Feeds:
Posts
Comments

Logo-Mac-F1img_6324-1

มูลนิธิศูนย์ทนายความมุสลิมและมูลนิธิผสานวัฒนธรรม

เผยแพร่วันที่ 20  มกราคม 2560

ใบแจ้งข่าว

ศาลจังหวัดยะลานัดพร้อมคดีที่โอนมาจากศาลปกครองสงขลา

คดีมารดาของผู้ตาย ฟ้องคดีเรียกค่าเสียหายจากกองทัพบกและสำนักนายกรัฐมนตรี

กรณีนายมะกอเซ็ง ลาแซ ถูกเจ้าหน้าที่ทหารยิงเสียชีวิตเมื่อปี 2555

 

คดีนี้สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 19  สิงหาคม 2556  นางสาวคอรีเยาะ มะมิง ยื่นฟ้องต่อศาลปกครองสงขลา เพื่อเรียกร้องความเป็นธรรมและเรียกค่าสินไหมทดแทนจากกองทัพบก และสำนักนายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นหน่วยงานต้นสังกัดของเจ้าหน้าที่ทหารพราน ที่กระทำละเมิดต่อชีวิตนายมะกอเซ็ง ลาแซ บุตรชายของนางสาวคอรีเยาะ มะมิง จากเหตุการณ์เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม2555 ที่หมู่บ้านหมู่ที่ 1 ตำบลบาโร๊ะ อำเภอยะหา จังหวัดยะลา    คดีชันสูตรพลิกศพ(ไต่สวนการตาย) คดีหมายเลขแดงที่ ช. 3/2557 ศาลจังหวัดยะลาได้มีคำสั่งเมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2557 สรุปได้ความว่า เจ้าหน้าที่ทหารพรานได้รับแจ้งจากแหล่งข่าวว่ามีกลุ่มผู้ก่อเหตุความรุนแรงหลบซ่อนอยู่ที่บ้านอูยงซูแง หมู่ที่ 6 ตำบลบาโร๊ะ อำเภอยะหา จังหวัดยะลา จึงได้จัดแบ่งกำลังปิดล้อม โดยขณะนั้นนายมะกอเซ็ง ลาแซ กับเพื่อนได้ออกไปเก็บขี้ยางพาราในสวนยางพาราที่มีเจ้าหน้าที่ทหารพรานปิดล้อมไว้และได้ถูกเจ้าหน้าที่ทหารพรานยิงเสียชีวิต จากหลักฐานตามรายงานชันสูตรพลิกศพพบว่า นายมะกอเซ็ง ลาแซ เสียชีวิตเหตุจากถูกกระสุนปืนหลายชนิดที่ใช้ยิงในที่เกิดเหตุของเจ้าหน้าที่ทหารพราน โดยผู้ตายถึงแก่ความตายด้วยบาดแผลที่สมอง และศาลยังได้ระบุถึงข้อเท็จจริงที่ฝ่ายเจ้าหน้าที่ทหารกล่าวอ้างว่านายมะกอเซ็งใช้อาวุธปืนลูกซองยิงต่อสู้เจ้าหน้าที่ โดยพิจารณาจากพยานหลักฐานในสำนวนคดีแล้วยังฟังไม่ได้ว่านายมะกอเซ็งยิงต่อสู้กับเจ้าหน้าที่

ต่อมาเมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายน.2559 ศาลปกครองสงขลาได้โอนคดีไปยังศาลจังหวัดยะลา เนื่องจากเห็นว่าคดีอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม ศาลจังหวัดยะลาจึงได้มีคำสั่งนัดพร้อมในวันที่ 25 มกราคม 2560 เวลา 9.00 น. เพื่อกำหนดขั้นตอนและวันนัดในการดำเนินคดีตามกระบวนพิจารณาของศาลยุติธรรมต่อไป

 

ขอเชิญสื่อมวลชนและผู้สนใจเข้าร่วมรับฟังการพิจารณาคดีตามวันและเวลาดังกล่าวข้างต้นและติดตาม

เรื่องราวที่ผ่านมาของคดีได้ที่ Facebook page: Cross Cultural Foundation(CrCF)

 

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่

นายปรีดา นาคผิว         ทนายความมูลนิธิผสานวัฒนธรรม โทร 098-6222474

น.ส.สุภาวดี สายวารี       ทนายความมูลนิธิศูนย์ทนายความมุสลิมประจำจังหวัดยะลา โทร 084-1950372

img_6324-1

เผยแพร่วันที่ 22 ธันวาคม 2559

                  ใบแจ้งข่าว

ศาลปกครองสงขลานัดฟังคำพิพากษา 2 คดี วันที่ 25 มกราคม 2560

คดีทายาทของนายสูเพียงและนายอุสมาน(ผู้ตาย) ฟ้อง สตช. และสำนักนายกฯ

กรณีผู้ตายทั้งสองถูกตำรวจยิงเสียชีวิตเมื่อปี 2556

 

