Feeds:
Posts
Comments

crcf & mac

มูลนิธิศูนย์ทนายความมุสลิมและมูลนิธิผสานวัฒนธรรม

เผยแพร่วันที่ 29 กรกฎาคม 2559

ใบแจ้งข่าว

ศาลจังหวัดปัตตานี ไต่สวนหัวหน้าทีมแพทย์ชันสูตรศพ

คดีไต่สวนคดีการตายของนายอับดุลลายิบ ดอเลาะที่ค่ายอิงคยุทธบริหาร จ.ปัตตานี

**********************************

เมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม 2559 เวลา 09.00-16.00 นาฬิกา  ณ ห้องพิจารณาที่ 2  ศาลจังหวัดปัตตานีได้ไต่สวนพยาน  ปากฝ่ายพนักงานอัยการ ผู้ร้อง ในคดีหมายเลขดำที่ ช.6 /2559  ระหว่าง พนักงานอัยการจังหวัดปัตตานี ผู้ร้อง    และ นายอับดุลลายิบ   ดอเลาะ  ผู้ตาย  นางสาวกูรอสเมาะ ตูแวบือซา  ภรรยาผู้ตาย ซึ่งเป็นฝ่ายผู้ร้องซักถาม  โดยศาลได้นัดไต่สวนพยานฝ่ายผู้ร้องหนึ่งปาก  คือ นายแพทย์กิตติศักดิ์  ศรีพงษ์  หัวหน้าคณะกรรมการชันสูตรศพ และเป็นอาจารย์แพทย์จากนิติเวชศาสตร์  ภาควิชาพยาธิวิทยา  คณะแพทยศาสตร์  มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์  วิทยาเขตหาดใหญ่ ( มอ.หาดใหญ่ ) ซึ่งเป็นแพทย์ผู้ทำการชันสูตรพลิกศพผู้ตายที่โรงพยาบาลสงขลานครินทร์ เนื่องจากญาติมีความประสงค์ให้ส่งศพไปชันสูตรโดยละเอียดอีกครั้งหลังจากมีชันสูตรในพื้นที่เกิดเหตุไปแล้ว

การไต่สวนแพทย์ดังกล่าวใช้ระบบวีดีโอคอนเฟอร์เรนซ์ โดยเชื่อมโยงสัญญาณระหว่างศาลจังหวัดสงขลากับศาลจังหวัดปัตตานี   นายแพทย์กิตติศักดิ์ให้การความว่า การชันสูตรพลิกศพนายอับดุลลายิบที่ขนย้ายจากจังหวัดปัตตานีไป เห็นว่าศพน่าจะมีปัญหาอะไรบางอย่างแน่นอน สำหรับสาเหตุการเสียชีวิต จึงได้ประชุมแพทย์หลายคนตั้งเป็นคณะแพทย์จำนวน 3 คนร่วมกันชันสูตรศพนายอับดุลลายิบ ซึ่งปกติการชันสูตรจะใช้แพทย์คนเดียวเท่านั้นในการชันสูตรศพหนึ่งศพ โดยตนเองถูกแต่งตั้งเป็นหัวหน้าทีมแพทย์ในการชันสูตรพลิกศพของผู้ตาย  ซึ่งศพผู้ตายมาถึงโรงพยาบาล เวลา 14.30 น. ของวันที่ 4 ธันวาคม 2558  เนื่องจากสภาพภายนอกของศพไม่ปรากฏร่องรอยบาดแผลที่ชัดเจนใด ๆ ทีมแพทย์จึงแจ้งต่อภรรยาผู้ตายว่าหากจะทราบสาเหตุการตายได้อย่างชัดเจนแพทย์จะต้องทำการผ่าศพ แต่ภรรยาผู้ตายไม่ประสงค์ให้มีการผ่าศพ ( เพราะภรรยาของผู้ตายยังมีความเชื่อของตนที่นับถือศาสนาอิสลามอยู่ว่าไม่สมควรผ่าศพ )  แพทย์จึงไม่ได้ทำการผ่าศพ แต่ได้ขออนุญาตภรรยาผู้ตาย ทำการเจาะเอาเลือดและน้ำเหลืองของผู้ตายไปตรวจด้วย ภรรยาของผู้ตายไม่ขัดข้อง

ในการชันสูตรพลิกศพ แพทย์ไม่อาจระบุสาเหตุการตายของนายอับดุลลายิบที่แน่นอนได้ เพราะเมื่อไม่ได้ทำการผ่าศพ จึงไม่ทราบว่ามีบาดแผลหรือร่องรอยความผิดปกติที่อวัยวะภายในอื่นใดอีกบ้างหรือไม่ที่จะใช้ประกอบการวินิจฉัยสาเหตุการตายได้อย่างชัดเจน  สิ่งที่แพทย์ มอ.หาดใหญ่ให้ความเห็นต่างจากแพทย์ผู้ชันสูตรพลิกศพในพื้นที่ คือ จุดเลือดที่เกิดขึ้นในดวงตาทั้งสองข้างของผู้ตาย แพทย์ในพื้นที่บอกว่าจุดเลือดในดวงตาดังกล่าวสามารถเกิดขึ้นหลังจากนายอับดุลลายิบถึงแก่ความตายแล้วก็ได้ แต่แพทย์ มอ.หาดใหญ่ยืนยันว่าจุดเลือดในดวงตาดังกล่าวเป็นภาวะเยื่อบุตาคั่งเลือดนั้นต้องเกิดขึ้นตอนผู้ตายมีชีวิตอยู่ หรือ หัวใจยังเต้นอยู่  และจะไม่เกิดหลังเสียชีวิต เพราะคนที่ตายแล้ว หัวใจหยุดสูบฉีดเลือด เลือดหยุดไหลเวียนในร่างกาย จึงไม่อาจเกิดภาวะเลือดออกมาคั่งที่เยื่อบุตาได้ ฉะนั้นจุดเลือดในตาที่พบดังกล่าวจึงต้องเกิดขึ้นก่อนที่นายอับดุลลายิบจะถึงแก่ความตาย และจุดเลือดคั่งในตาทั้งสองข้างดังกล่าวก็เป็นผลอย่างหนึ่งที่เกิดจากการขาดอากาศหายใจก่อนเสียชีวิต  สำหรับการขาดอากาศหายใจนั้นเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ กรณีนายอับดุลลายิบเมื่อไม่ได้ผ่าศพพิสูจน์เพื่อดูร่องรอยบาดแผลหรือความผิดปกติของอวัยวะภายใน แพทย์จึงวินิจฉัยสาเหตุไม่ได้ว่าการขาดอากาศหายใจเกิดจากอะไร อีกอาการที่ตรวจพบคือ ริมฝีปากผู้ตายมีสีเขียวคล้ำ แต่เนื่องจากญาติไม่อนุญาตให้มีการผ่าศพ  ทางทีมแพทย์ก็เคารพในความเชื่อทางศาสนาของญาติ  ดังนั้นจึงไม่สามารถระบุสาเหตุการตายที่ชัดเจนได้  เพราะไม่ได้ผ่าพิสูจน์หาร่องรอยบาดแผลใต้ชั้นผิวหนัง กล้ามเนื้อ ภายในหลอดลม กระเพาะ ลำไส้ และหัวใจ ด้วยว่ามีความผิดปกติอย่างไรหรือไม่  การตายของนายอับดุลลายิบจะเกิดจากการถูกทำร้ายด้วยวิธีการที่ทำให้ไม่พบบาดแผลภายนอกแต่มีปรากฏบาดแผลที่อวัยวะภายในหรือไม่นั้น จึงไม่อาจระบุได้ ดังนั้นแพทย์จึงทำความเห็นได้แต่เพียงว่าไม่อาจระบุสาเหตุการตายที่แน่ชัดได้

หลังจากทีมแพทย์ที่ มอ.หาดใหญ่ ได้ทำการชันสูตรพลิกศพนายอับดุลลายิบเสร็จสิ้นแล้วเมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2558 เวลาประมาณ 18.00 นาฬิกา ภรรยานายอับดุลลายิบและญาติ ๆ จึงได้นำศพของผู้ตายกลับไปภูมิลำเนาเพื่อประกอบพิธีทางศาสนาอิสลามทันทีในเวลากลางคืนวันดังกล่าว

