Feeds:
Posts
Comments

no torture 2

เผยแพร่วันที่ 25 กันยายน 2559

                            ใบแจ้งข่าว

ศาลจังหวัดปราจีนบุรี ได้ไต่สวนมูลฟ้อง นัดที่ห

คดีนายฤทธิรงค์ ชื่นจิตร เป็นโจทก์ ยื่นฟ้องตำรวจปราจีนบุรี 7 คน

กรณีโจทก์ถูกทำร้ายร่างกายบังคับให้รับสารภาพขณะเป็นเยาวชน

***********************************

ศาลจังหวัดปราจีนบุรี ได้ไต่สวนมูลฟ้องนัดที่หก  คดีอาญาหมายเลขดำที่ 925/2558  คดีที่นายฤทธิรงค์ ชื่นจิตร เป็นโจทก์ยื่นฟ้องตำรวจ 7 คน ได้แก่เจ้าพนักงานตำรวจ สภ.เมืองปราจีนบุรี 2 คน และเจ้าพนักงานตำรวจชุดสืบสวนตำรวจภูธรจังหวัดปราจีนบุรี 2 คน เป็นจำเลย ฐานร่วมกันกระทำความผิด ในข้อหาปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ในการยุติธรรม ความผิดต่อร่างกาย และความผิดต่อเสรีภาพ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157, 200, 295, 305, 310, 391 ประกอบมาตรา  83, 91 สืบเนื่องมาจากเหตุการณ์ที่นายฤทธิรงค์ระบุว่าเจ้าพนักงานตำรวจควบคุมไปทำร้ายร่างกายบังคับให้รับสารภาพ

ในการไต่สวนมูลฟ้องนัดนี้ ศาลได้กำหนดนัดไต่สวนมูลฟ้องครั้งต่อไปในวันที่ 26 กันยายน 2559
เวลา 13.30 น. ถึง 16.00 น.

การถามค้านนายฤทธิรงค์ของทนายความจำเลยทั้งเจ็ดเสร็จสิ้นแล้ว เมื่อวันที่ 12 กันยายน 2559 นัดต่อไป
ในวันที่ 26 กันยายน 2559 เป็นการถามติงของพยานโจทก์ ซึ่งทนายความโจทก์จึงทำการถามติงจากประเด็นที่โจทก์
ได้เบิกความไปแล้วที่ผ่านมา

ในคดีนี้ ขณะเกิดเหตุ  นายฤทธิรงค์เรียนมัธยมปลายถูกจับกุมและถูกทำร้ายร่างกายและจิตใจ ถูกถุงพลาสติกคลุมศีรษะให้ขาดอากาศหายใจหลายครั้ง ถูกขู่ฆ่า ถูกทำร้ายซ้ำๆ จนทนไม่ไหวจนสารภาพตามที่เจ้าหน้าที่ตำรวจกล่าวหา  ปัจจุบันผู้ก่อเหตุการณ์ชิงทรัพย์ได้ถูกจับกุมและดำเนินคดีแล้ว อัยการสั่งไม่ฟ้องนายฤทธิรงค์ แต่พบว่าได้รับผลกระทบทางด้านจิตใจ นอนไม่หลับ กลัวการออกจากบ้านคนเดียว ไม่ไว้ใจใคร  พยายามเรียกร้องขอความเป็นธรรมหลายหน่วยงาน ปัญหาที่เกิดขึ้นส่งผลกระทบถึงครอบครัว จึงได้นำคดีมาฟ้องต่อศาลให้ดำเนินคดีเพื่อให้ได้รับความเป็นธรรม

ขอเชิญชวนสื่อมวลชนหรือผู้สนใจเข้ารับฟังการพิจารณาของศาลได้ตามวันเวลาดังกล่าวข้างต้น

สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมหรือความคืบหน้าคดี ติดตามได้ที่ fb: Cross Cultural Foundation

 

           การซ้อมทรมาน เป็นอาชญากรรมที่ร้ายแรงต่อสิทธิมนุษยชน

 

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่

นายปรีดา นาคผิว          ทนายความมูลนิธิผสานวัฒนธรรม  โทร 098-6222474

นายสัญญา เอียดจงดี      ทนายความ                             โทร 087-5894884

13654330_1097610706996319_1560160361418180443_n

Press Release

Public prosecutor to indict Ms. Narissarawan Kaewnopparat

for libel and offence against the Computer Crime Act

For immediate release on 22 September 2016

Around 10.00am on 22 September 2016, the Cross Cultural Foundation (CrCF) was informed by Ms. Narissarawan Kaewnopparat that the public prosecutor, Mr. Rati Cholamyai, had informed her verbally that the investigation of the case against her had been concluded and the case would be brought to the Court. The inquiry official investigating the case has proposed two charges against her including (1) libel crime and (2) import to a computer system of forged computer data, either in whole or in part, knowing that it was false computer data. The case is being handled by the public prosecutor of Narathiwat, though the date on which the case shall be indicted is yet to be officially announced.

