ขอเชิญร่วมทำข่าวและสังเกตการณ์ กรณีสามนักสิทธิมนุษยชนเรียกร้องความเป็นธรรมต่ออัยการจังหวัดปัตตานี กรณีพนักงานสอบสวนมีความเห็นควรสั่งฟ้อง คดี กอ.รมน.ภาค 4 แจ้งความหมิ่นประมาท

gang of three

ใบแจ้งข่าว ภาษาไทย call-for-observers_-three-hrd-submit-petition-to-prosecutor-to-drop-the-charges_spa-case

ใบแจ้งข่าว

เผยแพร่วันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2560

ขอเชิญร่วมทำข่าว กรณีสามนักสิทธิมนุษยชนเรียกร้องความเป็นธรรมต่ออัยการจังหวัดปัตตานี

กรณีพนักงานสอบสวนมีความเห็นควรสั่งฟ้อง คดี กอ.รมน.ภาค 4 แจ้งความหมิ่นประมาท

 

ตามที่ กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) ภาค 4 ส่วนหน้าแจ้งความร้องทุกข์ต่อ พ.ต.ท.วิญญู เทียมราช พนักงานสอบสวน สภ.เมืองปัตตานี ให้ดำเนินคดีสามนักสิทธิมนุษยชนคือ นายสมชาย  หอมลออ ที่ปรึกษาและอดีตประธานมูลนิธิผสานวัฒนธรรม นางสาวพรเพ็ญ  คงขจรเกียรติ ผู้อำนวยการมูลนิธิฯ และ นางสาวอัญชนา  หีมมิหม๊ะ ผู้นำกลุ่มด้วยใจ กล่าวหาว่าบุคคลทั้งสามคนได้ร่วมกันจัดพิมพ์และแจกจ่าย   “รายงานสถานการณ์การทรมานและการปฏิบัติที่โหดร้ายไร้มนุษยธรรมหรือย่ำยีศักดิ์ศรีฯ ในจังหวัดชายแดนใต้  ปี 2557 – 2558” และนำรายงานฯ ดังกล่าวเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ทำให้ กอ.รมน. ได้รับความเสียหายนั้น

ในวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 13:00 นาฬิกา      นักสิทธิมนุษยชนทั้งสามคนจะเข้าพบพนักงานสอบสวน สภ.เมืองปัตตานีที่ได้นัดหมายเพื่อส่งตัวพร้อมสำนวนการสอบสวนที่เห็นควรสั่งฟ้องใน 2 ข้อหาคือ  1)ร่วมกันหมิ่นประมาทด้วยการโฆษณา ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 328 ซึ่งมีโทษจำคุกไม่เกินสองปีและปรับไม่เกินสองแสนบาท และ 2) นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จโดยประการที่น่าจะก่อให้เกิดความเสียหายต่อผู้อื่น ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 มาตรา 14 (1) ซึ่งมีโทษจำคุกไม่เกินห้าปีหรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ

โดยนักสิทธิทั้งสามคนจะยื่นหนังสือหนังสือขอความเป็นธรรมต่อพนักงานอัยการในวันนี้เวลาประมาณ 14.00 น. ณ สำนักงานอัยการจังหวัดปัตตานี  

จึงขอเชิญนักข่าวและผู้สนใจเข้าร่วมสังเกตการณ์ร่วมกับประธานกรรมการมูลนิธิผสานวัฒนธรรม ผู้สังเกตการณ์จากองค์กรสิทธิมนุษยชนในประเทศและต่างประเทศรวมทั้งตัวแทนจากสถานทูต

ติดต่อข้อมูลเพิ่มเติม นายสุรพงษ์ กองจันทึก  ประธานมูลนิธิผสานวัฒนธรรม โทร 081-6424006

 นายอับดุลกอฮาร์  อาแวปูเตะ ทนายความ  โทร 081-8987408

 

ลำดับเหตุการณ์คดีสามนักสิทธิ

 

                 วันที่ ๑o กุมภาพันธ์ ๒๕๕๙ ภาคประชาสังคม ออกรายงานสถานการณ์การทรมานและการปฏิบัติที่โหดร้ายไร้มนุษยธรรมหรือย่ำยีศักดิ์ศรีในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ปี ๒๕๕๗-๒๕๕๘ ณ วิทยาลัยอิสลามศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขต

เมื่อวันที่ ๓ พฤษภาคม ๒๕๕๙ กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร จึงมอบอำนาจให้กองอำนาจการรักษาความมั่นคงภายในภาค ๔ ส่วน ร้องทุกข์ดำเนินคดีกับนายสมชาย หอมลออ, น.ส.พรเพ็ญ คงขจรเกียรติ, นางสาวอัญชนา หีมมิน๊ะห์ ในข้อหา “ในความผิดฐาน ร่วมกันหมิ่นประมาทด้วยการโฆษณาและความผิดตาม พ.ร.บ. ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. ๒๕๕o”

                เมื่อวันที่ ๑๑ พฤษภาคม ๒๕๕๙ กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาคที่ ๔ ส่วนหน้า โดย  พันโทเศรษฐสิทธิ์ แก้วคูเมือง ได้มาร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน สภ.เมืองปัตตานี ให้ดำเนินการกับ มูลนิธิผสานวัฒนธรรม และนักสิทธิมนุษยชนทั้งสาม ในความผิดฐาน “ร่วมกันหมิ่นประมาทด้วยการโฆษณาและความผิดตาม พ.ร.บ. ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. ๒๕๕o”

เมื่อวันที่ ๑๓-๑๕ มิถุนายน ๒๕๕๙ พนักงานสอบสวน สภ.เมืองปัตตานี ได้ส่งหมายเรียกถึงนักสิทธิมนุษยชนทั้งสามตามถิ่นที่อยู่ ขอให้ไปแสดงตนต่อพนักงานสอบสวนเพื่อรับทราบข้อกล่าวหาทางอาญา

เมื่อวันที่ ๒๖ กรกฎาคม ๒๕๕๙ พันตำรวจโท วิญญู เทียมราช รอง ผกก.(สอบสวน) สภ.เมืองปัตตานี พนักงานสอบสวน ได้แจ้งข้อกล่าวหาให้นักสิทธิมนุษยชนทั้งสามทราบ ในความผิดฐาน “ร่วมกันหมิ่นประมาทด้วยการโฆษณาและความผิดตาม พ.ร.บ. ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. ๒๕๕o” นักสิทธิมนุษยชนทั้งสามให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหาและขอให้การเพิ่มเติมในภายหลัง

เมื่อวันที่ ๒๗ พฤศจิกายน ๒๕๕๙ นักสิทธิมนุษยชนทั้งสามเข้าพบพนักงานสอบสวนเพื่อให้การเพิ่มเติมในประเด็นที่ได้ให้การปฏิเสธไว้แล้ว และขอให้พนักงานสอบสวนสอบพยานฝ่ายตนเพิ่มเติมจำนวนหนึ่งโดยได้ยื่นหนังสือไว้ พนักงานสอบสวนอนุญาต

