Feeds:
Posts
Comments

 

 

 

อยุติธรรมกลบกลืนผืนป่า…‘ทุ่งสังหาร’ ที่ซึ่งวิญญาณนิรนามสูญหายเงียบงัน

โดย : ศูนย์ข้อมูล มูลนิธิผสานวัฒนธรรม

จากจุดเริ่มต้นที่ปากทางริมถนน ลึกเข้าไปในผืนป่าไม่น้อยกว่า 300 เมตร …ชิ้นส่วนกระดูกมนุษย์ที่เหลือรอดจากการเผาไหม้โผล่พ้นขึ้นเหนือผืนดินใต้ขดลวดที่ถูกเผาจนเกรียม ซากกระดูกเหล่านั้นที่รอดพ้นจากเปลวเพลิงและดำรงอยู่มาจนถึงบัดนี้ ราวกับต้องการส่งเสียงวิงวอน ทวงถามถึง “ความยุติธรรม” ว่าเมื่อใด วันใด ข้อเท็จจริงของผู้เกี่ยวข้อง ร่วมกระทำการ รู้เห็นและอยู่เบื้องหลังการสังหารโหด เผานั่งยางผู้คนจำนวนมากในป่าแห่งนี้ศพแล้ว ศพเล่า จักถูกนำตัวเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมและต้องรอคอยอีกยาวนานเท่าใด เจ้าหน้าที่รัฐจึงจักสามารถสืบสวน ขยายผลทางคดี รวมทั้งพิสูจน์อัตลักษณ์บุคคลที่ทำให้ทราบข้อเท็จจริงว่าบางกระดูก บางเศษซากที่ยังปรากฏ ณ ป่าอำมหิตนั้นเป็นใคร? พ่อ แม่ บุตรหลาน คนรัก ญาติพี่น้องของใคร ครอบครัวใดบ้างที่สูญหายและถูกสังหาร ณ ผืนป่าอำมหิตนี้

*หมายเหตุ : เนื่องในวันผู้สูญหายสากล (International Day of the  Victims of Enforced Disappearance) มูลนิธิผสานวัฒนธรรม นำเสนอรายงานการลงพื้นที่บันทึกข้อเท็จจริงกรณีมีบุคคลถูกบังคับให้สูญหาย อุ้มฆ่า เผานั่งยาง สังหารผู้คนในบริเวณป่าสงวนกุดจับ     อ.บ้านผือและบริเวณใกล้เคียงของ จ.อุดรธานีอันสะท้อนภาพความโหดร้ายอำมหิตที่เกิดกับประชาชน โดยในหลายกรณีกฏหมายยังเอื้อมไม่ถึงผู้กระทำผิด   

อ่านต่อที่   ตอนที่ 1 ผืนป่าทุ่งสังหาร

 

รายการผู้ติดตามคนหายจำนวน 40 ราย ข้อมูลจากสภ.บ้านผือ

  1. พี่ชายวัย 54 ปี ตามหาน้องสาววัย 39 ปี หายตั้งแต่ปี 2545
  2. ลูกชายวัย 47 ปี ตามหาพ่อวัย 61 ปี หายตั้งแต่ปี 2552
  3. แม่วัย 46 ปี ตามหาลูกชายวัย 20 ปี หายตั้งแต่ปี 2552
  4. พี่สาววัย 49 ปี ตามหาน้องชายวัย 40 ปี หายตั้งแต่ปี 2556
  5. น้องชายวัย 53 ปี ตามหาพี่สาว หายตั้งแต่ปี 2552
  6. ลูกสาววัน 35 ปี ตามหาพ่อที่หายไปตั้งแต่ปี 2552
  7. พ่อวัย 51 ปี ตามหาลูกชายวัย 25 ปีหายตั้งแต่ปี 2557
  8. แม่วัย 69 ปีตามหาลูกชายหายตั้งแต่ปี 2543
  9. ลูกสาววัย 39 ปี ตามหาพ่อแม่หายตั้งแต่ปี 2542
  10. ลูกสาววัย 30 ปี ตามหาพ่อหายตั้งแต่ปี 2549
  11. พี่ชายวัย 48 ปี ตามหาพระน้องชายวัย 40 ปี หายตั้งแต่ปี 2552
  12. พี่สาววัย 50 ปี ตามหาน้องชายวัย 47 ปี หายไปตั้งแต่ปี 2558
  13. ลูกสาววัย 43 ปี ตามหาพ่อวัย 62 ปี หายไปตั้งแต่ปี 2556
  14. น้องสาววัย 36 ปี ตามหาพี่ชายวัย 38 ปี หายไปตั้งแต่ปี 2551
  15. พ่อวัย 60ปี ตามหาลูกชายวัย 35 ปี หายไปตั้งแต่ปี 2555
  16. พ่อวัย 78 ปี ตามหาลูกชายวัย 42 ปี หายไป 20 ปีที่แล้ว
  17. น้องสาววัย 44 ปีตามหายพี่ชายหายไปตั้งแต่ปี 2553
  18. พี่สาววัย 50 ปีตามหาน้องชายหายไปตั้งแต่ปี 2552
  19. ลูกชายวัย 33 ปีตามหาพ่อหายไปตั้งแต่ปี 2552
  20. ลูกวัย 46 ปีตามหาพ่อแม่ หายไปตั้งแต่ปี 2545
  21. น้องสาววัย 35 ปี ตามหาพี่สาวหายไปตั้งแต่ปี 2554
  22. ลูกชายตามหาพ่อแม่หายไปตั้งแต่ปี 2549
  23. พ่อวัย 59 ปี ตามหาลูกสาววัน 16 ปี หายไปตั้งแต่ปี 2553
  24. น้องชายวัย 42 ปีตามหาพี่สาวที่หายไปตั้งแต่ปี 2545
  25. ลูกสาววัย 31 ปีตามหาแม่หายไปตั้งแต่ปี 2552
  26. ญาติตามหาชายที่หายตัวไปหลังถูกจับกุมตั้งแต่ปี 2546
  27. แม่วัย 96 ปีตามหาลูกสาวหายไปปี 2552
  28. แม่อายุ 61ปีตามหาลูกชายหายไปตั้งแต่ปี /ถถ/
  29. แม่ตามหาลูกชายวัย 17 ปีที่ หายไปตั้งแต่ปี 2542
  30. พ่อตามหาลูกชายที่หายไปปี 2543
  31. แม่วัย 66 ปีตามหาลูกชายหายไปตั้งแต่ปี 2544
  32. พี่ชายตามหาน้องสาวอายุ 50 ปีหายไปตั้งแต่ปี 2551
  33. พี่ชายตามหาน้องชายอายุ 51ปี หายไปตั้งแต่ปี 2554
  34. พี่ชายตามหาน้องชายวัย 42 ปี หายไปตั้งแต่ปี 2557
  35. พี่ชายวัย 35ปีตามหาน้องชายวัย 32 ปีหายไป 2555
  36. ลูกสาวตามหาพ่อวัย 69 ปี หายไป 2545
  37. ลูกสาววัย 37 ปี ตามหาพ่อวัย 54 ปี ตั้งแต่ปี 2551
  38. น้องสาวตามหาพี่สาว วัย 32 ปี หายไปปี 2551
  39. น้องสาววัย 37 ปี ตามหายพี่ชายวัย 54 ปี หายไป 2548
  40. พ่อวัย 64 ปี ตามหาลูกชายวัย 36 ปี หายไป 2548

