จากปู่โคอี้ ถึงบิลลี่ : การเรียกร้องสิทธิ ชุมชนในป่าและความเป็นธรรมของชุมชนกะเหรี่ยงบางกลอย”

30727001_1655656791148267_5108324943188558916_n

ขอเชิญสื่อมวลชนและผู้สนใจเข้าร่วมเวทีวิชาการ

จากปู่โคอี้ ถึงบิลลี่ : การเรียกร้องสิทธิ ชุมชนในป่าและความเป็นธรรมของชุมชนกะเหรี่ยงบางกลอย

วันที่ 27 เมษายน 2561 เวลา 13.00-16.00 น.

ณ. ห้องประชุมจิตติ ติงศภัทิย์ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์

          นายคออี้ หรือโคอี้ มีมิ หรือที่คุ้นเคยในชื่อเรียก “ปู่โคอี้” ปัจจุบันอายุ 106 ปี ปู่ถือเป็นผู้นำทางจิตวิญญาณและสัญลักษณ์แห่งการต่อสู้เพื่อสิทธิชุมชนและวิถีชีวิตของชาติพันธุ์กะเหรี่ยงแห่งบางกลอย-ใจแผ่นดิน ซึ่งเป็นชุมนุมดั้งเดิมที่มีอยู่ก่อนที่จะมีการประกาศเป็นเขตอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน

          เหตุการณ์ที่ทำให้สาธารณะรับรู้เรื่องราวของชุมชนชาติพันธุ์กะเหรี่ยงแห่งบางกลอย-ใจแผ่นดิน อาจจะต้องย้อนกลับไปเมื่อ 6 ปีที่แล้ว ในเดือนพฤษภาคม 2554 เกิดเหตุการณ์ที่เจ้าหน้าที่รัฐ นำโดยอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน ได้ปฏิบัติภารกิจที่พวกเขาเรียกว่า “การปฏิบัติงานโครงการขยายผลการอพยพ ผลักดัน/จับกุม ชนกลุ่มน้อยที่บุกรุกพื้นที่ตามแนวชายแดนไทย-พม่า ในพื้นที่อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน” เพื่อดำเนินการผลักดันกลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยงที่ตั้งถิ่นฐานอยู่บริเวณบ้านบางกลอยบนและบ้านใจแผ่นดิน ปฏิบัติการครั้งนั้น มีการบังคับให้ปู่โคอี้และชาวกะเหรี่ยงดั้งเดิมที่เกิดและอาศัยอยู่ในบริเวณดังกล่าวให้ออกไปจากพื้นที่ มีการเข้ารื้อ ทำลาย เผาบ้านที่ทำด้วยไม้ไผ่ หลังคามุงด้วยใบตะคร้ออีกเกือบร้อยหลัง ทรัพย์สินในบ้าน ยุ้งฉาง อุปกรณ์เครื่องมือเครื่องใช้ต่างๆภายในบ้าน รวมถึงเมล็ดพันธุ์พืช ได้สูญหายหรือได้รับความเสียหาย

          เหตุการณ์ไล่รื้อครั้งนั้น เป็นเหตุให้ในปี 2555 ชาวบ้านชาติพันธุ์กะเหรี่ยงที่ได้รับความเสียหายจำนวน     6 คน นำโดย “ปู่โคอี้” ได้ยื่นฟ้องกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช และกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมต่อศาลปกครองกลาง  ต่อมา 7 กันยายน 2559 ศาลปกครองกลางก็ได้มีคำพิพากษาว่าผู้ฟ้องคดีเป็น   ผู้บุกรุกพื้นที่อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน  โดยปฏิเสธสิทธิในการอยู่อาศัยและทำกินในพื้นที่ดั้งเดิมพวกเขา และศาลยังเห็นว่าการเผาทำลายบ้านและยุ้งฉางของชาวกะเหรี่ยงโดยเจ้าหน้าที่นั้นเป็นการดำเนินการที่ถูกต้องเหมาะสมตามหลักความได้สัดส่วนและตามควรแก่กรณีแล้ว แต่ศาลก็กรุณาพิพากษาให้กรมอุทยานแห่งชาติชดใช้ค่าเสียหายที่เผาทรัพย์สิน ให้ผู้ฟ้องคดีคนละ 10,000 บาท เนื่องจากไม่ได้แจ้งชาวบ้านล่วงหน้าเพื่อขนทรัพย์สิ่งของออกไปก่อน ผู้ฟ้องคดีจึงได้อุทธรณ์คำสั่งศาลปกครองกลาง ปัจจุบันคดียังอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลปกครองสูงสุด

