Feeds:
Posts
Comments

12932563_803972019708848_7753404660078989324_n

2016-05-24 ครม.ผ่านร่างพรบ.ทรมานและคนหาย -sent2

เผยแพร่  24 พฤษภาคม 2559

ประเทศไทยจะให้สัตยาบันอนุสัญญาสากลห้ามอุ้มหาย

ครม. มีมติรับร่างพรบ.ป้องกันและปราบปรามทรมานและอุ้มหายส่งต่อสนช.

ห้ามการทรมาน อุ้มหายโดยจนท.รัฐ มีความผิดอาญาแม้ในสถานการณ์ความไม่มั่นคง

 

เมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม  2559 คณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบพรบ. ร่างพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมานและการบังคับบุคคลให้สูญหาย พ.ศ. ….  และมีมติให้ประเทศไทยให้สัตยาบันอนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการคุ้มครองบุคคลทุกคนจากการหายสาบสูญโดยถูกบังคับขององค์การสหประชาชาติ  โดยร่างฉบับนี้ยังต้องมีกระบวนการผ่านการพิจารณาจากสภานิติบัญญัติแห่งชาติต่อไปก่อนประกาศใช้เป็นกฎหมาย

มูลนิธิผสานวัฒนธรรมขอชื่นชมการทำงานของเจ้าหน้าที่รวมทั้งผู้บริหารประจำกระทรวงยุติธรรม โดยเฉพาะกรมคุ้มครองสิทธิเสรีภาพที่จัดให้มีการทำงานร่วมกันระหว่างนักวิชาการและภาคประชาชนตั้งแต่ปีพ.ศ. 2557 โดยได้ริเริ่มให้มีการร่างกฎหมายเฉพาะที่กำหนดให้ทั้งการทรมานและการอุ้มหายเป็นความผิดทางอาญาที่มีบทลงโทษที่เหมาะสมต่อความร้ายแรงของการกระทำความผิด   โดยการทรมานและการบังคับให้สูญหายเป็นการกระทำโดยเจ้าหน้าที่รัฐหรือบุคคลอื่นที่ยุยง ยินยอม หรือรู้เห็นเป็นใจโดยเจ้าหน้าที่รัฐ  ร่างพรบ.ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการบังคับบุคคลให้สูญหาย พ.ศ. …. ได้นำหลักการด้านสิทธิมนุษยชนสากลตามพันธกรณีที่ประเทศไทยพึงนำมาแก้ไขกฎหมายในประเทศให้สอดคล้องตามอนุสัญญาสำคัญสองฉบับคือ อนุสัญญาต่อต้านการทรมานและการประติบัติหรือการลงโทษที่โหดร้ายไร้มนุษยธรรม หรือย่ำยีศักดิ์ศรี   และอนุสัญญาคุ้มครองบุคคลไม่ให้ถูกบังคับให้สูญหาย ขององค์การสหประชาชาติ

ร่างพรบ.ฉบับนี้มีมาตรการสอดคล้องกับหลักสากลที่ทันสมัย เช่น ห้ามการทรมานและการบังคับบุคคลให้สูญหายโดยเด็ดขาด ไม่ว่าจะเป็นสถานการณ์สงคราม สถานการณ์ฉุกเฉินและสถานการณ์ความไม่มั่นคง มีการกำหนดให้เป็นความผิดทางอาญาและมีบทลงโทษที่เหมาะสมกับความร้ายแรงของการกระทำความผิดโทษตั้งแต่ 5ปี15 ปี ส่วนในกรณีผู้ถูกทรมานเสียชีวิต ต้องระวางโทษจำคุก 15-30 ปี หรือจำคุกตลอดชีวิต  โดยมีการกำหนดนิยามของความผิดทั้งสองสอดคล้องกับหลักการสากล  อีกทั้งมีบทบัญญัติเรื่องการลงโทษเจ้าหน้าที่ที่ยุยง ยินยอมหรือรู้เห็นในฐานะผู้บังคับบัญชาในข้อหาดังกล่าวต้องรับผิดร่วมด้วย

อีกทั้งมีมาตรการป้องกันการทรมานและอุ้มหายโดยเฉพาะกำหนดข้อปฏิบัติในการควบคุมตัวบุคคลในสถานที่ควบคุมตัว ห้ามการควบคุมตัวลับ การจัดตั้งคณะกรรมการสืบสวนสวบสวนและรับเรื่องร้องเรียน ฯลฯ โดยมีความหวังว่าร่างพรบ.ฉบับนี้แม้จะยังไม่สมบูรณ์และอาจมีปัญหาในทางปฏิบัติเช่นขาดความเป็นอิสระที่แท้จริง  ความเชี่ยวชาญของคณะกรรมการฯ  การมีส่วนร่วมของญาติและผู้เสียหาย  ช่องทางการช่วยเหลือญาติและเหยื่อรวมทั้งการเยียวยาด้านจิตใจ การคุ้มครองพยานเป็นต้น

 มูลนิธิผสานวัฒนธรรมข้อเสนอแนะว่าให้ประเทศไทยเร่งพิจารณาร่างกฎหมายฉบับนี้และดำเนินการให้การบังคับใช้กฎหมายสอดคล้องกับอนุสัญญาระหว่างประเทศที่ไทยลงนามหรือเป็นรัฐภาคี  และการแก้ไขปรับเปลี่ยนโดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหากมีข้อให้คงไว้ซึ่งมาตรฐานสากลและไม่เปลี่ยนแปลงเนื้อหาต่างไปจากร่างเดิมในเนื้อหาสาระสำคัญ  รวมทั้งการให้ความรู้เรื่องกฎหมายฉบับนี้ต่อเจ้าหน้าที่ของรัฐอย่างต่อเนื่องและให้ได้ประสิทธิผลในการป้องกันทรมานและอุ้มหายได้จริง

การกำหนดการทรมานและการอุ้มหายเป็นความผิดอาญาเป็นกรอบทางกฎหมายเป็นความก้าวหน้าที่สำคัญที่แสดงให้เห็นว่าประเทศไทยยืนยันกับประชาคมระหว่างประเทศว่า “การทรมานและการบังคับให้สูญหายเป็นการกระทำที่ห้ามโดยเด็ดขาดและผิดกฎหมายอาญา” ไม่ว่าสถานการณ์ใดใด และประเทศไทยก็จะต้องจัดให้มีแนวทางนำกฎหมายฉบับนี้มาบังคับใช้อย่างมีประสิทธิภาพ จึงจะสะท้อนให้เห็นว่าบัดนี้ประเทศไทยจะเอาจริงเอาจังต่อการต่อต้านการทรมานและการบังคับบุคคลให้สูญหายและดำเนินการให้มีการสอบสวนและคลี่คลายคดีที่ยังหาตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษให้ได้  โดยร่างฉบับนี้ยังต้องมีกระบวนการผ่านการพิจารณาจากสภานิติบัญญัติแห่งชาติต่อไป

 

ข้อมูลเพิ่มเติม ติดต่อ มูลนิธิผสานวัฒนธรรม 02-1015481-2

 

นิยามตามร่างพรบ.