 

 

crcf & mac

เผยแพร่วันที่ 28 สิงหาคม  2559

ใบแจ้งข่าว

ศาลจังหวัดปัตตานีนัดไต่สวนพยานฝ่ายผู้ร้องซักถาม ภรรยาผู้ตายเพิ่มสองปาก

คดีชันสูตรพลิกศพนายอับดุลลายิบ  ดอเลาะ

 

ในวันที่ 29 สิงหาคม 2559 เวลา 14.00 นาฬิกา ศาลจังหวัดปัตตานีนัดไต่สวนพยานฝ่ายผู้ร้องซักถามในคดีหมายเลขดำที่ ช.6/2559 ระหว่างพนักงานอัยการจังหวัดปัตตานี ผู้ร้อง นายอับดุลลายิบ ดอเลาะ ผู้ตาย และนางสาวกูรอสเมาะ ตูแวบือซา ผู้ร้องซักถาม ณ ห้องพิจารณาที่ 2 ชั้นสอง

โดยศาลนัดไต่สวนพยานฝ่ายผู้ร้องซักถาม สองปาก คือ นางสาวกูรอสเมาะ ตูแวบือซา พยานผู้ร้องและน้องสาวผู้ตาย ซึ่งเป็นพยานฝ่ายผู้ร้องซักถาม

ในคดีนี้ ศาลได้สืบพยานฝ่ายพนักงานอัยการไปแล้วทั้งหมด 7 ปาก โดยเมื่อวันที่ 22 มิถุนายน 2559 สืบพยาน 4  ปาก คือ หัวหน้าชุดซักถาม หัวหน้าชุดเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ทหารของศูนย์ซักถาม ค่ายอิงคยุทธบริหาร จังหวัดปัตตานี  และแพทย์ผู้ชันสูตรพลิกศพนายอับดุลลายิบในพื้นที่เกิดเหตุ ซึ่งเป็นแพทย์จากโรงพยาบาลหนองจิก จังหวัดปัตตานี

เมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม 2559 สืบพยาน 1 ปาก คือหัวหน้าทีมแพทย์ผู้ทำการชันสูตรพลิกศพนายอับดุลลายิบที่โรงพยาบาลสงขลานครินทร์ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา เนื่องจากญาติมีความประสงค์ให้ส่งศพไปชันสูตรโดยละเอียดอีกครั้งหลังจากมีชันสูตรในพื้นที่เกิดเหตุไปแล้ว

และเมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2559 ศาลปัตตานีได้สืบพยานฝ่ายพนักงานอัยการ ผู้ร้อง 2 ปากสุดท้าย ได้แก่ เจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐานของสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ และพนักงานสอบสวน

ขอเชิญสื่อมวลชนหรือผู้สนใจเข้ารับฟังการพิจารณาคดีได้ตามวันเวลาและสถานที่ดังกล่าวข้างต้นและติดตามความคืบหน้าและใบแจ้งข่าวเกี่ยวกับคดี ได้ที่ https://voicefromthais.wordpress.com

 

 

ข้อมูลเพิ่มเติมติดต่อ

นายสากีมัน เบญจเดชา ทนายความ มูลนิธิศูนย์ทนายความมุสลิมจังหวัดปัตตานี     โทร.  086-0374318

นายปรีดา นาคผิว   ทนายความ มูลนิธิผสานวัฒนธรรม   โทร.   089-6222474

 

14079675_1106534886104226_2666773379555146947_n

For immediate release on 25 August 2016

Press Release

UN urged to protect ethnic Maniq people from arbitrary arrest as a result of their lack of nationality

 

On 25 August 2016, the Cross Cultural Foundation (CrCF) has received a complaint relating to discrimination based on race against the ethnic Mniq people. The Thai authorities were attempting to arbitrarily arrest members of the tribe for illegal entry while they were attending a meeting organized by the National Human Rights Commission (NHRC). The Network of Southern Indigenous Peoples has submitted an urgent complaint to the Special Rapporteur on the rights of indigenous peoples and the Committee of the International Convention on the Elimination of All Forms of Racial Discrimination (ICERD) urging the UN to mete out prompt measures to stop the intimidation against the vulnerable ethnic Maniq people. They deserve protection from all state authorities and should not be subject to arbitrary arrest as a result of their lack of nationality since Thailand is a state party to the International Convention on the Elimination of All Forms of Racial Discrimination and has signed the United Nation Declaration on the Rights of Indigenous Peoples (UNDRIP).

About 18.00 on 24 August, one uniform and four other plainclothes police officials have raided the Buri Sri Phu Boutique Hotel where the National Human Rights Commission (NHRC) was organizing a meeting chaired by Mr. Wat Tingsamit, the NHRC’s Chairperson. Amidst a large number of participants, the police made an attempt to arrest Mr. Poy without last name, 27 years, an ethnic Maniq from Satun who was there with his children to share an account of his livelihood and a lack of legal status. A person without Thai nationality, he has often encountered difficulties when embarking on a trip outside the designated area. With negotiation by staff from the NHRC and coordination with high ranking officials of the province, Mr. Poy was escorted back into his room, while the five officials have left though some plainclothes police were keeping a watch at the base floor of the hotel.