เมื่อวันที่ 21 ธันวาคม 2559 ศาลปกครองสงขลานั่งพิจารณาคดีครั้งแรก และกำหนดวันฟังคำพิพากษาวันที่ 25 มกราคม2560  ในคดีเลขดำที่ 155/2557 กรณีภรรยากับบุตรผู้เยาว์อีก 3 คน และมารดาของนายสูเพียง สาและ(ผู้ตาย) และในคดีหมายเลขดำที่ 156/2557 กรณีภรรยาและมารดาของนายอุสมาน เด็งสาแม(ผู้ตาย) เป็นโจทก์ โดยทั้งสองคดีดังกล่าวญาติผู้ตายทั้งสองครอบครัวต่างก็ยื่นฟ้องเรียกร้องค่าเสียหายจากหน่วยงานของรัฐ 2 หน่วยงานเช่นเดียวกัน คือ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และสำนักนายกรัฐมนตรี อันเนื่องมาจากเหตุการณ์เมื่อวันที่ 5 ตุลาคม 2556 เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดปฏิบัติการในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ได้ปิดล้อม ตรวจค้น และควบคุมตัวชาวบ้าน ณ บ้านสะแนะ หมู่ที่ 1  ต.เรียง  อ.รือเสาะ  จ.นราธิวาส แล้วยิงนายสูเพียง สาและ และนายอุสมาน เด็งสาแม ถึงแก่ความตาย

การนั่งพิจารณาคดีครั้งแรกดังกล่าว องค์คณะตุลาการ(จำนวน 3 คน ซึ่งเป็นผู้ที่ต้องทำคำพิพากษา) ออกนั่งพิจารณาคดี ศาลเริ่มพิจารณาโดยตุลาการเจ้าของสำนวนสรุปข้อเท็จจริงและประเด็นของคดีให้คู่กรณีที่มาศาลฟัง จากนั้นให้คู่กรณีแถลงต่อศาลด้วยวาจา โดยคดีหมายเลขดำที่ 155/2557 ภรรยาของนายสูเพียงฯ ผู้ฟ้องคดี เป็นผู้แถลง  คดีหมายเลขดำที่ 156/2557 ผู้รับมอบอำนาจจากผู้ฟ้องคดีเป็นผู้แถลง  ส่วนฝ่ายผู้ถูกฟ้องคดีไม่ประสงค์แถลงใด ๆ ต่อศาล  หลังจากนั้นตุลาการผู้แถลงคดีซึ่งเป็นผู้พิพากษาอิสระ(ไม่ได้อยู่ในองค์คณะฯ) แถลงความเห็นเฉพาะตนว่าจากการพิจารณาข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายแล้ว ตนเห็นควรพิพากษาอย่างไร โดยความเห็นของตุลาการผู้แถลงคดีดังกล่าวไม่ผูกพันองค์คณะฯ ที่จะทำคำพิพากษาต่อไป  เมื่อเสร็จสิ้นกระบวนการดังกล่าวแล้ว ศาลจึงได้กำหนดวันฟังคำพิพากษาในวันที่ 25 มกราคม 2560 เวลา 10.00 นาฬิกา

สำหรับคดีหมายเลขดำที่ 155/2557 ภรรยาของนายสูเพียงฯ ได้แถลงต่อศาลเป็นภาษาถิ่นของชาวมุสลิมสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ภาษามลายู/ภาษายาวี) โดยศาลจัดให้ล่ามของศาลเป็นผู้แปลเป็นภาษาไทย  ภรรยาของนายสูเพียงได้แถลงต่อศาลความว่า สามีตนเป็นคนดี ขยันขันแข็ง ทำอาชีพรับซื้อต้นยางพาราไปขายส่ง ไม่เคยกระทำความผิดหรือถูกดำเนินคดีใด ๆ ตนเห็นเหตุการณ์ขณะสามีตนและนายอุสมานฯ เดินออกมาจากบ้านที่เกิดเหตุโดยสมัครใจเพื่อพบเจ้าหน้าที่ตำรวจ แล้วเจ้าหน้าที่ได้ควบคุมตัวโดยมัดมือไหล่หลังออกไปแล้ว ทำไมต้องนำตัวกลับเข้าไปอีกแล้วยิงทั้งสองคนจนตาย ทั้ง ๆ ที่ไม่ได้ทำผิดอะไร หากเห็นว่าเขากระทำผิดก็ควรนำตัวไปดำเนินคดี ไม่ใช่ยิงให้ตาย ตนกับสามีมีลูกด้วยกัน 3 คน ขณะเกิดเหตุตนตั้งครรภ์ลูกคนสุดท้องได้เพียง 2 เดือน ตนและลูก ๆ ได้รับความทุกข์ยากลำบากมากหลังจากสามีเสียชีวิต ตนเห็นว่าเจ้าหน้าที่กระทำไม่ถูกต้อง จึงขอเรียกร้องความเป็นธรรม

