เปิดคำพิพากษาศาลฏีกา ยกฟ้องคดีตำรวจกาฬสินธ์ุอุ้มฆ่าเยาวชนเมื่อปี 2547

43828895_714472102254586_9221365307875000320_n.jpg

Photo: HRLA

คลิกที่

คำพิพากษาศาลฏีกาคดีกาฬสินธุ์

คำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีนายเกียรติศักดิ์-ถิตย์บุญครอง

คำพิพากษาคดีกาฬสินธุ์ ศาลชั้นต้น

ที่มา:คำพิพากษาศาลฏีกาคดีกาฬสินธุ์

http://naksit.net/2018/09/case/

Advertisements

ทำไมจึงไม่เห็นด้วยกับโทษประหารชีวิต

Comfortable and chic

วันนี้ได้รับเชิญไปร่วมเวทีเนื่องในโอกาสวันยุติโทษประหารชีวิตยุโรปและสากล สหภาพยุโรปประจำประเทศไทยขอเรียนเชิญท่านเข้าร่วมงานเสวนา “กระแสสังคมโลกกับการยกเลิกโทษประหารชีวิต: นัยที่มีต่อประเทศไทย”  โดยมีผู้ร่วมเสวนา ได้แก่ ฯพณฯ ท่าน เปียร์ก้า ตาปิโอลา เอกอัครราชทูตสหภาพยุโรปประจำประเทศไทย ฯพณฯ ท่าน เอมิลิโอ เด มิเกล กาลาเบีย เอกอัครราชทูตสเปนประจำประเทศไทย คุณคาเทียร์ คริริซี่ รองผู้แทนระดับภูมิภาคสำนักข้าหลวงใหญ่เพื่อสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ ประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (OHCHR) รศ. ดร. โคทม อารียา ประธานมูลนิธิสันติภาพและวัฒนธรรม งานเสวนานี้จัดขึ้นในวันที่ 10 ตุลาคม พ.ศ.2561 เวลา 10.00 – 12.00 น. ณ ห้องประชุมออดิทอเรียม สมาคมฝรั่งเศสกรุงเทพ

เนื่องจากเวลาจำกัดไม่ได้พูดทั้งหมดที่เตรียมไว้นำมาเผยแพร่ไว้ ณ ที่นี่

เราเห็นด้วยกับการนำคนผิดมาลงโทษ และการนำผู้ต้องสงสัยเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมในทุกกรณีไม่ว่าจะเป็นคดีอาชญกรรม ธรรมดาหรืออาชญกรรมที่มีลักษณะทางการเมือง การประหารชีวิตเป็นการฆ่าสัตว์ตัดชีวิต เป็นบาป และเป็นการใช้ความรุนแรง  เราเห็นว่ามีการลงโทษทางอาญารูปแบบอื่นที่น่าจะส่งผลให้เกิดการยับยั้งชั่งใจในการกระทำผิด และการลงโทษทางอาญารูปแบบอื่น อาจสามารถนำคนคนนั้นกลับมาทำดีและตอบสนองต่อสิ่งที่เขาทำผิดพลาดไปได้ดีกว่า เช่น ระบบราชทัณฑ์ที่ดี ทำให้คนดีคืนสู่สังคมได้   เป็นต้น

