แอมเนสตี้ฯ ประเทศไทย หารือกระทรวงการต่างประเทศ “พักการใช้โทษประหารชีวิต”

แอมเนสตี้ฯ ประเทศไทย หารือกระทรวงการต่างประเทศ “พักการใช้โทษประหารชีวิต”

เนื่องในเดือนธันวาคม 2555 ที่ประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ (United Nations General Assembly) จะมีการรับรองมติต่าง ๆ และหนึ่งในมตินั้นคือการพักใช้โทษประหารชีวิต

ดังนั้นในวันที่ 27 พฤศจิกายน 2555 ตัวแทนจากแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทยจึงได้ทำการปรึกษาและยื่นหนังสือต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเพื่อเรียกร้องให้มีการพักการใช้โทษประหารชีวิต โดยคุณพรประไพ กาญจนรินทร์ อธิบดีกรมองค์การระหว่างประเทศ กระทรวงการต่างประเทศเป็นตัวแทนเข้าร่วมปรึกษาและรับมอบหนังสือ

นายสมชาย หอมลออ ประธานแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย กล่าวถึงการรณรงค์ยกเลิกโทษประหารชีวิตว่า แม้ปัจจุบันประเทศไทยยังคงมีการตัดสินลงโทษประหารชีวิตอยู่ แต่ในแผนแม่บทสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ฉบับที่ 2 (พ.ศ. 2552-2556) ที่รัฐบาลได้ประกาศอย่างเป็นทางการและมีผลปฏิบัติตั้งแต่ปี 2553 เป็นต้นมานั้น หนึ่งในตัวชี้วัดต่อความสำเร็จในการดำเนินการตามแผนนี้ คือตัวชี้วัดกลยุทธ์ที่ 3.1 ว่ามีการยกเลิกโทษประหารชีวิตโดยเปลี่ยนให้เป็นโทษจำคุกตลอดชีวิต ซึ่งถือได้ว่าเป็นพันธสัญญาของรัฐบาลที่จะให้มีการยกเลิกโทษประหารชีวิตในที่สุด

และในการประชุมของคณะกรรมาธิการที่สามของที่ประชุมสมัชชาใหญ่แห่งองค์การสหประชาชาติ เมื่อต้นเดือนพฤศจิกายน 2555 ที่ผ่านมา รัฐภาคีสมาชิกได้ร่วมลงคะแนนต่อมติพักการใช้โทษประหารชีวิต โดยมีรัฐที่ลงคะแนนเสียงเห็นชอบ 110 เสียง งดออกเสียง 36 เสียง และคัดค้าน 39 เสียง แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย ขอชื่นชมที่รัฐบาลไทยลงคะแนน “งดออกเสียง” และไม่คัดค้านต่อมติข้อตกลงการพักใช้โทษประหารชีวิตดังกล่าว

“เราขอเรียกร้องให้รัฐบาลไทยสนับสนุนและลงมติ “เห็นชอบ” ต่อมติการพักใช้โทษประหารชีวิตที่จะมีขึ้นอย่างเป็นทางการในที่ประชุมสมัชชาใหญ่ฯ ในเดือนธันวาคม 2555 เพื่อแสดงจุดยืนและเจตนารมณ์ของรัฐบาลไทยต่อการเคารพและปกป้องสิทธิมนุษยชนในเวทีระหว่างประเทศ ทั้งยังนับเป็นการปฏิบัติตามแผนแม่บทสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ฉบับที่ 2 และปฏิบัติตามพันธกรณีของไทยที่มีต่อกฎหมายสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ ทั้งปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชนแห่งองค์การสหประชาชาติ และกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง” นายสมชายกล่าว

นางสาวปริญญา บุญฤทธิ์ฤทัยกุล ผู้อำนวยการแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย ยื่นหนังสือถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศระบุว่า แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย เรียกร้องให้รัฐบาลไทยควรพิจารณาสนับสนุนแนวโน้มที่เกิดขึ้นในเวทีระหว่างประเทศในทางที่ยกเลิกโทษประหารชีวิต ดังนี้
· ประกาศยุติการประหารชีวิตในทางปฏิบัติอย่างเป็นทางการโดยทันที เพื่อให้สอดคล้องกับแผนปฏิบัติแม่บทว่าด้วยสิทธิมนุษยชน โดยมีเจตจำนงที่จะออกกฎหมายให้ยกเลิกโทษประหารชีวิตในท้ายที่สุด
· ให้มีการยกเลิกโทษประหารชีวิต และให้ใช้โทษจำคุกตลอดชีวิตแทนภายในปี 2556
· ประเทศไทยควรให้สัตยาบันรับรองพิธีสารเลือกรับฉบับที่สองของกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (Second Optional Protocol to the International Covenant on Civil and Political Rights)

แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ต่อต้านโทษประหารในทุกกรณี โดยถือเป็นการละเมิดสิทธิที่จะมีชีวิต และถือเป็นการลงโทษที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม และดูหมิ่นศักดิ์ศรีมากที่สุด