ส่วนคดีหมายเลขดำที่ 156/2557 ภรรยาและมารดาของนายอุสมาน ประสงค์ให้ทนายความผู้รับมอบอำนาจเป็นผู้แถลงแทน ผู้รับมอบอำนาจจากผู้ฟ้องคดีจึงแถลงสรุปรวมทั้งสองคดีในข้อเท็จจริง ข้อกฎหมาย เป็นเหตุผลประกอบการขอให้ศาลมีคำพิพากษาให้เป็นไปตามคำฟ้องของทั้งสองคดี

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่  

นายปรีดา นาคผิว         ทนายความ มูลนิธิผสานวัฒนธรรม โทร 098-6222474

 

no torture

Muslim Attorney Center Foundation & Cross Cultural Foundation

For immediate release on 17 January 2017

Press Release

Provincial Court of Pattani calls for the first hearing

in the case Mr. Abdulasi Salae’s death after three years of the incidence

His mother, Ms Yaena Saae has filed the civil lawsuit demanding the Royal Thai Police, the Royal Thai Army and the Office of the Prime Minister to pay compensation

No criminal procedure after the  inquest verdict

The trial has stemmed from the case filed on 14 October 2014 with the Administrative Court of Songkhla by Miss Yaena Saae to demand compensation from the Royal Thai Police, the Royal Thai Army and the Office of the Prime Minister, the three agencies in charge of the police and military officials accused of committing a wrongful act causing death of Mr. Abdulasi Salae, her son. The incidence took place on 15 October 2013 when a joint operation of police and military forces have conducted a search and cordon operation in the Kampong Buerangae Village, Thung Yang Daeng District, Pattani. The arrest was made against Mr. Abdulasi Salae who was then taken from his home into the rubber plantation and was allegedly tortured and shot dead by the officials (Ban Na Dam extrajudicial killing case).

The jurisdiction of the Court was contended, though. Eventually, the Adjudication Committee for Power and Duty of Court has decided that the case does not fall under the jurisdiction of the Administrative Court, but under the Court of Justice and the Provincial Court of Pattani shall be the court of jurisdiction. It took three years that the civil lawsuit was then transferred from the Administrative of Songkhla to the Provincial Court of Pattani.

The Provincial Court of Pattani  will start the first hearing on Monday 23 January 2017 at 9.00am in order to prepare for the procedure and hearings of the trial of the Court (accusatorial procedure) which is different from the procedure of the Administrative Court (Inquisitorial procedure).

According to the finding of the post mortem inquest, in the case no. Ch14/ 2557, on 15 October 2013, when the crime took place, Mr. Abdulasi Salae, the deceased was staying in his home with his mother, Miss Yaena Saae after returning from a ceremony in the village. The officials have arrested him and took him for a search of another house. His relatives have been informed later that he had died in the rubber plantation closer to the spot where two other people had been shot death. His relatives were doubtful about the cause of his death and he appeared to sustain a number of wounds on his body. Most importantly, his inquest at the incident was conducted without the presence of his relatives, even though they lived just nearby. And it appeared that there was no medical doctor or expert who was there to examine the body at the crime scene as required by the principle and provision of the law concerning autopsy.

In 2013, a complaint has been submitted to the National Human Rights Commission (NHRC) and the Southern Border Provinces Administrative Center (SBPAC). And according to the findings after the field visit by the SBPAC and an investigation by the NHRC, the information appeared to be consistent with the account and complaint submitted by his mother, Miss Yaena Saae that her son has not died during the exchange of gunfire, but has been arrested, subject to physical assault and shot dead. Meanwhile, the justice department of SBPAC was carrying out the investigation by collecting evidence from witnesses who were government officials including the rangers from the 41st Ranger Regiment, Wang Phaya Military Camp who have been part of the operation team to carry out the search and arrest as well as the extrajudicial killings against the three deceased on that day. Officials from the Office of Police Forensic Science have already conducted a search of the crime scene to collect evidence. But until now, there has been no criminal action against the concerned officials, after over three years past.

