Feeds:
Posts
Comments

crcf & mac

เผยแพร่วันที่ ๑๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๙

ใบแจ้งข่าว

คดีปุโละปุโย  ศาลจังหวัดปัตตานีนัดชี้สองสถาน

 และนำคดีสู่ศูนย์ไกล่เกลี่ย ก่อนการสืบพยาน

 เมื่อวันที่ ๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๙ เวลา ๐๙.๐๐ น. ศาลจังหวัดปัตตานีได้กำหนดชี้สองสถาน ในคดีหมายเลขดำที่ ๕๑๙/๒๕๕๘  ระหว่าง นายยา ดือราแม กับพวกรวม ๕ คน โจทก์  กับ กองทัพบก จำเลยที่ ๑ และ สำนักนายกรัฐมนตรี จำเลยที่ ๒  โดยโจทก์ทั้งห้าคนคือคือชาวบ้านผู้ได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์เมื่อวันที่ ๒๙ มกราคม พ.ศ. ๒๕๕๕ เวลาประมาณ ๒๐.๓๐ น. เจ้าหน้าที่ทหารพรานประจำฐานปฏิบัติการทหารพรานที่ ๔๓๐๒ ตำบลปุโละปุโย อำเภอหนองจิก จังหวัดปัตตานี ได้ใช้อาวุธปืนสงครามยิงเข้าใส่รถยนต์ของชาวบ้านซึ่งมีผู้อยู่ในรถจำนวน ๙ คน ขณะกำลังเดินทางออกจากหมู่บ้านกาหยี หมู่ที่ ๑ ต.ปุโละปุโย อ.หนองจิก  จ.ปัตตานี ได้เพียง ๕๐๐ เมตร เพื่อไปละหมาดศพ (การละหมาดขอพรให้ผู้เสียชีวิต) ที่บ้านทุ่งโพธิ์ หมู่ที่ ๔ ต.ลิปะสะโง  อ.หนองจิก  จ.ปัตตานี จนเป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิต ๔ ราย และบาดเจ็บ ๕ ราย

ศาลได้ตรวจคำฟ้องและคำให้การ แล้วกำหนดประเด็นข้อพิพาทดังนี้

๑.      เจ้าหน้าที่ฝ่ายทหารในสังกัดของจำเลยทั้งสองจงใจหรือประมาทเลินเล่อ โดยมิได้ปฏิบัติและ

ดำเนินการให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์แห่งพระราชบัญญัติกฎอัยการศึก พ.ศ.๒๔๕๗ หรือไม่ และจำเลยทั้งสองจะต้องรับผิดหรือไม่ อย่างไร

๒.    ค่าเสียหายของโจทก์ทั้งห้ามีเพียงใด

ประเด็นทั้งสองโจทก์ทั้งห้ากล่าวอ้าง จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ ภาระการพิสูจน์ตกแก่โจทก์ทั้งห้านำสืบก่อน แล้วให้จำเลยทั้งสองสืบแก้

ทนายโจทก์ทั้งห้าแถลงสืบพยาน ๑๕ ปาก กำหนดสืบ ๓ นัด  และทนายจำเลยทั้งสองแถลงสืบพยาน ๖ ปาก กำหนดสืบ ๒ นัด

เนื่องจากคดีนี้เป็นคดีอันเกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ฝ่ายทหาร อ้างว่า กระทำไปในหน้าที่เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยของบ้านเมืองภายใต้พระราชบัญญัติกฎอัยการศึก ดังนั้น เพื่อให้เกิดความรู้สึกและเป็นธรรมแก่คู่ความทุกฝ่าย ตลอดจนความสะดวกรวดเร็วในการพิจารณาคดี โดยไม่จำต้องสืบพยาน ศาลเห็นสมควรให้นำคดีเข้าสู่ศูนย์ไกลเกลี่ยข้อพิพาทประจำศาลจังหวัดปัตตานี ในระหว่างที่คดีรอการพิจารณาสืบพยาน โดยให้ศูนย์ไกล่เกลี่ยมีหนังสือถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง คือ ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนใต้ และกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค ๔ ส่วนหน้า เข้าร่วมการเจรจาเพื่อหาข้อยุติพิพาทคดี ในวันที่ ๒๐ เมษายน ๒๕๕๙ เวลา ๐๙.๐๐ น. และถ้าหากไม่สามารถเจรจาตกลงกันได้ให้ดำเนินการสืบพยานโจทก์ทั้งห้าในวันที่ ๒๔, ๒๕, ๓๑ พฤษภาคม ๒๕๕๙   และสืบพยานจำเลยทั้งสองในวันที่ ๗,๘ มิถุนายน ๒๕๕๙  เวลา ๙.๐๐ น.