 

(1) “การทรมาน” หมายความว่า การกระทาที่ทาให้เกิดความเจ็บปวดหรือความทุกข์ทรมาน อย่างร้ายแรงแก่ร่างกายหรือจิตใจต่อบุคคลหนึ่งบุคคลใดเพื่อที่จะให้ได้มาซึ่งข้อมูลหรือคาสารภาพจากบุคคลนั้นหรือจากบุคคลที่สาม เพื่อการลงโทษบุคคลนั้นสาหรับการกระทาซึ่งบุคคลนั้นหรือบุคคลที่สามได้กระทาหรือ ถูกสงสัยว่าได้กระทาการอย่างหนึ่งอย่างใด เพื่อข่มขู่หรือขู่เข็ญบุคคลนั้นหรือบุคคลที่สาม หรือเพราะเหตุผล อื่นใดบนพื้นฐานของการเลือกปฏิบัติโดยการกระทาดังกล่าวเป็นการกระทาโดยเจ้าหน้าที่ของรัฐหรือโดย การยุยงโดยความยินยอม หรือโดยการรู้เห็นเป็นใจของเจ้าหน้าที่ของรัฐ หรือของบุคคลอื่นซึ่งปฏิบัติหน้าที่ราชการ โดยไม่รวมถึงความเจ็บปวดหรือความทุกข์ทรมานที่เกิดจาก หรือสืบเนื่องมาจากการลงโทษที่ชอบ ด้วยกฎหมาย

(2) “การกระทาหรือการลงโทษที่โหดร้ายไร้มนุษยธรรมหรือที่ย่ายีศักดิ์ศรี” หมายความว่า การกระทา ที่ทาให้เกิดอันตรายแก่ร่างกายหรือจิตใจต่อบุคคลหนึ่งบุคคลใดที่มิใช่การกระทาทรมาน โดยการกระทาดังกล่าวเป็นการกระทาโดยเจ้าหน้าที่ของรัฐ หรือโดยการยุยง โดยความยินยอม หรือโดยการรู้เห็นเป็นใจของเจ้าหน้าที่ของรัฐ หรือของบุคคลอื่นซึ่งปฏิบัติหน้าที่ราชการ ทั้งนี้ไม่รวมอันตรายจากการลงโทษที่ชอบด้วยกฎหมาย

(3) “การบังคับบุคคลให้สูญหาย” หมายความว่า การจับกุมคุมขังลักพาหรือกระทาการด้วยประการใดที่เป็นการลิดรอนเสรีภาพในร่างกายต่อบุคคลซึ่งกระทาโดยเจ้าหน้าที่ของรัฐ หรือโดยบุคคลหรือกลุ่มบุคคลที่ได้รับคาสั่งการสนับสนุนหรือการรู้เห็นเป็นใจจากเจ้าหน้าที่ของรัฐ และมีการปฏิเสธว่ามิได้มีการจับกุม คุมขังลักพาหรือกระทาการด้วยประการใดที่เป็นการลิดรอนเสรีภาพในร่างกายของบุคคลนั้น หรือปกปิดชะตากรรมหรือที่อยู่ของบุคคลนั้น

เอกสารที่เกี่ยวข้อง

 

  • ข้อเสนอของภาคประชาชนต่อร่างพรบ.ฯ

 

https://voicefromthais.wordpress.com/2014/12/19/%E0%B8%9C%E0%B8%B9%E0%B9%89%E0%B9%80%E0%B8%AA%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%93%E0%B8%B5%E0%B8%97%E0%B8%A3%E0%B8%A1%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B9%81%E0%B8%A5%E0%B8%B0/

 

  • ร่างพรบ.ฯ

 

https://voicefromthais.wordpress.com/2016/01/15/%E0%B9%80%E0%B8%9B%E0%B8%B4%E0%B8%94%E0%B8%A3%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%9A-%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%9A-%E0%B8%9B%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%81%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B9%81/

 

crcf & mac

เผยแพร่วันที่ ๒๔ พฤษภาคม  ๒๕๕๙

ใบแจ้งข่าว

คดีแพ่ง กรณีผู้บาดเจ็บในเหตุการณ์ปุโละปุโยฟ้องเรียกค่าเสียหายทางละเมิด

ศาลปัตตานีนัดสืบพยานโจทก์นัดแรก

ในวันนี้วันที่  ๒๔ พฤษภาคม ๒๕๕๙ เวลา ๐๙.๐๐ น. ศาลจังหวัดปัตตานีได้นัดสืบพยานฝ่ายโจทก์ทั้งห้า  ในคดีหมายเลขดำที่ ๕๑๙/๒๕๕๘  คดีระหว่าง นายยา ดือราแม กับพวกรวม ๕ คน โจทก์  กับกองทัพบก กับพวกรวม ๒ คน โดยโจทก์ทั้งห้าเป็นชาวบ้านผู้ได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์เมื่อวันที่ ๒๙ มกราคม พ.ศ. ๒๕๕๕ เวลาประมาณ ๒๐.๓๐ น. เจ้าหน้าที่ทหารพรานประจำฐานปฏิบัติการทหารพรานที่ ๔๓๐๒ ตำบลปุโละปุโย อำเภอหนองจิก จังหวัดปัตตานี ได้ใช้อาวุธปืนสงครามยิงเข้าใส่รถยนต์ของชาวบ้านซึ่งมีผู้อยู่ในรถจำนวน ๙ คน ขณะกำลังเดินทางออกจากหมู่บ้านกาหยี หมู่ที่ ๑ ต.ปุโละปุโย อ.หนองจิก  จ.ปัตตานี ได้เพียง ๕๐๐ เมตร เพื่อไปละหมาดศพ (การละหมาดขอพรให้ผู้เสียชีวิต) ที่บ้านทุ่งโพธิ์    หมู่ที่ ๔ ต.ลิปะสะโง  อ.หนองจิก  จ.ปัตตานี จนเป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิต ๔ ราย และบาดเจ็บ ๕ ราย โดยศาลได้กำหนดประเด็นข้อพิพาทดังนี้ (๑) เจ้าหน้าที่ฝ่ายทหารในสังกัดของจำเลยทั้งสองจงใจหรือประมาทเลินเล่อ โดยมิได้ปฏิบัติและดำเนินการให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์แห่งพระราชบัญญัติกฎอัยการศึก พ.ศ.๒๔๕๗ หรือไม่ และจำเลยทั้งสองจะต้องรับผิดหรือไม่ อย่างไร และ (๒) ค่าเสียหายของโจทก์ทั้งห้ามีเพียงใด  ประเด็นทั้งสองโจทก์ทั้งห้ากล่าวอ้าง จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ ภาระการพิสูจน์ตกแก่โจทก์ทั้งห้านำสืบก่อน แล้วให้จำเลยทั้งสองสืบแก้

ทนายโจทก์ทั้งห้าแถลงสืบพยาน ๑๕ ปาก กำหนดสืบ ๓ นัด  และทนายจำเลยทั้งสองแถลงสืบพยาน ๖ ปาก กำหนดสืบ ๒ นัด  ดังตามวันที่ ๒๔, ๒๕,พฤษภาคม ๒๕๕๙   และสืบพยานจำเลยทั้งสองในวันที่ ๗,๘, ๑๔ มิถุนายน ๒๕๕๙  เวลา ๙.๐๐ น.

