Feeds:
Posts
Comments

          

 

คำแถลงการณ์เนื่องในโอกาสวันสากลแห่งการระลึกถึงบุคคลผู้สูญหาย

30 สิงหาคม 2558

เนื่องด้วยวันที่ 30 สิงหาคมของทุกปี ได้ถูกกำหนดให้เป็นวันสากลแห่งการระลึกถึงบุคคลผู้สูญหาย โดยองค์การสหประชาชาติ ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2554 เป็นต้นมา ด้วยเล็งเห็นปัญหาการละเมิดสิทธิความเป็นมนุษย์ที่มีความสำคัญยิ่ง

การบังคับบุคคลให้สูญหาย ถือเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนที่มิอาจยอมรับได้ เพราะเป็นรูปแบบที่ร้ายแรงรูปแบบหนึ่งที่ได้ปรากฏขึ้นทั้งในสังคมไทย และสังคมมนุษย์ ที่เรารู้จักกันดีก็คือ “การอุ้มฆ่า” ซึ่งไม่สามารถแยกออกจากกันได้โดยเด็ดขาดจาก “การถูกบังคับให้สูญหาย” ซึ่งบ่อยครั้ง และแทบทุกครั้งเจ้าหน้าที่ของรัฐ ก็มักจะเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้อง ไม่โดยตรงก็โดยอ้อม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง บุคคลในเครื่องแบบ ที่มีหน้าที่ในการ “พิทักษ์สันติราษฎร์” หรือดูแล “กิจการด้านความมั่นคง” ซึ่งเป็นข้ออ้างที่ถูกหยิบยกขึ้นมากล่าวอ้างอยู่เสมอ

การบังคับให้สูญหาย ถือเป็นหนึ่งในปัญหามนุษยธรรม และเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนรูปแบบหนึ่งที่ถูกใช้เป็นยุทธศาสตร์ในการสร้างความสะพรึงกลัวให้เกิดขึ้นภายในสังคม ก่อให้เกิดความไม่มั่นคงในความปลอดภัย ไม่เพียงแต่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อครอบครัวผู้ใกล้ชิด หากแต่ส่งผลกระทบต่อชุมชน และสังคม โดยรวมอีกด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสังคมที่ถูกครอบงำโดยเผด็จการอำนาจนิยมทหาร ในสถานการณ์ความขัดแย้งภายในที่มีความสลับซับซ้อน ถือได้ว่าเป็นการบ่อนทำลายศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ ที่ประชาคมระหว่างประเทศให้ความใส่ใจเป็นพิเศษ ทั้งนี้เนื่องจากสิทธิในการมีชีวิต และสิทธิในการดำรงชีวิตอย่างมีหลักประกันในด้ายความปลอดภัย ถือเป็นสาระสำคัญในหลักการแห่งปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน (พ.ศ. 2491) และกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมือง และสิทธิทางการเมือง (พ.ศ. 2519)  

การบังคับให้หายสาบสูญ ถือเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนที่เกิดขึ้นอย่างสืบเนื่องนับตั้งแต่บุคคลสูญหาย จนกว่าปัญหาจะได้รับการแก้ไข และเยียวยาโดยสมบูรณ์ ในที่นี้ญาติมิตรของผู้ที่ตกเป็นเหยื่อย่อมได้รับผลกระทบทั้งทางกายภาพ และทางจิตใจ ถือเป็นการละเมิดสิทธิที่มีความซับซ้อน และ ซ้ำซ้อนในหลายมิติที่ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อความรู้สึกมั่นคงปลอดภัยของบุคคลที่เกี่ยวข้อง ที่สำคัญสิทธิในความมั่นคงปลอดภัยในชีวิต สิทธิในการที่จะได้รับรู้ความจริง (ว่าบุคคลที่รักของเขาหายไปไหน) สิทธิที่จะได้รับการชดเชยเยียวยาอย่างเป็นธรรม ต้องได้รับการเคารพ

ในต่างประเทศและทางสากล ปัญหาการบังคับบุคคลให้สูญหาย ยังดำรงอยู่ จากรายงานของคณะทำงานสหประชาชาติว่าด้วยการสูญหายโดยไม่สมัครใจและถูกบังคับ (United Nations Working Group on Enforced and Involuntary Disappearances – UNWGEID) ระบุว่า ได้รับเรื่องร้องเรียนกรณีการสูญหาย จำนวน 53,000 กรณี จาก 84 รัฐ/ประเทศ จนถึงปัจจุบัน รวมทั้ง กรณีนายสมบัด สมพอน นักพัฒนาสังคมอาวุโสจากประเทศเพื่อนบ้าน (ลาว) ที่สูญหายไปกว่า 990 วัน กลางกรุงเวียงจันทน์ กรณีนายโจนัส เบอร์โกส์ นักพัฒนาด้านสิทธิเกษตรกร ชาวฟิลิปปินส์ ซึ่งสูญหายไปอย่างไร้ร่องรอยไปเมื่อปี 2552 กรณีของไทย นอกจากนายทะนง โพธิ์อ่าน ผู้นำแรงงานแล้ว ยังมีการสูญหายในเหตุการณ์พฤษภา 2535 จำนวน 31 ราย และทนายสมชาย นีละไพจิตร เมื่อปี 2547 ก็อยู่ในระบบฐานข้อมูลผู้สูญหาย ของคณะทำงานสหประชาชาติด้วย

การประชุมสมัชชาใหญ่แห่งองค์การสหประชาชาติยังมีมติที่ 47/133 เมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2535 รับรองปฏิญญาว่าด้วยการปกป้องบุคคลทั้งมวลให้ปลอดจากการถูกบังคับให้หายสาบสูญ ถือเป็นจังหวะก้าวสำคัญในการที่ประชาคมโลกให้ความสนใจต่อประเด็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนที่ร้ายแรงนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คณะกรรมาธิการสิทธิมนุษยชนแห่งองค์การสหประชาชาติได้จัดทำร่างอนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการปกป้องคุ้มครองบุคลทั้งมวลจากการบังคับให้หายสาบสูญ และได้ผ่านความเห็นชอบจากคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งองค์การสหประชาชาติ (ที่ได้จัดตั้งขึ้นใหม่แทนคณะกรรมาธิการสิทธิมนุษยชน) เมื่อวันที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2549 และได้รับการรับรองจากที่ประชุมสมัยที่ 61 ของสมัชชาใหญ่ องค์การสหประชาชาติ เมื่อวันที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2549 มีผลบังคับใช้เมื่อ 23 ธันวาคม พ.ศ. 2553 ภายหลังจากที่มีประเทศภาคีร่วมลงนามครบ 20 ประเทศ

นอกเหนือจากการที่รัฐพึงจะต้องมีพันธกิจในการคุ้มครองปกป้องสิทธิมนุษยชนของประชาชนตามหลักการสากลแล้ว ยังจะต้องมีเจตจำนงที่ชัดเจนและมาตรฐานคุณธรรมขั้นสูงในการใส่ใจในสิทธิมนุษยชน เพื่อดูแลทุกข์สุขของประชาชนทุกผู้คนอีกด้วย