ศาลจังหวัดปัตตานีกำหนดนัดไต่สวนพยานที่พนักงานอัยการ ผู้ร้อง แถลงว่าเหลืออีกเพียง 2 ปาก ได้แก่ เจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐานของสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ และพนักงานสอบสวน ในวันที่ 10 สิงหาคม 2559 เวลา 09.00 – 16.30 นาฬิกา

ขอเชิญสื่อมวลชนหรือผู้สนใจเข้ารับฟังการพิจารณาคดีได้ตามวันเวลาและสถานที่ดังกล่าว

 

 

ข้อมูลเพิ่มเติมติดต่อ

นายสากีมัน เบญจเดชา ทนายความ มูลนิธิศูนย์ทนายความมุสลิมจังหวัดปัตตานี     โทร.  086-0374318

นายปรีดา นาคผิว   ทนายความ มูลนิธิผสานวัฒนธรรม   โทร.   089-6222474

 

 

13654330_1097610706996319_1560160361418180443_nThai version is below:

For immediate release on 27 July 2016

Press Release

The criminal defamation and Computer Crime Act related offence filed against Ms. Naritsarawan,

after coming out to demand justice for her uncle,

Pvt. Wichian Puaksom who died of torture committed by military

 

Around 11.30 am of 26 July 2016, police from the Southern Border Provinces Police Operation Center (SBPPOC) jointly with officials from the Makkasan Police Station, eight of them in plainclothes, have carried out the arrest of Ms. Naritsarawan Kaewnopparat at her office per the arrest warrant issued by the Provincial Court of Narathiwat. An employee of the Bureau of Children and Youth, Department of Children and Youth, the Ministry of Social Development and Human Security, she was accused of committing criminal defamation and libel, bringing into a computer system forged computer data, partially or entirely, knowing full well that it is false information.

 

The case was reported by Capt Bhuri Perksophon to the Technology Crime Suppression Division (TCSD) since November 2015. It was alleged that Ms. Naritsarawan via her facebook posts and image sharing has defamed Capt Bhuri, the accuser since 5 October 2015 until now (the day the report was filed). The crime took place in Saiburi District, Pattani covering the area of Muang District, Narathiwat causing the impairment of the reputation. The case was later reported to the inquiry official of the Muang Narathiwat Police Station which has jurisdiction over the case, on 18 December 2015. The alleged posts are concerned with information relating to the torture against Pvt. Wichian Puaksom, uncle of Ms. Naritsarawan.

Prior to the arrest, Ms. Naritsarawan had received no summons, even though the police claimed it has been sent to her address twice. The Muang Narathiwat Police Station had applied for arrest warrant from the Provincial Court of Narathiwat since 16 February 2016, the arrest was eventually made on 26 July 2016.

Procedurally, during the arrest, the officials have identified themselves and produced the arrest warrant and then brought Ms. Naritsarawan Kaewnopparat to process the arrest memo at the Makkasan Police Station with assistance from attorneys of the Thai Lawyers for Human rights (TLHR) while being held in custody at the Makkasan Police Station. She was then transferred to the Muang Narathiwat Police Station.

Ms. Naritsarawan was accompanied by staff from the Cross Cultural Foundation (CrCF) and two arresting police officials leading from Don Moung Airport at 20.05.  One hour later after arriving at Hat Yai Airport, they were met with inquiry officials from the Southern Border Provinces Police Operation Center (SBPPOC) and driven from there to the Muang Narathiwat Police Station arriving there at 01.00 am of 27 July 2016.

She was then handed over to the inquiry official (Pol Lt Col Somphan Chapinjai) and was questioned with the presence of three attorneys from CrCF. Acknowledging the charges, the alleged offender pleaded not guilty and proposed to furnish the inquiry official more information and evidence later. She was bailed out placing her position as government employee as bail bond with her office issuing a letter to certify her position. The bail was granted and processed as requested by the alleged offender.

Since 2011, CrCF has been providing legal assistance to the family of Pvt. Wichian Puaksom representing them during the post mortem inquest hearing and in the civil case filed to demand damages from the government agencies in charge of the military officials involved with the torture. The Court has awarded the family the compensation, and it was paid out to her.  As to criminal legal action, the case has been transferred from the police to the investigation of the Office of Public Sector Anti-Corruption Commission (PACC). Later, PACC ruled there was a prima farcie case against the military officials involved with the deadly torture against Pvt. Wichian and the criminal investigation report has been handed over to the Narathiwat public prosecutor already. With further investigation, the number of military officials implicated in the case has been added up from nine to ten. The case is pending on the joint investigation of the Narathiwat public prosecutor and PACC. Even though more than five years have passed, the family still pins their hope on this process.

 

CrCF deems that even though the police have carried out their duties as required by law and heeded to all the proper procedures, but has shown no due respect to safety and reputation of Ms. Naritsarawan. As an employee of the Bureau of Children and Youth, Department of Children and Youth, the Ministry of Social Development and Human Security, Ms. Naritsarawan has a secure address and workplace and there should have been no problem sending the summons to her to get her to acknowledge the charges. The case has also been filed under personal capacity. Therefore, it is important that the agencies involved execute their duties prudently and with respect of the rights of the people. They should act in a manner that ensures justice is served for both the relatives of torture victim and the govenrment officials as well.

 

“Criminal defamation and the Computer Crime Act must not become a tool to exploit by a person alleged to have committed an act of torture. As a relative of a torture victim, Ms. Naritsarawan has every right to seek justice and to properly exercise her right to freedom of expression. The use of discretion by law enforcement officials must be made to ensure fairness and to prevent the exploitation of law and justice process as a tool to stifle people” said Mr. Surapong Kongchantuk, Chairperson of CrCF.

 

Contact information of the alleged defendant’s attorneys

Mr. Sanya Eadchongdee, 087-5894884

Mr. Preeda Nakpew, 089-6222474

Ms. Nutthasiri Bergman, 085-1208077

 

Background of Pvt. Wichian Puaksom (Then 25 years) and Ms. Naritsarawan Kaewnopparat, 25 years

 

Ordained as a Buddhist monk since young, Pvt. Wichian Puaksom had completed his Buddhist Study Bachelor degree in religions from Maha Chulalonkorn Buddhist University with honors and completed his Master Degree from the Faculty of Social Work, Thammasat University with honors as well. After disrobing and without informing his family, he applied for a post with the military. His family was contacted and asked to meet him at the hospital only in his last minutes. Pvt. Wichian Puaksom is a youngest son of the family. He is a youngest brother to Ms. Naritsarawan’s mother.  They both studied in the same faculty of Thammasat University. Since his decease, his niece, Ms. Naritsarawan was still under graduate student, then 20 years old has been acting on behalf of his family to demand justice from various agencies. It has attracted a lot of attention from public and media.