จากการประชุมปรึกษาหารือ คุณพรประไพ กาญจนรินทร์ อธิบดีกรมองค์การระหว่างประเทศ กล่าวว่า สำหรับประเทศไทยในปีนี้คิดว่าคงจะงดออกเสียงในมตินี้ไปก่อน แต่ก็ยังมีความคืบหน้าในประเด็นดังกล่าว ซึ่งขณะนี้กระทรวงยุติธรรมได้จัดสรรงบประมาณจำนวนหนึ่งให้กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพเป็นผู้รับผิดชอบ ในการว่าจ้างให้คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศึกษาวิจัยและการเปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นของประชาชนว่ามีความคิดเห็นอย่างไร หากมีการยกเลิกโทษประหารชีวิต ซึ่งผลการศึกษาจะแล้วเสร็จในเดือนกันยายนปี 2556

หมายเหตุ: วันที่ 30 พฤศจิกายน 2555 เวลา 10.30 น. แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย จะเข้าพบอธิบดีกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กระทรวงยุติธรรม ณ อาคารศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา ตึก A ชั้น 8 เพื่อปรึกษาหารือและยื่นหนังสือในประเด็นดังกล่าวข้างต้น

สินีนาฏ เมืองหนู
ผู้ประสานงานฝ่ายพัฒนาสมาชิกและเครือข่าย
Sineenart Muangnoo
Growth Mobilization Coordinator

Amnesty International Thailand
90/24, Soi Duangporn, Ladprao Soi 1,
Jomphol, Chatuchak, Bangkok 10900
Tel. 02 513-8745, 02 513-8754
Fax. 02 939-2534
Email: membership@amnesty.or.th
Web:www.amnesty.or.th
Facebook:www.facebook.com/amnestythailand

Amnesty International is a Nobel Peace Prize-winning grassroots activist organization with more than 3 million supporters, activists and volunteers in more than 150 countries and territories campaigning for human rights worldwide. The organization investigates and exposes abuses, educates and mobilizes the public, and works to protect people wherever justice, freedom, truth and dignity are denied

Advertisements

UNCAT General Recommendation No. 3 on Redress Art. 14 _as of 16 Nov 2012_ Campaign against Torture_CrCF

เมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555 คณะกรรมการอนุสัญญาว่าด้วยการต่อต้านการทรมาน และการปฏิบัติหรือการลงโทษอื่นๆ ที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม หรือที่ย่ำยีศักดิ์ศรี องค์การสหประชาชาติ ได้รับรองเอกสานหมายเลข CAT/C/GC/3 เป็นความเห็นทั่วไปฉบับที่ 3 ของคณะกรรมการต่อต้านการทรมาน การปฏิบัติตามข้อ 14 ว่าด้วยเรื่องการเยียวยา ที่มีข้อกำหนดให้รัฐภาคีทุกแห่ง “ประกันในระบบกฎหมายของตนว่าผู้เสียหายจากการทรมานได้รับการเยียวยาและมีสิทธิสามารถบังคับคดีได้เพื่อจะได้รับสินไหมทดแทนที่เป็นธรรมและเพียงพอ รวมทั้งวิถีทางที่จะได้รับการฟื้นฟูสภาพอย่างสมบูรณ์ที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ โดยกำหนดว่าการเยียวยาหมายถึง “การเยียวยาอย่างเป็นผล” และ “การชดใช้ค่าเสียหาย” แนวคิดการชดใช้อย่างรอบด้านดังกล่าวกำหนดให้มีการชดใช้คืน สินไหมทดแทน การฟื้นฟูสภาพ ความพอใจ และหลักประกันว่าจะไม่เกิดซ้ำ และยังอ้างถึงมาตรการโดยสมบูรณ์ที่จำเป็นเพื่อให้เกิดการเยียวยากรณีที่มีการละเมิดเกิดขึ้น
โดยคณะกรรมการเน้นความสำคัญของการมีส่วนร่วมของผู้เสียหายในกระบวนการเยียวยา และการฟื้นฟูศักดิ์ศรีของผู้เสียหายซึ่งเป็นวัตถุประสงค์สูงสุดของข้อบัญญัติว่าด้วยการเยียวยา ที่สำคัญรัฐภาคีจะต้องออกกฎหมายหรือกำหนดให้มีกลไกรับข้อร้องเรียน กำหนดให้มีหน่วยงานและสถาบันเพื่อสอบสวน รวมทั้งการมีหน่วยงานตุลาการที่เป็นอิสระซึ่งมีความสามารถจำแนกสิทธิและกำหนดให้มีการเยียวยากับผู้เสียหายจากการทรมานและการปฏิบัติที่โหดร้าย และประกันว่าผู้เสียหายทุกคนสามารถเข้าถึงกลไกและหน่วยงานเหล่านี้อย่างเป็นผล รัฐภาคีต้องประกันว่าผู้เสียหายจากการทรมานหรือการปฏิบัติที่โหดร้ายได้รับการเยียวยาและการชดใช้ค่าเสียหายอย่างเต็มที่และอย่างเป็นผล รวมทั้งค่าชดเชยและช่องทางเพื่อการฟื้นฟูสภาพอย่างสมบูรณ์เท่าที่จะเป็นไปได้

