Feeds:
Posts
Comments

un

คำแปลอย่างไม่เป็นทางการ ข้อกำหนด 122 ข้อ

ภาษาไทย MANDELA-RULES- 2016 Thai คำแปล

ภาษาอังกฤษ ต้นฉบับ mandela rules resolution

เอกสารองค์การสหประชาชาติ  E/CN.15/2015/L.6/Rev.1

ภาคผนวก

ข้อกำหนดขั้นต่ำขององค์การสหประชาชาติในการปฏิบัติต่อผู้ต้องขัง (United Nations Standard Minimum Rules for the Treatment of Prisoners) (ข้อกำหนดแมนเดลา – Mandela Rules) ปี 2558

ข้อสังเกตเบื้องต้น

ข้อสังเกตเบื้องต้น 1

 

         ข้อกำหนดต่อไปนี้ไม่ประสงค์จะบรรยายอย่างละเอียดถึงระบบการราชทัณฑ์ที่จะใช้เป็นต้นแบบของระบบราชทัณฑ์แต่อย่างใด   หากเป็นการแสดงให้เห็นฉันทามติทั่วไปของความคิดร่วมสมัย และองค์ประกอบที่จำเป็นสำหรับระบบที่มีความพอเพียงมากที่สุดในปัจจุบัน ทั้งนี้เพื่อกำหนดสิ่งที่ถือเป็นหลักการและการปฏิบัติที่ดีอันเป็นที่ยอมรับโดยทั่วไป ในการปฏิบัติต่อผู้ต้องขังและการบริหารงานเรือนจำ

 

ข้อสังเกตเบื้องต้น 2

 

  1. เมื่อคำนึงถึงความแตกต่างกันมากมาย ทางด้านกฎหมาย สังคม เศรษฐกิจ และภูมิศาสตร์ในโลก ข้อกำหนดนี้ ย่อมจะใช้ปฏิบัติไม่ได้ทุกข้อ ทุกแห่งและทุกเวลา แต่ควรใช้เพื่อกระตุ้นเตือนให้เกิดความพยายามช่วยกันนำมาใช้อย่างสม่ำเสมอ เพื่อขจัดปัญหายุ่งยากทางปฏิบัติต่างๆในด้านการนำไปใช้ ในด้านความรู้ที่เป็นที่มาของข้อกำหนดนี้โดยรวม ในฐานะที่เป็นเงื่อนไขขั้นต่ำที่สหประชาชาติได้ให้การยอมรับว่าเป็นข้อปฏิบัติที่เหมาะสม

 

  1. ในอีกแง่หนึ่ง ข้อกำหนดนี้ครอบคลุมแนวคิดที่กำลังพัฒนาอย่างต่อเนื่อง จึงไม่มีจุดประสงค์เพื่อกีดกั้นการทดลองหรือการปฏิบัติรูปแบบอื่นๆ แต่ทั้งนี้ การทดลองหรือการปฏิบัตินั้นควรสอดคล้องกับหลักการและมุ่งตอบสนองเป้าประสงค์ที่สะท้อนมาจากข้อบทในข้อกำหนดนี้โดยรวม ดังนั้นจึงเป็นสิ่งที่มีเหตุผลที่หน่วยงานบริหารงานราชทัณฑ์กลางอาจเห็นชอบต่อการปฎิบัติที่แตกต่างออกไปจากข้อกำหนดนี้หากเป็นการปฏิบัติที่สอดคล้องกับเจตนารมณ์ของข้อกำหนดนี้

 

ข้อสังเกตเบื้องต้น 3

 

  1. ส่วนที่หนึ่ง ของข้อกำหนดว่าด้วยการบริหารงานทั่วไปในทัณฑสถาน และเป็นข้อกำหนดที่ใช้แก่ผู้ต้องขังทุกประเภท ทั้งในคดีอาญาหรือในคดีแพ่ง ไม่มีการพิจารณาคดี หรือผู้ต้องขังคดีเสร็จเด็ดขาด รวมทั้งผู้ต้องขังตาม “มาตรการเกี่ยวกับความมั่นคง” หรือมาตรการในการแก้ไขที่เป็นคำสั่งของผู้พิพากษา
  2. ส่วนที่สอง ประกอบด้วยข้อกำหนดที่นำมาใช้เฉพาะกรณีพิเศษในแต่ละส่วน อย่างไรก็ดี ข้อกำหนดตามหมวด ก ซึ่งใช้กับผู้ต้องขังที่ต้องคำพิพากษาของศาลแล้วนั้น ย่อมจะใช้ได้อย่างเท่าเทียมกันกับผู้ต้องขังประเภทอื่นที่กล่าวถึงในหมวด ข ค และ ง แต่ทั้งนี้กรณีจะต้องไม่ขัดหรือแย้งกับข้อกำหนดที่ใช้โดยตรงผู้ต้องขังเหล่านี้แต่ละประเภท และต้องนำไปใช้เพื่อประโยชน์ของพวกเขา

 

ข้อสังเกตเบื้องต้น 4

 

  1. ข้อกำหนดดังกล่าวนี้ไม่ได้มุ่งที่จะวางกฎระเบียบการบริหารงานสำหรับเยาวชน เช่น สถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน หรือศูนย์อบรมฟื้นฟูเยาวชน แต่โดยทั่วไปข้อกำหนดในส่วนที่ 1 นี้ ก็อาจนำไปใช้ปฏิบัติในสถานที่เหล่านี้ได้

 

  1. ผู้ต้องขังเยาวชน อย่างน้อยที่สุด ก็ควรจะรวมถึงบุคคลทุกคนที่อยู่ภายใต้เขตอำนาจของศาลคดีเด็กและเยาวชน ซึ่งตามกฎแล้วไม่ควรมีการพิพากษาลงโทษจำคุกผู้ที่เป็นเยาวชน