โทษประหารชีวิตเป็นวงจรความรุนแรง ที่สร้างผลกระทบต่อบุคคลอื่นอย่างน้อย สามกลุ่ม 1.เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ที่ต้องทำการประหาร มีหลายประเทศที่กำหนดวิธีการประหารไว้เพื่อไม่ให้รู้ว่าใครเป็นผู้ลงมือสังหารตัวจริง เพื่อรักษาสภาพจิตใจของเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ที่ต้องปฏิบัติตามคำสั่ง แสดงว่าไม่มีใครอยากมีส่วนร่วมในการสังหารหรือการฆ่าคน 2. ครอบครัวโดยเฉพาะเด็ก ลูก ภรรยาหรือสามี หรือพ่อแม่ของผู้ถูกประหารชีวิต หลายๆกรณีพบว่าครอบครัวของผู้ตกเป็นผู้ต้องโทษประหารชีวิตเป็นครอบครัวที่ยากจนและไม่เข้าใจกระบวนการยุติธรรม มีความสับสน ไม่มีคำตอบในคำถามเรื่องทำไมคนที่เขารักจึงตกเป็นผู้ต้องโทษประหาร กระบวนการยุติธรรมที่ซับซ้อนและสร้างภาระให้กับคนในครอบครัวนับแต่วันที่ถูกจับวันแรกจนถึงวันที่ต้องเดินเข้าแดนประหารสร้างสภาวะจิตใจที่ยากแก่การเยียวยาแก้ไข บางกรณีทราบวันเวลาก่อนการสังหารเพียงไม่ถึงสามชั่วโมงเป็นต้น หรือมาทราบภายหลังว่ามีการประหารไปแล้วในบางประเทศ 3. สำหรับสังคมโดยรวม เกิดความหวาดกลัว (แม้บางส่วนอาจคิดไปเองว่าสังคมปลอดภัยมากขึ้นเมื่อฆาตกร หรือนักค้ายา ถูกประหารชีวิต) แต่จริงๆ แล้วไม่ใช่ว่าสังคมปลอดภัยคิด ภัยหรืออาชญกรรมลักษณะเดียวกันนั้นไม่ได้ถูกจำกัดไปด้วยการแก้ไขปัญหาที่ต้นเหตุ เช่น บางครั้งเป็นความยากจน บางครั้งเป็นเพราะประวัติการถูกใช้ความรุนแรงมาก่อน บางครั้งเป็นเพราะสภาวะทางจิตใจ หรือเหตุผลทางการเมือง เป็นต้น

ระบบยุติธรรมทางเลือก หรือที่เรียกว่ายุติธรรมสมานฉันท์ ยุติธรรมชุมชน ควรได้รับการส่งเสริมและจะช่วยลดภาวะคนล้นคุกและสร้างสันติภาพที่ยั้งยืนในครอบครัว ในชุมชนหรือในประเทศชาติ  รวมทั้งการลดข้อหาที่มีโทษประหารชีวิตในข้อหาที่ไม่ใช่อาชญกรรมร้ายแรง เช่น คอรับชั่น ทุจริตในราชการ ตุลาการ ฯลฯ  หรือ การบริหารจัดการยาเสพติด นโยบายยาเสพติดในรูปแบบใหม่ รวมทั้งการกำหนดโทษผู้เสพ ผู้ค้ารายย่อย และผู้ค้ารายใหญ่ให้คำนึงถึงพฤติกรรม สภาพทางเศรษฐกิจ ฯลฯ

 

ทำไมจึงต้องยุติการประหารชีวิต

เนื่องจากเราไม่มีความเชื่อมั่นว่ากระบวนการนำคนผิดมาลงโทษของไทยนั้นเกิดขึ้นจากกระบวนการยุติธรรมที่เป็นธรรมได้อย่างเที่ยงธรรมในทุกกรณี  ระบบกล่าวหาของไทยมักประกอบกับข้อบกพร่องในการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่รัฐ รวมทั้งการให้ความช่วยเหลือทางคดีที่ประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศที่ยากจนไม่สามารถเข้าถึงการช่วยเหลือทางคดีที่มีประสิทธิภาพดีพอ  แขนที่ยาวไม่เท่ากัน ทำให้การพิจารณาคดีอาญาที่มีโทษประหารชีวิตนั้นหลายคดี อาจทำให้มีผู้บริสุทธิติดหลงเข้าไปหรือได้รับโทษหนักกว่าที่ตนกระทำได้ ผู้ต้องโทษประหารชีวิตส่วนใหญ่เป็นผู้ต้องโทษคดียาเสพติด

ทนายที่ให้ความช่วยเหลือคดีโทษประหารชีวิต จำนวนมากเป็นทนายอาสาที่ศาลจัดให้อาจไม่มีประสบการณ์ที่มากพอ เพราะคดีที่มีโทษประหารชีวิตมีความซับซ้อนและต้องอาศัยความรู้ความสามารถในการแสวงหาพยานหลักฐานมาพิสูจน์ความบริสุทธิ์ด้วย  และในคดีบางประเภทมีกระบวนการยุติธรรมที่ไม่เป็นธรรมต่อผู้ต้องหา การบังคับให้สารภาพ  การควบคุมตัวลับ  การซ้อมทรมาน  การซัดทอด หรือการใช้สปาย สายลับในการนำหลักฐานที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายเข้าสู่สำนวน โดยมีลักษณะเป็นคดีนโยบายที่ทำให้มีการรับฟังพยานบอกเล่า พยานหลักฐานจากจนท. ที่ไม่ได้คุ้มครองสิทธิของผุ้ต้องสงสัย   พนักงานสอบสวนอาจบกพร่องต่อหน้าที่โดยเฉพาะหน้าที่ในการสืบหาพยานหลักฐานทั้งที่พิสูจน์ความผิด และพิสูจน์ความบริสุทธ์ของผู้ต้องหา เป็นต้น