การเยียวยามีด้วยกันห้ารูปแบบ ได้แก่ การชดใช้ค่าเสียหาย การชดใช้คืน สินไหมทดแทน การฟื้นฟูสภาพ ความพอใจ และหลักประกันว่าจะไม่เกิดซ้ำ และ ในการช่วยให้ผู้เสียหายได้รับสิทธิที่จะได้รับการเยียวยา หน่วยงานที่มีอำนาจของรัฐภาคีจะต้องสอบสวนและตรวจสอบตามข้อกล่าวหาโดยทันที อย่างเป็นผล และอย่างไม่ลำเอียง ขั้นตอนการสอบสวนและการดำเนินคดีทางอาญา รวมทั้งผลการตัดสินในคดีอาญาไม่ควรส่งผลกระทบต่อการฟ้องร้องเพื่อเรียกค่าเสียหายทางแพ่ง ทั้งนี้รวมถึงการสร้างกลไกการเข้าถึงการได้รับการเยียวยา การกำจัดอุปสรรคต่อสิทธิที่จะได้รับการเยียวยา การสนับสนุนกองทุนโดยสมัครใจเพื่อสนับสนุนผู้เสียหายจากการทรมานขององค์การสหประชาชาติ และการติดตามตรวจสอบและการรายงานผลการดำเนินงานของรัฐภาค

อ่านฉบับเต็มที่ General Comment on CAT-C-GC-3_16 Nov 2012_ Thai

บทความ: ความสำเร็จภายใต้กฎหมายความมั่นคง (มาตรา 21) โดยศูนย์ทนายความมุสลิม

ความสำเร็จภายใต้กฎหมายความมั่นคง

Posted on พฤศจิกายน 21, 2012 by babymac

โดย มูลนิธิศูนย์ทนายความมุสลิม

นับเป็นเรื่องที่น่ายินดีอย่างยิ่ง ที่กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน ภาค ๔ ส่วนหน้า ได้ประกาศผลความสำเร็จในการทำงานเพื่อยุติการใช้ความรุนแรงด้วยวิธีการอบรมแทนการดำเนินคดี ซึ่งเป็นการดำเนินการภายใต้พระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ.๒๕๕๑ โดยมีผู้จบหลักสูตรการอบรมมาแล้วสองคน คือ นายรอยาลี บือราเฮง และนายยาซะ เจะหมะ ทั้งสองคนเป็นผู้ต้องหาและได้รับสารภาพในความผิดที่ถูกกล่าวหา โดยยอมรับว่ากระทำไปเพราะหลงผิดหรือรู้เท่าไม่ถึงการณ์ และยินยอมเข้ารับการอบรมตามมาตรา ๒๑ แทนการถูกดำเนินคดี

นับว่าเป็นสัญญาณที่ดีและเป็นการสร้างบรรยากาศที่จะเอื้อให้หลายคนที่เข้าไปอยู่ในกลุ่มของขบวนการก่อความไม่สงบอย่างหลงผิดและรู้เท่าไม่ถึงการณ์ได้มีช่องทางหรือหาทางออกให้กับตัวเอง

กฎหมายความมั่นคงฉบับนี้ฉีกแนวกว่ากฎหมายพิเศษที่ใช้บังคับมาแล้ว ทั้งกฎอัยการศึกและพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินหรือพ.ร.ก.ฉุกเฉิน เพราะเปิดพื้นที่ให้ผู้กระทำความผิดที่กระทบต่อความมั่นคงแต่กลับใจได้มีโอกาสเข้ามอบตัว หรือในกรณีที่พนักงานสอบสวนดำเนินการสอบสวนแล้วพบว่าผู้ต้องหานั้นๆกระทำไปเพราะหลงผิดและรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ทั้งเห็นว่าการกลับใจของผู้นั้นจะเป็นประโยชน์ต่อการรักษาความมั่นคง ในกรณีอย่างนี้ หากผู้อำนวยการกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน (ผอ.กอ.รมน.) เห็นชอบ ก็สามารถส่งเรื่องให้พนักงานอัยการยื่นคำร้องต่อศาล และหากศาลเห็นสมควร เมื่อสอบถามผู้ต้องหาแล้วสมัครใจเข้าร่วมอบรม ก็อาจสั่งให้ผู้ต้องหานั้นเข้ารับการอบรม ณ สถานที่ที่กำหนดไว้เป็นเวลาไม่เกินหกเดือนแทนการถูกดำเนินคดี

ผลในทางกฎหมายในกรณีนี้ คือ สิทธิในการนำคดีมาฟ้องเกี่ยวกับความผิดตามข้อกล่าวหาดังกล่าวเป็นอันระงับไป ตามบทบัญญัติในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา ๓๙) ซึ่งจะเป็นผลดีต่อตัวผู้ต้องหาเอง

เจตนารมณ์ของกฎหมายนั้นต้องการให้กลุ่มผู้ก่อเหตุรุนแรงหรือผู้ที่มีหมายจับ ไม่ว่าจะเป็นหมายจับตามพรก.ฉุกเฉินหรือตามป.วิอาญาได้เข้าสู่กระบวนทางกฎหมาย ทั้งนี้เพื่อที่จะยุติการก่อเหตุรุนแรงหรือการก่อความไม่สงบ อันเป็นเรื่องที่สอดคล้องกับการสร้างบรรยากาศหรือเปิดพื้นที่ให้กับคนที่มีความเห็นต่างได้มีโอกาสเข้ามาให้ความร่วมมือกับภาครัฐในการแก้ไขปัญหา จึงเป็นความปรารถนาดีของรัฐที่มีต่อฝ่ายที่หลงผิดและเข้าสู่ขบวนการ ไม่ว่าที่ยังอยู่ในพื้นที่หรือที่กำลังหลบหนีก็ตาม ทั้งนี้เพื่อให้ยุติทั้งความคิดและการกระทำ

