันเป็นการกระทำที่ละเมิดสิทธิมนุษยชน และที่สำคัญยิ่ง เป็นการละเมิดต่อเจตจำนงค์ของคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุขเองมิใช่หรือ อย่าเอาคลื่นใต้น้ำและการกลับมาของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เป็นข้ออ้าง เพราะประเทศนี้ มิใช่มีแค่สมาชิกพรรคไทยรักไทยเท่านั้น อย่าระแวงจนลืมทำในสิ่งที่ถูกต้องดีงาม

ปุจฉาที่ 2 หากจะยกเลิกกฎอัยการศึก ใครเป็นผู้มีอำนาจยกเลิก?

วิสัชนาที่ 2 ตามพระราชบัญญัติกฎอัยการศึกนั้น ผู้ที่มีอำนาจประกาศกฎอัยการศึก ได้แก่ 1. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว 2. ผู้บัญชาการทหาร และในการยกเลิกใช้กฎอัยการศึกนั้น ตามบทบัญญัติในมาตรา 5 ตามพระราชบัญญัติกฎอัยการศึก พระพุทธศักราช 2457 นั้น การที่จะยกเลิกใช้กฎอัยการศึก จะทำได้เพียงทางเดียว คือ ต้องมีประกาศกระแสพระบรมราชโองการเท่านั้น

นายพิทักษ์ เกิดหอม
อนุกรรมการคุ้มครองสิทธิมนุษยชน 4
ในคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