Feeds:
Posts
Comments

เผยแพร่วันที่ 5 กรกฎาคม 2558

แถลงการณ์

เรื่อง เรียกร้องให้สั่งไม่ฟ้องนักศึกษาทั้ง 14 คน

เพราะการแสดงความคิดเห็นโดยสงบและสันติไม่ใช่อาชญากรรม

จากกรณีจับกุมกลุ่มนักศึกษา 14 คน เมื่อวันที่ 26 มิถุนายน 2558 ในข้อหาฝ่าฝืนคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ 3/2558 และตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 116 ประกอบมาตรา 83 ปัจจุบันนักศึกษาทั้ง 14 คน ถูกฝากขังโดยอำนาจศาลทหารนั้น

สมาคมนักกฎหมายสิทธิมนุษยชน (สนส.) เห็นว่านักศึกษาทั้ง 14 คนได้ใช้เสรีภาพในการชุมนุมแสดงความไม่เห็นด้วยเกี่ยวกับการใช้อำนาจของ คสช. และสะท้อนปัญหาที่เกิดขึ้นจากการใช้อำนาจภายหลังการรัฐประหารในระยะเวลาหนึ่งปีที่ผ่านมา ซึ่งเป็นการชุมนุมแสดงความคิดเห็นโดยสันติวิธี ไม่มีการใช้ความรุนแรง และไม่มีพฤติการณ์หรือการกระทำใดที่จะถือได้ว่ากระทบต่อความมั่นคงของรัฐ ในทางกลับกัน การกระทำดังกล่าวถือเป็นการสะท้อนปัญหาสังคมและปัญหาปากท้องของชาวบ้านที่นักศึกษาได้รับรู้จากการลงพื้นที่ศึกษาปัญหาด้วยตนเองอย่างจริงจัง เพื่อให้สาธารณชนได้รับรู้ และนำไปสู่การแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืน สร้างความมั่นคงให้กับประชาชนซึ่งแท้จริงแล้วเป็นสิ่งเดียวกันกับความมั่นคงของรัฐ

สมาคมนักกฎหมายสิทธิมนุษยชน (สนส.) นักกฎหมาย ทนายความ และบุคลากรที่ทำงานด้านกฎหมายและสิทธิมนุษยชนเห็นว่า การแสดงความเห็นของนักศึกษาทั้ง 14 คนที่แตกต่างจากรัฐโดยสันติวิธี จึงถือเป็นนักโทษทางการเมืองและนักโทษทางความคิด ตามกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (ICCPR.) ที่รัฐไทยเป็นภาคี และรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวมาตรา 4 ได้รับรองพันธกรณีดังกล่าวที่ประเทศไทยต้องปฏิบัติตาม ด้วยเหตุผลดังกล่าว การกระทำของนักศึกษาจึงไม่ถือว่าเป็นความผิด การดำเนินคดีนักศึกษา 14 คนต่อไป ย่อมจะไม่เป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ และยังเป็นการแสดงให้เห็นถึงการใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือปราบปรามดำเนินคดีกับประชาชนที่มีความคิดเห็นแตกต่างจากรัฐบาล ลักษณะดังกล่าว ย่อมเป็นการใช้อำนาจโดยปราศจากความเป็นธรรม กระทบต่อความมั่นคงในชีวิต สิทธิเสรีภาพ และหลักประกันสิทธิของประชาชนเสียเอง

สมาคมนักกฎหมายสิทธิมนุษยชน (สนส.) องค์กร และบุคคลดังมีรายชื่อท้ายแถลงการณ์ฉบับนี้ จึงขอเรียกร้อง ดังต่อไปนี้

1. ให้พนักงานสอบสวนและ/หรืออัยการศาลทหารมีความเห็นสั่งไม่ฟ้องนักศึกษาทั้ง 14 คน และปล่อยตัวไป เนื่องจากไม่ได้กระทำความผิด แต่เป็นการใช้เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นตามหลักการสันติวิธี และปราศจากความ รุนแรง

2. ให้ คสช.ยุติการเจรจาในลักษณะกดดันญาติของนักศึกษา อันอาจถือได้ว่าเป็นการคุกคามสิทธิเสรีภาพของ บุคคลเหล่านั้น อีกทั้งควรยุติให้ข้อมูลข่าวสารที่จะเป็นลดความน่าเชื่อถือ และอาจจะเป็นการสร้างความเกลียดชังต่อนักศึกษา ซึ่งอาจจะนำพาไปสู่ความขัดแย้งที่รุนแรงยิ่งขึ้น

ความมั่นคงในสิทธิเสรีภาพของประชาชน คือความมั่นคงของรัฐ

1. สมาคมนักกฎหมายสิทธิมนุษยชน (สนส.)