รัฐบาลไทยได้ลงนามในอนุสัญญาฉบับดังกล่าว เมื่อวันที่ 9 มกราคม พ.ศ. 2555 ตามที่ได้มีการแถลงต่อที่ประชุมคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติก่อนหน้านั้น โดยยังไม่ได้ให้สัตยาบัน ทำให้ยังไม่มีผลบังคับผูกพันตามกฎหมายโดยสมบูรณ์ ที่ผ่านมาแนวนโยบายด้านสิทธิมนุษยชนของรัฐไทยในการจัดการกับปัญหาดังกล่าวยังขาดความชัดเจน ยังไม่มีความคืบหน้าใด ๆ ในการจัดการกับปัญหาการหายสาบสูญในกรณีต่าง ๆ แม้ว่าจะมีการประกาศใช้แผนสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ตั้งแต่ฉบับแรก (พ.ศ. 2544-2548) ฉบับที่สอง (พ.ศ. 2552-2556) จนถึงฉบับที่ 3 ในปัจจุบัน (พ.ศ. 2557-2561) แล้ว ก็แทบไม่มีความคืบหน้าใดๆ นับแต่กรณี นายทนง โพธิ์อ่าน ผู้นำสภาแรงงานแห่งประเทศไทย (สูญหายเมื่อ พ.ศ. 2534 สมัย รสช.) กรณีการปราบปรามประชาชนเมื่อเหตุการณ์เดือนพฤษภาคม 2535 ซึ่งผ่านไปแล้วกว่า 23 ปี แต่ผู้สูญหายอย่างน้อย 31 คน (จากรายงานของคณะกรรมการญาติวีรชนพฤษภา 35 ระบุไว้ว่า 48 ราย) ยังคงไร้วี่แวว กรณีทนายความนักสิทธิมนุษยชน นายสมชาย นีละไพจิตร เมื่อเดือนมีนาคม พ.ศ. 2547 กรณีประชาชนในจังหวัดชายแดนภาคใต้จำนวนไม่น้อย อีกทั้ง กรณีนายกมล เหล่าโสภาพันธ์ สมาชิกเครือข่ายต่อต้านการคอรัปชั่น ที่จังหวัดขอนแก่น บางกรณีสูญหายไประหว่างที่รัฐใช้นโยบายปราบปรามยาเสพติด เมื่อปี พ.ศ. 2546 – 2547 ในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่จังหวัดกาฬสินธุ์ ในภาคอีสาน ภาคเหนือ และภาคใต้ รวมทั้งล่าสุดกรณีนาย “บิลลี่” พอละจี รักจงเจริญ อดีตสมาชิก อบต. ผู้นำชนชาติพันธุ์กระเหรี่ยงที่สูญหาย ไปเมื่อ 17 เมษายน พ.ศ. 2557 ที่บริเวณเขตอุทยานแห่งชาติ แก่งกระจาน จังหวัดเพชรบุรี องค์กรสิทธิมนุษยชนได้ประมวลรายชื่อ และจำนวนผู้สูญหาย ในรอบ 25 ปีที่ผ่านมา นับแต่ พ.ศ. 2534 จนถึงปัจจุบัน มีรายชื่อผู้สูญหายกว่า 100 รายที่ยังไร้วี่แวว ซึ่งถือว่าเป็นจำนวนไม่น้อย

อย่างไรก็ดี องค์สิทธิมนุษยชนที่ร่วมลงชื่อท้ายคำแถลงนี้ มีข้อเสนอรูปธรรมต่อรัฐ และผู้เกี่ยวข้อง ดังนี้

1. รัฐ และหน่วยงานทุกภาคส่วนในสังคม ต้องตระหนักว่า “การบังคับบุคคลให้สูญหาย” เป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนที่เป็นอาชญากรรม

2. รัฐ พรรคการเมือง นักการเมือง บุคลากรในกระบวนการยุติธรรมต้องแสดงเจตจำนงในการร่วมผลักดันให้ สิทธิมนุษยชน เป็นวาระแห่งชาติ และสาระสำคัญของสังคมอย่างชัดแจ้ง

3. รัฐบาลให้สัตยาบันต่อพิธีสารเลือกรับ (Optional Protocol) ของอนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการต่อต้านการทรมาน และการประติบัติ หรือการลงโทษอื่นที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม หรือที่ย่ำยีศักดิ์ศรี (Convention Against Torture – CAT) โดยมิชักช้า

4. รัฐบาลให้สัตยาบันต่ออนุสัญญาว่าด้วยการคุ้มครองมิให้บุคคลถูกบังคับให้สูญหาย (International Convention for the Protection of All Persons from Enforced Disappearance) ในระหว่างการประชุมสมัชชาใหญ่ องค์การสหประชาชาติที่กำลังจะมีขึ้นเร็ว ๆ นี้ โดยมิชักช้า

5. รัฐสภา หรือ สภานิติบัญญัติแห่งชาติ ต้องเร่งพิจารณาบทบัญญัติกฎหมายเพื่อรองรับอนุสัญญาทั้งสองฉบับอันได้แก่ ความผิดกรณีการซ้อมทรมาน การปฏิบัติที่เลวร้าย ไร้มนุษยธรรม และย่ำยีศักดิ์ศรี รวมทั้งการอุ้มหาย (สูญหายโดยการถูกบังคับ) กำหนดมูลความผิดตามอนุสัญญาดังกล่าวว่าเป็นความผิดทางอาญา และมีโทษทางอาญา เพื่อแสดงให้เห็นถึงเจตจำนง และความจริงใจของรัฐที่มีต่อการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชน และให้มีการดำเนินการมีผลในทางปฏิบัติ โดยเร็ว

6. รัฐต้องมีมาตรการที่ชัดเจนในการแก้ไขปัญหาดังกล่าว โดยให้มีกลไกที่เป็นอิสระ มีประสิทธิภาพที่จะเอื้ออำนวยให้เกิดการแก้ไขปัญหา ป้องกัน และเยียวยาผลกระทบที่เกิดขึ้นอย่างมีประสิทธิภาพ มีความโปร่งใส รวดเร็ว สามารถตรวจสอบได้ ด้วยการเปิดโอกาสให้ผู้เชี่ยวชาญและองค์กรภาคส่วนต่าง ๆ ทางสังคมได้เข้าร่วม อาทิเช่น องค์กรด้านสิทธิมนุษยชน สื่อสารมวลชน นักกฎหมาย นักวิชาการ นักวิชาชีพ โดยเฉพาะอย่างยิ่งนิติเวชศาสตร์ นิติวิทยาศาสตร์ เป็นต้น

7. รัฐต้องเร่งปฏิรูประบบและกลไกในกระบวนการยุติธรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การปฏิรูปตำรวจ ทั้งกระบวนการสร้างเสริมพฤตินิสัย ความสำนึก และ กลไกในการตรวจตราอย่างต่อเนื่อง และมีประสิทธิภาพ ด้วยการสร้างสำนึกสิทธิมนุษยชน สำนึกแห่งความถูกต้อง และเป็นธรรมให้กับบุคลากรในความดูแลของรัฐ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เจ้าหน้าที่ตำรวจ “ผู้พิทักษ์สันติราษฎร์” และผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการบังคับใช้กฎหมาย ให้สามารถอำนวยความยุติธรรมได้อย่างแท้จริง และเที่ยงธรรม

 

หากรัฐไทยไร้ซึ่งความเป็นกลาง และระบบยุติธรรมขาดความน่าเชื่อถือ อาจส่งผลกระทบต่อสังคมอย่างใหญ่หลวง ประชาชนทุกคน ไม่ว่าจะ ลูกเล็กเด็กแดง หญิงชาย ผู้สูงวัย ยากดีมีจน ต่างชาติพันธุ์ ศาสนาและความเชื่อ ย่อมต้องได้รับการคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญ กฎหมายทั้งในประเทศ และกฎหมายสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ โดยเท่าเทียมกัน ไม่มีการเลือกปฏิบัติใดๆ

สังคมจึงต้องมีส่วนร่วมกันในการดูแล และร่วมสร้างหลักประกันในศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ โดยมีความเห็นพ้องกันว่า “การบังคับบุคคลให้สูญหาย” เป็นอาชญากรรมที่ร้ายแรง เป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน และเป็นสิ่งที่ไม่พึงประสงค์ในสังคมของเรา