 

ข้อมูลเพิ่มเติมติดต่อ

นายสากีมัน เบญจเดชา  ทนายความ มูลนิธิศูนย์ทนายความมุสลิมจังหวัดปัตตานี โทร. ๐๘๖-๐๓๗๔๓๑๘

นายปรีดา นาคผิว   ทนายความ มูลนิธิผสานวัฒนธรรม  โทร. ๐๘๙-๖๒๒๒๔๗๔

Press Release in Thai 2016-02-10 แถลงการณ์เรื่องการเปิดตัวหนังสือการทรมานในปัตตานี

For immediate release on 10 February 2016

CrCF/Duayjai/HAP

Press Release

The launch of report on torture and other cruel, inhuman or degrading treatment in Thailand’s Deep South

Full report in English Torture-report – english as of 10 Feb 2016 -released version

Full report in Thai รายงานทรมานปัตตานี 2557-2558 (1)

On 10 February 2016, a public discussion was organized to launch a 120-page-report compiling the interviews of 54 victims of torture and articles on how to prevent torture. A collaboration of three organizations, the Duay Jai Group, the Patani Human Rights Network and the Cross Cultural Foundation (CrCF), the report is derived from direct interviews conducted with victims of torture relying on the questionnaire designed based on the investigation protocol provided for in the Istanbul Protocol.

During 2014-2015, the study team has compiled 54 cases concerning the torture and other cruel, inhuman or degrading treatment by government officers or at their acquiescence, 15 of which took place in 2015, 17 in 2014 and the rest 21 during 2004-2013. All of the victims are Malay Muslim Thais

 

During 2012-2014, the team used to conduct another 92 cases of torture and made the report available in English (the Thai version was not made available publicly). It was then submitted to the UN Committee Against Torture in April 2014. Then, the Committee recommended that Thailand act to address and prevent torture and other cruel, inhuman or degrading treatment by the officers. Still, torture continues and its number has not declined. There was even an increase of complaints received during 2014-2015, the latest of which was about the death in custody of Mr. Abdullayib Doloh on 4 December 2015.

 

“It is not the intent of the report to discredit the performance of security officers in Thailand. It has stemmed from that after revealing to the authorities many times about the problem and after a series of press release and reports, things do not seem to change. The launch of this report will simply bring to the attention of all parties concerned, particularly those at the policy making level, that torture and other cruel, inhuman or degrading treatment in the Deep South continues unabated. We are calling for security agencies involved with the arrest, detention and interrogation of suspects to immediately refrain from using torture. And the government should bring to justice those officers involved with the practice to ensure that justice is served for the victims and their families. Otherwise, there shall be deteriorating fallouts toward any attempt to solve the unrest in the Deep South” said Somchai Homlaor, as a member of the editors.

 

Previously on 8 January 2016, the report has been submitted to General Aksara Kerdphol, the new chief negotiator for the peace talks as directly designated by Gen. Prayuth Chan-ocha, the Prime Minister and General Wiwat Pathompak, the Fourth Army Region Commander and the National Human Rights Commission (NHRC). There is currently no progress as to any attempt to investigate the cases raised in the report.

 

For more information, please contact Pornpen Khongkachonkiet, Tel. 02-6934939

คำแปล

กลุ่มสิทธิมนุษยชนกล่าวหาว่า การทรมานในจังหวัดชายแดนใต้เกิดขึ้นอย่างเป็นระบบและแพร่หลายไปที่อื่น

ประวิตร โรจนพฤกษ์

ผู้สื่อข่าวอาวุโส

แปลจาก http://www.khaosodenglish.com/detail.php?newsid=1455008927

 

กรุงเทพฯ, การทรมานตั้งแต่การทำ waterboarding ไปจนถึงการบีบคอ ข่มขู่ด้วยความรุนแรง และการละเมิดทางเพศ เกิดขึ้นอย่างเป็นระบบ เป็นผลงานของเจ้าหน้าที่ทหารและตำรวจ เพื่อบีบบังคับให้ผู้ต้องสงสัยว่าก่อความไม่สงบในจังหวัดชายแดนใต้ยอมรับสารภาพ ตามข้อกล่าวหาในในรายงานใหม่

นับเป็นรายงานฉบับที่สองของเดือนนี้ที่เป็นการรวบรวมบทสัมภาษณ์ผู้ที่เคยถูกควบคุมตัว และจะมีการเปิดตัวรายงานในวันพุธโดยมูลนิธิผสานวัฒนธรรม องค์กรเครือข่ายสิทธิมนุษยชนปาตานี และกลุ่มด้วยใจ ซึ่งเตือนว่าการปฏิบัติมิชอบที่กล่าวหาเหล่านี้ไม่เพียงบ่อนทำลายระบบยุติธรรม หากยังทำให้ความสนับสนุนต่อรัฐไทยในบรรดาคนมุสลิมสัญชาติไทยเชื้อสายมลายูในจังหวัดชายแดนใต้ลดน้อยลงด้วย