เมื่อวันที่ ๑๒ มกราคม ๒๕๕๙ ทนายความของนักสิทธิมนุษยชนทั้งสามได้พาพยานจำนวน ๓ คน เข้าให้การกับพนักงานสอบสวน และ เนื่องจากมีพยานอื่นอีกหลายคนที่ได้ขอให้พนักงานสอบสวนสอบเพิ่มจึงได้ขอให้พนักงานสอบสวนสอบพยานฝ่ายผู้ต้องหาเเพิ่ม พนักงานสอบสวนอนุญาตด้วยวาจา

                เมื่อวันที่ ๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๐ ทนายความของสามนักสิทธิมนุษยชนทั้งสาม ได้รับหนังสือจาก   พันตำรวจเอกสาธิต กาญจนาภูวดล ผู้กำกับการ สภ.เมืองปัตตานีว่า ตามที่ทนายความได้ขอให้พนักงานสอบสวนสอบพยานเพิ่มเติมนั้น ได้ปรึกษากับผู้บังคับบัญชาแล้วไม่สามารถอนุญาตได้ขอให้ทนายความนำนักสิทธิมนุษยชนทั้งสามเข้าพบเพื่อส่งสำนวนให้พนักงานอัยการ ในวันที่ ๙ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๐ แต่ในวันดังกล่าวผู้ต้องหาติดภารกิจ

                ทนายความและพนักงานสอบสวนจึงกำหนดวันเข้าพบพนักงานสอบสวน สภ.ปัตตานี เพื่อส่งตัวสามนักสิทธิให้พนักงานอัยการจังหวัดปัตตานี ในวันที่ ๒๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๐ เวลา ๑๓.๐๐ นาฬิกา

 

 

 

Public Discussion: “Violence Against Civilians and Transitional Justice”_PSU Pattani_20 Feb 2017_14.00

 

poster4

A penal discussion on

“Violence Against Civilians and Transitional Justice”

20 February 2017 2.00 pm -5.00 pm

At Sri Wangsa Auditorium, Faculty of Political Science, Prince of Songkla University, Pattani Campus

By Transitional Justice Thailand (TJ Thailand)

 

In situations of severe social or political conflict, civilians are usually subjected to various forms of violence from both parties to the conflict, e.g. protest crackdown, war on drug, genocide, attacks against women or children, or civilians who are not directly involved in the violent conflict, rape, torture, and abduction or enforced disappearance etc. Violence against civilians could be committed by both state and non-state actors, and after the incident there are always victims and people affected by it. The society seeks answers to what causes the violence, by whom, who are the effected, how to handle the wrongdoers and the effected, and lastly, how to build a peaceful society and sustainable development and how to prevent such situations of violence.

 

Transitional justice (TJ) is a set of ideas to approach the problems by utilizing four principles as tools to restore peace in the society, particularly for the society during transition period – from a violent society ruled by the authoritarian where there are widespread and extensive abuses of human rights and rule of law, to a peaceful and democratic society. These principles are truth-seeking process, reparation, prosecution and institutional reform. The society has the right to acknowledge the violations of human rights, especially in the form of serious crimes, or the victims should be provided redress and remedies including compensation for the past act of violence, the offenders should accordingly be prosecuted, and finally, the involved organizations or institutes, whether directly or indirectly, deserve the reformation to prevent the recurrence of such situations. Those principles is the linkage to the past situations of violence, and they also handle the current situation in order to prevent the rights of the victims or the effected from being neglected as well as to prevent such abuses to reoccur in the future. Hence, this is an approach to create sustainable peace in the society.

 

The concept of TJ initially came from Latin America as the countries in the region were going through a transition period from totalitarian societies during the Cold War to democratic societies. Subsequently the concept of TJ became widely used in South Africa, East Asia and Eastern Europe. Furthermore, TJ was taken into account as a tool for peace-building post civil wars, struggles for freedom and democracy to reconcile in the preparation of peace agreements worldwide including Bangsamoro (Filipino), Aceh (Indonesia), Sri Lanka, Nepal, and East Timor. The UN forces or international forces also use the concept of TJ to reorganize during the operation of peacekeeping in failed states. However, there is no ultimate answer to foresee whether such agreements and operations will be succeeded because the degree of complexity and intensity vary in each conflict. It requires different elements for the society to overcome conflicts, but at least the reasonable usage of these four principles by all the parties indicates the united idea of not leaving anyone behind, especially the victims.

 

This panel discussion offers a wide range of debates on the subject regarding TJ based on the principles, lessons, ideas and guidance on how to apply it in different contexts in Thai society, of which have been gathered through experiences and knowledge from trainings and workshops with Asia Justice and Human Rights (Ajar) in several Asian countries. TJ Thailand is a newly established working group with an initial idea to create better understanding of the theory and the implementation of TJ in Thai society, both in central and southernmost provinces. Moreover, this panel discussion is a first official launch of the working group TJ Thailand. The date for a panel discussion on “Violence against Civilians and Transitional Justice” is on Monday, February 20, 2017, 2.00 pm – 5.00 pm at Sriwangsa Auditorium, Faculty of Political Science, Prince of Songkla University, Pattani Campus.

 

 

20 February 2017 1.30 pm -5.00 pm

At Sriwangsa Auditorium, Faculty of Political Science, Prince of Songkla University, Pattani Campus

 

1.30 pm – 2.00 pm          Registration

 

2.00 pm – 2.30 pm          Opening speech by the dean or a representative. A presentation of TJ Thailand by Somchai Homlaor, CrCF senior legal advisor and the representative of TJ Thailand

 

2.30 pm – 2.40 pm         Reminiscences of “Grandmother Kluen Sangampai” by

Duangsuda Sangaumpai (grand daugther of a social activist in Pattani Province)

 

2.40 pm – 4.15 pm          A penal discussion on “Violence against Civilians and Justice During the Transition Period” (95 minutes)

 

  1. History of violence against civilians in Thai society and transitional justice
    Mr. Chamnan Chanruang, Faculty of Political Science and Public Administration, Chiang Mai University
  2. Transitional justice and the current situation of the reconciliation

Asst. Profs. Dr. Poom Moolsilpa, Associate Dean at School of Law, Assumption University

  1. Civilians in conflicts in Thailand’s southern border/Pattani and transitional justice
    Mr. Romdor Panjor, Editor of the Deep South Watch
  2. The role of local civil society
    Chairman of Civil society of the Southernmost Thailand
  3. Transitional justice and peace-building from the public
    Ms. Yupa Pusahat, Representative of the Asia Foundation
  4. Transitional justice in practice
    the victims of violence against civilians in the Southernmost Thailand network* and representative of the women’s group*
  5. The provision of justice and peace-building

Representative of state authority*

 

Moderated by Mrs.Fareeda Panjor, research professor at Center for Conflict Studies and Cultural Diversity, Prince of Songkla University, Pattani Campus.