2. สมาคมสิทธิเสรีภาพของประชาชน (สสส.)

3. มูลนิธินิติธรรมสิ่งแวดล้อม

4. นายแสงชัย รัตนเสรีวงษ์ ทนายความ

5. นายศราวุฒิ ประทุมราช นักกฎหมาย

6. นายสุรชัย ตรงงาม ทนายความ

7. นายสุมิตรชัย หัตถสาร ทนายความ

8. นางอำพร สังข์ทอง ทนายความ

9. นางสาวดรุณี ไพศาลพาณิชย์กุล นักกฎหมาย

10. นางสาวปรีดา ทองชุมนุม ทนายความ

11. นายธีรพันธุ์ พันธุ์คีรี ทนายความ

12. นายสัญญา เอียดจงดี ทนายความ

13. นายสงกรานต์ ป้องบุญจันทร์ นักกฎหมาย

14. นางสาวจันทร์จิรา จันทร์แผ้ว ทนายความ

15. นายเลาฟั้ง บัณฑิตเทอดสกุล ทนายความ

16. นางสาวคอรีเยาะ มานุแช ทนายความ

17. นางสาวคุ้มเกล้า ส่งสมบูรณ์ ทนายความ

18. นางสาวผรัณดา ปานแก้ว ทนายความ

19. นางสาววราภรณ์ อุทัยรังษี ทนายความ

20. นายธรธรร การมั่งมี นักกฎหมาย

21. นายกฤษดา ขุนณรงค์ ทนายความ

22. นายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ทนายความ

23. นายอัมรินทร์ สายจันทร์ นักกฎหมาย

24. นางสาวชันษา สุพรรณเมือง นักกฎหมาย

25. นางสาวมึดา นาวานาถ นักกฎหมาย

26. นางสาวฐิติวรดา ธรรมพิริยะกุล นักกฎหมาย

27. นายอิสระพงศ์ เวียงวงษ์ นักกฎหมาย

28. นางสาวภัทรานิษฐ์ เยาดำ ทนายความ

29. นายบัณฑิต หอมเกษ นักกฎหมาย

30. นางสาวเฉลิมศรี ประเสริฐศรี นักกฎหมาย

31. นางสาวมาซีเต๊าะ หมันหล๊ะ นักกฎหมาย

32. นายฐิติรัช สร้อยสุวรรณ นักกฎหมาย

33. นางสาวหนึ่งฤทัย คชสาร นักกฎหมาย

34. นางสาวสุธาทิพย์ อมปาน นักกฎหมาย

35. นางสาวคุณัญญา สองสมุทร ทนายความ

36. นางสาวธันย์ชนก เชาวนทรงธรรม

37. นายปภพ เสียมหาญ นักกฎหมาย

38. นางสาวจิรารัตน์ มูลศิริ ทนายความ

39. นางสาวอรยา ไกรนิรากุล

40. นางสาวผกามาส คำฉ่ำ

41. นางเจนจิณณ์ เอมะ

42. นางสาวสุภาภรณ์ มาลัยลอย

43. นางสาวพรเพ็ญ คงขจรเกียรติ

44. นายสุทธิเกียรติ คชโส นักกฎหมาย

45. นายปรีดา นาคผิว ทนายความ

46. นางสาวศุภดี วนประภาเวช

47. นางสาวอัญญาณี ไชยชมภู

48. นายพนม บุตะเขียว ทนายความ

49. นางสาว ส.รัตนมณี พลกล้า ทนายความ

25580705-092656.jpg

open letter

Attachment 1 : CERD EWUAP letter Thailand May 2015

Attachment 2: ccf11052558_00002- NHRC DNA

An open letter

3 July 2015

Subject: A request for meeting to discuss DNA sample collection methods in the Deep South

Attn:  Commander of the Internal Security Operations Command Region 4th Forward (ISOC Region 4)

Dear Sir,

In pursuance to the letter from the Committee on the Elimination of Racial Discrimination (CERD) to the Thai government on 15 May 2015 requesting for clarification and further information regarding the raid and search of the Seletan Cultural Center (BUMI) on 3 April 2015 and the collection of DNA samples from eight BUMI youth volunteers and another attempt to raid and search the office of the Association of Women for Peace in Southern Border Provinces (PERWANI) as per the Annex no.1;

The letter describes further the collection of DNA samples in 2012 at a Pondok School (Tarbia Tulwatan Mulnity School – TBT) in Yala and the collection of DNA samples of villagers in Tambon Saithong, Mai Kaen District, Pattani. The Committee indicates that if the communications are true, the alleged acts would amount to an act of racial discrimination and a breach of the International Convention on the Elimination of All Forms of Racial Discrimination. The Committee further expressed concern that the collection of DNA samples against youth has been conducted without informed consent and called on the government to develop a concrete measure to do away with the inspection of ID cards or the arrest based on racial profiling as well as to review the use of special security laws in the area making it fall in compliance with international standards and urges that an inquiry be conducted into the arising rights violation and the bringing of persons responsible to justice.