“การทรมานในจังหวัดชายแดนใต้เกิดขึ้นอย่างเป็นระบบ” รายงานจำนวนรวม 120 หน้าระบุ “เป็นการทำลายความเชื่อมั่นโครงสร้างของรัฐ ทั้งความรู้สึกการยอมรับการปกครอง ความไม่เชื่อมั่นในระบบกฎหมาย กระบวนการยุติธรรม ท้ายที่สุดอาจถูกชักโจงให้เข้าร่วมในการต่อสู้หรือใช้ความรุนแรง”

 

กองทัพบกประณาม รายงานการทรมานในจังหวัดชายแดนใต้เกิดจาก “จินตนาการ”

พันเอกปราโมทย์ พรหมอินทร์ โฆษกกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า (กอ.รมน.) กล่าวว่ายังไม่เห็นรายงาน แต่บอกปัดว่าคงเป็นผลมาจากจินตนาการของผู้เขียน เขายังกล่าวหาว่าหนึ่งในผู้เขียนรายงานหลักคือพรเพ็ญ คงขจรเกียรติ  ผู้อำนวยการมูลนิธิผสานวัฒนธรรม เพียงแต่ต้องการทำลายความน่าเชื่อถือของกองทัพและรัฐ

พรเพ็ญกล่าวกับ Khaosod English ว่า ทางการควรอ่านเนื้อหาใน “รายงานสถานการณ์การทรมานและการปฏิบัติที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรมหรือย่ำยีศักดิ์ศรีในจังหวัดชายแดนใต้ ปี 2557-2558” เสียก่อนจะปฏิเสธโดยทันที เธอยืนยันข้อมูลตามที่ค้นพบ และระบุว่ามีการประเมินด้านจิตวิทยาของผู้ให้ข้อมูลซึ่งมีการปกปิดข้อมูลส่วนบุคคล ทั้งนี้เพื่อให้มั่นใจถึงความน่าเชื่อถือของข้อมูลที่ได้รับ ในรายงานประกอบด้วยคำสัมภาษณ์ของผู้เสียหาย 54 ราย ซึ่งกล่าวหาว่าเกิดเหตุการณ์ทรมานกับตนทั้งในปัจจุบันและในอดีตระหว่างปี 2557-2558

ตามรายงานของกลุ่มสิทธิมนุษยชน เชื่อว่ามีผู้เสียชีวิตกว่า 6,200 รายระหว่างปี 2547-2557 ในจังหวัดชายแดนใต้ ตามข้อสังเกตของรายงาน

“ดิฉันคิดว่ากอ.รมน.ไม่เข้าใจหน้าที่ของตนเอง รัฐต้องรับผิดชอบตรวจสอบสิ่งที่เกิดขึ้น แต่พวกเขากลับไม่อ่านรายงาน ไม่ตรวจสอบข้อบกพร่องและนโยบายของตนเอง” พรเพ็ญกล่าว และบอกว่ากอ.รมน.มีจุดยืนที่จะเพิกเฉยต่อข้อกล่าวหาการทรมานเหล่านั้น

เป็นรายงานฉบับที่สองต่อจากรายงานเมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ของมูลนิธิศูนย์ทนายความมุสลิมที่ปัตตานี ซึ่งมีข้อกล่าวหาคล้ายคลึงกันโดยระบุว่า ทหารใช้การปฏิบัติมิชอบทั้งทางกายและใจหลายประการในปี 2558 เพื่อบังคับให้ผู้ต้องสงสัยคดีก่อความไม่สงบรับสารภาพ

สมชาย หอมลออ ทนายความสิทธิมนุษยชนคนสำคัญและหนึ่งในบรรณาธิการของรายงานระบุว่า ปัจจุบันมีการใช้เทคนิคการทรมานกับคนไทยคนอื่น ๆ ในภูมิภาคอื่นด้วย โดยเฉพาะกับคนที่ทางการเชื่อว่าเป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคง

“เราไม่ต้องการประณามพวกเขาหรือสร้างความเกลียดชัง แต่ต้องการให้พวกเขาแก้ไขสถานการณ์เนื่องจากเป็นการบ่อนทำลายรัฐเอง” สมชายกล่าว

