วันศุกร์ที่ 24 กพ. 13.00น. สามนักสิทธิมนุษยชนยื่นหนังสือขอความเป็นธรรมต่ออัยการสูงสุด อาคาร A ศูนย์ราชการ แจ้งวัฒนะ

 

IMG_4269

เผยแพร่ 23 กุมภาพันธ์ 2560

ขอเชิญร่วมทำข่าว

 กรณีสามนักสิทธิมนุษยชนยื่นหนังสือขอความเป็นธรรมต่ออัยการสูงสุด

กรณีพนักงานสอบสวนมีความเห็นควรสั่งฟ้อง คดี กอ.รมน.ภาค 4 แจ้งความหมิ่นประมาท

ขอเชิญนักข่าวและผู้สนใจเข้าร่วมสังเกตการณ์นักสิทธิทั้งสามคนจะยื่นหนังสือขอความเป็นธรรมต่ออัยการสูงสุดใน  ในวันศุกร์ที่ 24 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา  13.00 น.ที่สำนักงานอัยการสูงสุด ศูนย์ราชการ ถนนแจ้งวัฒนะ ตึก A  โดยนายสมชาย หอมลออ นางสาวพรเพ็ญ  คงขจรเกียรติ   และนางสาวอัญชนา หีมมิหน๊ะ จะขอให้อัยการสูงสุดอำนวยความยุติธรรม และคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชนเพื่อให้ความเป็นธรรมแก่นักสิทธิมนุษยชนทั้งสามโดยคำนึงถึงประโยชน์สาธารณะเป็นสำคัญ

ตามที่ กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) ภาค 4 ส่วนหน้าแจ้งความร้องทุกข์ต่อ พ.ต.ท.วิญญู เทียมราช พนักงานสอบสวน สภ.เมืองปัตตานี ให้ดำเนินคดีสามนักสิทธิมนุษยชนคือ นายสมชาย  หอมลออ ที่ปรึกษาและอดีตประธานมูลนิธิผสานวัฒนธรรม นางสาวพรเพ็ญ  คงขจรเกียรติ ผู้อำนวยการมูลนิธิฯ และ นางสาวอัญชนา     หีมมิหม๊ะ ผู้นำกลุ่มด้วยใจ กล่าวหาว่าบุคคลทั้งสามคนได้ร่วมกันจัดพิมพ์และแจกจ่าย   “รายงานสถานการณ์การทรมานและการปฏิบัติที่โหดร้ายไร้มนุษยธรรมหรือย่ำยีศักดิ์ศรีฯ ในจังหวัดชายแดนใต้  ปี 2557 – 2558” และนำรายงานฯ ดังกล่าวเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ทำให้ กอ.รมน. ได้รับความเสียหายนั้น

เมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2560 พนักงานสอบสวน สภ.เมืองปัตตานีได้ส่งตัวพร้อมสำนวนการสอบสวนที่เห็นควรสั่งฟ้องใน 2 ข้อหาคือ  1) ร่วมกันหมิ่นประมาทด้วยการโฆษณา ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 328 ซึ่งมีโทษจำคุกไม่เกินสองปีและปรับไม่เกินสองแสนบาท และ 2) นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จโดยประการที่น่าจะก่อให้เกิดความเสียหายต่อผู้อื่น ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 มาตรา 14 (1) ซึ่งมีโทษจำคุกไม่เกินห้าปีหรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ โดยที่ยังไม่สอบสวนพยานที่นักสิทธิทั้งสามขอให้สอบสวน ทั้งที่เป็นหน้าที่ตามกฎหมายที่พนักงานสอบสวนต้องดำเนินการรวบรวบพยานหลักฐานทุกชนิดที่สามารถพิสูจน์ความผิดหรือบริสุทธิของผู้ต้องหา เพื่อประกอบในการทำความเห็นในคดี และเพื่อขอให้อัยการสูงสุดมีความเห็นตามสมควรให้พนักงานสอบสวนเจ้าของสำนวนสอบพยานเพิ่มเติมตามที่นักสิทธิทั้งสามได้ยื่นขอไว้ และพิจารณาข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับคดีหมิ่นประมาทนี้ว่า      กอ.รมน.เป็นผู้เสียหายหรือมีสิทธิในการดำเนินคดีต่อนักปกป้องสิทธิทั้งสามหรือไม่

ติดต่อข้อมูลเพิ่มเติม นายสุรพงษ์ กองจันทึก ประธานมูลนิธิผสานวัฒนธรรม โทร 081-6424006

นางณัฐาศิริ เบิร์กแมน ผู้ประสานงานคดีมูลนิธิผสานวัฒนธรรม โทร 081-6424006

ความเข้าใจเรื่องสิทธิชุมชนและการจัดการข้อมูลชุมชนด้วย GPS จัดพิมพ์โดยศูนย์พิทักษ์และฟื้นฟูสิทธิชุมชนท้องถิ่นและมูลนิธิผสานวัฒนธรรม

GPS cov.inddคำนำ

สิทธิในการออกแบบและจัดการวิถีการดำรงชีวิต ตลอดจนการใช้ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของชุมชน หรือที่เรียกกันโดยทั่วไปว่าสิทธิชุมชน ถือเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานที่สำคัญ ซึ่งจะทำให้ชุมชนได้ร้วมกันจัดการทรัพยากรธรรมชาติตลอดถึงสิ่งแวดล้อมในพื้นที่ของตน ให้มีความเหมาะสมกับสภาพทางภูมิศาสตร์ จารีตประเพณี และวัฒนธรรมในแต่ละพื้นที่ อันจะส่งผลให้บุคคลในชุมชนรับรู้และตระหนักกถึงความสำคัญของทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่อยู่รายรอบชุมชน จนนำไปสู่การอนุรักษ์และหวงแหนทรัพยากรธรรมชาติมิให้เสื่อมสลายโดยไม่คำนึงถึงลูกหลานที่ดำรงชีวิตอยู่ต่อไปในภายหน้า