In addition, the Committee demands more information from the Thai government regarding the incidences and the reply should be submitted within 31 October 2015 on the following issues including (1) reasons why the officials had to collect DNA samples from the youth, (2) measures which can be undertaken to ensure that the enforcement of special laws in the Deep South is conducted based on respect of human rights, (3) measures to protect civil society organizations from intimidation and harassment, and (4) measures for an inquiry into rights violation as alleged in the letter and whether the perpetrators will be brought to justice or not.

Meanwhile, the National Human Rights Commission (NHRC) has launched an inquiry report on 20 April 2015 regarding the personal rights and liberties to travel and the collection of DNA samples invoking Martial Law. In the report, it was proposed that the ISOC Region 4 review measures concerning the collection of DNA samples and the treatment of youth suspects making them fall in compliance with national and international laws regarding the protection of judicial rights of youth and families as per the Annex no.2.

Based on the above information, the undersigned human rights and civil society organizations deems it necessary that implementations be made in response to the recommendations of the Committee on the Elimination of Racial Discrimination (CERD) regarding the operation of agencies under your oversight and the collection of DNA samples. It is important that standards and procedure are set out for the agencies to ensure that their operations garner acceptance from all sectors in society including human rights and civil society organizations. Therefore, this is a request for a meeting with you and your team to discuss DNA sampling collection methods in the Deep South to ensure its compliance with the recommendations either from the Committee on the Elimination of Racial Discrimination (CERD) or the National Human Rights Commission (NHRC). This will have led to the implementations that garner acceptance and elicits cooperation from the people as well as the enabling environment to engender peace in the area.

Thank you for your consideration

  1. Cross Cultural Foundation (CrCF)
  2. Duayjai Group
  3. Patani Human Rights Organization (HAP)
  4. Nusantara Foundation for Human Rights and Development
  5. Academy of Patani Raya for Peace and Development (LEMPAR)
  6. Seletan Cultural Center (BUMI)
  7. Muslim Attorney Centre Foundation (MAC)
  8. Southern Paralegal Advocacy Network (SPAN)
  9. Association of Women for Peace in Southern Border Provinces (PERWANI)

For more information, please contact:

Pornpen Khongkachonkiet 02-6934939 Isamael Tae 085-2527824

นิยาม

“นักโทษทางความคิด” (prisoner of conscience)

&

“นักโทษทางการเมือง” (political prisoner)

ในความหมายของแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล

นักโทษทางความคิด คือ บุคคลที่ถูกคุมขังหรือถูกจำกัดเสรีภาพทางร่างกายเพียงเพราะการแสดงความคิด และหรือมีความเชื่อทางการเมือง ศาสนา ของตนที่แตกต่าง หรือเพียงเพราะมีชาติพันธุ์ เพศ สีผิว ภาษา ความเป็นมาด้านเชื้อชาติหรือสังคม สถานะทางเศรษฐกิจ ชาติกำเนิด อัตลักษณ์ทางเพศ หรือสถานะอื่น ๆ ที่แตกต่าง โดยไม่ได้ใช้ความรุนแรงหรือสนับสนุนความรุนแรงหรือความเกลียดชัง พวกเขาถูกควบคุมตัวเพียงเพราะความเชื่อของตนเองหรือเพียงเพราะอัตลักษณ์ของตนเอง โดยมิใช่เป็นเพราะอาชญากรรมที่ก่อขึ้น

Ø แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ยืนยันว่าต้องมีการปล่อยตัวนักโทษทางความคิดทั้งหมดโดยทันทีและอย่างไม่มีเงื่อนไข