ประการสำคัญ รัฐต้องแสดงความรับผิดชอบต่อการล่วงละเมิดสิทธิมนุษยชนที่เกิดขึ้นด้วยมาตรการที่เหมาะสม อันจะเป็นภารกิจสำคัญของการส่งเสริม และคุ้มครองสิทธิมนุษยชนอย่างเป็นรูปธรรม ยุติปัญหาการซ้อมทรมาน และการอุ้มหายอย่างจริงจัง

 

กลุ่มเพื่อนประชาชน 

คณะกรรมการญาติวีรชนพฤษภา 35

คณะกรรมการรณรงค์เพื่อสิทธิมนุษยชน

มูลนิธิเพื่อสิทธิมนุษยชนและการพัฒนา

มูลนิธิยุติธรรมเพื่อสันติภาพ

มูลนิธิผสานวัฒนธรรม

สถาบันสังคมประชาธิปไตย

สมาคมสิทธิเสรีภาพของประชาชน

ศูนย์ข้อมูลชุมชน

ศูนย์ข้อมูลสิทธิมนุษยชนและสันติธรรม

นิติรัตน์ ทรัพย์สมบูรณ์ ​​กลุ่มเพื่อนประชาชน

สุณัย ผาสุข​​​Human Rights Watch 

งามศุกร์ รัตนเสถียร ​​สถาบันสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษา ม.มหิดล

ดวงหทัย บูรณเจริญกิจ ​​สถาบันสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษา ม.มหิดล

ธนภัทร อารีพิทักษ์

เพลินใจ อัตกลับ

ชนะ จันทร์แช่ม

ฤทธิชัย โฉมอัมฤทธิ์

บดินทร์ สายแสง

บัณฑิต หอมเกษ

สมฤดี พิมลนาถเกษรา

วริสรา มีภาษณี

ปฐมพร แก้วหนู

ชานนท์ ลัภนะทิพากร

วชิรวิทย์ สร้อยสูงเนิน

ณัฐฏ์ชนนท์ อัครมณี

นิอับดุลฆอร์ฟาร โตะมิง

เลิศศักดิ์ ต้นโต

บารมี ชัยรัตน์

ศาสตราจารย์ สุริชัย หวันแก้ว​ศูนย์ศึกษาสันติภาพและความขัดแย้ง

จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

​​

30 สิงหาคม 2558

 

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม ติดต่อ​​campaigh4hr@gmail.com หรือ

เมธา มาสขาว ​​​เลขาธิการคณะกรรมการญาติวีรชนพฤษภา 35 โทร 092 546 5949

อังคณา – ประทับจิต นีละไพจิตร ​มูลนิธิยุติธรรมเพื่อสันติภาพ โทร 084 728 0350

บุญแทน ตันสุเทพวีรวงศ์ ​​เลขาธิการคณะกรรมการรณรงค์เพื่อสิทธิมนุษยชน โทร 081 866 2136

  
เนื่องด้วยวันที่ 30 สิงหาคมของทุกปี เป็นวันผู้สูญหายสากล (International Day of the Disappeared) ซึ่งถูกกำหนดขึ้นเพื่อรำลึกถึงบุคคลที่สูญหายจากการถูกละเมิดสิทธิมนุษยชน ภาวะสงคราม การปราบปรามจากรัฐ หรือการก่อการร้ายที่เกิดขึ้นอยู่ในหลายประเทศ และส่งผลให้มีผู้สูญหายและเสียชีวิตเป็นจำนวนมาก ในวันนี้แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล จึงออกแถลงการณ์เพื่อร่วมรำลึกถึงการสูญเสีย การละเมิดสิทธิมนุษยชน และการก่ออาชญากรรมที่คุกคามมนุษยชาติ
 
แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล
แถลงการณ์
 
วันผู้สูญหายสากล: การบังคับบุคคลให้สูญหายยังคงเกิดขึ้นอย่างแพร่หลายในทุกภูมิภาคของโลก
                รัฐบาลยังคงใช้การบังคับบุคคลให้สูญหาย เป็นวิธีการปราบปรามผู้วิพากษ์วิจารณ์ ทำให้เกิดความหวาดกลัวต่อกลุ่มเป้าหมาย การกระทำเหล่านี้ยังเกิดขึ้นอย่างแพร่หลายทั่วทุกภูมิภาคของโลก แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนลกล่าวในโอกาสที่คนทั้งโลกจัดกิจกรรมเนื่องในวันผู้สูญหายสากล 30 สิงหาคม  
                ในช่วงห้าทศวรรษที่ผ่านมา ทางองค์การได้ให้ความช่วยเหลือบุคคลกว่า 500 คน ซึ่งตกเป็นเหยื่อของการบังคับบุคคลให้สูญหาย และยังคงกดดันรัฐบาลให้ชี้แจงถึงชะตากรรมและที่อยู่ของบุคคลซึ่งถูกทำให้สูญหายด้วย
                ซาลิล เช็ตติ (Salil Shetty) เลขาธิการแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล เผยว่ารัฐบาลในทุกภูมิภาคของโลกตั้งแต่ซีเรียถึงเม็กซิโก และศรีลังกาถึงแกมเบีย อาจเป็นผู้ควบคุมตัวบุคคลหลายร้อยคนหรือหลายพันคนในที่ลับ และในอีกหลายประเทศเหล่านี้ ทางการยังคงข่มขู่และคุกคามผู้ที่พยายามค้นหาญาติของตนเอง การต่อสู้เพื่อให้ได้มาซึ่งความยุติธรรมจึงเป็นอันต้องไม่ยุติลง
                “ในโอกาสจัดกิจกรรมวันผู้สูญหายสากล เราขอส่งกำลังใจให้กับเหยื่อและครอบครัวของผู้ถูกบังคับให้สูญหาย และถูกควบคุมตัวอย่างผิดกฎหมายโดยทางการทั่วโลก รัฐบาลในหลายประเทศที่ยังมีการบังคับบุคคลให้สูญหายเกิดขึ้น ต้องถูกกดดันมากยิ่งขึ้นเพื่อให้ยุติการปฏิบัติที่น่าชิงชังนี้”
                การบังคับบุคคลให้สูญหายเป็นการกระทำที่ได้รับการส่งเสริมจากเจ้าหน้าที่ของรัฐหรือบุคคลซึ่งกระทำการในนามของเจ้าหน้าที่ โดยปฏิเสธไม่ยอมบอก หรือปกปิดไม่ให้บุคคลทราบถึงชะตากรรมหรือที่อยู่ของบุคคลเหล่านั้น เป็นเหตุให้พวกเขาไม่ได้รับการคุ้มครองตามกฎหมาย
                การสูญหายของบุคคลมักมีรูปแบบคล้ายคลึงกัน เริ่มจากการถูกจับกุม ผู้ตกเป็นเหยื่อจะไม่มีโอกาสใช้สิทธิของตนต่อศาล และแทบจะไม่มีการบันทึกข้อมูล “อาชญากรรม” ที่เกิดขึ้นกับตนหรือการควบคุมตัวนั้นเลย เมื่อบุคคลไปพ้นจากสายตาของสาธารณะ พวกเขาย่อมตกเป็นเหยื่อการบังคับบุคคลให้สูญหาย เสี่ยงอย่างยิ่งที่จะถูกปฏิบัติอย่างโหดร้าย ถูกทรมาน หรืออาจถูกสังหาร 
                ในปีนี้ แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนลกระตุ้นให้รัฐบาลหลายสิบแห่งซึ่งใช้วิธีการบังคับบุคคลให้สูญหายเพื่อต่อสู้กับฝ่ายตรงข้ามของตน ให้ยุติการใช้ยุทธวิธีดังกล่าวอย่างสิ้นเชิง ในโอกาสวันผู้สูญหายสากล ทางองค์การอยากเสนอข้อมูลเฉพาะกรณีที่สำคัญซึ่งเกิดขึ้นในแต่ละภูมิภาคของโลก
 
