นัดไต่สวนการตาย: แพทย์ผู้เชี่ยวชาญการผ่าพิสูจน์ศพจากสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ เบิกความถึงบาดแผลตามร่างกายของ นายอนัน เกิดแก้ว ว่าเข้าลักษณะการถูกทำร้ายร่างกาย

14012219_1277640745580557_27411416_n

เผยแพร่วันที่ 27 มีนาคม 2560
ใบแจ้งข่าว
แพทย์ผู้เชี่ยวชาญการผ่าพิสูจน์ศพจากสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ 
เบิกความถึงบาดแผลตามร่างกายของ นายอนัน เกิดแก้ว ว่าเข้าลักษณะการถูกทำร้ายร่างกาย
เมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2560 ผู้พิพากษาศาลจังหวัดนครราชสีมาออกนั่งพิจารณาไต่สวนพยานผู้เชี่ยวชาญ ที่ฝ่ายมารดาผู้ตายอ้างนำสืบ ในคดีหมายเลขดำที่ ช.3/2559 คดีไต่สวนการตายนายอนัน เกิดแก้ว ซึ่งเสียชีวิตในระหว่างการควบคุมของเจ้าหน้าที่ตำรวจฝ่ายสืบสวนชุดปราบปรามยาเสพติด ตำรวจภูธรนครราชสีมา พยานผู้เชี่ยวชาญที่เบิกความต่อศาลเป็นแพทย์ผู้เชี่ยวชาญการผ่าพิสูจน์ศพจากสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ กระทรวงยุติธรรม แพทย์ผู้เชี่ยวชาญฯ ได้เบิกความต่อศาลโดยพิจารณารายละเอียดประวัติการรักษา บันทึก และภาพถ่ายศพตามรายงาน

การชันสูตรพลิกศพของแพทย์นิติเวชโรงพยาบาลมหาราช จังหวัดนครราชสีมา ที่ทำการผ่าชันสูตรศพ ไว้แล้ว ได้ความว่า บาดแผลที่ปรากฏตามร่างกายนายอนัน เกิดแก้ว ผู้ตาย เข้าลักษณะบาดแผลที่เกิดจากการถูกทำร้ายร่างกายมากกว่าเกิดจากอุบัติเหตุจากการวิ่งหกล้มและตกกระแทกของแข็งเพียงหนึ่งถึงสองครั้ง เนื่องจากตามร่างกายผู้ตายมีรอยช้ำจำนวนมาก และเป็นรอยช้ำที่มีลักษณะเกิดจากการกระแทกโดยของแข็งไม่มีคมซ้ำๆ กันหลายครั้งในระยะเวลาติด ๆ กัน ซึ่งปรากฏรอยช้ำแบบวงกลมติด ๆ กันเป็นจำนวนมาก ที่บริเวณใบหน้า ขมับ และศีรษะ ทั้งยังมีรอยช้ำที่หลังใบหูด้วย เป็นเหตุโดยตรงที่ทำให้ผู้ตายได้รับบาดเจ็บกระทบกระเทือนถึงเยื่อหุ้มสมองและเนื้อสมอง จนเกิดการฉีกขาดของเส้นเลือดดำที่บริเวณใต้เยื่อหุ้มสมอง ทำให้ผู้ตายอยู่ในภาวะเลือดออกใต้เยื่อหุ้มสมอง เมื่อเลือดออกจับกันเป็นลิ่มจะเบียดเนื้อสมองให้เคลื่อนผิดตำแหน่งและกดทับก้านสมอง ระยะแรก ๆ ที่เลือดยังออกไม่มาก ผู้ป่วยจะมีอาการซึม มึนงง กระทั่งลิ่มเลือดใหญ่ขึ้นเบียดเนื้อสมองไปกดทับก้านสมองมากขึ้นก็จะทำให้ผู้ป่วยช็อกและหมดสติได้ ยิ่งระยะเวลานานขึ้นโอกาสที่จะรอดชีวิตก็ยากมากยิ่งขึ้น ซึ่งกรณีนายอนัน เกิดแก้ว ผู้ตาย ไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที จึงเป็นเหตุให้ถึงแก่ความตาย

เมื่อพยานผู้เชี่ยวชาญเบิกความต่อศาลเสร็จแล้ว ทนายความมารดาผู้ตายแถลงต่อศาลว่า ยังมีพยานฝ่ายมารดาผู้ตายที่ต้องการนำมาสืบอีกจำนวน 3 ปาก ได้แก่ มารดาผู้ตาย น้องสาวผู้ตาย 2 คน ศาลจึงได้กำหนดนัดไต่สวนพยานทั้งสามปากดังกล่าว ในวันที่ 29 พฤษภาคม 2560
นอกจากคดีชันสูตรพลิกศพนายอนัน เกิดแก้ว นี้แล้ว ยังมีคดีที่เกี่ยวเนื่องกับกรณีการตายของนายอนันฯ คือคดีแพ่ง ที่มารดาและบิดาของนายอนันฯ ฟ้องเรียกค่าเสียหายตาม พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. ๒๕๓๙ และรัฐธรรมนูญแห่งราชอาญาจักรไทย โดยยื่นฟ้องสำนักงานตำรวจแห่งชาติ(สตช.) ต่อศาลแพ่งกรุงเทพใต้ ซึ่งสตช. เป็นหน่วยงานต้นสังกัดของเจ้าหน้าที่ตตำรวจผู้จับกุมและควบคุมตัวนายอนันฯ จนนำมาซึ่งการตายของนายอนันฯ คดีแพ่งดังกล่าวอยู่ระหว่างรอผลการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ในเรื่องการขอยกเว้นค่าธรรมเนียมศาล หลังจากนั้นศาลแพ่งกรุงเทพใต้จึงจะนัดพร้อมและพิจารณาคดีต่อไป
เรื่องราวของคดีสามารถสืบค้นข้อมูลได้ที่https://voicefromthais.wordpress.com/ ?s=นายอนัน
ข้อมูลเพิ่มเติมติดต่อได้ที่
นายปรีดา นาคผิว ทนายความ มูลนิธิผสานวัฒนธรรม โทร 089-6222474

การจัดตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีการละเมิดสิทธิมนุษยชน (การฆ่านอกระบบกฎหมาย)

17361928_973696722765527_7957748884639515784_n

การจัดตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีการละเมิดสิทธิมนุษยชน

1. หน่วยงานที่จัดตั้งคณะกรรมการนั้นควรเป็นหน่วยงานที่ไม่ได้รับผิดชอบเรื่องการใช้กำลังเพราะเป็นหน่วยงานที่มีส่วนได้ส่วนเสียจากการทำงานของคณะกรรมการโดยตรง ทั้งนี้เพื่อเป็นการสร้างความมั่นใจในเรื่องความเป็นอิสระของคณะกรรมการ หน่วยงานที่จัดตั้งควรจะเป็นองค์กรรัฐฝ่ายพลเรือน เช่น ผู้ว่าราชการจังหวัด อีกหน่วยงานหนึ่งที่มีความเหมาะสมในการดำเนินการในเรื่องนี้คือคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ

2. ในการคัดเลือกกรรมการนั้นควรมีกระบวนการในการปรึกษาหารือกับผู้ได้รับผลกระทบหรือตัวแทนที่เขาไว้วางใจ รายชื่อกรรมการควรได้รับความเห็นชอบจากทั้งหน่วยงานที่จัดตั้งและผู้ได้รับผลกระทบทั้งนี้เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือต่อคณะกรรมการ

3. จำนวนของกรรมการควรจะน้อยลง โดยน่าจะอยู่ที่ประมาณ 5-7 คน โดยเน้นการคัดเลือกผู้ที่มีความรู้ความสามารถในการตรวจสอบข้อเท็จจริงและมีชื่อเสียงเป็นที่ยอมรับจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง และสาธารณะชนทั่วไปและควรมีการแต่งตั้งกองเลขานุการอีกส่วนหนึ่ง กรรมการนั้นไม่ควรมีเจ้าหน้าที่ความมั่นคงเพราะอาจทำให้ผู้ให้ข้อมูลบางรายหวาดกลัวที่จะเปิดเผยข้อมูลซึ่งอาจจะนำอันตรายมาสู่ตนเอง กรรมการไม่ควรจะมีส่วนเกี่ยวข้องโดยตรงกับกรณีนั้นๆ เช่น เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองในอำเภอที่เกิดเหตุ หรือทนายความของผู้ได้รับผลกระทบในกรรีนั้นๆ ทั้งนี้เพื่อป้องกันปัญหาผลประโยชน์ทับซ้อนและเพื่อให้สามารถที่พิจารณาประเด็นได้อย่างเป็นกลางมากที่สุด เจ้าหน้าที่ความมั่นคงจะเข้ามามีส่วนร่วมในการให้ข้อมูล เมื่อมีการร้องขอจากคณะกรรมการเท่านั้น

4. ควรจัดทำรายชื่อผู้ทรงคุณวุฒิที่มีประสบการณ์ ความรู้ความสามารถในการดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงไว้ โดยติดต่อเพื่อขอความยินยอมในหลักการและขอรายละเอียดการติดต่อไว้ก่อน เช่นอดีตข้าราชการระดับสูง นักวิชาการหรือนักวิชาชีพที่มีประสบการณ์ในการตรวจสอบข้อเท็จจริง ให้นำราชชื่อจากหลักฐานข้อมูลนี้มาพิจารณาว่าผุ้ใดมีความพร้อม เหมาะสมและยินดีที่จะช่วยดำเนินการการตรวจสอบข้อเท็จจริง

5. ควรกำหนดกรอบเวลาการทำงานให้อยู่ระหว่าง 30-90 วันตามระเบียบของราชการ อาจจะกำหนดไว้เบื้องต้นที่ 30 วันและให้ขยายเวลาได้ไม่เกิน 2 ครั้ง โดยควรจะตกลงกับผู้ที่รับเป็นกรรมการให้ชัดเจนว่าเขาจะต้องมีเวลาในการทำงานนี้ได้มากพอสมควร ในส่วนของเจ้าหน้าที่กองเลขานุการนั้นอาจกำหนดให้เจ้าหน้าที่ระดับปฏิบัติจำนวนหนึ่งรับผิดชอบงานนี้แบบเต็มเวลาภายในกรอบเวลาที่กำหนด ทั้งนี้เพื่อให้การทำงานดำเนินไปอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ

6. ควรกำหนดงบประมาณและทรัพยากรสนับสนุนการทำงานของคณะกรรมการอย่างเพียงพอ ซึ่งควรรวมถึงค่าใช้จ่ายและค่าตอบแทนสำหรับกรรมการในการลงพื้นที่เพื่อแสวงหาข้อเท็จจริงด้วย

การดำเนินการของคณะกรรมการการตรวจสอบข้อเท็จจริง

1. ควรจัดให้มีการอบรมกรรมการและ/หรือเจ้าหน้าที่ในเรื่องการประเมินแหล่งข้อมูล การเก็บ จด บันทึกและวิเคราะห์ข้อมูล รวมถึงการเขียนรายงานตรวจสอบข้อเท็จจริงให้มีความน่าเชื่อถือ นอกจากนี้ ควรจะมีการอบรมความรู้ที่จำเป็นต่อการวิเคราะห์ข้อเท็จจริง เช่น เรื่อง “กฎการปะทะ” ของเจ้าหน้าที่ความมั่นคง เรื่องกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศและกฎหมายสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ รวมถึงอนุสัญญาระหว่างประเทศที่เกี่ยวข้องกับสิทธิมนุษยชน เช่นอนุสัญญาต่อต้านการทรมาน (CAT)

2. เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือในข้อมูลทางนิติวิทยาศาสตร์ ควรจะพัฒนาสถาบันนิติวิทยาศาสตร์จังหวัดชายแดนภาคใต้ให้เป็นสถาบันอิสระที่ทำงานอย่างมีมาตรฐานทางวิชาชีพที่รองรับการตรวจพิสูจน์พยานหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ที่มาจากทั้งภาครัฐและภาคเอกชนได้ โดยอาจให้มีคณะกรรมการซึ่งประกอบด้วยเจ้าหน้าที่รัฐ ตัวแทนภาคประชาชน ผู้นำศาสนาและนักวิชาการที่ได้รับความยอมรับเป็นบอร์ดที่ปรึกษา

3. การสื่อสารกับครอบครัวของผู้ได้รับผลกระทบเป็นเรื่องที่มีความสำคัญอย่างมาก สมาชิกครอบครัวของผู้ได้รับผลกระทบควรจะได้รับอนุญาตให้เข้าร่วมในฐานะผู้สังเกตการณ์การประชุมแต่ไม่ควรทำหน้าที่เป็นกรรมการโดยตรงเพราะนับว่าเป็นผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย

4. การเก็บข้อมูลที่มีความละเอียดอ่อนควรเลือกใช้วิธีการสัมภาษณ์เชิงลึกแบบปิดลับ โดยไม่เปิดเผยชื่อผู้ที่ให้ข้อมูล ทั้งนี้เพื่อเป็นการปกป้องพยานแต่ในขณะเดียวกัน ควรตรวจสอบและระบุในรายงานว่าแหล่งข้อมูลดังกล่าวมีความน่าเชื่อถือเพียงใด ข้อมูลที่เก็บควรเป็นข้อมูลชั้นต้นมากกว่าข้อมูลที่ได้รับฟังมาอีกต่อหนึ่ง

ผลสรุปของคณะกรรมการการตรวจสอบข้อเท็จจริงและการรณรงค์สืบเนื่อง

1. ในการเขียนรายงานควรจะระบุถึงการจัดตั้งคณะกรรมการ อำนาจหน้าที่ กระบวนการทำงาน การยืนยันความเป็นอิสระในการทำงานและระบุถึงอุปสรรคและข้อจำกัดต่างๆ ในการทำงาน ก่อนที่จะอธิบายถึงข้อค้นพบและข้อสรุปของคณะกรรมการ

2. ควรจะมีการเผยแพร่รายงานผลสรุปอย่างเป็นทางการโดยการจัดแถลงข่าว ทั้งนี้เพื่อให้กรณีดังกล่าวเป็นบทเรียนสำหรับสาธารณะชนและเป็นวิธีหนึ่งในการป้องกันการละเมิดสิทธิมนุษยชนในอนาคต

3. คณะกรรมการควรมีข้อเสนอแนะเชิงนโยบายเพื่อป้องกันมิให้การกระทำผิดหรือความผิดพลาดในลักษณะเดียวกันเกิดขึ้นอีกในอนาคต โดยระบุอย่างชัดเจนว่าหน่วยงานใดควรจะเป็นผู้รับผิดชอบในการดำเนินการดังกล่าว และอาจจะรวมถึงการณรงค์และวางมาตรการติดตามเพื่อให้การดำเนินการในเรื่องนั้นบรรลุผล

4. ควรทบทวนหลักเกณฑ์ในการเยียวยาใหม่ทั้งระบบให้มีความสมดุลกันระหว่างผู้ได้รับผลกระทบในแต่ละประเภท การกำหนดอัตราค่าชดเชยเยียวยาที่มีความแตกต่างกันสูงอาจสร้างความรู้สึกไม่เป็นธรรมทับซ้อนขึ้นไปอีก นอกจากนี้อาจจะมีการวางหลักเกณฑ์ในการแบ่งค่าเยียวยาในกรณีผู้เสียชีวิติด้วยเพื่อป้องกันปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้นระหว่างสมาชิกในครอบครัว นอกเหนือจากการเยียวยาเป็นเงินก้อนแล้ว อาจจะมีการวางหลักเกณฑ์การเยียวยาที่คำนึกถึงความต้องการพื้นฐานของแต่ละครอบครัวด้วย เช่น เรื่องการศึกษาบุตร เรื่องกาประกอบอาชีพ การเยียวยาทางจิตใจ

5. แม้ว่าการตรวจสอบข้อเท็จจริงจะเป็นกลไกที่แยกออกมาจากกระบวนการยุติธรรม แต่ควรจะมีการนำผลสรุปไปใช้เป็นแนวทางในการสืบสวนสอบสวนตามกระบวนการยุติธรรมปกติ โดยเฉพาะในกรรีที่รู้ตัวผู้กระทำผิดชัดเจนเพื่อเป็นส่วนหนึ่งของการรณรงค์เพื่อขจัดวัฒนธรรมการไม่ลงโทษผู้กระทำผิด (impunity) นอกจากนี้ ถ้าหากว่าเจ้าหน้าที่รัฐที่กระทำผิดนั้นเป็น “เจ้าหน้าที่ฝ่ายพลเรือน” ซึ่งรวมถึงตำรวจออกนอกพื้นที่ หากผู้กระทำผิดเป็นเจ้าหน้าที่ทหาร ควรส่งรายงานสรุปของคณะกรรมการไปยังหน่วยทหารต้นสังกัด ย้ายเจ้าหน้าที่ผู้นั้นออก

6. ควรพิจารณาเรื่องการจัดเก็บข้อมูลที่ได้มาจากการทำงานของคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างเป็นระบบ ซึ่งเป็นประโยชน์สำหรับการศึกษาวิจัยหรือการกำหนดนโยบายต่างๆ ต่อไปในอนาคต

ที่มา: สรุปจาก “เมื่อความจริงคือจุดเริ่มของความเป็นธรรม กรณีศึกษาคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงในบริบทความขัดแย้งชายแดนใต้ โดยรุ่งรวี เฉลิมศรีภิญโญรัช.