 

. บุคคลที่ถูกจับกุมหรือควบคุมตัวโดยไม่มีข้อกล่าวหา

ข้อกำหนด 122

         โดยไม่เป็นการเสียหายต่อข้อบทที่ 9 ของกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (International Covenant on Civil and Political Rights-ICCPR)[1] บุคคลที่ถูกจับกุมหรือควบคุมตัวโดยไม่มีข้อหาย่อมได้รับการคุ้มครองเช่นเดียวกับที่ระบุไว้ในส่วนที่ I และ II หมวด ค ของข้อกำหนดนี้ ข้อกำหนดที่เกี่ยวข้องในส่วนที่ II หมวด ก ของข้อกำหนดนี้ โดยให้นำมาใช้ กรณีที่เป็นไปเพื่อประโยชน์ของกลุ่มผู้ถูกควบคุมตัวประเภทนี้เช่นเดียวกัน ทั้งนี้จะต้องไม่นำมาตรการที่ใช้ในการปรับทัศนคติหรือการฟื้นฟู ซึ่งไม่มีความเหมาะสมด้วยประการใดๆทั้งสิ้นสำหรับบุคคลที่ยังไม่ถูกศาลตัดสินว่ามีความผิดทางอาญาใดๆ

 

[1] โปรดดู มติข้อ 2200 A (XXI), ภาคผนวก

 

ดาวน์โหลด (1)

แถลงการณ์สนับสนุนการแสดงความคิดเห็นที่หลากหลายต่อร่างรัฐธรรมนูญเพื่อการออกเสียงประชามติที่เสรีและเป็นธรรม

—————————————————————————

สืบเนื่องจากเหตุการณ์ที่เจ้าหน้าที่ตำรวจและทหารพยายามขอให้ ดร.เบญจรัตน์ แซ่ฉั่ว อาจารย์ประจำสถาบันสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษาซึ่งทำหน้าที่วิทยากรในเวทีถกแถลงร่างรัฐธรรมนูญครั้งที่ ๒ หัวข้อ “คำถามพ่วงมีนัยอย่างไร” ณ ห้องประชุมมาลัย หุวะนันท์ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เมื่อวันที่ ๒๕ เมษายน ๒๕๕๙ เวลา ๑๓.๐๐-๑๖.๐๐ น. ไปยังสถานีตำรวจนครบาลปทุมวัน เพื่อชี้แจงกรณีการเผยแพร่เอกสาร “๗ เหตุผล ไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ ๗ สิงหา ๕๙ ประชามติเพื่ออนาคต” โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจไม่ได้แจ้งความผิดใด ๆ นั้น
สถาบันสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษา ในฐานะองค์กรร่วมจัดงานและหน่วยงานต้นสังกัดของ ดร.เบญจรัตน์ แซ่ฉั่ว ขอชี้แจงและเรียกร้องต่อรัฐบาล คณะรักษาความสงบแห่งชาติ และคณะกรรมการการเลือกตั้ง ดังต่อไปนี้

๑. สถาบันสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษายืนยันการสนับสนุนระบอบประชาธิปไตย โดยเฉพาะการมีพื้นที่แลกเปลี่ยนและถกแถลงความเห็นที่แตกต่างหลากหลาย อันจะนำมาซึ่งการเรียนรู้ร่วมกันของคนในสังคม การสร้างคุณค่าร่วมกัน และการแสวงหาแนวทางการอยู่ร่วมกันได้ในความแตกต่างเหล่านั้น

๒. การแสดงออกถึงการเห็นด้วยและไม่เห็นด้วยกับร่างรัฐธรรมนูญเป็นสิทธิและเสรีภาพของปวงชนชาวไทย ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ. ๒๕๕๗ มาตรา ๔ ซึ่งให้ความคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพในการแสดงออก ตามกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมืองที่ประเทศไทยเป็นภาคีซึ่งรับรองสิทธิขั้นพื้นฐานในการแสดงออกของปวงชน และตามมาตรา ๗ ของพระราชบัญญัติว่าด้วยการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ. ๒๕๕๙ ซึ่งบัญญัติว่า “บุคคลย่อมมีเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นและเผยแพร่ความคิดเห็นเกี่ยวกับการออกเสียงโดยสุจริตและไม่ขัดต่อกฎหมาย”

๓. พฤติกรรมของผู้แทนรัฐบาลและเจ้าหน้าที่ระดับปฏิบัติการในการออกคำสั่ง จับกุม และข่มขู่ผู้ซึ่งแสดงความคิดเห็นโดยสุจริตและเปิดเผย เป็นพฤติกรรมที่ขัดกับเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ. ๒๕๕๗ ที่มุ่งสร้างความสามัคคี สกัดการใช้กำลัง และยังขัดกับกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมืองที่ประเทศไทยเป็นภาคี อีกทั้ง การไม่รับฟังความคิดเห็นที่แตกต่างอาจนำมาซึ่งความขัดแย้ง ซึ่งขัดกับเจตนารมณ์และนโยบายของหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติที่มุ่งยุติความขัดแย้งของคนในชาติ

๔. ถ้ารัฐบาล คณะรักษาความสงบแห่งชาติ คณะกรรมการการเลือกตั้ง และองค์กรที่มีอำนาจหน้าที่เกี่ยวข้องกับการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญเห็นว่า บุคคลและ/หรือองค์กรใดมีพฤติกรรมที่แสดงให้เห็นว่ากระทำความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ. ๒๕๕๙ จำเป็นต้องชี้แจงให้ชัดเจนว่า บุคคลและ/หรือองค์กรนั้นกระทำผิดกฎหมายฉบับใด ในมาตราใด ด้วยเหตุผลใด และต้องเป็นการชี้แจงโดยเปิดเผยต่อสาธารณะ