Ms. Narissarawan Kaewnopparat is a government employee of the Bureau of Children and Youth, Department of Children and Youth, the Ministry of Social Development and Human Security. The case against her was reported by Capt Bhuri Perksophon to the Technology Crime Suppression Division (TCSD) on 18 December 2015. The Narathiwat Provincial Court had issued an arrest warrant against her as requested by the inquiry official claiming it was feared that she would flee since she had failed to meet the inquiry official as summoned.

On 27 July 2016, the investigation police from Southern Border Provinces Police Operation Center (SBPPOC) combined with the investigation team from Makkasan Police Station have made the arrest of Ms. Narissarawan at the Bureau of Children and Youth and brought her to meet the inquiry official of the Muang Narathiwat Police Station to hear the charges on the same day. Ms. Narissarawan acknowledged, but denied the charges and pleaded to give evidence to the police later. But since the inquiry official had concluded the investigation and proposed to prosecute her in her absentia, she had to be bailed out by placing her government employee position as the assurance.

Later on 17 August 2016, Ms. Narissarawan has gone to submit a letter of petition to the Office of Attorney General asking for the public prosecutor to return the investigation report to the inquiry official to conduct more investigation prior to the prosecution since she had never received the summonses before the arrest warrant had been issued against her. Therefore, the investigation report must be have been made without input from her. The investigation was concluded without heeding to information from all parties involved and was thus unfairly conducted. The inquiry official in charge of the case used to promise her that after completing the criminal record, prior to submitting any conclusion and recommendation to the public prosecutor, they would first inform Ms. Narissarawan and ask her for more evidence. But the police had failed to do such thing.

The Cross Cultural Foundation (CrCF) deems that the public prosecutor had concluded the investigation report without even seeking information from Ms. Narissarawan, and it was an unfair investigation since they had failed to listen to information from all parties involved, particularly the evidence which may prove the innocence of the alleged offender. She has simply been exercising her right to demand justice in the case of death in custody of her uncle, Pvt. Wichian Puaksom, who was physically abused to death while being held in custody by the military. And she has asked the Narathiwat public prosecutor to conduct more interviews of the accused and to seek more incriminating evidence from the plaintiff to ensure justice for the people. This should prevent the law enforcement officials from misusing the legal process to abuse any person.

 

For more information, please contact

Mr. Surapong Kongchanthuk, CrCF’s Chairperson, 081-6424006

Mr. Sanya Eadchongdee, attorney, 087-5894884

Mr. Preeda Nakpew, attorney, 089-6222474

Ms. Nutthasiri Bergman, attorney, 085-1208077

 

13654330_1097610706996319_1560160361418180443_n

%e0%b9%83%e0%b8%9a%e0%b9%81%e0%b8%88%e0%b9%89%e0%b8%87%e0%b8%82%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%a7-%e0%b8%ad%e0%b8%b1%e0%b8%a2%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%aa%e0%b8%b1%e0%b9%88%e0%b8%87%e0%b8%9f%e0%b9%89

เผยแพร่วันที่ 22กันยายน 2559

ใบแจ้งข่าว

พนักงานอัยการเจ้าของสำนวนมีความเห็นสังฟ้องนางสาวนริศราวัลถ์ แก้วนพรัตน์

ในความผิดฐานหมิ่นประมาทด้วยการโฆษณาและความผิดตาม พรบ.คอมพิวเตอร์

 

เมื่อเวลาประมาณ 10.00 นาฬิกาของวันที่ 22 กันยายน 2559 มูลนิธิผสานวัฒนธรรมได้รับแจ้งจากนางสาวนริศราวัลถ์ แก้วนพรัตน์ ว่า จากการติดตามความคืบหน้าคดีของตนนั้น  พนักงานอัยการเจ้าของสำนวน นายรติ ช่อลำไย ได้แจ้งต่อตนด้วยวาจาว่าได้สรุปสำนวนและมีความเห็นสั่งฟ้องต่อศาล   โดยระบุว่าความเห็นพนักงานสอบสวนที่สรุปมาในสองข้อหาคือ 1) ข้อหาความผิดฐานหมิ่นประมาทโดยการโฆษณาด้วยเอกสาร  2) ข้อหานำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ปลอมไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน หรือข้อมูลคอมพิวเตอร์ โดยรู้อยู่แล้วว่าเป็นข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ  ขณะนี้สำนวนอยู่ที่อัยการจังหวัดนราธิวาส พิจารณาและมีคำสั่งต่อไป โดยขณะนี้ยังไม่ได้กำหนดวันสั่งฟ้อง

นางสาวนริศราวัลถ์  แก้วนพรัตน์ ข้าราชการกองกิจการเด็กและเยาวชน กรมกิจการเด็กและเยาวชน กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ถูกร้อยเอกภูริ เพิกโสภณแจ้งความร้องทุกข์ไว้ที่กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี เมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2558 ต่อมา ศาลจังหวัดนราธิวาสได้ออกหมายจับตามคำร้องขอของพนักงานสอบสวน เพราะมีพฤติการณ์หลยหนีเนื่องจากไม่มาพบพนักงานสอบสวนตามหมายเรียก

เมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม 2559 ตำรวจชุดสืบสวนจากศูนย์ปฏิบัติการตำรวจชายแดนใต้ (ศชต.) ร่วมกับชุดสืบสวน จาก สน.มักกะสัน ได้เข้าจับกุม นางสาวนริศราวัลถ์ ณ. กองกิจการเด็กและเยาวชน และควบคุมตัว นางสาวนริศราวัลถ์ ไปพบพนักงานสอบสวน สภ.เมืองนราธิวาศ เพื่อรับทราบข้อกล่าวหาในในวันเดียวกันนั้น  โดยนางสาวนริศราวัลถ์ได้รับทราบและให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหาและขอให้การโดยละเอียดพร้อมเสนอพยานหลักฐานต่าง ๆ ต่อพนักงานสอบสวนในภายหลัง  เนื่องจากพนักงานสอบสวนได้สรุปสำนวนและมีความเห็นสั่งฟ้องคดีโดยไม่มีตัวไปก่อนที่นางสาวนริศราวัลถ์จะถูกจับแล้ว  จากนั้นจึงได้ขอประกันตัวโดยใช้ตำแหน่งหน้าที่ราชการประกันตัวเอง

ต่อมาเมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 2559 นางสาวนริศราวัลถ์ ได้เข้ายื่นหนังสือร้องขอความเป็นธรรมกับอัยการสูงสุด ในเรื่องการสอบสวนคดีนี้ เนื่องจากตนไม่เคยได้รับหมายเรียกจนถูกออกหมายจับ  และขอให้อัยการส่งสำนวนให้พนักงานสอบสวนสอบเพิ่มเติม  เนื่องจากพนักงานสอบสวนได้สรุปสำนวนไปโดยที่ยังไม่ได้รับข้อมูลจากฝ่ายตน เป็นการสรุปสำนวนไปโดยที่ยังไม่ได้ฟังความทุกฝ่ายและไม่เป็นธรรม จึงขอให้พนักงานอัยการขอให้พนักงานสอบสวนเพิ่มเติมก่อนมีความเห็นเกี่ยวกับคดีนี้ ทั้งนี้ พนักงานสอบสวนเจ้าของสำนวนยังได้แจ้งด้วยว่าหากทำประวัติอาชญากรรมเรียบร้อยแล้ว ก่อนสรุปผลการจับกุมตัวส่งให้พนักงานอัยการ จะแจ้งให้นางสาวนริศราวัลถ์เข้าให้การเพิ่มเติมได้ด้วย แต่ก็ไม่ได้มีการดำเนินการดังกล่าวแต่อย่างใด

มูลนิธิผสานวัฒนธรรมมีความเห็นว่า การที่พนักงานอัยการเจ้าของสำนวน ได้สรุปความเห็นไปก่อนที่จะได้รับข้อมูลต่างๆจากฝ่ายนางสาวนริศราวัลถ์นั้น เป็นการกระทำที่ไม่ถูกต้อง ไม่เป็นธรรม เนื่องจากไม่ได้ฟังความทุกฝ่าย โดยเฉพาะพยานหลักฐานที่จะแสดงว่าผู้ถูกกล่าวหาในคดีนี้เป็นผู้บริสุทธิ ไม่ได้ทำผิดตามที่ถูกแจ้งข้อหาแต่อย่างใด เพียงแต่ใช้สิทธิเรียกร้องขอความเป็นธรรมให้ พลทหารวิเชียร เผือกสม น้าของตนที่ถูกทำร้ายถึงตายเท่านั้น และขอเรียกร้องให้พนักอัยการจังหวัดนราธิวาส  สั่งให้มีการสอบคำให้การฝ่ายผู้ถูกกล่าวหาเพิ่มเติมและรับพยานหลักฐานจากฝ่ายผู้ถูกกล่าวหาเข้ามาประกอบในการสั่งคดีนี้ด้วย เพื่อเป็นการอำนวยความยุติธรรมให้แก่ประชาชน และเพื่อไม่ให้ผู้ใดใช้กฎหมาย เจ้าหน้าที่รัฐ และกระบวนการยุติธรรมเป็นเครื่องมือในการกลั่นแกล้งประชาชน

 

ข้อมูลเพิ่มเติมติดต่อได้ที่

นายสุรพงษ์ กองจนทึก ประธานฯ 081-6424006

นายสัญญา เอียดจงดี  ทนายความ 087-5894884

นายปรีดา นาคผิว  ทนายความ 089-6222474

นางณัฐาศิริ เบิร์กแมน ทนายความ 085-1208077

Sanitsuda Ekachai is former editorial pages editor, Bangkok Post.

 

 

Can forest officials burn down people’s houses to evict them? According to the Administrative Court ruling last week, the answer is yes.

