มูลนิธิผสานวัฒนธรรม ใบแจ้งข่าว : ศาลจังหวัดปราจีนบุรีพิพากษารอลงอาญา 2 ปี ผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ในฐานความผิดแจ้งข้อความอันเป็นเท็จเพื่อช่วยกลุ่มตำรวจที่ซ้อมทรมานนายฤทธิรงค์ฯ

ใบแจ้งข่าว

  ศาลจังหวัดปราจีนบุรีพิพากษารอลงอาญา 2 ปี ผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ในฐานความผิดแจ้งข้อความอันเป็นเท็จเพื่อช่วยกลุ่มตำรวจที่ซ้อมทรมานนายฤทธิรงค์ฯ

 

          สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2560 นายฤทธิรงค์ ชื่นจิตร  ในฐานะโจทก์ที่ 1 และ นายสมศักดิ์ชื่นจิตร (บิดา) โจทก์ที่ 2 ได้ยื่นฟ้อง ผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นคนหนึ่ง ซึ่งได้เป็นพยานให้การเท็จ ต่อ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.)  เพื่อช่วยเหลือเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ซ้อมทรมานนายฤทธิรงค์ ในเรื่องที่ นายฤทธิรงค์ร้องเรียนกล่าวหาเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวน ตำรวจภูธรจังหวัดปราจีนบุรี 5 คนว่าซ้อมทรมานตน โดยยื่นฟ้องต่อศาล จังหวัดปราจีนบุรี เป็นคดีอาญา หมายเลขดำที่ 1009/2560 ในข้อหา ความผิดต่อเจ้าพนักงาน ความผิดต่อเจ้าพนักงานในการยุติธรรม และความผิดเกี่ยวกับเอกสาร โดย แจ้งข้อความอันเป็นเท็จต่อเจ้าพนักงาน ซึ่งอาจทำให้ผู้อื่นหรือประชาชนเสียหาย เป็นการแจ้งข้อความอันเป็นเท็จ เกี่ยวกับความผิดอาญาแก่พนักงานอัยการ ผู้ว่าคดี พนักงานสอบสวน หรือเจ้าพนักงานผู้มีอำนาจสืบสวนคดีอาญา ซึ่งอาจทำให้ผู้อื่นหรือประชาชนเสียหาย  และเป็นการแจ้งให้เจ้าพนักงานผู้กระทำการตามหน้าที่จดข้อความอันเป็นเท็จ ลงในเอกสารมหาชนหรือเอกสารราชการซึ่งมีวัตถุประสงค์สำหรับใช้เป็นพยานหลักฐาน โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชน ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา  137, 172 และ 267

             เหตุที่นายฤทธิรงค์และบิดายื่นฟ้องคดีนี้เนื่องจาก เมื่อวันที่ 25 กันยายน 2556 ผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นคนดังกล่าวได้เข้าให้ถ้อยคำต่อคณะอนุกรรมการไต่สวนข้อเท็จจริง ของป.ป.ท. ในฐานะพยาน ด้วยข้อความอันเป็นเท็จเพื่อช่วยเหลือตำรวจทั้ง 5 ราย ให้พ้นข้อกล่าวหาเรื่องซ้อมทรมานนายฤทธิรงค์ และยังได้กล่าวให้ร้ายแก่นายฤทธิรงค์และนายสมศักดิ์  ทำให้นายฤทธิรงค์และนายสมศักดิ์ได้รับความเสียหายจากการแจ้งข้อความอันเป็นเท็จดังกล่าว

                โดยผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นคนดังกล่าวได้รับสารภาพผิดและศาลจังหวัดปราจีนบุรีได้มีคำพิพากษา เมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2562 ว่าจำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 137 ,172, 267ประกอบมาตรา 90 ให้ลงโทษฐานแจ้งข้อความให้เจ้าพนักงานจดข้อความอันเป็นเท็จลงในเอกสารมหาชนหรือเอกสารราชการ ให้ลงโทษจำคุก 1 ปี ปรับ 6,000 บาท จำเลยรับสารภาพเป็นประโยชน์ในการพิจารณาเป็นเหตุบรรเทาโทษตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 78  ลดโทษกึ่งหนึ่งเหลือโทษจำคุก 6 เดือน ปรับ 3,000 บาท ไม่ปรากฏว่าจำเลยเคยถูกลงโทษมาก่อน จึงให้รอลงการลงโทษจำคุกไว้ 2 ปี คุมประพฤติ 6 เดือน ต่อครั้ง