 

4.15 pm – 4.45 pm          Q & A

 

4.45 pm                              Closing speech by Assoc. Prof. Dr. Srisomphop Chitphiromsri

 

For further coordination or related inquiries, please contact Ms. Nadthasiri Bergman,    TJ Thailand Coordination Officer at Tel. 0851208077

 

For RSVP, https://goo.gl/forms/p4GcrL2BuYJ5EOKe2

Or Please e-mail: crcfinfocenter@gmail.com

 

เสวนา เรื่อง ความรุนแรงต่อพลเรือนกับความเป็นธรรมในระยะเปลี่ยนผ่าน 20 กพ. 2560_PSU Pattani_14.00-17.00 น

poster4

เนื่องด้วยมูลนิธิผสานวัฒนธรรมได้เล็งเห็นถึงความสำคัญในการนำแนวคิดเรื่อง “ความเป็นธรรมในระยะเปลี่ยนผ่าน” มาเป็นเครื่องมือในการสร้างสันติสุขในสังคมไทย จึงได้ร่วมดำเนินโครงการกับ Asia Justice and Human Rights (Ajar) และคณะทำงานจากหลายประเทศในภูมิภาคเอเชีย จัดตั้ง คณะทำงานประเทศไทยว่าด้วยความเป็นธรรมในระยะเปลี่ยนผ่าน (TJ Thailand) ขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเผยแพร่ความรู้  จัดเสวนาเพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์ ความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับ ความเป็นธรรมในระยะเปลี่ยนผ่าน (Transitional Justice – TJ) ในประเทศไทย

แม้แนวคิดเรื่อง ความเป็นธรรมในระยะเปลี่ยนผ่านจะเกิดจากประสบการณ์ของประชาชนในลาตินอเมริกา ในการเปลี่ยนผ่านจากสังคมเผด็จการในยุคสงครามเย็น มาสู่สังคมประชาธิปไตย ต่อมาได้มีการพัฒนาแนวคิดดังกล่าวไปใช้อย่างแพร่หลาย ทั้งในประเทศอัฟริกาใต้ เอเชียตะวันออก และยุโรปตะวันออก แนวคิดนี้ได้ถูกนำมาใช้มากยิ่งขึ้นในฐานะเครื่องมือหนึ่งในการสร้างสันติภาพหลังการสิ้นสุดสงครามกลางเมือง   การต่อสู้ดิ้นรนเพื่ออิสรภาพ และการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย และ ถูกนำมาพิจารณาในการสร้างความสมานฉันท์หรือความปรองดอง รวมทั้งในการจัดทำข้อตกลงสันติ  เช่น ในภูมิภาคเอเชียในบังซาโมโร (ฟิลิปปินส์) อาเจะห์ (อินโดนีเซีย) ศรีลังกา   เนปาล และติมอร์ตะวันออก หรือการจัดระเบียบทางสังคมและการเมืองโดยกองกำลังสหประชาชาติที่เข้าไปรักษาสันติภาพในประเทศที่รัฐล้มเหลว (Failed State) ทั้งนี้ข้อตกลงเหล่านั้นจะประสบผลสำเร็จหรือไม่อย่างไรก็คงยังไม่มีคำตอบที่สรุปเด็ดขาดได้ เนื่องจากทุกความขัดแย้งนั้นมีความซับซ้อนและรุนแรงแตกต่างกันออกไป

เพื่อถ่ายทอดความรู้และประสบการณ์จากประเทศต่างๆ และถกเถียง แลกเปลี่ยนความรู้และข้อมูลเกี่ยวกับความเป็นธรรมในระยะเปลี่ยนผ่าน หลักการพื้นฐาน บทเรียน   เพื่อสร้างให้เกิดความเข้าใจหลักการทางวิชาการและการนำหลักการความเป็นธรรมในระยะเปลี่ยนผ่านมาใช้ในสังคมไทย ทั้งในส่วนกลางและในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ และเป็นการเปิดตัว  “คณะทำงานประเทศไทยว่าด้วยความเป็นธรรมในระยะเปลี่ยนผ่าน (TJ  Thailand  จึงจะจัดให้มีการเสวนาเรื่อง ความรุนแรงต่อพลเรือนกับความเป็นธรรมในระยะเปลี่ยนผ่าน  ขึ้นในวันจันทร์ที่ 20 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 14.00-17.00 น. น. ณ ห้องศรีวังสา คณะรัฐศาสตร์ ชั้น 3 มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี

ลงทะเบียนเข้าร่วมงานได้ที่ https://goo.gl/forms/p4GcrL2BuYJ5EOKe2

ผู้ประสานงานโครงการ  นางณัฐาศิริ เบิร์กแมน (ทนายความ) 085-120-8077 ผู้ประสานงานคณะทำงานฯ

กำหนดการเสวนา ความรุนแรงต่อพลเรือนกับความเป็นธรรมในระยะเปลี่ยนผ่าน

ในวาระเปิดตัวคณะทำงานประเทศไทยว่าด้วยความเป็นธรรมในระยะเปลี่ยนผ่าน  (Transitional Justice Thailand)

เวลา 13.3017.00 น. วันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2560

ห้องประชุมศรีวังสา ชั้น 3 คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี

13.30 – 14.00          ลงทะเบียน

14.00 – 14.30          กล่าวเปิดโดยคณบดีฯหรือผู้แทนและกล่าวแนะนำคณะทำงานประเทศไทยว่าด้วยความเป็นธรรมในระยะเปลี่ยนผ่าน โดย นายสมชาย หอมลออ ที่ปรึกษามูลนิธิผสานวัฒนธรรมและตัวแทนคณะทำงานฯ

14.30-14.40                      รำลึกถึง “ย่าเคลื่อน สร้างอำไพ”  โดย คุณดวงสุดา สร้างอำไพ  (หลานสาวนักกิจกรรมทางสังคม จ. ปัตตานี)

14.40-16.15                      เสวนาเรื่อง “ความรุนแรงต่อพลเรือนกับความเป็นธรรมในระยะเปลี่ยนผ่าน” (95 นาที)

  1. ประวัติศาสตร์ความรุนแรงต่อพลเรือนในสังคมไทยกับความเป็นธรรมในระยะเปลี่ยนผ่าน

อาจารย์ชำนาญ จันทร์เรือง อาจารย์พิเศษคณะรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