ในระหว่างการพิจารณาคดี คู่ความทั้งสองฝ่าย ก็ยังสามารถอาจเจรจาประนีประนอมยอมความกันได้ก่อนศาลมีคำพิพากษาคดีเสร็จสิ้น ซึ่งในวันที่ ๒๐ เมษายน ๒๕๕๙ ที่ผ่านมา  ศาลนัดไกล่เกลี่ยและกำชับในคู่ความ นัดหมายเจรจากันเอง  แต่ระหว่างวันที่ ๒๐ เมษายน  จนถึงวันนัดหมายสืบพยานโจทก์นั้นคู่ความยังไม่สามารถตกลงวันที่เจรจาตกลงวันกันได้  โดยผู้แทนของจำเลยซึ่งเป็นตัวแทนจาก กอ.รมน ภาคสี่ส่วนหน้า รอวันนัดหมายเจรจา จากกอ.รมน ส่วนกลาง  ที่กรุงเทพมหานคร โดยมีการนัดหมายสืบพยานโจทก์ไว้ล่วงหน้าจึงต้องดำเนินการต่อไปตามนัดหมายเดิม

ข้อมูลเพิ่มเติม

2016_04-20 ใบแจ้งข่าว ไกล่เกลี่ยคดีปุโละปุโย -sent2

ติดต่อ

นายสากีมัน เบญจเดชา  ๐๘๖-๐๓๗๔๓๑๘  ทนายความ มูลนิธิศูนย์ทนายความมุสลิมจังหวัดปัตตานี

นายปรีดา นาคผิว   ๐๘๙-๖๒๒๒๔๗๔  ทนายความ มูลนิธิผสานวัฒนธรรม

517931bc-7fb8-4175-b8b5-84441e217532

มีเพียง ‘ดุอาอฺ’ ที่หน้าประตู…กว่า 4 เดือนแล้วที่บุตรชายถูกอุ้มหาย : เสียงสะท้อนจากมารดา‘ฟาเดล เสาะหมาน’ การรอคอยที่ไร้จุดสิ้นสุด

เรื่องและภาพโดย : ศูนย์ข้อมูล มูลนิธิผสานวัฒนธรรม

เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม 2559 เจ้าหน้าที่ศูนย์ข้อมูลมูลนิธิผสานวัฒนธรรม ร่วมด้วยนางสาวอัญชนา หีมมิน๊ะห์ ประธานกลุ่มด้วยใจ ลงพื้นที่ติดตามความคืบหน้า กรณีการหายตัวไปของนายฟาเดล เสาะหมาน หลังจากที่ก่อนหน้านี้ มูลนิธิผสานวัฒนธรรม เคยเผยแพร่จดหมายเปิดผนึก เมื่อวันที่ 24 มี.ค. 2559 ขอให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) เร่งรัดการสืบสวนสอบสวนหลังได้รับการร้องเรียนว่าการสืบสวนสอบสวนกรณีหายตัวไปของนายฟาเดล เสาะหมาน ไม่คืบหน้า โดยมูลนิธิผสานวัฒนธรรมเคยตั้งข้อสงสัยต่อการหายตัวไปของนายฟาเดลซึ่งเป็นอดีตผู้ต้องขังที่ถูกเจ้าหน้าที่จับกุมฟ้องร้องดำเนินคดีเกี่ยวกับความมั่นคง          และศาลจังหวัดปัตตานีได้มีคำพิพากษายกฟ้อง ทว่า หน่วยงานความมั่นคงก็ยังคงเฝ้าติดตามพฤติกรรมของนายฟาเดลมาโดยตลอด จนกระทั่งเมื่อเดือนกรกฎาคม 2558 นายฟาเดลได้มอบตัวกับเจ้าหน้าที่ทหาร เพื่อแสดงความบริสุทธิ์ แล้วถูกนำตัวไปควบคุมที่ค่ายอิงคยุทธบริหาร อำเภอหนองจิก จังหวัดปัตตานี  เป็นเวลา 7 วัน

นอกจากนี้ จดหมายเปิดผนึกฉบับดังกล่าวที่เผยแพร่เมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2559 ยังอ้างอิงถึงข้อมูลของมูลนิธิศูนย์ทนายความมุสลิมที่ระบุว่าเมื่อเวลาประมาณ 11.00 น.ของวันที่ 24 มกราคม 2559  นายฟาเดลได้ออกจากบ้านพร้อมรถจักรยานยนต์ ฮอนด้า ทะเบียน ก 670 ปัตตานี โดยขณะที่เข้าไปทำภารกิจในโรงเรียนเอกชนแห่งหนึ่ง ในพื้นที่ตำบลนาประดู่ อำเภอโคกโพธิ์ จังหวัดปัตตานี ได้มีคนร้ายขับรถยนต์เก๋งสีดำเข้าไปในโรงเรียนและจอดรถบริเวณสนามฟุตบอล ทันใดนั้น ได้มีชายฉกรรจ์ 3 คน ลงจากรถและวิ่งไปทางอาคารห้องพักครูซึ่งห่างจากรถที่จอดอยู่ประมาณไม่เกิน5 เมตร จากนั้นชายฉกรรจ์ 2 คน        ได้เข้าล็อคแขนนายฟาเดลคนละข้าง ลากตัวมาที่รถยนต์ซึ่งกำลังจอดอยู่ ขณะที่ชายอีกคนวิ่งมาเปิดประตูรอไว้ก่อนแล้ว จากนั้นได้ไปนั่งที่นั่งคนขับ โดยมีบุคคลที่อยู่ในโรงเรียนเห็นเหตุการณ์ และเห็นนายฟาเดลขณะที่ถูกลากตัวได้ขัดขืน โดยการเอามือดันไว้ที่ขอบประตูบนของรถ แต่ได้มีชายอีกคนฝั่งขวามือพยายามยกขาของนายฟาเดล และยัดขาเข้าไปในรถจนรองเท้าตกลงพื้น คนขับรถจึงได้รีบขับรถออกไปจากบริเวณโรงเรียน

สำหรับการติดตามความคืบหน้าล่าสุดของครอบครัวนายฟาเดล เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม 2559 ที่ผ่านมานั้น เมื่อเดินทางไปถึงพบว่าบ้านของนายฟาเดลเงียบเหงา มีเพียงญาติและน้องสาวของนายฟาเดล และหลานๆ ที่เป็นเด็กๆ ทางเข้าประตูหน้าบ้าน มีกระดาษสีขาว แนบรูปถ่ายของนายฟาเดลและมีบทดุอาอฺ หรือบทขอพรติดไว้ที่หน้าประตูทางเข้าบ้าน โดยครอบครัวของนายฟาเดลหวังว่าคำดุอาอฺซึ่งเป็นพึ่งทางใจเพียงทางเดียวที่เหลืออยู่นี้จะช่วยนำพานายฟาเดลให้คืนกลับมาหาครอบครัวในที่สุด