 

 

 

The perpetrator must be brought to justice: The extrajudicial killing of a high school student and an ethnic Lahu youth activist, Witness protection must be provided as investigation proceeds

17361928_973696722765527_7957748884639515784_n

For immediate release on 21 March 2017

The perpetrator must be brought to justice:

The extrajudicial killing of a high school student and an ethnic Lahu youth activist,

Witness protection must be provided as investigation proceeds

 

On 17 March 2017, Mr. Chaiyaphum Pasae, a Grade 10 student living in Tambon Muang Ma, Chiang Dao District, Chiang Mai, was shot death by a military official who claimed the extrajudicial killing was justified during the search for drugs. The operation was carried out by officials under the charge of the 2nd Company of the 1st Operation Command, the Taskforce of the Fifth Cavalry Regiment, King’s Guard in collaboration with the Pha Muang Taskforce and took place around 10.00am at Rin Luang Check Point, Tambon Muang Ma, Chiang Dao District, Chiang Mai.

 

According to the account of the officials at the checkpoint, they asked to search the black Honda Jazz sedan with license plate noi. Khor Kor 3774  Chiang Mai. The car was driven from Ban Muang Na by Mr. Pongsanai Saengtala, 19 years with Mr. Chaiyaphum Pasae, 21 years (according to his ID card) as a passenger. They initially complied with the request to vacate their vehicle and there happened to be an argument between them and the military officials and the ensuing physical attack. Later Mr. Chaiyaphum was found dead by a gunshot wound closed to the military checkpoint. Meanwhile, Mr. Pongsanai was held in police custody and later in the prison on charges concerning having in possession illicit drugs.

 

The incidence has stirred doubts among the local villages and the community of activists since Mr. Chaiyaphum had been a youth activist working with the Offspring Ton Kla Youth Network. He was talented in music and short-filmmaking. Without Thai nationality, he was an advocate for the right to Thai nationality for himself and his community through nonviolent action. He was found amicable among the community of the ethnic peoples and civil society in general. He had taken part in social activism organizing youth camps, composing songs, performing music and making short-films. He had also participated in the “Children’s and Youth’s Voices in Society” project run by the Children and Youth Institute under the Children and Youth Development Foundation (CYF) helping to reflect issues faced by the ethnic children to society (for more information, please read “To know problems of a child one must ask a child and the “Children’s and Youth’s Voices in Society” project: A Solution of Thai youth in Thailand 4.0 Era”). Mr. Pongsanai was also an outstanding student and had been elected to as chairperson of the students in his school. Both were classmates.

 

The military agencies have come out to strongly defend the action by claiming that some drugs were found in the car subjected to the search. A knife for farming purpose and a bomb were also found. Also, the extrajudicial killing was justified as Mr. Chaiyaphum was running away and trying to fight back by hurling an unknown type of grenade toward the officials. The officials were left with no choice but to fire one gunshot causing him to die. The account seems to be inconsistent with the conditions found on the body of the deceased and according to the account by the local villagers.

 

While a mission to combat drug trafficking is an important task, it has to be carried out professionally and based on accurate tip-offs and intelligence. In addition, by allocating such important task to the officials who might not have much professionally trained in combating drug trafficking, it might have led to an excessive use of force and an infringement on the people. Without necessary checks and balances, it would certainly bring about gross human rights violation and an unlawful act. Meanwhile, the right to life has to be protected according to the law and no one should be executed arbitrarily.

 

The Cross Cultural Foundation (CrCF) is gravely concerned about the investigation of the case and has the following demands to make;

 

  1. An autopsy and a mortem inquest must be conducted to determine the causes of death and the perpetrators must be brought to justice promptly and prudently. A provincial level commission of inquiry should be set up to establish facts around the case accurately and realistically. Such commission must garner acceptance from the public.

 

  1. While the investigation of such human rights violation is underway, witness protection must be provided. Justice must be guaranteed for both the injured parties (the deceased and another alleged offender in drug trafficking) and the alleged perpetrators (who have committed such extrajudicial killing). Since this case has garnered much attention from the public and it was a violation of human rights against one of the most vulnerable ethnic groups, the perpetrators must, therefore, be brought to justice with no exceptions. To ensure such fair investigation, all the military officials concerned with this incidence should, therefore, be removed from the area temporarily pending the investigation to prevent any chance of tampering with the evidence and reprisal against any witnesses.

 

  1. It must be ensured that Mr. Pongsanai who is now held in custody as a suspect in drug trafficking must be treated fairly and witness protection must be provided for him to ensure his safety while being held in custody.

 

  1. A similar incidence has happened just on 15 February 2017. Mr. Abe Moo, 32 years, was also subjected to an extrajudicial killing committed by the military officials under the charge of the 2nd Company of the 1st Operation Command, the Taskforce of the Fifth Cavalry Regiment, King’s Guard. The authorities have invoked the same reasons and circumstance to justify their action; by conducting a search and finding drugs and as Mr. Abe was making an attempt to escape, he was fighting back by hurling a grenade at the officials. Hence, the extrajudicial killing, we therefore demand that an investigation must be carried out in the killing of Mr. Abe Moo as well as the performance of duties of the military unit in combating drug trafficking to ensure justice for all the relatives and the community of Mr. Abe Moo as well.