สิทธิชุมชน อันเป็นสิทธิมนุษยชนที่สำคัญขั้นพื้นฐานจึงได้ถูกรองรับไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยอย่างเป็นทางการตั้งแต่ พ.ศ. 2540 แต่ทั้งนี้ด้วยความผันผวนทางการเมืองและความไม่แน่นอนในการรับรองสิทธิชุมชนตามกระบวนการยุติธรรม ทำให้แม้เวลาจะผ่านไปเกือบ 20 ปี กฎหมายก็ยังไม่สามารถถรับรองในชุมชนในหลายพื้นที่ทั่วประเทศสามารถดำรงชีวิตและจัดกการทรัพยากรในพื้นที่ของตนได้อย่างถูกต้องตามกฎหมายลำดับรองยังคงอำนาจการจัดการโดยส่วนใหญ่ไว้ที่หน่วยงานรัฐ ความไม่ชัดเจนในการกันแนวเขตพื้นที่ของชุมชนและปัญหาการอ้างพยานหลักฐานที่่จะนำมาพิสูจน์ การดำรงอยู่ของชุมชน ตลอดจนการรัฐประหารและความผันผวนทางการเมืองที่อาจส่งผลจ่อการบัญญัติรับรองสิทธิชุมชนในรัฐธรรมนูญและการสนับสนุนจากรัฐบาลซึ่งมีความเข้าใจ อคติ หรือเล็งประโยชน์ที่แตกต่างกันต่อสิทธิชุมชน

ด้วยความผันผวนและความไม่ชัดเจนดังกล่าว ชุมชนจึงต้องสร้างความชัดเจนและความเข็มแข็งในเื้องต้นขึ้นมาด้วยตนเอง โดยเฉพาะกรณีการโต้แย้งเกี่ยวกับประวัติการเข้ามาทำประโยชน์และการกำหนดแนวเขตพื้นที่ที่ชัดเจนระหว่างพื้นที่ของชุมชนและพื้นที่อันเป็นกรรมสิทธิ์ของเอกชนหรือพื้นที่หวงห้ามของหน่วยงานรัฐ ทางศูนย์พิทักษ์และฟื้นฟูสิทธิชุมชนท้องถิ่นด้วยเล็งเห็นความสำคัญของการจัดทำแผนที่ชุมชน จึงจัดทำนังสือคู่มือฉบับนี้ขึ้นเพื่อเป็นอีกเครื่องมือหนึ่งในการสร้างความชัดเจนหรืออำนาจการต่อรองกับหน่วยงานรัฐ โดยในคู่มือจะบรรยายเนื้อหาว่าด้วย สิทธิในการจัดการทรัพยากรของชุมชน รายละเอียดขั้นตอนในการจัดทำแผนที่ชุมชน รวมไปถึงแนะนำการใช้เครื่งมือและอุปกรณ์สำหรับการกำหนดรายละเอียดของแผนที่โดยผู้จัดทำหวังว่าผู้อ่านคงได้รับความรู้จากคู่มือฉบับนี้ไม่มากก็น้อย

ศูนย์พิทักษ์และฟื้นฟูสิทธิชุมชนท้องถิ่น

นายฤทธิรงค์ ชื่นจิตร ถอนฟ้องเจ้าหน้าที่ตำรวจ 2 นาย ภายหลังยอมรับผิด กล่าวขอโทษ และแสดงความเสียใจต่อเหตุการณ์เมื่อวันที่ 28 มกราคม 2552 ที่ได้ร่วมกันทำร้ายร่างกายโจทก์เพื่อให้รับสารภาพว่าเป็นคนร้ายวิ่งราวทรัพย์

no torture 2

มูลนิธิผสานวัฒนธรรม

เผยแพร่วันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2560

ใบแจ้งข่าว

นายฤทธิรงค์ ชื่นจิตร ถอนฟ้องเจ้าหน้าที่ตำรวจ 2 นาย ภายหลังยอมรับผิด กล่าวขอโทษ
และแสดงความเสียใจต่อเหตุการณ์
เมื่อวันที่ 28 มกราคม 2552
ที่ได้ร่วมกันทำร้ายร่างกายโจทก์เพื่อให้รับสารภาพว่าเป็นคนร้ายวิ่งราวทรัพย์

 

สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2559 ศาลจังหวัดปราจีนบุรีมีคำสั่งรับฟ้องชี้มูลความผิดเจ้าหน้าที่ตำรวจ   4นาย ในคดีหมายเลขดำที่ อ.925/2558 หรือกรณีนายฤทธิรงค์ ชื่นจิตร เป็นโจทก์ยื่นฟ้องตำรวจ 7 นาย ฐานร่วมกันกระทำความผิดอาญาในข้อหาความผิดต่อเจ้าพนักงานในการยุติธรรมความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ในการยุติธรรม   ความผิดต่อร่างกาย และความผิดต่อเสรีภาพ ตามประมวลกฎหมายอาญาจากการที่เจ้าหน้าที่ตำรวจทรมานให้นายฤทธิรงค์รับสารภาพว่าเป็นคนร้ายวิ่งราวทรัพย์

ต่อมาเมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 13.00น. ผู้พิพากษาศาลจังหวัดปราจีนบุรีออกนั่งพิจารณานัดพร้อมและนัดสอบคำให้การจำเลย โดยมีเพียงจำเลยที่ 3 และที่ 4 เจ้าหน้าที่ตำรวจยศพันตำรวจโททั้ง 2 นายมาศาลและปฏิเสธคำฟ้องโจทก์

สำหรับจำเลยที่ 5 และที่ 6  ไม่มาศาล สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2560 โจทก์ได้ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องจำเลยที่ 5 และจำเลยที่ 6 ยศปัจจุบันยศดาบตำรวจ และพันตำรวจเอก   โดยจำเลยทั้งสองได้ยอมรับและสำนึกผิดในการกระทำของตน โดยกล่าวขอโทษและแสดงความเสียใจต่อเหตุการณ์ที่ได้ร่วมกันทำร้ายร่างกายโจทก์เพื่อให้รับสารภาพว่าเป็นคนร้ายวิ่งราวทรัพย์ เมื่อวันที่ 28 มกราคม 2552 ณ ห้องสืบสวน กองกำกับการสืบสวนสอบสวน ตำรวจภูธรจังหวัดปราจีนบุรี

ในการสอบคำให้การจำเลย ศาลได้สอบถามจำเลยที่ 3 และจำเลยที่ 4 ว่าจะยอมรับสารภาพว่าเป็นผู้กระทำความผิดตามข้อกล่าวหาในคำฟ้องของโจทก์หรือไม่ ซึ่งจำเลยทั้งสองได้ให้การปฏิเสธ พร้อมทั้งจะขอต่อสู้คดีตามกระบวนการของกฎหมายต่อไป ฝ่ายโจทก์แถลงจะสืบพยานจำนวน 12 ปาก ฝ่ายจำเลยจะสืบพยานจำนวน 16 ปาก