Mr. Wittawas Thepsong, Coordinator of the Network of Southern Indigenous Peoples, referring to the overall situation, has revealed that at present, about 300 ethnic Maniq people still live in the Banthad Mountain Range covering the provinces of Phatthalung, Trang and Satun, mostly in deep in the dense forest. Some of them have started to commute and get exposed to outside world as their food supplies have diminished, given their lack of legal status without ID card, they are not entitled to public services including medical service.

In addition, in the middle of August 2016, a five-year-old girl, Nam Fon Srimanang, was not well and taken to receive treatment at the Manang District Hospital in Satun. Upon the return to the forest, she was not better, so her father and uncle, Mr. Poy, have decided to take her back to the hospital again. With her condition not in its recovery, they were discussing about taking her to the Provincial Hospital in Satun. Given their lack of money and their improper dressing, they have sought for help from the Network of Traditional Fisherfolk and made it to the Satun Hospital on 14 August 2016. On 15 August 2016, the hospital allows her to receive the treatment free of charge, as news about her being hospitalized there broke out to public. This is contrast to the case of normal ethnic Maniq people who are not entitled to public services since they have not Thai ID cards.

The UN is therefore urged to help put an end to the violation of the rights of the indigenous peoples and to ensure their access to medical services. Right now, the ethnic Maniq have not access to basic services and rights and have to manage to treat themselves when getting ill without being able to seek help from public facilities.

 

For more information, please contact:

Mr. Wittawas Thepsong, Coordinator of the Network of Southern Indigenous Peoples, Tel. 0874641225

14079675_1106534886104226_2666773379555146947_n

2016 -08-25 กรณีคุกคามชาวมันนิ

เผยแพร่วันที่ 25 สิงหาคม 2559

ใบแจ้งข่าว

ร้องยูเอ็นให้คุ้มครองชนเผ่ามันนิ ติดตามจับกุมโดยพลการเนื่องจากการไร้สัญชาติ

 

เมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2559 มูลนิธิผสานวัฒนธรรมได้รับเรื่องร้องเรียนกรณีการเลือกปฏิบัติทางเชื้อชาติต่อชนเผ่าพื้นเมืองชาวมันนิ  โดยมีความพยายามจับกุมโดยพลการต่อชนเผ่ามันนิข้อหาเข้าเมืองผิดกฎหมายขณะเข้าร่วมประชุมกับคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ   ทางเครือข่ายชนเผ่าพื้นเมืองภาคใต้ได้จัดส่งหนังสือร้องเรียนเร่งด่วนถึงผู้แทนพิเศษองค์การสหประชาชาติว่าด้วยเรื่องสิทธิชนเผ่าพื้นเมือง และคณะกรรมการอนุสัญญาว่าด้วยเรื่องการขจัดการเลือกปฏิบัติทางเชื้อชาติ เพื่อทางองค์การสหประชาชาติหามาตรการฉุกเฉินที่จะช่วยยุติการคุกคามชนเผ่าพื้นเมืองชาวมันนิที่อ่อนไหวและต้องได้รับการคุ้มครองจากหน่วยงานรัฐทุกหน่วยรวมทั้งการติดตามจับกุมโดยพลการเนื่องจากการไร้สัญชาติ เนื่องจากประเทศไทยเป็นรัฐภาคีในอนุสัญญาการขจัดการเลือกปฏิบัติทางเชื้อชาติและให้การรับรองในปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิชนเผ่าพื้นเมือง

 

เมื่อเวลาประมาณ 18.00 น. ในวันที่ 24 สิงหาคมที่ผ่านมาเจ้าหน้าที่ตำรวจแต่งในเครื่องแบบ 1 นาย อีก 4 นายไม่แต่งเครื่องแบบ เดินทางมาที่โรงแรมบุรีศรีภู บูติกโฮเต็ล ซึ่งเป็นสถานที่จัดงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชน โดยมีนายวัส ติงสมิตร ประธานกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติเป็นประธาน ในขณะนั้นมีผู้เข้าร่วมงานจำนวนมาก  เจ้าหน้าที่ตำรวจได้พยายามจะจับกุมตัวนายปอย ไม่มีนามสกุล อายุ 27 ปี ชาวมันนิจากจังหวัดสตูลที่พาลูกๆมาร่วมงาน ได้บอกเล่าปัญหาชีวิตความเป็นอยู่และการไม่มีสถานะทางกฎหมาย เป็นบุคคลไร้สัญชาติและมักประสบกับความยากลำบากในการเดินทางนอกพื้นที่  โดยภายหลังที่ตัวแทนคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติได้เจรจา และติดต่อประสานงานกับฝ่ายปกครองระดับสูงของจังหวัด ได้มีความพยายามในการนำนายปองขึ้นห้องพัก หลังการเจรจาเจ้าหน้าที่ตำรวจทั้ง 5 นายจึงเดินทางกลับไปแต่ยังคงมีเจ้าหน้าที่ตำรวจนอกเครื่องแบบเฝ้าอยู่ด้านชั้นล่างของโรงแรม

นายวิทวัส เทพสง ผู้ประสานงานเครือข่ายชนเผ่าพื้นเมืองภาคใต้ ระบุภาพรวมของปัญหาว่า ปัจจุบันมีข้อมูลว่ามีชาวมันนิอาศัยอยู่ในป่าเทือกเขาบรรทัดประมาณ 300 กว่าคนในเขตจังหวัดพัทลุง ตรังและสตูล มีทั้งที่กลุ่มอยู่ในป่าลึก กลุ่มที่เข้าออกระหว่างชายป่าและกลุ่มที่เริ่มออกมาติดต่อกับคนภายนอก ปัญหาที่พบคือเรื่องการแหล่งอาหารที่ลดลง และปัญหาสถานะทางทะเบียน ซึ่งเมื่อไม่มีบัตรประชาชนจะทำให้ไม่มีสิทธิในด้านต่างๆ รวมทั้งการรักษาพยาบาล