Ø ตามกฎบัตรระหว่างประเทศนั้น รัฐบาลไม่มีสิทธิควบคุมตัวบุคคลเหล่านี้

Ø บุคคลอาจกลายเป็นนักโทษทางความคิดด้วยเหตุผลต่างๆ กัน เช่น
o มีส่วนร่วมกับการเคลื่อนไหวทางการเมืองอย่างสันติ
o เป็นส่วนหนึ่งของชนกลุ่มน้อยที่พยายามเรียกร้องอำนาจการปกครองตนเอง
o ยืนยันที่จะปฏิบัติตามหลักศาสนาของตน ทั้งๆ ที่ไม่ได้รับอนุญาตจากรัฐ
o เข้าร่วมในกิจกรรมของสหภาพแรงงาน เช่นการนัดประท้วงหยุดงานหรือการเดินขบวน
o ถูกจับกุมเพียงเพราะวิพากษ์วิจารณ์หน่วยงานของรัฐ
o เขียนบทความลงหนังสือพิมพ์เพื่อเปิดโปงการละเมิดสิทธิมนุษยชนที่เกิดขึ้นในประเทศตนเอง
o ปฏิเสธไม่ยอมเกณฑ์ทหารด้วยเหตุผลด้านมโนธรรมสำนึก (โปรดดูการขัดขืนตามมโนธรรมสำนึก (Conscientious objection))
o ต่อต้านการใช้ภาษาที่เป็นภาษาทางการของประเทศ
o เหตุผลเพราะว่าไปอาศัยอยู่ในสถานที่บางแห่ง
o เพราะว่ามีเครือญาติที่เป็นฝ่ายค้านคนสำคัญของรัฐบาล
o มีการควบคุมตัวผู้หญิงด้วยเหตุผลเพียงเพราะเพศสภาพอย่างเดียว (เช่นกรณีของกลุ่มฏอลีบันในอัฟกานิสถาน)
o เพียงเพราะอัตลักษณ์ทางเพศทั้งที่เป็นจริงหรือในความคิดของคนอื่น หรือการมีส่วนร่วมในกิจกรรมหรือความสัมพันธ์ระหว่างเพศเดียวกัน

Ø การตัดสินว่านักโทษคนใดเข้าข่ายเป็นนักโทษทางความคิดต้องใช้การวิเคราะห์ข้อเท็จจริงอย่างระมัดระวัง เจ้าหน้าที่ที่สำนักเลขาธิการระหว่างประเทศ (International Secretariat- IS) เป็นผู้รับผิดชอบในการตัดสินใจดังกล่าว โดยพึ่งพาข้อมูลที่น่าเชื่อถือที่ได้จากหลายแหล่ง

Ø ในประเทศไทย หลังจากเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล เรียกร้องสมาชิกจากทั่วโลกส่งจดหมายถึงรัฐบาลไทย เพื่อเรียกร้องให้ปล่อยตัวนักศึกษาและประชาชนที่ถูกจับกุมในเหตุการณ์ดังกล่าว ในฐานะ “นักโทษทางความคิด” มีจดหมายนับแสนฉบับจากคนทั่วโลกส่งมาถึงรัฐบาลไทยและสำนักราชเลขา

Ø ปี 2556 แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล รับนายสมยศ พฤกษาเกษมสุข เป็นนักโทษทางความคิด เรียกร้องให้มีการปล่อยตัวทันทีอย่างไม่มีเงื่อนไข

Ø 1 กรกฎาคม 2558 แอมเนสตี้ แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล รับ 14 นักศีกษาที่ถูกจับกุมเมื่อวันที่ 26 มิถุนายน 2558 จากการชุมนุมอย่างสงบที่กรุงเทพฯ และที่ขอนแก่น (เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2558 เนื่องในโอกาสครบรอบหนึ่งปีรัฐประหาร และร่วมชุมนุมประท้วงอย่างสงบอีกสองครั้งในวันที่ 24 และ 25 มิถุนายน 2558 ที่กรุงเทพฯ) เป็นนักโทษทางความคิด โดยเรียกร้องให้มีการปล่อยตัวทันทีอย่างไม่มีเงื่อนไข

นักโทษทางการเมือง คือบุคคลที่ถูกจับกุมคุมขังในข้อหาคล้ายกับนักโทษทางความคิด เพียงแต่มีการใช้ความรุนแรงรวมอยู่ด้วย หรือใช้คำพูดที่ก่อให้เกิดความเกลียดชัง (Hate speech) ในกรณีนี้ แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล เรียกร้องให้รัฐบาลนำตัวบุคคลเหล่านั้นเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม มีการไตร่สวนอย่างโปร่งใส เป็นธรรมและเปิดเผย