          โดยนายสมศักดิ์ ชื่นจิตร ได้แสดงความรู้สึกต่อคำพิพากษาต่อคดีครั้งนี้ว่า “ เราเคารพในคำพิพากษาของศาล แต่เรายังไม่เห็นพ้องกับโทษที่จำเลยได้รับ การกระทำของจำเลยที่ให้การเท็จต่อ ป.ป.ท.เพื่อปกป้องตำรวจที่จับกุมและซ้อมทรมานลูกชาย เป็นสิ่งที่กระทบกับเราและสังคมอย่างที่สุด เพราะการกล่าวอ้างและใส่ร้ายเราอย่างไม่เกรงกลัวกฎหมาย และไม่แยกแยะผิดถูกชั่วดีใดๆ ทั้งที่จำเลยเป็นถึงผู้บริหารหน่วยงานปกครองท้องถิ่นในพื้นที่ ซึ่งเป็นผู้นำชุมชนย่อมต้องรู้ผิดรู้ชอบกว่าชาวบ้านและยังรู้ข้อกฎหมายเป็นอย่างดี ถ้าเราพิสูจน์ให้ศาลเชื่อไม่ได้ว่าเราถูกทำร้ายซ้อมทรมานในคดีที่เราฟ้องว่าตำรวจทำร้ายซ้อมทรมานให้รับสารภาพว่าไปวิ่งราวทรัพย์ สิ่งที่จะเกิดกับเรา คือ เราต้องถูกตำรวจฟ้องกลับและลูกชายอาจต้องไปติดคุกติดตะราง ส่วนผมก็ต้องถูกดำเนินคดีในการสร้างหลักฐานพยานเท็จ ให้ร้าย ฟ้องร้องตำรวจดังกล่าว ฉะนั้นการที่จำเลยถูกพิพากษาให้รอลงอาญาในครั้งนี้ จึงจะไม่สามารถทำให้จำเลยเข็ดหลาบในการกระทำดังกล่าวได้เลย เพราะจำเลยรับสารภาพไปโดยรู้อยู่แก่ใจในการกระทำผิดว่าถ้ารับสารภาพ อย่างดีก็แค่รอลงอาญา เพราะจำเลยรู้ดีในข้อกฎหมายที่จะเกิดขึ้นกับตน โดยไม่แยกแยะผิดชอบชั่วดีใดๆ และไม่เกรงกลัวใดๆต่อกฎหมายและกติกาอยู่ร่วมกันขอสังคม จึงเป็นเหตุให้เราไม่เห็นพ้องในคำพิพากษานี้และต้องขออุทธรณ์ต่อศาลสูงต่อไป”

Advertisements

หลักการและเหตุผล: 14 ธค. 2561 เสนอร่างพรบ.ทรมาน อุ้มหาย เข้าสนช. 20ธค 2561

84162_0003 ร่างพรบ.ทรมานอุ้มหาย

ยธ ชง ร่างพรบ เข้าสนช 20 dec 2018

1ร่าง พรบ.ทรมาน-33 มาตรา (ฉบ

1ร่าง พรบ.ทรมาน-33 มาตรา (ฉบ

แถลงการณ์ร่วมเรื่องคดีใหม่ที่บริษัทธรรมเกษตรจำกัด ฟ้องแรงงานชาวเมียนมาร์และนักปกป้องสิทธิมนุษยชน

26758490_1840186955992597_3676277274502242215_o

14 กุมภาพันธ์ 2562

นายกรัฐมนตรี พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา

สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี

ทำเนียบรัฐบาล

เลขที่ 1 ถนนพิษณุโลก

ดุสิต กรุงเทพ ฯ 10300

ประเทศไทย

 

เรื่อง     คดีใหม่ที่บริษัทธรรมเกษตรจำกัด ฟ้องนักปกป้องสิทธิมนุษยชน

 

เรียน        นายกรัฐมนตรี

 

องค์กรที่มีชื่อแนบท้ายลงนามในจดหมายฉบับนี้เพื่อแสดงข้อกังวลอย่างลึกซึ้ง เกี่ยวกับข้อกล่าวหาที่บริษัทธรรมเกษตร จำกัด กล่าวโทษเพื่อเอาผิดแรงงานชาวเมียนมาร์และนักปกป้องสิทธิมนุษยชนในประเทศไทยหลายคนในข้อหาหมิ่นประมาทและข้อหาอาญาอื่น ๆ

ด้วยความเคารพ เราขอเรียกร้องรัฐบาลไทยให้ดำเนินการโดยทันที เพื่อคัดค้านและหาแนวทางยุติการดำเนินคดีของบริษัทธรรมเกษตร จำกัด ต่อแรงงานชาวเมียนมาร์และนักปกป้องสิทธิมนุษยชน ซึ่งมีเจตนารมณ์ตรงข้ามกับนโยบายที่รัฐบาลของท่านประกาศไว้ ที่จะสนับสนุนการปฏิบัติตามหลักการชี้แนะว่าด้วยธุรกิจและสิทธิมนุษยชน รวมทั้งผลประโยชน์ของประเทศ พันธกรณีทางกฎหมาย และพันธกิจที่มีต่อกฎหมายสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ

จนถึงปัจจุบัน บริษัทธรรมเกษตร จำกัดของไทย ซึ่งมีกิจการฟาร์มไก่ในจังหวัดลพบุรี ได้ฟ้องคดีไม่ต่ำกว่า 13 คดีทั้งแพ่งและอาญาเพื่อเอาผิดกับนักปกป้องสิทธิมนุษยชนจำนวนหนึ่ง รวมทั้งอดีตลูกจ้าง ที่ผ่านมาทางพนักงานอัยการและศาลได้ยกฟ้องคดีส่วนใหญ่ไปแล้ว แต่ยังหลงเหลืออยู่บางคดี ในเดือนพฤศจิกายน 2561 ตัวแทนของบริษัทยังประกาศจะฟ้องคดีเพิ่มเติม