นอกจากนี้ในระหว่างกลางเดือนสิงหาคม 2559 เด็กหญิง อายุ  5 เดือน ชื่อ น้ำฝน ศรีมะนัง ไม่สบายไปโรงพยาบาลอำเภอมะนัง จ.สตูล  คุณหมอได้ให้ยา แต่ยังไม่ดีขึ้น  พ่อและลุงคือนายปอยได้พาน้ำฝนไปโรงพยาบาลอีกครั้ง อาการก็ยังไม่ดีขึ้น  อยากจะพาไปโรงพยาบาลไปอีกรอบหนึ่ง อาการก็ยังไม่ดีขึ้นมีการพูดคุยกันว่าต้องส่งต่อไปโรงพยาบาลสตูล แต่เนื่องจากไม่มีเงิน และเครื่องแต่งกายไม่ถูกสุขลักษณะ จึงมีการประสานงานเครือข่ายประมงพื้นบ้านให้ช่วยเหลือให้สามารถเดินทางไปโรงพยาบาลสตูลในวันที่ 14 สิงหาคม 2559  ต่อจากนั้นวันที่ 15 สิงหาคม 2559  ทางโรงพยาบาลได้อนุมัติให้น้ำฝนได้รับบริการฟรีกรณีหลังมีการเผยแพร่ข่าวในทางสาธารณะ  อย่างไรก็ดีปัญหาเรื่องการเข้าถึงการรักษาพยาบาลของชาวมันนิ เนื่องจากไม่มีบัตรและไม่สามารถรักษาพยาบาลในโรงพยาบาลรัฐได้เลย

อยากให้ทางยูเอ็นยุติการละเมิดสิทธิของชนเผ่าพื้นเมืองและให้สิทธิในการรักษาพยาบาลต่อกลุ่มชาติพันธุ์มันนิ ซึ่งปัจจุบันชาวบ้านกลุ่มนี้ยังไม่สามารถได้รับสิทธิขั้นพื้นฐานและปัจจัยสี่ เมื่อประสบกับการเจ็บป่วยก็ไม่สามารถรักษาตนเองและได้รับการบริการจากรัฐอย่างใดเลย

 

ติดต่อข้อมูลเพิ่มเติม

นายวิทวัส เทพสง ผู้ประสานงานเครือข่ายชนเผ่าพื้นเมืองภาคใต้Tel. 0874641225

 

IMG_0045-1

มูลนิธิผสานวัฒนธรรรม

เผยแพร่วันที่ 24 สิงหาคม2559

แถลงการณ์

แสดงความเสียใจต่อต่อการเสียชีวิตและบาดเจ็บจากเหตุการณ์ระเบิดที่ปัตตานี

ขอเสนอแนะให้ทุกฝ่ายอดทนอดกั้น ยึดมั่นแนวทางสันติ

 

เมื่อวันที่ 23 สิงหาคม 2559 เวลาประมาณ 23.00 น. มีเหตุระเบิดเกิดขึ้นติดต่อกันอย่างน้อย 3 จุด  ครั้งที่หนึ่ง เกิดขึ้นบริเวณห้องน้ำข้างลานจอดรถของเซาท์เทริน์ผับ ในบริเวณโรงแรมเซาท์เทิร์นวิว  ครั้งที่สอง เป็นการระเบิดโดยคาร์บอมบ์เกิดขึ้นบริเวณหน้าร้านนวดแผนโบราณหน้าโรงแรมแห่งเดียวกัน เบื้องต้นมีผู้เสียชีวิตเป็นผู้หญิงจำนวน 1 ราย ได้รับบาดเจ็บจำนวนสูงถึง 40 รายและส่วนใหญ่เป็นผู้หญิง มีเด็กได้รับบาดเจ็บจำนวน 2 คนอายุ 8 และ 9 ปี และเหตุครั้งที่สาม เป็นเหตุเกิดขึ้นที่ต.บ่อทอง อ.หนองจิก ไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บ

มูลนิธิผสานวัฒนธรรมขอแสดงความเสียใจต่อผู้สูญเสียในเหตุการณ์ความรุนแรงและขอประนามผู้ก่อเหตุระเบิดดังกล่าวซึ่งเกิดขึ้นในยามค่ำคืนและมีเป้าประสงค์ในการสร้างความเสียหายในวงกว้างต่อประชาชนผู้บริสุทธิ์ทำให้เกิดความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สินต่อประชาชนในพื้นที่สาธารณะ ร้านค้าต่างๆ ได้รับความเสียหาย เกิดเพลิงไหม้ เสียงระเบิดทำให้เกิดความหวาดกลัวต่อประชาชนในวงกว้าง โดยเฉพาะเมื่อเกิดเหตุเป็นเวลากลางคืนทำให้ประชาชนตื่นตระหนก การให้ความช่วยเหลือเร่งด่วนและการรักษาพยาบาลอย่างมีประสิทธิภาพนั้นต้องดำเนินการอย่างยากลำบากโดยเหตุเกิดในอำเภอเมือง จังหวัดปัตตานี

แม้ว่าจะมีความพยายามของหน่วยฝ่ายความมั่นคงด้วยความร่วมมือของหลายฝ่ายในการป้องกันเหตุการณ์ความรุนแรงตลอดมา  โดยเฉพาะอย่างยิ่งมาตรการหลังการเกิดระเบิดและวางเพลิง 17 จุดในพื้นที่ 7 จังหวัดภาคใต้ตอนบนในวันที่ 11-12 สิงหาคมที่ผ่านมา  โดยมีเจ้าหน้าที่ตำรวจระดับสูงได้แถลงต่อสาธารณะในส่วนของการสืบสวนสอบสวนของเจ้าหน้าที่ที่พุ่งเป้าว่าเป็นการกระทำของกลุ่มบุคคลในจังหวัดชายแดนภาคใต้   ในขณะเดียวกันรัฐบาลก็ได้มีการประกาศต่อสาธารณะผ่านสื่อสารมวลชนเผยแพร่เมื่อวันที่ 22 สิงหาคม  2559 ว่ารัฐบาลจะจัดให้มีการเจรจาร่วมกับกลุ่มผู้เห็นต่างหลังจากที่เคยมีการเลื่อนไปอย่างไม่มีกำหนดอีกครั้งในเดือนกันยายน 2559 และต่อมามีการกล่าวปฏิเสธทางสื่อมวลชนโดยหัวหน้าคณะรัฐบาลว่าจะยังไม่กำหนดวันเวลาในการเจรจาสันติภาพ