ศาลจังหวัดปราจีนบุรีจึงกำหนดนัดสืบพยานโจทก์ในวันที่ 13, 14, 15 กุมภาพันธ์ 2561 เวลา 09.00 – 16.00นาฬิกา และ 16 กุมภาพันธ์ 2561 เวลา 09.00 – 12.00 นาฬิกา และนัดสืบพยานจำเลยในวันที่ 16 เวลา 13.00 – 16.00 นาฬิกา และวันที่ 20, 21 กุมภาพันธ์ 2561 เวลา 09.00น. – 16.00 นาฬิกา

เรื่องราวของคดีดังกล่าวสามารถสืบค้นข้อมูลได้ที่https://voicefromthais.wordpress.com/ ?s=ฤทธิรงค์

 

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่       

นายปรีดา นาคผิว                             ทนายความ มูลนิธิผสานวัฒนธรรม โทร 089-6222474

นายสัญญา เอียดจงดี                        ทนายความ                                  โทร 087-5894884

นางสาวนันทนา แก้วนวล                ทนายความ                                  โทร 086-3917049

download 2017_02_23_%e0%b9%83%e0%b8%9a%e0%b9%81%e0%b8%88%e0%b9%89%e0%b8%87%e0%b8%82%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%a7-%e0%b8%a4%e0%b8%97%e0%b8%98%e0%b8%b4%e0%b8%a3%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b9%8c-%e0%b8%99%e0%b8%b1

Thai junta urged to drop case against torture activists by AFP on February 21, 2017

https://au.news.yahoo.com/world/a/34462797/thai-junta-urged-to-drop-case-against-torture-activists/#page1

Bangkok (AFP) – Rights groups on Tuesday urged the Thai army to drop defamation charges against three activists over a report on torture in the conflict-hit south, decrying the prosecution as an effort to silence critics.

A state prosecutor was handed the case file on Tuesday and will now decide whether to press on with the controversial charges against Pornpen Khongkachonkiet — the chair of Amnesty International Thailand — Anchana Heemmina and Somchai Homlaor.

The trio could face up to seven years in jail for defamation and a separate charge filed for publishing the report online.

The case is being closely watched in junta-run Thailand where authorities routinely use defamation laws to shut down reporting of allegations of abuse or corruption.

The 2016 report, based on interviews with 54 former detainees, catalogued a host of torture tactics allegedly used by soldiers and police across the kingdom’s Muslim-majority southernmost provinces.

More than 6,700 people — mostly civilians — have been killed in a near-13 year insurgency by Malay Muslim locals against the Thai state, which rules the region with emergency laws.

Beatings, threats at gunpoint, sensory deprivation and partial suffocation were all routine during detention of suspects, the report alleged.

The Thai army denied the allegations and launched proceedings against the report’s writers.

“This is a glaring example of the Thai military misusing the criminal justice system to intimidate and retaliate against activists for reporting grave abuses,” said Sunai Phasuk, a Human Rights Watch representative for Thailand.

No member of the Thai security forces has ever been jailed for extrajudicial killings or torture in the restive “Deep South”.

That is despite frequent allegations of abuses, as well as inquest rulings that have found security forces to have gunned down unarmed Muslim men.

The defamation case is an attempt to silence the activists and “the right to complain by victims of torture”, said Surapong Kongchantuk of the Cross Cultural Foundation.

The group — of which Pornpen is a member — works closely with conflict-hit communities in the south.

Rebels want autonomy for the culturally distinct area, which was colonised by Thailand more than a century ago.

They have employed brutal tactics including shootings, beheadings and bombings.

Thai officials deny human rights abuses are systemic and say they do everything in their power to avoid harming civilians.

A spokesman for the southern army command said officers were determined to bring the three activists to trial.

“We will not withdraw the charges,” Colonel Yutanam Petchmoang told AFP, adding that the rights workers “did not cooperate” when they were summoned by the military and asked to name the soldiers accused of torture in their report.

 

Press statement: Three human rights activists submitting petition to demand justice from the Pattani Provincial Public Prosecutor and the Attorney General, as the inquiry official recommended the prosecutor to prosecute them of criminal defamation accused by the ISOC Region 4, next meeting is scheduled to be 21 Mar 2017

cropped-cropped-img_6324-1.jpg

three-hrds-statement-21-feb-17_revised

Thai version 2017_02_21_crcf-statement_-prosecutor-accepted-the-petition-from-three-hrd-doc

For immediate release on 21 February 2017

Press statement: Three human rights activists submitting petition to demand justice from the Pattani Provincial Public Prosecutor and the Attorney General, as the inquiry official recommended the prosecutor to prosecute them of criminal defamation accused by the ISOC Region 4

 

Today, 21 February 2017 at 14.00, the three human rights activists, Somchai Homla-or, Pornpen Khongkachonkiet, and Anchana Heemmina, have submitted a petition seeking for justice from the public prosecutor at Office of Pattani Provincial Public Prosecutor. They demanded the public prosecutor to ensure justice and uphold human rights. They further demanded that in performing their duties with regard to prosecution, the public prosecutor should make their decision on the merit of the case and instruct the inquiry official to examine the evidence and interrogate the witnesses as proposed by the accused. In addition, attention should be given to the fact and legal principle that the Penal Code provides for defamation offence intends to protect dignity of individuals from impairment, while it does not intend to protect a legal entity. The Internal Security Operations Command (ISOC) which is merely a legal entity not a natural person does not have legal standing to take legal action against the three activist. Further, ISOC is a state agency and it’s execution of duties may effect to the rights and liberties of the people, therefore, ISOC shall be subject to scrutinizing and criticism by the people.  Therefore, ISOC is not eligible to accuse the three activists of defamation.

 

The Chairperson of the Cross Cultural Foundation (CrCF), Surapong Kongchantuk said that the “Torture Report in Pattani 2014-2015” has been made based on well trained documentation and is useful to the public. It simply intends to draw attention of the concerned authorities to the allegation of torture for further investigation. The torture alleged in the report has also been perpetuated by the security officials. Such documentation shall help to uphold people’s rights and liberties, and strengthen the rule of law and justice. The prosecution against the three human rights activists is not justify and does not serve the public interest.”