  1. ความเป็นธรรมในระยะเปลี่ยนผ่านกับสถานการณ์ปรองดองในปัจจุบัน

ดร.ภูมิ มูลศิลป์ อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ

  1. พลเรือนในความขัดแย้งชายแดนใต้/ปาตานีกับความเป็นธรรมในระยะเปลี่ยนผ่าน

รอมฎอน ปันจอร์ บรรณาธิการศูนย์เฝ้าระวังสถานการณ์ภาคใต้

  1. บทบาทภาคประชาสังคมในพื้นที่ ประธานสภาประชาสังคมชายแดนใต้
  2. ความเป็นธรรมในระยะเปลี่ยนผ่านและการสร้างสันติภาพจากประชาชน  โดย คุณยุพา ภูสาหัส มูลนิธิเอเชีย
  3. ความเป็นธรรมในระยะเปลี่ยนผ่านในภาคปฏิบัติ ตัวแทนกลุ่มเยาวชน* เครือข่ายผู้เสียหายจากความรุนแรงต่อพลเรือนในชายแดนใต้* และ ตัวแทนกลุ่มสตรี*
  4. การอำนวยความเป็นธรรมและการสร้างสันติสุข ตัวแทนเจ้าหน้าที่รัฐ*

ดำเนินรายการโดย อาจารย์ฟารีดา ปันจอร์ อาจารย์นักวิจัยสถานวิจัยความขัดแย้งและความหลากหลายทางวัฒนธรรมภาคใต้ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี

16.15-16.45             ถามตอบและแลกเปลี่ยน

16.45                       กล่าวปิดการเสวนา โดย รศ.ดร.ศรีสมภพ จิตร์ภิรมย์ศรี

* วิทยากรอยู่ในระหว่างการประสานงาน

Download โครงการและกำหนดการ tj-thailand-_concept-note-and-program-on-20-feb-2017_14-00-17-00-_-psu-pattani

CrCF Press Statement: Appeal to Burmese Government to bring peace to Rakhine and protect victims of violence

cropped-img_6324-1

(Thai version is below)

Immediately Release on 13 Feb 2017

CrCF Press Statement:

Appeal to Burmese Government to bring peace to Rakhine and protect victims of violence

We call on all parties to find a meaningful solution to the problems in the Rakhine State of Myanmar so that there is everlasting peace. Given the way things have unfolded in the Rakhine State over the last few years, especially the recent episodes of violence which has left hundreds of people displaced, their houses burnt, it certainly does not augur well for the future of a Myanmar that is gradually transitioning towards democracy.

While we condemn all forms of violence perpetrated by any side, we are particularly concerned at how the military has misused its powers to commit human rights abuses and atrocities against the Rohingya community. The large scale displacement of people, especially women and children whose houses have been razed to the ground owing to arson and violent attacks and the resulting humanitarian crisis needs to be addressed on a war footing and the NLD led government respond by protecting the lives of ordinary citizens.

In order to bring about lasting peace to the Rakhine State and in order for the communities to coexist in a peaceful manner we strongly urge the government to initiate a peace talk led by a third party. Further the areas that have been impacted by the violence should be opened to international aid providing the much needed access to humanitarian service providers to bring food and medicines to the people who have been left homeless and hungry by the conflict.

We believe that while the Rohingyas have faced the brunt of the violence, there are other communities such as the small Hindu families and also some Buddhist families must be given full state protection and those guilty of perpetrating the violence must be booked and tried as per the law. If there is any truth on the reports of Islamic militancy taking roots in the Rakhine State it must be investigated by the Government and ordinary citizens not forced to become victims of circumstances sandwiched between the State and Non-State armed forces.

We also encourage Aung San Suu Kyi to take lead in changing public perception about her government and the overall state of democracy and peace in Myanmar. The dialogue with the government of Bangladesh must be accorded topmost priority by her government so as to ensure that all the refugees that are lodged in camps along the banks of the Naf river are given their rights to return back to their homes in Rakhine and are given full protection by both the governments.

The Myanmar Government should also allow proper access to UN Special Rapporteur Yanghee Lee to places of violence and human rights in Rakhine so that a full and transparent account of the ground situation is possible. At the same time we would also like to urge the UN Special Rapporteur to be very sensitive in her approach the vexed issue of conflict in Rakhine and make a comprehensive assessment of the overall situation.

More Information please contact Mr. Surapong Kongchantuk , Chairperson 081-6424006 and Ms. Somsri  Hananuntasuk  081-8105306

 

แถลงการณ์มูลนิธิผสานวัฒนธรรม

เรียกร้องรัฐบาลเมียนมาร์สร้างสันติสุขในรัฐยะไข่ และคุ้มครองเหยื่อจากความรุนแรง

มูลนิธิผสานวัฒนธรรมเรียกร้องให้ทุกฝ่ายในสหภาพเมียนมาร์ที่เกี่ยวข้องกับปัญหาในรัฐยะไข่หามาตรการแก้ไขปัญหาอย่างเหมาะสม เพื่อสร้างสันติสุขที่ยั่งยืน   สถานการณ์ที่เกิดขึ้นในรัฐยะไข่ในระยะสองถึงสามปีที่ผ่านมาโดยเฉพาะความรุนแรงที่เกิดขึ้นล่าสุดทำให้ประชาชนหลายร้อยคนต้องพลัดถิ่นที่อยู่ เนื่องจากบ้านเรือนถูกเผาทำลาย  เหตุการณ์เหล่านี้ไม่เป็นผลดีต่ออนาคตเมียนมาร์ที่กำลังพัฒนาไปสู่ความเป็นประชาธิปไตย

มูลนิธิฯขอประณามการใช้ความรุนแรงทุกรูปแบบจากทุกฝ่าย  และยังคงกังวลอย่างยิ่งต่อการใช้อำนาจอันมิชอบของทหารที่นำไปสู่การละเมิดสิทธิมนุษยชน โดยใช้กำลังบุกทำร้ายชุมชนชาวโรฮิงญา ทำให้มีผู้ไร้ที่อยู่อาศัยจำนวนมาก โดยเฉพาะผู้หญิงและเด็กซึ่งสูญเสียบ้านจากเหตุการณ์ความรุนแรงที่ฝ่ายเจ้าหน้าที่รัฐโจมตีเผาทำลาย เป็นเหตุให้เกิดวิกฤตทางมนุษยธรรมอันเป็นผลพวงของสงคราม   รัฐบาลพม่าและพรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย ต้องแสดงความรับผิดชอบและดำเนินการปกป้องชีวิตของประชาชน

เพื่อนำสันติสุขที่ยั่งยืนมาสู่รัฐยะไข่และเพื่อให้ชุมชนสามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างสันติ เราขอเรียกร้องให้รัฐบาลริเริ่มให้มีการเจรจาสันติภาพนำโดยคนกลางที่เป็นอิสระ  และต้องเปิดโอกาสให้องค์กรระหว่างประเทศสามารถเข้าถึงพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความรุนแรง  เพื่อให้การช่วยเหลือทางมนุษยธรรมสามารถนำอาหารและยารักษาโรคเข้าช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบ  คนไร้บ้าน และผู้ที่อดอยากจากความขัดแย้ง