        เป็นเวลากว่า 4 ปีแล้วที่ “บิลลี่” พอละจี รักจงเจริญ หลานชายของปู่โคอี้ และผู้นำในการปกป้องสิทธิมนุษยชนให้กับชาติพันธุ์กะเหรี่ยงบางกลอย – ใจแผ่นดิน ซึ่งบิลลี่ทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยทนายความในคดีที่ปู่โคอี้และชาวบ้านชาติพันธุ์กะเหรี่ยงฟ้องศาลปกครองด้วย ได้หายตัวไปหลังจากถูกเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติแก่งกระจานควบคุมตัวไว้เมื่อ 17 เมษายน 2557 ซึ่งปัจจุบันครอบครัวก็ยังไม่ทราบชะตากรรมของเขา ที่ผ่านมาทั้งภริยาของบิลลี่ และองค์กรด้านสิทธิมนุษยชนได้มีความพยายามแสวงหาแนวทางด้านกฎหมายมาใช้เพื่อดำเนินการให้มีการสืบหาตัวของบิลลี่และนำผู้กระทำผิดมารับโทษ แต่การดำเนินการเหล่านั้นก็ยังไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร ปัจจุบันกระบวนยุติธรรมได้หยุดอยู่ที่ชั้นสอบสวนเท่านั้น

          นับเป็นเวลานานแล้วที่ชุมชนกระเหรี่ยงบางกลอย-ใจแผ่นดิน และครอบครัวของบิลลี่ยังไม่ได้รับความเป็นธรรม ด้วยเหตุนี้ ผู้เกี่ยวข้องและองค์กรต่างๆที่ได้ติดตามสถานการณ์ ได้แก่ สมาคมนักกฎหมายสิทธิมนุษยชน (สนส.), มูลนิธิผสานวัฒนธรรม, ครอบครัวนายพอละจี (บิลลี่) รักจงเจริญ, เครือข่ายกะเหรี่ยงเพื่อวัฒนธรรมและสิ่งแวดล้อม เขตงานตะนาวศรี และกลุ่มดินสอสี  จึงร่วมกันจัดเวทีวิชาการ ในหัวข้อ จากปู่โคอี้ ถึงบิลลี่ : การเรียกร้องสิทธิ ชุมชนในป่าและความเป็นธรรมของชุมชนกะเหรี่ยงบางกลอย เพื่อสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับวิถีชีวิตของชาติพันธุ์กะเหรี่ยงและกระตุ้นให้เกิดการแก้ปัญหาและสืบหาตัวบิลลี่ เพื่อนำความยุติธรรมมาสู่ครอบครัวและชุมชนบ้านบางกลอย และเปิดพื้นที่ในการแลกเปลี่ยนและระดมความคิดเห็นจากภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง เพื่อเป็นการทบทวนบทเรียนและวิเคราะห์สถานการณ์ที่เกิดขึ้นร่วมกันเพื่อจัดทำเป็นข้อเสนอแนะและเป็นประโยชน์ในอนาคตต่อไป

Advertisements

April

https://www.podbean.com/media/share/pb-7e82q-8fcabc

#CFLI This time we are back with one of our human rights volunteers, Syikeen, who’s long been dedicated to the work in the Deep South which is also her hometown. In this episode, we are getting to know Syikeen and her acknowledgement of the importance of human rights work in the conflict region as well as the engagement and contribution of the new generation to create positive impacts on society.

สรุปประเด็นคำวินิจฉัยศาลปครองกลางคดีปู่โคอี้ กะเหรี่ยงแก่งกระจาน ฟ้องกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช

 

29457548541_821e225a24_zสรุปประเด็นคำวินิจฉัยศาลปครองกลางคดีปู่โคอี้ กะเหรี่ยงแก่งกระจาน ฟ้องกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช

เมื่อวันที่  7 กันยายน 2559

โดย คณะอนุกรรมการสิทธิมนุษยชนด้านชนชาติ ผู้ไร้สัญชาติ แรงงานข้ามชาติและผู้พลัดถิ่น สภาทนายความ

เมื่อวันที่ 7 ก.ย. ศาลปกครองกลาง แผนกคดีสิ่งแวดล้อมได้อ่านคำพิพากษา ในคดีหมายเลขดำที่  ส. 58/2555 หมายเลขแดงที่ ส. 660 /2557 ระหว่าง ผู้ฟ้องคดีที่ 1 นายโคอิ หรือคออี้ มีมิ ผู้ฟ้องคดีที่ 2 นายแจ พุกาด ผู้ฟ้องคดีที่ 3 นายหมี หรือกิตา ต้นน้ำเพชร ผู้ฟ้องคดีที่ 4 นายบุญชู พุกาด ผู้ฟ้องคดีที่ 5 นายกื๊อ พุกาด และ ผู้ฟ้องคดีที่ 6 นายดูอู้  จีโบ้ง กับ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช และ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เรื่อง คดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย

กรณีที่ในเดือนพฤษภาคม 2554 เจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน เดินทางไปยังบ้านของผู้ฟ้องคดีทั้ง 6 และจุดไฟเผาบ้านเรือนและทรัพย์สินของผู้ฟ้องคดี เนื่องจากถือว่าบุกรุกอุทยาน โดยผู้ฟ้องคดีทั้ง 6 เรียกร้องให้ชดใช้ค่าเสียหายทั้งสิ้นจำนวน 9,533,090 บาท และยินยอมให้ผู้ฟ้องคดีทั้ง 6 กลับไปอยู่อาศัยและทำกินในพื้นที่เดิมและให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ดำเนินการตามมติคณะรัฐมนตรี 3 สิงหาคม 2553 เรื่อง แนวนโยบายและหลักปฏิบัติในการฟื้นฟูวิถีชีวิตชาวกะเหรี่ยง

