Feeds:
Posts
Comments

img_6324-1

ใบแจ้งข่าว 

ศาลปกครองมีคำสั่งยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลทั้งหมดให้แก่ผู้ฟ้องคดี

ในการอุทธรณ์คดีต่อศาลปกครองสูงสุด

คดีบิดามารดาของนายฟรุกอน มามะ ฟ้องกองทัพบก สำนักนายกฯ และ สตช.

กรณีลูกชายถูกวิสามัญฆาตกรรมเมื่อปี2555

***************************************

 

เมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2559 ฝ่ายผู้ฟ้องคดีได้รับหนังสือแจ้งคำสั่งจากศาลปกครองสงขลาฉบับลงวันที่ 28 พฤศจิกายน 2559 ว่าศาลมีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ฟ้องคดีทั้งสองดำเนินคดีโดยได้รับยกเว้นค่าธรรมนียมศาลในชั้นอุทธรณ์ทั้งหมด ในคดีหมายเลขดำที่ 54/2556  คดีหมายเลขแดงที่118/2559 ระหว่าง นายมะวาเห็ง มามะ ที่ 1 นางรูฆาย๊ะ มามะ ที่ 2 ผู้ฟ้องคดี  กับ กองทัพบกที่ 1สำนักนายกรัฐมนตรี ที่ 2 และ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ที่ 3 ผู้ถูกฟ้องคดี

คดีนี้ เมื่อปี พ.ศ. 2556 ผู้ฟ้องคดีทั้งสองซึ่งเป็นบิดาและมารดาของนายฟารุกอน มามะ(ผู้ตาย) ได้ยื่นฟ้องคดีต่อศาลปกครองสงขลา เรียกค่าเสียหายจากหน่วยงานของรัฐผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสาม อันเนื่องจากเหตุการณ์เมื่อวันที่ 7 มีนาคม 2555 นายฟุรกอนฯ ขณะเป็นเยาวชนเรียนอยู่ชั้น ม.5 ถูกเจ้าหน้าที่ยิงเสียชีวิต  ศาลปกครองสงขลาซึ่งเป็นศาลปกครองชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณามาจนกระทั่งเมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2559 จึงได้พิพากษาให้สำนักนายกรัฐมนตรี ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 เป็นหน่วยงานที่ต้องชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ผู้ฟ้องคดีทั้งสอง เป็นเเงินจำนวน 825,500 บาท ต่อมาสำนักนายกรัฐมนตรียื่นอุทธรณ์ต่อศาลปกครองสูงสุด และผู้ฟ้องคดีทั้งสองก็ยื่นอุทธรณ์พร้อมทั้งยื่นคำร้องขอยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลในชั้นอุทธรณ์ด้วย  โดยเมื่อวันที่ 14 ตุลาคม และวันที่ 17 พฤศจิกายน 2559  ผู้ฟ้องคดีทั้งสองได้เข้าสาบานและชี้แจงต่อศาลถึงความเดือดร้อนทางเศรษฐกิจ ว่ามีฐานะยากจน ไม่มีเงินและทรัพย์สินเพียงพอที่จะชำระค่าธรรมเนียมศาลได้ จึงขอยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลในการอุทธรณ์คดีต่อศาลปกครองสูงสุด ต่อมาในวันที่ 28 พฤศจิกายน 2559 ศาลจึงได้มีคำสั่งยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลทั้งหมดให้แก่ผู้ฟ้องคดีทั้งสองดังกล่าว

ขั้นตอนต่อไปเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาของศาลปกครองสูงสุด โดยทั้งฝ่ายผู้ฟ้องคดีและผู้ถูกฟ้องคดีจะทำคำแก้อุทธรณ์ของแต่ละฝ่ายตามที่ศาลปกครองสูงสุดจะได้กำหนดต่อไป

ติดตามเรื่องราวที่ผ่านมาได้ที่https://voicefromthais.wordpress.com/?s=ฟุรกอน

 

ติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่

นายปรีดา นาคผิว   มูลนิธิผสานวัฒนธรรม   โทร.  089-6222474

Attachments area

img_6324-1

เผยแพร่วันที่ 1 ธันวาคม 2559

ใบแจ้งข่าว

คำสั่งชี้ขาดฯ ให้คดีอยู่ในอำนาจศาลยุติธรรม

ในคดีมารดาผู้ตาย ฟ้อง สตช.  กองทัพบก และสำนักนายกฯ

เรียกค่าสินไหมทดแทนกรณีเจ้าหน้าที่ตำรวจและทหารยิงนายอับดุลอาซิ สาและเสียชีวิต

 

เมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน 2559 เวลา 14.30 นาฬิกา ตุลาการศาลปกครองสงขลาได้อ่านคำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล ในคดีระหว่างนางสาวแยนะ สะอะ ผู้ฟ้องคดี   สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ที่1 กองทัพบก ที่ 2 สำนักนายกรัฐมนตรี ที่ 3  ซึ่งเป็นคดีที่ศาลปกครองสงขลาได้รับฟ้องโดยยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลทั้งหมดให้แก่ผู้ฟ้องคดีแล้วตั้งแต่เมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2558  ต่อมาฝ่ายผู้ถูกฟ้องคดีโต้แย้งเขตอำนาจศาล จนกระทั่งนำไปสู่คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล และได้ชี้ขาดว่าคดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

คดีนี้ เมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2557 ผู้ฟ้องคดีได้ยื่นฟ้องต่อศาลปกครองสงขลา เพื่อเรียกร้องความเป็นธรรมและเรียกค่าสินไหมทดแทนจากผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามในฐานะหน่วยงานต้นสังกัดของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ทหาร ที่กระทำละเมิดต่อชีวิตนายอับดุลอาซิ บุตรชายของผู้ฟ้องคดี จากเหตุการณ์เมื่อวันที่ 15 ตุลาคม2556 ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจทหารได้ปิดล้อมตรวจค้นหมู่บ้านกำปงบือราแง อำเภอทุ่งยางแดง จังหวัดปัตตานี ได้ควบคุมตัวนายอับดุลอาซิจากบ้านไปยังสวนยางพาราหลังบ้านแล้วเกิดเหตุเจ้าหน้าที่ยิงนายอับดุลลาซิถึงแก่ความตาย

ระหว่างการพิจารณาคดีของศาลปกครองสงขลาผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 และที่ 2 ได้ยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่าคดีไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองแต่อยู่ในอำนาจของศาลยุติธรรม ศาลปกครองสงขลาจึงส่งเรื่องให้ศาลจังหวัดปัตตานีซึ่งเป็นศาลยุติธรรมในพื้นที่เกิดเหตุคดีนี้พิจารณาทำความเห็น ศาลจังหวัดปัตตานีทำความเห็นว่าคดีอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม  ส่วนศาลปกครองสงขลายังคงเห็นว่าคดีอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองดังเดิม  เมื่อความเห็นของ 2 ศาลแตกต่างกัน ต้องนำเรื่องนี้ขึ้นสู่การพิจารณาของคณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล  จึงได้มีคำวินิจฉัยชี้ขาดว่าคดีอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม  ซึ่งศาลจังหวัดปัตตานีคือศาลยุติธรรมที่มีเขตอำนาจเพราะคดีนี้เกิดในพื้นที่จังหวัดปัตตานี  ทั้งนี้ศาลปกครองสงขลาจะได้ทำการโอนคดีและส่งสำนวนไปให้ศาลจังหวัดปัตตานีดำเนินกระบวนพิจารณาตามขั้นตอนต่อไป

 

ข้อมูลเพิ่มเติมติดต่อ

นายปรีดา นาคผิว          ทนายความ มูลนิธิผสานวัฒนธรรม   โทร 089-6222474

crcf & mac

เผยแพร่วันที่ 29 พฤศจิกายน 2559

 ใบแจ้งข่าว

ศาลปัตตานีนัดฟังคำสั่งคดีชันสูตรพลิกศพนายอับดุลลายิบ ดอเลาะ

วันที่ 28 ธันวาคม 2559

กรณีเสียชีวิตในค่ายอิงคยุทธบริหาร จ. ปัตตานี

 

 

เมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน 2559 เวลา 14.00 นาฬิกา ผู้พิพากษาศาลจังหวัดปัตตานีออกนั่งพิจารณาคดีชันสูตรพลิกศพ หมายเลขดำที่ ช.6/2559  คดีระหว่าง พนักงานอัยการจังหวัดปัตตานี ผู้ร้อง  นายอับดุลลายิบ ดอเลาะ ผู้ตาย  และนางสาวกูรอสเมาะ ตูแวบือซา ผู้ร้องซักถาม ซึ่งเป็นภรรยาผู้ตาย หรือกรณีนายอับดุลลายิบ เสียชีวิตในระหว่างการถูกควบคุมที่ศูนย์ซักถาม ค่ายอิงคยุทธบริหาร อ.หนองจิก จ.ปัตตานี