รายงานตั้งข้อสังเกตว่าในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา ยังไม่มีเจ้าหน้าที่ความมั่นคงแม้แต่รายเดียวที่ได้รับโทษจำคุกเนื่องจากข้อหาการทรมาน กรณีที่ใกล้เคียงที่สุดเกิดขึ้นเมื่อปี 2550 คือ อัสฮารี สะมะแอ อายุ 25 ปี ซึ่งเสียชีวิตระหว่างการควบคุมตัวโดยไม่มีข้อกล่าวหา เมื่อวันที่ 21 สิงหาคม ศาลปกครองสูงสุดสั่งการให้สำนักนายกรัฐมนตรีจ่ายเงินให้นางแบเดาะห์ สะมะแอ ผู้เป็นแม่เป็นจำนวน 534,301 บาทพร้อมดอกเบี้ย รวมกันคิดเป็นเงิน 1,014,000 บาทเพื่อเป็นค่าสินไหมทดแทน หลังจากศาลเห็นว่าอัสฮารีเสียชีวิตจากอาการบาดเจ็บที่ศีรษะระหว่างการควบคุมตัวของกอ.รมน. ซึ่งเป็นหน่วยงานภายใต้สำนักนายกรัฐมนตรี แต่ไม่มีการนำตัวทหารรายใดมาลงโทษในคดีนี้

รายงานระบุว่า การควบคุมตัวโดยไม่มีข้อกล่าวหาตามกฎอัยการศึกและพระราชกำหนดในสถานการณ์ฉุกเฉิน ซึ่งสามารถควบคุมตัวบุคคลได้ไม่เกิน 37 วัน ทำให้เกิดโอกาสที่จะมีการปฏิบัติมิชอบ การทรมาน และการปฏิบัติที่โหดร้ายต่อผู้ต้องสงสัย

“สิทธิของบุคคลเหล่านั้นกลับถูกจำกัดเสียยิ่งกว่าผู้ต้องหาในคดีอาญาเสียอีก” รายงานระบุและเสริมว่าผู้ถูกควบคุมตัวไม่ได้รับอนุญาตให้พบกับญาติหรือทนายความ ไม่สามารถขอประกันตัว และในบางกรณีจะถูกส่งตัวไปสถานที่ควบคุมตัวแห่งอื่นโดยไม่แจ้งให้ครอบครัวทราบ

รายงานยังอ้างว่าการทรมานทั้งทางกายและใจมักเริ่มขึ้นตั้งแต่เริ่มจับกุมตัวผู้ต้องสงสัย ผู้ที่เคยถูกควบคุมตัวบอกว่าการปฏิบัติมิชอบที่เกิดขึ้นมีทั้งการเอาปากกระบอกปืนเอ็ม 16 จ่อเข้าไปในปาก การทุบตี การขู่ฆ่าพวกเขาหรือครอบครัว ขู่จะข่มขืนภรรยาและอื่น ๆ

ในกรณีที่ร้ายแรงครั้งหนึ่ง รายงานระบุว่าผู้ต้องสงสัยอายุ 27 ปีบอกว่าถูกจับโดยไม่มีข้อกล่าวหาในเดือนมีนาคม 2547 เขากล่าวหาว่าตำรวจบอกให้เขาวิ่งจากรถเพื่อเอาชีวิตรอด แต่เขาไม่ยอมวิ่งหนีเพราะกลัวว่าจะถูกใช้เป็นเหตุให้ยิงสังหารเขา

“เจ้าหน้าที่ตำรวจบอกว่าให้ยิ่งหนี ถ้ามึงหนีรอด มึงก็รอด…ผมบอกว่าหนีทำไม ไม่ได้ทำผิดอะไร เจ้าหน้าที่ตำรวจพูดต่อว่า เสียดายไม่หนี ถ้างั้นก็จะส่งมึงไปอยู่กับพ่อมึง” เขากล่าวไว้ในรายงานหน้า 22

ระหว่างการสอบปากคำ รายงานกล่าวหาว่าเจ้าหน้าที่ใช้วิธีการซ้อมทรมานที่แตกต่างกัน ไม่ว่าจะเป็น

Waterboarding บังคับให้เปลือยกาย การทำให้สูญเสียประสาทสัมผัสด้วยการปิดตาและการใช้ถุงคลุมศีรษะ การเฆี่ยนตี การบังคับให้ยืนตากแดดถอดรองเท้า การช็อตด้วยไฟฟ้า การใช้น้ำเย็นหรือน้ำอุ่นหยดตรงจุดหนึ่งในร่างกายอย่างช้า ๆ ทีละหยด และอื่น ๆ

เจ้าหน้าที่ด้านการแพทย์มีส่วนร่วมในการปฏิบัติมิชอบด้วย ตามข้อมูลในรายงาน

รายงานหน้า 23 ระบุว่ามีผู้ต้องสงสัยที่ไม่ระบุชื่ออายุ 29 ปีซึ่งบอกว่าถูกซ้อมเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2557 และกว่าจะได้พบแพทย์ก็อีกวันต่อมา

“พอเช้าเขาก็พาไปตรวจร่างกายในค่าย แต่หมอไม่ได้ตรวจ แค่ให้ใบรับรองแพทย์ว่าไม่มี ไม่ได้โดนทำร้ายร่างกาย” เขากล่าว

ชายคนดังกล่าวยังกล่าวหาว่าสุดท้ายเขายอมรับสารภาพ หลังจากถูกซ้อมและถูกข่มขู่อย่างรุนแรงเป็นเวลาสามวัน