 

ใบแจ้งข่าว

กรณีนางสาวนริศราวัลณ์ ถูกฟ้องคดีหมิ่นประมาทและพรบ.คอมพิวเตอร์

เรียกร้องความเป็นธรรมให้น้าชาย พลทหารวิเชียร เผือกสม

 

เมื่อเวลาประมาณ 11.30 นาฬิกาของวันที่ 26 กรกฎาคม 2559 เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุมโดยตำรวจส่วนหน้าแต่งกายนอกเครื่องแบบ จำนวน 8 นาย เข้าทำการจับกุมนางสาวนริศราวัลณ์  แก้วนพรัตน์ ที่ทำงานอยู่ที่สำนักงานราชการแห่งหนึ่งย่านมะกะสัน  โดยแสดงหมายจับของศาลจังหวัดนราธิวาส ในข้อหาความผิดฐานหมิ่นประมาท และความผิดตาม พ.ร.บ คอมพิวเตอร์  แจ้งความโดยร้อยโทภูริ เพิกโสภณ  ตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ ปี 2558 จากกรณีมีการโพสต์ข้อมูลเกี่ยวกับการซ้อมทรมาน พลทหารวิเชียร  เผือกสม น้าชาย   โดยนางสาวนริศราวัลย์ไม่เคยได้รับหมายเรียกที่ตำรวจอ้างว่ามีการส่งมาให้ถึงสองครั้งก่อนที่ทางสภอ.เมือง นราธิวาสจะออกหมายจับเมื่อ       จนเป็นเหตุให้มีการติดตามจับกุมจากตำรวจของศูนย์ปฏิบัติการตำรวจจังหวัดชายแดนภาคใต้ในวันที่ 26 กรกฎาคมดังกล่าว

ขั้นตอนการจับกุม เมื่อเจ้าหน้าที่ได้แสดงตนและหมายจับแล้วจึงได้นำตัวนางสาวนริศราวัลย์  แก้วนพรัตน์ไปลงบันทึกประจำวันที่สน.มะกะสัน และนำตัวส่ง สน.นราธิวาส โดยนางสาวนริศราวัลย์ แก้วนพรัตน์ โดยมีทนายความจากศูนย์ทนายความสิทธิมนุษยชนให้ความช่วยเหลือ    และต่อมาเดินทางมาพร้อมเจ้าหน้าที่จากมูลนิธิผสานวัฒนธรรมและเจ้าหน้าที่ตำรวจอีกสองนาย  จากสนามบินดอนเมืองเวลา 20.05 นาฬิกา ลงสนามบินหาดใหญ่  และหลังจากนั้นจะมีเจ้าหน้าที่จาก สภ.เมืองนราธิวาสมารับตัวต่อไป  สภ.เมืองนราธิวาสในวันเดียวกัน  โดยเมื่อเวลา 01.00 น. ของวันที่ 27 กรกฎาคม  2559  นางสาวนริศราวัลย์และผู้ติดตามจากมูลนิธิผสานวัฒนธรรมรวมทั้งตำรวจชุดจับกุมสองนายได้เดินทางมาถึงสภ. เมืองนราธิวาส และได้รับทราบข้อกล่าวหาพร้อมทั้งให้การปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา

ทางมูลนิธิผสานวัฒนธรรมได้ให้ความช่วยเหลือคดีต่อญาติของพลทหารวิเชียร เผือกสมมานับแต่เกิดเหตุการณ์เมื่อปี 2554  โดยเป็นทนายความของญาติในคดีไต่สวนการตายและคดีแพ่งเรียกร้องค่าเสียหายทางละเมิดจากหน่วยงานต้นสังกัดจนได้รับการเยียวยาเป็นจำนวนเงินที่ผู้เสียหาย ส่วนในคดีแพ่งได้มีการส่งสำนวนการสอบสวนให้กับสำนักงานปราบปรามทุจริตในภาครัฐ (ปปท.) โดยมีการดำเนินการสืบสวนสอบสวนเพื่อชี้มูลความผิดต่อเจ้าหน้าที่ทหารจำนวน 10 นายขณะนี้อยู่ในขั้นตอนการดำเนินการของปปท. แม้จะมีระยะเวลานานแต่ทางญาติก็ยังมีความหวังกับความเป็นธรรมที่รอคอยเกือบ 5 ปี

มูลนิธิผสานวัฒนธรรมมีความเห็นว่า การจับกุมและดำเนินคดีโดยเจ้าหน้าที่ตำรวจแม้จะดำเนินถูกต้องตามขั้นตอนของกฎหมายแต่มิได้คำนึงถึงความปลอดภัยและชื่อเสียงของนางสาวนริศราวัลย์ แต่การฟ้องร้องคดีดังกล่าวเป็นการดำเนินการเป็นคดีส่วนตัว ทางฝ่ายราชการควรดำเนินการให้รอบคอบและปกป้องสิทธิของประชาชนรวมทั้งอำนวยความเป็นธรรมต่อญาติของผู้ที่ตกเป็นผู้เสียหายของการกระทำของเจ้าหน้าที่รัฐไปพร้อมๆ กันด้วย

“การฟ้องร้องคดีหมิ่นประมาทตามกฎหมายอาญาและพรบ.คอมพิวเตอร์ต้องไม่เป็นเครื่องมือของผู้ถูกกล่าวหาว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการทรมาน ในกรณีนี้นางสาวนริศราวัลย์เป็นญาติผู้เสียหายย่อมมีสิทธิที่จะเรียกร้องความเป็นธรรมและใช้สิทธิในการแสดงความคิดเห็นได้ตามสมควร  การใช้ดุลยพินิจของเจ้าหน้าที่บังคับใช้กฎหมายต้องมีความเป็นธรรมและไม่ส่งเสริมให้มีการใช้สิทธิกฎหมายและสิทธิทางศาลในทางการกลั่นแกล้งประชาชน”  สุรพงษ์ กองจันทึก ประธานมูลนิธิผสานวัฒนธรรมกล่าว

 

ประวัติชีวิตของพลทหารวิเชียร  เผือกสม ได้เคยอุปสมบทเป็นพระภิกษุและศึกษาจนจบชั้นปริญญาตรีพุทธศาสตร์บัณฑิต (พธ.บ.) คณะพุทธศาสตร์ สาขาวิชาศาสนา มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณ์ราชวิทยาลัย มีผลการเรียนเกียรตินิยมอันดับ ๑ และได้สำเร็จระดับปริญญาโท คณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มีผลการเรียนดีเยี่ยม ภายหลังสำเร็จการศึกษาปริญญาโทได้แสดงเจตจำนงในการเข้ารับราชการทหารโดยลาสิกขาบทแล้วสมัครเข้ารับราชการทหารโดยไม่ได้แจ้งให้ทางบ้านได้รับทราบ ญาติได้รับทราบและได้ติดตามไปพบพลทหารวิเชียร ที่โรงพยาบาลก็เป็นเวลาที่สายไป  โดยนางสาวนริศราวัลถ์ เป็นตัวแทนของญาติติดตามทวงถามความเป็นธรรมต่อหน่วยงานต่างๆ อย่างต่อเนื่อง จนสื่อมวลชนและประชาชนทั่วไปให้ความสนใจกลายเป็นคดีโด่งดัง จนนางสาวนริศราวัลถ์เองก็ได้รับรางวัลนักปกป้องสิทธิมนุษยชนสาขาเยาวชนหญิงในปี 2554  และรางวัลชมเชยนักศึกษาดีเด่น มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ปี 2555

 

13654330_1097610706996319_1560160361418180443_n

เผยแพร่วันที่ 27 กรกฎาคม 2559

ใบแจ้งข่าว

กรณีนางสาวนริศราวัลถ์ ถูกแจ้งความดำเนินคดีหมิ่นประมาทและพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์

หลังเรียกร้องความเป็นธรรมให้น้าชาย พลทหารวิเชียร เผือกสม ที่ถูกทหารซ้อมจนเสียชีวิต

 

เมื่อเวลาประมาณ 11.30 นาฬิกาของวันที่ 26 กรกฎาคม 2559 เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุมโดยตำรวจชุดสืบสวนจากศูนย์ปฏิบัติการตำรวจจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศชต.) ร่วมกับชุดสืบสวนจาก สน.มักกะสัน แต่งกายนอกเครื่องแบบ จำนวน 8 นาย เข้าทำการจับกุมนางสาวนริศราวัลถ์  แก้วนพรัตน์ ณ ที่ทำงานเป็นข้าราชการอยู่ที่กองกิจการเด็กและเยาวชน กรมกิจการเด็กและเยาวชน กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ โดยแสดงหมายจับของศาลจังหวัดนราธิวาส ในข้อหาความผิดฐานหมิ่นประมาทโดยการโฆษณาด้วยเอกสาร, นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ปลอมไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน หรือข้อมูลคอมพิวเตอร์ โดยรู้อยู่แล้วว่าเป็นข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ  แจ้งความร้องทุกข์โดยร้อยเอกภูริ เพิกโสภณ ต่อกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ปอท.) ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน ปี 2558 กล่าวหาว่านางสาวนริศราวัลถ์ ใช้เฟสบุ๊กโพสท์และแชร์รูปพร้อมข้อความหมิ่นประมาทร้อยเอกภูริ ผู้กล่าวหา ตั้งแต่วันที่ 5 ตุลาคม 2558 ถึงปัจจุบัน(ณ วันที่เข้าแจ้งความร้องทุกข์) เหตุเกิดที่ อ.สายบุรี จ.ปัตตานี ต่อเนื่องถึง อ.เมือง จ.นราธิวาส  เป็นเหตุให้ได้รับความเสียหาย เสียชื่อเสียง  ต่อมาพนักงานสอบสวน สภ.เมืองนราธิวาส ซึ่งเป็นท้องที่รับผิดชอบตามที่อ้างถึงที่เกิดเหตุ ได้รับเรื่องร้องทุกข์ดังกล่าวเมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2558   คดีนี้สืบเนื่องมาจากกรณีมีการโพสต์ข้อมูลเกี่ยวกับการซ้อมทรมาน พลทหารวิเชียร  เผือกสม น้าชายของนางสาวนริศราวัลถ์