ตะวันออกกลางและแอฟริกาเหนือ – ซีเรีย
                ในซีเรีย ประชาชนเกือบ 85,000 คนถูกบังคับให้สูญหายระหว่างปี 2554-2558 ทั้งนี้ตามแหล่งข้อมูลของแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล พลเรือนยังคงหายตัวไปในอัตราที่น่าตกใจ และจากข้อมูลที่มีการบันทึกขององค์กรซึ่งทำงานด้านนี้พบว่าบุคคลผู้สูญหายเป็นคนกลุ่มใหม่ ๆ มากขึ้น ไม่ได้มีเพียงฝ่ายตรงข้ามทางการเมือง หรือนักปกป้องสิทธิมนุษยชนและนักกิจกรรมเท่านั้น หากยังรวมถึงครูและพลเรือนซึ่งเพียงแค่เดินทางเข้าไปในพื้นที่ปกครองของรัฐบาลเพื่อไปรับเงินเดือนจากราชการเท่านั้น
                Rania Alabbasi และลูกทั้งหกคนอายุตั้งแต่สามขวบถึง 15 ปี ถูกทางการซีเรียจับกุมตัวเมื่อเดือนมีนาคม 2557 จากนั้นมาไม่มีใครทราบข้อมูลเกี่ยวกับครอบครัวนี้อีกเลย แม้ว่าญาติจะร้องขอข้อมูลแต่ทางการซีเรียไม่ยอมให้ข้อมูลใด ๆ ว่าเกิดอะไรขึ้นกับพวกเขา ไม่บอกว่าพวกเขาอยู่ที่ไหน หรือไม่บอกว่าทำไมต้องมีการจับกุมพวกเขา
                Naila Alabbasi น้องสาวของ Rania Alabbasi กล่าวกับแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนลว่า
                “ตอนที่ประชาชนเริ่มลุกฮือ เธอยังไม่อยากจะหนีไป เธอคิดว่าเธอและครอบครัวน่าจะปลอดภัย เพราะไม่ได้เข้าร่วมในกิจกรรมทางการเมือง และไม่ได้เป็นสมาชิกพรรคฝ่ายค้านด้วย พวกเขาไม่เคยไปร่วมชุมนุมเลย เธอจึงคิดว่าไม่น่าจะเกิดอะไรขึ้นกับพวกตน”
                “ตอนนี้เราไม่มีข้อมูลเกี่ยวกับพวกเขาเลย เราพยายามทำทุกอย่างแต่ไม่ประสบความสำเร็จ…เราต้องไม่ลืมราเนีย ครอบครัวของเธอ และผู้ต้องขังคนอื่น ๆ ซึ่งมีสภาพแบบเดียวกัน เราต้องเปล่งเสียงให้ดังมากขึ้นเพื่อให้ปล่อยตัวพวกเขา”
                ตั้งแต่วันที่ 30 สิงหาคม ผู้สนับสนุนของแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนลสามารถส่ง จดหมายร้องเรียนไปยังรัฐบาลซีเรีย เพื่อให้ยุติการบังคับบุคคลให้สูญหายในทุกกรณี และเพื่อให้เจ้าหน้าที่สหประชาชาติเดินทางมาสอบสวนอย่างเป็นอิสระในซีเรีย

อเมริกา – เม็กซิโก
                จากตัวเลขของทางการ มีประชาชนเกือบ 25,000 คนหายตัวไปหรือสาบสูญในเม็กซิโกตั้งแต่ปี 2550 โดยเกือบครึ่งหนึ่งหายตัวไปในยุคของรัฐบาลปัจจุบันของประธานาธิบดี Peña Nieto
                ประเด็นนี้กลายเป็นข่าวพาดหัวระหว่างประเทศในเดือนกันยายน 2557 ภายหลังการหายตัวไปของนักศึกษา 43 คนจากวิทยาลัยครูในชนบทที่เมืองอาโยซินาปาในรัฐเกเรโรของเม็กซิโก
                นักศึกษาเหล่านี้อยู่ระหว่างเดินทางไปประท้วงต่อต้านการปฏิรูปการศึกษาของรัฐบาล พวกเขาถูกตำรวจและมือปืนโจมตีที่เมืองอิกัวลา และมีนักศึกษาถูกสังหารสามคน ผู้เห็นเหตุการณ์บอกว่าตำรวจนำตัวนักศึกษาที่เหลือไป อีกหนึ่งวันต่อมามีผู้พบศพของ Julio César Mondragón นักศึกษาในสภาพที่ถูกทรมาน ส่วนครอบครัวของนักศึกษาที่เหลืออีก 42 คนต่างเศร้าโศกเสียใจต่อชะตากรรมที่เกิดขึ้นต่อบุคคลอันเป็นที่รักของตน
                ในเบื้องต้น ทางการอ้างว่าไม่ทราบว่าพวกเขาอยู่ที่ไหน แต่อีกหลายเดือนต่อมา ทางการให้ข้อมูลอีกอย่างซึ่งขัดแย้งกับข้อมูลของครอบครัวและตัวแทนคนอื่น ๆ
                แม้จะเป็นประเด็นปัญหาที่มีคนสนใจทั่วโลก แต่ทางการเม็กซิโกกลับไม่ดำเนินการสืบสวนสอบสวนอย่างเหมาะสมเกี่ยวกับเบาะแสทุกประการในคดี โดยเฉพาะข้อกล่าวหาที่น่ากังวลว่ามีเจ้าหน้าที่ของกองทัพเข้าร่วมในเหตุการณ์ครั้งนี้ อย่างไรก็ดี พวกเขาพบว่ามีความร่วมมือกันระหว่างเจ้าหน้าที่ในท้องถิ่นกับแก๊งอาชญากรรม
                นักศึกษา ครอบครัวและพลเมืองชาวเม็กซิกันจากทุกชนชั้นต่างออกมาประท้วงนับแสนคน เพื่อเรียกร้องให้มีปฏิบัติการ โอมาร์ เพื่อนของนักศึกษาเหล่านี้กล่าวกับแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนลว่า พวกเขาจะต่อสู้ต่อไปจนกว่าจะได้รับความจริง ความยุติธรรม และการเยียวยา
                “รัฐบาลไม่ได้แสดงท่าทีรับผิดชอบใด ๆ เลย มีแต่แสดงท่าทีที่ไม่เคารพและไม่ใส่ใจความรู้สึกของเรา ผมรู้สึกตกใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น แต่ไม่หวาดกลัว เราจะยังไม่ยุติการต่อสู้เพื่อความยุติธรรม” เขากล่าว
แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนลจัดกิจกรรมรณรงค์เขียนจดหมายเป็นภาษาสเปน กระตุ้นให้ประธานาธิบดีเม็กซิโกดำเนินการสืบสวนสอบสวนอย่างเหมาะสมต่อกรณีการสูญหายของบุคคลหลายพันคน
 