Ø ในประเทศไทย เช่น ดา ตอร์ปิโด

ยกตัวอย่างกรณีเนลสัน แมนดาลา

ในช่วงแรกที่เนลสันเคลื่อนไหวในทางสันติ และถูกจับกุม แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนลได้รับรองให้เนลสันเป็นนักโทษทางความคิดและเรียกร้องให้รัฐบาลปล่อยโดยทันทีอย่างไม่มีเงื่อนไข แต่ต่อมาเมื่อเขากลายมาเป็นผู้นำกลุ่มกองกำลังติดอาวุธ และได้มีส่วนร่วมในกิจกรรมต่อต้านใต้ตินโดยใช้อาวุธ เช่นการก่อวินาศกรรม จนถูกประณามจากผู้นำต่างชาติว่าเป็น “การก่อการร้าย” และถูกจับกุม แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนลถือว่าเขาเป็นนักโทษทางการเมือง จึงเรียกร้องให้มีการไตร่สวนอย่างโปร่งใสและเป็นธรรม

25580703-112400.jpg

25580629-234707.jpg

2015-07-03_จดหมายเปิดผนึก ขอเข้าพบกอรมน. ภาค 4 ส่วนหน้า เรื่องการตรวจดีเอ็นเอในจชต (final)

เอกสารแนบที่ 1  CERD EWUAP letter Thailand May 2015

เอกสารแนบที่ 2  ccf11052558_00002- NHRC DNA

จดหมายเปิดผนึก

 วันที่  3 กรกฎาคม  2558

 เรื่อง    ขอเข้าพบเพื่อแสวงหาแนวทางและมาตรการการตรวจเก็บดีเอ็นเอในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนใต้

เรียน    ผู้อำนวยการกองกำลังรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า

 

          ตามที่คณะกรรมการประจำอนุสัญญาขจัดการเลือกปฏิบัติทางเชื้อชาติทุกรูปแบบ (CERD) ได้ส่งจดหมายถึงรัฐบาลไทยเมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม 2558 เพื่อสอบถามขอรายละเอียดและคำชี้แจงเพิ่มเติมในกรณี  การเข้าตรวจค้นสำนักงานศูนย์วัฒนธรรมสลาตัน BUMI เมื่อวันที่ 3 เมษายน 2558 และการเก็บดีเอ็นเอ เยาวชนอาสาสมัครของ BUMIจำนวน 8 คน นอกจากนี้ยังมีความ พยายามเข้าตรวจค้นสำนักงานของสมาคมสตรีจังหวัดชายแดนภาคใต้เพื่อสันติภาพ PERWANI  ตามเอกสารแนบ หมายเลข 1

จดหมายดังกล่าวระบุถึงรายงานการเข้าตรวจเก็บดีเอ็นเอในปี 2555 ทั้งที่โรงเรียนปอเนาะ (ตาร์เบียร์ตุลวาตันมูลนิธิ) .ยะลา และการตรวจดีเอ็นเอของประชาชนในตำบลไทรทอง อำเภอไม้แก่น จังหวัดปัตตานี  ทางคณะกรรมการระบุว่า หากเรื่องร้องเรียนดังกล่าวเป็นความจริง ก็จะถือได้ว่าเป็นการกระทำที่เลือกปฏิบัติทางเชื้อชาติ ซึ่งเป็นการละเมิดอนุสัญญาขจัดการเลือกปฏิบัติต่อเชื้อชาติ  และคณะกรรมการยังมีความกังวลต่อเรื่องที่มีการเก็บดีเอ็นเอของเยาวชนโดยไม่ได้ให้ข้อมูลที่เพียงพอ หรือได้รับความยินยอมอย่างเต็มใจ   คณะกรรมการยังเรียกร้องให้รัฐมีมาตรการที่เป็นรูปธรรมเพื่อขจัดการตรวจบัตรประชาชน หรือการจับกุมบนพื้นฐานของการมุ่งปฏิบัติการไปที่เชื้อชาติใดเชื้อชาติหนึ่ง  ( Racial Profiling) รวมถึงทบทวนการใช้กฎหมายพิเศษด้านความมั่นคงในพื้นที่ให้เทียบเท่ากับมาตรฐานระหว่างประเทศ และตรวจสอบข้อร้องเรียนการละเมิดสิทธิที่เกิดขึ้นพร้อมทั้งนำตัวบุคคลที่กระทำผิดมารับผิดชอบ

นอกจากนี้คณะกรรมการยังได้เรียกร้องให้รัฐบาลไทยส่งข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่ระบุข้างต้นภายในวันที่ 31 ตุลาคม 2558 โดยขอข้อมูลในเรื่องต่างๆ ดังนี้ 1) เหตุผลที่จนท.ทำการเก็บดีเอ็นเอกรณีของอาสาสมัครเยาวชน 2) มาตรการที่บังคับใช้เพื่อติดตามตรวจสอบผลการบังคับใช้กฎหมายพิเศษในพื้นที่สามจังหวัดให้มีการเคารพสิทธิมนุษยชน 3) มาตรการที่จะปกป้องคุ้มครองให้ภาคประชาสังคมไม่ถูกข่มขู่หรือคุกคาม 4) มาตรการที่จะใช้สอบสวนข้อกล่าวหาการละเมิดสิทธิที่ระบุไว้ในจดหมายและผู้กระทำผิดต้องรับผิดชอบหรือไม่