มีเนื้อหาสรุปของคำพิพากษาที่น่าสนใจดังนี้

 ศาลปกครองกลางรับฟังข้อเท็จจริงได้ว่า ผู้ฟ้องคดีทั้งหกเป็นชายไทยพื้นเมืองดั้งเดิมเชื้อสายกะเหรี่ยง(ปกาเกอะญอ) มีบ้านเรือนอยู่อาศัยในชุมชนกะเหรี่ยงตั้งอยู่หมู่ที่ ๑ และหมู่ที่ ๒ ตำบลห้วยแม่เพรียง อำเภอแก่งกระจาน จังหวัดเพชรบุรี มีที่ดินทำกินซึ่งทางราชการจัดสรรให้ในชุมชนหมู่บ้านดังกล่าว ส่วนที่ดินแปลงที่เกิดเหตุพิพาทในกรณีนี้ อยู่ในพื้นที่ที่มีสภาพเป็นป่าลึกตามแนวตะเข็บชายแดนระหว่างไทย-สภาพเมียนมาร์ มีการบุกรุกแผ้วถางเผาป่า ในลักษณะที่เป็นการเปิดป่าดงดิบธรรมชาติบนเทือกเขาให้เป็นพื้นที่โล่งึ7สำหรับใช้เพาะปลูกเป็นแปลงใหม่ มีซากต้นไม้และตอไม้ขนาดใหญ่อายุกว่า ๑๐๐ ปี ถูกตัดโค่นและถูกเผากระจายอยู่ทั่วทั้งแปลงที่ถูกบุกรุก ในขณะที่พื้นที่โดยรอบของที่ดินที่เกิดเหตุพิพาทและโดยรอบของที่ดินแปลงอื่นที่ถูกบุกรุกป่าในบริเวณใกล้เคียง ยังคงมีสภาพเป็นป่าดงดิบบนเทือกเขา ไม่มีลักษณะเป็นชุมชนดั้งเดิมของชาวกะเหรี่ยง จึงเป็นการบุกรุกแผ้วถางหรือเผาป่าเพื่อเข้ายึดถือครอบครองทำกินในพื้นที่อุทยานแห่งชาติ อีกทั้งทำการก่อสร้างเพิงพักหรือที่อยู่อาศัยหรือยุ้งฉางข้าวบนที่ดินดังกล่าว ย่อมเป็นการก่นสร้างสิ่งปลูกสร้างในเขตพื้นที่อุทยานแห่งชาติ นอกจากนี้ยังมีการล่าสัตว์ ซึ่งการกระทำดังกล่าวถือได้ว่าเป็นการกระทำความผิดตามมาตรา ๑๖ (๑)(๒) และ(๓) พระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ.๒๕๐๔

คณะเจ้าหน้าที่เดินเท้าเข้าไปยังสถานที่เกิดเหตุถึง ๓ ครั้ง โดยแต่ละครั้งพบผู้กระทำความผิด จะทำการเจรจาชี้แจ้ง การเจรจาทุกครั้งจะให้เจ้าหน้าที่ที่เป็นคนไทยเชื้อสายกะเหรี่ยงและผู้นำหรือตัวแทนชาวบ้านของทั้งสองหมู่บ้านร่วมกันเป็นผู้ทำหน้าที่เจรจา และกำหนดเวลาให้โอกาสผู้กระทำความผิดไปทำการรื้อถอนเพิงพักหรือสิ่งปลูกสร้าง และเก็บทรัพย์สินออกไปจากที่ดินที่มีการบุกรุกแผ้วถางป่าดังกล่าว การดำเนินการตามแผนปฏิบัติการครั้งที่ ๔ ครั้งที่ ๕ และครั้งที่ ๖ ไม่พบผู้กระทำความผิด แต่ยังคงมีเพิ่งพักหรือสิ่งปลูกสร้างและยุ้งฉางข้าวตั้งอยู่บนที่ดินแปลงดังกล่าว โดยเจ้าของไม่ได้ทำการรื้อถอนออกไปตามที่เจ้าหน้าที่และผู้นำชุมชนได้แจ้งเตือนไว้ คณะของพนักงานเจ้าหน้าที่ย่อมมีอำนาจที่จะทำการรื้อถอนหรือเผาทำลายได้ และโดยที่สภาพพื้นที่เป็นป่าลึกในลักษณะดังกล่าว การรื้อถอนให้คงเหลือวัสดุก่อสร้างไว้ที่เดิม ย่อมจะทำให้ผู้กระทำความผิดนำไปใช้ในการก่นสร้างสิ่งปลูกสร้างขึ้นใหม่ได้ การรื้อถอนจึงย่อมจะไม่มีผลทำให้การป้องกันและปราบปรามการบุกรุกแผ้วถางป่าบรรลุผลไปได้ ดังนั้นการที่คณะเจ้าหน้าที่ได้ทำการเผาสิ่งปลูกสร้างเช่นว่านั้น จึงเป็นการดำเนินการที่ถูกต้องเหมาะสมตามหลักการความได้สัดส่วนและตามควรแก่กรณีสภาพการณ์เช่นนั้นแล้ว เฉพาะในส่วนของความเสียหายที่เกิดกับเพิงพักหรือสิ่งปลูกสร้างและยุ่งฉางข้าวที่ถูกเผาดังกล่าว ถือได้ว่าเป็นการใช้อำนาจโดยชอบของพนักงานเจ้าหน้าที่ ตามมาตรา ๒๒ แห่งพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ.๒๕๐๔ และไม่อาจถือได้ว่าการกระทำของคณะเจ้าหน้าที่ดังกล่าวเป็นการปฏิบัติหน้าที่ด้วยความจงใจหรือประมาณเลินเล่ออย่างร้ายแรงก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้ฟ้องคดีทั้งหก อันเป็นการกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดีทั้งหก