For some 10 million people in forests who are under the threat of eviction from the military regime’s “Reclaiming the Forest Operation”, the court ruling certainly sent shivers down their spines.According to the operation’s plan, the government will confiscate 500,000 rai of forest this and next year to reclaim 26 million rai of forest within 10 years.

“Forest eviction on this massive scale can only be done through force and violence,” said Prue Odachao, an ethnic Karen activist and community leader. “With the court’s green light to arson, I fear more violence on the ground.”
Sanitsuda Ekachai is former editorial pages editor, Bangkok Post.

The ruling in question involves a lawsuit filed by a group of indigenous Karen forest dwellers whose bamboo huts, rice barns, and personal belongings were burned down by Kaeng Krachan National Park officials in 2011 to forcibly move them to a resettlement village.

The forest dwellers took the case to the Administrative Court, arguing the arson was an overreach of their authority. The law requires a formal warning in writing and a court order before forest officials can dismantle buildings in protected forests. This did not happen. The Kaeng Krachan forest dwellers also insisted they have natural, moral and constitutional rights to stay in their ancestral lands.

The court rejected both claims.

According to the verdict, the area cleared by the Karen forest dwellers is in a dense jungle, so they cannot claim their rights over the forest area. Instead, they are forest encroachers. Consequently, forest officials can burn down the bamboo huts and rice barns to stop the forest dwellers from living there and clear more forest.

“How can that be?” murmured the frail, centenarian forest dweller Ko-ee Mimee. “When I first opened my eyes, the forest was there. When I first drank my mother’s milk, the forest was also there.”

His simple words of hurt, related by his translator, were quickly and widely shared in social media, accompanied by an outpouring of outrage and disillusionment. A group of artists are taking their protests online by drawing the Karen elder’s portrait and sharing it online with a plan to exhibit the portraits at a Bangkok art gallery.

It is a known fact that the indigenous peoples in Kaeng Krachan have been living in isolation deep in the jungle called Jai Paendin (Heart of the Land) long before the forest was declared a national park, Angkhana Neelapaijit, a National Human Rights Commissioner wrote on her Facebook page.

“Grandpa Ko-ee is even older than the National Park Department itself. This incident is not only about destroying people’s homes and properties, it’s also about harming ethnic minorities’ rights and cultures,” she wrote.

Conflicts between forest authorities and forest people are old news. But this conflict is nothing ordinary. On one side is an iconic forest dweller, 105-year-old Ko-ee Mimee who commanded high reverence from his Karen people. His cause is the right of indigenous people to live on their ancestral land and preserve their simple way of life which includes rotation farming.

On the other side is a combative forest official, Chaiwat Limlikhit-aksorn, the former national park chief who led his team to set fire to the dwellings of the indigenous Kaeng Krachan forest people. Despite his many controversies including a murder charge and the mysterious disappearance of a Karen activist, Mr Chaiwat is now head of the “Almighty Tigers”, the military regime’s forest crackdown troupe.

Many see it as a contest between moral right and raw power. Forest officials are notorious for arresting people who have been living in the forests long before authorities demarcated the area as protected forests. But until Mr Chaiwat, no one had ever set fire to people’s homes. He even took a TV crew aboard his helicopter to publicise the arson as an act of bravado to protect the forest. Thanks to the footage, the public came to know about the violence.

The public also knew what unfolded. After the arson, a local politician and an advocate of Karen forest dwellers’ rights connected the forest dwellers with the Lawyers’ Council of Thailand. He also made allegations about Mr Chaiwat’s forest encroachment and a mansion built with illegal timber. He was shot dead while at the wheel of his car. Police charged Mr Chaiwat with murder. He was acquitted for lack of evidence.

That’s not all. Grandpa Ko-ee’s nephew, Porlachee Rakchongcharoen, or Billy, mysteriously disappeared after being arrested by Mr Chaiwat. Billy was in charge of preparing the forest dwellers’ testimonies and liaising with the lawyers to sue the park. Mr Chaiwat insisted he had already released Billy. But the Karen activist was not been seen since.

Mr Chaiwat alleged the Kaeng Krachan forest dwellers are national security threats because they are not Thais but sympathisers of the Karen rebels in Myanmar, using Thai forest to grow marijuana and engaging in drugs. He also claimed the bamboo huts were not the Karen’s houses but temporary shacks of no value.

Evidence shows they are all Thai nationals. When officials finally reached the Heart of the Land for a demographic survey in 1982, they found forest dwellers had long been living there, among them grandpa Ko-ee and many other forest dwellers. All had old coins issued by state authorities for hilltribe people, showing they are native to the land.

They also explained what authorities view as slash-and-burn is actually the Karen’s traditional farm rotation system. In a cyclical order, they will leave an old plot to regenerate for about seven to 10 years before returning to till the land again. This system allows the soil to replenish itself and allows the trees to grow back which keeps the forest green. When they return to clear the old plot, they are condemned for destroying the forest out of misunderstanding.