“ในที่สุดผมก็เซ็นเอกสารเพราะเจ้าหน้าที่ทำร้ายร่างกายเจ็บหมดทั้งตัว มีการขู่จะทำร้ายภรรยา เผาบ้าน ทำร้ายพ่อ แม่ มีการข่มขู่ว่า ถ้าไม่ยอมรับ กูทำได้ให้ติดคุก”

ผู้วิจัยกล่าวว่า ผู้ต้องสงสัยและผู้เสียหายต่างเผชิญกับปัญหาความตื่นเต้นกังวล ภาวะซึมเศร้า ภาวะเครียดรุนแรงหลังวิกฤต ความโกรธเคือง และความต้องการจะล้างแค้น

“ถ้าขับรถเห็นเจ้าหน้าที่ ก็จะรู้สึกกลัว เจ็บใจ พยายามหลีกเลี่ยงไม่เจอเจ้าหน้าที่ให้ได้มากที่สุด” ผู้เสียหายคนหนึ่งกล่าว

“(ผมรู้สึก) เครียด กังวล ทำไมถึงจับซ้ำ ๆ ในขณะที่เราไม่ได้ทำ” เขากล่าวในรายงาน “ผมรู้สึกเจ็บใจ รู้สึกแค้นที่ไม่ได้รับความเป็นธรรม”

รายงานฉบับนี้เป็นภาษาไทย โดยจะมีการเผยแพร่เป็นภาษาอังกฤษในภายหลัง

 

สามารถติดต่อประวิตร โรจนพฤกษ์ได้ที่ pravit@khaosodenglish.com และ @Pravit_R

คู่มือการทำความเข้าใจเรื่องสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง จัดพิมพ์โดยกสม

คำนำ

คู่มือการทำ ความเข้าใจเรื่อง สิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมืองจึงเป็น อีกหนึ่งความพยายามของคณะผู้จัดทำ  ซึ่งประกอบด้วย ปรีดา ทองชุมนุม เกศริน เตียวสกุล อัจจิมา เมืองวงษ์ ตลอดจนผู้ให้ภาพประกอบ ที่เห็นตรงกัน ในการขยายแนวคิดและหลักการพื้นฐานด้านสิทธิมนุษยชนในภาพรวมเชื่อมโยง ระหว่างหลักนิติรัฐ นิติธรรม ประชาธิปไตย สู่การบังคับใช้กฎหมายตามแนว สิทธิมนุษยชน ในการทำ งานตามกลไกตรวจสอบสิทธิมนุษยชนระดับชาติระดับ ภูมิภาค และระดับนานาชาติบทบาทของภาคประชาสังคมในการต่อสู้พิทักษ์ สิทธิร่วมกับกลไกติดตามตรวจสอบสิทธิมนุษยชน ดังกล่าว

เนื้อหาของหนังสือส่วนใหญ่มาจากหนังสือ “สิทธิของเรา สิทธิมนุษยชน” ของ สถาบันสิทธิมนุษยชนแห่งอาเซียน ตีพิมพ์เมื่อปีพ.ศ. ๒๕๕๕ ซึ่งคณะอนุ- กรรมการด้านสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง คณะกรรมการสิทธิมนุษยชน แห่งชาติต้องขอบพระคุณต่อสถาบันและบุคคลทุกท่านที่มีส่วนในการออก หนังสือคู่มือเล่มนี้ไว้ณ ที่นี้ด้วย หวังเป็นอย่างยิ่งว่า หนังสือ “คู่มือการทำ ความเข้าใจเรื่อง สิทธิพลเมือง และสิทธิทางการเมือง” จะเป็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ให้กับสังคมไทยในการ สร้างวัฒนธรรมทางการเมืองเรื่องของ“สิทธิ”ของมนุษย์ ของพลเมือง ศักดิ์ศรี ความเป็นคน การไม่ถูกเลือกปฏิบัติ ยอมรับสิทธิในการกำ หนดเจตจำ นงของตน อย่างแท้จริงได้ในอนาคตอันใกล้นี้

น.พ.นิรันดร์ พิทักษ์วัชระ

กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ

ประธานอนุกรรมการด้านสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง

๑๖ มีนาคม ๒๕๕๘

Original link

http://library.nhrc.or.th/ULIB/searching.php?MAUTHOR=%20%CA%D3%B9%D1%A1%A7%D2%B9%A4%B3%D0%A1%C3%C3%C1%A1%D2%C3%CA%D4%B7%B8%D4%C1%B9%D8%C9%C2%AA%B9%E1%CB%E8%A7%AA%D2%B5%D4

 

 

 