การออกคำสั่งของหัวหน้าอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน เป็นคำสั่งทางปกครอง อย่างไรก็ตามบทบัญญัติดังกล่าวกำหนดไว้เพื่อให้ใช้บังคับสำหรับคำสั่งทางปกครองที่อาจกระทบถึงสิทธิของคู่กรณี จึงหาได้หมายความรวมถึงคำสั่งทางปกครองทั้งหมดทุกประเภทแต่อย่างใดไม่ หากคำสั่งทางปกครองใดไม่ใช่คำสั่งที่อาจกระทบถึงสิทธิของคู่กรณีแล้ว เจ้าหน้าที่ผู้ทำคำสั่งก็ย่อมมีอำนาจที่จะทำคำสั่งโดยไม่ต้องปฏิบัติตามบทบัญญัติดังกล่าวแต่อย่างใด ส่วนปัญหาว่าคำสั่งทางปกครองใดอาจจะกระทบถึงสิทธิของคู่กรณีหรือไม่นั้น เป็นกรณีที่เจ้าหน้าที่ผู้ทำคำสั่งจะต้องพิจารณาเสียก่อนว่า ผู้รับคำสั่งทางปกครองนั้นเป็นบุคคลที่มีกฎหมายบัญญัติรับรองหรือคุ้มครองสิทธิไว้หรือไม่ หรือมีการรับรองสิทธิจากเจ้าหน้าที่หรือผู้มีอำนาจอนุญาตตามกฎหมายหรือไม่ เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า ที่ดินแปลงพิพาทที่มีการบุกรุกแผ้วถางอยู่ในท้องที่หมู่ที่ ๒ ตำบลห้วยแม่เพรียง เป็นที่ดินที่อยู่ในอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน และเป็นที่ดินคนละแปลงกับที่ดินที่ได้รับการจัดสรรให้แก่ผู้ฟ้องคดีทั้งหก ผู้ฟ้องคดีทั้งหกจึงมิใช่เป็นผู้มีสิทธิครอบครองและทำกินในที่ดินแปลงพิพาทแต่อย่างใด ผู้ฟ้องคดีทั้งหกจึงหาได้มีสิทธิที่จะได้รับการรับรองหรือคุ้มครองตามกฎหมายหรือจากการได้รับอนุญาตตามกฎหมายอันอาจถูกกระทบตามนัยมาตรา ๓๐ วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.๒๕๓๙ แต่อย่างใดไม่ ดังนั้นหัวหน้าอุทยานแห่งชาติแก่งกระจานในฐานะพนักงานเจ้าหน้าที่ตามพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ.๒๕๐๔ จึงออกคำสั่งดังกล่าวได้โดยไม่จำต้องดำเนินการตามมาตรา ๓๐ วรรคหนึ่ง แต่อย่างใด

ตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ ๓ สิงหาคม ๒๕๕๓ ให้ความคุ้มครองเฉพาะในการดำเนินชีวิตของชาวกะเหรี่ยงในพื้นที่ที่เป็นชุมชนดั้งเดิมของชาวกะเหรี่ยงเท่านั้น ไม่ได้รวมถึงการบุกรุกแผ้วถางป่าในลักษณะที่เป็นการเปิดป่าแปลงใหม่ นอกพื้นที่ชุมชนดั้งเดิมแต่อย่างใด ดังนั้นการกระทำของผู้ฟ้องคดีทั้งหก จึงเป็นการกระทำที่ฝ่าฝืนต่อกฎหมาย และไม่อาจจะอ้างความคุ้มครองตามมติคณะรัฐมนตรีดังกล่าวได้