 

An act of torture and other cruel, inhuman or degrading treatment is a grave human rights violation. It is a violation of both domestic law and international law. Still, torture has been rampant in Thailand’s Deep South during the past 13 years since the unrest was incurred on 4 January 2004.  And the Thai government as a state party of the 1984 UN Convention Against Torture and other Cruel, Inhuman or Degrading Treatment or Punishment (CAT) failed to prevent the torture which absolutely prohibited under the treaty.

 

According to the domestic and international laws, the torture is a crime.  But in this case the inquiry official recommended the public prosecutor to prosecute the three activists who reported the torture. This caused a serious concern among civil society organizations, international human rights organizations and diplomate community. Today, representatives from embassies, national and international human rights organizations, the UN Office of the High Commissioner for Human Rights (UNOHCHR), academics, lawyers and local civil society and citizens have been there to give moral support to the three human rights activists.

——————————————————————————————-

For more information, please contact, Mr. Surapong Kongchantuk, Chairperson of the Cross Cultural Foundation (CrCF), phone 081-6424006

Mr. Abdulkohar Awaeputae, attorney, phone โทร 081-8987408

 

Background

The Patani Human Rights Organization, the Duay Jai Group and the Cross Cultural Foundation (CrCF) have jointly published the report “Torture and ill treatment in The Deep South Documented in 2014-2015” documenting 54 cases of individuals who alleged that they had been tortured by the officials. The report has also been submitted to the Internal Security Operations Command Region 4 (ISOC 4) Forward and Gen. Aksara Kerdphon, leader of the negotiation team on 8 January 2016, The authorities were asked to inquire into the alleged cases and the report was then launched in a public seminar held in one of the Southern Border Provinces on 10 February 2016.

 

Later on 17 May 2016, ISOC Region 4, a security agency responsible for security in Thailand’s Southern Border Provinces, has reported a case to the inquiry official at the Pattani Muang Police Station asking for a legal action against the three human rights activists for criminal defamation and violating the Computer Crimes Act of 2007 since the three of them were listed as editors of the publication. In reporting the case, the official claimed the report had caused an impairment to the reputation of the Royal Thai Army and that previously, the activists had never cooperated with the authorities when asked for further information about the individual cases included in the report. Some official has even made a claim that after receiving the documentation from the activists, they had asked for a grace period of time for three months to conduct an inquiry. All the claims are untrue. Upon the submission of the report to the ISOC Region 4, its spokesperson and spokesperson of the ISOC headquarters in Bangkok have come out to lambast the report accusing it of presenting fake information. They further alleged that the report had been made purposefully to discredit the authorities and for the sake of vying for funding from aboard. Instead of conducting any inquiry as to the cases documented, the authorities have strongly criticized the civil society organizations for their attempt to hold accountable the performance of duties by the officials.

 

Mr. Somchai Homla-or is a senior advisor to CRCF, and Ms. Pornpen Khongkachonkiet is its Director. CRCF has been conducting documentation on cases of human rights violations, particularly torture and cruel, inhuman and degrading treatment. Assistance including legal aid and the submission of complaint has also been given to help the injured parties have access to justice. Ms. Pornpen has also been elected as Chairperson of the executive board of Amnesty International Thailand in June 2016. Ms. Anchana Heemmina is founder and Director of the Duay Jai Group, a civil society organization working with families of victims of torture. The Group also works effectively on getting access to remedies and rehabilitation among the victims in the Southern Border Provinces.

 

Previously, the Cross Cultural Foundation (CrCF) and Cross Cultural Foundation (CrCF) had been summoned to meet the inquiry official in August 2014 after a report had been made to the police accusing CRCF and Ms. Pornpen of committing an impairment to the Royal Thai Army’ reputation. They were then accused for intentionally distorting facts and distributing false information to public. The case had stemmed from the publishing of an open letter in late April 2014 in which the Thai authorities were demanded to carry out an investigation as to the claim that public officials had committed an act of torture against suspects in security cases in the Southern Border Provinces. The public prosecutor, then, decided to not indict the case in September 2015.

 

Since the seizure of power in a coup by the military in 2014, a number of human rights defenders in Thailand have been subject to intimidation and prosecution on defamation and other charges as a result of their role to demand accountability and their criticisms of the military junta as well as their call for the investigation of human rights violation and remedies for the victims.

 

By levying defamation charges against those criticizing the officials and the authorities, Thailand is violating its obligations to respect and protect the right to freedom of expression as provided for by the International Covenant on Civil and Political Rights (ICCPR) to which Thailand is a state party. Previously, the UN Human Rights Committee has urged governments of countries to consider revoke the offence of criminal defamation to ensure that the states would be able to perform their duties while not infringing upon the right to freedom of expression of their people.

 

แถลงการณ์ สามนักสิทธิมนุษยชนยื่นหนังสือขอความเป็นธรรมต่ออัยการจังหวัดปัตตานีและอัยการสูงสุด กรณีพนักงานอัยการนัดรายงานตัวครั้งหน้าวันที่ 21 มีนาคม 2560

cropped-cropped-img_6324-1.jpg

2017_02_21_crcf-statement_-prosecutor-accepted-the-petition-from-three-hrd-doc

เผยแพร่วันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2560

 

แถลงการณ์ สามนักสิทธิมนุษยชนยื่นหนังสือขอความเป็นธรรมต่ออัยการจังหวัดปัตตานีและอัยการสูงสุด

กรณีพนักงานสอบสวนมีความเห็นควรสั่งฟ้อง คดี กอ.รมน.ภาค 4 แจ้งความหมิ่นประมาท

 