ก่อนถูกจับกุมนางสาวนริศราวัลยถ์ไม่เคยได้รับหมายเรียกที่ตำรวจอ้างว่ามีการส่งไปยังที่อยู่ถึงสองครั้ง ก่อนที่ทางสภอ.เมือง นราธิวาส จะขอให้ศาลออกหมายจับเมื่อวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2559  จนเป็นเหตุให้มีการติดตามจับกุมในวันที่ 26 กรกฎาคม 2559 ดังกล่าว

ขั้นตอนการจับกุม เมื่อเจ้าหน้าที่ได้แสดงตนและหมายจับแล้วจึงได้นำตัวนางสาวนริศราวัลถ์  แก้วนพรัตน์ ไปลงบันทึกการจับกุมและบันทึประจำวันที่ สน.มะกะสัน โดยมีทนายความจากศูนย์ทนายความสิทธิมนุษยชนให้ความช่วยเหลือใน    ขณะถูกควบคุมตัวอยู่ที่ สน.มักกะสัน    จากนั้นจึงได้นำตัวส่ง สภ.เมืองนราธิวาส  โดยนางสาวนริศราวัลถ์ แก้วนพรัตน์เดินทางมาพร้อมเจ้าหน้าที่จากมูลนิธิผสานวัฒนธรรมและเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุมอีกสองนาย  จากสนามบินดอนเมืองเวลา 20.05 นาฬิกา ลงสนามบินหาดใหญ่  และหลังจากนั้นมีเจ้าหน้าที่ชุดสืบสวนของ ศชต. นำรถยนต์มารับจากสนามบินหาดใหญ่ไปส่งที่สภ.เมืองนราธิวาส  โดยเมื่อเวลา 01.00 น. ของวันที่ 27 กรกฎาคม  2559  นางสาวนริศราวัลย์และผู้ติดตามจากมูลนิธิผสานวัฒนธรรมรวมทั้งตำรวจชุดจับกุมสองนายได้เดินทางมาถึง สภ. เมืองนราธิวาส  ผู้ต้องหาถูกนำตัวส่งพนักงานสอบสวน(พ.ต.ท.สมภาร ชะพินใจ) และมีทนายความจำนวน 3 คน จากมูลนิธิผสานวัฒนธรรมเข้าเป็นทนายความให้แก่ผู้ต้องหาในชั้นนี้ด้วย ผู้ต้องหาได้รับทราบข้อกล่าวหาพร้อมทั้งให้การปฏิเสธว่าตนไม่ได้กระทำความผิดตามที่ถูกกล่าวหา และจะขอให้การโดยละเอียดพร้อมเสนอพยานหลักฐานต่าง ๆ ต่อพนักงานสอบสวนในภายหลัง จากนั้นจึงได้ขอประกันตัวโดยใช้ตำแหน่งหน้าที่ราชการซึ่งหน่วยงานต้นสังกัดได้ออกหนังรับรองให้แล้วประกอบการประกันตัว พนักงานสวนสวนอนุญาตและดำเนินการให้ตามคำขอของผู้ต้องหา

ทางมูลนิธิผสานวัฒนธรรมได้ให้ความช่วยเหลือคดีต่อญาติของพลทหารวิเชียร เผือกสม มานับแต่เกิดเหตุการณ์เมื่อปี 2554  โดยเป็นทนายความของญาติในคดีไต่สวนการตาย และคดีแพ่งเรียกร้องค่าเสียหายทางละเมิดจากหน่วยงานต้นสังกัดจนได้รับการเยียวยาเป็นจำนวนเงินที่ผู้เสียหาย ส่วนในคดีอาญาพนักงานสอบสวนได้มีการส่งสำนวนการสอบสวนให้กับสำนักงานปราบปรามทุจริตในภาครัฐ (ปปท.)  มีการชี้มูลความผิดต่อเจ้าหน้าที่ทหารที่ร่วมกันทำร้ายร่างกายพลทหารวิเชียรจนถึงแก่ความตายไปแล้ว และ ป.ป.ท.ได้ส่งสำนวนคดีอาญาดังกล่าวให้แก่พนักงานอัยการจังหวัดนราธิวาสไปแล้ว ซึ่งต่อมาทราบว่ามีการสอบพยานหลักฐานเพิ่มเติมจนกระทั่งทราบตัวเจ้าหน้าที่ทหารผู้ร่วมกระทำความผิดเพิ่มจากจำนวน 9 นายเป็น 10 นาย ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนการดำเนินการประสานความร่วมมือในการดำเนินคดีอาญาของพนักงานอัยการจังหวัดนราธิวาสกับป.ป.ท. แม้จะมีระยะเวลานานแต่ทางญาติก็ยังมีความหวังกับความเป็นธรรมที่รอคอยเกือบ 5 ปี

มูลนิธิผสานวัฒนธรรมมีความเห็นว่า การจับกุมและดำเนินคดีโดยเจ้าหน้าที่ตำรวจแม้จะดำเนินถูกต้องตามขั้นตอนของกฎหมายแต่มิได้คำนึงถึงความปลอดภัยและชื่อเสียงของนางสาวนริศราวัลย์ เนื่องจากนางสาวนริศราวัลถ์ มีที่อยู่และสถานที่ทำงานเป็นหลักแหล่ง โดยทำงานเป็นข้าราชการของกองกิจการเด็กและเยาวชน กรมกิจการเด็กและเยาวชน กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ จึงไม่น่าจะมีปัญหาในการส่งหมายเรียกตัวไปรับทราบข้อกล่าวหา โดยแม้การแจ้งความร้องทุกข์ในคดีนี้จะเป็นการดำเนินการเป็นคดีส่วนตัว ทางฝ่ายราชการก็ควรดำเนินการให้รอบคอบและปกป้องสิทธิของประชาชน รวมทั้งอำนวยความเป็นธรรมต่อญาติของผู้ที่ตกเป็นผู้เสียหายของการกระทำทรมานโดยเจ้าหน้าที่รัฐไปพร้อมๆ กันด้วย

“การฟ้องร้องคดีหมิ่นประมาทตามกฎหมายอาญาและพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ต้องไม่เป็นเครื่องมือของผู้ถูกกล่าวหาว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการทรมาน ในกรณีนี้นางสาวนริศราวัลถ์เป็นญาติผู้เสียหาย ย่อมมีสิทธิที่จะเรียกร้องความเป็นธรรมและใช้สิทธิในการแสดงความคิดเห็นได้ตามสมควร  การใช้ดุลพินิจของเจ้าหน้าที่บังคับใช้กฎหมายต้องมีความเป็นธรรมและไม่ส่งเสริมให้มีการใช้กฎหมายและกระบวนการยุติธรรมเป็นเครื่องมือในทางการกลั่นแกล้งประชาชน”  นายสุรพงษ์ กองจันทึก ประธานมูลนิธิผสานวัฒนธรรมกล่าว

 

ข้อมูลทางคดีติดต่อทนายความของผู้ต้องหา ได้ที่

นายสัญญา เอียดจงดี  087-5894884

นายปรีดา นาคผิว  089-6222474

นางณัฐาศิริ เบิร์กแมน 085-1208077

 