การติดตามจับกุมผู้ต้องสงสัยอย่างต่อเนื่องหลังกรณีระเบิดและวางเพลิงใน 7 จังหวัดภาคใต้ รวมทั้งการนำปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้มาสู่โต๊ะเจรจาอีกครั้งหนึ่ง อาจทำให้กลุ่มผู้ก่อความไม่สงบบางกลุ่มใช่เป็นข้ออ้างเพื่อปฏิบัติการส่งสัญญาณต่อรัฐบาลหรือสังคม ว่ากลุ่มก่อความไม่สงบยังมีศักยภาพในการก่อเหตุร้ายแรงได้  แต่การวางระเบิดต่อเป้าหมายพลเรือน มุ่งประสงค์ต่อความเสียหายทั้งชีวิตและทรัพย์สินต่อประชาชนผู้บริสุทธิ์ ไม่ว่าจะโดยข้ออ้างหรือเหตุผลใดๆ เป็นการละเมิดกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ เป็นอาชญากรรมร้ายแรงและควรถูกประนาม ทั้งผู้กระทำจะต้องถูกนำตัวมาดำเนินคดีและรับโทษตามกฎหมาย

ผลกระทบที่เกิดขึ้นไม่เพียงแต่จะทำให้เกิดความสูญเสียทั้งร่างกายและทรัพย์สิน แต่ยังส่งผลระยะยาวถึงศักยภาพของประชาชนในการดำรงชีวิต ความสูญเสียทางเศรษฐกิจ ทั้งจากความพิการ หรือผลกระทบทางด้านจิตใจที่กว่าจะฟื้นคืนได้ต้องใช้เวลายาวนาน ดังที่ปรากฏในรายงานเหตุระเบิดเมืองปัตตานีเมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม 2557  นอกจากนี้ เหตุระเบิดยังเป็นการส่งเสริมให้วงจรของความรุนแรงยังคงอยู่ นอกจากนี้ยังส่งผลลบต่อบรรยากาศการเจรจาสันติภาพซึ่งเป็นการแก้ปัญหาที่ยั่งยืน ที่กำลังจะเกิดขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

 

มูลนิธิผสานวัฒนธรรมขอเรียกร้องให้กลุ่มติดอาวุธไม่ว่าฝ่ายใดหลีกเลี่ยงการใช้อาวุธประหัตประหารและก่อเหตุรุนแรงในพื้นที่ อาจส่งผลให้เกิดการบาดเจ็บและเสียชีวิต ทรัพย์สินของประชาชนผู้บริสุทธิ์ และรัฐจะต้องนำผู้กระทำผิดเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ช่วยเหลือต่อผู้เสียหายทั้งทรัพย์สินและผู้ได้รับบาดเจ็บ  รวมทั้งการฟื้นฟูสภาพจิตใจของผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุระเบิดในระยะยาว ความอดทนอดกลั้นของทุกฝ่ายจะช่วยปกป้องคุ้มครองผู้บริสุทธิ์ ระหว่างทางที่หลายฝ่ายกำลังหาทางแก้ไขปัญหาความขัดแย้งนี้ด้วยแนวทางสันติวิธี

วันที่  24 สิงหาคม 2559

มูลนิธิผสานวัฒนธรรม

14012219_1277640745580557_27411416_n

Torture Day Presentation by David

การฟื้นฟูเยียวยาเหยื่อความรุนแรงในโอกาสวันต่อต้านการซ้อมทรมานแห่งสหประชาชาติ

นำเสนอในเวทีกฎหมายต่อต้านการทรมาน ความยุติธรรมที่รอคอยอยู่ วันที่ 29 มิถุนายน 2559

โรงแรมสุโกศล

โดย Dr. David W. Engstrom,

ศาสตราจารย์สาขาสังคมสงเคราะห์ มหาวิทยาลัยแห่งรัฐซานดิเอโก

 

ประการแรก ผมขอขอบคุณคณะผู้จัดงานในโอกาสวันต่อต้านการซ้อมทรมานแห่งสหประชาชาติและเพื่อรำลึกเหยื่อการซ้อมทรมานทั่วโลก

เหยื่อความรุนแรงไม่ว่าจะเป็นความรุนแรงในครอบครัว การทำร้ายทางเพศ การละเมิดต่อเด็ก และการซ้อมทรมาน มีคุณลักษณะร่วมกันหลายประการ

ประการแรก ผู้กระทำความรุนแรงไม่ต้องการให้บุคคลอื่นเห็นการกระทำของตน เพื่อปกปิดความรุนแรงให้เป็นความลับ พวกเขามักข่มขู่ที่จะทำร้ายเหยื่ออีก หรืออาจบอกกับเหยื่อว่า ถ้าเอาเรื่องนี้ไปเปิดเผย จะไม่มีใครเชื่อข้อมูลหรอก

ความพยายามปิดปากเหยื่อ ยิ่งตอกย้ำความอยุติธรรมเนื่องจากการกระทำที่รุนแรงนี้

ประการที่สอง กรณีที่เหยื่อความรุนแรงเอาสิ่งที่ผู้กระทำไปเปิดเผย หน่วยงานของรัฐก็อาจไม่ยอมรับข้อกล่าวหานั้น ไม่ว่าจะเป็นหน่วยงานตำรวจ หรือศาลอาจปฏิเสธว่า เหตุการณ์เช่นนั้นไม่ได้เกิดขึ้นจริง หรือกล่าวโทษผู้เป็นเหยื่อความรุนแรง พวกเขาอาจบอกว่า “พวกที่ถูกข่มขืนกระทำชำเราก็สมควรแล้วล่ะ พวกเขาแต่งตัวไม่เรียบร้อยเอง ส่วนภรรยาก็คงทำอะไรซึ่งเป็นเหตุผลให้สามีต้องแสดงความโกรธกับเธอ เหยื่อการซ้อมทรมานเป็นผู้ก่อการร้ายหรือสมควรจะได้รับการปฏิบัติที่เลวร้ายเช่นนั้น”