เท่ากับว่ารัฐได้เปิดหนทางให้แล้ว และหากพวกเขาเข้าสู่กระบวนการนี้ก็มีโอกาสที่จะได้กลับมาใช้ชีวิตตามปกติ ในกรณีที่ไม่มีอาชีพ ทางการก็อาจหาอาชีพให้โดยมีข้อแลกเปลี่ยนคือขอให้ยุติการก่อเหตุรุนแรง หยุดสร้างความเสียหายแก่ชาติบ้านเมือง ร่วมกันพัฒนาชาติและสร้างสันติภาพในพื้นที่ต่อไป

แต่ข้อสรุปนี้จะเป็นความคาดหวังที่ยังห่างไกลความจริงของรัฐหรือไม่ เพราะเมื่อดูทางฝ่ายขบวนการแล้วยังไม่ปรากฏสัญญาณใดที่จะแสดงให้เห็นว่ามีการตอบรับการหยิบยื่นทางออกเช่นนี้ให้ จะเห็นว่า ทุกครั้งที่ปรากฏเหตุการณ์ความรุนแรง ก็มีการคาดเดาเอาว่าเป็นการตอบโต้ของขบวนการ เหตุผลที่มักพูดกันก็คือเพราะฝ่ายขบวนการเห็นว่าเจ้าหน้าที่กำลังทำงานประสบผลสำเร็จ มีประชาชนให้ความร่วมมือมากขึ้น เช่นมีตัวอย่างจากการที่มีแกนนำระดับปฏิบัติการที่เคยอยู่ร่วมขบวนการเข้ามอบตัว (ดังเช่นกรณี ๙๓ คนที่มามอบตัวที่คณะกรรมการอิสลามนราธิวาส) เพราะทนกับแนวทางการทำงานของขบวนการไม่ได้ จึงขอยุติการใช้อาวุธเพื่อจะกลับมาใช้ชีวิตตามปกติ ความสำเร็จของฝ่ายรัฐดังว่านี้ ว่ากันว่าทำให้กลุ่มที่ก่อเหตุรุนแรงไม่พอใจและออกมาพยายามเรียกคนหรือเรียกคะแนนคืนด้วยการสร้างเหตุรุนแรงต่อเนื่องไม่เลิก

เหตุการณ์ความไม่สงบในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่ยืดเยื้อย่างเข้าสู่ปีที่ ๑๐ นี้ ทุกฝ่ายยอมรับว่าเป็นการต่อสู้ระหว่างฝ่ายรัฐที่มีทหารเป็นฝ่ายนำ กับฝ่ายขบวนการที่ไม่มีตัวตนและไม่เปิดเผยตนเอง รัฐได้ทุ่มเททั้งงบประมาณและกำลังพลเข้ามาในพื้นที่สามจังหวัด ในขณะที่ฝ่ายขบวนการแทบจะไม่ได้ลงทุนอะไรมากนัก อาศัยอุดมการณ์การต่อสู้โดยใช้ศาสนาและประวัติศาสตร์ในการปลูกฝังจิตวิญญาณ โดยมีชีวิตของคนในสามจังหวัดเป็นตัวประกัน

ต่างฝ่ายต่างต่อสู้ทั้งทางยุทธศาสตร์และยุทธวิธี ช่วงชิงการนำมวลชน และแสดงให้เห็นถึงความเหนือกว่า โดยใช้วิธีการทุกอย่าง ประชาชนในสามจังหวัดจึงอยู่ระหว่างเขาควาย ไม่ว่าจะขยับไปทางไหนก็มีสิทธิที่จะถูกทิ่มแทงทั้งสิ้น

ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาฝ่ายรัฐมีอำนาจที่จะกำหนดทั้งทางการทหารและการเมือง ยิ่งมีการประกาศใช้กฎหมายพิเศษในพื้นที่ ยิ่งเป็นแรงเสริมให้การใช้อำนาจมากขึ้น แต่ดูเหมือนยิ่งใช้อำนาจมากเท่าใดก็ยิ่งเปิดจุดอ่อนที่กลับไปช่วยสร้างความเข้มแข็งให้กับฝ่ายขบวนการมากขึ้นเท่านั้น เพราะข้อสรุปที่เห็นได้ชัดเจนอย่างหนึ่ง คือ กฎหมายอาจเป็นเครื่องมือในปราบปรามอาชญากรรมและควบคุมสังคมได้ก็จริง แต่สำหรับการต่อสู้กับอุดมการณ์ ความคิดและจิตวิญญาณนั้น การใช้อำนาจทางกฎหมายอย่างเดียวไม่น่าจะได้ผล