It is their cyclical farming system and their simple way of life, close to nature, that has kept Kaeng Krachan forest healthy. Under the National Park Act, however, forests belong to the state and they must be free of humans. Any human activities in protected forests — even removing a twig or a pebble from the forest — are considered a serious crime carrying a heavy jail term. The forest dwellers also cited the indigenous peoples’ rights enshrined by previous charters and International Convention on the Elimination of All Forms of Racial Discrimination ratified by Thailand.

The court ruled the international conventional is not legally binding, and the arson did not violate the constitution because it was done to protect the forest. It also found forest authorities did not have to formally inform the forest dwellers about the eviction because they did not have any legal rights over the land in the first place. “I was stunned and gripped with fear as I listened to verdict,” said Prue Odachao, who also attended the court session. “Forest officials often tell us hillpeoples in the North that we should be evicted because we no longer live a traditional, simple way of life like our ancestors.

“But here are the country’s most traditional Karen forest dwellers following the most traditional way of life close to nature. This is how our ancestors lived. If authorities still don’t allow Grandpa Ko-ee and the indigenous Karen to live in Kaeng Krachan National Park and can just violently remove them at will, what will happen to us?”

Forced resettlement is not the answer, he said. As a rule, authorities cannot find enough farm lands and new livelihoods for those who are evicted, plunging communities into poverty. The highlanders have been campaigning with the land reform movement to offer policy solutions to tackle land rights conflicts. Among them are community forests and community land ownership which were adopted by civilian governments but fiercely resisted by the forest bureaucracy. With the military at the helm to strengthen officialdom, the draconian forest policies are now back again — and with the controversial Mr Chaiwat as the forest eviction commander. “I’m losing heart and hope. I now fear for the worst,” said the Karen activist.

เพิ่มเติม วันนี้สืบพยานได้เพียงหนึ่งปากซึ่งเป็นผู้ที่ถูกจับกุมพร้อมกับนายอนัน เกิดแก้ว

เผยแพร่วันที่ 14 กันยายน 2559

 13473797_1235082676503031_18619191_n

ใบแจ้งข่าว

ศาลจังหวัดนครราชสีมานัดไต่สวนตำรวจชุดจับกุม วันที่ 15กันยายน 59

คดีไต่สวนการตายนายอนัน เกิดแก้ว ผู้ต้องหาซึ่งบาดเจ็บสาหัสระหว่างการควบคุมตัวและต่อมาเสียชีวิต

 ***********************

ศาลจังหวัดนครราชสีมา นัดไต่สวนคำร้องชันสูตรพลิกศพครั้งที่ 3 คดีนายอนัน เกิดแก้ว ผู้ต้องหาคดียาเสพติดซึ่งบาดเจ็บสาหัสและเสียชีวิตระหว่างการสอบสวน เนื่องจากเมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 2559 พนักงานอัยการจังหวัดนครราชสีมา ได้นำพยานเข้าสืบ 2 ปาก ได้แก่เจ้าพนักงานตำรวจของศูนย์ปราบปรามยาเสพติด ตำรวจภูธรจังหวัดนครราชสีมา 2 นาย และได้แถลงต่อศาลขอเลื่อนไปสืบพยานต่อในวันที่ 15 กันยายน 2559

โดย นัดไต่สวนชันสูตรพลิกศพในวันที่ 15 กันยายน 2559  พนักงานอัยการจังหวัดนครราชสีมาซึ่งเป็นผู้ร้องในคดีนำพยานเข้าสืบ 2 ปาก ได้แก่ เจ้าพนักงานตำรวจจากสถานีตำรวจภูธรจอหอ จ.นครราชสีมา ซึ่งเป็นพนักงานสอบสวนในคดีที่นายอนัน เกิดแก้วถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิดตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.๒๕๔๕ และสิบเวรผู้รับมอบตัวนายอนัน เกิดแก้วจากตำรวจชุดจับกุมของศูนย์ปราบปรามยาเสพติด ตำรวจภูธรจังหวัดนครราชสีมา ในวันที่ 11 พฤศจิกายน 2558หนึ่งนาย ซึ่งเป็นพยานสำคัญที่สามารถแสดงให้เห็นได้ว่าในเวลาที่รับตัวมานั้นมีอาการบาดเจ็บหรือไม่อย่างไร

ทั้งนี้ นางวาสนา เกิดแก้วมารดาผู้ตาย และครอบครัวจะเดินทางมายัง ศาลจังหวัดนครราชสีมา เพื่อเข้าร่วมรับฟังการไต่สวนชันสูตรพลิกศพในครั้งนี้ด้วย มูลนิธิผสานวัฒนธรรมจึงขอเชิญชวนสื่อมวลชนและผู้ที่สนใจ เข้าร่วมรับฟังการไต่สวนชันสูตรพลิกศพ ในวันที่ 15 กันยายน 2559 ตั้งแต่เวลา 9.00 น. เป็นต้นไป ณ ศาลจังหวัดนครราชสีมา

 

ติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม

นายปรีดา นาคผิว

089-6222474  ทนายความ

นางณัฐาศิริ เบิร์กแมน

089-1208077  ทนายความ

มูลนิธิผสานวัฒนธรรม

%e0%b8%a0%e0%b8%b4%e0%b8%81%e0%b8%a9%e0%b8%b8%e0%b8%93%e0%b8%b5

 

เผยแพร่วันที่ 14 กันยายน  2559

ใบแจ้งข่าว

ภิกษุณี เข้าพบพนักงานสอบสวน สภ.สว่างแดนดิน จ.สกลนคร

เพื่อยืนยันว่าตนบวชถูกต้องตามธรรมวินัยพุทธศาสนา ไม่ผิดแต่งกายเลียนแบบสงฆ์

 

วันที่ 14 กันยายน 2559 เวลา 09.30 น. นางสาวมณีรัตน์ ศรีระวงศ์ษา หรือภิกษุณีอนุฬา ซึ่งเป็นหนึ่งในสามคนที่ตกเป็นผู้ต้องหาคดีอาญา ข้อหาแต่งกายหรือใช้เครื่องหมายที่แสดงว่าเป็นภิกษุ สามเณร นักพรตหรือนักบวชในศาสนาใดโดยมิชอบ เพื่อให้บุคคลอื่นเชื่อว่าตนเป็นบุคคลเช่นนั้น  และร่วมกันฉ้อโกง จะได้เข้าพบพนักงานสอบสวน สถานีตำรวจภูธรสว่างแดนดิน อ.สว่างแดนดิน จ.สกลนคร พร้อมทนายความจากมูลนิธิผสานวัฒนธรรมซึ่งเป็นองค์กรที่รับให้ความช่วยเหลือทางคดีแก่ผู้ต้องหารายนี้ โดยนางสาวมณีรัตน์ ศรีระวงศ์ษา มีพยานหลักฐานยืนยันได้ว่าตนได้บวชโดยถูกต้องตามหลักพระธรรมวินัยแห่งพุทธศาสนา ปฏิบัติศาสนากิจตามพุทธบัญญัติ จึงเป็นนักบวชที่เรียกว่าภิกษุณีโดยชอบในพุทธศาสนา มีสิทธิเสรีภาพโดยชอบในการนับถือศาสนาตามรัฐธรรมนูญและพันธกรณีระหว่างประเทศ จึงไม่มีความผิดตามข้อกล่าวหา

คดีนี้ สืบเนื่องจากเมื่อปี พ.ศ. 2558 มีชายคนหนึ่งได้แจ้งความกล่าวโทษต่อพนักงานสอบสวน สภ.สว่างแดนดิน จ.สกลนคร ให้ดำเนินคดีอาญาแก่นางสาวมณีรัตน์ กับพวกรวม 3 คน ในข้อหาแต่งกายหรือใช้เครื่องหมายที่แสดงว่าเป็นภิกษุ สามเณร นักพรตหรือนักบวชในศาสนาใดโดยมิชอบ เพื่อให้บุคคลอื่นเชื่อว่าตนเป็นบุคคลเช่นนั้น และร่วมกันฉ้อโกง ต่อมาชายคนดังกล่าวได้ถอนแจ้งความ และพนักงานสอบสวนได้มีคำสั่งไม่ฟ้องผู้ต้องหาทั้งสามในทุกฐานความผิดแล้วส่งสำนวนคดีไปยังพนักงานอัยการในปี พ.ศ. 2558 นั้นเอง  กระทั่งเมื่อเดือนสิงหาคม 2559 พนักงานสอบสวนได้แจ้งว่าพนักงานอัยการมีคำสั่งให้สอบสวนเพิ่มในข้อหาแต่งกายหรือใช้เครื่องหมายที่แสดงว่าเป็นภิกษุ สามเณร นักพรตหรือนักบวชในศาสนาใดโดยมิชอบ เพื่อให้บุคคลอื่นเชื่อว่าตนเป็นบุคคลเช่นนั้น ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 208 หรือที่เรียกง่าย ๆ ว่า แต่งกายเลียนแบบสงฆ์ เนื่องจากเป็นข้อหาที่ไม่สามารถยอมความได้ แม้เจ้าตัวผู้แจ้งความกล่าวโทษจะได้ถอนแจ้งความไปแล้วก็ตาม  ดังนั้นพนักงานสอบสวนจึงเรียกให้นางสาวมณีรัตน์ หรือภิกษุณีอนุฬา ไปพบเพื่อให้การและแสดงพยานหลักฐานยืนยันว่าได้บวชเป็นภิกษุณีโดยถูกต้อง