IMG_0045-1

มูลนิธิผสานวัฒนธรรม

​ เผยแพร่วันที่ 8 กุมภาพันธ์ ใบแจ้งข่าว

ศาลปราจีนบุรีไต่สวนมูลฟ้องครั้งที่สาม

คดีนายฤทธิรงค์ ชื่นจิตร ฟ้องตำรวจปราจีนบุรี

 

เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2559 เวลา 13.30 น. ศาลจังหวัดปราจีนบุรีได้ไต่สวนมูลฟ้อง (นัดครั้งที่สาม ) คดีหมายเลขดำที่925/2558 ซึ่งมีนายฤทธิรงค์ ชื่นจิตร เป็นโจทก์ยื่นฟ้องตำรวจ สภ.เมืองปราจีนบุรี 7 คน ฐานร่วมกันปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ในการยุติธรรม ความผิดต่อร่างกาย และความผิดต่อเสรีภาพ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157, 200, 295, 309, 310, 391 ประกอบมาตรา  83, 91โดยศาลได้ไต่สวนพยานฝ่ายโจทก์ คือ นายฤทธิรงค์  ชื่นจิตร ต่อจากนัดที่แล้ว

นายฤทธิรงค์ ชื่นจิตร โจทก์ ให้การต่อศาลต่อจากนัดที่แล้วว่า   หลังจากตนถูกซ้อมทรมานโดยเจ้าหน้าที่ให้รับสารภาพว่าไปกระชากทองแล้ว ตนรู้สึกหวาดกลัวมาก ร้องไห้ ตัวสั่น  ไม่กล้าบอกกับพ่อแม่ เพราะเหตุถูกข่มขู่จากตำรวจว่า ถ้าบอกเรื่องนี้กับใครจะไปดักทำร้ายที่หน้าโรงเรียน แล้วพาศพไปทิ้งที่เขาอีโต้   ตนกลัวตนเองและพ่อแม่จะถูกทำร้ายจึงไม่กล้าบอกพ่อแม่ในช่วงแรก ๆ แม้จะกลับถึงบ้านแล้ว จนกระทั่งพ่อแม่ได้ปลอบโยนให้ตนหายกลัว และพ่อสังเกตร่องรอยช้ำบริเวณข้อมือ จึงได้สอบถามตนว่าถูกอะไร ตนได้บอกว่าถูกทำร้ายร่างกายและได้เล่าเรื่องทั้งหมดให้ฟัง และถอดเสื้อให้พ่อแม่ดูร่องรอยบาดแผลตามร่างกายที่ถูกทำร้าย และพ่อก็ได้ถ่ายรูปไว้ จากนั้นจึงให้ไปพักผ่อน และวันรุ่งขึ้นได้พาไปหาหมอเพื่อตรวจร่างกาย และในปีที่ผ่านมาตนต้องเข้ารับการรักษาสภาพทางจิตใจจากการถูกซ้อมทรมานดังกล่าว โดยได้รับการรักษาเป็นระยะเวลาประมาณ 1-2 เดือน จากคณะแพทย์ สถาบันกัลยาราชนครินทร์ กรุงเทพมหานคร

นอกจากนี้นายฤทธิรงค์ยังได้เบิกความถึงความยากลำบากในการแจ้งความร้องทุกข์เพื่อให้มีการดำเนินคดีอาญากับเจ้าหน้าที่ตำรวจ  ซึ่งต้องใช้ความพยายามหลายครั้งหลายวันจึงสามารถแจ้งความร้องทุกข์ได้   ซึ่งต่อมาพนักงานสอบสวนได้ส่งเรื่องไปยังคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.)    ต่อมาคณะอนุกรรมการไต่สวนข้อเท็จจริงของ ป.ป.ท. ได้สอบพยานที่เกี่ยวข้องแล้วมีมติชี้มูลความผิดเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ซ้อมทรมานตน แต่เมื่อคณะอนุกรรมการฯ รายงานต่อคณะกรรมการ ป.ป.ท.   ปรากฏว่าคณะกรรมการ ป.ป.ท. กลับมีมติในทางตรงข้ามกับคณะอนุกรรมการฯ ว่าคดีไม่มีมูล โดยอ้างว่าพยานหลักฐานไม่เพียงพอ  แต่ตนเห็นว่าตามสำนวนการสอบสวนพยานทั้งหมดของคณะอนุกรรมการฯ ดังกล่าว เพียงพอต่อการชี้ได้ว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจได้กระทำความผิดตามที่ตนกล่าวหา ตนจึงได้นำคดีมาฟ้องเอง

ศาลได้นัดไต่สวนพยานปากนายฤทธิรงค์ต่อ ครั้งต่อไปในวันที่ 27 มิถุนายน 2559 เวลา 13.30 น.  โดยพนักงานอัยการจังหวัดปราจีนบุรีซึ่งเป็นทนายความของจำเลยทั้งเจ็ดคน จะเป็นผู้ถามค้าน หลังจากนั้นฝ่ายโจทก์จะนำพยานอีก 3 ปากให้ศาลไต่สวน