๕. การแจกเอกสารหรือการแถลงข่าวว่ารับหรือไม่รับ และการเชิญชวนให้รับหรือไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งกระทำโดยสุภาพและสุจริตใจตามมาตรา ๗ ที่อ้างถึงข้างต้น น่าจะกระทำได้เพราะไม่ถูกห้ามโดยมาตรา ๖๑ วรรคสองของพระราชบัญญัติว่าด้วยการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ. ๒๕๕๙ ที่บัญญัติว่า “ผู้ใดดําเนินการเผยแพร่ข้อความ ภาพ เสียง ในสื่อหนังสือพิมพ์ วิทยุ โทรทัศน์ สื่ออิเล็กทรอนิกส์ หรือในช่องทางอื่นใด ที่ผิดไปจากข้อเท็จจริงหรือมีลักษณะรุนแรง ก้าวร้าว หยาบคาย ปลุกระดม หรือข่มขู่ โดยมุ่งหวังเพื่อให้ผู้มีสิทธิออกเสียงไม่ไปใช้สิทธิออกเสียง หรือออกเสียงอย่างใดอย่างหนึ่ง หรือไม่ออกเสียง ให้ถือว่าผู้นั้นกระทําการก่อความวุ่นวายเพื่อให้การออกเสียงไม่เป็นไปด้วยความเรียบร้อย”

๖. ผู้ที่บังคับใช้กฎหมายและผู้ที่อยู่ในกระบวนการทางกฎหมายพึงตีความพระราชบัญญัติว่าด้วยการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ. ๒๕๕๙ โดยเฉพาะมาตรา ๖๑ ในทางที่เอื้อไม่ใช่ในทางที่ลิดรอนสิทธิการแสดงความคิดเห็นของประชาชน ทั้งนี้ โดยสอดคล้องกับหลักเกณฑ์ของประกาศคณะกรรมการการเลือกตั้ง เพื่อให้การออกเสียงประชามติเป็นไปอย่างเสรีและเป็นธรรม สถาบันสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษา ขอยืนยันสิทธิขั้นพื้นฐานในการแสดงออก และขอเรียกร้องต่อรัฐบาล คณะรักษาความสงบแห่งชาติ และคณะกรรมการการเลือกตั้ง และองค์กรที่มีอำนาจหน้าที่ให้เคารพสิทธิขั้นพื้นฐานของปวงชนชาวไทยในการแสดงออกซึ่งความคิดเห็นต่อร่างรัฐธรรมนูญและการออกเสียงประชามติโดยสุจริตใจ

สถาบันสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล
๒๗ เมษายน ๒๕๕๙

25580629-083941.jpg

+++ 6 องค์กรสิทธิ ร่วมออกแถลงการณ์เรียกร้องให้เจ้าหน้าที่รัฐยุติการจับกุมและควบคุมตัวบุคคลโดยอำเภอใจ+++

**************************************************************
เผยแพร่วันที่ 27 เมษายน 2559

สืบเนื่องจากช่วงเช้าวันนี้ (27 เมษายน 2559) มีเจ้าหน้าที่ทหารเข้าทำการจับกุมควบคุมตัวบุคคลทั้งในกรุงเทพมหานครและจังหวัดขอนแก่นอย่างน้อย 10 ราย โดยมีการบุกค้นตรวจยึดทรัพย์สินไม่มีการแจ้งข้อกล่าวหาและสาเหตุของการควบคุมตัว และไม่แจ้งว่าจะนำตัวไปควบคุมไว้ ณ สถานที่ใด จนปรากฏข้อมูลในเวลาต่อมาว่ามีการควบคุมตัวบุคคลดังกล่าวไว้ยังมณฑลทหารบกที่ 11 และสืบเนื่องจากเหตุการณ์การจับกุมและควบคุมตัวบุคคลดังกล่าว ในช่วงเย็นของวันเดียวกันนั้นได้มีนักกิจกรรมและประชาชนจำนวนหนึ่งทำการแสดงออกเชิงสัญลักษณ์บริเวณพื้นที่อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ เพื่อเรียกร้องให้มีการปล่อยตัวบุคคลที่ถูกควบคุมตัวไว้เมื่อช่วงเช้า แต่ต่อมากลุ่มบุคคลที่แสดงออกดังกล่าวก็ได้ถูกเจ้าหน้าที่จับกุมและควบคุมตัวไปอีกกว่า 16 คน

องค์กรสิทธิมนุษยชนตามที่ปรากฏรายชื่อแนบท้ายแถลงการณ์นี้ มีความกังวลอย่างยิ่งต่อการใช้อำนาจของเจ้าหน้าที่รัฐในการจับกุมและควบคุมตัวบุคคลโดยอำเภอใจไม่มีเหตุผลอันสมควรและไม่เป็นไปตามหลักการพิจารณาที่เป็นธรรม (Fair trial) โดยเฉพาะการจับกุมโดยไม่มีหมายที่ออกโดยศาล ไม่แจ้งข้อกล่าวหาและเหตุผลในการจับกุม และไม่มีการแจ้งสถานที่ที่ใช้ในการควบคุมตัว ซึ่งการใช้อำนาจโดยพลการในลักษณะเช่นนี้ได้เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องภายหลังการรัฐประหารแม้บางกรณีเจ้าหน้าที่ทหารจะอ้างอำนาจตามกฎหมาย แต่กฎหมายดังกล่าวเป็นคำสั่งที่ออกโดยอำนาจของหัวหน้า คสช. ซึ่งเป็นกฎหมายที่ไม่สอดคล้องกับหลักนิติรัฐ (Rule of Law) เนื่องจากเป็นกฎหมายที่ออกมาอย่างไร้เหตุผลหรือตามอำเภอใจ ไม่สอดคล้องกับหลักแห่งความจำเป็นและหลักสัดส่วน (necessity and proportionality) การควบคุมตัวบุคคลโดยอาศัยอำนาจในลักษณะดังกล่าวจึงขัดต่อหลักการสิทธิมนุษยชนที่ถูกรับรองไว้ในมาตรา 4 รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2557 และกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและการเมือง

สิทธิในชีวิตและร่างกายของบุคคล และสิทธิในกระบวนการยุติธรรมเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของมนุษย์ ซึ่งได้รับการรับรองและคุ้มครองไว้ทั้งในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย(ฉบับชั่วคราว)พ.ศ.2557 และกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและการเมือง พ.ศ. 2509 ตลอดจนอนุสัญญาต่อต้านการทรมานและการประติบัติหรือการลงโทษอื่นที่โหดร้ายไร้มนุษยธรรมหรือที่ย่ำยีศักดิ์ศรี พ.ศ. 2527 (Convention against Torture and Other Cruel, Inhuman or Degrading Treatment or Punishment: CAT) ที่ประเทศไทยเข้าเป็นภาคีซึ่งรัฐมีหน้าที่เคารพ คุ้มครองและส่งเสริมให้สิทธิตามพันธกรณีดังกล่าวเกิดขึ้นจริงและไม่อาจจำกัดหรือละเมิดได้ไม่ว่าในสภาวะไม่ปกติหรือสภาวะฉุกเฉินใด

องค์กรสิทธิมนุษยชนตามที่ปรากฏรายชื่อแนบท้ายแถลงการณ์นี้ จึงเรียกร้องให้รัฐบาลและคณะรักษาความสงบแห่งชาติเคารพต่อรัฐธรรมนูญและพันธกรณีระหว่างประเทศที่ประเทศไทยเป็นภาคี โดยปล่อยบุคคลที่ถูกควบคุมตัวทันทีโดยไม่มีเงื่อนไข และต้องยุติการจับกุมหรือควบคุมตัวบุคคลโดยอำเภอใจและยกเลิกคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ โดยเฉพาะคำสั่งหัวหน้า คสช. ฉบับที่ 3/2558 อันเป็นที่มาของการใช้อำนาจที่ขาดการตรวจสอบ และยกเว้นความรับผิดชอบของเจ้าหน้าที่ ซึ่งก่อให้เกิดความการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างต่อเนื่องตลอดมา

ด้วยความเชื่อมั่นศรัทธาในศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ สิทธิเสรีภาพและประชาธิปไตย

สมาคมนักกฎหมายสิทธิมนุษยชน (HRLA)
ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน (TLHR)
มูลนิธินิติธรรมสิ่งแวดล้อม (EnLaw)
มูลนิธิผสานวัฒนธรรม (CrCF)
มูลนิธิศูนย์ข้อมูลชุมชน (CRC)
สมาคมสิทธิเสรีภาพของประชาชน (UCL)

Logo-Mac-F1

เรื่องเล่าจากศาลมณฑลทหารบกที่ ๔๕ สุราษฎร์ธานี
รายงานโดย ฝ่ายสื่อสารและรณรงค์ มูลนิธิศูนย์ทนายความมุสลิม