ตามอนุสัญญาว่าด้วยการขจัดการเลือกปฏิบัติทางเชื้อชาติทุกรูปแบบ พ.ศ.๒๕๐๘ ซึ่งประเทศไทยได้เข้าเป็นภาคีสมาชิกนั้น เห็นว่า ไม่มีผลบังคับโดยตรงต่อเจ้าหน้าที่ของรัฐหรือประชาชนภายในประเทศ หากแต่รัฐจะต้องออกกฎหมายภายในเพื่ออนุวัติ การให้เป็นไปตามอนุสัญญาหรือกฎหมายระว่างประเทศเสียก่อน จึงจะใช้กฎหมายภายในบังคับกับเจ้าหน้าที่และประชาชนภายในประเทศได้ การกระทำในการปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมายต่อสิ่งก่นสร้างและผู้บุกรุกแผ้วถางครอบครองที่ดินในเขตอุทยานแห่งชาติ โดยไม่ทราบและไม่ได้คำนึงถึงตัวบุคคลผู้กระทำความผิดว่าผู้กระทำความผิดเป็นใครหรือมีชนชาติหรือเชื้อชาติใดอย่างเฉพาะเจาะจง กรณีจึงถือไม่ได้ว่าเป็นการเลือกปฏิบัติทางเชื้อชาติโดยไม่เป็นธรรม

กรณีสิ่งของเครื่องใช้ในครัวเรือนและสิ่งของเครื่องใช้ส่วนตัวที่อยู่ในเพิงพักหรือสิ่งปลูกสร้างที่เป็นที่อยู่อาศัยดังกล่าว เป็นสิ่งจำเป็นจะต้องมีไว้ใช้ในชีวิตประจำวันของทุกคน ไม่ว่าบุคคลนั้นจะอาศัยอยู่ในที่แห่งใดสิ่งของในลักษณะดังกล่าวนี้ ไม่ถือว่าเป็นสิ่งผิดกฎหมายหรือสิ่งต้องห้ามตามมาตรา ๑๖ แห่งพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ.๒๕๐๔ อีกทั้งก่อนที่เจ้าหน้าที่ในสังกัดของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ จะทำการจุดไฟเผาเพิงพักหรือที่อยู่อาศัยที่ปลูกสร้าง เจ้าหน้าที่นั้นอยู่ในวิสัยที่จะทำการเก็บรวบรวมทรัพย์สินหรือสิ่งของเครื่องใช้ส่วนตัวเช่นว่านั้น แล้วนำออกมาเก็บรักษาไว้ที่สำนักงานฯ เพื่อประกาศให้เจ้าของหรือผู้ครอบครองมาติดต่อขอรับคืนในภายหลังหรือจัดเก็บแยกออกจากสิ่งก่นสร้างที่จะเผาทำลายได้ แต่หัวหน้าอุทยานแห่งชาติแก่งกระจานและเจ้าหน้าที่กลับมิได้ดำเนินการในลักษณะดังกล่าว โดยปล่อยให้สิ่งของเครื่องใช้ในครัวเรือนและของใช้ส่วนตัวของผู้บุกรุกแผ้วถางป่าที่อยู่ในเพิงพักหรือที่อยู่อาศัยถูกไฟเผาไหม้ไปพร้อมกับเพิงพักหรือสิ่งปลูกสร้าง ดังจะเห็นได้จากหลักฐานภาพถ่ายที่แสดงให้เห็นเศษซากสิ่งของเครื่องใช้ในครัวเรือน และของใช้ประจำตัวบางอย่างที่ตกค้างเหลืออยู่ในกองขี้เถ้าอย่างชัดเจน ดังนั้นการกระทำหรือการงดเว้นการกระทำของหัวหน้าอุทยานแห่งชาติแก่งกระจานและเจ้าหน้าที่ เฉพาะในส่วนที่มีผลทำสิ่งของเครื่องใช้ในครัวเรือนและของใช้ส่วนตัวของผู้ฟ้องคดีทั้งหกที่อยู่ในเพิงพักหรือที่อยู่อาศัยดังกล่าวต้องเสียหายไป ถือได้ว่าเป็นการกระทำละเมิดอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย ที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ในฐานะหน่วยงานตันสังกัดจะต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนความเสียหายที่เกิดขึ้นให้แก่ผู้ฟ้องคดีทั้งหก ตามมาตรา ๔๒๐ แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ประกอบกับมาตรา ๕ วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.๒๕๓๙