ในวันดังกล่าว ศาลจังหวัดปัตตานี ได้ไต่สวนพยานฝ่ายผู้ตาย ๑ ปาก ซึ่งพยานปากนี้เป็นภรรยาของเพื่อนนายอับดุลลายิบ ที่เคยไปเยี่ยมนายอับดุลลายิบพร้อมกับสามีและญาติของนายอับดุลลายิบ ที่ศูนย์ซักถามฯ โดยพยานเบิกความต่อศาลได้ความว่า ก่อนนายอับดุลลายิบถูกควบคุมตัว มีสุขภาพแข็งแรง ทำงานปลูกพืชผักสวนครัว และรับจ้างตัดต้นยางพารา  สามีของตนมีความสนิทสนมเป็นเพื่อนกับนายอับดุลลายิบ  ขณะนายอับดุลลายิบถูกควบคุมตัวอยู่ที่ศูนย์ซักถามฯ ตนไปกับสามีได้เข้าไปเยี่ยมนายอับดุลลายิบพร้อมกับภรรยาและญาติของนายอับดุลลายิบ โดยเจ้าหน้าที่ทหารจัดให้มีจุดเข้าเยี่ยมและมีเจ้าหน้าที่ทหารหลายนายคอยควบคุมดูแลอยู่อย่างใกล้ชิด ผู้ถูกควบคุมจะไม่กล้าพูดอะไรมาก  ตนสังเกตเห็นนายอับดุลลายิบเงียบขรึมผิดวิสัยปกติของนายอับดุลลายิบที่ค่อนข้างช่างพูดคุย และตนนายอัลดุลลายิบพูดกับสามีของตนซึ่งแปลความเป็นภาษาไทยแล้วได้ความว่า ขอให้อัลลอฮฺทดสอบตัวเขาเท่าศรัทธาที่มี  เมื่อตนซึ่งเป็นคนมุสลิมได้รับฟังคำพูดดังกล่าวของนายอับดุลลายิบแล้ว เข้าใจได้ทันทีว่าตัวนายอับดุลลายิบอาจถูกกระทำโดยมิชอบโดยเจ้าหน้าที่ในระหว่างถูกควบคุมตัวอยู่ที่ศูนย์ซักถาม ค่ายอิงคยุทธบริหาร จนไม่อาจทนต่อไปได้มากกว่านี้แล้วจึงอ้อนวอนขอความช่วยเหลือจากพระเจ้า

นอกจากนี้ สามีตนยังได้ไปเยี่ยมนายอับดุลลายิบหลายครั้ง โดยในครั้งที่สามีตนไปเยี่ยมก่อนที่นายอับดุลลายิบจะเสียชีวิตในเวลาต่อมาไม่นานนัก สามีตนได้เล่าให้ฟังว่า นายอับดุลลายิบพูดทำนองสั่งเสีย โดยพูดกับสามีตนว่า หากนายอับดุลลายิบเป็นอะไรไปในระหว่างถูกควบคุมตัวก็ขอให้สามีตนช่วยดูแลครอบครัวแทนด้วย ปัจจุบันสามีตนได้เสียชีวิตแล้วจากการเจ็บป่วย

พยานปากดังกล่าวข้างต้นเป็นพยานปากสุดท้ายของคดีนี้ ผู้พิพากษาศาลจังหวัดปัตตานีจึงกำหนดนัดวันฟังคำสั่งในวันที่ 28 ธันวาคม 2559 เวลา 9.00 นาฬิกา

ขอเชิญสื่อมวลชนและผู้สนใจเข้ารับฟังคำสั่งศาลตามวันและเวลาดังกล่าวข้างต้น

และติดตามคดีได้ที่ facebook page: Cross Cultural Foundation (CrCF) หรือhttps://voicefromthais.wordpress.com/

 

ข้อมูลเพิ่มเติมติดต่อ

นายสากีมัน เบญจเดชา   ทนายความ มูลนิธิศูนย์ทนายความมุสลิมจังหวัดปัตตานี  โทร.086-0374318

นายปรีดา นาคผิว         ทนายความ มูลนิธิผสานวัฒนธรรม   โทร 089-6222474

crcf & mac

เผยแพร่วันที่ 28 พฤศจิกายน 2559

                            ใบแจ้งข่าว

ศาลจังหวัดปัตตานีเลื่อนนัดสืบพยานฝ่ายโจทก์คดีปุโละปุโย

สืบเนื่องจากแพทย์ผู้รักษาโจทก์ทั้งห้าป่วยไม่สามารถมาศาลได้

 

****************************

ในวันนี้ (28 พ.ย.2559) ณ ห้องพิจารณาคดีที่ 2  ศาลจังหวัดปัตตานี ผู้พิพากษาออกนั่งพิจารณานัดสืบพยานโจทก์ ในคดีแพ่ง หมายเลขดำที่ 519 / 2558  ระหว่าง นายยา ดือราแม กับพวกรวม 5 คนโจทก์  กองทัพบก ที่ 1 และสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ 2 จำเลย  โจทก์ทั้งห้าคนเป็นชาวบ้านผู้ได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์ถูกเจ้าหน้าที่ทหารพรานใช้อาวุธปืนสงครามยิงเข้าใส่รถยนต์กระบะของชาวบ้านขณะเดินทางเพื่อไปละหมาดศพ เมื่อปี วันที่ 29 มกราคม 2555 ที่ ต.ปุโละปุโย อ.หนองจิก จ.ปัตตานี  ฟ้องเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนทางละเมิด/ค่าเสียหาย ตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539