ในเดือนธันวาคม 2561 พนักงานสอบสวน สถานีตำรวจภูธรเมืองลพบุรีได้เรียกตัวอดีตลูกจ้าง 14 คนของบริษัทธรรมเกษตร จำกัด ซึ่งเป็นแรงงานข้ามชาติทั้งหมด ให้ไปรับทราบข้อกล่าวหา โดยทางบริษัทกล่าวหาว่าคนงานเหล่านี้ “แจ้งความเท็จต่อเจ้าพนักงาน และก่อให้เกิดความเสียหายต่อ [บุคคลหรือหน่วยงานอื่น]” พนักงานสอบสวน สถานีตำรวจอำเภอโคกตูม จังหวัดลพบุรียังเรียกตัวสุธาสินี แก้วเหล็กไหล ผู้ประสานงานเครือข่ายเพื่อสิทธิแรงงานข้ามชาติ (MWRN) กลุ่มที่ทำงานสนับสนุนสิทธิคนข้ามชาติในไทย ไปสอบถามในฐานะพยานเมื่อวันที่ 28 มกราคม 2562 กรณีที่บริษัทธรรมเกษตร จำกัด แจ้งข้อกล่าวหากับเธอ ในวันเดียวกันนั้น พนักงานสอบสวน สถานีตำรวจอำเภอโคกตูม จังหวัดลพบุรี ขอข้อมูลจากพยานบุคคลเพื่อสืบสวนคำร้องของบริษัทธรรมเกษตร จำกัด ซึ่งแจ้งความกับบุคคล 6 รายจากกิจกรรมบนโซเชียลมีเดียก่อนหน้านี้

การฟ้องร้องคดีอาญาของบริษัทธรรมเกษตร จำกัด เกิดขึ้นเนื่องจากอดีตลูกจ้าง 14 คนได้ให้ข้อมูลกับคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) เกี่ยวกับการปฏิบัติมิชอบด้านสิทธิแรงงานในปี 2559 ซึ่งจากการสอบสวนข้อร้องเรียนแยกกันของทั้งกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน และกสม. พบว่ามีหลักฐานบ่งชี้ถึงการปฏิบัติมิชอบด้านแรงงาน โดยบริษัทธรรมเกษตร จำกัด ไม่ได้จ่ายค่าแรงตามอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ ไม่ได้จ่ายค่าทำงานล่วงเวลา และไม่อนุญาตให้คนงานลาหยุดงานได้มากเท่าที่กฎหมายกำหนด ในวันที่ 15 มกราคม 2562 ศาลฎีกายังพิพากษายืนตามคำสั่งของศาลชั้นต้น สั่งให้บริษัทธรรมเกษตร จำกัด จ่ายเงินประมาณ 1.7 ล้านบาท เป็นค่าจ้าง ค่าทำงานในวันหยุด ค่าล่วงเวลา และดอกเบี้ยให้กับอดีตลูกจ้าง 14 คน จากการละเมิดพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน

เมื่อเร็ว ๆ นี้ บริษัทธรรมเกษตร จำกัด ยังร้องทุกข์กล่าวโทษต่อนักปกป้องสิทธิมนุษยชนที่ออกมาเปิดเผยการปฏิบัติมิชอบด้านสิทธิแรงงาน และการตอบโต้คนงาน จนถึงเดือนตุลาคม 2561 นาน วิน อดีตลูกจ้างชาวเมียนมาของบริษัทธรรมเกษตร จำกัด ถูกดำเนินคดีหมิ่นประมาททางอาญาอีกครั้ง จากการกล่าวหาว่ามีการปฏิบัติมิชอบด้านแรงงานและการตอบโต้อดีตลูกจ้าง 14 คน ในสารคดี ที่จัดทำโดยฟอร์ตี้ฟายไรต์ หน่วยงานด้านสิทธิมนุษยชน และในระหว่างการแถลงข่าวซึ่งจัดโดยฟอร์ตี้ฟายไรต์ ที่มีการถ่ายทอดสดทางเฟซบุ๊ก สุธารี วรรณศิริ อดีตผู้เชี่ยวชาญด้านสิทธิมนุษยชนของฟอร์ตี้ฟายไรต์ ยังถูกดำเนินคดีหมิ่นประมาททั้งทางอาญาและแพ่ง จากการเผยแพร่สารคดีของฟอร์ตี้ฟายไรต์ทางโซเชียลมีเดีย ศาลอาญากรุงเทพ ฯ มีกำหนดพิจารณาคำฟ้องต่อนาน วิน และสุธารี วรรณศิริ ในวันที่ 4 กุมภาพันธ์ และ 11 มีนาคม 2562 ตามลำดับ และศาลแพ่งมีกำหนดฟังการพิจารณาคดีในเดือนสิงหาคม 2562 ในคดีที่สุธารี วรรณศิริถูกฟ้องทางแพ่ง