เรื่องเล่าจากศาลมณฑลทหารบกที่ ๔๕ สุราษฎร์ธานี
รายงานโดย ฝ่ายสื่อสารและรณรงค์ มูลนิธิศูนย์ทนายความมุสลิม
เมื่อวันที่ ๒๑ เมษายน ๒๕๕๙ ทนายความคณะทำงานคดีระเบิดห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัลเฟสติวัล เกาะสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานี พร้อมกับตัวแทนศูนย์ทนายความสิทธิมนุษยชน ได้เดินทางไปที่ศาลมณฑลทหารบกที่ ๔๕ จังหวัดสุราษฎร์ธานี เพื่อฟังผลการวินิจฉัยชี้ขาดเรื่องเขตอำนาจศาลและนัดตรวจพยานหลักฐาน คดีอาญาหมายเลขดำที่ ๒๒ ก./๒๕๕๘ ระหว่าง อัยการศาลมณฑลทหารบกที่ ๔๕ โจทก์ นายอับดุลรอนิง ดือราแม จำเลยที่ ๑ และ นายอับดุลเลาะ สาแม จำเลยที่ ๒
สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ ๒๒ ธันวาคม ๒๕๕๘ ทนายความของจำเลยทั้งสอง ยื่นคำร้องขอให้ศาลวินิจฉัยชี้ขาดเรื่องเขตอำนาจศาล เพราะไม่เห็นพ้องด้วยที่ให้อำนาจแก่ศาลทหารพิจารณาพิพากษาคดีนี้ จึงขอให้รอการพิจารณาไว้ชั่วคราวและทำความเห็นส่งไปที่ศาลจังหวัดเกาะสมุย เพื่อขอให้ศาลจังหวัดเกาะสมุยทำความเห็นต่อไป แต่เนื่องจากศาลมณฑลทหารบกที่ ๔๕ ยังไม่ได้รับคำวินิจฉัยของศาลจังหวัดเกาะสมุย จึงทำให้ไม่สามารถดำเนินกระบวนพิจารณาคดีต่อไปได้ ศาลจึงได้เลื่อนฟังคำวินิจฉัยไปก่อนชั่วคราว เพื่อรอฟังผลคำวินิจฉัยต่อไป
นายสิทธิพงษ์ จันทรวิโรจน์ ประธานมูลนิธิศูนย์ทนายความมุสลิม และหัวหน้าคณะทำงานกล่าวว่า “ทนายความไม่เห็นด้วยที่ให้ศาลมณฑลทหารบกที่ ๔๕ จังหวัดสุราษฎร์ธานี พิจารณาและพิพากษาคดีนี้ เนื่องจากการพิจารณาคดีศาลทหารถูกจำกัดสิทธิหลายอย่างซึ่งแตกต่างกับคดีพลเรือน ซึ่งมีกฎเกณฑ์และระเบียบหลายอย่างที่แตกต่าง โดยเฉพาะสิทธิในการอุทธรณ์ ฎีกา เมื่อศาลชั้นต้นได้มีคำพิพากษาแล้ว นอกจากนี้การตรวจสอบสำนวนหรือคัดถ่ายเอกสารไม่สามารถกระทำได้ ทั้งที่คดีนี้เป็นคดีที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงเช่นเดียวกับคดีในสามจังหวัด ซึ่งมีการพิจารณาโดยศาลพลเรือน ทนายความจึงจำเป็นต้องยื่นคำร้องเพื่อขอให้ศาลวินิจฉัยชี้ขาดเขตอำนาจศาล แม้จะทำให้กระบวนพิจารณาคดีต้องล่าช้าออกไป แต่ก็เห็นว่าอยากให้เกิดบรรทัดฐานในแนวทางเดียวกัน และได้อธิบายทำความเข้าใจจนญาติของจำเลยและชาวบ้านที่มาร่วมฟังการพิจารณาได้เข้าใจแล้ว ขอบคุณทุกคนที่มาให้กำลังใจกับจำเลยทั้งสอง “
ในวันดังกล่าวญาติของจำเลยทั้งสองได้เดินทางมาเยี่ยมและให้กำลังใจกับจำเลยทั้งสอง โดยเฉพาะ จำเลยที่ ๒ นายอับดุลเลาะ สาแม หรือเจ๊ะฆูเลาะ เป็นอดีตครูสอนตาดีกา บ้านดาโต๊ะ อำเภอยะหริ่ง จังหวัดปัตตานี ได้มีญาติ คนในหมู่บ้าน รวมทั้งลูกศิษย์ที่เป็นอดีตนักเรียนตาดีกาและเคยเรียนกับเจ๊ะฆูเลาะ ได้มาเยี่ยมให้กำลังใจ โดยเหมารถบัสคันใหญ่ จำนวนประมาณ ๕๐ กว่าคน แต่ละครอบครัวช่วยกันลงขันเหมารถ ซึ่งได้รับการอำนวยความสะดวกจากเจ้าหน้าที่เป็นอย่างดี ให้เยี่ยมครั้งละ ๑๐ คน
เด็กหญิงวันซอบารียะห์ มีเด็ง ซึ่งเป็นคนในหมู่บ้านดาโต๊ะ และเคยเรียนกับเจ๊ะฆูเลาะ กล่าวว่า “ รู้สึกดีใจที่ได้มาเยี่ยมเจ๊ะฆู เพราะมีความรู้สึกผูกพันเหมือกับพี่คนหนึ่ง บางครั้งเจ๊ะฆูเป็นคนดุ แต่จะดุในกรณีที่เด็กไม่ตั้งใจเรียน โดยเฉพาะเวลาที่เด็กเสียงดังในขณะที่สอน คนไหนไม่ตั้งใจฟัง เจ๊ะฆูจะดุมาก จะเคร่งครัดกับนักเรียนในเวลาละหมาด เจ๊ะฆูช่วยเหลือพวกหนูทุกอย่าง หนูเคยทำค่ายกับเจะฆูเลาะ มีเพื่อนคนหนึ่งเคยถูกกระจกบาดเลือดไหล เจ๊ะฆูเลาะช่วยดูแลเหมือนกับพ่อแม่ ดีใจมากที่ได้พูดคุยกับเจ๊ะฆูวันนี้ และรู้สึกเสียใจสงสารที่เจ๊ะฆูต้องถูกดำเนินคดี “
แหล่งข่าวจากฝ่ายช่วยเหลือทางกฎหมาย ได้กล่าวว่า คดีนี้ที่ยื่นคำร้องขอให้วินิจฉัยชี้ขาดเรื่องเขตอำนาจศาล เหตุผลเพราะเห็นว่า ตามที่ประกาศคำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ ๕๐/๒๕๕๗ ให้อำนาจศาลทหารในการพิจารณาคดี คำสั่งดังกล่าวเป็นการจำกัดสิทธิเสรีภาพของประชาชน ไม่ได้ผ่านความยินยอมจากทางผู้แทนประชาชนที่มาจากการเลือกตั้ง ซึ่งเป็นหลักการสำคัญของประชาธิปไตย และได้รับการรับรองไว้ในกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง ข้อ ๒๕ (a) ซึ่งไทยได้ลงนามเป็นภาคีเมือวันที่ ๒๙ ตุลาคม ๒๕๓๙ มีผลใช้บังคับกับประเทศไทยตั้งแต่วันที่ ๓๐ มกราคม ๒๕๔๐ เป็นต้นมา ซึ่งการพิจารณาคดีในศาลทหารจะมีข้อแตกต่างกับศาลพลเรือน โดยเฉพาะคดีนี้แนวทางในการสืบสวน แจ้งข้อกล่าวหาและพยานหลักฐาน รวมทั้งการใช้อำนาจตามกฎหมายพิเศษ มีลักษณะเดียวกับคดีความมั่นคงในสามจังหวัด ซึ่งล้วนแต่มีการพิจารณาในสามจังหวัดที่ต้องมีการพิจารณาคดีในศาลพลเรือน ในขณะที่หลังเกิดเหตุผู้มีอำนาจออกมายืนยันว่าเป็นเรื่องการเมืองไม่เกี่ยวกับขบวนการแบ่งแยกดินแดน