 

ข้อมูลเพิ่มเติ่ม

 

อ่าน บันทึกข้อเท็จจริงได้ที่ ๔ ปี แห่งการรอคอย กรณีพลทหารวิเชียรเสียชีวิตระหว่างฝึก ปปท. ชี้มูล ทหาร ๑๐ นายต้องรับผิดอาญา ที่ https://voicefromthais.wordpress.com/2015/10/06/%E0%B9%94-%E0%B8%9B%E0%B8%B5-%E0%B9%81%E0%B8%AB%E0%B9%88%E0%B8%87%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%AD%E0%B8%84%E0%B8%AD%E0%B8%A2-%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%93%E0%B8%B5%E0%B8%9E%E0%B8%A5/

ประวัติพลทหารวิเชียร เผือกสม

ประวัติชีวิตของพลทหารวิเชียร  เผือกสม ได้เคยอุปสมบทเป็นพระภิกษุและศึกษาจนจบชั้นปริญญาตรีพุทธศาสตรบัณฑิต (พธ.บ.) คณะพุทธศาสตร์ สาขาวิชาศาสนา มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณ์ราชวิทยาลัย มีผลการเรียนเกียรตินิยมอันดับ ๑ และได้สำเร็จระดับปริญญาโท คณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มีผลการเรียนดีเยี่ยม ภายหลังสำเร็จการศึกษาปริญญาโทได้แสดงเจตจำนงในการเข้ารับราชการทหารโดยลาสิกขาบทแล้วสมัครเข้ารับราชการทหารโดยไม่ได้แจ้งให้ทางบ้านได้รับทราบ ญาติได้รับทราบและได้ติดตามไปพบพลทหารวิเชียร ที่โรงพยาบาลก็เป็นเวลาที่สายไป  โดยนางสาวนริศราวัลณ์ เป็นตัวแทนของญาติติดตามทวงถามความเป็นธรรมต่อหน่วยงานต่างๆ อย่างต่อเนื่อง จนสื่อมวลชนและประชาชนทั่วไปให้ความสนใจกลายเป็นคดีโด่งดัง จนนางสาวนริศราวัลณ์เองก็ได้รับรางวัลนักปกป้องสิทธิมนุษยชนสาขาเยาวชนหญิงในปี 2554  และรางวัลชมเชยนักศึกษาดีเด่น มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ปี 2555

amnestyinternational-logo

AMNESTY INTERNATIONAL

PRESS RELEASE

25 July 2016

 

Thailand: Amnesty International Thailand’s Chair and other activists face jail for exposing torture

 

The Thai authorities must immediately drop the criminal investigation against three of the country’s most prominent human rights activists, including the chair of Amnesty International Thailand, who could be charged tomorrow for documenting and publishing a report about torture by Thai security forces, the organization warned.

 

Somchai Homla-or, Anchana Heemmina, and Porpen Khongkaconkiet, who was appointed Chair of the Amnesty International Thailand board last month, face the prospect of five years behind bars and a fine of US $4,800 if found guilty on charges of “criminal defamation” and “computer crimes”. The three are due to report to Pattani police station on 26 July.

 

“At a time when the Thai government has promised to introduce anti-torture legislation, it is a cruel paradox that they are harassing activists for exposing the abhorrent practice,” said Salil Shetty, Secretary General of Amnesty International.

 

“The Thai authorities should immediately stop the criminal investigation, drop the charges against these three activists and order an independent and impartial investigation into the very serious human rights violations they have raised. It is the state’s duty to protect human rights activists, not to shield security forces from accountability.”

 

Somchai Homla-or, Porpen Khongkaconkiet and Anchana Heemmina are members of the Cross Cultural Foundation, Dua Jai Group (Hearty Support Group. Together, they published a report in February 2016 documenting 54 cases of torture and other ill-treatment by the Royal Thai police and Royal Thai army in the volatile southern provinces, where the reported acts of torture took place.

 

The complaint against them was filed on 17 May 2016 by the Internal Security Operations Command Region 4, which is responsible for security operation in the southern provinces – the focus of their report on torture.

 

The allegations against the three are merely the latest in a longstanding pattern of attempts to intimidate human rights defenders, in clear breach of Thailand’s international obligations to protect their rights.

 

Since the 2014 coup, Thailand’s military government has stepped up efforts to stifle all forms of dissent, including by imposing broad restrictions on the rights to freedom of expression, assembly and association. In the past three months alone, authorities have initiated charges against more than 100 individuals for opposing a draft constitution that is the subject of a 7 August national referendum.

 

“If this can happen to three well-known activists then the message the military government is sending is that no one is beyond their reach and no one is safe,” said Salil Shetty.

 

Amnesty International considers any person who is imprisoned solely for expressing their rights to freedom of expression as prisoners of conscience, and calls for their immediate and unconditional release.

 

Background

Somchai Homla-or is a senior adviser and former President of the Cross Cultural Foundation, an organization that documents human rights violations. Pornpen Khongkachonkiet is Director of the same organization.

 

Last month, Pornpen Khongkachonkiet was elected Chair of Amnesty International Thailand’s board, a position she holds independent of her work with the Cross Cultural Foundation.

 

Amnesty International was not involved in the preparation or the publication of their report on torture.

 

On 17 December 2015, Thailand was one of 128 United Nations member states to support the UN resolution that calls on authorities to refrain from intimidating and mounting reprisals against human rights defenders.

IMG_4269

ความคืบหน้าของคดีฯ

เมื่อวันที่ 26 กรกฎาคม  2559 ที่สภ.เมือง ปัตตานี ผู้ต้องหาทั้งสามรับทราบข้อกล่าวหาและให้การปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา พร้อมทั้งจะทำคำให้การเป็นลายลักษณ์อักษรต่อพนักงานสอบสวนต่อไป  พตท.วิญญู เทียมราชา พนักงานสอบสวนปล่อยตัวผู้ต้องหาทั้งสามโดยไม่ต้องใช้หลักทรัพย์ในการประกันตัวแต่อย่างใด และให้โอกาสผู้ต้องหาไปทำคำให้การเป็นลายลักษณ์อักษร เพื่อสั่งให้แก่พนักงานสอบสวนในภายหลัง

เผยแพร่วันที่ 26 กรกฎาคม 2559

แถลงการณ์

คำชี้แจงกรณีการจัดทำและเผยแพร่

                         รายงานสถานการณ์การทรมานและการปฏิบัติที่โหดร้ายไร้มนุษยธรรมหรือย่ำยีศักดิ์ศรี

ในจังหวัดชายแดนใต้ 2557-2558

จากกรณีที่กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน ภาค 4 ส่วนหน้า อ้างว่าเป็นผู้เสียหาย  ได้แจ้งความร้องทุกข์ ต่อพนักงานสอบสวน สภ.ปัตตานี ให้ดำเนินคดี นายสมชาย หอมลออ ที่ปรึกษามูลนิธิผสานวัฒนธรรม นางสาวพรเพ็ญ คงขจรเกียรติ ผู้อำนวยการมูลนิธิผสานวัฒนธรรม และนางสาวอัญชนา หีมมีหน๊ะ ประธานกลุ่มด้วยใจ ในข้อหา “ร่วมกันหมิ่นประมาทด้วยการโฆษณา และความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 กล่าวคือ ผู้เสียหายตรวจพบว่า มีการนำเอาเอกสารรายงานสถานการณ์การทรมานและการปฏิบัติที่โหดร้ายไร้มนุษยธรรมหรือย่ำยีศักดิ์ศรี ในจังหวัดชายแดนใต้ ปี พ.ศ. 2557-2558 ซึ่งเป็นความเท็จ ไปเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ ในเวปไซต์  http://voice fromthais.wordpress.com”   โดยผู้ต้องหาทั้งสามได้เดินทางเข้าพบพนักงานสอบสวนเพื่อรับทราบข้อกล่าวหาในวันที่ 26 กรกฎาคม 2559 เวลา 13.00 น. ณ สภ.ปัตตานีนั้น