อีกทั้งทางคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติได้มีรายงานการตรวจสอบเมื่อวันที่ 20 เมษายน 2558 เรื่องสิทธิและเสรีภาพส่วนบุคคลและเสรีภาพในการเดินทาง  การตรวจเก็บดีเอ็นเอโดยอาศัยอำนาจกฎอัยการศึก โดยมีข้อเสนอให้กอ.รมน.ภาค 4 ทบทวนมาตรการการตรวจและการเก็บตัวอย่างดีเอ็นเอ และการปฏิบัติต่อผู้ต้องหาที่เป็นเยาวชนให้สอดคล้องกับกฎหมายทั้งในประเทศและกฎหมายระหว่างประเทศเรื่องการคุ้มครองสิทธิในกระบวนการยุติธรรมต่อเยาวชนและครอบครัว ตามเอกสารที่แนบหมายเลข 2

จากข้อความข้างต้น องค์กรสิทธิมนุษยชนและภาคประชาสังคมตามรายนามด้านล่างนี้มีความเห็นว่า การดำเนินการให้เป็นไปตามข้อเรียกร้องของคณะกรรมการประจำอนุสัญญาขจัดการเลือกปฏิบัติทางเชื้อชาติทุกรูปแบบ (CERD) ในเรื่องการปฏิบัติงานของหน่วยงานในสังกัดของท่านในส่วนที่เกี่ยวกับการตรวจเก็บดีเอ็นเอนั้นเป็นสิ่งจำเป็น เนื่องจากหน่วยงานที่ทำงานในเรื่องเหล่านี้จำต้องมีมาตรฐานและแนวทางในการทำงานที่ได้รับการยอมรับจากทุกภาคส่วน ดังนั้น องค์กรสิทธิมนุษยชนและภาคประชาสังคม จึงเรียนมาเพื่อขอเข้าพบท่านและคณะของท่าน เพื่อปรึกษาหารือถึงมาตรการและแนวทางในการปฏิบัติในการตรวจเก็บดีเอ็นเอให้สอดคล้องและเป็นไปตามคำแนะนำ ทั้งจากที่มาจากคำชี้แจงแนวทางโดยคณะกรรมการประจำอนุสัญญาขจัดการเลือกปฏิบัติทางเชื้อชาติทุกรูปแบบ (CERD) และจากคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ อันจะนำไปสู่การปฏิบัติงานที่เป็นที่ยอมรับและได้รับความร่วมมือจากประชาชน ตลอดจนเอื้อให้เกิดสภาพแวดล้อมที่เป็นประโยชน์ต่อการสร้างสันติสุขต่อไป

 จึงเรียนมาเพื่อโปรดพิจารณา

  1. มูลนิธิผสานวัฒนธรรม – CrCF
  2. กลุ่มด้วยใจ – Duayjai Group
  3. เครือข่ายสิทธิมนุษยชนปาตานี HAP
  4. มูลนิธินูซันตาราเพื่อสิทธิมนุษยชนและการพัฒนา Nusantara
  5. สำนักปาตานีรายาเพื่อสันติภาพและการพัฒนา LEMPAR
  6. ศูนย์วัฒนธรรมสลาตัน BUMI
  7. มูลนิธิศูนย์ทนายความมุสลิม MAC
  8. เครือข่ายอาสาผู้ช่วยทนายความ SPAN
  9. 9. สมาคมสตรีจังหวัดชายแดนภาคใต้เพื่อสันติภาพ PERWANI

         

ติดต่อข้อมูลเพิ่มเติม 

พรเพ็ญ คงขจรเกียรติ  02-6934939  อิสมาแอ เต๊ะ    085-2527824

 

 

EU

สำนักงานคณะผู้แทนสหภาพยุโรปประจำประเทศไทยได้ออกแถลงการณ์ตามเอกสารที่แนบมาโดยได้รับความเห็นชอบจากคณะเอกอัครราชทูตของประเทศสมาชิกสหภาพยุโรปประจำประเทศไทย  โดยแถลงการณ์ที่แนบมานี้มีทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษและสามารถดาวน์โหลดได้จากเวปไซต์ของสำนักงานคณะผู้แทนสหภาพยุโรปได้ในที่ http://www.eeas.europa.eu/delegations/thailand/index_th.htm