คดีบางประเภท เช่นคดียาเสพติด คดีก่อการร้าย มีขั้นตอนตามกฎหมายพิเศษที่เอื้อให้มีการละเมิดสิทธิและการสร้างพยานหลักฐานในการดำเนินคดี หวังผลทางนโยบายทำให้มีผู้ต้องขังโทษประหารจำนวนหนึ่งอาจไม่ใช่ผู้ก่อเหตุจริง หรือผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องในคดีจริง  เช่นผู้ขนยาเสพติด ฯ มักเป็นเพียงผู้รับจ้างขนแต่ถูกข้อหา ครอบครองเพื่อจำหน่ายเกินจำนวนตามที่กฎหมายกำหนด ให้สันนิษฐานว่าเป็นการครอบครองเพื่อจำหน่ายเป็นต้น   กฎหมายปราบปรามยาเสพติดมีกำหนดให้ควบคุมตัว3วันในเซฟฮาวส์ได้

คดีอาญาที่เป็นที่สนใจของประชาชน เช่นคดีข่มขืน คดีอุกอาจ ที่สร้างความสะเทือนขวัญให้สาธารณะคดีทำร้ายหรือฆ่านักท่องเที่ยว มักมีการจับกุมบุคคลโดยรวดเร็ว มีการแถลงข่าวการจับกุมโดยเจ้าหน้าที่ระดับสูงเพื่อสร้างความเชื่อมั่นในทางการข่าวและทางการเมือง    โดยมักมีการจัดให้มีการชี้ภาพการนำชี้ที่เกิดเหตุระหว่างการสอบสวน  หรือการให้สัมภาษณ์ที่อัดวีดีโอไว้ในชั้นสอบสวน และดำเนินการสืบสวนสอบสวนโดยเร็ว

หรือในคดีก่อการร้าย ที่มีกฎหมายพิเศษหลายฉบับควบคุมตัวบุคคลก่อนการนำตัวเข้าสู่กระบวนการดำเนินคดีอาญาปกติ  ทำให้มีการสร้างหรือนำพยานหลักฐานจากการบังคับให้สารภาพ การทรมานเข้าสู่สำนวนการพิจารณาคดี  คดีนโยบายลักษณะนี้ศาลเริ่มที่จะรับฟังพยานบอกเล่าและคำสารภาพของจำเลยในชั้นกฎหมายพิเศษ  เชื่อภาพการนำขี้ที่เกิดเหตุระหว่างการสอบสวน  หรือการให้สัมภาษณ์ที่อัดวีดีโอไว้ในชั้นสอบสวน ขัดหลักการพิจารณาคดีอาญาปกติ ทำให้ผลของคดีมีจำเลยถูกตัดสินลงโทษประหารชีวิตจำนวนมากขึ้น

เมื่อกระบวนการยุติธรรมของเรายังไม่ใสกิ๊ก  ความอิสระของผู้พิพากษายังมีการตั้งคำถามได้ เราน่าจะต้องยุติการประหารชีวิตไว้ก่อน และทำการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม เมื่อการซ้อมทรมานและการอุ้มหายยังไม่เป็นความผิดทางอาญาและยังเป็นเครื่องมือของจนท.บางกลุ่มในการทำคดี หรือปิดคดี  และผู้กระทำผิดในข้อหาเหล่านี้ยังลอยนวลพ้นผิด เราน่าจะต้องยุติการประหารชีวิตไว้ก่อน เมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจบางรายที่ยัดยา ยัดข้อหาประชาชนตามข่าวรายวันยังคงไม่ได้รับการลงโทษ ลอยนวลพ้นผิด เราน่าจะต้องยุติการประหารชีวิตไว้ก่อน  การส่งเสริมให้มีการให้ความช่วยเหลือทางกฎหมายตั้งแต่กระบวนการยุติธรรมต้นทางในชั้นตำรวจมีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง การเข้าถึงทนายความ การนำตัวไปปรากฏต่อหน้าศาลโดยทันทีเป็นกลไกในกระบวนการยุติธรรมที่ถูกละเลยอาจเป็นเพราะทรัพยากรและบุคคลากรที่เป็นทนายความอาสาไม่ได้รรับค่าตอบแทนที่เพียงพอ ส่งผลให้กระบวนการยุติธรรมชั้นต้นมีปัญหากว่าจะมีการช่วยเหลือคดีในชั้นต่อต่อมาก็ไม่สามารถแสวงหาพยานหลักฐานได้อีก จึงเป็นปัญหาที่ทำให้เราสรุปว่าถ้ายังไม่ปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชนในกระบวนการยุติธรรมต้นน้ำได้ การประหารชีวิตน่าจะต้องยุติไว้ก่อน