IMG_0045-1

2016-04-26 ใบแจ้งข่าว สืบพยานต่ออีกสามปาก คดีสิบโทกิตติกร เสียชีวิตในเรือนจำทหาร2

เผยแพร่วันที่ 26 เมษายน 2559

ศาลจังหวัดสุรินทร์ สืบสามปาก และนัดสืบพยานเพิ่มเติมคดีไต่สวนการตาย

คดีสิบโทกิตติกร สุธีรพันธ์เสียชีวิตในเรือนจำทหาร

เมื่อวันที่ 25 เมษายน 2559 เวลา 09.00 น. ศาลจังหวัดสุรินทร์ได้ออกนั่งพิจารณาเป็นครั้งแรก ในคดีที่อัยการจังหวัดสุรินทร์ได้ยื่นคำร้องขอไต่สวนกรณีการเสียชีวิตของสิบโทกิตติกร สุธีรพันธ์  อายุ  25 ปี ทหารสังกัด กรมทหารที่ 23 กองพันทหารราบที่ 3 ค่ายวีรวัฒน์โยธิน มณฑลทหารบกที่ ๒๕ ผู้ต้องหาในคดีช่วยนักโทษอื่นให้พ้นจากการควบคุมตัวของเจ้าหน้าที่ ซึ่งได้เสียชีวิตลงโดยผิดธรรมชาติ (ถูกทำร้ายถึงตาย) ในระหว่างถูกควบคุมตัวอยู่ที่ เรือนจำมณฑลทหารบก 25 ค่ายวีรวัฒน์โยธิน เมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2559  โดยนางบุญเรือง สุธีรพันธ์ มารดาของผู้ตาย ได้แต่งตั้งทนายความจากมูลนิธิผสานวัฒนธรรม  ให้ยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อเข้ามาซักถามพยานด้วย  และศาลอนุญาต

พนักงานอัยการได้ระบุพยานไว้ 5 ปากแต่ในวันดังกล่าวสามารถนำพยานเข้าสืบได้เพียงสามปากคือ

๑.         นายแพทย์นฤพล กิตติคุณากร นายแพทย์ประจำโรงพยาบาลสุรินทร์ผู้ร่วมชันสูตรพลิกศพผู้ตายในเรือนจำร่วมกับพนักงานสอบสวนและพนักงานฝ่ายปกครอง และเป็นนายแพทย์ที่ทำได้ผ่าพิสูจน์ศพผู้ตายในคดีนี้ โดยได้เบิกความถึงสภาพร่างกายของผู้ตายในครั้งแรกที่พบที่เรือนจำในค่ายวีรวัฒน์โยธินว่ามีเครื่องพันธนาการที่ข้อเท้า การเสียชีวิตนั้นเกิดจากการถูกทำร้ายร่างกายโดยมีการตีด้วยของแข็งไม่มีคมลักษณะเป็นท่อนยาว บนร่างการมีร่องรอยพื้นรองเท้า วัสดุแข็งไม่มีคม พื้นหยาบ  และเสียชีวิตจากอาการบาดเจ็บรุนแรงที่ศีรษะร่วมกับกระเพาะอาหารแตกเนื่องจากถูกทำร้ายร่างกาย

๒.         นางบุญเรือง สุธีรพันธ์  มารดาของผู้ตายเบิกความถึงความพยายามในการที่จะประกันตัวผู้ตายออกมาระหว่างต่อสู้คดีแต่ไม่สามารถทำได้ และระหว่างที่ถูกควบคุมตัวอยู่เรือนจำนั้นก็ได้พยานยามไปเยี่ยมผู้ตายหลายครั้งแต่ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าหน้าที่ให้เข้าเยี่ยมโดยเจ้าหน้าที่เรือนจำอ้างว่ามีระเบียบของทางราชการที่ไม่ให้เยี่ยม ทำให้ไม่สามารถติดต่อสื่อสารกับผู้ตายได้ แม้ตนส่งจดหมายถึงผู้ตายจดหมายก็ไม่ได้ถูกส่งต่อไปถึงผู้ตาย ทำให้ไม่ทราบถึงสภาพการควบคุมตัวจนกระทั่งผู้ตายได้เสียชีวิตลง

๓.         พันตำรวจโทรัชพล เกลี้ยงอุทธา  พนักงานสอบสวนที่ได้เข้าร่วมชันสูตรพลิกศพผู้ตายในเรือนจำร่วมกับนายแพทย์และพนักงานฝ่ายปกครอง ได้เบิกความถึงสภาพศพผู้ตายในครั้งแรกที่พบที่เรือนจำในค่าย และได้สอบสวนพยานที่เกี่ยวข้องในเหตุการณ์หลายปาก และได้สอบสวนดำเนินคดีเจ้าหน้าที่ทหารและพลทหารรวม 4 นาย ที่ทำหน้าที่ควบคุมดูแลเรือนจำทหารอยู่ในวันเกิดเหตุในข้อหาร่วมกันทำร้ายผู้อื่นจนถึงแก่ความตาย โดยมีรายละเอียดตามที่ฝ่ายทหารได้สรุปความเห็นจากการสอบข้อเท็จจริงของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