เอเชีย – ศรีลังกา
                เชื่อว่ามีผู้สูญหายหลายหมื่นคนในช่วงสงครามระหว่างกลุ่มพยัคฆ์ทมิฬกับกองทัพซึ่งยุติลงเมื่อปี 2551 รวมทั้งในช่วงปฏิบัติการต่อต้านการก่อความไม่สงบระหว่างรัฐบาลกับฝ่ายซ้ายในช่วงปี 2532-2533 มีการคลี่คลายคดีที่เกิดขึ้นเพียงไม่กี่คดี และมีรายงานการข่มขู่ครอบครัวที่กล้าออกมาตั้งคำถามเพื่อให้ได้รับข้อมูลว่าบุคคลอันเป็นที่รักของตนอยู่ที่ใด
                รัฐบาลหลายชุดตั้งแต่ปี 2533 ได้แต่งตั้งคณะกรรมการ ซึ่งมีการกล่าวหาเอาผิดกับนักการเมืองชั้นนำและเจ้าหน้าที่ระดับสูงทั้งของตำรวจและทหาร อย่างไรก็ดี ทางการแทบไม่ได้ปฏิบัติตามข้อเสนอแนะเหล่านี้ และบุคคลที่ถูกกล่าวหาบางส่วนยังคงดำรงตำแหน่งเดิม ทั้ง ๆ ที่ควรถูกฟ้องร้องดำเนินคดี
                แม้ในช่วงที่สงบสุข การสูญหายของบุคคลยังคงเกิดขึ้นต่อไป Prageeth Egnalikoda นักเขียนการ์ตูนในหนังสือพิมพ์ตกเป็นเหยื่อการสูญหายไม่นานหลังเลือกตั้งประธานาธิบดีเมื่อปี 2553
                Sandya ภรรยาของเขาแจ้งกับแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนลว่า การต่อสู้เพื่อให้ได้ความยุติธรรมและมีการนำตัวคนผิดมาลงโทษกลายเป็นการต่อสู้ที่สำคัญในชีวิต “บุคคลซึ่งเป็นหัวเรี่ยวหัวแรงของครอบครัวเราหายตัวไป ทำให้พวกเราขัดสนด้านการเงินมาก ดิฉันยังต้องทำตัวเป็นทั้งพ่อและแม่ให้กับลูก เป็นการต่อสู้ร่วมกันของหลายครอบครัวซึ่งมีบุคคลผู้สูญหาย” เธอกล่าว
                เราจัดการรณรงค์ให้ชาวศรีลังกาทั้งที่อยู่ในประเทศและต่างประเทศร่วมกันแข่งขันเขียนบทกวีเพื่อรำลึกทศวรรษของการสูญหายของบุคคลที่มีชื่อว่า “เงาเงียบ” (Silenced Shadows) สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม กรุณาส่งอีเมล์ไปที่ info.poetry@amnesty.org
 
ยุโรป – บอสเนียและเฮอร์เซโกวีนา  
                ยังมีบุคคลที่ไม่ทราบชะตากรรมกว่า 8,000 คน ภายหลังสงครามในบอสเนียและเฮอร์เซโกวีนาในช่วงทศวรรษ 1990 แม้จะผ่านไปสองทศวรรษแล้ว ทางการทั่วประเทศยังคงสร้างความผิดหวังให้กับครอบครัวของผู้สูญหาย รัฐไม่ได้บังคับใช้กฎหมายว่าด้วยผู้สูญหายอย่างเต็มที่ ซึ่งเป็นกฎหมายที่กำหนดให้รัฐต้องค้นหาผู้สูญหาย และต้องจัดตั้งกองทุนที่เหมาะสมเพื่อสนับสนุนผู้เป็นเหยื่อและครอบครัว
                “กฎหมายมีอยู่แต่ในกระดาษ ไม่มีใครเคารพกฎหมายนั้น” Zumra Sehomerovic รองประธานขบวนการแม่แห่งเซรบานิซาและเซปา (Movement of Mothers of the Srebrenica and Žepa enclaves) กล่าว
                “เมื่อเราไปหาเจ้าหน้าที่ เช่นถ้าไปแจ้งว่ามีคนหายในพื้นที่เพื่อขอใบรับรอง พวกเขาจะไม่ค่อยใส่ใจกับเราสักเท่าไร” 
                แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนลเรียกร้องให้ประธานของคณะรัฐมนตรีแห่งบอสเนียและเฮอร์เซโกวีนา ดูแลให้ทางการค้นหาผู้ตกเป็นเหยื่อการบังคับบุคคลให้สูญหายจากสงครามทุกคน และให้การช่วยเหลือเยียวยากับญาติของพวกเขา
                ผู้สนับสนุนข้อเรียกร้องนี้สามารถเขียนจดหมายไปถึงประธานได้ที่นี่
 
 
แอฟริกา – แกมเบีย
                ผู้สื่อข่าวในหลายประเทศในแอฟริกาต้องเผชิญกับการข่มขู่และการฟ้องคดีจากรัฐบาล รัฐบาลที่เผด็จการมากสุดแห่งหนึ่งคือรัฐบาลแกมเบีย ในเดือนเมษายน 2547 ประธานาธิบดี Yahya Jammeh เรียกร้องให้ผู้สื่อข่าวต้องปฏิบัติตามคำสั่งของรัฐบาล “ไม่อย่างนั้นก็ไปลงนรกซะ”
                ในเดือนกรกฎาคม 2549 มีรายงานว่า Ebrima Manneh ผู้สื่อข่าวหนังสือพิมพ์ The Daily Observer ถูกเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงจับกุม ภายหลังมีการตีพิมพ์ซ้ำรายงานของบีบีซีซึ่งวิพากษ์วิจารณ์ประธานาธิบดีไม่นานหลังการประชุมสหภาพแอฟริกาที่กรุงบานิจูล เพื่อนร่วมงานเป็นผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์ตอนจับกุม
                หลังจากที่พ่อของเขาและเพื่อนนักข่าวพยายามค้นหาตัวเขาหลายครั้ง รัฐบาลได้ออกแถลงการณ์เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2550 ปฏิเสธว่าไม่ได้จับกุมตัวเขา และไม่รู้ว่าเขาอยู่ที่ใด ในปี 2551 ศาลยุติธรรมแห่งชุมชนของประชาคมเศรษฐกิจแห่งรัฐแอฟริกาตะวันตก (Economic Community of West African States) มีคำสั่งว่า การจับกุมและควบคุมตัวเขาไม่ชอบด้วยกฎหมาย และสั่งให้ทางการแกมเบียปล่อยตัวเขาโดยทันที ทั้งยังสั่งให้จ่ายค่าสินไหมทดแทนแก่เขาเป็นเงินจำนวน 100,000 เหรียญสหรัฐฯ แต่ที่ผ่านมายังไม่มีการปฏิบัติตามคำสั่งศาล
                รัฐบาลแกมเบียยืนยันว่าได้ค้นหาตามเรือนจำต่าง ๆ และไม่พบร่องรอยของเขา อย่างไรก็ดี รายงานเมื่อเร็ว ๆ นี้ชี้ว่า เขาได้ถูกควบคุมตัวโดยไม่มีการตั้งข้อหาอยู่ที่สถานีตำรวจเฟโตโต้ในภาคตะวันออกของแกมเบีย แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนลเห็นว่าเขาเป็นนักโทษทางความคิด และเรียกร้องให้ปล่อยตัวเขาโดยทันทีและอย่างไม่มีเงื่อนไข แต่ปัจจุบันยังไม่มีผู้ใดทราบว่าเขาอยู่ที่ใด
 ////

AMNESTY INTERNATIONAL 

PRESS RELEASE 

The Day of the Disappeared: Enforced disappearances continue unabated in every region of the world
The use of enforced disappearance by governments to silence its critics and instil fear into targeted groups continues unabated in every region of the world, said Amnesty International as the world marks the International Day of the Disappeared on 30 August.
Over the past five decades the organization has worked on the cases of more than 500 individuals who have been subjected to enforced disappearance, and is continuing to pressure governments to determine the fate and whereabouts of all those who have been disappeared.
“Governments in every region of the world, from Syria to Mexico and from Sri Lanka to Gambia may be holding hundreds or even thousands in secret detention. In many countries, the authorities continue harassing and intimidating those who are looking for their relatives. The struggle for justice must not cease,” said Salil Shetty, Amnesty International’s Secretary General. 
“As we mark the International Day of the Disappeared, we offer our support to all the victims and families of those forcibly disappeared and illegally detained by state authorities across the world. Governments in countries where enforced disappearances are occurring must come under greater pressure to stamp out this abhorrent practice.” 