จึงขอเชิญผู้ที่สนใจหรือสื่อมวลชนเข้าร่วมรับฟังการพิจารณาของศาลจังหวัดปราจีนบุรี ตามวันและเวลาดังกล่าว

 

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่
นายปรีดา นาคผิว 098-6222474 ทนายความ มูลนิธิผสานวัฒนธรรม
นายสัญญา เอียดจงดี 084-1212596  ทนายความอิสระ
นางสาวนันทนา แก้วนวล 086-3917049  ทนายความอิสระ

Thai army accused of torture in war-hit south: report

February 9, 2016

Scores of detainees have been tortured by Thai security forces in the country’s conflict-strewn south, rights groups said Tuesday, with beatings, suffocations and death threats among a litany of alleged abuse.

Special security laws govern Thailand’s Muslim-majority southernmost provinces, where more than 6,500 people, mostly civilians, have been killed in a 12-year insurgency against Thai rule.

Under martial law — which is flanked by an emergency decree — rebel suspects can be detained for six weeks without charge, according to a report by rights groups to be released on Wednesday documenting widespread abuses.

The study, rare research in a dangerous zone cloaked by security forces and insurgents, found 54 cases of physical and mental torture or mistreatment between 2014-15, often at military camps.

Alleged beatings of suspects, threats at gunpoint, sensory deprivation and suffocation were all routine during detention, researchers said.

“What we have documented is the tip of the iceberg,” said Pornpen Khongkachonkiet, of the Cross Cultural Foundation, one of the research groups.

The situation has worsened since Thailand’s 2014 coup put the military in power, she added.

“With no accountability or oversight mechanisms since the coup… interrogation officers have almost a free hand” over detainees, she explained.

The insurgents are seeking greater autonomy from Thailand, which annexed the region more than a century ago, and have employed brutal tactics including indiscriminate shootings, beheadings and bombings.

– ‘I couldn’t breathe’ –

One suspect, Weasohok Doloh, told AFP that he was hauled into custody in May 2015 on suspicion of involvement in a bombing — an accusation he denies.

He was taken Inkayuth military camp, an interrogation centre in Pattani province, where he alleged he was abused over several days.

“At first they just slapped me,” the 32-year-old builder said, adding he resisted confessing to links with the rebels.

But the abuse worsened and after a few days he alleged he was stripped naked by three interrogators who also tied his hands.

“Suddenly one (interrogator) pushed me onto to chair and forced a plastic bag over my head. I couldn’t breathe… they released the bag when I said I would confess. But I had nothing to confess to, so they did it again,” he said.

In total he spent 84 days in custody before prosecutors decided not to press charges.

“Inkayuth military camp is a place where bad things are swept under the carpet,” says Anchana Heemina of Duay Jai, a rights group which co-authored the report.

“We have heard stories of suffering from there for 12 years,” she added, urging the army to allow lawyers access to suspects from the moment of arrest.

A Muslim man died in custody at Inkayuth in December last year. The army says it was from a heart attack.

A separate report released on last week by the Muslim Attorney’s Centre (MAC), a southern-based advocacy group, collected testimony of 75 people who alleged they were the tortured in custody in 2015.

Army spokesman Pramote Prom-In, dismissed the torture allegations contained in both reports as “imaginary.”

“Losing their freedom may be torture for them… but we need to enforce the law,” he told AFP.

“Detainees are allowed family visits and arrests are made in front of witnesses,” he added.

The military has hailed a record drop in violence in recent months as the result of better intelligence-led operations since it took power and the fruit of tentative peace talks with a number of rebel representatives.

Torture in Deep South Systematic and Spreading Elsewhere, Rights Groups Allege

Embarking on a campaign of pacification under the government of former Prime Minister Thaksin Shinawatra, the first wave of soldiers arrive in Pattani in this May 2004 file photo.

By Pravit Rojanaphruk
Senior Staff Writer

BANGKOK — Torture ranging from waterboarding and strangling to threats of violence and sexual assault are used systematically by the army and police to force confessions from suspected insurgents in the Deep South, a new report alleges.

The second such report to be issued this month based on interviews with former detainees, the report to be released Wednesday by the Cross Cultural Foundation, Network of Human Rights Organizations in Pattani and Dua Jai Group warns that the alleged abuse undermines not just the justice system but support for the Thai state among Thai-Malay Muslims in the southernmost provinces.

“Torture in the [southern] border provinces is done systematically,” states the 120-page report. “It is destroying confidence in the structure of the state, both in acceptance of governance and confidence in the legal and justice systems. In the end, [suspects] may be lured into joining the violent struggle [for independence].”


Army Denounces Deep South Torture Report as Product of ‘Imagination’


Col. Pramote Promin, spokesman for the Internal Security Operation Command, or ISOC, said they had not seen the report but dismissed it as yet another figment of its authors’ imaginations. He also accused one of its principal authors, foundation Director Pornpen Khongkachonkiet, of wanting to discredit the army and state.