จากการสอบถามญาติของนายฟาเดล ได้ความว่าบ้านเรือนที่เงียบเชียบคล้ายไม่มีใครนี้ เนื่องจากพี่น้องคนอื่นๆ ของนายฟาเดล อาทิ พี่ชาย ไปทำงาน ส่วนแม่ของนายฟาเดลอยู่กับญาติที่บ้านอีกหลังหนึ่ง ซึ่งไม่ไกลกันนัก ญาติรายนี้จึงพาคณะศูนย์ข้อมูลมูลนิธิผสานวัฒนธรรมและกลุ่มด้วยใจ ไปพบมารดาของนายฟาเดลที่บ้านหลังดังกล่าว

เมื่อได้พบกับมารดาของนายฟาเดล นางสาวอัญชนา  กลุ่มด้วยใจได้สอบถามถึงความคืบหน้าเกี่ยวกับกรณีการหายตัวไปของนายฟาเดล รวมทั้งสอบถามถึงการลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ และความคืบหน้าในกรณีอื่นๆ

มารดาของนายฟาเดลกล่าวกับนางสาวอัญชนา และเจ้าหน้าที่ศูนย์ข้อมูล มูลนิธิผสานวัฒนธรรมว่า นับแต่นายฟาเดลหายไป ยังไม่มีคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติลงมาสอบถามใดๆ เกี่ยวกับเรื่องนี้ แต่จำได้ว่า มีเจ้าหน้าที่คนไทยที่ทำงานกับยูเอ็น ( องค์การสหประชาชาติ ) ลงมาสอบถาม ส่วนเจ้าหน้าที่ทหารไม่มีใครมาสอบถามใดๆ เกี่ยวกับการหายตัวไปของฟาเดล

นอกจากนี้ มารดาของนายฟาเดลกล่าวด้วยว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจ เชิญไปให้ข้อมูล โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจถามว่า นายฟาเดล เคยมีเรื่องกับใครหรือไม่ ซึ่งมารดาของนายฟาเดลยืนยันว่า นายฟาเดลไม่เคยมีเรื่องกับใคร ลูกชายเป็นคนเงียบ เรียบร้อย

มารดาของนายฟาเดล เปิดเผยกับเจ้าหน้าที่ศูนย์ข้อมูลมูลนิธิผสานวัฒนธรรม และนางสาวอัญชนา กลุ่มด้วยใจถึงข้อเท็จจริงในช่วงเวลาก่อนที่นายฟาเดลจะหายตัวไปด้วยว่า หนึ่งสัปดาห์ก่อนที่ฟาเดลจะหายตัวไป มีเจ้าหน้าที่ทหารจากหน่วยหนึ่งในพื้นที่เชิญให้ไปเข้าค่ายที่กรุงเทพฯ โดยมารดาไม่รู้ว่าเป็นค่ายใดที่กรุงเทพฯ และไปทำอะไร แต่เมื่อมีการเชิญตัวไป ฟาเดลก็ให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ โดยนายฟาเดลกล่าวถึงชื่อของนายทหารรายหนี่งในพื้นที่ ที่เชิญนายฟาเดลไป

มารดาฟาเดลกล่าวว่าจำได้ว่า หลังจากนั้น หนึ่งสัปดาห์ ฟาเดลกลับมาบ้านในคืนวันเสาร์ วันต่อมาคือวันอาทิตย์ เวลาประมาณบ่ายโมง มารดาฟาเดลจำได้เพียงว่าวันนั้นบุตรชาย สวมกางเกงสีดำ เสื้อสีขาว ฟาเดลเดินออกจากบ้านไปตามปกติเป็นกิจวัตรประจำวัน ก่อนจะถูกนำตัวไป โดยในช่วงนั้น มารดาไม่เห็นเหตุการณ์ แต่มีเพื่อนบ้านผู้เห็นเหตุการณ์ เล่าให้ฟังว่า มีคนขับรถมาจอด และมีผู้ชาย 3 คน    มานำตัวฟาเดล ขึ้นรถไป ฟาเดลพยายามขัดขืนแต่ก็ไม่สามารถต้านทานกลุ่มบุคคลดังกล่าวได้ โดยในจำนวนนี้ ผู้เห็นเหตุการณ์เล่าว่า คนขับรถสวมเสื้อเกราะด้วย

มารดานายฟาเดลกล่าวทั้งน้ำตาว่า ทุกวันนี้ทุกข์และท้อใจอย่างยิ่ง จิตใจเหนื่อยล้า ไม่คิดจะสู้หรือทวงถามถึงความเป็นธรรมทางคดีใดๆ สิ่งเดียวที่ต้องการคือต้องการให้บุตรชายกลับมาบ้าน แม้นับจากวันที่ฟาเดลหายตัวไปเมื่อวันที่ 24 มกราคม 2559 จนถึงวันนี้เวลาจะผ่านไปถึง 4 เดือนแล้ว แต่ก็ยังหวังว่าสักวันบุตรชายจะต้องกลับมา

มีข้อมูลเพิ่มเติมว่าเมื่อวันที่ 11 พค. ตัวแทนมูลนิธิผสานวัฒนธรรมได้ยื่นหนังสือร้องเรียนเรื่องนายฟาเดลต่อ คณะทำงานว่าด้วยเรื่องคนหาย องค์การสหประชาชาติ ผ่านทางสำนักงานข้าหลวงใหญ่ด้านสิทธิมนุษยชน ถนน ราชดำเนินนอก เพื่อให้ทางยูเอ็นผลักดันให้ทางการไทยสืบสวนสอบสวนคดีนี้อย่างจริงจัง การหายตัวไปเป็นเวลา 4 เดือนแล้ว นับแต่วันที่ 24 มกราคม 2559

*หมายเหตุ มูลนิธิผสานวัฒนธรรม: เรื่องราวการอุ้มหายนายฟาเดล เสาะหมาน คืออีกหนึ่งข้อเท็จจริงจากพื้นที่ชายแดนใต้ที่การบังคับให้บุคคลสูญหายยังคงเกิดขึ้นและดำเนินอยู่ โดยที่ครอบครัวของผู้สูญหาย ไร้หนทางและช่องทางใดๆ ในการติดตามทวงถามถึงความเป็นธรรมที่พวกเขาควรได้รับ ขณะที่มูลนิธิผสานวัฒนธรรม เคยเรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องและเจ้าหน้าที่ดำเนินการในกรณีการหายตัวไปของฟาเดล ดังข้อเรียกร้องต่อไปนี้