  

Enforced disappearances are perpetrated by state agents or people acting on their behalf with a refusal to acknowledge this or conceal the person’s fate or whereabouts, placing them outside the protection of the law. 
Disappearances frequently follow a pattern: once arrested, the victims almost never appear before a court and there is almost never a record of their “crime” or their detention. Once out of the public eye, individuals subjected to enforced disappearance are at great risk of ill-treatment, torture and even death. 
This year Amnesty International is urging dozens of governments who employ enforced disappearances against their opponents to stop using this tactic once and for all. On the International Day of the Disappeared the organization is highlighting cases from each of its global regions. 
Middle East and North Africa – Syria 
In Syria almost 85,000 people have been forcibly disappeared between 2011 and 2015 according to Amnesty International sources. Civilians continue to be disappeared at an alarming rate with those documented by the organisation now including new groups, not only political opponents, human rights defenders and activists, but people such as teachers and civilians who have merely crossed into government controlled territory to collect state salaries. 
Rania Alabbasi and her six children aged between three and 15-years-old were arrested by the Syrian authorities in March 2013. None of the family has been heard from since. Despite requests from their relatives, the Syrian authorities have given no information about what has happened to them, where they are or why they were arrested. 
Rania Alabbasi’s sister, Naila Alabbasi, told Amnesty International: 
“When the uprising started, she did not want to leave. She thought she and her family were safe because they had not participated in any political activities or belonged to any opposition party. They did not go to any demonstrations. So she thought nothing would happen to them.” 
“We do not know anything about them. All attempts to find out anything have been unsuccessful… we must not forget Rania, her family and the other prisoners in similar situations. Let us all raise our voices for their release.” 
From August 30th Amnesty International supporters can petition the Syrian government to cease all enforced disappearances and allow UN officials into Syria to carry out independent investigations. 
The Americas – Mexico 
According to official figures, nearly 25,000 people have disappeared or gone missing in Mexico since 2007, almost half of them during the current administration of President Peña Nieto. 
The issue hit international headlines in September 2014 after the disappearance of 43 students of the Ayotzinapa rural teacher-training college in Mexico’s Guerrero State 
The students were en-route to protests against government education reforms, when they were attacked by police and gunmen in Iguala. Three students were killed. Eyewitnesses saw police taking other students away. A day later the tortured body of student Julio César Mondragón was found and the families of the remaining 42 students were left to agonize about the fate of their loved ones. 
At first, authorities claimed no knowledge of where they were, but then months later they gave an account that has since been contested by the families and their representatives. 
Despite worldwide attention on the issue, the Mexican authorities have failed to properly investigate all lines of the case, especially the worrying allegations of complicity by armed forces. However they have uncovered collusion between local officials and gangs.
Mexican students, families, and citizens from all walks of life have courageously taken to the streets in the hundreds of thousands to call for action. Omar, a friend of one of the students told Amnesty International that they will continue in their struggle for truth, justice and reparations.
“The government’s response has been nothing but disrespectful and insensitive. I’m alarmed about what happened but I’m not afraid. We will never give up our fight for justice,” he said.
Amnesty International has organised a letter campaign in Spanish urging Mexico’s president to properly investigate the thousands of disappearances:

Asia – Sri Lanka 
Tens of thousands are presumed to have disappeared in the conflict between the Tamil Tigers and the military which ended in 2009, and in an earlier counter insurgency campaign by the security forces against leftists in 1989-90. Very few cases have been resolved and there has been blatant intimidation reported against families who have dared to ask questions about the whereabouts of their loved ones. 
Several commissions have been appointed by successive governments since 1990 implicating leading politicians and high ranking officers in the police and security forces. However, the authorities have mostly ignored recommendations that these figures, some of whom remain in their positions, should be prosecuted. 
Now, even in peacetime, the disappearances continue: newspaper cartoonist Prageeth Egnalikoda was disappeared shortly before the 2010 presidential election. 
His wife Sandya told Amnesty International that seeing justice done and the perpetrators convicted has become Sandya’s main struggle in life now. “The main breadwinner of our family is absent – it puts a huge financial strain on us. Also I have to be father and mother to our children. This is a common struggle for families of the disappeared,” she said. 
Sri Lankans at home and abroad are encouraged to enter a poetry competition to mark the decades of disappearances titled “Silenced Shadows.” For more information email:info.poetry@amnesty.org 

Europe – Bosnia and Herzegovina 
The fate of more than 8,000 people remains unknown after Bosnia and Herzegovina’s conflict in the 1990s. Even after two decades authorities across the country continue to fail the families of those who disappeared. The state has failed to fully implement the Law on Missing Persons which requires the authorities to search for all those missing and properly establish a fund to support victims and families. 
“The law only exists on paper. Nobody respects it,” Zumra Sehomerovic, the vice-president of the Movement of Mothers of the Srebrenica and Žepa enclaves said. 
“When we go to the authorities, for instance to register a missing person at the municipality to obtain a certificate, we are treated dismissively.” 
Amnesty International is calling on the Chairman of the Council of Ministers of Bosnia and Herzegovina to ensure the authorities search for all victims of enforced disappearances from the war and to provide their relatives with reparations. 
Supporters of this call to action can write a letter to the chairman here: 

Africa – Gambia 
Journalists in many African states face government intimidation and prosecution. One of the most restrictive regimes is Gambia. In April 2004, President Yahya Jammeh called on journalists to obey his government “or go to hell”. 
In July 2006, journalist Ebrima Manneh of The Daily Observer was reportedly arrested by state security after attempting to republish a BBC report criticizing President Jammeh shortly before an African Union meeting in Banjul. His arrest was witnessed by co-workers. 
After repeated attempts by his father and fellow journalists to find him, the Government issued an official statement in February 2007 denying his arrest or any knowledge of his whereabouts. In 2008 the community court of justice of the Economic Community of West African States ruled that his arrest and detention was illegal and ordered the Gambian authorities to immediately release him. It also ordered that US $100,000 in damages be paid to him. The judgement has yet to be enforced. 
The Gambian government insists it has searched all prisons and can find no trace of him. However, recent reports suggest that he is being held without charge at Fatoto Police Station in Eastern Gambia. Amnesty International considers him to be a prisoner of conscience and calls for his immediate and unconditional release. His whereabouts remain unknown. 

 
 

บันทึกวันคนหายสากล30 สิงหาคม 2558โดยนางสาวพิมพ์ฉัตร เพิ่มพูน นิสิตรัฐศาสตร์ ปี 4 

อาสาสมัครนักสิทธิมนุษยชน มูลนิธิผสานวัฒนธรรม

  
เรื่องเล่าของนูนรียา…หญิงสาวผู้ไม่ยอมแพ้ต่อโชคชะตา

“เพื่อนก็ถามว่าเธอออยู่ได้ไง นูนรียาก็ตอบว่าฉันอยู่แบบนั้นแหละ เหมือนว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น ถ้ามัวแต่เศร้า เขาก็คงไม่กลับมาละ อะไรก็เหมือนเดิม เศร้าก็มีนแต่น้ำตา อนาคตก็ไม่มี”

​หากจะถามว่าผู้หญิงที่ชื่อนูนรียาคือใคร ก็คงจะตอบได้ว่าเธอเป็นผู้หญิงชาวมุสลิมคนหนึ่งที่อาศัยอยู่ในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนใต้ และเธอเป็นภรรยาของเหยื่อผู้เคราะห์ร้ายที่ถูกอุ้มหาย