นอกจากชาวโรฮิงญาที่ได้รับผลกระทบจากความรุนแรงแล้วยังมีชุมชนคนกลุ่มน้อยชาวฮินดู และครอบครัวชาวพุทธที่ต้องได้รับการปกป้องจากรัฐด้วย  ผู้ที่กระทำผิด ใช้ความรุนแรงก่อความเสียหายจะต้องถูกจับดำเนินคดีตามกฏหมาย   และถ้าพบความจริงตามที่มีรายงานว่ามีการจัดตั้งกองกำลังทหารอิสลามในรัฐยะไข่  รัฐบาลต้องทำการสอบสวน  และประชาชนคนธรรมดาต้องไม่ตกเป็นเหยื่อของการต่อสู้ระหว่างรัฐกับกลุ่ม ติดอาวุธ

เราขอเรียกร้องให้นางอองซานซูจี เป็นผู้นำในการเปลี่ยนทัศนคติคนในรัฐบาล ทำความเข้าใจกับประชาชนถึงประชาธิปไตยและสันติภาพของประเทศโดยรวม  การเจรจากับรัฐบาลบังกลาเทศถือเป็นเรื่องที่รัฐบาลของนางซูจีต้องดำเนินการโดยเร็ว  เพื่อเป็นหลักประกันว่า ผู้ลี้ภัยชาวโรฮิงญาที่ถูกให้เข้าไปอยู่ในค่ายต่างๆตามแนวแม่น้ำนาฟ  จะได้รับสิทธิกลับเข้าไปยังบ้านเกิดในรัฐยะไข่ได้อีกและได้รับการปกป้องดูแลเป็นอย่างดีจากรัฐบาลของทั้งสองประเทศ

รัฐบาลเมียนมาร์ควรยินยอมให้ นางสาว ยางฮี ลี ผู้แทนพิเศษจากสหประชาชาติ เข้าพื้นที่ที่เกิดความรุนแรงและเข้าถึงสถานที่ที่มีการละเมิดสิทธิมนุษยชนในรัฐรัฐยะไข่  เพื่อให้สามารถตรวจสอบสถานการณ์ที่เกิดขึ้นได้อย่างตรงไปตรงมา ขณะเดียวกันเราขอเรียกร้องให้ผู้แทนพิเศษจากสหประชาชาติได้ใช้ความละเอียดอ่อนในการเข้าถึงประเด็นปัญหาความขัดแย้งในรัฐยะไข่ และประเมินสถานการณ์ทั้งหมดอย่างละเอียดถี่ถ้วน

ติดต่อข้อมูลเพิ่มเติม  ประธานมูลนิธิฯ นายสุรพงษ์  กองจันทึก 081-6424006    และรองประธานฯ นางสาวสมศรี หาญอนันตสุข 081-8105306

Download at 2017_02_13-rohingya-statement-final-thai-english-final

แถลงการณ์มูลนิธิผสานวัฒนธรรม: เรียกร้องรัฐบาลเมียนมาร์สร้างสันติสุขในรัฐยะไข่ และคุ้มครองเหยื่อจากความรุนแรง

cropped-img_6324-1

English version is below

เผยแพร่วันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2017

แถลงการณ์มูลนิธิผสานวัฒนธรรม

เรียกร้องรัฐบาลเมียนมาร์สร้างสันติสุขในรัฐยะไข่ และคุ้มครองเหยื่อจากความรุนแรง

มูลนิธิผสานวัฒนธรรมเรียกร้องให้ทุกฝ่ายในสหภาพเมียนมาร์ที่เกี่ยวข้องกับปัญหาในรัฐยะไข่หามาตรการแก้ไขปัญหาอย่างเหมาะสม เพื่อสร้างสันติสุขที่ยั่งยืน   สถานการณ์ที่เกิดขึ้นในรัฐยะไข่ในระยะสองถึงสามปีที่ผ่านมาโดยเฉพาะความรุนแรงที่เกิดขึ้นล่าสุดทำให้ประชาชนหลายร้อยคนต้องพลัดถิ่นที่อยู่ เนื่องจากบ้านเรือนถูกเผาทำลาย  เหตุการณ์เหล่านี้ไม่เป็นผลดีต่ออนาคตเมียนมาร์ที่กำลังพัฒนาไปสู่ความเป็นประชาธิปไตย

มูลนิธิฯขอประณามการใช้ความรุนแรงทุกรูปแบบจากทุกฝ่าย  และยังคงกังวลอย่างยิ่งต่อการใช้อำนาจอันมิชอบของทหารที่นำไปสู่การละเมิดสิทธิมนุษยชน โดยใช้กำลังบุกทำร้ายชุมชนชาวโรฮิงญา ทำให้มีผู้ไร้ที่อยู่อาศัยจำนวนมาก โดยเฉพาะผู้หญิงและเด็กซึ่งสูญเสียบ้านจากเหตุการณ์ความรุนแรงที่ฝ่ายเจ้าหน้าที่รัฐโจมตีเผาทำลาย เป็นเหตุให้เกิดวิกฤตทางมนุษยธรรมอันเป็นผลพวงของสงคราม   รัฐบาลพม่าและพรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย ต้องแสดงความรับผิดชอบและดำเนินการปกป้องชีวิตของประชาชน

เพื่อนำสันติสุขที่ยั่งยืนมาสู่รัฐยะไข่และเพื่อให้ชุมชนสามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างสันติ เราขอเรียกร้องให้รัฐบาลริเริ่มให้มีการเจรจาสันติภาพนำโดยคนกลางที่เป็นอิสระ  และต้องเปิดโอกาสให้องค์กรระหว่างประเทศสามารถเข้าถึงพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความรุนแรง  เพื่อให้การช่วยเหลือทางมนุษยธรรมสามารถนำอาหารและยารักษาโรคเข้าช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบ  คนไร้บ้าน และผู้ที่อดอยากจากความขัดแย้ง

นอกจากชาวโรฮิงญาที่ได้รับผลกระทบจากความรุนแรงแล้วยังมีชุมชนคนกลุ่มน้อยชาวฮินดู และครอบครัวชาวพุทธที่ต้องได้รับการปกป้องจากรัฐด้วย  ผู้ที่กระทำผิด ใช้ความรุนแรงก่อความเสียหายจะต้องถูกจับดำเนินคดีตามกฏหมาย   และถ้าพบความจริงตามที่มีรายงานว่ามีการจัดตั้งกองกำลังทหารอิสลามในรัฐยะไข่  รัฐบาลต้องทำการสอบสวน  และประชาชนคนธรรมดาต้องไม่ตกเป็นเหยื่อของการต่อสู้ระหว่างรัฐกับกลุ่ม ติดอาวุธ