All media and interested public are invited to attend the hearing on the date aforementioned. More information about the case can be found at Facebook page: Cross Cultural Foundation (CrCF) or https://voicefromthais.wordpress.com//2016/12/02/คำสั่งชี้ขาดฯ-ให้คดีอยู/

มูลนิธิศูนย์ทนายความมุสลิมและมูลนิธิผสานวัฒนธรรม

เผยแพร่วันที่ 17 มกราคม 2560

                   ใบแจ้งข่าว

ศาลจังหวัดปัตตานีนัดพร้อมคดีนายอับดุลอาซิ สาและ เสียชีวิตระหว่างการควบคุมตัว

หลังเหตุการณ์ 3 ปี  กรณีมารดานางสาวแยนะ สะอะ

เรียกค่าสินไหมทดแทนจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กองทัพบก และสำนักนายกรัฐมนตรี

ส่วนคดีอาญาไม่มีการดำเนินการหลังคำสั่งไต่สวนการตาย

 

คดีนี้สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2557 นางสาวแยนะ สะอะ ได้ยื่นฟ้องต่อศาลปกครองสงขลาเพื่อเรียกร้องความเป็นธรรมและเรียกค่าสินไหมทดแทนจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กองทัพบก และสำนักนายกรัฐมนตรี ซึ่งทั้งสามหน่วยงานเป็น หน่วยงานต้นสังกัดของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ทหาร ที่กระทำละเมิดต่อชีวิตนายอับดุลอาซิ สาและ บุตรชายของนางสาวแยนะฯ จากเหตุการณ์เมื่อวันที่ 15 ตุลาคม 2556 กรณีเจ้าหน้าที่ตำรวจและทหารได้ปิดล้อมตรวจค้นหมู่บ้านกำปงบือราแง อำเภอทุ่งยางแดง จังหวัดปัตตานี และได้ควบคุมตัวนายอับดุลอาซิจากบ้านไปยังสวนยางพาราหลังบ้านแล้วเกิดเหตุเจ้าหน้าที่ยิงนายอับดุลอาซิถึงแก่ความตาย (คดีวิสามัญบ้านน้ำดำ)

ต่อมามีการโต้แย้งเรื่องเขตอำนาจศาล จนกระทั่งคณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลมีคำวินิจฉัยชี้ขาดว่าคดีไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง แต่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม ซึ่งศาลจังหวัดปัตตานีคือศาลยุติธรรมที่มีเขตอำนาจเพราะคดีนี้เกิดในพื้นที่จังหวัดปัตตานี ศาลปกครองสงขลาจึงได้โอนคดีไปยังศาลจังหวัดปัตตานี

ศาลจังหวัดปัตตานีได้มีคำสั่งนัดพร้อมในวันที่ 23 มกราคม 2560 เวลา 9.00น. เพื่อกำหนดขั้นตอนและวันนัดในการดำเนินคดีตามกระบวนพิจารณาของศาลยุติธรรมต่อไป (ต่างจากกระบวนการพิจารณาคดีของศาลปกครอง)

ข้อเท็จจริงคดีนี้เบื้องต้นสรุปได้จากคดีไต่สวนการตาย ช. 14/ 2557 ว่า เมื่อวันที่ 15 ตุลาคม 2556 ในขณะเกิดเหตุ       นายอับดุลอาซิ สาและ ผู้ตาย อยู่กับนางแยนะ สะอะ มารดา หลังกลับจากไปงานบุญในหมู่บ้าน ต่อมาเจ้าหน้าที่ได้ควบคุมตัวผู้ตายเพื่อไปทำการตรวจค้นที่บ้านอีกหลังหนึ่ง หลังจากนั้นญาติของผู้ตายได้ทราบว่า ผู้ตายเสียชีวิตในป่าสวนยางบริเวณเดียวกันกับสองศพที่เสียชีวิตก่อนหน้านี้แล้ว   แต่ญาติติดใจสงสัยในสาเหตุการเสียชีวิตเพราะพบบาดแผลจำนวนมากตามเนื้อตัวร่างกาย  รวมทั้งประเด็นสำคัญ คือกระบวนการชันสูตรพลิกศพ ไม่เปิดโอกาสให้ญาติของผู้ตายได้มีส่วนร่วม ทั้งที่อยู่บริเวณใกล้เคียง ไม่ปรากฏว่ามีแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบสภาพศพในที่เกิดเหตุ เพื่อให้เป็นไปตามหลักการและบทบัญญัติของกฎหมายว่าด้วยการชันสูตรพลิกศพ