การดำเนินคดีต่อแรงงานและนักปกป้องสิทธิมนุษยชนของบริษัทธรรมเกษตร จำกัด โดยเฉพาะหลังจากศาลแขวงดอนเมืองได้ยกฟ้องคดีหมิ่นประมาททางอาญาที่คล้ายคลึงกันไปแล้วเมื่อเดือนกรกฎาคม 2561 เป็นคดีที่ทางบริษัท ฯ ฟ้องอดีตคนงานทั้ง 14 คน ข้อกล่าวหาใหม่ของบริษัทธรรมเกษตร จำกัด มีลักษณะเป็นการใช้กระบวนการยุติธรรมเพื่อคุกคาม ย่อมทำให้เกิดความสูญเปล่าด้านทรัพยากรและเวลาของตำรวจ พนักงานอัยการ และเจ้าหน้าที่ศาล

เราเห็นว่าการฟ้องคดีของบริษัทธรรมเกษตร จำกัด มีลักษณะเป็นการตอบโต้และคุกคามนักปกป้องสิทธิมนุษยชน ที่เปิดโปงการปฏิบัติมิชอบ การตอบโต้เช่นนี้ถือเป็นการแทรกแซงการทำงานของนักปกป้องสิทธิมนุษยชน และขัดขวางการดำเนินงานเพื่อคุ้มครองสิทธิแรงงาน การฟ้องคดีของบริษัทธรรมเกษตร จำกัด เป็นกรณีตัวอย่างของคดีเชิงยุทธศาสตร์เพื่อระงับการมีส่วนร่วมของสาธารณชน (Strategic Litigation Against Public Participation -SLAPP) คดีเหล่านี้สะท้อนให้เห็นอันตรายของคดีฟ้องปิดปากที่มีต่อคนงานและนักปกป้องสิทธิมนุษยชนในไทย และสะท้อนให้เห็นความจำเป็นที่รัฐบาลของท่านต้องมีนโยบายที่ชัดเจนและมีบทบัญญัติทางกฎหมายและข้อบังคับเพื่อป้องกันไม่ให้คดีเหล่านี้เดินหน้าต่อไป ตั้งแต่ปี 2549 จนถึงปัจจุบัน บริษัทธรรมเกษตร จำกัด ดำเนินคดีอย่างน้อย 13 คดี ที่มุ่งฟ้องร้องอดีตลูกจ้างที่เรียกร้องสิทธิของตนเอง รวมถึงนักปกป้องสิทธิมนุษยชนที่เปิดเผยการละเมิดสิทธิมนุษยชนในการดำเนินธุรกิจ

ในเดือนสิงหาคมและตุลาคม 2560 บริษัทธรรมเกษตร จำกัด ได้ฟ้องคดีอาญาต่อแรงงานข้ามชาติสองคนและสุธาสินี แก้วเหล็กไหล ในข้อหาลักทรัพย์รวมถึงบัตรลงเวลาทำงาน โดยในความเป็นจริง พวกเขาได้ใช้บัตรลงเวลาเหล่านี้เป็นหลักฐานที่มอบให้กับเจ้าพนักงานตรวจแรงงาน เพื่อพิสูจน์ว่ามีการละเมิดด้านแรงงานเกิดขึ้นจริง เป็นการช่วยเหลือเจ้าพนักงานในการปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมาย แม้ว่าต่อมาศาลไทยได้ยกฟ้องคำร้องของบริษัทธรรมเกษตร จำกัด แต่อันที่จริงแล้ว ไม่ควรมีการรับฟ้องคดีนี้ตั้งแต่ต้น เนื่องจากส่งผลให้เกิดแรงกดดันที่ไม่จำเป็น ค่าใช้จ่ายทางคดีที่ไม่จำเป็น ทำให้เสียเวลาและเสียรายได้จากการทำงานสำหรับผู้ถูกดำเนินคดี

เราตระหนักว่าทางสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ได้พยายามแก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 161/1 ของประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาเมื่อเดือนธันวาคม มาตรา 161/1 ให้อำนาจศาลในการใช้วิจารณญาณเพื่อยกฟ้องคำร้องของราษฎร และห้ามไม่ให้มีการฟ้องซ้ำโดยราษฎร กรณีที่เป็นการ “ฟ้องคดีโดยไม่สุจริตหรือโดยบิดเบือนข้อเท็จจริง เพื่อกลั่นแกล้งหรือเอาเปรียบจำเลย” จึงควรนำมาตรา 161/1 มาใช้กับการฟ้องคดีล่าสุดของบริษัทธรรมเกษตร จำกัด

มาตรา 161/1 นี้ยังไม่เพียงพอที่จะพูดถึงกรณีการฟ้องแกล้งทั่วไปในประเทศไทยได้ นอกจากการคาดหวังให้ศาลใช้มาตรา 161/1 ในการพิจารณาคดีแล้ว เรายังเรียกร้องรัฐบาลของท่านให้กำหนดมาตรการอย่างชัดเจนเพื่อคัดค้านการฟ้องแกล้ง ดังกรณีของการฟ้องของบริษัทธรรมเกษตร จำกัด การที่พนักงานอัยการมีคำสั่งไม่ฟ้องและศาลมีคำพิพากษาที่จะไม่รับฟ้องคดีของบริษัทธรรมเกษตร จำกัด โดยเร็ว ย่อมเป็นการส่งสัญญาณต่อหน่วยงานธุรกิจทั้งของต่างชาติและไทยที่ดำเนินงานในประเทศไทย และสะท้อนให้เห็นพันธกิจของรัฐบาลของท่านที่จะบังคับใช้กฎหมายและปฏิบัติตามหลักการธุรกิจและสิทธิมนุษยชน