เราขอเรียกร้องให้นางอองซานซูจี เป็นผู้นำในการเปลี่ยนทัศนคติคนในรัฐบาล ทำความเข้าใจกับประชาชนถึงประชาธิปไตยและสันติภาพของประเทศโดยรวม  การเจรจากับรัฐบาลบังกลาเทศถือเป็นเรื่องที่รัฐบาลของนางซูจีต้องดำเนินการโดยเร็ว  เพื่อเป็นหลักประกันว่า ผู้ลี้ภัยชาวโรฮิงญาที่ถูกให้เข้าไปอยู่ในค่ายต่างๆตามแนวแม่น้ำนาฟ  จะได้รับสิทธิกลับเข้าไปยังบ้านเกิดในรัฐยะไข่ได้อีกและได้รับการปกป้องดูแลเป็นอย่างดีจากรัฐบาลของทั้งสองประเทศ

รัฐบาลเมียนมาร์ควรยินยอมให้ นางสาว ยางฮี ลี ผู้แทนพิเศษจากสหประชาชาติ เข้าพื้นที่ที่เกิดความรุนแรงและเข้าถึงสถานที่ที่มีการละเมิดสิทธิมนุษยชนในรัฐรัฐยะไข่  เพื่อให้สามารถตรวจสอบสถานการณ์ที่เกิดขึ้นได้อย่างตรงไปตรงมา ขณะเดียวกันเราขอเรียกร้องให้ผู้แทนพิเศษจากสหประชาชาติได้ใช้ความละเอียดอ่อนในการเข้าถึงประเด็นปัญหาความขัดแย้งในรัฐยะไข่ และประเมินสถานการณ์ทั้งหมดอย่างละเอียดถี่ถ้วน

ติดต่อข้อมูลเพิ่มเติม  ประธานมูลนิธิฯ นายสุรพงษ์  กองจันทึก 081-6424006

และรองประธานฯ นางสาวสมศรี หาญอนันตสุข 081-8105306

Immediately Release on 13 Feb 2017

Press Statement

Appeal to Burmese Government to bring peace to Rakhine and protect victims of violence

We call on all parties to find a meaningful solution to the problems in the Rakhine State of Myanmar so that there is everlasting peace. Given the way things have unfolded in the Rakhine State over the last few years, especially the recent episodes of violence which has left hundreds of people displaced, their houses burnt, it certainly does not augur well for the future of a Myanmar that is gradually transitioning towards democracy.

While we condemn all forms of violence perpetrated by any side, we are particularly concerned at how the military has misused its powers to commit human rights abuses and atrocities against the Rohingya community. The large scale displacement of people, especially women and children whose houses have been razed to the ground owing to arson and violent attacks and the resulting humanitarian crisis needs to be addressed on a war footing and the NLD led government respond by protecting the lives of ordinary citizens.

In order to bring about lasting peace to the Rakhine State and in order for the communities to coexist in a peaceful manner we strongly urge the government to initiate a peace talk led by a third party. Further the areas that have been impacted by the violence should be opened to international aid providing the much needed access to humanitarian service providers to bring food and medicines to the people who have been left homeless and hungry by the conflict.

We believe that while the Rohingyas have faced the brunt of the violence, there are other communities such as the small Hindu families and also some Buddhist families must be given full state protection and those guilty of perpetrating the violence must be booked and tried as per the law. If there is any truth on the reports of Islamic militancy taking roots in the Rakhine State it must be investigated by the Government and ordinary citizens not forced to become victims of circumstances sandwiched between the State and Non-State armed forces.

We also encourage Aung San Suu Kyi to take lead in changing public perception about her government and the overall state of democracy and peace in Myanmar. The dialogue with the government of Bangladesh must be accorded topmost priority by her government so as to ensure that all the refugees that are lodged in camps along the banks of the Naf river are given their rights to return back to their homes in Rakhine and are given full protection by both the governments.

The Myanmar Government should also allow proper access to UN Special Rapporteur Yanghee Lee to places of violence and human rights in Rakhine so that a full and transparent account of the ground situation is possible. At the same time we would also like to urge the UN Special Rapporteur to be very sensitive in her approach the vexed issue of conflict in Rakhine and make a comprehensive assessment of the overall situation.

More Information please contact Mr. Surapong Kongchantuk , Chairperson 081-6424006 and Ms. Somsri  Hananuntasuk  081-8105306

แถลงการณ์เรื่อง รายการ ก(ล)างเมือง ตอน ห้องเรียนเพศวิถี:โดยกลุ่มด้วยใจ

duayjai logo

แถลงการณ์เรื่อง รายการ ก(ล)างเมือง ตอน “ห้องเรียนเพศวิถี”
วันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2560
กลุ่มด้วยใจ
จากการเผยแพร่รายการ ก(ล)างเมือง ตอน “ห้องเรียนเพศวิถี” ออกอากาศที่ช่อง ไทยพีบีเอสเมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2560 ต่อมาได้มีข้อถกเถียงถึงประเด็นการเล่นฟุตบอลของกลุ่มผู้หญิงทั้งที่เป็นมุสลิม และประเด็นเรื่องการเรียนรู้เรื่องสิทธิมนุษยชนในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับหลักการศาสนาอิสลามจนนำไปสู่การแสดงความคิดเห็นในแง่มุมต่างๆผ่านช่องทาง FACEBOOK และมีบางความคิดเห็นที่นำไปสู่การสร้างความเกลียดชัง ยุยงส่งเสริมให้เกิดการใช้ความรุนแรงตอบโต้ ซึ่งโดยแท้จริงแล้วปัญหาที่เกิดขึ้นสามารถสร้างความเข้าใจระหว่างกันได้ทั้งผู้ที่นำเสนอประเด็นและผู้ที่แสดงออกถึงความไม่เห็นด้วยผ่านบทความต่างๆที่นำเสนอออกมา แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นเป็นการแสดงออกผ่านทาง FACEBOOK ซึ่งอาจเป็นแก้ปัญหาที่ไม่ตรงกันจุดนัก
กลุ่มด้วยใจในฐานะองค์กรที่ทำงานด้านสิทธิมนุษยชนและเป็นมุสลิม มีความห่วงกังวลต่อข้อความที่ปรากฏออกมาในทางสื่อสาธารณะทั้งทางไทยพีบีเอสและ FACEBOOK จึงขอเรียกร้องให้ทุกคนมีความอดทนอดกลั้นในการแสดงความคิดเห็นและแสดงออกในทางสันติวิธีและสร้างสรรค์เพื่อสร้างความเข้าใจที่ดีต่อกัน และเพื่อป้องกันความขัดแย้งใหม่ในความขัดแย้งที่มีอยู่เดิมจนทำให้สันติภาพที่เป็นเป้าหมายสำคัญของคนทำงานในพื้นที่ยิ่งห่างไกลออกไป และขอเรียกร้องให้คณะกรรมการอิสลามจังหวัดปัตตานี ได้ดำเนินการพิจารณาปัญหานี้และชี้แนะแนวทางในการแก้ปัญหาที่เกี่ยวข้องกับศาสนาอิสลาม เพื่อเป็นการแก้ปัญหามิให้ยืดเยื้อต่อไป