พยานโจทก์ที่นัดสืบวันนี้ เป็นแพทย์ผู้รักษาโจทก์ทั้งห้าเกี่ยวกับผลกระทบทางจิตใจไม่สามารถมาศาลได้เนื่องจากมีอาการป่วย ทนายความโจทก์ทั้งห้าจึงได้แถลงต่อศาลขอเลื่อนคดีเพื่อสืบพยานโจทก์ปากนี้ในนัดหน้า

ส่วนทางด้านอัยการทนายความจำเลยทั้งสอง ได้แถลงต่อศาลว่า จำเลยทั้งสองติดใจจะนำพยานฝ่ายจำเลยมาสืบจำนวน 3 ปากเท่านั้น โดยจะนำมาสืบให้เสร็จในนัดหน้า ซึ่งจะทำให้การสืบพยานคดีนี้เสร็จสิ้น

ผู้พิพากษาศาลจังหวัดปัตตานีจึงอนุญาตให้เลื่อนนัดสืบพยานโจทก์ทั้งห้าและพยานจำเลยทั้งสอง ไปเป็นวันที่ 13 ธันวาคม 2559 เวลา 9.00 นาฬิกา

         

ขอเชิญสื่อมวลชนและผู้สนใจเข้ารับฟังการพิจารณาคดีของศาลตามวันและเวลาดังกล่าวข้างต้น และติดตามคดีได้ที่ facebook page: Cross Cultural Foundation (CrCF) หรือhttps://voicefromthais.wordpress.com/

 

ข้อมูลเพิ่มเติมติดต่อ

นายสากีมัน เบญจเดชา   ทนายความ มูลนิธิศูนย์ทนายความมุสลิมจังหวัดปัตตานี  โทร.086-0374318

นายปรีดา นาคผิว          ทนายความ มูลนิธิผสานวัฒนธรรม   โทร 089-6222474

เมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน 2559 เกิดเหตุการณ์ลอบยิงทำให้มีหญิงตั้งครรภ์เสียชีวิตพร้อมเด็กในท้องหนึ่งรายและบาดเจ็บหนึ่งราย ได้แก่นางสาวรัตติกาล จ่าวัง ตั้งครรภ์ 8 เดือนผู้เสียชีวิตพร้อมเด็ก และนางสายใจ ทองดี เหตุการณ์เกิดขึ้นเวลา 19.20 น. เหตุเกิดบริเวณถนนสาย 42 บ.ปาลัส ต.ควน อ. ปานาเระ จ.ปัตตานี แม้ว่าผู้บาดเจ็บจะได้รับการส่งตัวไปโรงพยาบาลแต่ก็ไม่สามารถช่วยชีวิตของเด็กในท้องได้ มูลนิธิผสานวัฒนธรรม กลุ่มด้วยใจ ขอประณามการใช้ความรุนแรงต่อเด็กและสตรีรวมทั้งต่อผู้บริสุทธิ์ว่าเป็นการกระทำที่ขัดกับหลักการทางศีลธรรม หลักสิทธิมนุษยชนและละเมิดกฎหมายท้งในประเทศและกฎหมายระหว่างประเทศ และไม่มีความชอบธรรมทางการเมืองใดใด อีกทั้งยังเป็นอาชญากรรมต่อมนุษยชาติ หากการกระทำดังกล่าวเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องและเป็นระบบ  

จากเหตุการณ์ความรุนแรงต่อเด็กและสตรี รวมทั้งผู้บริสุทธิ์ เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง พร้อมๆ กับการปะทะและจับกุมผู้ต้องสงสัยก่อความไม่สงบในช่วงเดือนที่ผ่านมาส่งผลให้ความรุนแรงที่มีแนวโน้มว่าจะขยายตัวสูงขึ้น สร้างให้เกิดความแตกแยกและเกลียดชังระหว่างกลุ่มประชากรต่างๆ 