ประเด็นค่าสินไหมทดแทน เห็นว่าไม่มีพยานหลักฐานที่จะแสดงให้เห็นถึงราคาหรือมูลค่าที่แท้จริงของสิ่งของเครื่องใช้ในครัวเรือนและของใช้ส่วนตัว ศาลจึงต้องวินิจฉัยไปตามสมควรแก่พฤติการณ์และความร้ายแรงแห่งละเมิด ตามมาตรา ๔๓๘ แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ซึ่งในกรณีนี้เป็นสิ่งของเครื่องใช้ในครัวเรือนและของใช้ส่วนตัวที่อยู่ในเพิงพัก ซึ่งตั้งอยู่ในป่าลึกบนเทือกเขา และมีการบุกรุกแผ้วถางเปิดพื้นที่ป่าแปลงใหม่ ไม่มีพืชพรรณหรือไม้ยืนต้นที่เกิดจากการเพาะปลูก อันจะแสดงให้เห็นว่าได้มีการเข้ามาพักอาศัยเป็นเวลานานแล้วแต่อย่างใด อีกทั้งผู้ฟ้องคดีทั้งหกยังมีบ้านพักอาศัยที่แท้จริงอยู่ในชุมชนชาวกะเหรี่ยงบ้านบางกลอย หมู่ที่ ๑ และหมู่ที่ ๒ บริเวณที่ดินที่ทางราชการจัดสรรให้อยู่อาศัยและทำกินอยู่แล้ว สิ่งของเครื่องใช้ในครัวเรือนและของใช้ส่วนตัวที่ผู้ฟ้องคดีทั้งหกนำมาเก็บรักษาไว้ในเพิงพักดังกล่าว จึงย่อมมีไม่มาก และมีมูลค่าหรือราคาไม่สูงมากนัก เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม จึงสมควรกำหนดค่าสินไหมทดแทนสำหรับความเสียหายที่เกิดขึ้นแก่สิ่งของเครื่องใช้ในครัวเรือนทั้งหมดเป็นเงินจำนวน ๕,๐๐๐ บาท และกำหนดค่าสินไหมทดแทนสำหรับความเสียหายที่เกิดขึ้นกับของใช้ส่วนตัวแต่ละคนรวมกัน ไม่ว่าจะเป็นเครื่องนอน เสื้อผ้าเครื่องนุ่งห่ม และของใช้ประจำตัวอื่นๆอีกเป็นเงินจำนวน ๕,๐๐๐ บาท รวมเป็นเงินค่าสินไหมทดแทนที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ จะต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ผู้ฟ้องคดีทั้งหกแต่ละคนเป็นเงินคนละจำนวน ๑๐,๐๐๐ บาท ส่วนทรัพย์สินอื่นๆของผู้ฟ้องคดีทั้งหก เห็นว่าเป็นการกล่าวอ้างลอยๆ โดยไม่มีพยานหลักฐานสนับสนุนหรือยืนยันว่ามีทรัพย์สินอยู่จริง และมีมูลค่าหรือราคาตามที่กล่าวอ้างจริง รวมทั้งแต่ละรายการได้รับความเสี่ยหายจริงหรือไม่ ศาลจึงไม่อาจกำหนดคำบังคับให้

พิพากษาให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้ฟ้องคดีทั้งหกแต่ละคนเป็นเงินคนละจำนวน ๑๐,๐๐๐ บาททั้งนี้ภายใน ๓๐ วัน นับแต่วันที่คดีถึงที่สุด คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

 

 

April

https://www.podbean.com/media/share/pb-687jx-8f9ed5

To celebrate the fifth month of the year, we are proudly dropping Ep. 4 of OurPod! And this time we are back with one of our human rights volunteers, Syikeen, who’s long been dedicated to the work in the Deep South which is also her hometown. In this episode, we are getting to know Syikeen and her acknowledgement of the importance of human rights work in the conflict region as well as the engagement and contribution of the new generation to create positive impacts on society.

แถลงการณ์ Fortify Rights: ขอให้ยกฟ้องข้อกล่าวหาต่อผู้หญิงนักปกป้องสิ่งแวดล้อมทั้งเจ็ดคน   กรณีนักปกป้องสิ่งแวดล้อมเจ็ดคนที่เข้าร่วมการประท้วงอย่างสงบในจังหวัดเลย

Fortify rights

English version:   http://www.fortifyrights.org/publication-20180418.html

ประเทศไทย: ยกฟ้องข้อกล่าวหาต่อผู้หญิงนักปกป้องสิ่งแวดล้อมทั้งเจ็ดคน   กรณีนักปกป้องสิ่งแวดล้อมเจ็ดคนที่เข้าร่วมการประท้วงอย่างสงบในจังหวัดเลย

พรุ่งนี้ศาลจะอ่านคำพิพากษาในคดีการชุมนุมอย่างสงบ

(กรุงเทพฯ 18 เมษายน 2561) —ทางการไทยควรยกฟ้องข้อกล่าวหาต่อนักปกป้องสิ่งแวดล้อมเจ็ดคนที่เข้าร่วมการประท้วงอย่างสงบในจังหวัดเลย ฟอร์ตี้ฟายไรต์กล่าวในวันนี้ ศาลจังหวัดเลยมีกำหนดอ่านคำพิพากษาในคดีนี้วันพรุ่งนี้ 19 เมษายน

ผู้หญิงทั้งเจ็ดคน ได้แก่ นางพรทิพย์ หงชัย 47 ปี, นางวิรอน รุจิไชยวัฒน์ 47 ปี, นางระนอง กองแสน 56 ปี นางมล คุณนา 40 ปี, นางสุพัฒน์ คุณนา 47 ปี, นางบุญแรง ศรีทอง 52 ปี, และนางลำเพลิน เรืองฤทธิ์ 57 ปี ถูกดำเนินคดีอาญาและอาจได้รับโทษจำคุกกว่าห้าปี จากการเข้าร่วมการนั่งประท้วงบริเวณด้านนอกที่ทำการสภาองค์การบริหารส่วนตำบลในจังหวัดเลยเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2559