นางสาวมณีรัตน์ ศรีระวงศ์ษา หรือภิกษุณีอนุฬา ยืนยันว่าตนอุปสมบทเป็นภิกษุณีในพุทธศาสนาโดยชอบด้วยพระธรรมวินัย ดังความในพระไตรปิฎก ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม 3 หน้า 5 ถึง หน้า 6 สิกขาบทวิภังค์ [658] “คำว่า ภิกษุณี มีอธิบายว่า …..ชื่อว่าภิกษุณีเพราะการปฏิญญาตน  ชื่อว่าภิกษุณีเพราะพระพุทธเจ้าทรงบวชให้  ชื่อว่าภิกษุณี เพราะเป็นผู้อุปสมบทด้วยไตรสรณคมน์ …. ชื่อว่าภิกษุณี เพราะเป็นผู้ที่สงฆ์ 2 ฝ่ายพร้อมเพรียงกันอุปสมบทให้ด้วยญัตติจตุตถกรรมที่ถูกต้องสมควรแก่เหตุ  ในภิกษุณีที่กล่าวมานั้น ภิกษุณีที่สงฆ์ 2 ฝ่ายพร้อมเพรียงกันอุปสมบทให้ด้วยญัตติจตุตถกรรมที่ถูกต้องสมควรแก่เหตุนี้ที่พระผู้มีพระภาคทรงประสงค์เอาว่า ภิกษุณี ในความหมายนี้” ซึ่งตนได้อุปสมบทเป็นภิกษุณีโดยสงฆ์ 2 ฝ่าย เมื่อปี พ.ศ. 2555 ที่เวสาลีซึ่งเป็นพุทธสถานสำคัญในประเทศอินเดีย  ได้รับฉายาว่า ภิกษุณีอนุฬา มีหนังสือรับรับรองการเป็นภิกษุณีซึ่งเป็นภาษาอังกฤษ เรียกว่า CERTIFICATE OF FULL ORDINATION, ASIAN THERAVADA  BHIKKHUNIS ASSOCIATION และเมื่อตนเป็นภิกษุณีโดยสมบูรณ์แล้ว ก็ได้อยู่จำพรรษาศึกษาพระธรรมวินัยที่เวสาลี ประเทศอินเดีย ดังนั้นการอุปสมบทเป็นภิกษุณีของตนจึงชอบแล้ว และเป็นไปตามความที่ว่า “…..ชื่อว่าภิกษุณี เพราะเป็นผู้ที่สงฆ์ 2 ฝ่ายพร้อมเพรียงกันอุปสมบทให้ด้วยญัตติจตุตถกรรมที่ถูกต้องสมควรแก่เหตุ…..” ตามความในพระไตรปิฎกดังกล่าว

 

 

ติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม

นายปรีดา นาคผิว   ทนายความมูลนิธิผสานวัฒนธรรม  089-62222474

นายธนู เอกโชติ   ทนายความ 086-3435569

no torture 2

เผยแพร่วันที่ 13 กันยายน 2559

ใบแจ้งข่าว

      นายฤทธิรงค์ ชื่นจิตร ยืนยันถูกทำร้ายจริงเป็นโจทก์ยื่นฟ้องคดีอาญา

    ตำรวจ สภ.เมืองปราจีนบุรี 7 คน

 

เมื่อวันที่ 12 กันยายน 2559 เวลา 13.30 น. ศาลจังหวัดปราจีนบุรี ได้ไต่สวนมูลฟ้องนัดที่ห้า คดีอาญาหมายเลขดำที่ 925/2558  คดีที่นายฤทธิรงค์ ชื่นจิตร เป็นโจทก์ยื่นฟ้องตำรวจ 7 คน ได้แก่เจ้าพนักงานตำรวจ สภ.เมืองปราจีนบุรี 2 คน และเจ้าพนักงานตำรวจชุดสืบสวนตำรวจภูธรจังหวัดปราจีนบุรี 2 คน เป็นจำเลย ฐานร่วมกันกระทำความผิด ในข้อหาปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ในการยุติธรรม ความผิดต่อร่างกาย และความผิดต่อเสรีภาพ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157, 200, 295, 305, 310, 391 ประกอบมาตรา   83, 91 สืบเนื่องมาจากเหตุการณ์ที่นายฤทธิรงค์ระบุว่าเจ้าพนักงานตำรวจควบคุมไปทำร้ายร่างกายบังคับให้รับสารภาพ