วันนี้ 21 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 14.00 นาฬิกา นายสมชาย หอมลออ นางสาวพรเพ็ญ  คงขจรเกียรติ     และนางสาวอัญชนา หีมมิหน๊ะ นักสิทธิมนุษยชนทั้งสามได้ยื่นหนังสือขอความเป็นธรรมต่อพนักงานอัยการ ที่สำนักงานอัยการ จังหวัดปัตตานี ขอให้พนักงานอัยการอำนวยความยุติธรรม และคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชน โดยในการปฏิบัติหน้าที่พนักงานอัยการในการสั่งคดี ขอให้พนักงานอัยการสั่งตามที่เห็นสมควรให้พนักงานสอบสวนทำการสอบสวนพยานบุคคลสำคัญเพิ่มเติม รวมทั้งพิจารณาถึงข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายที่ว่าคดีดังกล่าวเป็นการฟ้องร้องข้อหาที่นิติบุคคลอาจไม่มีอำนาจฟ้อง โดยที่กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน (กอ.รมน.) เป็นหน่วยงานของรัฐ สังกัดสำนักนายกรัฐมนตรีการปฏิบัติหน้าที่อาจมีผลกระทบต่อประชาชนโดยทั่วไปได้ จึงเป็นหน่วยงานที่สามารถถูกตรวจสอบได้โดยประชาชน อีกทั้งประมวลกฎหมายอาญาที่กำหนดความผิดฐานหมิ่นประมาท เป็นกฎหมายที่มุ่งคุ้มครองศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของบุคคลไม่ให้ถูกละเมิด มิได้มุ่งที่จะคุ้มครองนิติบุคคล โดยเฉพาะอย่างยิ่งหน่วยงานของรัฐจากการถูกตรวจสอบและวิพากษ์วิจารณ์ ดังนั้น กอ.รมน.จึงมิใช่ผู้เสียหายแต่อย่างใด หลังยื่นหนังสือแล้วพนักงานอัยการ นัดนักสิทธิทั้งสามคนมารายงานตัวอีกครั้งในวันที่ 21 มีนาคม 2560 เวลา 14:00 น. ณ สำนักงานอัยการจังหวัดปัตตานี

นายสุรพงษ์ กองจันทึก ประธานมูลนิธิผสานวัฒนธรรม เห็นว่า “การจัดทำรายงาน “สถานการณ์การทรมานและการปฏิบัติที่โหดร้ายไร้มนุษยธรรมหรือที่ย่ำยีศักดิ์ศรีฯ ในจังหวัดชายแดนใต้  ปี 2557 – 2558”   ได้มีการจัดเก็บข้อมูลตามหลักวิชาการที่มุ่งประโยชน์ต่อสาธารณะ โดยที่การนำเสนอเป็นไปเพื่อเรียกร้องให้หน่วยงานราชการตรวจสอบกรณีการกระทำทรมานฯ รวมทั้งการเปิดเผยการทรมานฯที่กระทำโดยเจ้าหน้าที่ของรัฐ การจัดทำรายงานยังเป็นการสร้างหลักประกันสิทธิและเสรีภาพแก่ประชาชน สร้างความเข้มแข็งให้แก่หลักนิติธรรมและกระบวนการยุติธรรม การดำเนินคดีต่อนักสิทธิมนุษยชนทั้งสามนี้ จึงไม่เป็นประโยชน์สาธารณะ และอาจเป็นการคุกคามเสรีภาพทางวิชาการและการแสดงความคิดเห็น ตลอดจนเป็นการขัดขวางการทำหน้าที่ของพลเมือง ปิดปากไม่ให้ดำเนินการตรวจสอบและรายงานสถานการณ์สิทธิมนุษยชน”

การกระทำทรมานและการปฏิบัติที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม หรือที่ย่ำยีศักดิ์ศรี ถือเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรง และถือเป็นความผิดทั้งตามกฎหมายไทยและกฎหมายระหว่างประเทศ แต่การกระทำทรมานฯ ยังคงเกิดขึ้นอย่างกว้างขวางในจังหวัดชายแดนภาคใต้  ตลอดระยะเวลา 13 ปีนับแต่เกิดเหตุการณ์ไม่สงบเมื่อวันที่ 4 มกราคม พ.ศ. 2547 เป็นต้นมา โดยที่รัฐบาลไทยไม่ได้ดำเนินการอย่างจริงจัง รวมทั้งไม่ได้ปฎิบัติตามพันธกรณีกฎหมายระหว่างประเทศที่ประเทศไทยเป็นรัฐภาคี โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “อนุสัญญาว่าด้วยการต่อต้านการทรมานและการประติบัติที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม หรือที่ย่ำยีศักดิ์ศรี ค.ศ 1984”  ที่กำหนดกรอบการป้องกันการกระทำทรมานฯ การชดใช้เยียวยาผู้เสียหาย และการลงโทษเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับการกระทำผิด

การที่พนักงานสอบสวนทำการส่งตัวบุคคลทั้งสามให้พนักงานอัยการในครั้งนี้ได้สร้างความกังวลเป็นอย่างมากแก่องค์กรภาคประชาสังคม องค์กรสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ ที่มีบทบาทในการส่งเสริม คุ้มครอง ปกป้องสิทธิมนุษยชนและต่อต้านความรุนแรงในทุกรูปแบบ รวมทั้งตรวจสอบการบังคับใช้กฎหมายของหน่วยงานรัฐ โดยวันนี้ได้มีผู้แทนจากสถานฑูต องค์กรด้านสิทธิมนุษยชนในประเทศและระหว่างประเทศ องค์การข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ นักวิชการ นักกฎหมาย รวมทั้งองค์กรภาคประชาสังคมและประชาชนในพื้นที่ มาสนับสนุนและให้กำลังใจนักสิทธิมนุษยชนทั้งสามในครั้งนี้ด้วย

——————————————————————————————-

ข้อมูลเพิ่มเติมติดต่อ: นายสุรพงษ์ กองจันทึก  ประธานมูลนิธิผสานวัฒนธรรม โทร 081-6424006

นายอับดุลกอฮาร์  อาแวปูเตะ ทนายความ  โทร 081-8987408

 

ที่มาของคดี

เครือข่ายสิทธิมนุษยชนปาตานี กลุ่มด้วยใจ และมูลนิธิผสานวัฒนธรรม ได้จัดทำ “รายงานสถานการณ์การทรมานและการปฏิบัติที่โหดร้ายไร้มนุษยธรรมหรือที่ย่ำยีศักดิ์ศรีฯ ในจังหวัดชายแดนใต้  ปี 2557 – 2558”  โดยรวบรวมข้อมูลที่ได้จากการสัมภาษณ์ผู้ที่อ้างว่าถูกเจ้าหน้าที่ทรมานฯ จำนวน 54 ราย และเมื่อวันที่ 8 มกราคม 2559 ได้ส่งรายงานดังกล่าวให้แก่ กอ.รมน.ภาค 4 และ พลเอก อักษรา เกิดผล หัวหน้าคณะพูดคุยสันติสุข เพื่อให้ตรวจสอบข้อกล่าวอ้างดังกล่าว และเมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2559  ได้เผยแพร่ในที่ประชุมสัมมนาทางวิชาการแห่งหนึ่งในจังหวัดชายแดนใต้