  1. ขอให้ผู้บังคับบัญชาการตำรวจแห่งชาติที่มีหน้าที่โดยตรงในการสืบสวนสอบสวน คดีอาญาทั้งปวงต้องดำเนินการให้มีตรวจสอบอย่างจริงจังและอย่างเร่งด่วนใน กรณีนายฟาเดล เสาะหมาน เพื่อคลี่คลายคดีร้องเรียนดังกล่าวและสืบสวนสอบสวนจนทราบชะตากรรมโดยไม่ต้องคำนึงว่าจะเป็นการกระทำของเจ้าหน้าที่รัฐหรือไม่เนื่องจากมาตรการที่จริงจังของเจ้าหน้าที่รัฐที่รับเรื่องร้องเรียนจะเป็น มาตรการที่ป้องปรามการบังคับให้บุคคลสูญหายรายต่อๆไป การบังคับให้บุคคลสูญหายเป็นอาชญกรรมที่ร้ายแรงที่สุดจึงต้องมีการสืบสวนสอบ สวนอย่างคดีอาญาสำคัญโดยพลัน อย่างจริงจัง อิสระ เป็นมืออาชีพ รวมทั้งแจ้งความคืบหน้าทางคดีต่อญาติอย่างใกล้ชิดสม่ำเสมอ
  2. ขอให้รัฐบาลและกระทรวงยุติธรรมเร่งดำเนินการ ตรากฎหมายคือพ.ร.บ.การป้องกันและปราบปรามการทรมานและการบังคับให้บุคคลสูญ หายให้สอดคล้องกับหลักการสากล โดยกำหนดให้การบังคับให้บุคคลสูญหายเป็นความผิดทางอาญาและให้สัตยาบันใน อนุสัญญาการคุ้มครองบุคคลไม่ให้มีการบังคับสูญหายขององค์การสหประชาชาติโดย ไม่ชักช้า เพื่อสร้างมาตรฐานทางกฎหมายอาญาในประเทศโดยเร็วตามที่ได้ให้คำมั่นไว้กับ ประชาคมระหว่างประเทศ และในระหว่างการทบทวนรายงานสิทธิมนุษยชนต่อองค์การสหประชาชาติ

(เพิ่มเติม)

วันที่ 23 พฤษภาคม 2559  ภรรยานายอับดุลลายิบ ดอเลาะ ผู้เสียชีวิต นางสาวกูรอสเมาะ ตูแวบือซาได้แต่งตั้งทนายความจากมูลนิธิศูนย์ทนายความมุสลิม จ.ปัตตานี ขอเข้าเป็นผู้ร้องคัดค้านต่อศาล และขอเลื่อนการไต่สวนออกไปเพื่อขอเตรียมข้อมูลในการไต่สวนหาข้อเท็จจริงถึงสาเหตุการตาย โดยศาลอนุญาต

 

เผยแพร่วันที่ 22  พฤษภาคม  2559

ใบแจ้งข่าว

ศาลปัตตานี นัดไต่สวนนัดแรกวันที่ 23 พค. 59

คดีการเสียชีวิตของนายอับดุลลายิบ ดอเลาะ

ผู้ต้องสงสัยเสียชีวิตขณะถูกควบคุมตัวที่ในค่ายอิงคยุทธ์ฯ ปัตตานี

 

ในวันที่ 23 พฤษภาคม 2559 เวลา 9.00 น. ศาลจังหวัดปัตตานีได้กำหนดนัดไต่สวนคำร้อง (ชันสูตรพลิกศพ) คดี ช 6/2559 เป็นคดีไต่สวนการตายกรณีการเสียชีวิตของนายอับดุลลายิบ  ดอเลาะ ผู้ต้องสงสัยเสียชีวิตขณะถูกควบคุมตัวที่ในค่ายอิงคยุทธบริหาร ปัตตานี  หมายนัดลงวันที่  1 เมษายน 2559 และส่งโดยการปิดหมายซึ่งภรรยาได้รับหมายนัดในวันศุกร์ที่ 20 พฤษภาคม และได้ขอความช่วยเหลือทางกฎหมายจากนายอับดุลกอฮาร์ อาแวปูเตะ มูลนิธิศูนย์ทนายความมุสลิม จ.ปัตตานีในฐานะประธานศูนย์ฯ  โดยจะยื่นคำร้องแต่งตั้งเป็นทนายความเพื่อซักถามพยานของพนักงานอัยการเพื่อให้ได้ความจริงถึงสาเหตุการตายและใครเป็นผู้ทำให้ตายตามขั้นตอนตามกฎหมาย

กรณีที่มีการตายของบุคคลใดระหว่างอยู่ในความควบคุมของเจ้าพนักงาน  ซึ่งอ้างว่าปฏิบัติราชการตามหน้าที่ซึ่งต้องมีการชันสูตรพลิกศพโดยพนักงานอัยการและพนักงานฝ่ายปกครองตำแหน่งตั้งแต่ระดับปลัดอำเภอหรือเทียบเท่าขึ้นไป  โดยทำการชันสูตรพลิกศพร่วมกับพนักงานสอบสวนและแพทย์ทางนิติเวชศาสตร์  คดีนี้พนักงานสอบสวนได้รวบรวมพยานหลักฐานและส่งสำนวนไปยังพนักงานอัยการจังหวัดปัตตานี  และพนักงานอัยการได้ยื่นคำร้องขอไต่สวนการตายต่อศาลจังหวัดปัตตานี ระหว่างพนักงานอัยการจังหวัดปัตตานี ผู้ร้องนางสาวกูรอสเมาะ ตูแวบือซา ผู้ร้องคัดค้าน

ข้อมูลเบื้องต้น นายอับดุลลายิบ ถูกควบคุมตัวเมื่อประมาณตีหนึ่งครึ่งของวันที่ 11 ตุลาคม 2558 ด้วยเจ้าหน้าที่กว่า 100 นายที่บ้านพักที่ตำบลคอลอตันหยง อำเภอหนองจิก จังหวัดปัตตานี  เจ้าหน้าที่ที่มาจับกุมมีการปิดบังใบหน้าทำให้ครอบครัวและญาติเกิดความหวาดกลัว  และถูกควบคุมตัวติดต่อกันเป็นระยะเวลาที่ถูกควบคุมตัว 25 วันที่ค่ายอิงคยุทธ์ฯ ญาติได้เดินทางไปเยี่ยมนายอับดุลลายิบทุกวัน แต่มักได้รับการอนุญาตให้เยี่ยมเพียงระยะเวลาสั้นๆ และไม่สามารถคุยกันได้มากนัก ภรรยาสังเกตว่าสามีของตนมีความเครียดและบอกแต่เพียงว่าสามีเครียด กลัว ไม่มีร่องรอยบาดแผลที่มองเห็นได้ด้วยตาเปล่า  เพราะเจ้าหน้าที่สอบสวนเวลากลางคืน และมีการบังคับให้รับสารภาพแต่สามีไม่ได้กระทำจึงไม่ได้รับสารภาพ