ย้อนกลับไปเมื่อ 8 ปีก่อน สามีของเธอหายตัวไปเมื่อเดือนกรกฎาคม 2550 ในวันเกิดเหตุมีทั้งเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองในพื้นที่ ชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้านและนักการเมืองท้องถิ่นรวมทั้งหมด 8 คนบุกมาที่บ้านเพื่อเข้าจับกุมตัวสามีของเธอและอุ้มหายไป ในคราแรกเธอยังคงฝากความหวังไว้กับหน่วยงานรัฐให้ช่วยตามหาสามีและทำเรื่องแจ้งความแต่ท้ายที่สุดอัยการกลับสั่งไม่ฟ้องคดีนี้อันเป็นจุดสิ้นสุดหนทางตามกระบวนการยุติธรรม แต่นั้นไม่ทำให้เธอยอมแพ้ เธอเป็นคนที่พิเศษกว่าใครๆ เธอไม่เคยย่อท้อต่ออุปสรรคที่เธอต้องเผชิญและก้าวไปข้างหน้าอย่างเข้มแข็ง ในวันนี้เธอเรียนจบอนุปริญญาจากวิทยาลัยชุมชน จังหวัดนราธิวาส และได้เป็นครูผู้ช่วยที่โรงเรียนแห่งหนึ่ง พร้อมกับเรียนต่อมสธ.ทางด้านศึกษาศาสตร์เนื่องจากเธอมีความฝันว่าสักวันเธอออยากจะบรรจุรับราชการเป็นครูและเรียนต่อให้สูงที่สุดเท่าที่จะทำได้ 

​เมื่อก่อนเธอเล่าว่า ชีวิตเธอไม่ต้องดิ้นรนอะไรสามีของเธอทำให้หมด ไม่ว่าจะเป็นทำงานบ้าน จ่ายตลาด แม้แต่ขับรถมอเตอร์ไซค์เธอก็ยังขับไม่เป็น แต่พอเกิดเรื่องทุกอย่างก็เปลี่ยนไป เธอก็มานั่งคิดว่าแล้วเธอจะทำอย่างไร หากอยู่เฉยๆก็ไม่มีใครเลี้ยงเธอหรอก ดังนั้นเธอจึงต้องทำอะไรสักอย่างแล้วเพื่ออนาคตของตนเองและลูกสาววัย 5 ขวบในวันที่สามีหายไป รวมถึงจะได้ลืมเรื่องราวที่เกิดขึ้นทำให้เธอเลือกที่จะเรียนต่อ….

​ช่วงเวลาที่เรียนก็มีไม่กี่คนที่รู้เรื่องของเธอ แม้แต่อาจารย์ส่วนใหญ่ก็ไม่รู้เพราะเธอไม่อยากให้ใครมาคบเธอด้วยความสงสาร เธออมองว่าถ้าจะคบกันก็คบที่เธอเป็นตัวของตัวเอง บางทีมีเพื่อนอยากรู้เรื่องของเธอแต่ไม่กล้าถาม เธอก็ออกไปหน้าห้องเรียนแล้วบอกว่า 

​“ใครอยากรู้เรื่องฉันถามมาเลย เรื่องของเขามาถามคนอื่นละคนอื่นจะรู้ไหม เดี๋ยวฉันจะบอกให้”  

​แต่สุดท้ายก็ไม่มีใครกล้าถามหรอกนะ เธอกล่าวด้วยน้ำเสียงติดตลก ถ้าอยากรู้ก็ให้มาถามเอง ไม่ต้องไปถามเพื่อนอย่างนี้เขาเรียกว่านินทา 

​ที่เธอเลือกที่จะเรียนต่อและทำงานด้านนี้เพราะเธออยากใช้ความรู้ที่เรียนมาช่วยเหลือลูกเล็กๆ ของคนอื่นบ้าง บางทีเด็กเล็กๆก็อาจจะขาดพ่อเหมือนลูกของเธอ 

“เราก็ได้ดูแลเค้า เพราะบางทีเด็กที่โรงเรียนก็ไม่มีพ่อนะ พ่อแม่แยกทางกัน เราเห็นนะ บางทีพ่อแม่แยกทางกัน เวลาพ่อมาเด็กก็ไม่ไปหาพ่อ เราก็จะบอกว่า ถ้าพ่อมาต้องไปหาพ่อด้วยนะ ไม่มีพ่อไม่ได้หรอก แล้วก็รักพ่อด้วย”

นอกจากนี้การที่เธอได้อยู่กับเด็กๆ ก็ช่วยให้เธอลืมอดีตที่เกิดขึ้น

“เด็กๆก็ไม่ทันคิดอะไร เค้าจะจริงใจ เค้าไม่รู้เราผ่านอะไรมา เค้าไม่มาถามเรื่องเก่าๆว่า แฟนเธอหายไปไหน เค้าก็ไม่ถามเราแบบนั้น บางทีเราก็อยากลืมเพราะเป็นอดีตไปแล้วไง”

​เธอเล่าให้เราฟังจนเราคิดว่าการเลี้ยงลูกเธอก็ทำได้ดีไม่แพ้การเรียนหนังสือของเธอ เธอดูแลลูกอย่างดีที่สุดเท่าที่คนๆหนึ่งจะทำให้ลูกได้ เธอมองว่าสังคมปัจจุบันผู้หญิงและผู้ชายมีความทัดเทียมกัน ไม่เกี่ยวแล้วว่าผู้หญิงต้องเป็นช้างเท้าหลัง ดังนั้นถ้าพ่อคนอื่นทำได้เธอก็ทำได้ ตอนเช้าเธอไปกรีดยาง เธอทำหน้าที่ในฐานะพ่อ เสร็จแล้วเธอก็ทำกับข้าวให้ลูก ในฐานะแม่ เธอเลี้ยงลูกด้วยตัวเองมา 8 ปี ลูกไม่เคยพูดว่า พ่อคนอื่นทำได้ ทำไมแม่ทำไม่ได้ บางทีลูกยังชมเธอเลยว่า ดีเนอะ มีแม่ก็เหมือนมีพ่อ เพราะแม่ทำได้ทุกอย่าง มีสองบทบาทในคนๆเดียว

​“ตอนนั้นพ่อเพื่อนมารับที่โรงเรียน เธอเลยถามลูกว่า ลูกรู้สึกยังไงที่มีเพื่อนมีพ่อมารับที่หน้าประตูโรงเรียน ลูกอยากให้พ่อมารับไหม ลูกก็บอกว่าอยากให้พ่อมารับ เธอก็บอกกับลูกว่าเดี๋ยวแม่มารับเอง ช่วงนั้นเธอยังคงเป็นคนขายของในโรงเรียน เธอก็เดินไปบอกครูว่ามารับลูกและให้คุณครูประกาศชื่อลูกแล้วบอกว่าผู้ปกครองมารับ เธอก็ออกไปข้างนอกเพื่อเข้าประตูหน้าโรงเรียนแล้วไปรับลูก ไม่ต้องให้พ่อทำละ เธอก็ทำได้ เธอก็เป็นพ่อได้ เชื่อยัง…”

​ท้ายที่สุดเธอได้ฝากข้อคิดอะไรเล็กๆน้อยให้กับคนที่กำลังเผชิญอยู่กับปัญหาเดียวกับเธอหรือแตกต่างออกไป

“อยากบอกว่าถ้าเรายังเศร้าอยู่ สิ่งที่มันทำให้เราเสียแล้ว มันไม่มีวันกลับมา เราก็ต้องหาสิ่งใหม่ๆให้มันทดแทนให้มันดีขึ้น เพราะว่า เราจะได้มีแบบ สังคมที่ดีขึ้น มีสภาพที่ดีขึ้น จิตใจที่ดีขึ้น เราต้องเดินสู่โลกกว้าง ไม่ใช่อยู่กับที่ ชีวิตไม่ได้อยู่กับที่ เราต้องเผชิญอีกหลายๆอย่าง ถ้าเรามัวแต่เศร้า เราจะจมปลักอยู่กับสิ่งนั้นตลอด เราก็หันมาทำสิ่งใหม่ๆให้กับชีวิต ชีวิตจะดีขึ้น….”