กรุงเทพฯ 30  มิถุนายน 2558 – การจับกุมนักศึกษาจำนวน 14 คน จากข้อหาที่ถูกตั้งขึ้นอันเนื่องมาจากการชุมนุมอย่างสันติของพวกเขาในวันที่ 22 พฤษภาคมเป็นพัฒนาการที่น่ากังวล

สหภาพยุโรปมีความเชื่อในสิทธิของคนทุกคนในการแสดงออกทางความคิดเห็นอย่างสันติและขอเรียกร้องให้เจ้าหน้าที่ทางการไทยปฏิบัติตามข้อผูกพันของประเทศไทยภายใต้กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและการเมือง การเคารพซึ่งสิทธิมนุษยชนและเสรีภาพขั้นพื้นฐานนั้นจะต้องได้รับการค้ำชูและศาลทหารไม่ควรถูกนำมาใช้กับพลเรือน

* * * * * * * * * *

The European Union Delegation issued the following EU local statement in agreement with the EU Heads of Mission in Thailand. Attached are PDF versions of the statement in Thai and English. The statement can be downloaded from  the EU Delegation website athttp://www.eeas.europa.eu/delegations/thailand/index_en.htm.

Bangkok, 30 June 2015 – The arrests of 14 students on the basis of charges brought against them for peacefully demonstrating on 22 May is a disturbing development.

The EU believes in the right of all to express peacefully their opinions and calls upon the Thai authorities to abide by Thailand’s obligations under the International Covenant on Civil and Political Rights. Respect for human rights and fundamental freedoms must be upheld, and military courts should not be used to try civilians.

* * * * * * * * * *

 25580624-134534.jpg

Update_Thailand_Dao_Din_hrds

Front line Defenders

26 June 2015

Update – Student human rights defenders arrested

On 26 June 2015, fourteen student activists, including seven human rights defenders from the Dao Din group, were arrested by the Thai police. The student human rights defenders and activists had been released on bail, following their original detention on 22 May 2015 for their participation in peaceful protests.

The seven student human rights defenders, Messrs Chatupat Boonyapatraksa,Anuwat Suntararak, Payu Boonsopon, Panupong Srithananuwat, Suvicha Tipangkorn, Supachai Pukrongploy and Wasant Satesit are members of the Dao Din group at Khon Kaen University. Dao Din is a human rights society engaged in peaceful action and protest against restrictions on human rights within Thailand. It focuses in particular on the repression of the right to freedom of assembly in the aftermath of the military coup which took place in 2014. The group also supports communities in upholding their rights in relation to alleged violations connected to development projects and extractive industries in the north-east of the country. The group has been recognised by the National Human Rights Commission of Thailand for its work.

On 26 June 2015, at 5.30 pm, the police arrested the seven student human rights defenders, along with seven other student activists at their safe house in Bangkok. They were then brought to the Phra Ratchawang Police Station for interrogation. It is now expected that police will take the students to the Bangkok military court and submit applications for their detention.

The human rights defenders were originally detained on 22 May 2015, after their staging of peaceful protests to mark the first anniversary of the military coup which took place in 2014. The protests also challenged forced evictions of rural communities in north-eastern Thailand. The human rights defenders were subsequently released on bail. In accordance with the conditions of their release, the members of Dao Din were ordered to appear at a police station in Khon Kaen province on 19 June 2015. The students refused to appear in protest at their initial arrest and their potential trial by military court, and on the same date publicly announced that they were in Loei province and ready to be arrested.

The seven Dao Din members face charges under National Council for Peace and Order (NCPO) order no. 7/2557, which forbids political gatherings or assemblies of more than five people. They risk up to one year imprisonment and fines.

Front Line Defenders expresses its concern at the investigation and possible charges against the fourteen students, including the seven human rights defenders from Dao Din group. Front Line Defenders strongly believes that their original detention was solely motivated by their legitimate and peaceful exercise of their right to peaceful protest.

แถลงการณ์สำนักงานข้าหลวงใหญ่เพื่อสิทธิมนุษยชนภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

สำนักงานข้าหลวงใหญ่เพื่อสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติเรียกร้องให้รัฐบาลไทยปล่อยตัวนักศึกษา

กรุงเทพมหานคร (30 มิถุนายน 2558) – สำนักงานข้าหลวงใหญ่เพื่อสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ
ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (OHCHR) เรียกร้องให้รัฐบาลไทยยุติการดำเนินคดีอาญาต่อนักศึกษาซึ่ง
ถูกจับกุมเนื่องจากการชุมนุมโดยสงบในที่สาธารณะในกรุงเทพฯ และปล่อยตัวพวกเขาจากสถานที่ควบคุม
โดยทันที สำนักงานข้าหลวงใหญ่ฯ ยังเรียกร้องให้รัฐบาลไทยทบทวนการใช้กฎหมายที่จำกัดเสรีภาพใน
การแสดงออกและเสรีภาพในการชุมนุมให้สอดคล้องกับพันธกรณีของไทยภายใต้กฎหมายสิทธิ
มนุษยชนระหว่างประเทศ