คดีดังกล่าวมีการร้องเรียนต่อคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) และต่อศูนย์อำนวยการบริหารราชการจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.)  โดยจากผลจากการลงพื้นที่ของฝ่ายยุติธรรม ศอ.บต. และการตรวจสอบข้อเท็จจริงของ กสม.ระบุว่า เป็นไปตามข้อเท็จจริงที่นางแยนะ สะอะ มารดาของผู้ตายได้ร้องเรียนว่าบุตรของตนไม่ได้เสียชีวิตจากการยิงปะทะ แต่ถูกจับกุม   ทำร้ายร่างกาย และถูกยิงจนเสียชีวิต   โดยในขณะนั้นทางฝ่ายยุติธรรมของศอบต.กำลังอยู่ระหว่างการสอบข้อเท็จจริงพยานฝ่ายเจ้าหน้าที่ ทั้งเจ้าหน้าที่ทหารพราน กรมทหารพรานที่ 41 ค่ายวังพญา ผู้เข้าร่วมปฏิบัติการปิดล้อมตรวจค้นจับกุมและวิสามัญฆาตกรรมผู้ตายทั้งสามในวันเกิดเหตุ และเจ้าหน้าที่ชุดพิสูจน์หลักฐานที่เข้าร่วมตรวจสอบวัตถุพยานในที่เกิดเหตุ แต่ปัจจุบันไม่มีการดำเนินการทางอาญาต่อเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องแต่อย่างใด แม้เหตุการณ์จะล่วงเลยมาเป็นเวลากว่า 3 ปีแล้ว

ทั้งนี้ขอเชิญสื่อมวลชนและผู้สนใจเข้าร่วมรับฟังการพิจารณีคดีตามวันและเวลาดังกล่าวข้างต้นและติดตามเรื่องราวที่ผ่านมาของคดีได้ที่ Facebook page: Cross Cultural Foundation(CrCF) หรือ https://voicefromthais.wordpress.com//2016/12/02/คำสั่งชี้ขาดฯ-ให้คดีอยู/

 

 

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่

นายอับดุลกอฮาร์ อาแวปูเตะ            ทนายความมูลนิธิศูนย์ทนายความมุสลิมประจำจังหวัดปัตตานี โทร 081-8987408

นายปรีดา นาคผิว                                                ทนายความมูลนิธิผสานวัฒนธรรม โทร 098-6222474

ลิงก์เพิ่มเติม

http://www.deepsouthwatch.org/node/5231

http://www.prachatai.com/journal/2013/10/49374

154196_115427235192450_3205036_n.jpg

เผยแพร่ 16 มกราคม 2560

แถลงการณ์

คืนสิทธิปล่อยตัวระหว่างดำเนินคดีแก่นายจตุภัทร์ บุญภัทรรักษาโดยทันที

เนื่องจากการควบคุมตัวไว้ไม่ชอบด้วยเหตุผลตามหลักการทางกฎหมายและสิทธิมนุษยชน

สืบเนื่องจากตั้งแต่วันที่ 22 ธันวาคม 2559 ศาลจังหวัดขอนแก่นได้มีคำสั่งให้เพิกถอนสัญญาประกันตัว นายจตุภัทร์ บุญภัทรรักษา หรือ “ไผ่ ดาวดิน” นักศึกษาคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ผู้ถูกกล่าวหาว่า กระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 จากการแชร์ข่าวพระราชประวัติรัชกาลที่ 10 จากเฟซบุคของสำนักข่าวบีบีซีไทย ในเฟซบุคของตนเอง โดยศาลให้เหตุผลในการเพิกถอนการประกันตัวว่า ยังไม่ยอมลบข้อความที่ถูกกล่าวหา และมีการโพสรูปภาพแสดงท่าทางในเชิงสัญลักษณ์ที่ศาลเห็นว่าเป็นการเย้ยหยันอำนาจรัฐ ซึ่งนับตั้งแต่ศาลจังหวัดขอนแก่นมีคำสั่งเพิกถอนการประกันตัว ทนายความได้ยื่นอุทธรณ์ และฎีกาตามลำดับ แต่ศาลสูงได้ยืนตามคำสั่งของศาลจังหวัดขอนแก่น นอกจากนี้ ทนายความยังได้มีการยื่นขอประกันตัวใหม่ไปแล้วถึง 5 ครั้ง แต่ศาลก็ยังไม่อนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราวจตุภัทร์ โดยอ้างว่า ยังไม่มีเหตุเปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิม ประกอบกับพนักงานสอบสวนได้ยื่นขอฝากขัง ครั้งที่ 4 โดยอ้างว่า การสอบสวนพยานบุคคลยังไม่เสร็จสิ้น และศาลขอนแก่นได้อนุมัติฝากขัง เป็นผลให้จตุภัทร์ต้องถูกคุมขังต่อไปอีกจนถึงวันที่ 20 มกราคม 2560 ซึ่งจะทำให้เขาไม่ได้ออกมาสอบวิชาสุดท้าย ที่จะมีการสอบในวันที่ 17 มกราคม 2560 ที่กำลังจะถึงนี้