เพราะอีกฝ่ายมองว่ากฎหมายเป็นเครื่องมือของรัฐ แต่สำหรับเขาแล้วทั้งความคิดและการกระทำ เป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นว่าไม่ยอมรับอำนาจรัฐตั้งแต่แรกแล้ว

การประกาศใช้กฎหมายความมั่นคงกำลังจะกลายเป็นสิ่งบ่งชี้อย่างหนึ่งว่าการใช้กฎหมายพิเศษทั้งสองฉบับคือทั้งกฎอัยการศึกและพ.ร.ก.ฉุกเฉินนั้นล้มเหลว แม้เจ้าหน้าที่จะประกาศมาโดยตลอดว่าประสบผลสำเร็จ

อันที่จริงแล้วการสร้างความเชื่อมั่นและการยอมรับในอำนาจรัฐ เป็นเรื่องเดียวกันกับความชอบธรรมในการบังคับใช้กฎหมาย และเป็นเรื่องเดียวกันกับการสร้างบรรยากาศหรือเปิดพื้นที่ให้คนที่มีความคิดต่างกลับเข้ามาร่วมมือ อาจกล่าวได้ว่าเป็นทั้งเป้าหมายและวิธีการในเวลาเดียวกัน

การบังคับใช้กฎหมายที่มุ่งแต่เพียงให้ได้ผลสำเร็จตามเป้าหมายโดยไม่สนใจวิธีการ จึงเป็นการทำลายความชอบธรรมของตัวกฎหมายเอง เพราะการใช้อำนาจของรัฐต้องอาศัยกฎหมาย โดยมีเจ้าหน้าที่ของรัฐเป็นผู้ปฏิบัติให้เป็นไปตามกฎหมาย เมื่อใดที่เจ้าหน้าที่ไม่ปฏิบัติตามกฎหมายเสียเอง หรือใช้อำนาจตามกฎหมายไปละเมิดสิทธิหรือปฏิบัติจนเกิดผลกระทบต่อประชาชนผู้บริสุทธิ์ทั้งที่กฎหมายไม่ได้ให้อำนาจที่จะกระทำได้ การกระทำเช่นนี้ไม่ต่างอะไรไปกับการทำลายกฎหมายที่ให้อำนาจมานั่นเอง

จากการใช้กฎหมายพิเศษที่ผ่านมาพบว่ามีปัญหามากมาย แม้เจตนารมณ์ของกฎหมายจะดี แต่ฝ่ายที่นำกฎหมายไปปฏิบัติต้องเข้าใจเจตนารมณ์ ระวังไม่ให้การใช้กฎหมายกลายเป็นเงื่อนไขหนึ่งที่สร้างปัญหาให้คนในพื้นที่ จริงอยู่ที่ว่า หลักการของกฎหมายให้โอกาสกับผู้ที่กระทำความผิดได้มีช่องทางในการที่จะเข้าสู่กระบวนการอบรม แทนที่จะเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม แต่เรื่องนี้ควรใช้กับผู้ที่กระทำความผิดจริงแต่หลงผิดเพราะถูกชักจูง หรือได้กระทำเพราะความรู้เท่าไม่ถึงการณ์จริงๆ ที่สำคัญต้องเป็นไปตามความสมัครใจของผู้ต้องหาเองด้วย เพราะเป็นสิทธิทางกฎหมายที่คุ้มครองตัวเขาเอง

หากผู้ต้องหาไม่ยอมเข้าร่วมก็ควรจะยอมรับในการตัดสินใจของพวกเขา ไม่พึงใช้วิธีการคุกคามจนผู้ต้องหาหรือครอบครัวไม่สามารถใช้ชีวิตตามปกติสุขได้ ไม่ควรปฏิบัติต่อผู้ต้องหาโดยไม่ให้เกียรติและไม่คำนึงถึงศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ หรือแสดงให้เห็นอย่างชัดแจ้งถึงการเลือกปฏิบัติต่อผู้ที่ยอมเข้าร่วมกับผู้ที่ไม่ยอมเข้าร่วม เพื่อแสดงตัวอย่างให้บุคคลอื่นได้เห็นอันเป็นลักษณะของการบังคับในทางอ้อม

ที่สำคัญต้องใช้กฎหมายฉบับนี้กับผู้ที่มีพยานหลักฐานชัดเจนว่าได้กระทำความผิดจริง ทั้งพยานบุคคล พยานวัตถุ หรือพยานเอกสาร ไม่ใช่ว่าตนเองไม่ได้กระทำความผิด แต่ถูกบังคับให้รับสารภาพหรือถูกซัดทอดจากบุคคลอื่น หรือว่าถูกออกหมายจับอันมาจากข้อมูลทางการข่าวของเจ้าหน้าที่ฝ่ายสืบสวน ซึ่งในหลายกรณีเป็นผลสืบเนื่องจากการบังคับใช้กฎหมายพิเศษในช่วงหลายปีที่ผ่านมา

และในกรณีที่เขาขอใช้สิทธิในการต่อสู้คดี ควรที่จะเปิดโอกาสหรือให้ความสะดวกกับผู้ต้องหาได้พิสูจน์ความผิดของตนเอง และใช้สิทธิต่อสู้ตามกระบวนการยุติธรรมอย่างเต็มที่ ทั้งหมดนี้เพื่อหลีกเลี่ยงความผิดพลาดในอดีตที่ให้บทเรียนมาแล้ว