จากการปะทะและติดตามจับกุมบุคคลที่ตกเป็นผู้ต้องสงสัยในความผิดทางอาญาและโดยเฉพาะอย่างยิ่งความผิดในคดีความมั่นคงในพื้นที่ความขัดแย้ง โดยเฉพาะกรณีที่มีการปะทะรวมทั้งการใช้อาวุธในการติดตามจับกุมจนก่อให้เกิดการวิสามัญฆาตกรรมโดยเจ้าหน้าที่ เช่นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นที่อำเภอรามันเมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน 2559 กรณีนายมะซูปิยัน ยะกูมอ และนายบูคอรี หะมะ ถูกยิงเสียชีวิตในสวนยางขณะขับขี่รถมอเตอร์ไซค์โดยเจ้าหน้าที่รัฐอ้างว่าเป็นการติดตามจับกุมตามแผนปฏิบัติการโดยได้มีการพูดคุยกับญาติให้มามอบตัวก่อนหน้านี้แล้วแต่ไม่เป็นผลจนกระทั่งเกิดเหตุยิงเสียชีวิต หรือกรณีนายซอบรี บือแน ในพื้นที่ต. กอตอตือร๊ะ อ.รามัน จ. ยะลา เมื่อวันที่ 17 กันยายน 2559 ซึ่งเป็นเหตุการณ์สนธิกำลังติดตามจับกุมบุคคลต้องสงสัยและมีวิสามัญฆาตกรรมเสียชีวิต ทั้งสองกรณีนับว่าเป็นเหตุการณ์ที่สะท้อนให้เห็นถึงการปฏิบัติการปราบปรามการก่อความไม่สงบที่รุนแรงที่อาจส่งผลต่อความเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรม และอาจส่งผลให้เกิดการโต้ตอบล้างแค้นเอาคืนจนผู้บริสุทธิ์ตกเป็นเป้าหมายของวงจรความรุนแรง

ดังนี้มูลนิธิผสานวัฒนธรรม และ กลุ่มด้วยใจ ขอเสนอให้รัฐบาลต้องเร่งสร้างให้กระบวนการยุติธรรมเข็มแข็ง เป็นที่เชื่เมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน 2559 เกิดเหตุการณ์ลอบยิงทำให้มีหญิงตั้งครรภ์เสียชีวิตพร้อมเด็กในท้องหนึ่งรายและบาดเจ็บหนึ่งราย ได้แก่นางสาวรัตติกาล จ่าวัง ตั้งครรภ์ 8 เดือนผู้เสียชีวิตพร้อมเด็ก และนางสายใจ ทองดี เหตุการณ์เกิดขึ้นเวลา 19.20 น. เหตุเกิดบริเวณถนนสาย 42 บ.ปาลัส ต.ควน อ. ปานาเระ จ.ปัตตานี แม้ว่าผู้บาดเจ็บจะได้รับการส่งตัวไปโรงพยาบาลแต่ก็ไม่สามารถช่วยชีวิตของเด็กในท้องได้ 

มูลนิธิผสานวัฒนธรรม กลุ่มด้วยใจ ขอประณามการใช้ความรุนแรงต่อเด็กและสตรีรวมทั้งต่อผู้บริสุทธิ์ว่าเป็นการกระทำที่ขัดกับหลักการทางศีลธรรม หลักสิทธิมนุษยชนและละเมิดกฎหมายท้งในประเทศและกฎหมายระหว่างประเทศ และไม่มีความชอบธรรมทางการเมืองใดใด อีกทั้งยังเป็นอาชญากรรมต่อมนุษยชาติ หากการกระทำดังกล่าวเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องและเป็นระบบ  

จากเหตุการณ์ความรุนแรงต่อเด็กและสตรี รวมทั้งผู้บริสุทธิ์ เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง พร้อมๆ กับการปะทะและจับกุมผู้ต้องสงสัยก่อความไม่สงบในช่วงเดือนที่ผ่านมาส่งผลให้ความรุนแรงที่มีแนวโน้มว่าจะขยายตัวสูงขึ้น สร้างให้เกิดความแตกแยกและเกลียดชังระหว่างกลุ่มประชากรต่างๆ 

จากการปะทะและติดตามจับกุมบุคคลที่ตกเป็นผู้ต้องสงสัยในความผิดทางอาญาและโดยเฉพาะอย่างยิ่งความผิดในคดีความมั่นคงในพื้นที่ความขัดแย้ง โดยเฉพาะกรณีที่มีการปะทะรวมทั้งการใช้อาวุธในการติดตามจับกุมจนก่อให้เกิดการวิสามัญฆาตกรรมโดยเจ้าหน้าที่ เช่นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นที่อำเภอรามันเมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน 2559 กรณีนายมะซูปิยัน ยะกูมอ และนายบูคอรี หะมะ ถูกยิงเสียชีวิตในสวนยางขณะขับขี่รถมอเตอร์ไซค์โดยเจ้าหน้าที่รัฐอ้างว่าเป็นการติดตามจับกุมตามแผนปฏิบัติการโดยได้มีการพูดคุยกับญาติให้มามอบตัวก่อนหน้านี้แล้วแต่ไม่เป็นผลจนกระทั่งเกิดเหตุยิงเสียชีวิต หรือกรณีนายซอบรี บือแน ในพื้นที่ต. กอตอตือร๊ะ อ.รามัน จ. ยะลา เมื่อวันที่ 17 กันยายน 2559 ซึ่งเป็นเหตุการณ์สนธิกำลังติดตามจับกุมบุคคลต้องสงสัยและมีวิสามัญฆาตกรรมเสียชีวิต ทั้งสองกรณีนับว่าเป็นเหตุการณ์ที่สะท้อนให้เห็นถึงการปฏิบัติการปราบปรามการก่อความไม่สงบที่รุนแรงที่อาจส่งผลต่อความเชื่อมั่นใน 