 

For more information, please contact Mr. Surapong Kongchantuk, Chairperson of CRCF, phone: 081-6424006

Ms. Pornpen Khongkachonkiet, Director of CRCF, phone 063 9751757

รายงานของนาย Juan. Mendez* ผู้รายงานพิเศษว่าด้วยการทรมานและการปฏิบัติหรือการลงโทษอื่นๆ ที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม หรือที่ย่ำยีศักดิ์ศรี เรื่อง คณะกรรมการไต่สวนการทรมานและการปฏิบัติที่โหดร้ายอื่น ๆ

 

logo

บทสรุป

คณะกรรมการไต่สวนการทรมานและการปฏิบัติที่โหดร้ายอื่น ๆ เป็นกลไกที่เข้มแข็งและยืดหยุ่น ซึ่งสามารถให้ประโยชน์อย่างสำคัญต่อรัฐบาล ชุมชนผู้เสียหาย และสาธารณชนโดยทั่วไป แตกต่างจากกลไกอื่น ๆ ที่มักเกี่ยวข้องหลังจากมีข้อกล่าวหาว่ามีการทรมานและการปฏิบัติที่โหดร้ายอื่น ๆ รวมทั้งหน่วยงานสอบสวนและฟ้องคดีทางอาญา คณะกรรมการไต่สวนเป็นโอกาสสำคัญที่จะทำความเข้าใจอย่างลึกซึ้งถึงบริบทซึ่งเป็นเหตุให้เกิดการละเมิดขึ้น ช่วยให้เกิดการทบทวนนโยบายของรัฐบาล การปฏิบัติ และข้อบกพร่องในเชิงโครงสร้าง เป็นการช่วยบอกเล่าความจริง และเป็นส่วนหนึ่งของการเยียวยาต่อชุมชนผู้เสียหาย และยังทำให้เกิดข้อเสนอแนะจากผู้ชำนาญการอิสระเกี่ยวกับการชดเชย และการประกันว่าจะไม่เกิดการกระทำผิดซ้ำ คณะกรรมการไต่สวนยังมีบทบาทสำคัญในแง่ที่เป็นตัวกระตุ้น และสุดท้ายยังช่วยสนับสนุนกระบวนการสอบสวนอย่างเป็นทางการของหน่วยงานในปัจจุบันที่ทำหน้าที่เกี่ยวกับการทรมานและการปฏิบัติที่โหดร้ายอื่น ๆ และยังส่งผลให้เกิดการฟ้องคดีที่เป็นผลและเป็นธรรม ด้วยเหตุดังกล่าว คณะกรรมการไต่สวนอาจมีส่วนช่วยให้รัฐปฏิบัติตามพันธกรณีตามกฎหมายระหว่างประเทศ เมื่อเกิดข้อกล่าวหาว่ามีการทรมานและการปฏิบัติที่โหดร้ายอื่น ๆ ขึ้น อย่างไรก็ดี กรณีที่ไม่มีกลไกตุลาการ การมีแต่คณะกรรมการไต่สวนอาจไม่ช่วยให้รัฐปฏิบัติตามพันธกรณีของตนได้

สำหรับรัฐที่สนใจจัดตั้งคณะกรรมการไต่สวน พิธีสารอีสตันบูลและชุดหลักการสำหรับการคุ้มครองและส่งเสริมสิทธิมนุษยชนโดยผ่านการแก้ปัญหาการลอยนวลพ้นผิดฉบับปรับปรุงใหม่[1] สามารถให้แนวทางสำคัญในการตีความและปฏิบัติตามแนวปฏิบัติระหว่างประเทศนี้ได้ รายงานนี้ทำหน้าที่ช่วยหนุนเสริมเอกสารซึ่งเป็นที่ยอมรับอย่างสูงและการทำงานที่ผ่านมาของกลไกพิเศษเพื่อจำแนกข้อเสนอแนะเพิ่มเติมและแนวปฏิบัติที่ดีสุด ซึ่งมีส่วนเกี่ยวข้องโดยเฉพาะกับคณะกรรมการไต่สวนการทรมานและการปฏิบัติที่โหดร้ายอื่น ๆ

[1] E.CN.4/2005/102/Add. 1

อ่านฉบับเต็มได้ที่

SR Torture Commission of Inquiry Thai-PDF

word document:  SR Torture Commission of Inquiry Thai-PDF

 

 

กรณีฆ่านอกระบบกฎหมาย: ขอให้นำคนผิดมาลงโทษเยียวยาผู้เสียหาย กรณีทหารวิสามัญนักเรียนมัธยม เยาวชนต้นกล้าชาวลาหู่ คุ้มครองพยานในการสืบสวนสอบสวนข้อเท็จจริง

17361928_973696722765527_7957748884639515784_n

เผยแพร่วันที่ 21 มีนาคม 2560

ขอให้นำคนผิดมาลงโทษเยียวยาผู้เสียหาย

กรณีทหารวิสามัญนักเรียนมัธยม เยาวชนต้นกล้าชาวลาหู่

คุ้มครองพยานในการสืบสวนสอบสวนข้อเท็จจริง

 