“คดีนี้ละเมิดสิทธิในการชุมนุมอย่างสงบในประเทศไทย และขัดกับเจตจำนงที่ประกาศไว้โดยรัฐบาล” เอมี สมิธ (Amy Smith) ผู้อำนวยการบริหาร ฟอร์ตี้ฟายไรต์กล่าว “ศาลมีโอกาสยืนยันสิทธิขั้นพื้นฐานซึ่งได้รับการคุ้มครองทั้งตามกฎหมายไทยและระหว่างประเทศ โดยควรยกฟ้องคดีตามข้อกล่าวหาเหล่านี้ต่อผู้หญิงทั้งเจ็ดคน”

ในวันที่ 16 พฤศจิกายน 2559 ชาวบ้านกว่า 200 คนจากบ้านนาหนองบง ได้รวมตัวกันที่สภาองค์การบริหารส่วนตำบลเขาหลวงในจังหวัดเลย เพื่อคัดค้านการต่ออายุหนังสือขออนุญาตเข้าทำประโยชน์หรืออยู่อาศัยในเขตป่าสงวนแห่งชาติเพื่อทำเหมืองแร่ทองคำของบริษัททุ่งคำ จำกัด ซึ่งประกอบกิจการเหมืองแร่ที่ต้องการใช้ที่ดินดังกล่าวในกิจการเหมืองแร่ ผู้ประท้วงยังเรียกร้องให้อบต.อนุญาตให้พวกเขามีส่วนร่วมในกระบวนการตัดสินใจ

ในวันที่ 25 กรกฎาคม 2560 พนักงานอัยการจังหวัดเลยสั่งฟ้องคดีต่อผู้หญิงทั้งเจ็ดคน ซึ่งต่างเป็นสมาชิกกลุ่มกลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิด ซึ่งเป็นการรวมตัวของสมาชิกชุมชนเพื่อปกป้องสิทธิทางสิ่งแวดล้อม พวกเขาถูกกล่าวหาว่าละเมิดมาตรา 309 ของประมวลกฎหมายอาญา และมาตรา 8 ของพระราชบัญญัติการชุมนุมสาธารณะ พ.ศ. 2558

มาตรา 309 ห้าม “ข่มขืนใจผู้อื่นให้กระทำการใด ไม่กระทำการใด หรือจำยอมต่อสิ่งใด โดยทำให้กลัวว่าจะเกิดอันตรายต่อชีวิต ร่างกาย เสรีภาพ ชื่อเสียงหรือทรัพย์สินของผู้ถูกข่มขืนใจนั้นเอง….” และมีโทษจำคุกไม่เกินห้าปี และ/หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท มาตรา 8 ชองพระราชบัญญัติการชุมนุมสาธารณะ พ.ศ. 2558 ห้ามการชุมนุมสาธารณะที่กีดขวางทางเข้าออก หรือรบกวนการปฏิบัติงานหรือการใช้บริการสถานที่ทําการหน่วยงานของรัฐ และมีโทษจำคุกไม่หกเดือน และ/หรือปรับไม่เกิน 10,000 บาท

ทางการยังดำเนินคดีกับนางพรทิพย์ หงชัยฐานละเมิดมาตรา 10 ของพระราชบัญญัติการชุมนุมสาธารณะ พ.ศ. 2558 เนื่องจากไม่แจ้งให้เจ้าพนักงานทราบล่วงหน้าอย่างน้อย 24 ชั่วโมงก่อนจะเริ่มการชุมนุม นางพรทิพย์อาจถูกปรับเพิ่มเติมเป็นเงินจำนวน 10,000 บาท เนื่องจากไม่ได้แจ้งการชุมนุมล่วงหน้า

“ฉันไม่กลัวการถูกฟ้อง” นางบุญแรง ศรีทอง หนึ่งในผู้หญิงที่ถูกดำเนินคดีและเป็นสมาชิกของกลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิดกล่าว “ฉันไม่กลัวการพิจารณาของศาล ไม่กลัวติดคุก สาเหตุสำคัญที่เรายังต่อสู้ต่อไป เพราะเราต้องการให้ลูกหลานมีบ้านอยู่อาศัย”

สมาชิกกลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิดและชาวบ้านในจังหวัดเลยได้เรียกร้องมาเป็นเวลานานให้ปิดเหมืองทองคำอย่างถาวรและฟื้นฟูสิ่งแวดล้อม พวกเขากล่าวหาว่าการทำเหมืองในจังหวัดเลยส่งผลกระทบด้านลบต่อสุขภาพของตนและสิ่งแวดล้อม

สมาชิกกลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิดและนักปกป้องสิ่งแวดล้อมในจังหวัดเลย ถูกดำเนินคดีต่างกรรมต่างวาระกัน เนื่องจากการเคลื่อนไหวทำกิจกรรมโดยสงบ เฉพาะในปี 2560 ทางการจังหวัดเลยฟ้องคดีอาญาใหม่อย่างน้อยสามคดีต่อสมาชิกกกลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิด 13 คนจากการเข้าร่วมการประท้วงต่อต้านเหมืองทองคำ ณ ที่ทำการอบต. นอกจากคดีที่รัฐเป็นผู้ฟ้องแล้ว บริษัททุ่งคำ จำกัดยังฟ้องคดีอาญาและแพ่งอย่างน้อย 19 คดีต่อชาวบ้าน 33 คนนับแต่ปี 2550

ตามกฎหมายสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ รัฐมีพันธกรณีต้องคุ้มครองสิทธิที่จะมีเสรีภาพในการชุมนุมอย่างสงบและการแสดงออก กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (International Covenant on Civil and Political Rights-ICCPR) ซึ่งไทยเป็นรัฐภาคีและปฏิญญาว่าด้วยนักปกป้องสิทธิมนุษยชน คุ้มครองนักปกป้องสิทธิมนุษยชนในระหว่างการทำงาน รวมทั้งสิทธิที่จะมีเสรีภาพในการชุมนุมอย่างสงบและการแสดงออก

ข้อ 21 ของกติกา ICCPR ระบุว่า รัฐอาจจำกัดการชุมนุมอย่างสงบ กรณีที่การจำกัดสิทธิดังกล่าวมีกฎหมายรองรับ ได้สัดส่วน และจำเป็นเพื่อเป้าหมายอันชอบธรรม ตามหลักกฎหมายระหว่างประเทศ การกำหนดบทลงโทษอาญาต่อการชุมนุมประท้วงอย่างสงบ ซึ่งมีลักษณะเป็นการขัดขวางการเข้าถึงที่ทำการของราชการหรือการปิดถนนเพียงชั่วคราว ถือว่าเป็นการลงโทษที่ไม่ได้สัดส่วน

ในรายงานร่วมที่เสนอต่อคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2559 ผู้รายงานพิเศษแห่งสหประชาชาติว่าด้วยสิทธิที่จะมีเสรีภาพในการชุมนุมอย่างสงบและการสมาคม และผู้รายงานพิเศษว่าด้วยการสังหารนอกกระบวนการกฎหมาย การสังหารโดยรวบรัดหรือโดยพลการยังระบุว่า “กรณีซึ่งไม่มีการแจ้งอย่างเหมาะสม ผู้จัดการชุมนุม แกนนำชุมชนหรือผู้นำการเมืองนั้น ไม่ควรได้รับโทษทางอาญาหรือทางปกครอง ทั้งที่เป็นการสั่งปรับหรือการสั่งจำคุก”

ข้อบทในพระราชบัญญัติการชุมนุมสาธารณะ พ.ศ. 2558 จึงมีเนื้อหาไม่สอดคล้องกับกฎหมายระหว่างประเทศ และได้ถูกใช้เพื่อขัดขวางและจำกัดการทำกิจกรรมเคลื่อนไหวอันชอบธรรมของนักปกป้องสิทธิมนุษยชน

รัฐบาลไทยควรแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติการชุมนุมสาธารณะ พ.ศ.2558 โดยทันที เพื่อให้มีเนื้อหาสอดคล้องกับมาตรฐานระหว่างประเทศ และประกันว่ากฎหมายนี้จะคุ้มครองสิทธิในการชุมนุมอย่างสงบ ฟอร์ตี้ฟายไรต์กล่าว

ในตอนท้ายของการเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการในครั้งแรกเมื่อเดือนเมษายน 2561 คณะทำงานด้านธุรกิจและสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ แสดงข้อกังวลเกี่ยวกับ “การจำกัดสิทธิของประชาชนผู้ได้รับผลกระทบอย่างไม่ชอบด้วยเหตุผลและไม่เหมาะสม เมื่อประชาชนแสดงความข้อกังวลโดยสุจริต และต้องการประท้วงอย่างสงบ” คณะทำงานยังเรียกร้องรัฐบาลไทยให้ “ยุติการโจมตีทำร้าย การคุกคามและการข่มขู่อย่างต่อเนื่องใด ๆ ต่อนักปกป้องสิทธิมนุษยชน แกนนำสหภาพแรงงานและตัวแทนชุมชน ซึ่งแสดงความเห็นต่อต้านการปฏิบัติมิชอบด้านสิทธิมนุษยชนอันเป็นผลมาจากการดำเนินงานด้านธุรกิจ”

“ผู้หญิงทั้งเจ็ดคนอาจต้องได้รับโทษจำคุกเพราะแสดงจุดยืนปกป้องที่ดินของตน” เอมี สมิธกล่าว “พวกเธอกำลังทำงานเพื่ออนาคตที่ดีขึ้นของประเทศไทย และเพื่อปกป้องสิ่งแวดล้อม

จบ

หากต้องการข้อมูลเพิ่มเติม โปรดติดต่อ

นายธีรพันธุ์ พันธุ์คีรี ทนายความ มูลนิธิศูนย์ข้อมูลชุมชน 086-768-6626

นส.ภัทราภรณ์ แก่งจำปา ผู้ประสานงานกลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิด 089-807-7019

สุธารี วรรณศิริ ผู้เชี่ยวชาญสิทธิมนุยชน องค์กรฟอร์ติฟายไรท์ 061-545-0524

มูลนิธิผสานวัฒนธรรม