ต่อมาเมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม 2559 กอ.รมน. ภาค 4 ซึ่งเป็นหน่วยงานด้านความมั่นคงในจังหวัดชายแดนใต้ของไทย ได้แจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน สภ.ปัตตานี ให้ดำเนินคดีนักสิทธิมนุษยชนทั้งสาม ในข้อหาหมิ่นประมาทและละเมิดพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 ในฐานะที่เป็นกองบรรณาธิการจัดทำรายงานฉบับดังกล่าว โดยระบุเหตุผลที่ต้องแจ้งความว่าการกล่าวหาในรายงานเป็นการทำลายชื่อเสียงของกอ.รมน. และที่ผ่านมานักกิจกรรมเหล่านี้ไม่ให้ความร่วมมือกับทางการเมื่อมีการขอข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับกรณีทรมานฯที่ถูกพูดถึงในรายงาน  นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่บางคนยังกล่าวอ้างว่า หลังจากได้รับรายงานแล้ว เจ้าหน้าที่ได้ขอเวลา 3 เดือนในการตรวจสอบข้อเท็จจริงนั้น ก็ไม่เป็นความจริง เพราะ      โดยทันทีที่กอ.รมน.ภาค 4  ได้รับรายงาน โฆษก กอ.รมน. ภาค 4 และ โฆษก กอ.รมน. ส่วนกลาง ได้ออกมาตอบโต้  โดยกล่าวหาว่ารายงานดังกล่าวเป็นเท็จ จัดทำขึ้นเพื่อทำลายความน่าเชื่อถือของหน่วยงานรัฐ และเพื่อขอทุนจากต่างชาติ และตั้งคำถามต่อความชอบธรรมขององค์กรภาคประชาสังคมในการตรวจสอบการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่

นายสมชาย หอมลออ เป็นที่ปรึกษาอาวุโสและอดีตประธานมูลนิธิผสานวัฒนธรรม นางสาวพรเพ็ญ  คงขจรเกียรติ เป็นผู้อำนวยการมูลนิธิผสานวัฒนธรรม ซึ่งเป็นองค์กรที่จัดเก็บและรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับการละเมิดสิทธิมนุษยชน โดยเฉพาะการทรมาน และการปฏิบัติที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรมหรือที่ย่ำยีศักดิ์ศรี และสนับสนุนการเข้าถึงความยุติธรรมของผู้เสียหาย ด้วยการให้ความช่วยเหลือด้านกฎหมายและดำเนินการเกี่ยวกับเรื่องร้องเรียนขอความเป็นธรรม นางสาวพรเพ็ญ คงขจรเกียรติ ยังได้รับเลือกตั้งให้เป็นประธานคณะกรรมการบริหารองค์การแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย เมื่อเดือนมิถุนายน 2559 ด้วย ส่วนนางสาวอัญชนา หีมมิหน๊ะ เป็นผู้ก่อตั้งและผู้อำนวยการกลุ่มด้วยใจ ซึ่งเป็นภาคประชาสังคมที่ทำงานกับครอบครัวของเหยื่อของการทรมานฯและดำเนินการเพื่อให้มีการฟื้นฟูเยียวยาผู้เสียหายในจังหวัดชายแดนใต้

ก่อนหน้านี้ มูลนิธิผสานวัฒนธรรม และนางสาวพรเพ็ญ คงขจรเกียรติ เคยได้รับหมายเรียกให้เข้าพบพนักงานสอบสวนเมื่อเดือนสิงหาคม 2557 ภายหลังที่เจ้าหน้าที่ได้แจ้งความกล่าวหาว่า มูลนิธิฯ โดยนางสาวพรเพ็ญ คงขจรเกียรติ ทำลายชื่อเสียงของกองทัพบก จงใจบิดเบือนความจริง และเผยแพร่ข้อมูลเท็จต่อสาธารณะ เนื่องจากเผยแพร่จดหมายเปิดผนึกเมื่อปลายเดือนเมษายน 2557 เรียกร้องให้ทางการไทยสอบสวนเกี่ยวกับกรณีที่เจ้าหน้าที่รัฐทรมานผู้ต้องสงสัยว่าเกี่ยวข้องกับความไม่สงบในจังหวัดชายแดนใต้ แต่พนักงานอัยการได้มีคำสั่งไม่ฟ้องในคดีดังกล่าวเมื่อเดือนกันยายน 2558

นับตั้งแต่การรัฐประหาร ยึดอำนาจโดยกองทัพตั้งแต่ต้นปี 2557 เป็นต้นมา นักปกป้องสิทธิมนุษยชนในไทยจำนวนมาก ได้ถูกคุกคามและถูกดำเนินคดีข้อหาหมิ่นประมาทและข้อหาต่างๆ จากการจัดกิจกรรมตรวจสอบ วิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลทหาร รวมทั้งได้เรียกร้องให้มีการตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชนและเยียวยาผู้เสียหาย

การใช้ข้อหาหมิ่นประมาทต่อผู้ที่วิพากษ์วิจารณ์เจ้าหน้าที่และหน่วยงานของรัฐ เป็นการละเมิดพันธกรณีของไทยที่จะต้องเคารพและคุ้มครองสิทธิเสรีภาพในการแสดงออกตามกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (International Covenant on Civil and Political Rights-ICCPR) ซึ่งไทยเป็นรัฐภาคี คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติได้กระตุ้นให้รัฐต่างๆ พิจารณายกเลิกโทษอาญาในคดีหมิ่นประมาท เพื่อประกันว่ารัฐสามารถปฏิบัติตามพันธกรณีของตนโดยไม่กระทบต่อสิทธิเสรีภาพในการแสดงออกของประชาชน

 

สามนักสิทธิมนุษยชนยื่นหนังสือขอความเป็นธรรมต่ออัยการจังหวัดปัตตานีและอัยการสูงสุด กรณีพนักงานสอบสวนมีความเห็นควรสั่งฟ้อง คดี กอ.รมน.ภาค 4 แจ้งความหมิ่นประมาท

เผยแพร่วันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2560

 

แถลงการณ์ สามนักสิทธิมนุษยชนยื่นหนังสือขอความเป็นธรรมต่ออัยการจังหวัดปัตตานีและอัยการสูงสุด