การทำให้สาธารณะและเจ้าหน้าที่ยอมรับฟังข้อมูลเกี่ยวกับการกระทำที่รุนแรง เป็นขั้นตอนแรกที่นำไปสู่ความยุติธรรม และต้องเป็นเหตุให้ตำรวจดำเนินการตามขั้นตอนเพื่อสืบสวนสอบสวนการกระทำนั้น และนำตัวผู้กระทำผิดมาไต่สวนเพื่อลงโทษ ในขั้นตอนปฏิบัติเหล่านั้น เราควรระวังไม่ให้ผู้เป็นเหยื่อได้รับความเจ็บปวดทรมานซ้ำสอง และต้องประกันให้พวกเขาได้รับความปลอดภัย ในเวลาเดียวกัน ขั้นตอนปฏิบัติเหล่านั้นควรประกันให้มีการรวบรวมพยานหลักฐานอย่างเที่ยงตรงและละเอียด เพื่อพิสูจน์ให้ชัดเจนว่าการกระทำที่รุนแรงนั้นเกิดขึ้นจริง ในสหรัฐฯ เรามีบทเรียนที่จะไม่ให้เด็กต้องให้การในห้องพิจารณาคดีในขณะที่ผู้กระทำตามข้อกล่าวหาอยู่ร่วมด้วย เรามีบทเรียนว่าผู้เป็นเหยื่อการทำร้ายทางเพศต้องได้รับการพิสูจน์ทางนิติวิทยาศาสตร์เป็นพิเศษเพื่อรวบรวมหลักฐาน

เหยื่อการซ้อมทรมานต้องเผชิญกับปัญหาในลักษณะเดียวกัน แต่อาจท้าทายมากขึ้นอีกกรณีที่ผู้กระทำความรุนแรงเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ รัฐบาลมักปฏิเสธอย่างแข็งขันว่าไม่ได้เป็นผู้ซ้อมทรมาน ยกตัวอย่างเช่น รัฐบาลของนายบุชปฏิเสธว่าไม่ได้ซ้อมทรมาน แม้จะมีพยานหลักฐานมากมายที่พิสูจน์ตามข้อกล่าวหา

ในขณะที่ขั้นตอนการขอที่พักพิงของสหรัฐฯ ทำให้เกิดปัญหายุ่งยากสำหรับเหยื่อการซ้อมทรมานที่จะพิสูจน์ตามข้ออ้างว่าได้รับอันตรายมา โดยในขั้นตอนการขอที่พักพิง ภาระพิสูจน์จะตกอยู่ที่ผู้แสวงหาที่พักพิงเหล่านั้น พวกเขาต้องพิสูจน์ให้เจ้าหน้าที่ของรัฐและผู้พิพากษาเห็นว่าได้ถูกคุกคามและมักถูกซ้อมทรมานมาก่อน เนื่องจากไม่มีประจักษ์พยานและไม่มีหลักฐานที่รวบรวมได้ จึงมักมีการปฏิเสธที่จะให้สิทธิในการขอที่พักพิง (ผมจะกล่าวถึงประเด็นนี้อีกในภายหลัง)

เหยื่อความรุนแรงยังมีลักษณะร่วมกันประการที่สาม โดยความรุนแรงมักทิ้งร่องรอยความเจ็บปวดทั้งทางกายและใจอย่างชัดเจนให้กับผู้เป็นเหยื่อ ไม่ว่าจะเป็นการแตกหักของกระดูก ความเสียหายของกล้ามเนื้อและอวัยวะ แต่บาดแผลด้านจิตใจมักเป็นปัญหาลึกซึ้งสุดและยากที่จะเยียวยา เราตระหนักดีว่า ความรุนแรงก่อให้เกิดอาการความเครียดภายหลังความเจ็บปวด (Post Trauma Stress Disorder – PTSD) ความซึมเศร้า ความตื่นเต้นกังวล ความเครียด และความสัมพันธ์ทางสังคมที่ด้อยลง

การซ้อมทรมานส่งผลกระทบอย่างรุนแรงด้านจิตใจ เป็นสิ่งที่ได้รับการพิสูจน์ยืนยันจากหลักฐานในทางวิทยาศาสตร์มากมาย จากฐานข้อมูลด้านจิตวิทยาแห่งหนึ่ง มีบทความ 334 ชิ้นเกี่ยวกับการซ้อมทรมานและ PTSD และในฐานข้อมูลอีกแห่งหนึ่งมีบทความเกี่ยวกับการซ้อมทรมานและความซึมเศร้า 198 ชิ้น

ความเจ็บปวดที่ลึกซึ้งด้านจิตใจเป็นสิ่งที่ยากจะเยียวยา หากปล่อยทิ้งไว้โดยไม่มีการรักษา จากการสังเกตในงานวิจัยและการแพทย์พบว่า แม้เหตุการณ์ซ้อมทรมานผ่านไปหลายปี ผู้ถูกกระทำก็ยังมีระดับความทุกข์ใจที่รุนแรง

เนื่องจากความรุนแรงส่งผลเสียหายอย่างมาก เราจำเป็นต้องจัดให้เหยื่อความรุนแรงได้รับบริการฟื้นฟูเยียวยา ซึ่งถือเป็นองค์ประกอบสำคัญของความยุติธรรม ผู้เสียหายจากความรุนแรงในครอบครัวอาจต้องได้รับที่พักพิงชั่วคราว ได้รับการบำบัดและความช่วยเหลือให้เริ่มต้นชีวิตใหม่ เหยื่อการทำร้ายทางเพศอาจต้องได้รับความสนับสนุนแบบกลุ่มและการรักษาพยาบาลเพื่อบำบัดอาการ PTSD และเหยื่อการซ้อมทรมานอาจต้องได้รับบริการทางการแพทย์และจิตวิทยาหลายประการ เพื่อให้สามารถสร้างชีวิตใหม่ได้

โชคร้ายที่บริการฟื้นฟูเยียวยาเหล่านี้มักได้รับการพัฒนาอย่างเชื่องช้า ไม่ค่อยได้รับทุนสนับสนุนและขาดความต่อเนื่อง เช่นเดียวกับบริการสำหรับเหยื่อการซ้อมทรมาน ในขณะที่การซ้อมทรมานเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นมาหลายพันปี แต่ช่วง 30 ปีนี้เองที่เริ่มมีการพัฒนาบริการเป็นพิเศษเพื่อตอบสนองความต้องการของพวกเขา