เมื่อวันที่  17 มีนาคม 2560  นายชัยภูมิ ป่าแส เยาวชนชายนักเรียนมัธยม 4 มีภูมิลำเนาที่ตำบลเมืองนะ    อ.เชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ถูกเจ้าหน้าที่ทหารยิงเสียชีวิตโดยอ้างว่าเป็นเหตุวิสามัญฆาตกรรมขณะตรวจค้นยาเสพติด โดยการปฎิบัติการครั้งนี้เป็นพื้นที่รับผิดชอบของร้อย.ม.2 บก.ควบคุมที่ 1 ฉก.ม 5  เหตุเกิดเวลาประมาณ 10.00 น. บริเวณด่านตรวจ บ.รินหลวง ต.เมืองนะ อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่ ร่วมกับ ชสท.ที่ 9 กกล.ผาเมือง  โดยเจ้าหน้าที่ทหารบริเวณด่านตรวจดังกล่าวอ้างว่าขอตรวจรถยนต์ยี่ห้อ Honda รุ่น jazz สีดำ ป้ายทะเบียน ขก 3774  เชียงใหม่ ขับมาตามเส้นทางจาก บ.เมืองนะ โดยมีนายพงศนัย แสงตะหล้า อายุ 19 ปี เป็นผู้ขับและนายชัยภูมิ    ป่าแส อายุตามบัตร 21 ปีนั่งมาด้วย  ได้ให้ความร่วมมือออกมาจากรถ แต่เกิดมีปากเสียงกับเจ้าหน้าที่ทหารและมีการทำร้ายร่างกาย ต่อมานายชัยภูมิ ถูกยิงเสียชีวิตในบริเวณใกล้ด่านทหารดังกล่าว ส่วนนายพงศนัยถูกจับกุมดำเนินคดีส่งตัวเพื่อฝากขังข้อหามียาเสพติดไว้ในครอบครอง

เหตุการณ์ดังกล่าวสร้างความสงสัยให้กับชาวบ้านและนักกิจรรมในพื้นที่เป็นอย่างมากเนื่องจากนายชัยภูมิเป็นนักเยาวชนนักกิจรรมเครือข่ายเยาวชนต้นกล้า มีความสามารถทางดนตรีและการทำภาพยนตร์สั้น แม้ยังไม่มีสัญชาติไทยแต่ได้ทำงานเรียกร้องสิทธิในการมีสัญชาติให้กับตนเองและชุมชนด้วยแนวทางสันติวิธี อีกทั้งเป็นที่รักของพี่น้องกลุ่มชาติพันธุ์และภาคประชาสังคม  ร่วมทำกิจกรรมทางสังคม ออกค่าย แต่งเพลง เล่นดนตรี         และทำหนังสั้น  รวมทั้งได้เข้าร่วมโครงการ “เด็กและเยาวชนส่งเสียงเพื่อสื่อสารสังคม” ของมูลนิธิส่งเสริมเพื่อเด็กและเยาวชน สถาบันเด็กและเยาวชน (สสย.) สะท้อนปัญหาของเด็กชนเผ่า (อ่านต่อ ปัญหาของเด็กต้อง’ถาม’เด็ก-กับโครงการ’เด็กและเยาวชนส่งเสียงเพื่อสื่อสารสังคม’ ทางออกเยาวชนไทยยุค’4.0′ ) ส่วนนายพงศนัยก็เป็นนักเรียนดีเด่นของโรงเรียนได้รับการคัดเลือกให้เป็นประธานนักเรียน โดยทั้งสองคนเป็นเพื่อนร่วมชั้นเรียนกัน

ทั้งนี้ทางหน่วยงานทหารได้นำเสนอข่าวและภาพโดยอ้างว่าได้มีการตรวจค้นรถยนต์พบยาเสพติดจำนวนหนึ่ง พบมีดทำการเกษตรและมีระเบิดหนึ่งลูก อีกทั้งการวิสามัญฆาตกรรมนายชัยภูมิเกิดจากเจ้าหน้าที่ติดตามในระหว่างผนายชัยภูมิวิ่งหลบหนี ผู้ต้องหาพยายามจะนำระเบิดแบบขว้างสังหารไม่ทราบชนิดใส่เจ้าหน้าที่ จึงยิงตอบโต้ไป 1 นัดทำให้นายชัยภูมิเสียชีวิต ซึ่งอาจขัดกับพยานหลักฐานที่ปรากฎตามเนิ้อตัวร่างกายของผู้ตาย และข้อมูลพยานหลักฐานที่ฝ่ายชาวบ้านกล่าวอ้าง

การปราบปรามยาเสพติดเป็นภาระกิจสำคัญซึ่งต้องดำเนินการด้วยความเป็นมืออาชีพและงานด้านการข่าวที่แม่นยำ อีกทั้งเมื่อมีการมอบหมายภาระกิจสำคัญกับเจ้าหน้าที่ทหารที่อาจไม่มีความเชี่ยวชาญในการปราบปรามยาเสพติด จนอาจนำมาสู่การใช้กำลังเกินกว่าเหตุและการกระทำการละเมิดต่อประชาชน หากขาดการตรวจสอบถ่วงดุลย่อมอาจทำให้มีการละเมิดสิทธิมนุษยชนและกระทำการที่นอกกฎหมายได้   ในขณะเดียวกันสิทธิในชีวิตย่อมต้องได้รับการคุ้มครองตามกฎหมาย และไม่มีใครควรถูกพรากชีวิตไปโดยพลการ

มูลนิธิผสานวัฒนธรรมมีความห่วงกังวลในการสืบสวนสอบสวนกรณีดังกล่าว จึงขอเรียกร้องดังนี้