ทำไมจึงต้องยุติโทษประหารชีวิต

แม้ว่าในเบื้องต้นผู้เสียหายเช่นเหยื่ออาชญกรรมต้องการแก้แค้น เอาคืน  แต่ตามความเป็นจริงสิ่งที่เหยื่อต้องการคือการป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนั้นอีก ขอให้เคสนี้เป็นเคสสุดท้าย  และที่สำคัญความเป็นธรรมสำหรับเหยื่อคือการกลับคืนสู่สถานะเดิม  ตราบที่กลไกยุติธรรมของไทยยังไม่อาจเยียวยาเหยื่อได้ด้วยความเป็นธรรมรูปแบบอื่นที่เหมาะสมและมีอารยะกว่าการประหารชีวิต   สังคมส่วนใหญ่ยังคงมีทัศนะของการแก้แค้นเอาคืน    ขั้นตอนก่อนการยุติโทษประหารชีวิตคือการปฎิรูปกระบวนการยุติธรรม การเยียวยาผู้เสียหายในคดีอาญาให้เหมาะสมเพียงพอโดยไม่เลือกปฏิบัติ การเยียวยาที่เหมาะสม เพียงพอ และทำให้เขาได้ศักดิ์ศรี คำขอโทษ หรือการให้อภัยต่อผู้กระทำผิด เมื่อนั้นโทษประหารชีวิตก็จะไม่มีความจำเป็นอีกต่อไป

Cross Cultural Foundation Press Release :Prachinburi Provincial Court sentencing police officials of the Prachinburi Provincial Police’s Investigation Division to one year of imprisonment and 8,000-baht-fine for committing torture against Mr. Ritthirong Chuenchit to force him to confess to pickpocketing charges

Avoid walking alone in dark areas.Always carry pepper spray.If possible, walk briskly. (2)

Press Release

Prachinburi Provincial Court sentencing police officials of the Prachinburi Provincial Police’s Investigation Division to one year of imprisonment and 8,000-baht-fine for committing torture against Mr. Ritthirong Chuenchit to force him to confess to pickpocketing charges

Mr. Ritthirong Chuenchit has filed complaint against police officials of the Prachinburi Provincial Police’s Investigation Division with the Prachinburi Provincial Court in the Black Case no. O925/2558. It was alleged that on 28 January 2009, the defendants have tortured him forcing him to confess to pickpocketing charges even though he had committed no such offence. The incidence allegedly took place at the Muang Prachinburi Police Station.

On 28 September 2018, the Prachinburi Provincial Court has convicted Pol Lt Col Wachiraphan Phothirat as charged while acquitting another defendant, Pol Lt Col Panya Ruendee.

Based on the evidence given, the Court has found the plaintiff had been tortured by Pol Lt Col Wachiraphan who wanted to force him to give confession. It was an offence against the Penal Code’s Sections 157, 200, 295, 309, 301, 391 and 83, for an abuse of office.  The defendant was sentenced to two years of imprisonment and a fine of 12,000 baht, but given the evidence by defendant no. 3 was useful for the trial, the punishment shall be reduced by one third to one year of imprisonment and 8,000 baht of fine. Also considering the profession of the defendant and that he had no prior conviction, the one year sentence shall be on two years probation.

As to the case against Pol Lt Col Panya, not sufficient evidence has been adduced to support the claim that he had inflicted such torture on the plaintiff. It appeared that he simply opened the door and asked if the plaintiff had given his confession. Also, the plaintiff did not identify him among the perpetrators, though he was aware of the use of torture. When the door was opened and someone asked if the plaintiff had offered his confession, he was still had a bag put on his head, so it was not possible for him to see who actually asked such question. The evidence given by the plaintiff cannot be used to hold Pol Lt Col Panya liable. Given the benefit of the doubt, the defendant has been acquitted.