จนกระทั่งวันที่  4 ธันวาคม 2558 เวลา 7.30 น. เจ้าหน้าที่ทหารในพื้นที่มาที่บ้านมารับตัวไปค่ายอิงคยุทธ์ฯ พร้อมผู้ใหญ่บ้าน และเมื่อไปถึงที่ค่ายฯ ผู้ใหญ่บ้านกระซิบบอกว่า สามีของตนเสียชีวิตแล้ว ต่อมาได้มีการส่งศพไปตรวจชันสูตรโดยไม่ได้มีการผ่าศพที่โรงพยาบาลที่หาดใหญ่ เพื่อหาความยุติธรรม โดยมีการขออนุญาตตรวจดีเอ็นเอในน้ำลาย คราบอสุจิ คราบเลือด และเก็บน้ำในตา เพื่อตรวจสารพิษที่ตกค้าง ในระหว่างการตรวจศพฯ พบกว่าเจ้าหน้าที่ทหารได้เข้ามาพูดและโต้เถียงกับนายแพทย์ที่ทำการตรวจเป็นระยะ ในวันเดียวกันได้นำร่างของสามีประกอบพิธีกรรมทางศาสนาโดยไม่ได้อนุญาตให้มีการผ่าชันสูตรศพ     อีกทั้งหลังจากการเสียชีวิตสองวันมีการตั้งคณะกรรมการสอบสวนเพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงดังกล่าวโดยกอรมน. แม้ว่าจะมีเจ้าหน้าที่ฝ่ายพลเรือนระดับจังหวัดเป็นผู้ทำหน้าที่ดำเนินการ แต่ญาติก็ยังต้องการหน่วยงานกลางไว้ใจและเชื่อมั่นได้เข้ามาตรวจสอบ  ต่อมาภรรยาของนายอับดุลลายิบได้ทำหนังสือขอให้องค์การสหประชาชาติเข้ามามีส่วนในการตรวจสอบสาเหตุการเสียชีวิตเพื่อให้ได้รับความเป็นธรรม

 

IMG_0045-1

2016-05-22 two years the Coup _the rule of laws is undermined -english -thai

For immediate release on 22 May 2016

Two years after the coup:

The military backed constitution could permanently undermine the rule of law,

Rights and freedoms is restricted widely

 

In the wake of the second anniversary of the 22 May 2014 coup, CrCF has found the rule of law has been subjected to root undermining while various groups of people have been deprived of their rights and freedoms. Marginalized groups have found it even more challenging to demand their fundamental rights including the right to freedom of expression, association and peaceful assembly, which are crucial for them to make their voices heard among the central government and local administration bodies for change in policies and practices. Such restrictions have paved the way for the enforcement of polices including the forest reclamation policy, which may be intended to deal with investors or new encroachers, but it has so far been implemented causing grave impacts on the indigenous and ethnic peoples and landless farmers.

 

Even though, these marginalized population have been living in the land for a long time, they have subjected to arrests invoking the NCPO Order no. 64/ 2557 and 66/2557 and been prosecuted in criminal and civil suits using forest and national park laws. The legal actions have been lodged against them without taking into account their traditional use and occupation of the land in each of the local areas including the sea nomads in Ban Rawai, Phuket, villagers in Thung Pa Kha, Mae Hong Son, villagers in Ban Naw Lae, Chiang Mai, the destruction of rubber plantations countrywide without providing any remedies, or the forced evictions of villagers in Dong Yai National Park, Burirum.

Such legal actions have made the people particularly vulnerable for their lack of assets to place as bail bond and in several cases; they have unusual convicted and sentenced to jail term without suspension. People have no one to turn to, while the government officials are too fearful of the absolute power of the National Council for Peace and Order (NCPO) including the invocation of power vested in Section 44 of the Interim Constitution to issue administrative orders without accountability and checks and balances and the rule of law for over two years.

The effort to promote the rule of law in the Southern Border Provinces has become ever more challenging. Human rights defenders have been subject to intimidation including being forced to undergo DNA testing, threatened with libel suit if they dare to complain about cases of torture, etc. This happens with minimal judicial oversight and from other independent organizations.

 

It is most likely that Martial Law and the Emergency Decree shall be enforced permanently without administrative or legislative review. This has given rise to arbitrary detention, deprivation of liberty, and interrogation tainted with complaints about torture and ill-treatments. Even though security related cases in the Southern Border Provinces are not tried in the Military Court, unlike elsewhere in the country after the coup, but there have been arrests of dissenters or suspects, deaths in custody in December 2015 as well as the probable enforced disappearance of suspects in security related cases including Mr. Fadel Soaman on 24 January 2015.  Such violence is increased and continues unabated contrast to the situation during 2012-2013, prior to the coup. The latest peace talk in April 2016 has completely failed as concerned parties were unable to negotiate for a mutually agreed deal and to sign an initial agreement or TOR.

 

According to CrCF’s adviser, Mr. Somchai Homlaor “The constitutional drafting process has failed to reflect an attempt to promote and protect rights and freedoms of the people and the reform of laws and justice process which complies with the rule of law. Meanwhile, the orders issued by the NCPO are a violation of the rule of law and Thailand’s international obligations”

The orders issued by the NCPO when democratic institutions are not put in place, the rule of law are being undermined. Many individuals have to stand trial in the Military Court for alleged violations of national security and the Penal Code’s Article 112. The NCPO Order no. 13/2559 has authorized military officials as law enforcement officials and bestowed on them powers including the search, arrest, and seizure against the so called “influential people”. Such laws will continue enforceable, and can be revoked only by the promulgation of a statutory law.  Mr. Somchai also added that “If democratic transformation fails, and the draft Constitution is approved in the referendum, will it make the NCPO Orders enforceable permanently?”

 

The rule of law in Thailand which has long been established and developed on par with other countries is being watched by international community. The case in point is the latest Universal Periodic Review (UPR) during 10-11 May 2016.  CrCF deems the existing policies or practices of the NCPO and the military junta after the coup has failed to bring about democratization and national reconciliation. The military junta is urged to ensure that general elections be held as soon as possible in order to install a democratically elected government to promptly rectify the problems caused by the orders issued in breach of the rule of law, otherwise, the rule of law shall be permanently destroyed.

 

CrCF is a non-governmental organization working for justice and promoting, protecting and monitoring human rights situations in Thailand, CrCF was founded in 2002 and has been playing an active role in protecting rights of people of all groups regardless of their nationality, race, gender, language, religion, political opinion, origin, asset, birth, or other status. CrCF holds on to the philosophy and activities for the promotion of human rights and advocates the reform of justice process thoroughly from top down to bottom up placing the emphasis on marginalized groups including the indigenous peoples, ethnic groups, stateless persons, migrant workers, and victims of human rights violation and conflicts in Thailand, etc.

 

For more information, please contact

Mr. Somchai Homlaor, Adviser, phone 66-2-1015481

Ms. Pornpen Khongkachonkiet, CrCF’s Director, phone 66-2-1015481

 

IMG_0045-1

 