ทังนี้ยังมีพยานที่อัยการอ้างอีกสองปากที่ยังไม่สามารถมาเบิกความได้ โดยพยานทั้งสองเป็นพลทหารที่ถูกควบคุมตัวอยู่ในเรือนจำทหาร ค่ายวีรวัฒน์โยธิน เป็นพยานสำคัญเพราะได้รู้เห็นถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น อัยการยังติดใจที่จะสืบพยานทั้งสองปากนี้  จึงได้ขออนุญาตศาลเลื่อนคดีไปอีกหนึ่งนัด ประกอบกับทนายความมารดาผู้ตายได้ยื่นบัญชีระบุพยานเพิ่มเติมและขอให้ศาลมีหมายเรียกพยานซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ทหารทหารมาเบิกความอีก 3 ปากจึงไม่สามารถพิจารณาคดีให้เสร็จภายในวันเดียวได้  ศาลพิจาณาแล้วให้เลื่อนการไต่สวนไปอีกครั้งหนึ่ง  กำหนดนัดไต่สวนครั้งต่อไป  วันที่ 23 พฤษภาคม 2559          เวลา 09.00 นาฬิกา

ต้องการข้อมูลเพิ่มเติมกรุณาติดต่อ

นายปรีดา นาคผิว   089-62222474  และ นางณัฐาศิริ เบิร์กแมน 089-1208077 ทนายความ มูลนิธิผสานวัฒนธรรม

นางสาวจันทร์จิรา จันทร์แผ้ว 083-9072032 ทนายความอิสระ

 

sddefault

2016_04_26_ land activist went missing person in Chaiyapum since 16 April 2016

 

Press Release

Wife and Family Seeks Urgent Assistance from National Human Rights Committee and Ministry of Justice to Find Missing Community Activist Den Kamlae

Fruitless Search for Past Ten Days Raises Suspicion of Involuntary Disappearance

 

On 25 April 2016, the wife and relatives of Mr. Den Kamlae, 65, wrote an urgent letter seeking assistance in tracking down missing activist Mr. Den Kamlae. They submitted an appeal letter to the Chairperson of the National Human Rights Commission (NHRC), the Permanent Secretary of the Ministry of Justice, the Committee for the Development of the Discovery of the Disappeared and the Identification of Unidentified Bodies (under the Ministry of Justice) as well as the Director of the Central Institute of Forensic Science (CIFS).

 

The letter states that: Mrs. Suparb Kamlae, wife, and Mrs. Kamtad Posiracha, younger sister of Den Kamlae, have asked concerned agencies to urgently discover the fate of Den Kamlae, 65. Mr. Den and his wife have lived in Khok Yao community, Ban Thung Lui Lai, Khon San district, Chaiyaphum province. The community has been engaged in a dispute concerning their demand to receive a community land title deed for their land, and have been facing pressure that they will be forcibly evicted.  The community leader, Mr. Den led the network of local villagers demanding their right to land and solutions to address their land issues since 2015. Since March 2016, a signpost was put up to demand the villagers to evacuate from the land they occupy. His relatives, villagers and the E-san Land Reform Network are gravely concerned that Mr. Den may have faced danger for his activities and are asking for help from concerned agencies to track him down urgently  

 

On 16 April 2016 around 9.00-10.00, Mr. Den has left from home to collect mushrooms and other forest foods in the forest and has not been seen since then. His wife and the E-san Land Reform Network as well as its members from various areas in the Northeast have been making efforts to find him since 17 April 2016, to no avail. His wife filed a formal complaint on the case to the Huay Yang Police Station on 18 April 2016.

 

Since 18 April, the network has mobilized villagers from various areas to comb the adjacent forest areas near Khok Yao community. A healthy person, Mr. Den has suffered from no ailment and has had no personal disputes with anyone. The attempt to find him has yielded no clues that indicate that he might have been perished in a natural disaster or being harmed by animal or vehicle. His fate remains undetermined. The villagers continue to search for him tirelessly covering the vast area of forest. Help from rescue team of Ji Jin Kao Diving team has been obtained. The Khon San rescue team has sent divers to look for him in two large ponds on 23 April 2016. Even though the case has been reported, the police have failed to show up to conduct the investigation. Only during the first three days of the search did forestry patrol officers from nearby areas come to join forces with the villagers to conduct the search in adjacent forest areas, but found no clue of the missing activist. On 25 April 2016, Mr. Wichanon Saenpala, Deputy Chief of the Phu Kiaw Wildlife Sanctuary and about 20 officers have visited the area and asked about the progress, He promised to help with the continuing search.

 

For more information, please contact

  • E-san Land Reform Network, Oranui Ponpinyo phone 086-9976808(Thai speaking)
  • Center for Development and Education on Human Right Lawyers (CDEHL), Mr. Somnuk Tumsupap  – 081-8428754 (Thai speaking)
  • Cross Cultural Foundation, Pornpen Khongkachonkiet phone 086-7093000

13063961_1200464026631563_68723127_o

เรื่องขอให้ติดตามและค้นหายนายเด่น คำแหล้อย่างเร่งด่วน -กสม. สำเนาเผยแพร่

ข้อมูลเกี่ยวกับ  ระเบียบสำนักนายกฯ เรื่อง คณะกรรมการพัฒนาระบบการติดตามคนหายและการพิสูจน์ศพนิรนาม

Law_mpic

ใบแจ้งข่าว

ภรรยาและญาติ ส่งจดหมายขอเรียกร้องกสม.และกระทรวงยุติธรรมให้ติดตามค้นหานายเด่น คำแหล้อย่างเร่งด่วน

จากการค้นหา 10 วันเชื่อว่าไม่ได้หายไปโดยความสมัครใจ

เมื่อวันที่ 25 เมษายน  2559  ภรรยาและญาติของนายเด่น คำแหล้อายุ 65 ปี ตกลงร่วมกันและส่งจดหมายร้องเรียนขอให้ติดตามและค้นหายนายเด่น คำแหล้อย่างเร่งด่วน และขอความเป็นธรรมไปยังประธานกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ปลัดกระทรวงยุติธรรม คณะกรรมการพัฒนาระบบการติดตามคนหายและการพิสูจน์ศพนิรนาม“ค.พ.ศ.” รวมทั้งผู้อำนวยการสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ กระทรวงยุติธรรม