The Penal Code’s Section 157 provides that “Whoever, being an official, wrongfully exercises or does not exercise any of his functions to the injury of any person, or dishonestly exercises or omits to exercise any of his functions, shall be punished with imprisonment of one to ten years or fined of two thousand to twenty thousand Baht, or both.”

The Cross Cultural Foundation (CrCf) has been offering legal assistance to survivors of torture who have been forced by officials to give confession. At present, it is not easy to prove the act of torture and as a result many perpetrators have enjoyed impunity. The glaring wounds sustained by Mr. Ritthirong and his medical record have, however, been used as evidence in this case, though the legal team has to confront the exercise of power by the officials. It took the team nine years to prove the case.

After hearing the verdict, Mr. Somsak Chuenchit, father of Mr. Ritthirong has this to say “We have been waiting nine years for justice hoping that truth will prevail. Out family has become a victim of the government officials who have physically abused people by the use of torture to force them to confess to an unfounded criminal charge. What my son has been saying in the past nine years is truthful and it is not his intention to falsely accuse the police, We are just ordinary persons who already find it hard to earn our living. We would not dare to falsely accuse the police who can exercise their power as state officials and as law enforcement officials. People would not want to mess up with them. The verdict on 28 September 2018 substantiates what my son has been saying in the past nine years. It is a truth and not a smear attempt against the police. I, however, disagree with the punishment and will certainly bring this case to the Appeals Court. I have the duty to protect my family and my beloved ones. I will continue to seek justice.”

Thailand has ratified the UN Convention Against Torture and other Cruel, Inhuman or Degrading Treatment or Punishment (UNCAT) since 2007 and is obliged to ensure its domestic laws are in compliance with the Convention. In the past several years, concerned human rights organizations and state agencies have been advocating the “Draft Act on Prevention and Suppression of Torture and Enforced Disappearance” which on 27 December 2016 has been approved by the cabinet and is now being read in the National Legislative Assembly (NLA). However, on 21 February 2017, the draft has been sent back to the cabinet.

According to the UNCAT and the Draft Act on the Prevention of Torture, it is an absolute prohibition for government officials to use torture to force a person to confess or to obtain any information. Such grave crime is not allowed in any circumstances and on any ground. And the officials who perpetrate the act and their superior officials who acquiesce to such act shall be liable for punishment. In addition, state parties are obliged to carry out an investigation into the act of torture, immediately and impartially and ensure that the survivors are provided with remedies.

มูลนิธิผสานวัฒนธรรม ใบแจ้งข่าว : ใบแจ้งข่าวศาลจังหวัดปราจีนบุรี พิพากษาจำคุกเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เมืองปราจีนบุรี 1 ปี ปรับ 8,000 บาท ฐานซ้อมทรมานนายฤทธิรงค์ ชื่นจิตร เพื่อให้รับสารภาพในข้อหาวิ่งราวทรัพย์

Avoid walking alone in dark areas.Always carry pepper spray.If possible, walk briskly. (1)

ใบแจ้งข่าว

          ศาลจังหวัดปราจีนบุรี พิพากษาจำคุกเจ้าหน้าที่ตำรวจ สังกัดกองกำกับการสืบสวนตำรวจภูรจังหวัดปราจีนบุรี 1 ปี ปรับ 8,000 บาท ฐานซ้อมทรมานนายฤทธิรงค์ ชื่นจิตร เพื่อให้รับสารภาพในข้อหาวิ่งราวทรัพย์ 

 จากกรณีที่นายฤทธิรงค์ ชื่นจิตร  เป็นโจทก์ฟ้องเจ้าหน้าที่ตำรวจบางคน สังกัดกองกำกับการสืบสวน ตำรวจภูธรจังหวัดปราจีนบุรีพร้อมพวกเป็นจำเลย ต่อศาลจังหวัดปราจีนบุรี เป็นคดีอาญาหมายเลขดำที่ อ.925/2558.     ว่า เมื่อวันที่ 28 มกราคม 2552 จำเลยได้ร่วมกันซ้อมทรมานเพื่อให้ตนรับสารภาพในข้อหาวิ่งราวทรัพย์ ทั้งๆที่ตนไม่ได้เป็นผู้กระทำผิด เหตุเกิดที่สถานีตำรวจภูธรเมืองปราจีนบุรีนั้น