องค์กรและผู้มีรายชื่อแนบท้ายแถลงการณ์ฉบับนี้ มีความเห็นต่อการเพิกถอนการประกันตัว และการไม่อนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราวจตุภัทร์ดังนี้

  1. การเพิกถอนสัญญาประกันตัวและการยกคำร้องของปล่อยตัวชั่วคราวของจตุภัทร์ ขัดต่อหลักสิทธิที่จะได้รับการดำเนินคดีที่เป็นธรรม โดยเฉพาะหลักการที่ได้รับการสันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นผู้บริสุทธิ์ สิทธิที่จะได้รับการปล่อยตัวระหว่างดำเนินคดี และสิทธิที่จะสามารถต่อสู้คดีอย่างเต็มที่ ซึ่งเป็นสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานตามกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง ที่ได้รับรองไว้ โดยประเทศไทยในฐานะประเทศภาคีย่อมมีพันธกรณีที่ต้องเคารพและปฏิบัติตาม[1] และตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ. 2557 มาตรา 4และฉบับที่เพิ่งผ่านประชามติไป ก็ได้บัญญัติรับรองสิทธิดังกล่าวไว้ด้วยเช่นกัน[2]
  2. การควบคุมตัวไว้ระหว่างดำเนินคดี เป็นเรื่องที่กระทบต่อสิทธิเสรีภาพของบุคคล เมื่อผู้ต้องหาหรือจำเลยได้รับการสันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นผู้บริสุทธิ์ การคุมขังบุคคลระหว่างสอบสวนหรือระหว่างการพิจารณาจึงเป็นวิธีสุดท้าย ซึ่งตามกฎหมายได้กำหนดไว้ชัดแจ้งว่า จะกระทำได้เฉพาะในกรณีที่ไม่มีวิธีการอื่นที่เหมาะสมกว่ามาใช้แล้ว และต้องเป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมายและชอบด้วยเหตุผล โดยต้องพิจารณาจากข้อเท็จจริง ความน่าเชื่อถือของหลักประกัน พฤติกรรมหลบหนี หรือการยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐาน หรือไปจะก่อเหตุร้ายอีกหรือไม่เท่านั้น[3] ซึ่งการแสดงความเห็นทางสังคมการเมืองหรือพฤติกรรมเย้ยหยันอำนาจรัฐ ไม่ใช่เหตุตามกฎหมายซึ่งจะใช้ในการควบคุมตัวได้ ด้วยเหตุนี้ ในการพิจารณาว่าจะควบคุมตัวไว้หรือไม่ จึงต้องพิจารณาอย่างรอบคอบและเคร่งครัดถึงเหตุจำเป็นในการควบคุมตัวดังกล่าว
  3. บทบาทตุลาการจำเป็นต้องดำรงความเป็นอิสระและเป็นกลาง ไม่ว่าประเทศจะดำรงอยู่ในระบอบการปกครองใด โดยเฉพาะอย่างยิ่งหน้าที่ในการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชน และตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐในภาวะที่บ้านเมืองไม่ได้ปกครองในระบอบประชาธิปไตย การใช้ดุลพินิจบนฐานข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายย่อมทำให้ประชาชนเกิดความเชื่อมั่นว่ายังมีองค์กรที่ทำหน้าที่ตรวจสอบ ถ่วงดุลเจ้าหน้าที่รัฐ