ในเนื้อหาจดหมายระบุว่าภรรยาคือนางสุภาพ คำแหล้ และน้องสาวคือนางคำตัด พ่อศีรชา ขอให้หน่วยงานได้ดำเนินการได้ติดตามค้นหานายเด่น คำแหล้ อายุ 65 ปีอย่างเร่งด่วน  โดยนายเด่นและได้อยู่อาศัยกับภรรยาในชุมชนโคกยาว  บ้านทุ่งลุยลาย อ.คอนสาน จ.ชัยภูมิ ซึ่งเป็นพื้นที่พักอาศัยและทำมาหากินโดยมีข้อพิพาทเป็นปัญหาเรื่องที่ดินเป็นกรณีปัญหาการเรียกร้องให้โฉนดชุมชนและมีกรณีการบังคับใช้กฎหมายเพื่อยกเลิกชุมชนและผลักดันให้ออกจากพื้นที่มาโดยตลอด  นายเด่นฯเป็นแกนนำชาวบ้าน มีตำแหน่งเป็นประธานเครือข่ายชาวบ้านได้เรียกร้องสิทธิของตนและชุมชนเพื่อให้ดำเนินการแก้ไขปัญหาที่อยู่ที่อาศัยทำกินมาตั้งแต่ปี 2558 ตลอดมาจนล่าสุดมีการปักป้ายเพื่อให้ชาวบ้านออกพื้นที่เมื่อเดือนมีนาคม 2559   ญาติ ตัวแทนชาวบ้านและเครือข่ายปฎิรูปที่ดินภาคอีสานความห่วงกังวลอย่างยิ่งว่านายเด่นฯ จะตกอยู่ในอันตรายและต้องการให้มีการค้นหาขอให้ติดตามและค้นหายนายเด่น คำแหล้ อย่างเร่งด่วนจากหน่วยงานที่มีอำนาจหน้าที่เพื่อให้ทราบชะตากรรมของนายเด่นฯ

สำหรับเหตุการณ์การหายตัวไปเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 16 เมษายน  2559 เวลาประมาณ 9.00-10.00 น. นายเด่นฯได้ออกจากบ้านไปเก็บเห็ดและของป่าตามปกติในพื้นที่ป่า นับแต่วันนั้นนายเด่น คำแหล้ ยังไม่ได้กลับบ้านที่พัก และไม่มีใครเห็นหรือพบกับนายเด่น คำแหล้อีก นับแต่วันที่หายไปวันที่ 16 เมษายน ภรรยาและเครือข่ายปฏิรูปที่ดินภาคอีสาน รวมทั้งสมาชิกเครือข่ายฯจากหลายพื้นที่ในเขตภาคอีกสานได้ร่วมกันติดตามหาเริ่มต้นตั้งแต่วันที่ 17 เมษายน 2559 แต่ไม่พบเบาะแส และต่อมาภรรยาตัดสินใจแจ้งความที่สภ.ห้วยยางในวันที่ 18 เมษายน 2559

นับแต่วันที่ 18 เมษายน เครือข่ายฯ ได้ระดมกำลังชาวบ้านจากหลายพื้นที่ติดตามเดินเท้าค้นหาในหลายๆ พื้นที่ที่เป็นพื้นที่ป่าใกล้กับชุมชนโคกยาว มาตลอดระยะเวลา 10 วันนับแต่วันที่หายไป นายเด่นฯ เป็นคนที่แข็งแรงไม่มีปัญหาเรื่องสุขภาพหรือโรคประจำตัวแต่อย่างใด  นายเด่นฯไม่มีความขัดแย้งส่วนตัว จากการค้นหาไม่พบพยานหลักฐานใดใดที่จะบ่งบอกถึงการเหตุภัยพิบัติ อุบัติเหตุจากสัตว์หรือยานพาหนะที่อาจเป็นสาเหตุให้นายเด่นฯหายไป จนปัจจุบันยังไม่ทราบชะตากรรมและชาวบ้านก็ยังช่วยกันค้นหาอย่างไม่ย่อท้อทั้งการค้นหาบริเวรพื้นที่ป่าโดยกว้าง รวมทั้งการขอความร่วมมือจากหน่วยกู้ภัยชุมแพ (ชีแชเกาะ) และหน่วยกู้ภัยคอนสาร มาดำปะดาน้ำค้นหาในพื้นที่บึงที่มีสภาพน้ำลึกจำนวนสองแห่งเมื่อวันที่ 23 เมษายน 2559   แต่จากการแจ้งความก็ไม่พบว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจได้มาดำเนินการช่วยค้นหา ยกเว้นในสามวันแรกที่มีเจ้าหน้าที่ลาดตระเวณป่าไม้พื้นที่ใกล้เคียงร่วมค้นหากับชาวบ้าน  ปัจจุบันยังไม่พบร่องรอยว่านายเด่นมีชีวิตอยู่หรือไม่  และในวันที่ 25 เมษายน 2559 นายวิชานนท์ แสนผาลา ผู้ช่วยหัวหน้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูเขียวพร้อมเจ้าหน้าที่จำนวนประมาณ 20 คนเข้ามาตรวจเยี่ยมสอบถามความคืบหน้าและยืนยันว่าจะช่วยดำเนินการติดตามค้นหาต่อไป

ติดต่อข้อมูลเพิ่มเติม เครือข่ายปฏิรูปที่ดินภาคอีสาน  086-9976808

Follow

Get every new post delivered to your Inbox.

Join 1,733 other followers