ในการไต่สวนมูลฟ้องนัดนี้ พนักงานอัยการจังหวัดปราจีนบุรีซึ่งเป็นทนายความจำเลยทั้งเจ็ดได้ถามค้านนายฤทธิรงค์ โจทก์ ต่อเนื่องจากนัดที่ผ่านมา(27 มิถุนายน 2559) โดยนายฤทธิรงค์ตอบคำถามค้านทนายความจำเลย ยังคงยืนยันเช่นเดิมว่าบาดแผลที่ตนได้รับเกิดจากเหตุการณ์เมื่อวันที่ 28 มกราคม 2552 ตนถูกเจ้าพนักงานตำรวจควบคุมตัวไปที่ สภ.เมืองปราจีนบุรีและถูกนำไปร่วมกันทำร้ายร่างกาย ใช้ถุงพลาสติกครอบศีรษะแล้วรวบปากถุงให้ขาดอากาศหายใจ บังคับให้รับสารภาพ  บาดแผลตามภาพที่แสดงต่อศาลเกิดขึ้นจากการถูกทำร้ายจริงและไม่ใช่บาดแผลที่ตนได้สร้างขึ้นภายหลังเพื่อปรักปรำเจ้าพนักงานตำรวจ โดยบริเวณบาดแผลนั้นได้รับความเจ็บปวด กดเจ็บบริเวณคอและบริเวณข้อมือ แต่บริเวณดังกล่าวไม่มีร่องรอยของบาดแผล และปรากฎบาดแผลถลอกบริเวณร่างกายของตน ตามใบรับรองแพทย์ของโรงพยาบาลบ้านสร้าง จ.ปราจีนบุรี  นอกจากนั้นนายฤทธิรงค์ยอมรับว่าในวันเกิดเหตุหลังจากถูกทำร้ายร่างกายดังกล่าวแล้วถูกนำตัวกลับมายัง สภ.เมืองปราจีนบุรี ตนไม่ได้แจ้งให้ใครทราบว่าตนถูกทำร้ายร่างกายบังคับให้รับสารภาพ  สาเหตุที่ตนไม่ยอมแจ้งให้ใครทราบหรือแจ้งความดำเนินคดีกับเจ้าพนักงานตำรวจที่ทำร้ายตนตั้งแต่วันเกิดเหตุนั้น เนื่องจากตนหวาดกลัวมาก ทั้งขณะถูกทำร้ายร่างกายเพื่อบังคับให้รับสารภาพว่าตนเป็นผู้วิ่งราวทรัพย์ของนางเพ็ญศิริ ผู้เสียหายในคดีวิ่งราวทรัพย์ทั้งๆที่ตนไม่ได้เป็นผู้กระทำนั้น ตนได้ถูกเจ้าพนักงานตำรวจที่ทำร้ายข่มขู่ว่าจะฆ่าหากตนได้นำเรื่องที่ถูกทำร้ายไปแจ้งให้คนอื่นทราบ  วันต่อมาตนกับบิดาได้เดินทางเพื่อเข้าแจ้งความร้องทุกข์ที่ สภ.เมืองปราจีนบุรีเพื่อดำเนินคดีกับเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ทำร้ายตนแล้ว แต่เจ้าพนักงานตำรวจไม่รับแจ้งความร้องทุกข์  ตนจึงได้ไปแจ้งความเป็นหลักฐานไว้ที่ สภ.บ้านสร้าง และเจ้าพนักงานตำรวจ สภ.บ้านสร้าง ได้บอกว่าไม่สามารถรับแจ้งความร้องทุกข์เพื่อให้ดำเนินคดีอาญากับเจ้าพนักงานตำรวจดังกล่าวได้ เพราะไม่ใช่ท้องที่เกิดเหตุ และยังแนะนำว่าให้ไปแจ้งความร้องทุกข์ที่ สภ.เมืองปราจีนบุรี ท้องที่เกิดเหตุ จึงจะดำเนินคดีได้  หลายวันต่อมาตนจึงสามารถแจ้งความร้องทุกข์ที่ สภ.เมืองปราจีนบุรีได้โดยเป็นเจ้าพนักงานตำรวจต่างคนกันกับที่ไปครั้งแรก

นายฤทธิรงค์ขณะเกิดเหตุเรียนมัธยมปลายถูกจับกุมและถูกทำร้ายร่างกายและจิตใจ ถูกถุงพลาสติกคลุมศีรษะให้ขาดอากาศหายใจหลายครั้ง ถูกขู่ฆ่า  ถูกทำร้ายซ้ำๆ จนทนไม่ไหวจนสารภาพตามที่เจ้าหน้าที่ตำรวจกล่าวหา  ปัจจุบันผู้ก่อเหตุการณ์วิ่งราวทรัพย์ได้ถูกจับกุมและดำเนินคดีแล้ว อัยการสั่งไม่ฟ้องนายฤทธิรงค์ แต่พบว่าได้รับผลกระทบทางด้านจิตใจ นอนไม่หลับ กลัวการออกจากบ้านคนเดียว ไม่ไว้ใจใคร  พยายามเรียกร้องขอความเป็นธรรมหลายหน่วยงาน ปัญหาที่เกิดขึ้นส่งผลกระทบถึงครอบครัว จึงได้นำคดีมาฟ้องต่อศาลให้ดำเนินคดีเพื่อให้ได้รับความเป็นธรรม

การถามค้านนายฤทธิรงค์ของทนายความจำเลยทั้งเจ็ดเสร็จสิ้นแล้ว นัดต่อไปทนายความโจทก์จึงจะได้ถามติง โดยศาลได้กำหนดนัดไต่สวนมูลฟ้องครั้งต่อไปในวันที่ 26 กันยายน 2559 เวลา 13.30 น. ถึง 16.00 น.

 

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่

นายปรีดา นาคผิว 098-6222474 ทนายความ มูลนิธิผสานวัฒนธรรม

นายสัญญา เอียดจงดี  ทนายความ   โทร 087-5894884