2016-05-22 สองปีรัฐประหาร หวั่นรัฐธรรมนูญฉบับทหารทำให้หลักนิติธรรมหายไปถาวร-sent

เผยแพร่วันที่  22 พฤษภาคม 2559

สองปีรัฐประหาร หวั่นรัฐธรรมนูญฉบับทหารทำหลักนิติธรรมหายไปถาวร

ประชาชนได้ผลกระทบจากอำนาจรัฐบาลทหารถูกจำกัดสิทธิเสรีภาพอย่างกว้างขวาง

ในห้วงเวลาสองปีหลังการรัฐประหารเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2557 มูลนิธิผสานวัฒนธรรมพบว่า หลักนิติธรรมที่หายไปทำให้การคุ้มครองสิทธิประชาชนกลุ่มต่างๆ ถูกจำกัดลงอย่างมาก จนถึงขั้นที่ทำให้ประชาชนกลุ่มชายขอบไม่สามารถเรียกร้องสิทธิขั้นพื้นฐานของตนเองได้ เช่น สิทธิในการแสดงออกทางความคิดเห็น  การใช้สิทธิในการร่วมกลุ่มใช้สิทธิในการชุมนุมโดยสงบเรียกร้องให้รัฐบาลทั้งส่วนกลางและท้องถิ่นรับฟังความคิดเห็นเพื่อเปลี่ยนแปลงนโยบายและการปฏิบัติ  โดยสะท้อนให้เห็นจากการใช้นโยบายทวงคืนผืนป่าที่อาจต้องการดำเนินการกับนายทุนหรือผู้บุกรุกใหม่ แต่กลับส่งผลต่อกลุ่มชนเผ่าพื้นเมือง กลุ่มชาติพันธุ์ เกษตรกรที่ไร้ที่ทำกิน ที่อยู่มาดั้งเดิม ทำให้เกิดการจับกุมควบคุมตัวด้วยอำนาจพิเศษ เช่นคำสั่ง 64/ 2557 และคำสั่ง 66/2557 หรือการดำเนินคดีในฐานความผิดทั้งอาญาและแพ่งโดยใช้กฎหมายป่าไม้ กฎหมายอุทยานที่ไม่พิจารณาถึงบริบททางด้านประวัติศาสตร์การถือครองหรือครอบครองที่ดินในแต่ละพื้นที่ เช่นในกรณีชาวเล บ้านราไวย์ จ.ภูเก็ต ชาวบ้านทุ่งปาคา จ.แม่ฮ่องสอน ชาวบ้านนอแล จ. เชียงใหม่  กรณีการตัดฟันต้นยางทั่วประเทศโดยไม่มีการเยียวยาชดใช้ หรือถึงขั้นบังคับขับไล่ ชาวบ้านในเขตอุทยานแห่งชาติดงใหญ่ จ. บุรีรัมย์ เป็นต้น  อีกทั้งกระบวนการยุติธรรมต่อคดีนโยบายลักษณะเช่นนี้ ยิ่งกลับทำให้ประชาชนตกอยู่ภาวะยากลำบาก เช่นไม่มีเงินประกันตัว ศาลสั่งลงโทษไม่รอลงอาญา ประชาชนขาดที่พึ่งเพราะข้าราชการพลเรือนเกรงกลัวอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เช่นการใช้อำนาจตามรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว ม. 44 ในการออกคำสั่งทางปกครองโดยปราศจากการถ่วงดุลตรวจสอบ ขาดไปซึ่งหลักนิติธรรมใดใดเป็นเวลาสองปีมาแล้ว

การทำงานเพื่อส่งเสริมหลักนิติธรรมในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้มีความยากลำบากมากขึ้นเนื่องจากมีการคุกคามข่มขู่นักกิจกรรมด้านสิทธิมนุษยชนและด้านการพัฒนาเกิดขึ้นในหลายรูปแบบ  เช่นการตรวจดีเอ็นเอนักกิจกรรมในพื้นที่  การข่มขู่ว่าจะฟ้องร้องคดีหมิ่นประมาทเมื่อมีการร้องเรียนว่ามีการทรมานเกิดขึ้น เป็นต้น การตรวจสอบและการคุ้มครองทางกฎหมายโดยหน่วยงานอื่นด้อยประสิทธิภาพลงและมีแนวโน้มว่าการใช้กฎอัยการศึกและพรก.ฉุกเฉินจะเป็นการถาวร การจับกุมตัวบุคคลโดยพลการ การควบคุมตัวและการซักถามที่มีเรื่องร้องเรียนว่ามีการทรมานและการปฏิบัติอย่างไร้มนุษยธรรมยังคงเกิดขึ้น แม้พื้นที่จังหวัดชายแดนใต้จะไม่มีการสั่งให้คดีความมั่นคงเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมในศาลทหารเหมือนในสถานการณ์อื่นๆ ทั่วประเทศหลังรัฐประหาร   แต่การติดตามจับกุมผู้เห็นต่างทางความคิดหรือเข้าข่ายผู้ก่อความไม่สงบโดยพลการ  กรณีการเสียชีวิตในการควบคุมตัวของทหารเมื่อเดือนธันวาคม 2558 รวมทั้งกรณีการลักพาตัวอดีตผู้ต้องหาคดีความมั่นคงซึ่งอาจเป็นการบังคับให้สูญหายกรณีนายฟาเดล เสาะหมาน เหตุเกิดเมื่อวันที่ 24 มกราคม 2558 เป็นต้น อีกทั้ง เหตุการณ์ความรุนแรงมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างเป็นลำดับ แตกต่างจากช่วงปี 2555-2556 ซึ่งเป็นห้วงเวลาก่อนรัฐประหาร และการเจรจาสันติภาพครั้งล่าสุดเมื่อเดือนเมษายน 2559 ก็ประสบกับความล้มเหลวโดยคู่เจรจาไม่สามารถร่วมกันลงนามในการข้อตกลงเบื้องต้นหรือทีโออาร์ได้

นายสมชาย หอมลออ ที่ปรึกษามูลนิธิผสานวัฒนธรรมมีความเห็นด้วยว่า “การร่างรัฐธรรมนูญเองก็ไม่สะท้อนให้เห็นถึงการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชนและการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมที่จะเป็นไปตามหลักนิติธรรม  อีกทั้งบรรดาคำสั่งของคสช.ที่อาจขัดต่อหลักนิติธรรมของไทยที่มีอยู่เดิมและหลักการสากลที่ประเทศไทยมีพันธกรณีอยู่ ส่งผล คำสั่งคสช.ที่ออกคำสั่งโดยรัฐบาลทหารในช่วงเวลาที่ไม่มีความเป็นประชาธิปไตยนี้มีผลในการบังคับใช้ต่อไปโดยชอบ ความผิดความมั่นคงและความผิดมาตรา 112 เป็นการบังคับให้คดีเหล่านี้ขึ้นศาลทหารต่อไป คำสั่งที่ 13/2559 ให้อำนาจเจ้าหน้าที่ฝ่ายทหารรับผิดชอบในฐานะผู้บังคับใช้กฎหมายต่อไป เช่นการตรวจค้น จับ ยึดในการกระทำความผิดที่เรียกว่าผู้มีอิทธิพล กฎหมายเหล่านี้จะมีบังคับใช้ต่อไป และยกเลิกได้เมื่อต้องประกาศเป็นพระราชบัญญัติเท่านั้น” และนายสมชายกล่าวเสริมว่า “ถ้าหากประเทศไทยไม่สามารถเปลี่ยนผ่านไปเป็นประชาธิปไตยอย่างแท้จริง หากรัฐธรรมนูญฉบับนี้ผ่านการประชามติก็จะส่งผลให้คำสั่งคสช.ก็จะมีผลตลอดไปอย่างถาวรหรือไม่”

 