นางสาวอัญชนา หีมมิหน๊ะ  ประธานกลุ่มด้วยใจ
นางสาวละม้าย มานะการ
นางสาวอุบล ขวัญเมือง
สมาคมผู้หญิงเพื่อสันติภาพ
เครือข่ายผู้หญิงกับธรรมาภิบาล
นางสาวกันตพัฒน์ ทวีผลทรัพย์
สมาคมเด็กและเยาวชนเพื่อสันติภาพชายแดนใต้
ศูนย์ฟ้าใส
ศูนย์อัลกุรอานเเละภาษาQLCC
อาจารย์อับดุลสุโกร์ ดินอะ
นาวจันทร์เพ็ญ วงษาคง

จดหมายถึง เพื่อนต่างศาสนิกในสนามฟุตบอล : ข้อเขียนอาจารย์ อสมา มังกรชัย

l01_19

ภาพจาก Internet

จดหมายถึง เพื่อนต่างศาสนิกในสนามฟุตบอล

การปะทะกันทางความคิดสองสามวันที่ผ่านมาดึงเวลา ความสนใจ และอารมณ์จากข้าพเจ้าเกินไปมากจนคิดว่าเราคงต้องส่งสารคุยกัน

ที่ผ่านมาข้าพเจ้ามีความระมัดระวังไหวในการที่จะพูดประเด็นเกี่ยวข้องทางศาสนาเนื่องจากข้าพเจ้าไม่มีความรู้ทางศาสนาและไม่ใช่ผู้รู้ ข้าพเจ้าเป็นแค่ผู้ศรัทธาที่มีความรู้น้อยคนหนึ่ง เสี่ยงที่จะให้ข้อมูลความรู้ที่ผิดพลาด และสร้างความเสียหายแก่อิสลามที่ข้าพเจ้ารัก Astaqfurullah

ในฐานะผู้ศรัทธา ข้าพเจ้ารักและอยากปกป้องในสิ่งที่รัก และทำความเข้าใจดังต่อไปนี้

ประการที่หนึ่ง  ผู้หญิงเตะฟุตบอลได้หรือไม่

ในศาสนาไม่มีข้อห้ามการออกกำลังกายของสตรี และเราส่งเสริมการรักษาสุขภาพที่ดีผ่านอาหารและการออกกำลังกาย  ทั้งนี้มีธรรมเนียมปฏิบัติในพื้นที่สามจังหวัดที่วัยรุ่นหญิงชายแยกกันเล่นกีฬาและเชียร์กีฬา แต่ในชีวิตจริงพื้นที่สาธารณะกำกวม การถ่ายทอดสดกีฬาต่างๆมีให้ดูในทีวีและอินเตอร์เนต เราไม่สามารถไปกำกับชีวิตส่วนตัวของใครได้ ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของมุสลิมเอง เช่น มุสลีมะฮบางคนใส่ชุดว่ายน้ำแบบ Burkini คือคลุมหมดทั้งตัวเพื่อจะได้ว่ายน้ำในสระสาธารณะ ขณะที่บางคนยอมสละสิทธิ์ในการใช้สระแบบปะปน

อนึ่ง อิสลามไม่ได้ห้ามการปรากฏกายของสตรีในพื้นที่สาธารณะแต่อย่างใด แต่ระบุการแต่งกายปกปิดก็เพื่อปกป้องสตรีและสังคมในแนวคิดของเรา

ประการที่สอง  สิทธิสตรีในอิสลาม

อิสลามเป็นศาสนาที่ศรัทธาถูกกำกับด้วยวิถีปฏิบัติหลายอย่างซึ่งไม่ได้แข็งทื่อตายตัว ผู้รู้ศาสนาแต่ละท่านก็อาจจะมีแนวทางการให้ความเห็นไม่เหมือนกัน

บางคนอาจจะบอกว่า ผู้หญิงไปไหนมาไหนต้องมีผู้คุ้มครองเพศชายที่ระบุไว้ เช่น พี่ชาย น้องชาย สามี แต่ผู้รู้ยุคใหม่บางคนก็ผ่อนปรนว่าให้เธอไปไหนเป็นกลุ่มสตรีด้วยกันเองได้เพราะเป็นญามาอะห์

ตัวอย่างข้างต้นของข้อปฏิบัตินี้มีเป้าหมายเพื่อจะปกป้องคุ้มครองสตรี มิใช่กดขี่สตรีแต่อย่างใด

คนต่างศาสนิกบางคนอาจจะมอง หิญาบ หรือผ้าคลุมศีรษะของสตรีมุสลิม

สำหรับมุสลิมผู้ชาย เรามีคำสอนเรื่องหิญาบสายตา คือการลดสายตาให้ต่ำลงสำรวมสายตาต่อเพศตรงข้าม เราถูกกำกับจริยธรรมทั้งหญิงและชาย สตรีไม่ได้เป็นผู้แบกรับภาระและมลทินทางศาสนาไว้แต่ผู้เดียว

อิสลามเป็นศาสนาที่รักษาเกียรติของสตรี  ถือกำเนิดขึ้นในแผ่นดินที่ครั้งหนึ่งผู้หญิงไม่มีค่าอะไร โอบอุ้มชีวิตทารกหญิงจากการถูกฝังทั้งเป็น สู่คุณค่าแห่งการเป็นประตูสวรรค์สำหรับบิดาและสามี  บทบาทของพ่อที่ดีต่อลูกสาวและสามีที่ดีถูกระบุไว้ชัดเจนไม่ต่างจากบทบาทแม่และภรรยา

นอกจากนั้น  ผู้หญิงในอิสลามก็ยังมีคุณค่าแห่งปัจเจกบุคคลคนหนึ่ง เธอมีสิทธิจะได้รับการศึกษา ทำหน้าที่ต่างๆอันมีประโยชน์บนหน้าแผ่นดินได้ บทบาทต่อสังคมก็ไม่ได้ถูกจำกัดไว้แต่อย่างใด ผู้หญิงมีบทบาทสอนศาสนาตั้งแต่ในอดีต มหาวิทยาลัยแห่งแรกๆของโลกถูกตั้งขึ้นโดยสตรีมุสลิม ในสมัยนบี เรามีผู้หญิงที่ออกรบและนำทัพ เราไม่ใช่ศาสนาแห่งการกดขี่สตรี เมื่อจำเป็น หรือ ผู้หญิงมีคุณสมบัติเหมาะสม เธอทำหน้าที่ทางสังคมได้