ศาลปราจีนบุรีได้ มีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 28 ก.ย.2561 ว่า พันตำรวจโทวชิรพันธ์  โพธิราช มีความผิดจริง ส่วน พันตำรวจโทปัญญา เรือนดี ศาลมีคำพิพากษายกฟ้อง

จากพยานหลักฐานที่ได้จากการพิจารณา ศาลเชื่อว่า โจทก์ได้ถูกพันตำรวจโทวชิรพันธ์  จำเลย ทำร้ายเพื่อให้รับสารภาพจริง จึงมีความผิดตามประมวลอาญา มาตรา 157 มาตรา 200 มาตรา 295 มาตรา 309 มาตรา 301 มาตรา 391 และมาตรา 83   ให้ลงโทษฐานความผิดเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ  ลงโทษจำคุก 2 ปี ปรับ 12,000 บาท แต่จำเลยที่ 3 ให้การเป็นประโยชน์ ศาลลดโทษกึ่งหนึ่งคือ 1 ใน 3  เหลือจำคุก 1 ปี ปรับ 8,000 บาท  ด้วยวิชาชีพของจำเลย และไม่ปรากฏว่าจำเลย เคยถูกลงโทษมาก่อน ให้รอลงอาญา 2 ปี

ส่วนพันตำรวจโทปัญญาฯ ไม่มีพยานหลักฐานยืนยันว่าได้ทำร้ายโจทก์ เพียงแต่เปิดประตูแล้วถามว่า โจทก์รับสารภาพแล้วหรือยัง อีกทั้งโจทก์ไม่ได้เบิกความว่า ได้ร่วมทำร้ายโจทก์ แต่รับรู้ถึงเหตุการณ์ที่โจทก์ถูกซ้อมทรมาน  แต่เนื่องจากขณะที่ เปิดประตูและถามว่าโจทก์รับสารภาพหรือยังนั้น ไม่ได้เห็นแจ้งว่าพูดในขณะที่โจทก์ถูกคลุมถุงที่จะทราบได้ว่าผู้พูดเป็นใคร คำให้การโจทก์จึงไม่ยืนยันพฤติกรรมการกระทำความผิดของพันตำรวจโทปัญญา ป็นเหตุให้มีข้อสงสัย ศาลจึงยกประโยชน์ต่อความสงสัยนั้นและยกฟ้อง จำเลยดังกล่าว

 ทั้งนี้ประมวลกฎหมายมาตรา 157 ระบุว่า “ผู้ใดเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติ หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงสิบปี หรือปรับตั้งแต่สองพันบาทถึงสองหมื่นบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ”

มูลนิธิผสานวัฒนธรรมให้ความช่วยเหลือทางกฎหมายต่อผู้เสียหายซึ่งถูกเจ้าหน้าที่ซ้อมทรมานให้รับสารภาพทั้งนี้ในปัจจุบันการซ้อมทรมานยังพิสูจน์ได้ยากในการต่อสู้คดีและเพื่อไม่ให้มีการปล่อยผู้กระทำความผิดตามกฏหมายลอยนวล  การต่อสู้คดีให้กับนายฤทธิรงค์ฯนั้นเนื่องจากนายฤทธิรงค์ฯ มีพยานหลักฐานที่ชัดเจนคือร่องรอยบาดแผลและผลการรักษาของแพทย์ ซึ่งพบเจออุปสรรคจากการต้องต่อสู้กับอำนาจของเจ้าหน้าที่ และการต่อสู้เพื่อให้ความจริงได้ปรากฏตลอดระยะเวลา 9 ปี