หวังว่ากฎหมายความมั่นคงจะไม่สร้างปัญหาเหมือนที่ผ่านมา มิฉะนั้นแล้วก็อาจจะต้องมานั่งออกแบบกฎหมายในสามจังหวัดกันต่อไปอย่างไม่จบสิ้น

 

http://th.macmuslim.com/?p=555

 

Update_ICJ Press Release “ICJ condemns fatally flawed ASEAN Human Rights Declaration”

19 November 2012
ICJ condemns fatally flawed ASEAN Human Rights Declaration

Bangkok, Thailand/Geneva, Switzerland – The International Commission of Jurists condemns the adoption by the ASEAN of a fatally flawed Human Rights Declaration, and calls on the people in the region and the international community to immediately repudiate the text.

“It is unfortunate that ASEAN Member States do not realize that they have just adopted a text that is a radical departure from international human rights law,” said Wilder Tayler, Secretary General of the ICJ.

The ICJ concurs with the position of the independent experts of the Human Rights Council Special Procedures who expressed their concern over certain provisions included in the Declaration’s General Principles. The adopted text includes in its General Principles provisions that subject the enjoyment of fundamental rights to a “balancing” with government-imposed duties on individuals. The Declaration also challenges the principle of universality of human rights by making them subject to regional and national contexts. In addition, it allows for broad and all-encompassing limitations on rights, including those that may never be restricted under international law.

In an effort to salvage the Declaration, the Philippine government suggested an addition to the statement upon adoption, which says: “Reiterating ASEAN’s and its Member States’ commitment to ensure that the implementation of the [Declaration] be in accordance with our commitment to the Charter of the United Nations, the Vienna Declaration and Programme of Action (VDPA), and other international human rights instruments to which ASEAN Member States are parties, as well as to relevant ASEAN declarations and instruments pertaining to human rights.” The ICJ, however, believes that the hasty addition does not address the most noxious parts of the Declaration.

“The idea of balancing the enjoyment of rights vis-à-vis duties and responsibilities of an individual turns on its head the entire raison d’être of human rights,” Tayler added. “Human rights impose a limitation on the duties that states may impose on an individual and not the other way around.”

From the very beginning of the drafting process of the ASEAN Human Rights Declaration, the ICJ has been vigorously reminding ASEAN Member States to ensure that the adopted text must accord with international human rights law and standards.

The ICJ has also expressed disappointment that the ASEAN Intergovernmental Commission on Human Rights (AICHR), the body tasked to undertake the elaboration of the Declaration, went about their drafting with almost no consultations with civil society groups.

Only a few of the AICHR members conducted consultations in their own countries, and most of these consultations were ineffective, with drafts of the declaration never publicized. The AICHR met civil society groups regionally only twice and only towards the end of the drafting process.

The ICJ says that input provided by civil society groups during these consultations were hardly reflected in the text of the Declaration.

The ICJ calls on the people in the ASEAN region and the international community to immediately and publicly repudiate the Declaration.

“We cannot and will not use the Declaration, as it is inconsistent with human rights obligations already incumbent up ASEAN States. Its adoption only hampers any regional efforts to improve the human rights situation in the ASEAN,” Tayler said. “It bolsters the position of those who think that the half a billion people in the ASEAN region do not deserve the same human rights protections as the rest of the world.”

The Geneva-based organization will continue to use international human rights law and standards in its work in promoting and protecting the rights of the people in the region.

Media contact:

In Bangkok: Emerlynne Gil, International Legal Adviser, Tel no. +66840923575, email: emerlynne.gil@icj.org