ถึงอย่างนั้น มีการกำหนดอำนาจหน้าที่อย่างชัดเจนที่ต้องให้บริการฟื้นฟูเยียวยากับเหยื่อการซ้อมทรมาน ข้อ 14 ของอนุสัญญาต่อต้านการทรมานกำหนดไว้ว่า

“ให้รัฐภาคีแต่ละรัฐประกันในระบบกฎหมายของตนว่า ผู้ถูกทำร้ายจากการกระทำการทรมานได้รับการชดใช้ทดแทนและมีสิทธิซึ่งสามารถบังคับคดีได้ที่จะได้รับสินไหมทดแทนที่เป็นธรรมและเพียงพอ รวมทั้งวิถีทางที่จะได้รับการบำบัดฟื้นฟูอย่างเต็มรูปแบบที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้

ในฐานะประเทศที่ลงนามอนุสัญญาต่อต้านการทรมาน รัฐบาลไทยแสดงพันธกิจที่จะปฏิบัติตามข้อบทนี้ รวมทั้งการจัดให้มีบริการฟื้นฟูเยียวยา แต่จนถึงทุกวันนี้ ยังคงไม่มีบริการอย่างเป็นทางการเช่นนั้นให้กับผู้เป็นเหยื่อการซ้อมทรมาน

คณะกรรมการต่อต้านการทรมานแห่งสหประชาชาติ ได้ขอให้รัฐบาลไทยแก้ไขปัญหาที่ไม่มีบริการดังกล่าว โดยระบุว่า “รัฐไม่สามารถจัดให้มีบริการฟื้นฟูและเยียวยาอย่างเป็นระบบ ให้กับผู้ตกเป็นเหยื่อการซ้อมทรมานที่ส่งผลกระทบทั้งด้านร่างกายและจิตใจ”

ข่าวดีก็คือ รัฐบาลไทยสามารถดำเนินการอย่างรวดเร็วเพื่อตอบสนองต่อข้อกังวลของคณะกรรมการต่อต้านการทรมาน กล่าวคือมีแม่แบบการฟื้นฟูเยียวยาหลายประการที่ไทยสามารถนำไปปรับใช้เพื่อเยียวยาบาดแผลของการซ้อมทรมาน โดยแม่แบบเหล่านั้นเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นแล้วในกัมพูชา อินเดีย ซิมบับเว และประเทศอื่น ๆ ประเทศไทยได้จัดอบรมผู้ประกอบวิชาชีพทางการแพทย์และจิตวิทยาเพื่อให้การบำบัดเช่นนี้ ในประเทศไทยยังมีชุมชนที่เข้มแข็งซึ่งสามารถให้ความสนับสนุนช่วยเหลือผู้เสียหายได้ สิ่งที่จำเป็นเร่งด่วนคือการสนับสนุนเงินงบประมาณเพื่อทำให้บริการฟื้นฟูเยียวยาเกิดขึ้นได้จริงอย่างเป็นองค์รวม

อีกประเด็นหนึ่งเกี่ยวกับบทบาทของผู้ประกอบวิชาชีพต่าง ๆ กับการฟื้นฟูเยียวยาเหยื่อการซ้อมทรมาน ในสหรัฐฯ แพทย์ นักสังคมสงเคราะห์และนักจิตวิทยาสามารถทำการประเมินทางนิติวิทยาศาสตร์อย่างเป็นอิสระโดยใช้เครื่องมือที่มีการรับรอง เพื่อช่วยเหลือเจ้าหน้าที่ที่ทำงานเกี่ยวกับการขอที่พักพิง เพื่อประเมินข้อเท็จจริงที่มีการกล่าวอ้างว่าได้ถูกซ้อมทรมานและถูกทำร้ายมา รายงานของพวกเขามักมีบทบาทสำคัญต่อการตัดสินใจที่จะให้สิทธิหรือไม่ให้สิทธิการพักพิง ส่วนในประเทศไทย การมีผู้ประกอบวิชาชีพทางการแพทย์และสุขภาพจิตที่เป็นอิสระและผ่านการอบรมเพื่อทำหน้าที่ตรวจสอบร่องรอยการทรมานตามหลักนิติวิทยาศาสตร์ ย่อมทำให้เกิดประโยชน์ต่อผู้เสียหายและรัฐบาลในเวลาเดียวกัน

ผมอยากจบด้วยการตั้งข้อสังเกตสองประการ ประการแรก บาดแผลจากการซ้อมทรมานที่ขาดการรักษาพยาบาลอาจมีอาการเลวร้ายลงไปอีก และอาจส่งผลให้เกิดความรู้สึกอยากแก้แค้น กรณีที่เราไม่จัดให้มีบริการฟื้นฟูเยียวยาสำหรับเหยื่อการซ้อมทรมาน พวกเขาก็อาจต้องกลับมาหาเราอีกและส่งผลกระทบในเชิงลบกับเรา ในสภาพการณ์ที่เลวร้ายสุด การซ้อมทรมานจะเพิ่มความเกลียดชังต่อสังคมและรัฐมากขึ้น ยกตัวอย่างเช่น เราควรรำลึกว่าอัยมาน อัล ซาวาฮีรี (Ayman al-Zawahiri) ผู้นำคนปัจจุบันของกลุ่มอัลเคด้า ก็เคยเป็นเหยื่อการซ้อมทรมานก่อนที่เขาจะเข้าร่วมกลุ่มกับอุสมะ บินลาเดน (Osama bin Laden)

ประการที่สองและเป็นเรื่องในเชิงบวก ในการฟื้นฟูเยียวยาควรจะส่งเสริมและสนับสนุนให้เกิดความสามารถในการฟื้นฟูตนเองสำหรับเหยื่อการซ้อมทรมาน ผู้ที่ผ่านประสบการณ์การซ้อมทรมานมักเป็นคนที่เข้มแข็ง แม้จะได้รับความเสียหายเป็นอย่างมาก แต่พวกเขาก็ยังอาจสามารถฟื้นฟูชีวิตตนเองได้ บางคนอาจเข้มแข็งมากขึ้นอีกโดยเป็นผลมาจากการทรมานที่ได้รับ ผู้เป็นเหยื่อการซ้อมทรมานจึงมีความสามารถในการฟื้นฟูตนเอง และเราควรสนับสนุนให้เกิดความสามารถในการฟื้นฟูตนเองมากขึ้นโดยเป็นการต่อยอดจากความเข้มแข็งนั้น