        นาสมศักดิ์ ชื่นจิตร บิดานายฤทธิรงค์ กล่าวภายหลังรับฟังคำพิพากษาว่า  “ เรารอคอยความยุติธรรมมา ตลอด 9 ปี  หวังให้ความจริงปรากฏ ครอบครัวของเราต้องเป็นเหยื่อของเจ้าหน้าที่รัฐที่ทำร้ายร่างกายประชาชน ซ้อมทรมานให้รับสารภาพในความผิดอาญาที่เราไม่ได้เป็นผู้กระทำ สิ่งที่ลูกชายได้พูดมาตลอดระยะเวลา 9 ปี เป็นความจริงมิได้เป็นการใส่ร้าย กล่าวหาตำรวจ   ชาวบ้านธรรมดาที่ต้องทำมาหากินเลี้ยงปากเลี้ยงท้องคนในครอบครัวให้มีกินสุขสบายก็ยากลำบากแล้ว ใครจะไปกล้าให้ร้ายกล่าวหาตำรวจผู้ที่มือข้างหนึ่งถืออำนาจรัฐและมืออีกข้างยังถือปืนกุญแจมือพร้อมด้วยกฎหมาย ชาวบ้านกลัวและไม่กล้ายุ่งเกี่ยว คำพิพากษาเมื่อวันที่ 28 กันยายน 61  พิสูจน์ว่าสิ่งที่ลูกชาย พูดมาตลอด 9 ปี เป็นความจริงมิได้ให้ร้ายกล่าวหาตำรวจ แต่สิ่งที่ไม่เห็นพ้องคือบทลงโทษ ซึ่งก็ต้องร้องขอในชั้นอุทธรณ์ต่อไป  ผมมีหน้าที่ปกป้องครอบครัวและคนที่ผมรัก จึงต้องแสวงหาความยุติธรรมกลับคืนมาให้ได้”

                อนึ่งประเทศไทยได้ให้สัตยาบันเข้าเป็นภาคีของอนุสัญญาต่อต้านการทรมานและการประติบัติที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรมและที่ย่ำยีศักดิ์ศรีตั้งแต่ปี 2550 ซึ่งประเทศไทยมีพันธกรณีที่จะต้องปรับปรุงแก้ไขกฎหมายในประเทศเพื่ออนุวัติการให้เป็นไปตามอนุสัญยาดังกล่าว ตลอดระยะที่ผ่านมาหลายปี องค์กรสิทธิมนุษยชนและหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้อง ได้ผลักดัน “ร่าง พ.ร.บ.ป้องกันการทรมานแลเการบังคับบุคคลให้สูญหาย พ.ศ. …….” ซึ่งเมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2559 ได้ผ่านความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรีและส่งให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) พิจารณาแล้ว แต่ปรากฎว่า เมื่อวันที่  21 กุมภาพันธ์ 2560 สนช. กลับส่งร่างกฎหมายดังกล่าวคืนให้รัฐบาล

                ตามอนุสัญญาต่อต้านการทรมานฯ และร่าง พ.ร.บ.อนุวัติการดังกล่าว ถือว่าการกระทำทรมานโดยเจ้าหน้าที่รัฐเพื่อให้ได้คำรับสารภาพหรือข้อมูลสารสนเทศก์ เป็นสิ่งต้องห้ามเด็ดขาด ไม่สามารถทำได้ในทุกสถานการณ์และไม่ว่าด้วยเหตุผลใดๆ โดยให้อาชญากรรมร้ายแรง เจ้าหน้าที่ผู้กระทำและผู้บังคับบัญชาที่รู้เห็นเป็นใจในการกระทำทรมานต้องได้รับโทษ ทั้งรัฐภาคีจะต้องมีการสอบสวนกรณีทรมานที่เกิดขึ้นโดยพลันและปราศจากความลำเอียง และชดใช้ความเสียหายแก่ผู้ที่ตกเป็นเหยือของการทรมานด้วย

มูลนิธิผสานวัฒนธรรม ใบแจ้งข่าว : ศาลจังหวัดปราจีนบุรีนัดฟังคำพิพากษา คดีนายฤทธิรงค์ฯ เป็นโจทก์ฟ้องคดีอาญา กล่าวหาเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวนสอบสวนซ้อมทรมานให้รับสารภาพ 9ปีที่แล้ว

ฟังคำพิพากษา

เผยแพร่วันที่ 27 กันยายน  2561

ใบแจ้งข่าว

ศาลจังหวัดปราจีนบุรีนัดฟังคำพิพากษา คดีนายฤทธิรงค์ฯ เป็นโจทก์ฟ้องคดีอาญา

กล่าวหาเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวนสอบสวนซ้อมทรมานให้รับสารภาพ 9ปีที่แล้ว

คดีนี้สืบเนื่องจากนายฤทธิรงค์ ชื่นจิตร ซึ่งเป็นโจทก์ฟ้องเจ้าหน้าที่ตำรวจสังกัด กองกำกับการสืบสวน ตำรวจภูธรจังหวัดปราจีนบุรีเป็นจำเลย ว่าเมื่อวันที่ 28 มกราคม 2552 ได้ร่วมกันซ้อมทรมานเพื่อให้ตนรับสารภาพในข้อหาวิ่งราวทรัพย์ ซึ่งตนไม่ได้เป็นผู้กระทำผิด นั้น บัดนี้ได้นำสืบพยานโจทก์และจำเลยเสร็จสิ้นแล้ว