Pornpen told Khaosod English the authorities should look into the findings of the “Report on Torture Situation and Inhumane, Cruel and Degrading Treatments in Southern Bordering Provinces 2014-2015,” before rejecting it outright. She stood by her findings, saying psychological evaluations of its sources, who are unidentified, were conducted to ensure the reliability of their accounts. The report includes testimony between 2014 to 2015 from 54 people, who recounted allegations of incidents both recent and old.

The tally by human rights groups counts more than 6,200 people killed between 2004 and 2014 in the Deep South, the report notes.

“My understanding is that ISOC doesn’t know its duty. The state has the responsibility to examine what’s happening. But they don’t read the reports, don’t examine their shortcomings and their policies,” Pornpen said, saying that ISOC’s stance is to ignore such torture allegations.

The report follows another released Feb. 2 by the Pattani-based Muslim Attorney Center Foundation. It contained similar allegations, saying the military used a wide range of physical and psychological abuse in 2015 to secure confessions from suspected insurgents.

Prominent human rights lawyer Somchai Hom-laor, another figure behind the report, said some torture techniques are now being adopted against ordinary Thais elsewhere in the kingdom who are believed to be threats to national security.

“We don’t want to condemn them or create hatred but want them to rectify the situation because it is undermining the state itself,” Somchai said.

The report noted that no single security officer has even gone to jail during the past decade over cases involving torture. The closest came in the 2007 case of Ashari Sama-ae, 25, who died while under detention without charge. The Supreme Administrative Court on Aug. 21 ordered the Prime Minister’s Office to pay his mother, Baedoh Sama-ae, compensation of 534,301 baht plus interest, which amounted to 1,014,000 baht, after the court found that Ashari died of head injuries while in the custody of ISOC, which operates under the prime minister’s office. No soldier was ever brought to justice in the case, however.

The report said that detention without charge under martial law, which is allowed for up to 37 days under the Emergency Decree, has created more opportunity for abuse, torture and degrading treatment of separatist suspects.

“The rights of these people have in fact been limited more so than criminal suspects who have been charged,” the report stated, adding that detainees are not allowed to see their relatives or attorneys, have no right to seek bail or temporary release, and in some cases are transferred to different detention facilities without the knowledge of family members.

The report claimed that both physical and psychological torture often starts when suspects are first arrested. Former detainees said mistreatment included having M16 rifle barrels stuck in their mouths, beatings, threats to kill them or their family members, threats of rape against their wives and more.

In one dramatic case, the report tells of a 27-year-old suspect who said he was arrested without charge in March 2014. He accused police officers of telling him to run from their vehicle for his life, which he refused to do out of fear of it being used as a pretext to kill him.

“The police officers said they would let me run, and if I succeeded [in fleeing], I would survive. I didn’t, and a police officer said, ‘That’s too bad, otherwise I would have sent you to join your dad [in the afterlife],’” he was quoted on page 21 of the report.

During interrogations, the report alleged a wide range of torture methods have been employed, such as waterboarding, stripping suspects naked, squeezing male suspects’ genitalia, strangulation, sleep deprivation, sensory deprivation by blindfolding and hooding, flagellation, foot roasting, electric shock, Chinese water torture and more.

Medical personnel have been complicit in the abuse, according to the findings.

Page 23 of the report notes an unnamed 29-year-old suspect’s account of being beaten in February 2014 only to be taken to see a medical doctor the next day.

“I was taken for a medical examination in the morning inside the [military] camp. The doctor didn’t examine me but issued a medical certificate stating that I wasn’t tortured,” he said.

The man alleged he eventually caved after three days of severe beatings and ominous threats.

“In the end I signed the document because the officers assaulted me all over my body and threatened to harm my wife, burn down my home, harm my parents and threatened that if I didn’t confess, they can send me to prison.”

The researchers said their subjects and alleged victims are suffering from anxiety, depression, Post-Traumatic Stress Disorder, anger and a desire for revenge.

“When I drive and see officers I feel scared, vengeful and as much as possible try to avoid seeing them,” one alleged victim was quoted saying.

Another described anguish over being subjected to unjust treatment.

“[I am ] stressed and worried. Why did they repeatedly arrest me when I didn’t do anything?” he is quoted saying. “I feel pain and anger in my heart that I am not getting justice.”

The report is in Thai with an English-language version forthcoming.

 

Pravit Rojanaphruk can be reached at pravit@khaosodenglish.com and @Pravit_R.

Follow Khaosod English on Facebook and Twitter for news, politics and more from Thailand. To reach Khaosod English about this article or another matter, please contact us by e-mail at ks.english@khaosod.co.th.

Follow

Get every new post delivered to your Inbox.

Join 1,731 other followers