ASEAN HUMAN RIGHTS DECLARATION as of 19 Nov 2012

ASEAN HUMAN RIGHTS DECLARATION

WE, the Heads of State/Government of the Member States of the Association of Southeast Asian Nations (hereinafter referred to as “ASEAN”), namely Brunei Darussalam, the Kingdom of Cambodia, the Republic of Indonesia, the Lao People’s Democratic Republic, Malaysia, the Republic of the Union of Myanmar, the Republic of the Philippines, the Republic of Singapore, the Kingdom of Thailand and the Socialist Republic of Viet Nam, on the occasion of the 21st ASEAN Summit in Phnom Penh, Cambodia.
REAFFIRMING our adherence to the purposes and principles of ASEAN as enshrined in the ASEAN Charter, in particular the respect for and promotion and protection of human rights and fundamental freedoms, as well as the principles of democracy, the rule of law and good governance;
REAFFIRMING FURTHER our commitment to the Universal Declaration of Human Rights, the Charter of the United Nations, the Vienna Declaration and Programme of Action, and other international human rights instruments to which ASEAN Member States are parties;
REAFFIRMING ALSO the importance of ASEAN’s efforts in promoting human rights, including the Declaration of the Advancement of Women in the ASEAN Region and the Declaration on the Elimination of Violence against Women in the ASEAN Region;
CONVINCED that this Declaration will help establish a framework for human rights cooperation in the region and contribute to the ASEAN community building process;
HEREBY DECLARE AS FOLLOWS:
GENERAL PRINCIPLES
1. All persons are born free and equal in dignity and rights. They are endowed with reason and conscience and should act towards one another in a spirit of humanity.
2. Every person is entitled to the rights and freedoms set forth herein, without distinction of any kind, such as race, gender, age, language, religion, political or other opinion, national or social origin, economic status, birth, disability or other status.
3. Every person has the right of recognition everywhere as a person before the law. Every person is equal before the law. Every person is entitled without discrimination to equal protection of the law.
4. The rights of women, children, the elderly, persons with disabilities, migrant workers, and vulnerable and marginalised groups are an inalienable, integral and indivisible part of human rights and fundamental freedoms.
5. Every person has the right to an effective and enforceable remedy, to be determined by a court or other competent authorities, for acts violating the rights granted to that person by the constitution or by law.
6. The enjoyment of human rights and fundamental freedoms must be balanced with the performance of corresponding duties as every person has responsibilities to all other individuals, the community and the society where one lives. It is ultimately the primary responsibility of all ASEAN Member States to promote and protect all human rights and fundamental freedoms.
7. All human rights are universal, indivisible, interdependent and interrelated. All human rights and fundamental freedoms in this Declaration must be treated in a fair and equal manner, on the same footing and with the same emphasis. At the same time, the realisation of human rights must be considered in the regional and national context bearing in mind different political, economic, legal, social, cultural, historical and religious backgrounds.
8. The human rights and fundamental freedoms of every person shall be exercised with due regard to the human rights and fundamental freedoms of others. The exercise of human rights and fundamental freedoms shall be subject only to such limitations as are determined by law solely for the purpose of securing due recognition for the human rights and fundamental freedoms of others, and to meet the just requirements of national security, public order, public health, public safety, public morality, as well as the general welfare of the peoples in a democratic society.
9. In the realisation of the human rights and freedoms contained in this Declaration, the principles of impartiality, objectivity, non-selectivity, non-discrimination, non-confrontation and avoidance of double standards and politicisation, should always be upheld. The process of such realisation shall take into account peoples’ participation, inclusivity and the need for accountability.

CIVIL AND POLITICAL RIGHTS
10. ASEAN Member States affirm all the civil and political rights in the Universal Declaration of Human Rights. Specifically, ASEAN Member States affirm the following rights and fundamental freedoms:
11. Every person has an inherent right to life which shall be protected by law. No person shall be deprived of life save in accordance with law.
12. Every person has the right to personal liberty and security. No person shall be subject to arbitrary arrest, search, detention, abduction or any other form of deprivation of liberty.
13. No person shall be held in servitude or slavery in any of its forms, or be subject to human smuggling or trafficking in persons, including for the purpose of trafficking in human organs.
14. No person shall be subject to torture or to cruel, inhuman or degrading treatment or punishment.
15. Every person has the right to freedom of movement and residence within the borders of each State. Every person has the right to leave any country including his or her own, and to return to his or her country.
16. Every person has the right to seek and receive asylum in another State in accordance with the laws of such State and applicable international agreements.
17. Every person has the right to own, use, dispose of and give that person’s lawfully acquired possessions alone or in association with others. No person shall be arbitrarily deprived of such property.
18. Every person has the right to a nationality as prescribed by law. No person shall be arbitrarily deprived of such nationality nor denied the right to change that nationality.
19. The family as the natural and fundamental unit of society is entitled to protection by society and each ASEAN Member State. Men and women of full age have the right to marry on the basis of their free and full consent, to found a family and to dissolve a marriage, as prescribed by law.
20. (1) Every person charged with a criminal offence shall be presumed innocent until proved guilty according to law in a fair and public trial, by a competent, independent and impartial tribunal, at which the accused is guaranteed the right to defence.
(2) No person shall be held guilty of any criminal offence on account of any act or omission which did not constitute a criminal offence, under national or international law, at the time when it was committed and no person shall suffer greater punishment for an offence than was prescribed by law at the time it was committed.
(3) No person shall be liable to be tried or punished again for an offence for which he or she has already been finally convicted or acquitted in accordance with the law and penal procedure of each ASEAN Member State.