กรณีพนักงานสอบสวนมีความเห็นควรสั่งฟ้อง คดี กอ.รมน.ภาค 4 แจ้งความหมิ่นประมาท

16681986_10208346878885415_4727592824928493839_n

วันนี้ 21 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 14.00 นาฬิกา นายสมชาย หอมลออ นางสาวพรเพ็ญ  คงขจรเกียรติ     และนางสาวอัญชนา หีมมิหน๊ะ นักสิทธิมนุษยชนทั้งสามได้ยื่นหนังสือขอความเป็นธรรมต่อพนักงานอัยการ ที่สำนักงานอัยการ จังหวัดปัตตานี ขอให้พนักงานอัยการอำนวยความยุติธรรม และคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชน โดยในการปฏิบัติหน้าที่พนักงานอัยการในการสั่งคดี ขอให้พนักงานอัยการสั่งตามที่เห็นสมควรให้พนักงานสอบสวนทำการสอบสวนพยานบุคคลสำคัญเพิ่มเติม รวมทั้งพิจารณาถึงข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายที่ว่าคดีดังกล่าวเป็นการฟ้องร้องข้อหาที่นิติบุคคลอาจไม่มีอำนาจฟ้อง โดยที่กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน (กอ.รมน.) เป็นหน่วยงานของรัฐ สังกัดสำนักนายกรัฐมนตรีการปฏิบัติหน้าที่อาจมีผลกระทบต่อประชาชนโดยทั่วไปได้ จึงเป็นหน่วยงานที่สามารถถูกตรวจสอบได้โดยประชาชน อีกทั้งประมวลกฎหมายอาญาที่กำหนดความผิดฐานหมิ่นประมาท เป็นกฎหมายที่มุ่งคุ้มครองศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของบุคคลไม่ให้ถูกละเมิด มิได้มุ่งที่จะคุ้มครองนิติบุคคล โดยเฉพาะอย่างยิ่งหน่วยงานของรัฐจากการถูกตรวจสอบและวิพากษ์วิจารณ์ ดังนั้น กอ.รมน.จึงมิใช่ผู้เสียหายแต่อย่างใด หลังยื่นหนังสือแล้วพนักงานอัยการ นัดนักสิทธิทั้งสามคนมารายงานตัวอีกครั้งในวันที่ 21 มีนาคม 2560 เวลา 14:00 น. ณ สำนักงานอัยการจังหวัดปัตตานี

นายสุรพงษ์ กองจันทึก ประธานมูลนิธิผสานวัฒนธรรม เห็นว่า “การจัดทำรายงาน “สถานการณ์การทรมานและการปฏิบัติที่โหดร้ายไร้มนุษยธรรมหรือที่ย่ำยีศักดิ์ศรีฯ ในจังหวัดชายแดนใต้  ปี 2557 – 2558”   ได้มีการจัดเก็บข้อมูลตามหลักวิชาการที่มุ่งประโยชน์ต่อสาธารณะ โดยที่การนำเสนอเป็นไปเพื่อเรียกร้องให้หน่วยงานราชการตรวจสอบกรณีการกระทำทรมานฯ รวมทั้งการเปิดเผยการทรมานฯที่กระทำโดยเจ้าหน้าที่ของรัฐ การจัดทำรายงานยังเป็นการสร้างหลักประกันสิทธิและเสรีภาพแก่ประชาชน สร้างความเข้มแข็งให้แก่หลักนิติธรรมและกระบวนการยุติธรรม การดำเนินคดีต่อนักสิทธิมนุษยชนทั้งสามนี้ จึงไม่เป็นประโยชน์สาธารณะ และอาจเป็นการคุกคามเสรีภาพทางวิชาการและการแสดงความคิดเห็น ตลอดจนเป็นการขัดขวางการทำหน้าที่ของพลเมือง ปิดปากไม่ให้ดำเนินการตรวจสอบและรายงานสถานการณ์สิทธิมนุษยชน”

การกระทำทรมานและการปฏิบัติที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม หรือที่ย่ำยีศักดิ์ศรี ถือเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรง และถือเป็นความผิดทั้งตามกฎหมายไทยและกฎหมายระหว่างประเทศ แต่การกระทำทรมานฯ ยังคงเกิดขึ้นอย่างกว้างขวางในจังหวัดชายแดนภาคใต้  ตลอดระยะเวลา 13 ปีนับแต่เกิดเหตุการณ์ไม่สงบเมื่อวันที่ 4 มกราคม พ.ศ. 2547 เป็นต้นมา โดยที่รัฐบาลไทยไม่ได้ดำเนินการอย่างจริงจัง รวมทั้งไม่ได้ปฎิบัติตามพันธกรณีกฎหมายระหว่างประเทศที่ประเทศไทยเป็นรัฐภาคี โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “อนุสัญญาว่าด้วยการต่อต้านการทรมานและการประติบัติที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม หรือที่ย่ำยีศักดิ์ศรี ค.ศ 1984”  ที่กำหนดกรอบการป้องกันการกระทำทรมานฯ การชดใช้เยียวยาผู้เสียหาย และการลงโทษเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับการกระทำผิด

การที่พนักงานสอบสวนทำการส่งตัวบุคคลทั้งสามให้พนักงานอัยการในครั้งนี้ได้สร้างความกังวลเป็นอย่างมากแก่องค์กรภาคประชาสังคม องค์กรสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ ที่มีบทบาทในการส่งเสริม คุ้มครอง ปกป้องสิทธิมนุษยชนและต่อต้านความรุนแรงในทุกรูปแบบ รวมทั้งตรวจสอบการบังคับใช้กฎหมายของหน่วยงานรัฐ โดยวันนี้ได้มีผู้แทนจากสถานฑูต องค์กรด้านสิทธิมนุษยชนในประเทศและระหว่างประเทศ องค์การข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ นักวิชการ นักกฎหมาย รวมทั้งองค์กรภาคประชาสังคมและประชาชนในพื้นที่ มาสนับสนุนและให้กำลังใจนักสิทธิมนุษยชนทั้งสามในครั้งนี้ด้วย

——————————————————————————————-

ข้อมูลเพิ่มเติมติดต่อ: นายสุรพงษ์ กองจันทึก  ประธานมูลนิธิผสานวัฒนธรรม โทร 081-6424006

นายอับดุลกอฮาร์  อาแวปูเตะ ทนายความ  โทร 081-8987408

 