การทำลายหลักนิติธรรมของประเทศไทยที่ได้ก่อร่างสร้างตัวมาให้ทันสมัยทัดเทียมนานาประเทศกำลังถูกเฝ้ามองจากนานาอารยประเทศโดยสะท้อนอย่างเห็นได้ชัดเจนในกระบวนการทบทวนสถานการณ์สิทธิมนุษยชนขององค์การสหประชาชาติเมื่อวันที่ 10-11 พฤษภาคม 2559 ที่ผ่านมา มูลนิธิผสานวัฒนธรรมเห็นว่านโยบายหรือแนวปฏิบัติของรัฐบาลคสช.หลังรัฐประหารไม่อาจก่อให้กระบวนการประชาธิปไตยแต่อย่างใดและไม่เอื้อให้เกิดความปรองดองในชาติ  และเห็นว่ารัฐบาลคสช.ต้องดำเนินการอย่างเร่งด่วนให้เกิดการเลือกตั้ง และเพื่อให้รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งเข้ามาแก้ไขความผิดพลาดในการออกกฎหมายคำสั่งที่ผิดหลักนิติธรรมอย่างโดยเร็วมิเช่นนั้นหลักนิติธรรมของไทยจะสูญหายไปอย่างถาวร

 

มูลนิธิผสานวัฒนธรรมเป็นองค์กรพัฒนาเอกชนที่ไม่แสวงหากำไร ทำงานด้านความยุติธรรมและการคุ้มครอง ส่งเสริม และเฝ้าระวังด้านสิทธิมนุษยชนในไทย มูลนิธิผสานวัฒนธรรมก่อตั้งขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2545  และมีบทบาทปกป้องสิทธิของประชาชนทุกกลุ่ม โดยไม่แยกแยะด้วยเหตุผลด้านเชื้อชาติ สีผิว เพศ (เพศสภาพ) ภาษา ศาสนา ความเห็นทางการเมืองหรืออื่นใด ความเป็นมาด้านชาติกำเนิดหรือสังคม ทรัพย์สิน การเกิดหรือสถานภาพอื่นใด มูลนิธิผสานวัฒนธรรมมีหลักปรัชญาและกิจกรรมในการส่งเสริมหลักสิทธิมนุษยชนเพื่อให้เกิดการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมอย่างยั่งยืนตลอดทั่วสังคม ตั้งแต่บนสู่ล่าง และล่างสู่บน ให้ความสำคัญเป็นการเฉพาะกับกลุ่มชายขอบ เช่น ชนเผ่าพื้นเมือง กลุ่มชาติพันธุ์ คนไร้รัฐ คนงานข้ามชาติ และผู้เสียหายจากการละเมิดสิทธิมนุษยชนและจากความขัดแย้งในไทย เป็นต้น

 

ติดต่อข้อมูลเพิ่มเติม   สมชาย หอมลออ ที่ปรึกษาฯ  02-1015481-2

พรเพ็ญ คงขจรเกียรติ ผู้อำนวยการฯ    02-1015481-2

 

สิบโทกิตติกร

2016-05-21 ใบแจ้งข่าว สืบพยานต่อห้าปาก คดีสิบโทกิตติกร เสียชีวิตในเรือนจำทหาร ไม่ระบุชื่อพยาน-sent

เผยแพร่วันที่ ๒๑ เมษายน ๒๕๕๙

ใบแจ้งข่าว

ศาลจังหวัดสุรินทร์ไต่สวนคดีชันสูตรพลิกศพ สิบโทกิตติกร สุธีรพันธ์

เพิ่ม ๕ ปาก พร้อมบันทึกกล้องวงจรปิด

กรณีเสียชีวิตระหว่างถูกควบคุมตัวในเรือนจำค่ายวีรวัฒน์โยธิน

 

ในวันที่ ๒๓ พฤษภาคม ๒๕๕๙ เวลา ๐๙.๐๐ น. ศาลจังหวัดสุรินทร์ไต่สวนคดีชันสูตรพลิกศพ สิบโทกิตติกร สุธีรพันธ์ เสียชีวิตระหว่างถูกควบคุมตัวในเรือนจำค่ายวีรวัฒน์โยธิน  เป็นนัดที่สองโดยจะมีการนัดไต่สวนพยานที่จะมาให้การเพิ่มเติมได้แก่ พลทหารที่เป็นประจักษ์พยานในเรือนจำที่เกิดเหตุ ๒ นาย  นายทหารที่เป็นกรรมการสอบข้อเท็จจริงของมณฑลทหารบกที่ ๒๕ จำนวน ๒ นาย และ รักษาราชการแทนผู้บัญชาการเรือนจำมณฑลทหารบกที่ ๒๕ อีก ๑ นายรวมเป็น ๕ ปาก โดยเป็นการสืบประกอบกับพยานวัตถุวีดีโอกล้องวงจรปิดในบริเวณเกิดเหตุ

 

ก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ ๒๕ เมษายน ๒๕๕๙ เวลา ๐๙.๐๐ น. ศาลจังหวัดสุรินทร์ได้ออกนั่งพิจารณาคดีไต่สวนการตาย  กรณีสิบโทกิตติกร สุธีรพันธ์  ทหารสังกัด กรมทหารที่ ๒๓ กองพันทหารราบที่ ๓ ค่ายวีรวัฒน์โยธิน มณฑลทหารบกที่ ๒๕ ผู้ต้องหาในคดีช่วยนักโทษอื่นให้พ้นจากการควบคุมตัวของเจ้าหน้าที่ ซึ่งได้เสียชีวิตลงโดยผิดธรรมชาติ โดยถูกทำร้ายเสียชีวิตในระหว่างถูกควบคุมตัวอยู่ที่เรือนจำมณฑลทหารบก ๒๕ ค่ายวีรวัฒน์โยธิน  โดยมารดาผู้ตายได้แต่งตั้งทนายความจากมูลนิธิผสานวัฒนธรรมให้ช่วยดำเนินคดีในชั้นนี้

ในการสืบพยานวันแรกพนักงานอัยการได้ระบุพยานไว้ ๕ ปากแต่ในการสืบพยานครั้งแรกสามารถนำพยานเข้า   สืบได้เพียงสามปาก โดยมีพยานสำคัญที่เป็นประจักษ์พยาน ๒ ปากที่พนักงานอัยการต้องการนำมาสืบเพิ่มเติม ทั้งนี้ มารดาผู้ตาย ได้ระบุพยานซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ทหารเพิ่มอีกสามปากและศาลได้ออกหมายเรียกพยานวัตถุวีดีโอกล้องวงจรปิดในบริเวณเกิดเหตุมาประกอบในการสืบพยานด้วย

 

 

ข้อมูลเพิ่มเติมกรุณาติดต่อ

นายปรีดา นาคผิว  ๐๘๙ ๖๒๒ ๒๔๗๔  ทนายความ มูลนิธิผสานวัฒนธรรม

นางณัฐาศิริ เบิร์กแมน ๐๘๕-๑๒๐๘๐๗๗ ทนายความ มูลนิธิผสานวัฒนธรรม

นางสาวจันทร์จิรา จันทร์แผ้ว ๐๘๓-๙๐๗๒๐๓๒ ทนายความอิสระ

Follow

Get every new post delivered to your Inbox.

Join 1,736 other followers