  1. ขอให้ทางราชการดำเนินการชันสูตรพลิกศพและการไต่สวนการตายให้ได้สาเหตุการเสียชีวิต ใครเป็นผู้ทำให้เกิดการเสียชีวิตโดยเร่งด่วนและรอบคอบ และขอให้ตั้งคณะกรรมการสืบสวนสอบสวนในระดับจังหวัดเพื่อให้ได้ข้อเท็จจริงที่รอบด้านและเป็นจริง  ทั้งนี้คณะกรรมการฯต้องเป็นที่ยอมรับของประชาชน
  2. การสืบสวนสอบสวนการละเมิดสิทธิมนุษยชนดังกล่าวต้องคำนึงถึงการคุ้มครองพยาน และการให้ความเป็นธรรมกับทั้งผู้เสียหาย (ผู้เสียชีวิตและผู้ต้องหาคดียาเสพติด) และผู้ถูกกล่าวหา(กรณีการวิสามัญฆาตกรรม) ด้วยความเป็นธรรม เนื่องจากเป็นคดีที่เป็นที่สนใจของสาธารณะชนและเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนต่อกลุ่มเปราะบางที่เป็นชนเผ่าพื้นเมือง และมีการนำผู้ต้องสงสัยกระทำความผิดเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมโดยไม่ละเว้น เนื่องจาก ดังนั้นจึงขอให้ย้ายเจ้าหน้าที่ทหารที่เกี่ยวข้องออกจากพื้นที่โดยด่วนเพื่อไม่ให้ข่มขู่หรือยุ่งเหยิงกับพยาน
  3. ขอให้รับประกันว่าการดำเนินคดีต่อนายพงศนัยฯ ผู้ต้องสงสัยกรณีที่เจ้าหน้าที่อ้างว่าตรวจพบยาเสพติดให้โทษจำนวนหนึ่งในรถยนต์ที่ตรวจค้นขณะเกิดเหตุการณ์วิสามัญ มีความเป็นธรรม อีกทั้งจะต้องมีการคุ้มครองพยานและรับประกันความปลอดภัยต่อนายพงศนัยฯ ในขณะถูกควบคุมตัวด้วย
  4. มีข้อมูลน่าเชื่อว่ามีเหตุการณ์ลักษณะคล้ายกันเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2560 เกิดเหตุวิสามัญฆาตกรรมนายอาเบ แซ่หมู่อายุ 32 ปี โดยทหารในเขตพื้นที่รับผิดชอบของร้อย.ม.2 บก.ควบคุมที่ 1 ฉก.ม 5 เช่นกัน โดยเจ้าหน้าที่ก็ได้อ้างข้อเท็จจริงและเหตุผลในลักษณะเดียวกันว่า ได้ตรวจยาเสพติดและในติดตามจับกุมนายอาเบที่พยายามหลับหนี นายอาเบได้ขัดขวางการจับกุม และพยายามฆ่าเจ้าหน้าที่ด้วยการขว้างระเบิดที่มีลักษณะคล้ายกันใส่เจ้าหน้าที่  ด้วยเหตุดังกล่าวจึงขอเรียกร้องให้มีการตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีนายอาเบ แซ่หมู่ถึงพฤติกรรมและการปฏิบัติหน้าที่ในด้านการปราบปรามยาเสพติด ของเจ้าหน้าที่ทหารหน่วยนี้เพื่ออำนวยความยุติธรรมให้กับญาติและชุมชนของนายอาเบด้วยเช่นกัน

 

ติดต่อข้อมูลเพิ่มเติมที่ นายสุรพงษ์ กองจันทึก  ประธานมูลนิธิผสานวัฒนธรรม โทร : 081-6424006

นางสาว พรเพ็ญ คงขจรเกียรติ ผู้อำนวยการมูลนิธิผสานวัฒนธรรม โทร:  063 9751757

สามนักสิทธิฯ ขอพบอัยการสูงสุดเพื่อนำส่ง บันทึกประจำวัน กอ.รมน.ถอนคำร้องทุกข์คดีหมิ่นประมาท กรณีเผยแพร่รายงานทรมานในจังหวัดชายแดนใต้

 

แสดงเจตนาถอนแจ้งความร้องทุกข์

 

 เผยแพร่วันที่ 16 มีนาคม  2560

                             สามนักสิทธิฯ ขอพบอัยการสูงสุดเพื่อนำส่ง

                           บันทึกประจำวัน กอ.รมน.ถอนคำร้องทุกข์คดีหมิ่นประมาท

                             กรณีเผยแพร่รายงานทรมานในจังหวัดชายแดนใต้

กรุงเทพมหานคร วันที่ 16 มีนาคม  2560 เวลาเช้า นส.พรเพ็ญ คงขจรเกียรติ ตัวแทนสามนักสิทธิมนุษยชนได้นำส่งสำเนาบันทึกประจำวันที่ได้คัดถ่ายจาก สภ.เมืองปัตตานี ตามที่ พ.ท.เศรษฐสิทธิ์ แก้วคูเมือง ผู้รับมอบอำนาจจากกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ( กอ.รมน 4) ซึ่งเป็นผู้เข้ารองทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนให้ดำเนินคดี กับนายสมชาย หอมลออ นางสาวพรเพ็ญ คงขจรเกียรติ และนางสาวอัญชนา หีมมีหน๊ะในความผิดร่วมกันหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา และ พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550  ได้เข้าแสดงเจตนาเพื่อถอนคำร้องทุกข์ในความผิดฐานร่วมกันหมิ่นประมาทด้วยการโฆษณาไปจากการสอบสวน ตามที่ พลโท ชินวัฒน์ แม้นเดช รองแม่ทัพภาค 4 ตัวแทน กอ.รมน. 4 ได้ประกาศยุติการดำเนินคดีนักสิทธิฯ ทั้งสามอย่างไม่มีเงื่อนไข เมื่อวันที่ 7 มีนาคม 2560 ณ โรงแรมสุโกศล กรุงเทพมหานคร โดยตัวแทนดังกล่าวได้ไปลงบันทึกประจำวันไว้แล้ว

อย่างไรก็ตาม แม้ทางตัวแทน กอ.รมน.4 จะได้ประกาศยุติคดีแล้ว แต่กระบวนการและขั้นตอนในการยุติคดียังไม่เสร็จสิ้น เนื่องจากในการถอนคำร้องทุกข์นั้น ยังต้องรอหนังสือมอบอำนาจจาก ผอ.รมน. จากส่วนกลาง โดยเจ้าหน้าที่ฝ่ายกฎหมายของ กอ.รมน. ภาค 4 แจ้งว่าอยู่ในระหว่างการดำเนินการ