เพื่อป้องกันไม่ให้มีการฟ้องคดีปิดปากแบบของบริษัทธรรมเกษตร จำกัด อีก เราเสนอแนะให้มีการจัดทำกฎหมายต่อต้านการฟ้องคดีปิดปากอย่างเป็นองค์รวม เพื่อให้การคุ้มครองอย่างเต็มที่กับคนงาน นักปกป้องสิทธิมนุษยชน และบุคคลอื่น ๆ ไม่ให้ถูกคุกคามด้วยกระบวนการยุติธรรม ทั้งยังจำเป็นที่พนักงานอัยการและสำนักงานอัยการสูงสุดจะต้องมีทรัพยากรและความสนับสนุนมากเพียงพอ เพื่อให้สามารถใช้อำนาจของตนตามมาตรา 21 ของพระราชบัญญัติองค์กรอัยการและพนักงานอัยการ พ.ศ.2553 เพื่อคัดกรองการฟ้องคดีที่ไม่พึงประสงค์ออกไป รวมทั้งคดีที่มุ่งคุกคาม ข่มขู่ หรือตอบโต้นักปกป้องสิทธิมนุษยชนหรือบุคคลอื่น ๆ ประเทศไทยยังควรยกเลิกการเอาผิดทางอาญาฐานหมิ่นประมาทและยกเลิกบทลงโทษจำคุกหรือโทษปรับในคดีหมิ่นประมาทด้วย

เราเรียกร้องรัฐบาลไทยให้ปฏิบัติตามข้อเสนอแนะ จากคณะผู้ชำนาญการด้านสิทธิมนุษยชนหกคนของสหประชาชาติ เมื่อเดือนพฤษภาคม 2561 ที่เสนอให้ “ทบทวนกฎหมายแพ่งและอาญา รวมทั้งกระบวนการฟ้องคดี เพื่อป้องกันไม่ให้มีการใช้กฎหมายหมิ่นประมาทอย่างมิชอบโดยบริษัท” ในระหว่างการเดินทางมาเยือนประเทศไทยเมื่อเดือนเมษายน 2561 คณะทำงานแห่งสหประชาชาติว่าด้วยธุรกิจและสิทธิมนุษยชน ได้เรียกร้องในทำนองเดียวกันให้รัฐบาลไทย “ประกันว่าภาคธุรกิจจะไม่ใช้คดีหมิ่นประมาทเป็นเครื่องมือเพื่อขัดขวางการใช้สิทธิและเสรีภาพโดยชอบของผู้ทรงสิทธิที่ได้รับผลกระทบ หน่วยงานภาคประชาสังคม และนักปกป้องสิทธิมนุษยชน” คณะทำงานยังเสนอแนะต่อไปว่า ควร “ตรากฎหมายต่อต้านคดีปิดปากเพื่อประกันว่านักปกป้องสิทธิมนุษยชนจะไม่ถูกฟ้องในทางแพ่งจากการดำเนินงานของตน” เราจึงขอเรียกร้องให้รัฐบาลไทยนำข้อเสนอแนะเหล่านี้ไปผนวกเป็นส่วนหนึ่งของแผนปฏิบัติการแห่งชาติว่าด้วยธุรกิจและสิทธิมนุษยชน และดำเนินการให้มีการปรึกษาหารืออย่างจริงจังกับหน่วยงานภาคประชาสังคม เพื่อจัดทำและดำเนินงานตามแผนปฏิบัติการแห่งชาตินี้

เราขอขอบคุณที่ท่านให้ความใส่ใจต่อปัญหาและข้อเสนอแนะตามจดหมายนี้ เรายินดีที่มีโอกาสช่วยเหลือและสนับสนุนรัฐบาลไทย เพื่อให้ปฏิบัติตามพันธกิจของหลักการธุรกิจและสิทธิมนุษยชนได้ รวมทั้งการคุ้มครองสิทธิของคนงาน นักปกป้องสิทธิมนุษยชน และเสรีภาพขั้นพื้นฐานในประเทศไทย

 

ขอแสดงความนับถือ

 

กลุ่มการเมืองหลังบ้าน

กลุ่มคนงานหญิงเพื่อความยุติธรรม จังหวัดเชียงใหม่

กลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิด จังหวัดเลย

กลุ่มด้วยใจ

กลุ่มนิเวศวัฒนธรรมศึกษา
กลุ่มโรงน้ำชา Togetherness for Equality in Action Group

เครือข่ายกะเหรี่ยงเพื่อวัฒนธรรมและสิ่งแวดล้อม เขตงานตะนาวศรี

เครือข่ายชีวิตสาธารณะ จังหวัดพัทลุง

เครือข่ายองค์กรด้านประชากรข้ามชาติ

โครงการขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะด้านทรัพยากรแร่
มูลนิธินิติธรรมสิ่งแวดล้อม