เมื่อวันที่ 26 มิถุนายน เจ้าหน้าที่ตำรวจและทหารจับกุมนักศึกษา 14 คน ในกรุงเทพฯ ตามหมายจับที่
ออกโดยศาลทหารในข้อกล่าวหาว่าร่วมกันกระทำเพื่อก่อความไม่สงบขึ้นในราชอาณาจักร ตามมาตรา
116 ของประมวลกฎหมายอาญา ข้อกล่าวหานี้ถูกเชื่อมโยงกับการชุมนุมที่นักศึกษาจัดขึ้นที่อนุสาวรีย์
ประชาธิปไตย ในกรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 25 มิถุนายน มาตรา 116 มีระวางโทษสูงสุด จำคุกไม่เกินเจ็ดปี

นักศึกษาได้ถูกออกหมายจับมาก่อนแล้วจากการจัดการชุมนุมโดยสงบทั้งในกรุงเทพฯ และในจังหวัดขอน
แก่น เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม ที่ผ่านมาในโอกาสครบรอบหนึ่งปีรัฐประหาร การชุมนุมดังกล่าวถูกกล่าวหา
ว่าฝ่าฝืนคำสั่งฉบับที่ 3/2558 ของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ซึ่งระบุห้ามการชุมนุมทาง
การเมืองที่มีจำนวนตั้งแต่ห้าคนขึ้นไป และมีระวางโทษสูงสุด จำคุกไม่เกินหกเดือน

เมื่อวันที่ 29 มิถุนายน นักศึกษาอีกสองคนถูกดำเนินคดีในศาลทหารกรุงเทพฯ ในข้อหาฝ่าฝืนคำ
สั่งคสช.และเข้าร่วมการชุมนุมเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม นักศึกษาคนหนึ่งเข้ารายงานตัวกับตำรวจเมื่อวันที่
22 มิถุนายนและได้รับการประกันตัว ในขณะที่ นักศึกษาอีกคนหนึ่งถูกจับกุมจากหมายจับดังกล่าวระหว่าง
กำลังเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาล

ประเทศไทยในฐานะที่เป็นภาคีสมาชิกของกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทาง
การเมือง มีพันธกรณีที่จะต้องรับรองสิทธิที่จะมีเสรีภาพในการแสดงออก (ข้อ 19) และ สิทธิที่จะมีเสรี
ภาพในการชุมนุมโดยสงบ (ข้อ 21) แม้ว่าสิทธิทั้งสองตามกติการะหว่างประเทศนี้จะสามารถถูกจำกัด
ได้ แต่การจำกัดสิทธิดังกล่าวต้องเป็นไปตามที่กฎหมายกำหนด และคำนึงถึงความจำเป็นว่าเป็นไปเพื่อ
วัตถุประสงค์ที่มีความชอบธรรมหรือไม่ และได้สัดส่วนกับความจำเป็นหรือไม่ สำนักงานข้าหลวงใหญ่ฯ มี
ความกังวลว่าการดำเนินคดีอาญาที่มีระวางโทษจำคุกยาวนานต่อการใช้เสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบและ
การแสดงออก ถือว่าไม่มีความจำเป็นและไม่ได้สัดส่วน

เมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม 2557 หนึ่งวันหลังจากที่มีการรัฐประหาร ข้าหลวงใหญ่เพื่อสิทธิมนุษยชนแห่ง
สหประชาชาติแสดงความกังวลอย่างยิ่งต่อการจำกัดเสรีภาพขั้นพื้นฐานโดยคสช. โดยให้ความเห็นว่าเสรี
ภาพในการแสดงออกและเสรีภาพในการชุมนุมมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการแก้ไขประเด็นปัญหาทาง
การเมืองที่ยุ่งยากโดยผ่านการพูดคุยหารือและการอภิปราย ขณะนี้ นับเป็นเวลามากกว่าหนึ่งปีแล้ว แม้
รัฐบาลจะให้คำมั่นว่าจะนำหลักนิติธรรมกลับคืนมา แต่การจำกัดเสรีภาพขั้นพื้นฐานยังคงมีอยู่ต่อไป
จบ

25580630-123204.jpg

Follow

Get every new post delivered to your Inbox.

Join 1,462 other followers