มูลนิธิผสานวัฒนธรรม กลุ่มด้วยใจ และองค์กรเครือข่ายสิทธิมนุษยชนปาตานี ซึ่งเป็นองค์กรที่ร่วมกันจัดทำรายงานสถานการณ์การทรมานและการปฏิบัติที่โหดร้ายไร้มนุษยธรรมหรือย่ำยีศักดิ์ศรีในจังหวัดชายแดนใต้ พ.ศ. 2557-2558         ขอแถลงว่า

  1. การกระทำทรมาน เป็นอาชญากรรมร้ายแรง ทั้งตามกฎหมายในประเทศและกฎหมายระหว่างประเทศ และประเทศไทยในฐานะภาคีสมาชิกของ อนุสัญญาต่อต้านการทรมานและการประติบัติหรือการลงโทษอื่นที่โหดร้ายไร้มนุษยธรรมหรือที่ย่ำยีศักดิ์ศรี รัฐมีหน้าที่ป้องกันและปราบปรามการกระทำดังกล่าว
  2. นับตั้งแต่ก่อนและหลังเหตุการณ์ความไม่สงบกล่าวคือกรณีปล้นปืนค่ายนราธิวาสราชนครินทร์ (ค่ายปิเหล็ง) ในปี 2547เป็นต้นมาปรากฎว่ามีการกระทำทรมานและการปฏิบัติที่โหดร้ายไร้มนุษยธรรมหรือย่ำยีศักดิ์ศรี รวมทั้งการบังคับบุคคลให้หายสาบสูญ และการประหัตประหารนอกกระบวนการยุติธรรม เกิดขึ้นในจังหวัดชายแดนใต้เสมอมา โดยที่ทางการไทยไม่มีมาตรการในการป้องกัน ปราบปรามและเยียวยาอย่างได้ผลแต่อย่างใด
  3. แม้ผู้ตกเป็นเหยื่อจากการกระทำดังกล่าว จะได้ร้องเรียน ร้องทุกข์หรือดำเนินมาตรการต่างๆด้วยตนเอง หรือโดยการช่วยเหลือสนับสนุนขององค์กรสิทธิมนุษยชน เพื่อแสวงหาความเป็นธรรมและการชดใช้เยียวยา แต่มักไม่ได้ผล เนื่องจากวัฒนธรรมผู้กระทำผิดลอยนวลในหมู่เจ้าหน้าที่ยังเข้มแข็ง กระบวนการยุติธรรมอ่อนแอ ผู้ที่ร้องทุกข์ร้องเรียนและเรียกร้องความเป็นธรรมถูกข่มขู่ คุกคามจากเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ทำให้ผู้เสียหายจากการทรมานจำเป็นต้องแสวงหาการช่วยเหลือเยียวยาจากองค์การและกลไกระหว่างประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลไกสหประชาชาติ
  4. การจัดทำรายงานสถานการณ์การทรมานและการปฏิบัติที่โหดร้ายไร้มนุษยธรรมหรือย่ำยีศักดิ์ศรีในจังหวัดชายแดนใต้ พ.ศ. 2557-2558 ผู้จัดทำได้รับการสนับสนุนจากกองทุนเพื่อเหยื่อจากการทรมานแห่งสหประชาชาติ (United Nations for Victims of Torture) โดยรวบรวมข้อมูล ข้อเท็จจริงจากคำบอกเล่าของผู้ตกเป็นเหยื่อของการทรมาน ระหว่างปี 2547-2558 เพื่อหาหนทางในการแสวงหาความเป็นธรรมและเยียวยาต่อไป โดยใช้แบบประเมินผลกระทบจากการทรมานเพื่อประกอบการวินิจฉัยของแพทย์ ซึ่งออกแบบโดย Physicians for Human Rights (PHR) และ American Bar Association Rule of Law Initiative (ABAROLI)  ทั้งผู้เก็บรวบรวมข้อมูลก็ได้ผ่านการฝึกอบรมในการใช้แบบสอบถามดังกล่าวหลายครั้งโดยผู้เชี่ยวชาญ ดังนั้นรายงานดังกล่าวจึงมีความถูกต้องแม่นยำในทางวิชาการ
  5. ในการเขียนรายงาน ผู้จัดทำรายงานมิได้ประสงค์ที่จะระบุชื่อของเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับการกระทำทรมาน เพียงแต่ต้องการชี้ให้เห็นถึงพฤติกรรม วิธีการ สถานการณ์หรือสภาพแวดล้อมของการกระทำทรมาน ความรู้สึกและผลกระทบที่เกิดกับผู้เสียหายจากการทรมานเป็นสำคัญ โดยพบว่า เจ้าหน้าที่ได้ใช้วิธีการทรมานอย่างเป็นระบบ ทั้งทางด้านร่างกายและจิตใจ กล่าวคือเป็นการกระทำทรมานเป็นประจำ โดยเจ้าหน้าที่ที่ได้รับการฝึกอบรมมาเป็นอย่างดี เป็นการกระทำที่แพร่หลาย กว้างขวางในจังหวัดชายแดนใต้ เช่น การข่มขู่ให้กลัว การจำลองวิธีการประหารชีวิต การซักถามที่ใช้เวลานานโดยไม่ให้พักผ่อน การขังเดี่ยว การทำให้สูญเสียประสาทสัมผัส การทุบตีทำร้ายร่างกาย การทำให้สำลักหรือบีบคอ การทำให้จมน้ำหรือจุ่มน้ำ และการให้อยู่ในห้องร้อน ห้องเย็น เป็นต้น
  6. ร่างรายงานสถานการณ์การทรมานและการปฏิบัติที่โหดร้ายไร้มนุษยธรรมหรือย่ำยีศักดิ์ศรีในจังหวัดชายแดนใต้ พ.ศ. 2557-2558 ผู้จัดทำได้ส่งให้แก่เจ้าหน้าที่เป็นเวลานานกว่า 1 เดือน ก่อนที่จะเผยแพร่ต่อประชาชน โดยเจ้าหน้าที่ไม่เคยติดต่ออย่างเป็นทางการกับหน่วยงานที่จัดทำรายงานแต่อย่างใด มีเฉพาะเจ้าหน้าที่บางคน ได้โทรศัพท์สอบถามผู้เขียนรายงานบางคน เพื่อขอทราบรายชื่อผู้ให้สัมภาษณ์เท่านั้น ซึ่งผู้จัดทำรายงานไม่สามารถให้ได้ โดยปราศจากความยินยอมของผู้ให้สัมภาษณ์ เนื่องจากในอดีตที่ผ่านมา นอกจากเจ้าหน้าที่และหน่วยงานรัฐ ไม่สามารถดำเนินการสืบสวนสอบสวนเจ้าหน้าที่ผู้กระทำผิดมาลงโทษและชดใช้เยียวยาผู้เสียหายจากการทรมานแล้ว ยังไม่สามารถคุ้มครองความมั่นคง ปลอดภัยของผู้เสียหายด้วย ทำให้เกิดเป็นบรรยากาศของความหวาดกลัว ไม่เชื่อมั่นหน่วยงานของรัฐและกระบวนการยุติธรรม หลายคนมีอาการคับแค้นด้านจิตใจและวิตกกังวล ซึ่งในภาวะดังกล่าวอาจทำไปสู่สถานการณ์ความขัดแย้งที่รุนแรงยิ่งขึ้นในจังหวัดชายแดนใต้
  7. การที่กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า แจ้งความร้องทุกข์ดำเนินคดีต่อนายสมชาย หอมลออ นางสาวพรเพ็ญ คงขจรเกียรติ และนางสาวอัญชนา หีมมีหน๊ะ ได้สะท้อนให้เห็นถึงความจริงใจของรัฐบาลไทยในการปฏิบัติตามพันธกรณีระหว่างประเทศ ภายใต้อนุสัญญาต่อต้านการทรมานฯ และนโยบายของทางราชการในการแก้ปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ตลอดจนท่าทีที่ไม่เปลียนแปลงต่อการแก้ปัญหาการทรมานและการปฏิบัติที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรมหรือที่ย่ำยีศักดิ์ศรีที่ยังคงเกิดขึ้นเสมอ การที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องละเลยไม่นำพาต่อข้อเสนอแนะของรายงานแต่กลับดำเนินคดีต่อบุคคลทั้งสาม ไม่อาจเข้าใจเป็นอย่างอื่นได้ นอกเสียจากว่าทางการไทยและผู้บังคับบัญชาระดับสูง ได้รู้เห็นเป็นใจ หรือยินยอมให้เจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงบางคน ใช้วิธีการทรมาน การปฏิบัติที่โหดร้ายไร้มนุษยธรรมหรือย่ำยีศักดิ์ศรีต่อผู้ต้องสงสัยว่าจะเกี่ยวข้องกับความไม่สงบต่อไป โดยยังไม่ได้ตระหนักว่า การทรมานอย่างอย่างกว้างขวางและอย่างเป็นระบบที่ยังดำเนินต่อไปในจังหวัดชายแดนใต้เช่นนี้ อาจนำไปสู่การกล่าวหาโดยนานาชาติว่าเป็น “การก่อาชญากรรมต่อมนุษยชาติ (Crime Against Humanity)” ได้