มูลนิธิผสานวัฒนธรรม

มูลนิธิเพื่อสิทธิมนุษยชนและการพัฒนา

มูลนิธิศักยภาพชุมชน

มูลนิธิศูนย์ข้อมูลชุมชน

มูลนิธิไอเจเอ็ม IJM Foundation

สมาคมนักกฎหมายสิทธิมนุษยชน

สมาคมสิทธิเสรีภาพของประชาชน

สหพันธ์เกษตรกรภาคใต้

สหพันธ์คนงานข้ามชาติ

ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน

ห้องเรียนเพศวิถีและสิทธิมนุษยชน ร้านหนังสือบูคู

 

 

สำเนา:    รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

อัยการสูงสุด

ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ

ประธานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ

 

เอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย

เอกอัครราชทูตสหภาพยุโรปประจำประเทศไทย

ผู้แทนภูมิภาคประจำสำนักงานข้าหลวงใหญ่เพื่อสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ

ผู้แทนภูมิภาคประจำองค์การแรงงานระหว่างประเทศ

ผู้ประสานงานสหประชาชาติประจำประเทศไทย

14 กพ. 2562 นักกิจกรรมเยาวชนและผู้ช่วยทนายความถูกจับสองคนที่อ.กรงปีนัง จ.ยะลาถูกควบคุมตัวค่ายทหารคาดว่าตามอำนาจกฎอัยการศึกไม่มีข้อกล่าวหา

Photo: left นายอาหมัด ดอเลาะบองอ, Right นายมะรอพี  เจ๊ะแห

มูลนิธิผสานวัฒนธรรมได้รับทราบข้อมูลว่ามีการปฏิบัติการปิดล้อมตรวจค้นและจับกุมประชาชนจำนวนหนึ่งในพื้นที่อำเภอกรงปีนัง จ.ยะลาเมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2562  ในจำนวนนั้นมีนักกิจกรรมสองคนถูกจับกุมไปพร้อมกันด้วย โดยยังไม่ทราบความชัดเจนแต่ถูกควบคุมตัวไปยังสถานีตำรวจกรงปีนังและต่อมาพบว่าอยู่ในการควบคุมของหน่วยทหารพรานที่41 ค่ายวังพญา จ.ยะลา  และมูลนิธิฯได้รับข้อมูลเกี่ยวกับเปิดประวัติการทำงานสังคมผู้ถูกคุมตัวทั้งสองคือนายมะรอพี  เจ๊ะแห และนายอาหมัด ดอเลาะบองอ ดังนี้

Right ชื่อ นายมะรอพี  เจ๊ะแห

ชื่อเรียก พี

ผลงานสร้างคุณประโยชน์ ให้กับสังคมและในชุมชน

 

1 เครือข่ายเยาวชนอาสาสมัครspan

2. เป็นรองประธานเยาวชนบ้านสาคอ

3.นักศึกษาหลักสูตรผู้นำการเปลี่ยนแปลงของวิทยาลัยประชาชน (People’ college)

4.เป็นตัวแทนเยาวชนทำงานร่วมกับมูลนิธิเพื่อการพัฒนาเด็ก(มฟด)

5.ทำงานร่วมกับโครงการสื่อสร้างสรรของ สสส.

และช่วยเหลื่อกิจกรรมต่างๆที่เกิดขึ้นในพื้นที่เพื่อการพัฒนาสังคมโดยเฉพาะกลุ่มเยาวชน

 

ชื่อ นายอาหมัด ดอเลาะบองอ ชื่อเรียก มะ

ผลงานสร้างคุณประโยชน์ ให้กับสังคมและในชุมชน

1.อาสาสมัครผู้ช่วยทนายความมูลนิธิศูนย์ทนายความมุสลิม

2.คณะทำงานเครือข่ายอาสาสมัครผู้ช่วยทนายความ

3.นักสันติวิธีแห่งเอเซีย

4.ที่ปรึกษาเครือข่ายเยาวชนในหมู่บ้านกลาดี

5.ผู้ประสานงานเครือข่ายชาวบ้านของเครือข่ายผู้ช่วยทนายความ

6.ผู้ประสานงานเครือข่ายอีหม่ามของเครือข่ายอาสามสมัครผู้ช่วยทนายความ

7.คณะกรรมการมัสยิดบ้านกลาดี

8.ผู้ประสานงานเครือข่ายนักเรียนนักศึกษาของอาสาสมัครผู้ช่วยทนายความ

9.นักศึกษาหลักสูตรผู้นำการเปลี่ยนแปลงของวิทยาลัยประชาชน (People’ college)

10.จบหลักสูตรล่ามภาษาท้องถิ่นของมูลนิธิเอเชีย

11.เข้าร่วมหลักสูตร Youth for Peace

เขาผู้นี้ได้อุทศตนทำงานเพื่อสังคมรวมระยะเวลากว่า10ปี เพื่อแสวงหาแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ท่ามกลางสภาวะการขัดกันด้วยอาวุธ #SaveRmud