ผู้หญิงมีสิทธิมากมายในอิสลาม อาทิ เรามีสิทธิเลือกคู่ครองกล่าวคือหากเธอไม่ยินยอมก็ไม่สามารถจับเธอแต่งงานได้  มีสิทธิในทรัพย์สมบัติของตนเองโดยที่สามีไม่อาจจะแตะต้องทรัพย์สินของเธอ และสามีมีหน้าที่เลี้ยงดูภรรยาและครอบครัวในมาตรฐานเดียวกับที่เขาเลี้ยงดูตัวเอง

 

ประเด็นสิทธิสตรีในอิสลามบางเรื่องลึกซึ้งและในหมู่มุสลิมเองก็ยังเถียงไม่จบ เช่น การมีภรรยาหลายคน แต่กระนั้น สิ่งที่ชัดเจนอย่างหนึ่งก็คือ มีการรับรองและปกป้องสิทธิผู้หญิงในแทบทุกเรื่องแม้แต่เรื่องที่ยากจะเข้าใจอย่างเรื่องนี้ก็ตาม

ประการที่สาม การรักเพศเดียวกันในอิสลาม

อิสลามไม่อนุญาตให้มีความสัมพันธ์ทางเพศกับเพศเดียวกัน และมีความสัมพันธ์ทางเพศระหว่างต่างเพศก่อนแต่งงาน  มีตัวบทที่แข็งแรงรองรับเรื่องนี้

เราถูกสอนให้ระงับอารมณ์และขัดเกลาตนเอง และเราต่างพยายามต่อสู้ดิ้นรนเพื่อสิ่งนี้ ไม่ต่างจากการปฏิบัติธรรมหรือถือศีลเพื่อขจัดกิเลสเพียงแต่เรารองรับด้วยความเชื่อและรูปแบบที่ต่างออกไป

 

ประการที่สี่  ท่าทีและขันติธรรมต่อความแตกต่างและการเบี่ยงเบนออกไปจากครรลองศาสนา

ในหลายวันที่ผ่านมา ข้าพเจ้ามีความเจ็บปวดกับท่าทีของพี่น้องมุสลิมบางท่านที่ตอบโต้พวกท่านอย่างรุนแรงคุกคามข่มขู่  ในฐานะมุสลิม ข้าพเจ้าขอโทษในสิ่งที่พวกท่านได้รับ  ข้าพเจ้าไม่สามารถอ้างความเป็นเจ้าของอิสลามว่าต้องเป็นแบบที่ข้าพเจ้าเรียนรู้ศึกษาและเชื่อถือ กระนั้น ข้าพเจ้าขอแลกเปลี่ยนทัศนะดังนี้

ครั้งหนึ่งมีเพื่อนมุสลีมีนบอกกับข้าพเจ้าเมื่อเขาเห็นว่าผู้หญิงกลุ่มฟีเมนเปลือยอกประท้วงในเวทีของมุสลิมแล้วถูกผู้ชายเตะ เขาบอกข้าพเจ้าว่า “ถ้าเป็นผม ผมจะเอาผ้าไปห่มให้เธอ”

สำหรับข้าพเจ้าผู้ซึ่งมีความรู้น้อยและเป็นผู้หญิงเชื่อว่า ผู้ชายในโลกทัศน์เราเข้มแข็งและมีหน้าที่ปกป้องสตรี แม้แต่ในสถานการณ์สงคราม อิสลามยังห้ามทำร้ายสตรีและเด็ก ไม่ว่าเธอจะเป็นศาสนาใดก็ตาม เชื้อชาติใดก็ตาม จริงๆเรามีตัวบทที่สนับสนุนคุณค่าเชิงมนุษยธรรมอยู่มากแต่ไม่ค่อยถูกนำมาใช้กล่าวอ้างมากเท่าไรนัก

ส่วนหนึ่งของซูเราะห์อัลกาฟิรูน หรือ ผู้ปฏิเสธ คือ ศาสนาของท่านคือศาสนาของพวกท่าน ศาสนาของเราคือของเรา เนื้อความของซูเราะห์ดังกล่าวนี้ยืนยันศรัทธาแห่งศาสนาอิสลาม และระบุการมีอยู่ของผู้ปฏิเสธ  ในบางสถานการณ์การเมือง ผู้ปฏิเสธถูกตีความว่าเป็นศัตรูแห่งอิสลามซึ่งหมายความว่าสมควรถูกกำจัดออกไป

ในกิจกรรมของบูคู ข้าพเจ้าไม่ทราบอย่างชัดแจ้งว่าท่านให้การสนับสนุนส่งเสริมเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างเพศเดียวกันอย่างไร คลิปสัมภาษณ์ และ การชี้แจงของพวกท่านยังไม่ทำให้คลายข้อสงสัย แต่กระนั้นหากท่านต้องการคงความเชื่อและวิถีของท่านไว้ ข้าพเจ้าจะเคารพในวิถีของท่าน

ข้าพเจ้า คิดว่า และหวังว่า กลุ่มภาคประชาสังคมมุสลิมและคณะทำงานด้านศาสนาน่าจะได้มีโอกาสเข้ามาพูดคุยหารือหรือแม้แต่เข้าร่วมกิจกรรมกับท่านด้วยเพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้ซึ่งกันและกัน

ถึงท่านจะเป็นผู้ปฏิเสธและมีวิถีชีวิตที่แตกต่างไปจากอิสลาม และบรรดาแม่ๆแห่งประชาชาติเรากำลังกลัดกลุ้มกังวลว่าบุตรหลานของพวกเธอกำลังจะถูกชักนำออกไปจากเส้นทาง

แต่ท่านไม่ใช่ศัตรูของเรา

หลายปีที่ผ่านมาร้านบูคูทำงานกับภาคประชาสังคมสามจังหวัดเรียกร้องสิทธิให้คนในพื้นที่เรื่องเขตปกครองพิเศษ เรื่องการซ้อมทรมาน เรื่องการขอพื้นที่ปลอดภัย เรื่องสิทธิของผู้เห็นต่าง

มาในวันนี้เมื่อบูคูเป็นผู้เห็นต่างเสียเอง ข้าพเจ้าจะมีท่าทีแบบเดียวกันกับที่เจ้าหน้าที่รัฐทำได้อย่างไร ต่อไปข้าพเจ้าจะพูดและยืนยันสิทธิของคนสามจังหวัดในการปกครองตนเอง ในการมีวิถีชีวิตตามหลักศาสนาและวัฒนธรรมท้องถิ่นได้อย่างไร ข้าพเจ้าไม่แน่ใจ

 

ขอสันติจงมีแก่เราทั้งปวง

อสมา มังกรชัย