โดยประเด็นสำคัญในการสืบพยานโจทก์และจำเลยในชั้นศาล นายฤทธิรงค์ โจทก์ในคดีได้นำประเด็นข้อเท็จจริงเพื่อพิสูจน์ถึงเรื่องที่ตนได้ถูกจำเลยซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจทำร้ายร่างกายโดยวิธีทรมานให้รับสารภาพในข้อหาวิ่งราวทรัพย์ โดยได้นำสืบพยานซึ่งประกอบไปด้วยแพทย์ผู้ทำการตรวจร่างกายนายฤทธิรงค์ในประเด็นผลการตรวจและรักษาแผลที่เกิดขึ้นว่ามีร่องลอยบาดแผลเกิดขึ้นจริง และบุคคลอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องในวันเกิดเหตุทั้งบุคคลที่ถูกคุมตัวมาที่สถานีตำรวจด้วยกันแต่อยู่นอกห้องที่โจทก์โดนซักถามและได้ยินโจทก์ร้อง โอยๆ เหมือนคนเจ็บปวด และพยานบุคคลที่นายฤทธิรงค์โจทก์ในคดีนี้ได้ช่วยเหลือขณะถูกควบคุมตัวอยู่กับเจ้าหน้าที่ตำรวจ และพยานอีกคนหนึ่งที่เคยให้การในชั้น ป.ป.ท. ว่าได้อยู่ในวันเกิดเหตุด้วยนั้นแต่เป็นคำให้การเท็จจึงมาเบิกความในชั้นศาลว่าตนไม่ได้อยู่ในวันเกิดเหตุดังกล่าว

ส่วนจำเลยในคดีทั้งสองซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจยศพันตำรวจโท ที่นายฤทธิรงค์ได้กล่าวหาว่าร่วมกันซ้อมทรมานได้นำพยานบุคคลที่ตนอ้างว่าเป็นบุคคลภายนอกได้อยู่ร่วมด้วยห้องทำงานในขณะซักถามโจทก์ในวันเกิดเหตุมาเบิกความเพื่อกล่าวอ้างว่าไม่มีการทรมานนายฤทธิรงค์จริง

นายสมศักดิ์ ชื่นจิตร บิดานายฤทธิรงค์ฯ กล่าวถึงความรู้สึกในวันนัดฟังคำพิพากษาครั้งนี้ว่า “เรายังมีความคาดหวังจึงได้มาฟ้องคดีต่อศาลยุตธรรมใช้เวลากว่า 9 ปี และคิดว่าคดีนี้หลักฐานพิสูจน์ได้ว่าลูกถูกทำร้ายร่างกายจริงตอนเขาอายุแค่19ปี เรียนอยู่มัธยม6 แต่ก็ได้เผื่อใจไว้เพราะเราเป็นประชาชนธรรมดาและต่อมาต่อสู้เรียกร้องความเป็นธรรมกับคู่กรณีที่เป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ  เราอยากให้ความจริงปรากฏแต่ถึงอย่างไรหากคำพิพากษาศาลชั้นต้นไม่เป็นตามหวังก็ต้องต่อสู้กันจนถึงชั้นศาลฎีกา เพราะเราก็ต้องสู้เพื่อลูกของเราและเพื่อสิทธิมนุษยชนของเราทุกคน เพราะไม่รู้ว่าเรื่องอย่างนี้จะเกิดกับคุณเมื่อไร”

ทั้งนี้ศาลจังหวัดปราจีนบุรีได้กำหนดนัดฟังคำพิพากษาในวันที่ 28 กันยายน 2561 เวลา 09.00น. เป็นต้นไป ณ ศาลจังหวัดปราจีนบุรี

สำหรับสื่อมวลชนหรือผู้ที่สนใจคดีดังกล่าวสามารถเข้าร่วมรับฟังการคำพิพากษาคดีได้ตามวันเวลาข้างต้นและสามารถติดตามเรื่องราวของคดีนี้ได้ที่ https://voicefromthais.wordpress.com/?s=ฤทธิรงค์

          สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม

          นายปรีดา นาคผิว                   ทนายความ มูลนิธิผสานวัฒนธรรม          โทร 098-6222474

มูลนิธิผสานวัฒนธรรม