21. Every person has the right to be free from arbitrary interference with his or her privacy, family, home or correspondence including personal data, or to attacks upon that person’s honour and reputation. Every person has the right to the protection of the law against such interference or attacks.
22. Every person has the right to freedom of thought, conscience and religion. All forms of intolerance, discrimination and incitement of hatred based on religion and beliefs shall be eliminated.
23. Every person has the right to freedom of opinion and expression, including freedom to hold opinions without interference and to seek, receive and impart information, whether orally, in writing or through any other medium of that person’s choice.
24. Every person has the right to freedom of peaceful assembly.
25. (1) Every person who is a citizen of his or her country has the right to participate in the government of his or her country, either directly or indirectly through democratically elected representatives, in accordance with national law.
(2) Every citizen has the right to vote in periodic and genuine elections, which should be by universal and equal suffrage and by secret ballot, guaranteeing the free expression of the will of the electors, in accordance with national law.
ECONOMIC, SOCIAL AND CULTURAL RIGHTS
26. ASEAN Member States affirm all the economic, social and cultural rights in the Universal Declaration of Human Rights. Specifically, ASEAN Member States affirm the following:
27. (1) Every person has the right to work, to the free choice of employment, to enjoy just, decent and favourable conditions of work and to have access to assistance schemes for the unemployed.
(2) Every person has the right to form trade unions and join the trade union of his or her choice for the protection of his or her interests, in accordance with national laws and regulations.
(3) No child or any young person shall be subjected to economic and social exploitation. Those who employ children and young people in work harmful to their morals or health, dangerous to life, or likely to hamper their normal development, including their education should be punished by law. ASEAN Member States should also set age limits below which the paid employment of child labour should be prohibited and punished by law.
28. Every person has the right to an adequate standard of living for himself or herself and his or her family including:
a. The right to adequate and affordable food, freedom from hunger and access to safe and nutritious food;
b. The right to clothing;
c. The right to adequate and affordable housing;
d. The right to medical care and necessary social services;
e. The right to safe drinking water and sanitation;
f. The right to a safe, clean and sustainable environment.
29. (1) Every person has the right to the enjoyment of the highest attainable standard of physical, mental and reproductive health, to basic and affordable health-care services, and to have access to medical facilities.
(2) The ASEAN Member States shall create a positive environment in overcoming stigma, silence, denial and discrimination in the prevention, treatment, care and support of people suffering from communicable diseases, including HIV/AIDS.
30. (1) Every person shall have the right to social security, including social insurance where available, which assists him or her to secure the means for a dignified and decent existence.
(2) Special protection should be accorded to mothers during a reasonable period as determined by national laws and regulations before and after childbirth. During such period, working mothers should be accorded paid leave or leave with adequate social security benefits.
(3) Motherhood and childhood are entitled to special care and assistance. Every child, whether born in or out of wedlock, shall enjoy the same social protection.
31. (1) Every person has the right to education.
(2) Primary education shall be compulsory and made available free to all. Secondary education in its different forms shall be available and accessible to all through every appropriate means. Technical and vocational education shall be made generally available. Higher education shall be equally accessible to all on the basis of merit.
(3) Education shall be directed to the full development of the human personality and the sense of his or her dignity. Education shall strengthen the respect for human rights and fundamental freedoms in ASEAN Member States. Furthermore, education shall enable all persons to participate effectively in their respective societies, promote understanding, tolerance and friendship among all nations, racial and religious groups, and enhance the activities of ASEAN for the maintenance of peace.
32. Every person has the right, individually or in association with others, to freely take part in cultural life, to enjoy the arts and the benefits of scientific progress and its applications and to benefit from the protection of the moral and material interests resulting from any scientific, literary or appropriate artistic production of which one is the author.
33. ASEAN Member States should take steps, individually and through regional and international assistance and cooperation, especially economic and technical, to the maximum of its available resources, with a view to achieving progressively the full realisation of economic, social and cultural rights recognised in this Declaration.
34. ASEAN Member States may determine the extent to which they would guarantee the economic and social rights found in this Declaration to non-nationals, with due regard to human rights and the organisation and resources of their respective national economies.
RIGHT TO DEVELOPMENT
35. The right to development is an inalienable human right by virtue of which every human person and the peoples of ASEAN are entitled to participate in, contribute to, enjoy and benefit equitably and sustainably from economic, social, cultural and political development. The right to development should be fulfilled so as to meet equitably the developmental and environmental needs of present and future generations. While development facilitates and is necessary for the enjoyment of all human rights, the lack of development may not be invoked to justify the violations of internationally recognised human rights.
36. ASEAN Member States should adopt meaningful people-oriented and gender responsive development programmes aimed at poverty alleviation, the creation of conditions including the protection and sustainability of the environment for the peoples of ASEAN to enjoy all human rights recognised in this Declaration on an equitable basis, and the progressive narrowing of the development gap within ASEAN.
37. ASEAN Member States recognise that the implementation of the right to development requires effective development policies at the national level as well as equitable economic relations, international cooperation and a favourable international economic environment. ASEAN Member States should mainstream the multidimensional aspects of the right to development into the relevant areas of ASEAN community building and beyond, and shall work with the international community to promote equitable and sustainable development, fair trade practices and effective international cooperation.
RIGHT TO PEACE
38. Every person and the peoples of ASEAN have the right to enjoy peace within an ASEAN framework of security and stability, neutrality and freedom, such that the rights set forth in this Declaration can be fully realised. To this end, ASEAN Member States should continue to enhance friendship and cooperation in the furtherance of peace, harmony and stability in the region.

COOPERATION IN THE PROMOTION AND PROTECTION OF HUMAN RIGHTS
39. ASEAN Member States share a common interest in and commitment to the promotion and protection of human rights and fundamental freedoms which shall be achieved through, inter alia, cooperation with one another as well as with relevant national, regional and international institutions/organisations, in accordance with the ASEAN Charter.
40. Nothing in this Declaration may be interpreted as implying for any State, group or person any right to perform any act aimed at undermining the purposes and principles of ASEAN, or at the destruction of any of the rights and fundamental freedoms set forth in this Declaration and international human rights instruments to which ASEAN Member States are parties.

Adopted by the Heads of State/Government of ASEAN Member States at Phnom Penh, Cambodia, this Eighteenth Day of November in the Year Two Thousand and Twelve, in one single original copy in the English Language.