ยื่นหนังสือถึงนายกรัฐมนตรีเรื่อง ขอชะลอการสร้างบ้านมอแกนเกาะสุรินทร์

52441742_2290077411043885_3840788291293020160_n

หน้าทำเนียบรัฐบาล
ขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม
11 กุมภาพันธ์ 2562
เรื่อง ขอชะลอการสร้างบ้านมอแกนเกาะสุรินทร์
เรียน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
เหตุกรณ์หมู่บ้านพี่น้องชาวเลมอแกนเกาะสุรินทร์ถูกไฟไหม้วอดไป 61 หลังคาเรือน ทำให้พี่น้องมอแกนกว่า 70 ครอบครัว กว่า 273 คน ต้องสูญเสียทุกสิ่งทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นเสื้อผ้า ข้าว ของ เครื่องใช้ เครื่องมือหากิน โดยเฉพาะเงินทองที่เก็บแอบสะสมมาทั้งชีวิต มีผู้คนมากมายหลั่งไหลกันมาช่วยเหลือ เมื่อเริ่มตั้งหลักได้ก็ต้องเริ่มสร้างบ้าน กลับไม่มีทางเลือกให้สร้างบ้านได้เหมือนเก่า ทั้งๆที่มีการบริจาคมามากพอที่จะสร้างบ้านพี่น้องมอแกนให้พออยู่เหมือนก่อนถูกไฟไหม้ เมื่อแบบบ้านออกมาก็มีคำถามว่าคน 12 คน จะอยู่ในบ้านขนาด 3*6.5 อย่างไร ยังมีเวลาสำหรับ การร่วมออกแบบชุมชนใหม่หลังไฟไหม้ ให้เป็นโมเดลเพื่อชาติพันธุ์ชาวเลที่ทั่วโลกต้องมาศึกษา..มิใช่แนวทางการการสร้างความเจ็บปวด จนทนทุกข์..อย่างที่เป็นมา รัฐต้องเปิดพื้นที่กลางให้ทุกฝ่ายร่วมคิด และจริงใจต่อการให้พี่น้องมอแกนได้ตัดสินใจในการสร้างบ้านตนเอง ชุมชนมอแกนอยู่กันอย่างแออัด ถูกตีกรอบด้วยเงื่อนไขพื้นที่อุทยานฯ ในอดีตชาวมอแกนสร้างบ้านจับกลุ่มกันตามเครือญาติและความสมัครใจในการพึ่งพากันและกัน ปลูกผัก ซ่อมเรือได้สะดวก วิถีชีวิตของชาวเลที่ต้องเผชิญน้ำเผชิญลม หากสร้างบ้านเป็นแถวให้ดูเป็นระเบียบตามความเชื่อ อาจไม่ใช่คำตอบ ชาวมอแกนอยู่มาก่อนอุทยานฯมากกว่า 150 ปี ดังนั้นควรมีความยืดหยุ่นในกฎระเบียบพอสมควร ชาวเลก็มีมติ ครม.ที่เป็นแนวฟื้นฟูวิถีชีวิตชาวเล ดังนั้นรัฐควรใช้กลไกของคณะกรรมการแก้ไขปัญหาฯชุมชนชาวเล ตามมติ คณะรัฐมนตรี 2 มิถุนายน 2553
ชาวเลจึงมีข้อเสนอดังนี้
1. ชะลอกระบวนการสร้างบ้านที่มีแบบบ้านคับแคบ ไม่พออยู่อาศัยสำหรับมอแกนบางหลัง ซึ่งเดิมอาศัยรวม 2-3 ครอบครัวในหลังใหญ่
2. ให้นำเรื่องการสร้างบ้านของชุมชนมอแกนเกาะสุรินทร์เข้าสู่คณะกรรมการแก้ไขปัญหาและฟื้นฟูวิถีชีวิตชาวเล ตาม มติ ครม.2 มิ.ย.2553 เพื่อให้หน่วยงาน ชาวเล และทุกภาคส่วนในระดับที่พอจะตัดสินใจได้ ได้หารือเพื่อหามติ
3. ให้แต่งตั้งคณะอนุกรรมการฯชาวเล เพื่อสนับสนุนการสร้างบ้านและยกระดับคุณภาพชีวิตชาวเลชนเผ่ามอแกนเกาะสุรินทร์ เพื่อร่วมวางแผนการฟื้นฟู พัฒนา และยกระดับระยะยาวเพื่อความมั่นคงและยั่งยืน
จึงเรียนมาเพื่อพิจารณาและขอให้มีการสั่งการโดยด่วน
ด้วยความนับถือ

ผู้ประสานชาวเลฯขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม (P-move)

P move: แถลงการณ์ขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม  ฉบับ ขอให้ สนช. ยุติการพิจารณา ร่างพ.ร.บ.อุทยานแห่งชาติ  และ ร่างพ.ร.บ.สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า ฉบับ พ.ศ. …. และร่างกฎหมายอื่นๆ โดยทันที