 

duayjai logo

แถลงการณ์ กลุ่มด้วยใจ และ Children Voice for Peace Project
เผยแพร่วันที่ 20 สิงหาคม 2559
เรื่อง การยิงในที่สาธารณะและสิทธิที่จะมีชีวิตรอดของเด็กในจังหวัดชายแดนใต้
เรียน ผู้ก่อเหตุความรุนแรง ,เจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคง และ ประชาชน
ในวันที่ 18 สิงหาคม 2559 9 เป็นวันที่เด็กในจังหวัดชายแดนใต้เสียชีวิตในวันเดียวกันถึง 3 คน คือนาย อะรัง ยูนุ อายุ 15 ปี ชาวอ.รือเสาะ จ.นราธิวาส ถูกยิงเสียชีวิตขณะออกมาดูเหตุการณ์คนร้ายเผารถที่จอดอยู่ในบ้าน ต่อมาช่วงเย็นได้เกิดเหตุคนร้าย 2 คนขับรถจักรยานยนต์ตามประกบยิง บิดาของ ด.ญ.สวยดา โต๊ะดีเล อายุ เพียงแค่ 2 ขวบและกระสุนไปโดนศรีษะของเธอจนเสียชีวิต เหตุเกิดทางเข้าหมู่บ้านสำนักเอ๊าะ หมู่ 5 ต.เขาแดง อ.สะบ้าย้อย จ.สงขลา เพียง และเหตุการณ์สุดท้ายเมื่อ เวลาประมาณ 22.35 น. มีเหตุเจ้าหน้าตำรวจเข้าสกัดรถจักรยานยนต์ที่ขับหลบหนีจุดตรวจ แล้วอาวุธปืนลั่นถูกวัยรุ่นได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิตขณะเข้ารับการรักษาตัวที่โรงพยาบาลสุไหงโก-ลก โดยผู้เสียชีวิต คือเด็กชายอิคลาส อินทรประเสริฐ อายุ13ปี นอกจากนี้ในวันที่ 20 สิงหาคม 2559 เวลา 6:00 น มีการควบคุมตัวเด็กอายุ 14 ปี โดยเจ้าหน้าที่ทหารและ ตำรวจ ไปสอบสวนที่ สถานที่ตำรวจภูธร สายบุรี อำเภอเมือง จังหวัดปัตตานี
กลุ่มด้วยใจขอแสดงความเสียใจและห่วงใยต่อทั้งสี่เหตุการณ์ยังไม่สามารถระบุถึงสาเหตุที่แท้จริงได้ว่าเกิดจากใครเป็นผู้กระทำยกเว้นกรณีเหตุที่อำเภอสุไหงโกลก จังหวัดนราธิวาส แต่ได้สะท้อนให้เห็นถึงความรุนแรงที่ส่งผลโดยตรงต่อเด็กที่ควรจะได้รับการปกป้องจากทุกคนในสังคม เหตุการณ์ได้สะท้อนถึงการพกพา และการใช้อาวุธอย่างไม่ระมัดระวัง และที่สำคัญ ความปลอดภัยของเด็ก ในบ้านหรือบนถนน ในตัวเมือง หรือในชนบท ไม่มีพื้นที่ปลอดภัยอย่างแท้จริงต่อเด็ก
ทุกคนอาจจะเข้าใจถึงสถานการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้นในพื้นที่ แต่เด็กซึ่งเป็นกลไกหลักที่สำคัญในอนาคตของสังคม ควรที่จะได้รับการปกป้องคุ้มครองเป็นพิเศษ ไม่ว่าจะเป็น กลุ่มผู้ก่อเหตุ เจ้าหน้าที่รัฐ และ ประชาชน ตามอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก ( Convention on the rights of the child) ซึ่งมีกระบวนการปกป้องคุ้มครองเด็กที่ถูกละเมิด และ การปกป้องเด็กที่ถูกกล่าวหาในกระบวนการยุติธรรมถึงแม้ว่าในจังหวัดชายแดนใต้จะมีการบังคับใช้กฎหมายพิเศษในการควบคุมตัวเด็กก็ตาม
จากเหตุการณ์ที่กล่าวมาข้างต้น กลุ่มด้วยใจขอเรียกร้องต่อทุกฝ่ายดังนี้
ผู้ก่อเหตุ
• ขอให้หยุดการกระทำรุนแรงที่ส่งผลโดยตรงต่อเด็ก
• ขอให้เลือกใช้แนวทางสันติวิธีในการแก้ปัญหาความขัดแย้งไม่ว่าจะเป็นปัญหาส่วนตัวหรือปัญหาทางการเมือง
เจ้าหน้าที่รัฐ
• ขอให้การปฏิบัติของเจ้าหน้าที่เป็นไปตามหลักกฎหมายและหลักสิทธิมนุษยชนตามที่รัฐบาลได้ลงนามในสนธิสัญญาระหว่างประเทศ
• ขอให้เจ้าหน้าที่นำตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษอย่างเป็นธรรมเพื่อป้องกันการกระทำผิดซ้ำในอนาคต
ประชาชน
• ขอให้ประชาชนที่มีเด็กอยู่ในการปกครองเข้าใจสถานการณ์ความขัดแย้งและดำเนินการแสวงหาวิธีที่จะนำมาซึ่งความปลอดภัยให้กับเด็กเช่นการไม่ให้เด็กออกไปนอกบ้านในยามวิกาล
• ขอให้ประชาชนสนับสนุนการทำงานของทุกฝ่ายในการปกป้องคุ้มครองเด็กอย่างจริงจัง
• ขอให้ประชาชนเลือกใช้แนวทางสันติวิธีในการแก้ปัญหาความขัดแย้งที่เป็นปัญหาส่วนตัวเพื่อป้องกันความเสี่ยงต่อความปลอดภัยของเด็ก

Follow

Get every new post delivered to your Inbox.

Join 1,737 other followers