สำหรับข้อหาความผิด ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 นั้น แม้ กอ.รมน. ในฐานะผู้เสียหาย ไม่ประสงค์ที่จะให้มีการดำเนินคดีต่อสามนักสิทธิฯ อีกต่อไป แต่เนื่องจากเป็นความผิดต่อแผ่นดิน แม้ผู้เสียหายถอนคำร้องทุกข์ ก็ไม่มีผลทำให้คดีตามข้อหานี้สิ้นสุดแต่อย่างใด จึงย่อมขึ้นกับการใช้ดุลยพินิจของพนักงานอัยการ  ดังนั้น สามนักสิทธิฯ ซึ่งได้ยื่นหนังสือขอความเป็นธรรมต่ออัยการจังหวัดปัตตานีและอัยการสูงสุดไว้ก่อนหน้านี้แล้ว จึงได้นำสำเนาบันทึกการถอนคำร้องทุกข์นี้ ส่งให้พนักงานอัยการและอัยการสูงสุดเพื่อเป็นข้อมูลและพยานหลักฐานประกอบการพิจารณาสั่งคดีต่อไป

อนึ่งทีมทนายความของสามนักสิทธิ์ฯ จะได้ติดตามเรื่องการดำเนินการถอนคำร้องทุกข์โดย กอ.รมน.ให้เรียบร้อยเพื่อให้ข้อหาความผิดฐานหมิ่นประมาทสิ้นสุดลง ส่วนความผิดตาม พ.ร.บ.คอมฯ นั้น เนื่องจากตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2560 ที่กำหนดให้ยกเลิกความผิดที่มีที่มาจากความผิดฐานหมิ่นประมาท ออกจาก พ.ร.บ.คอมฯ จะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 24 พฤษภาคม 2560  ดังนั้นทางทีมทนายความ จะติดตามให้อัยการจังหวัดปัตตานีว่าจะมีความเห็นสั่งไม่ฟ้องในข้อหาดังกล่าวก่อน หรือจะรอไปจนถึงวันที่ 24 พ.ค. 2560  หรือ จะยุติคดีโดยทำเป็นคำสั่งของอัยการสูงสุดตามมาตรา 21 แห่ง พ.ร.บ.องค์กรอัยการและพนักงานอัยการ พ.ศ. 2553

รายงาน  “สถานการณ์การทรมานและการปฏิบัติที่โหดร้ายไร้  มนุษยธรรมหรือย่ำยีศักดิ์ศรีใน จังหวัดชายแดนภาคใต้ ปี ๒๕๕๗-๒๕๕๘” จัดทำและเผยแพร่โดย มูลนิธิผสานวัฒนธรรมและกลุ่มด้วยใจ ซึ่งเป็นองค์กรสิทธิมนุษยชนที่บทบาทในการส่งเสริมการเข้าถึงความยุติธรรมของผู้ถูกละเมิดสิทธิมนุษยชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเหยื่อของการทรมาน ในจังหวัดชายแดนใต้  การดำเนินคดีต่อสามนักสิทธิฯ ได้ก่อให้เกิดกระแสเรียกร้อง ทั้งจากในประเทศและระหว่างประเทศ ให้รัฐบาลไทยยุติคดี โดยให้เหตุผลว่าการตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชนเป็นสิ่งที่ประชาชนและนักสิทธิมนุษยชนพึงกระทำได้ โดยรัฐมีหน้าที่ต้องรับฟัง ตรวจสอบ และแก้ไข โดยเฉพาะการตรวจสอบปัญหาการทรมานซึ่งประเทศไทยจะต้องป้องกันและแก้ไขตามพันธกรณีที่ประเทศไทยมีอยู่ภายใต้อนุสัญญาต่อต้านการทรมานฯ  ข้อมูลและกระแสเรียกร้องดังกล่าว ทำให้รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมีความเข้าใจและนำไปสู่การดำเนินการเพื่อยุติคดีดังกล่าว

อนึ่ง การยุติการดำเนินคดีต่อสามนักสิทธิฯ จะเป็นการเปิดโอกาสให้เกิดความร่วมมือระหว่างหน่วยงานของรัฐและภาคประชาสังคม ในการส่งเสริมและปกป้องสิทธิมนุษยชน โดยเฉพาะในจังหวัดชายแดนใต้ ให้ได้ผลมากยิ่งขึ้น

ข้อมูลเพิ่มเติมติดต่อ: สมชาย  หอมลออ  ที่ปรึกษามูลนิธิผสานวัฒนธรรม โทร: 02 1015481

พรเพ็ญ คงขจรเกียรติ ผู้อำนวยการมูลนิธิผสานวัฒนธรรม โทร: 063-9751757

 

ข้อความในบันทึกประจำวันสถานีตำรวจ เมือง ปัตตานี คดีสามนักสิทธิ SPA ทหารถอนคำร้องทุกข์

“ มีกองอำนวยการ รักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร ภาค 4 ส่วนหน้า โดยพลโทเศรษฐสิทธิ์ แก้วคูเมือง ผู้รับมอบอำนาจ ได้มาพบแจ้งว่า ตาม ปจว.22 ลงวันที่ 3 พ.ค. 2559  เวลา 17.00 น. ได้มาร้องทุกข์ต่อ พงส. ให้ดำเนินคดีกับนายสมชาย หอมลออ น.ส.พรเพ็ญ คงขจรเกียรติ และน.ส.อัญชนา หีมมีหน๊ะในความผิด ร่วมกันหมิ่นประมาทด้วยการโฆษณา และ พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 นั้น บัดนี้ผู้แจ้งได้มาแสดงเจตนาเพื่อขอถอนคำร้องทุกข์ ในความผิด ร่วมกันหมิ่นประมาทด้วยการโฆษณา ไป (…)

พ.ต.ท.วิญญู เทียมราช สว.สส. พงส.รับแจ้งไว้ได้ดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป จึงให้ลงชื่อไว้เป็นหลักฐาน”