ดังนั้น องค์กรและผู้มีรายชื่อแนบท้ายแถลงการณ์นี้ จึงขอให้ศาลทบทวนการใช้ดุลพินิจในการปล่อยตัวชั่วคราว นายจตุภัทร์ บุญภัทรรักษา อีกครั้งหนึ่ง โดยพิจารณาบนฐานข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายถึงความจำเป็นในการควบคุมตัวนายจตุภัทร์ไว้ในระหว่างการดำเนินคดีอย่างรอบคอบ เพราะหัวใจของกฎหมายอาญายึดอยู่บนหลักการสันนิษฐานไว้ก่อนว่า ผู้ต้องหาหรือจำเลยเป็นผู้บริสุทธิ์ เพราะกรณีดังกล่าวกระทบต่อสิทธิเสรีภาพ และก่อผลกระทบด้านการศึกษาและการประกอบวิชาชีพ แก่ผู้ถูกควบคุมตัวอย่างร้ายแรงและส่งผลต่อความเชื่อมั่นต่อกระบวนยุติธรรมของสังคมโดยรวม โดยการเยียวยาภายหลังจากการพิจารณาคดีของศาลไม่อาจจะคุ้มครองสิทธิของประชาชนได้อย่างแท้จริง หากพิสูจน์ได้ว่าจตุภัทร์ไม่ใช่ผู้กระทำผิดตามกฎหมาย

 

ด้วยความเคารพในสิทธิเสรีภาพและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์

สมาคมนักกฎหมายสิทธิมนุษยชน

มูลนิธิศูนย์ข้อมูลชุมชน

มูลนิธินิติธรรมสิ่งแวดล้อม

มูลนิธิผสานวัฒนธรรม

สมาคมสิทธิเสรีภาพของประชาชน

โครงการอาสาสมัครนักสิทธิมนุษยชน มูลนิธิอาสาสมัครเพื่อสังคม

สมชาย หอมลออ ทนายความ

ไพโรจน์ พลเพชร นักกฎหมาย

ผศ.สุรัสวดี หุ่นพยนต์

สุมิตรชัย หัตถสาร ทนายความ

สุรชัย ตรงงาม  ทนายความ

ส.รัตนมณี  พลกล้า ทนายความ

เยาวลักษ์ อนุพันธุ์ ทนายความ

พรเพ็ญ คงขจรเกียรติ นักสิทธิมนุษยชน

วัฒนา นาคประดิฐษ์

จุลศักดิ์ แก้วกาญจน์ นักกฎหมาย

คอรีเยาะ  มานุแช   ทนายความ

ณัฐาศิริ  เบิร์กแมน   ทนายความ

ผรัณดา  ปานแก้ว   ทนายความ

อนุชา วินทะไชย นักสิทธิมนุษยชน

ปรีดา ทองชุมนุม ทนายความ

วรวุธ ตามี่ นักพัฒนา

จันทร์จิรา จันทร์แผ้ว ทนายความ

จิรารัตน์ มูลศิริ ทนายความ

อัมรินทร์ สายจันทร์  นักกฎหมาย

สัญญา เอียดจงดี ทนายความ

สนธยา โคตรปัญญา  นักกฎหมาย

พนม บุตะเขียว ทนายความ

วีรวัฒน์ อบโอ ทนายความ

กฤษดา ขุนณรงค์  ทนายความ

พิชญุตา ธนพิทชัย นักกฎหมาย

อิศสิยาภรณ์ อินทพันธุ์ นักกฎหมาย

ธัญญารัตน์ เพ็งลาภ นักกฎหมาย

ทิตศาสตร์ สุดแสน นักกฎหมาย

เฉลิมศรี ประเสริฐศรี นักกฎหมาย

มนทนา ดวงประภา ทนายความ

อำพร สังข์ทอง ทนายความ

พิฆเนศ ประวัง นักกฎหมาย

ธีรพล คุ้มทรัพย์ ทนายความ

นรเศรษฐ์ นาหนองตูม นักกฎหมาย

ธีระชัย ศาลเจริญกิจถาวร

ดวงทิพย์ ฆารฤทธิ์ นักสิทธิมนุษยชน

วราภรณ์  อุทัยรังษี   ทนายความ

คุ้มเกล้า ส่งสมบูรณ์ ทนายความ

สุภาภรณ์ มาลัยลอย นักสิทธิมนุษยชน

พูนสุข พูนสุขเจริญ ทนายความ

ภาวิณี ชุมศรี ทนายความ

เลาฟั้ง บัณฑิตเทอดสกุล ทนายความ

นภาพร สงปรางค์ ทนายความ

กรกนก วัฒนภูมิ นักกฎหมาย

ชัชลาวัณย์ เมืองจันทร์ นักกฎหมาย

บัณฑิต หอมเกษ นักกฎหมาย

สุนิดา ปิยกุลพานิชย์ นักกฎหมาย

อานนท์ นำภา ทนายความ

นายศราวุฒิ ประทุมราช นักกฎหมาย

___________________________________________

[1]กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง ข้อ 9 (3)