 กระบวนการยุติธรรม และอาจส่งผลให้เกิดการโต้ตอบล้างแค้นเอาคืนจนผู้บริสุทธิ์ตกเป็นเป้าหมายของวงจรความรุนแรง

ดังนี้มูลนิธิผสานวัฒนธรรม และ กลุ่มด้วยใจ ขอเสนอให้รัฐบาลต้องเรงสร้างให้กระบวนการยุติธรรมเข็มแข็ง เป็นที่เชื่อถือของประชาชนทุกฝ่าย โดยต้องได้รับการส่งเสริมและมีประสิทธิภาพและต้องสามารถนำผู้กระทำความผิดทุกฝ่ายมาดำเนินการทางกฎหมาย เพื่อให้ได้รับการลงโทษทางกฎหมาย ซึ่งจะเป็นการลดการใช้ความรุนแรง รวมทั้งต้องเยียวยาต่อผู้ได้รับผลกระทบจากความรุนแรง ผู้เสียชีวิต ผู้บาดเจ็บ ทั้งครอบครัว ทุกกรณีอย่างเสมอหน้ากันโดยไม่เลือกปฏิบัติ ทั้งนี้จะเป็นการลดและป้องกันการแก้แค้นเอาคืนต่อกันและกันอถือของประชาชนทุกฝ่าย โดยต้องได้รับการส่งเสริมและมีประสิทธิภาพและต้องสามารถนำผู้กระทำความผิดทุกฝ่ายมาดำเนินการทางกฎหมาย เพื่อให้ได้รับการลงโทษทางกฎหมาย ซึ่งจะเป็นการลดการใช้ความรุนแรง รวมทั้งต้องเยียวยาต่อผู้ได้รับผลกระทบจากความรุนแรง ผู้เสียชีวิต ผู้บาดเจ็บ ทั้งครอบครัว ทุกกรณีอย่างเสมอหน้ากันโดยไม่เลือกปฏิบัติ ทั้งนี้จะเป็นการลดและป้องกันการแก้แค้นเอาคืนต่อกันและกัน

Logo-Mac-F1img_6324

ใบแจ้งข่าว

ศาลจังหวัดปัตตานีนัดสืบพยานฝ่ายโจทก์คดีปุโละปุโย

กำหนดสืบแพทย์ผู้รักษาโจทก์ทั้งห้าเกี่ยวกับผลกระทบทางจิตใจ

****************************

 

ในวันที่ 28 พฤศจิกายน 2559   เวลา 09.00 -12.00 นาฬิกา  ณ ห้องพิจารณาคดีที่2 ชั้นสอง  ศาลจังหวัดปัตตานีได้นัดสืบพยานโจทก์ ในคดีแพ่ง หมายเลขดำที่ 519 / 2558 ระหว่าง นายยา ดือราแม กับพวกรวม 5 คน โจทก์   กองทัพบก ที่ 1 และสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ 2 จำเลย  โจทก์ทั้งห้าคนเป็นชาวบ้านผู้ได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์ถูกเจ้าหน้าที่ทหารพรานใช้อาวุธปืนสงครามยิงเข้าใส่รถยนต์กระบะของชาวบ้านขณะเดินทางเพื่อไปละหมาดศพ เมื่อปี วันที่ 29 มกราคม 2555 ที่ ต.ปุโละปุโย อ.หนองจิก จ.ปัตตานี ฟ้องเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนทางละเมิด/ค่าเสียหาย ตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539

คดีนี้อยู่ระหว่างการสืบพยานฝ่ายโจทก์ เริ่มตั้งแต่เดือนพฤษภาคม  2559 ได้สืบพยานบุคคลไปแล้วจำนวน 11 ปาก  โดยในวันที่ 28 พฤศจิกายน 2559 เป็นพยานปากที่ 12ซึ่งเป็นแพทย์ผู้รักษาโจทก์ทั้งห้าเกี่ยวกับผลกระทบทางจิตใจซึ่งเกิดภาวะความเครียดภายหลังจากการประสบเหตุการณ์ (PTSD)

ขอเชิญสื่อมวลชนและผู้สนใจเข้ารับฟังการพิจารณาคดีของศาล ตามวันและเวลาดังกล่าวข้างต้น ติดตามเรื่องราวที่ผ่านมาได้ที่ facebook page: Cross Cultural Foundation (CrCF)  หรือ https://voicefromthais.wordpress.com/?s=กรณีปุโละปุโย

 