แถลงการณ์PMOVE

ที่มาFacebook  ขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม P-move

แถลงการณ์ขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม
ฉบับ ขอให้ สนช. ยุติการพิจารณา ร่างพ.ร.บ.อุทยานแห่งชาติ
และ ร่างพ.ร.บ.สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า ฉบับ พ.ศ. …. และร่างกฎหมายอื่นๆ โดยทันที
.
ตามที่สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ซึ่งเป็นตัวแทนของฝ่ายอำนาจรัฐราชการและกลุ่มทุนเป็นส่วนใหญ่ กำลังพิจารณาร่างพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ. …. และร่างพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. …. โดยการจัดทำกฎหมายขึ้นใหม่ทั้งฉบับทั้งๆ ที่ไม่มีความจำเป็นเร่งด่วนต่อการบริหารประเทศแต่อย่างใด และมีเนื้อหากระทบกับวิถีชีวิตของประชาชนและชุมชนที่รักษาป่ามายาวนานนั้น
.
ขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม (ขปส.) และคณะทำงานประชาชนเพื่อการอนุรักษ์และสิทธิชุมชน (คอส.) ได้ติดตามและตรวจสอบการดำเนินการดังกล่าวมาอย่างใกล้ชิด ขอประณามพฤติกรรมการเร่งรีบพิจารณากฎหมายและเนื้อหาร่างกฎหมายดังกล่าวทั้งสองฉบับ และขอเรียกร้องต่อ สนช. ให้ยุติการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ. …. และร่างพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. …. และร่างกฎหมายอื่นๆ โดยทันที ด้วยเหตุผลดังนี้
.
๑. พระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ และพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า เป็นกฎหมายที่มีความสำคัญต่อการอนุรักษ์และบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืนของประเทศและมีผู้เกี่ยวข้องจำนวนมาก กระทบต่อวิถีชีวิตของชุมชน สมควรจะได้รับการพิจารณาอย่างรอบคอบด้วยการมีส่วนร่วมของทุกฝ่ายและมีระยะเวลาพิจารณาตามสมควร มิใช่เร่งรีบดำเนินการ ดังที่ สนช.ทำอยู่ในขณะนี้ ทั้งนี้เพราะสถานการณ์ที่มีเวลาอันจำกัด และประเทศอยู่ระหว่างการเลือกตั้ง สส. แต่สนช. กลับเร่งรีบจะส่งผลให้กฎหมายขาดความสมบูรณ์เพียงพอ ไม่สามารถแก้ไขปัญหาที่เป็นอยู่หรืออาจสร้างปัญหาใหม่ในอนาคต
.
๒. ความเร่งรีบในการพิจารณากฎหมายทั้ง ๒ ฉบับ อาจทำให้กฎหมายอาจขัดต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.๒๕๖๐ หลายมาตรา เช่น ไม่มีบทบัญญัติว่าด้วยสิทธิพลเมือง สิทธิทางเศรษฐกิจ สิทธิชุมชน หลักนิติธรรม และการเพิ่มภาระหรือจำกัดสิทธิ หรือเสรีภาพของบุคคลเกินสมควรและกระทบต่อศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของบุคคล ขัดต่อหลักสิทธิมนุษยชน สิทธิของชนพื้นเมืองตามปฏิญญาสากล
.
๓. ประเทศไทยกำลังจัดให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นการทั่วไปขึ้นในวันที่ ๒๔ มีนาคม ๒๕๖๒ ซึ่งเป็นการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ประกอบกับกฎหมายทั้งสองฉบับดังกล่าว มิได้มีความจำเป็นเร่งด่วนต่อการบริหารประเทศ สนช. จึงควรยุติการพิจารณากฎหมายและส่งต่อให้สภาผู้แทนราษฎรที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชนเป็นผู้พิจารณา
.
เราขอไว้อาลัยต่อระบบราชการและส่วนต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับความพยายามในการแก้ไขกฎหมายทั้งสองฉบับ เพื่อรวมศูนย์และผูกขาดอำนาจการจัดการทรัพยากรป่าไม้ไว้ส่วนกลาง อันเป็นพฤติกรรมที่สวนทางกับกระแสโลกที่มีการกระจายอำนาจการบริหารจัดการทรัพยากรให้ชุมชนเป็นผู้ดูแลรักษาเยี่ยงอารยประเทศ
.
เพื่อให้ประเทศเข้าสู่ประชาธิปไตยอย่างสันติ เราจึงขอเรียกร้องมาสมาชิก สนช.ทุกท่าน ให้ยุติการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ และร่างพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่าและร่างกฎหมายอื่นๆ โดยทันที เพื่อรอให้รัฐสภาชุดใหม่ที่จะมาจากการเลือกตั้งมาดำเนินการต่อไป
.
ด้วยจิตสมานฉันท์และเชื่อมั่นในพลังประชาชน
ขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม (ขปส.)
คณะทำงานประชาชนเพื่อการอนุรักษ์และสิทธิชุมชน (คอส.)
12 กุมภาพันธ์ 2562
ณ หน้ารัฐสภา กรุงเทพมหานคร

มูลนิธิผสานวัฒนธรรม