[2]ร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ฉบับผ่านประชามติ มาตรา 29

[3] ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 108 มาตรา 108/1

 

สมาคมนักกฎหมายสิทธิมนุษยชน (สนส.)
โทรศัพท์ /แฟ๊กซ์ : 02-275 3954
อีเมล์ : hrla2008@gmail.com
www.naksit.net

ดาวน์โหลด รายงานได้ที่ child-rights-situation-in-the-deep-south-in-2016_-by-duayjai-group_thai-version

 

Thai version

%e0%b9%83%e0%b8%9a%e0%b9%81%e0%b8%88%e0%b9%89%e0%b8%87%e0%b8%82%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%a7%e0%b8%84%e0%b8%94%e0%b8%b5%e0%b8%aa%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%99%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%aa%e0%b8%b4%e0%b8%97

 

gang of three

For immediate release on 13 January 2017

Press Release

Interviewers of torture victims giving evidence to inquiry official of the Muang Pattani Police Station

In the case filed by ISOC against three human rights defenders on libel and computer crime as a result of their launch of report on torture in the Southern Border Provinces

 

On 12 January 2017, 14.00, attorneys of the three human rights defenders (Mr. Somchai Homlaor, Ms. Pornpen Khongkachonkiet, and Ms. Anchana Heemmina) with witnesses and documentary evidence have met with the inquiry official of the Muang Pattani Police Station. Previously, the Internal Security Operations Command Region 4 (ISOC 4) Forward has reported a case with the inquiry official at the Muang Pattani Police Station alleging that Mr. Somchai Homlaor, Ms. Pornpen Khongkachonkiet and Ms. Anchana Heemmina, the three HRDs had committed a criminal defamation and a violation of the 2007 Computer Crimes Act as a result of their launch of report revealing torture in the Southern Border Provinces.

On that day, the attorney from the Muslim Attorney Center Foundation (MAC) and another attorney from the Cross Cultural Foundation (CrCF) have accompanied three witnesses who are staff members of the Patani Human Rights Organization Network and who interviewed victims of torture while being held in custody to give evidence to the police. In sum, the three persons have made the interviews and recorded the word as told by three victims of torture, the detail of which is included in the report on torture and other cruel, inhuman or degrading treatment in the Southern Border Provinces during 2014-2015. Prior to their interview, all the interviewers had received training on how to collect and record the information relating to torture complaints. The training was conducted by experts on data collection and rehabilitation of persons affected by traumatic experience. The interviewers genuinely believed the informants had told them the truth.

During the training, the trainers had given them a Proxy form that could be used to collect the information, the Proxy form for impact assessment developed by the American Bar Association Rule of Law Initiative (ABAROLI), an international organization with experience in promoting access to justice and the rule of law and the Physician for Human rights, an organization working to rehabilitate persons suffering from severe post-traumatic stress disorder (PTSD). Both organizations have designed the form based on the international standard derived from UN Istanbul Protocol. The Protocol has been developed with help from a range of legal and medical organizations with experience in remediating torture victims.

The three interviewers who are staff members of the Patani Human Rights Organization Network work to receive complaints on human rights violation and go out to collect information from the complainants who allege that they have been subject to torture. They also work to coordinate for the mental rehabilitation of the persons suffering from torture. The organization would pass on the filled out impact assessment forms to experts and medical personnel who can provide physical and mental rehabilitation services. They also coordinate for the victims to have access to justice process.

In giving the evidence, a witness and interviewer has said he and over seven friends of his used to be held up. And they were beaten up and had later filed a case with the Administrative Court. The final judgement has been delivered by the Supreme Administrative Court which ruled that he and his friends had been subject to torture while being held in custody. They won the case and the Court has ordered the agencies in charge of the officials conducting the torture to provide compensation for several hundreds thousand baht.

In addition, the attorneys of the three alleged offenders have also submitted a list of more than ten items of documentary evidence and proposed to add to more witnesses to the list including the persons who have a vast experience working in the Southern Border Provinces. The two individuals shall be able to give solid evidence to prove that torture exists during the time a person is held in custody by the officials in the Southern Border Provinces and they are also members of the Subcommittee on Human Rights of the National Human Rights Commission (NHRC).

________________________________________

 

For more information, please contact:

Mr. Abdul Kohar Awaeputae, attorney, Muslim Attorney Center Foundation (MAC) in Pattani, 081-8987408

Mr. Preeda Nakpew, attorney, Cross Cultural Foundation (CrCF), 089-6222474