ข้อมูลเพิ่มเติมติดต่อ

นายสากีมัน เบญจเดชา ทนายความ มูลนิธิศูนย์ทนายความมุสลิมจังหวัดปัตตานี โทร 086-0374318

นายปรีดา นาคผิว   ทนายความ มูลนิธิผสานวัฒนธรรม   โทร 089-6222474

****************************

 

ในวันที่ 28 พฤศจิกายน 2559   เวลา 09.00 -12.00 นาฬิกา  ณ ห้องพิจารณาคดีที่2 ชั้นสอง  ศาลจังหวัดปัตตานีได้นัดสืบพยานโจทก์ ในคดีแพ่ง หมายเลขดำที่ 519 / 2558 ระหว่าง นายยา ดือราแม กับพวกรวม 5 คน โจทก์   กองทัพบก ที่ 1 และสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ 2 จำเลย  โจทก์ทั้งห้าคนเป็นชาวบ้านผู้ได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์ถูกเจ้าหน้าที่ทหารพรานใช้อาวุธปืนสงครามยิงเข้าใส่รถยนต์กระบะของชาวบ้านขณะเดินทางเพื่อไปละหมาดศพ เมื่อปี วันที่ 29 มกราคม 2555 ที่ ต.ปุโละปุโย อ.หนองจิก จ.ปัตตานี ฟ้องเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนทางละเมิด/ค่าเสียหาย ตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539

คดีนี้อยู่ระหว่างการสืบพยานฝ่ายโจทก์ เริ่มตั้งแต่เดือนพฤษภาคม  2559 ได้สืบพยานบุคคลไปแล้วจำนวน 11 ปาก  โดยในวันที่ 28 พฤศจิกายน 2559 เป็นพยานปากที่ 12ซึ่งเป็นแพทย์ผู้รักษาโจทก์ทั้งห้าเกี่ยวกับผลกระทบทางจิตใจซึ่งเกิดภาวะความเครียดภายหลังจากการประสบเหตุการณ์ (PTSD)

ขอเชิญสื่อมวลชนและผู้สนใจเข้ารับฟังการพิจารณาคดีของศาล ตามวันและเวลาดังกล่าวข้างต้น ติดตามเรื่องราวที่ผ่านมาได้ที่ facebook page: Cross Cultural Foundation (CrCF)  หรือ https://voicefromthais.wordpress.com/?s=กรณีปุโละปุโย

 

ข้อมูลเพิ่มเติมติดต่อ

นายสากีมัน เบญจเดชา ทนายความ มูลนิธิศูนย์ทนายความมุสลิมจังหวัดปัตตานี โทร 086-0374318

นายปรีดา นาคผิว   ทนายความ มูลนิธิผสานวัฒนธรรม   โทร 089-6222474

no torture 2

เผยแพร่วันที่ 25 พฤศจิกายน 2559

ใบแจ้งข่าว

เครือข่ายรณรงค์ต่อต้านการทรมานสามองค์กรขอให้ประธานสภาประชาสังคมชายแดนใต้นำประเด็น

การยุติการทรมานเป็นวาระเร่งด่วนพูดคุยกับแม่ทัพภาคที่ 4 และคณะรัฐมนตรีส่วนหน้า

เมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน 2559 มูลนิธิผสานวัฒนธรรม  กลุ่มด้วยใจ เครือข่ายสิทธิมนุษยชนปาตานีได้ส่งจดหมายเรื่องการร้องเรียนเรื่องการทรมานในสถานการณ์ปัจจุบัน ให้กับนายมูฮัมหมัดอายุบ ปาทาน  ประธานสภาประชาสังคมชายแดนใต้   สภาประชาสังคมชายแดนใต้ได้นำประเด็นนี้พูดคุยกับแม่ทัพภาคที่ 4 และคณะรัฐมนตรีส่วนหน้า เพื่อกำหนดนโยบายการบริหารงานจังหวัดชายแดนใต้  โดยให้ถือว่าการยุติการทรมานเป็นวาระเร่งด่วน ทั้งนี้ เราเชื่อว่าในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่มีการใช้บังคับกฎหมายพิเศษ ได้แก่ พ.ร.บ.กฎอัยการศึก และ พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน  นั้นทำให้ผู้เสียหายและชาวบ้านในจำนวนน้อยเท่านั้นที่จะกล้าร้องเรียนหรือดำเนินคดีเพื่อให้เจ้าหน้าที่และหน่วยงานของรัฐรับผิดชอบ แต่ยังมีประชาชนอีกจำนวนไม่น้อยที่ถูกทรมานฯแต่ไม่ร้องเรียนหรือดำเนินคดี  ปัญหาการทรมานฯเป็นเรื่องสำคัญที่ผู้ต้องหาซึ่งเป็นนักสิทธิมนุษยชนต้องทำงานขับเคลื่อนให้เกิดการตรวจสอบ ให้หน่วยงานรัฐปกป้อง คุ้มครองประชาชน รวมทั้งผลักดันเชิงนโยบายต่อภาครัฐ หากไม่ได้รับการแก้ไขเยียวยา ก็ยากที่จะสร้างสันติสุขในจังหวัดชายแดนใต้ได้