ที่มาของคดี

เครือข่ายสิทธิมนุษยชนปาตานี กลุ่มด้วยใจ และมูลนิธิผสานวัฒนธรรม ได้จัดทำ “รายงานสถานการณ์การทรมานและการปฏิบัติที่โหดร้ายไร้มนุษยธรรมหรือที่ย่ำยีศักดิ์ศรีฯ ในจังหวัดชายแดนใต้  ปี 2557 – 2558”  โดยรวบรวมข้อมูลที่ได้จากการสัมภาษณ์ผู้ที่อ้างว่าถูกเจ้าหน้าที่ทรมานฯ จำนวน 54 ราย และเมื่อวันที่ 8 มกราคม 2559 ได้ส่งรายงานดังกล่าวให้แก่ กอ.รมน.ภาค 4 และ พลเอก อักษรา เกิดผล หัวหน้าคณะพูดคุยสันติสุข เพื่อให้ตรวจสอบข้อกล่าวอ้างดังกล่าว และเมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2559  ได้เผยแพร่ในที่ประชุมสัมมนาทางวิชาการแห่งหนึ่งในจังหวัดชายแดนใต้

ต่อมาเมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม 2559 กอ.รมน. ภาค 4 ซึ่งเป็นหน่วยงานด้านความมั่นคงในจังหวัดชายแดนใต้ของไทย ได้แจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน สภ.ปัตตานี ให้ดำเนินคดีนักสิทธิมนุษยชนทั้งสาม ในข้อหาหมิ่นประมาทและละเมิดพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 ในฐานะที่เป็นกองบรรณาธิการจัดทำรายงานฉบับดังกล่าว โดยระบุเหตุผลที่ต้องแจ้งความว่าการกล่าวหาในรายงานเป็นการทำลายชื่อเสียงของกอ.รมน. และที่ผ่านมานักกิจกรรมเหล่านี้ไม่ให้ความร่วมมือกับทางการเมื่อมีการขอข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับกรณีทรมานฯที่ถูกพูดถึงในรายงาน  นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่บางคนยังกล่าวอ้างว่า หลังจากได้รับรายงานแล้ว เจ้าหน้าที่ได้ขอเวลา 3 เดือนในการตรวจสอบข้อเท็จจริงนั้น ก็ไม่เป็นความจริง เพราะ      โดยทันทีที่กอ.รมน.ภาค 4  ได้รับรายงาน โฆษก กอ.รมน. ภาค 4 และ โฆษก กอ.รมน. ส่วนกลาง ได้ออกมาตอบโต้  โดยกล่าวหาว่ารายงานดังกล่าวเป็นเท็จ จัดทำขึ้นเพื่อทำลายความน่าเชื่อถือของหน่วยงานรัฐ และเพื่อขอทุนจากต่างชาติ และตั้งคำถามต่อความชอบธรรมขององค์กรภาคประชาสังคมในการตรวจสอบการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่

นายสมชาย หอมลออ เป็นที่ปรึกษาอาวุโสและอดีตประธานมูลนิธิผสานวัฒนธรรม นางสาวพรเพ็ญ  คงขจรเกียรติ เป็นผู้อำนวยการมูลนิธิผสานวัฒนธรรม ซึ่งเป็นองค์กรที่จัดเก็บและรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับการละเมิดสิทธิมนุษยชน โดยเฉพาะการทรมาน และการปฏิบัติที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรมหรือที่ย่ำยีศักดิ์ศรี และสนับสนุนการเข้าถึงความยุติธรรมของผู้เสียหาย ด้วยการให้ความช่วยเหลือด้านกฎหมายและดำเนินการเกี่ยวกับเรื่องร้องเรียนขอความเป็นธรรม นางสาวพรเพ็ญ คงขจรเกียรติ ยังได้รับเลือกตั้งให้เป็นประธานคณะกรรมการบริหารองค์การแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย เมื่อเดือนมิถุนายน 2559 ด้วย ส่วนนางสาวอัญชนา หีมมิหน๊ะ เป็นผู้ก่อตั้งและผู้อำนวยการกลุ่มด้วยใจ ซึ่งเป็นภาคประชาสังคมที่ทำงานกับครอบครัวของเหยื่อของการทรมานฯและดำเนินการเพื่อให้มีการฟื้นฟูเยียวยาผู้เสียหายในจังหวัดชายแดนใต้

ก่อนหน้านี้ มูลนิธิผสานวัฒนธรรม และนางสาวพรเพ็ญ คงขจรเกียรติ เคยได้รับหมายเรียกให้เข้าพบพนักงานสอบสวนเมื่อเดือนสิงหาคม 2557 ภายหลังที่เจ้าหน้าที่ได้แจ้งความกล่าวหาว่า มูลนิธิฯ โดยนางสาวพรเพ็ญ คงขจรเกียรติ ทำลายชื่อเสียงของกองทัพบก จงใจบิดเบือนความจริง และเผยแพร่ข้อมูลเท็จต่อสาธารณะ เนื่องจากเผยแพร่จดหมายเปิดผนึกเมื่อปลายเดือนเมษายน 2557 เรียกร้องให้ทางการไทยสอบสวนเกี่ยวกับกรณีที่เจ้าหน้าที่รัฐทรมานผู้ต้องสงสัยว่าเกี่ยวข้องกับความไม่สงบในจังหวัดชายแดนใต้ แต่พนักงานอัยการได้มีคำสั่งไม่ฟ้องในคดีดังกล่าวเมื่อเดือนกันยายน 2558

นับตั้งแต่การรัฐประหาร ยึดอำนาจโดยกองทัพตั้งแต่ต้นปี 2557 เป็นต้นมา นักปกป้องสิทธิมนุษยชนในไทยจำนวนมาก ได้ถูกคุกคามและถูกดำเนินคดีข้อหาหมิ่นประมาทและข้อหาต่างๆ จากการจัดกิจกรรมตรวจสอบ วิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลทหาร รวมทั้งได้เรียกร้องให้มีการตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชนและเยียวยาผู้เสียหาย

การใช้ข้อหาหมิ่นประมาทต่อผู้ที่วิพากษ์วิจารณ์เจ้าหน้าที่และหน่วยงานของรัฐ เป็นการละเมิดพันธกรณีของไทยที่จะต้องเคารพและคุ้มครองสิทธิเสรีภาพในการแสดงออกตามกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (International Covenant on Civil and Political Rights-ICCPR) ซึ่งไทยเป็นรัฐภาคี คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติได้กระตุ้นให้รัฐต่างๆ พิจารณายกเลิกโทษอาญาในคดีหมิ่นประมาท เพื่อประกันว่ารัฐสามารถปฏิบัติตามพันธกรณีของตนโดยไม่กระทบต่อสิทธิเสรีภาพในการแสดงออกของประชาชน