วันที่ 26 กรกฎาคม 2559

มูลนิธิผสานวัฒนธรรม กลุ่มด้วยใจ องค์กรเครือข่ายสิทธิมนุษยชนปาตานี

 

AHRC-Logo-new

ASIAN HUMAN RIGHTS COMMISSION – URGENT APPEALS PROGRAMME

Urgent Appeal Case: AHRC-FUA-006-2016

25 July 2016

———————————————————————
THAILAND: Military must end judicial harassment of human rights defenders

ISSUES: Human rights defenders; Military; Rule of law; Threats and intimidation; Torture
———————————————————————

Dear Friends,

The Asian Human Rights Commission (AHRC) wishes to forward an appeal from the Cross Cultural Foundation (CrCF) regarding the three human rights defenders who are to meet with an inquiry official at the Muang Pattani Police Station on July 26 in the defamation case filed against them by the ISOC Region 4 Forward as a result of their launching a torture report about the Deep South.

For more information, please contact:
1. Mr. Abdulawae Puteh +66 81 898 7408 Attorney of the three alleged offenders
2. Mr. Preeda Nakphew +66 89 622 2474 CrCF’s attorney
3. Ms. Nutthasiri Bergman +66 85 12 08077 CrCF’s attorney

Thank you.

Urgent Appeals Desk
Asian Human Rights Commission (AHRC)
———————————————————————–
THAILAND: Military must end judicial harassment of human rights defenders

On 17 May 2016, the Internal Security Operations Command Region 4 (ISOC 4) has reported a case with the inquiry official at the Muang Pattani Police Station alleging that Mr. Somchai Homlaor, Ms. Pornpen Khongkachonkiet and Ms. Anchana Heemmina, three human rights defenders, had committed criminal defamation and a violation of the 2007 Computer Crimes Act.

The three rights defenders were accused of publishing and distributing a report on the torture and ill, degrading and inhumane treatment in the Deep South between 2014 and 2015 and for bringing into the computer system false information via the website https://voicefromthais.wordpress.com/. The summons were issued for them since 8 June 2016, and they were supposed to turn themselves in on 26 June 2016, though they had asked to postpone it to 26 July 2016.

On 26 July 2016, the three defenders will meet Pol Lt Col Winyou Thiamrat, inquiry official of the Muang Pattani Police Station to hear the charges against them and carry with their defence later on.

The report “Torture and ill treatment in The Deep South Documented in 2014-2015” was an attempt to echo the situation in the local area and by doing so, the three HRDs hope it will help to solve the problem of torture in the Deep South. Since the start of unrest, a range of special laws have been enforced including Martial Law and the Emergency Decree on Government Administration in States of Emergency B.E. 2548 (2005) to bestow on the authorities extra power to carry out the arrest and detention of people. Even though it aims to quell insurgency, but undeniably, it has also led to the situation in which some officials have executed their power arbitrarily giving rise to the acts of torture and/or violations of rights and liberties in various forms. The facts are attested to be incidences of tortures committed by state officials as reported now and then including some suspects in security related cases have been found dead while in military custody or other official custody. If the problem fails to be tackled, it will simply ramp up more violence in the Deep South.

This case has attracted extensive attention from national and international rights organizations since the three activists have been playing important roles in the protection of human rights in the Deep South for a long time. Still, they are being taken to court by the authorities. It will also be another test of the Thai judicial system as to how much understanding they have toward the roles of HRDs and the issue of torture in Thailand.

Thank you.

Urgent Appeals Programme
Asian Human Rights Commission (ua@ahrc.asia)

25580629-083941.jpg

เผยแพร่วันที่ 25 กรกฎาคม 2559

แถลงการณ์

ขอให้ยุติการดำเนินคดีกับ 3 นักปกป้องสิทธิมนุษยชน จากกรณีเผยแพร่รายงานการซ้อมทรมานฯ

จากกรณีที่ กอ.รมน.ภาค 4 สน. แจ้งความดำเนินคดีในข้อหาร่วมกันหมิ่นประมาทด้วยการโฆษณาโดยเอกสารและความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 กับนายสมชาย  หอมลออ  นางสาวพรเพ็ญ คงขจรเกียรติ และ นางสาวอัญชนา หีมมิหน๊ะ จากการเผยแพร่ “รายงานสถานการณ์การทรมานและการปฏิบัติที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรมหรือย่ำยีศักดิ์ศรีในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ปี 2557-2558” เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2559 ที่ผ่าน โดยทั้งสามจะเดินทางเข้าพบพนักงานสอบสวน สภ.ปัตตานี ตามหมายเรียกในวันที่ 26 กรกฎาคม 2559 นี้ (วันพรุ่งนี้) ซึ่งสมาคมนักกฎหมายสิทธิมนุษยชนขอให้กำลังใจกับนักสิทธิมนุษยชนทั้งสามคน และมีความเห็นต่อกรณีการแจ้งความดำเนินคดีดังกล่าว ต่อไปนี้

          ประการแรก  การจัดทำรายงานเป็นไปตามหลักวิชาการและมีมาตรฐาน กล่าวคือ การจัดทำรายงานสถานการณ์การทรมานและการปฏิบัติที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรมหรือย่ำยีศักดิ์ศรีในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ ปี 2557-2558  เป็นการทำงานร่วมกันหลายฝ่าย หลายภาคส่วน โดยมีกระบวนการดำเนินการที่เป็นวิชาการภายใต้หลักการสากลที่เรียกว่า “Istanbul Protocol” ซึ่งเป็นคู่มือสืบสวนสอบสวนและบันทึกข้อมูลหลักฐานกรณีการทรมานและการปฏิบัติหรือการลงโทษอื่นที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรมหรือย่ำยีศักดิ์ศรีภายใต้การสนับสนุนของกองทุนเพื่อเหยื่อการทรมานแห่งสหประชาชาติ (United Nation Fund for Victims of Torture) ภายใต้หลักการตาม“อนุสัญญาต่อต้านการทรมานและการประติบัติหรือการลงโทษที่โหดร้ายไร้มนุษยธรรม หรือที่ย่ำยีศักดิ์ศรี”ที่ประเทศไทยเป็นภาคี