โดยทางเครือข่ายองค์กรที่ติดตามเรื่องการรณรงค์การยุติการทรมานมีความกังวลว่าในช่วงเวลาสองเดือนกว่านับแต่วันที่ 1 ตุลาคม ปีนี้เป็นต้นมา ได้มีเรื่องร้องเรียนเกี่ยวข้องกับการควบคุมตัวบุคคลตามกฎหมายพิเศษในจังหวัดชายแดนใต้ โดยผู้ร้องเรียนแจ้งว่า ผู้ถูกเจ้าหน้าที่ควบคุมตัวถูกทรมาน หรือได้รับการปฏิบัติที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม หรือที่ย่ำยีศักดิ์ศรี เช่นนายอีรอเฮง ซาลีลาเต๊ะที่ร้องเรียนว่าตนถูกซ้อมทรมานจนต้องเข้ารักษาตัวที่โรงพยาบาลจังหวัดปัตตานี โดยอ้างว่า เมื่อเวลา 16.00 น วันที่ 18 พฤศจิกายน 2559  ได้มีเจ้าหน้าที่ทหารไปปิดล้อมจับกุม นายอีรอเฮง ซาลีลาเต๊ะ  ชาวบ้านต.ดาโต๊ะ  อ.หนองจิก  จ.ปัตตานี  ทำให้นายอีรอเฮง ซารีลาเต๊ะ ได้รับบาดเจ็บเนื่องจากการจับกุม  อีกทั้งยังมีหลายกรณีที่มีการร้องเรียนในลักษณะดังนี้

  1. อย่างน้อย 5 ราย เป็นการควบคุมตัวเกินระยะเวลาการควบคุมตัวตามกฎหมายพิเศษ กล่าวคือควบคุมตัวตามคำสั่งคสช. เป็นเวลา 7 วันในพื้นที่กรุงเทพ และมีการควบคุมตัวต่อโดยใช้กฎอัยการศึกในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้อีก 7 วัน โดยข้อกล่าวหาเดียวกันและต่อมามีการปล่อยตัวบุคคลโดยไม่แจ้งข้อหา
  2. อย่างน้อย 1 รายมีการบังคับให้เปลือยกายระหว่างการสอบสวนและการควบคุมตัว
  3. อย่างน้อง 1 รายมีการใช้ไฟฟ้าช็อคระหว่างการสอบสวน
  4. อย่างน้อย 3 รายที่ญาติไม่สามารถเยี่ยมได้ในวันแรก ต่อมาญาติได้เยี่ยมเพียง 2-3 นาที หรือให้เยี่ยมโดยผ่านวีดีโอคอล หรือการให้นั่งรถกระบะมาเพื่อให้เห็นหน้าแล้วก็ขับรถวนกลับไปควบคุมตัวต่อ
  5. อย่างน้อย 4 รายที่ญาติได้รับการแจ้งว่าไม่ต้องมาเยี่ยมในสามวันแรกเพราะมีกฎห้ามเยี่ยมผู้ต้องหา

อนึ่งแม้ว่าจะมีความรุนแรงทางอาวุธเกิดขึ้นจากกลุ่มบุคคลหลายฝ่ายทั้งที่มีเป้าหมายทางการเมืองและไม่อาจระบุถึงเป้าหมายที่แท้จริงของการปฏิบัติการ แต่การใช้อาวุธรุนแรงทั้งระเบิด การลอบสังหารผู้บริสุทธิ์ เจ้าหน้าที่รักษาความสงบก่อให้เกิดความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สินอย่างประเมินค่าไม่ได้ ส่งผลต่อความรู้สึกเคียดแค้นชิงชังต่อกันมายาวนานและมีแนวโน้มที่จะยืดเยื้อยาวนานต่อไปตราบที่ทุกฝ่ายยังไม่มุ่งเน้นการใช้สันติวิธีอย่างแท้จริงและยุติการใช้ความรุนแรงจากทุกฝ่ายเพื่อแก้ไขปัญหาความขัดแย้ง

 

ติดต่อที่ มูลนิธิผสานวัฒนธรรม 89 ซอยสิทธิชน ถ.สุทธิสารวินิจฉัย แขวงสามเสนนอก เขตห้วยขวาง กรุงเทพมหานคร 10320 โทร: 02-1015481-2 หรือ 086-7093000

2016_11_25-%e0%b9%83%e0%b8%9a%e0%b9%81%e0%b8%88%e0%b9%89%e0%b8%87%e0%b8%82%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%a7-%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b5