ประการที่สอง การดำเนินงานของนักสิทธิมนุษยชนทั้งสามคน เป็นการดำเนินการในฐานะนักปกป้องสิทธิมนุษยชน (Human Rights Defenders) โดยวิธีการรวบรวมและเผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับการละเมิดสิทธิมนุษยชน ซึ่งกระทำไปในฐานะตัวแทนแก้ไขปัญหาด้านสิทธิมนุษยชนให้แก่บุคคลที่ถูกละเมิดสิทธิมนุษยชนโดยการถูกซ้อมทรมานฯ เพื่อการส่งเสริมและสนับสนุนการคุ้มครองและการปฏิบัติตามหลักสิทธิมนุษยชนและเสรีภาพขั้นพื้นฐาน ดังนั้น พวกเขาจึงได้รับการคุ้มครองภายใต้ปฏิญญาสหประชาชาติว่าด้วยนักปกป้องสิทธิมนุษยชน (The Declaration on Human Rights Defenders) ซึ่งกำหนดให้รัฐมีหน้าที่หลักในการคุ้มครองนักปกป้องสิทธิมนุษยชน และยอมรับด้วยว่า “การทำงานของบุคคล กลุ่ม และสมาคมเพื่อส่งเสริมให้มีการกำจัดการละเมิดสิทธิมนุษยชนและเสรีภาพขั้นพื้นฐานทุกรูปแบบเป็นสิ่งที่มีคุณค่า” ดังนั้น การดำเนินคดีของกอ.รมน.ภาค 4 สน.กับนักสิทธิมนุษยชนทั้งสามคนนี้ ต้องถือว่าเป็นการปฏิบัติที่สวนทางกับหลักการสากล

          ประการที่สาม : การฟ้องร้องดำเนินคดีกับนักปกป้องสิทธิมนุษยชนทั้งสามคน ในข้อหาร่วมกันหมิ่นประมาท ถือเป็นการดำเนินคดีในลักษณะที่เรียกว่า SLAPP (Strategic Litigation Against Public Participation) เพื่อให้หยุดพูด หรือระงับการมีส่วนร่วมสาธารณชน หรือยุติการดำเนินการตรวจสอบการละเมิดสิทธิและเสรีภาพ ซึ่งกรณีนี้เป็นเพียงตัวอย่างเดียวในอีกหลายกรณีที่มีการดำเนินคดีต่อนักปกป้องสิทธิมนุษยชน โดยเฉพาะกับชาวบ้านที่ไร้อำนาจต่อรองจำนวนมากที่ลุกขึ้นมาปกป้องสิทธิของตัวเองหรือชุมชนของตัวเอง ซึ่งกรณีแม้นักปกป้องสิทธิมนุษยชนทั้งสามคนจะเป็นคนที่มีชื่อเสียงพอสมควร ก็ยังถูกใช้กฎหมายและการดำเนินคดีมาข่มขู่ให้พวกเขาหยุดดำเนินการตรวจสอบได้ ดังนั้น การดำเนินการแบบนี้ ย่อมจะส่งผลต่อเสถียรภาพและความปลอดภัยของนักปกป้องสิทธิมนุษยชนทั้งที่เป็นบุคคล กลุ่มบุคคล หรือองค์กรต่างๆ ที่ทำหน้าที่ในการปกป้องคุ้มครองสิทธิมนุษยชนของประชาชนผู้เสียเปรียบและตกเป็นเหยื่อการกระทำที่เป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน และยิ่งจะเป็นการซ้ำเติมให้เกิดความหวาดกลัว หวาดระแวงต่อเจ้าหน้าที่ของรัฐ หน่วยงานรัฐ หรือแม้กระทั่งรัฐบาล ซึ่งไม่เป็นผลดีต่อภาพลักษณ์ของประเทศไทยต่อประชาคมโลก

          ประการที่สี่ กอ.รมน.ภาค 4 สน. ไม่มีสิทธิแจ้งความดำเนินคดีกับนักสิทธิทั้งสามในข้อหาดังกล่าวได้ เนื่องจาก รัฐ หน่วยงานของรัฐ หรือองค์กรของรัฐ ไม่มีสิทธิเช่นเดียวกับบุคคล ไม่มีเกียรติยศ ชื่อเสียง ที่ต้องรักษา เพราะรัฐมีเพียงอำนาจและหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายจากประชาชนผู้เป็นเจ้าของอำนาจให้ทำหน้าที่ปกป้องส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชนเท่านั้น เมื่อเจ้าหน้าที่รัฐ หน่วยงานรัฐ หรือกระทั่งรัฐบาลละเลยหรือละเว้นไม่ปฏิบัติตามอำนาจหน้าที่ ประชาชนก็มีสิทธิโต้แย้ง ตำหนิ หรือกระทั่งกล่าวหาได้ และรัฐมีหน้าที่ต้องรับฟังและนำไปพิจารณาเพื่อแก้ไขปรับปรุงการทำหน้าที่  ไม่ใช่นำเอาข้อกล่าวหานั้นมาไล่ฟ้องดำเนินคดีกับประชาชนในข้อหาหมิ่นประมาท อีกทั้งความผิดตามประมวลกฎหมายอาญาฐานหมิ่นประมาท มีเจตนารมณ์เพื่อคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของบุคคลหรือนิติบุคคลตามกฎหมายเอกชน มิได้มุ่งหมายจะคุ้มครองหน่วยงานรัฐแต่อย่างใด และหากเป็นการหมิ่นประมาทตัวเจ้าพนักงานของรัฐ ก็มีความผิดฐานดูหมิ่นเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญาคุ้มครองตัวเจ้าพนักงานอยู่แล้ว แต่ก็เป็นเรื่องเฉพาะตัวบุคคลที่เป็นเจ้าพนักงานเท่านั้น ไม่เกี่ยวกับหน่วยงานต้นสังกัดแต่อย่างใด ดังนั้น การดำเนินการของ กอ.รมน.ภาค 4 สน. ซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย

          ประการที่ห้า ปัจจุบันค่อนข้างจะมีความเห็นสอดคล้องกันในทางวิชาการและเป็นเหตุผลหนึ่งที่นำไปสู่การแก้ไขพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 มาตรา 14 ที่กำลังอยู่ระหว่างพิจารณาของสภานิติบัญญัติแห่งชาติในปัจจุบันว่า เจตนารมณ์ของพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550มาตรา 14 นั้น ไม่ได้มีเจตนารมณ์ที่จะไปใช้กับกรณีหมิ่นประมาท แต่มุ่งเน้นจะใช้กับเรื่องการโจมตีระบบ หรือกรณีปลอมแปลง หรือฉ้อโกงเท่านั้น อีกทั้งยังมีคำพิพากษาศาลในคดีภูเก็ตหวานที่วินิจฉัยยืนยันเจตนารมณ์ดังกล่าวไว้ว่าพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดทางคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550  มาตรา 14  ไม่ได้มุ่งเอาผิดกับความผิดฐานหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา

ด้วยเหตุผลดังที่กล่าวมา การดำเนินการของ กอ.รมน. ภาค 4 สน. ในการแจ้งความดำเนินคดีข้อหาร่วมกันหมิ่นประมาทต่อสามนักปกป้องสิทธิมนุษยชนดังกล่าว จึงเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง ขัดต่อหน้าที่ของรัฐและก่อให้เกิดภาพลักษณ์ที่ไม่ดีของประเทศต่อประชาคมโลก

ดังนั้น สมาคมนักกฎหมายสิทธิมนุษยชน จึงขอเรียกร้องให้ยุติการดำเนินคดีกับนักสิทธิมนุษยชนทั้งสามคน และตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงตาม “รายงานสถานการณ์การทรมานและการปฏิบัติที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรมหรือย่ำยีศักดิ์ศรีในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ ปี2557-2558” ที่มีความเป็นกลาง โดยคัดเลือกจากบุคคลที่เป็นที่ยอมรับของทุกฝ่ายเข้ามาดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริง โดยใช้หลักการสากลที่เรียกว่า “Istanbul Protocol”และนำเสนอผลการตรวจสอบอย่างตรงไปตรงมา เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและศรัทธาต่อประชาชนและต่อประชาคมโลกถึงความจริงใจและตั้งใจของประเทศไทยที่จะปฏิบัติตามหลักการสิทธิมนุษยชนสากลที่ประเทศไทยเป็นภาคี

ด้วยความเคารพในหลักการสิทธิมนุษยชน

สมาคมนักกฎหมายสิทธิมนุษยชน (HRLA)

มูลนิธิศูนย์ข้อมูลชุมชน (CRC)

มูลนิธินิติธรรมสิ่งแวดล้อม (EnLAW)

สมาคมสิทธิเสรีภาพของประชาชน (UCL)

Follow

Get every new post delivered to your Inbox.

Join 1,736 other followers