 

 

 

 

 

มูลนิธิผสานวัฒนธรรม Cross Cultural Foundation 
ใบแจ้งข่าว

ศาลแพ่ง นัดสืบพยานคดีพลทหารสมชาย ศรีเอื้องดอยถูกซ้อมทรมานจนเสียชีวิต

ในวันที่ 26 สิงหาคม 2558 ศาลแพ่ง รัชดา นัดสืบโจทก์ในคดี พ.289/2558 ในคดีระหว่าง นางสายสุดา ศรีเอื้องดอย โจทก์ กับ กระทรวงกลาโหม จำเลยที่ 1 กองทัพบก จำเลยที่ 2 และ สำนักนายกรัฐมนตรี จำเลยที่ 3 ในข้อหา ละเมิดเรียกค่าเสียหาย ห้องพิจารณาที่ 803 เวลา 09.00 น. ขอเชิญผู้สนใจและสื่อมวลชนเข้ารับฟังการพิจารณาได้ตามวันและเวลาดังกล่าวข้างต้น

ข้อเท็จจริงคดีนี้ เหตุเกิดเมื่อวันที่ 21-23 มกราคม 2557 ผู้ตายชื่อพลทหารสมชาย ศรีเอื้องดอย อายุ 20 ปีเศษ เป็นทหารประจำค่ายกาวิละ จังหวัดเชียงใหม่ ถูกซ้อมทรมานโดยเจ้าหน้าที่ทหาร 3 นาย ลงโทษด้วยการใช้ปี๊บคลุมศีรษะ ใช้อาวุธตีที่ศีรษะ แผ่นหลัง หน้าอก จำนวน 20 ครั้ง หลังจากนั้นพลทหารสมชาย ฯ ได้แจ้งให้มารดาทราบว่าตนถูกซ้อมทรมาน จนกระทั่งต่อมาวันที่ 28 มกราคม 2557 พลทหารสมชายถูกส่งตัวไปรักษาที่โรงพยาบาลค่ายกาวิละ ด้วยอาการไอ เจ็บคอ มีอาการเหนื่อย หอบ และเหงื่อแตก เจ้าหน้าที่พยาบาลโรงพยาบาลกาวิละ ตรวจสอบอาการแล้ว เห็นว่ามีอาการหนัก เข้าใจมีอาการติดเชื้อ จึงส่งตัวไปยังโรงพยาบาลเทพปัญญา จังหวัดเชียงใหม่ จนกระทั่งพลทหารสมชาย ฯ ถึงแก่กรรมลงเมื่อวันที่ 29 มกราคม 2557 เวลา 10.40 น. โดย แพทย์โรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่ ได้ทำการชันสูตรพลิกศพ ผลการชันสูตรพลิกศพ ระบุว่า ร่างกายไม่มีบาดแผล สาเหตุการตาย ติดเชื้อไข้หวัดนก ปอดอักเสบ ในระหว่างรักษาตัวที่โรงพยาบาลเทพปัญญา จังหวัดเชียงใหม่ พบว่า มีคนไข้ติดเชื้อไข้หวัด จำนวน 20 ราย แต่มีพลทหารสมชาย ฯ เสียชีวิตเพียงผู้เดียว โดยก่อนหน้าที่พลทหารสมชายฯ มีสุขภาพร่างกาย แข็งแรง หากไม่ถูกซ้อมทรมาน จนเป็นเหตุให้ร่างกายอ่อนเพลียจนร่างกายติดเชื้อ เป็นผลโดยตรงจากการถูกซ้อมทรมาน

​จากการชันสูตรและผลการชันสูตรของแพทย์ เป็นข้อต่อสู้ของจำเลยทั้งสาม โดยอ้างว่า ภายหลังการตายของพลทหารสมชาย ฯ ได้มีการจัดตั้งกรรมการตรวจสอบความผิดของเจ้าหน้าที่ทหารทั้งสามนายแล้ว ตามคำร้องขอของนางสายสุดา ศรีเอื้องดอย มารดาพลทหารสมชาย ฯ แล้ว ไม่ปรากฏว่ามีการซ้อมทรมานผู้ตายแต่อย่างใด

เมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม 2558 นางสายสุดา มารดา จึงฟ้องเรียกค่าเสียหายจากหน่วยงานต้นสังกัดของเจ้าหน้าที่ทหารผู้กระทำละเมิดต่อศาลแพ่ง โดยเรียกค่าเสียหายต่อสิทธิและเสรีภาพในชีวิต ร่างกายหรือจิตใจ เป็นเงิน 5,000,000 บาท ค่าปลงศพ เป็นเงิน 300,000 บาท โดยทางจำเลยได้จ่ายไปแล้วเป็นเงิน 40,000 บาท และค่าขาดไร้อุปการะและค่าขาดแรงงานในครอบครัว โดยนางสายสุดา มีพลทหารสมชายเพียงผู้เดียวที่ทำมาหาเลี้ยงครอบครัว โดยคิดเป็นเงินเดือนละ 30,000บาทต่อเดือนจนนางสายสุดาอายุถึง 95 ปี เป็นเวลา 35 ปีคิดเป็นเงิน 12,600,000 บาท 

 

 

ข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่

               มูลนิธิผสานวัฒนธรรม โทร. 02-6934939 ต่อ 301 หรือ

             ทนายนิตยา หว่างไพบูลย์ สภาทนายความโทร 081-9939061

 

IMG_0045-1  
A brief report: Joint forum “The Fourth Army Area Commander – and Deep South civil society network”, authorities urged to respect child rights, DNA sample collection and testing could infringe on rights 

By the Information Center of the Cross Cultural Foundation (CrCF)

 

On 11 August 2015, at the Internal Security Operations Command Region 4 Forward (ISOC Region 4), Sirindhorn Military Camp, Yarang District, Yala, a network of civil society network including Cross Cultural Foundation (CrCF), Duay Jai Group, Foundation for Child Development, Youth Voluntary Heart, Youth Progressive Dialogue, academics from Fatoni University and relatives of victims who died in an incidence at Ban Toe Jud, Thung Yang Daeng District, met with the Fourth Army Area Commander, Lt Gen Prakan Chonlayut, Director of the Internal Security Operations Command Region 4 Forward, to have a discussion on law enforcement in relation to collection of DNA and other related human rights issues including threat against human rights defenders in the deep south.

 

It has stemmed from complaints by civil society network activists, general public and youth in the Deep South that people are being subjected to intimidation by officers, and are being forced to undergo DNA testing even though they are not under suspicion of having committed any offences.

 

Lt Gen Prakan Chonlayut chaired the meeting, which was attended by police, military officers and officers from other units including the Deputy Directors of the Internal Security Operations Command Region 4 Forward (1) and (5), Secretary General of the Internal Security Operations Command Region 4 Forward, Southern Border Police Forces, Songkhla Taskforce, representatives from Office of the Basic Education Commission, Southern Border Provinces Police Operation Center, Public Prosecution of special litigation and representatives from the Central Institute of Forensic Science, etc.

 

Col Pramot Phrom-in, Spokesperson of the ISOC Region 4 Forward, as moderator of the discussion, has summed up the points raised including demands of the civil society network and other important issues and reported them to concerned agencies. Pol Maj Gen Pridi Phongsetthasan, Commander of the Southern Border Provinces Police Operation Center 10, has explained about reasons for and procedure of DNA testing. Pol Col Suthep Phattharawiwat from the Southern Border Police Forces, explained about measures to get rid of racial discrimination, ID card examination and a review to reduce the use of special laws. Mr. Sophon Thipbamrung from the Department of Special Litigation, Criminal Case 2, Region 9, has said that according to the Penal Code, prior to conducting DNA testing, informed consent must be obtained.  

 

At present, the DNA sample collection and testing has been performed mainly by two agencies including the Central Institute of Forensic Science under the Ministry of Justice and the Scientific Crime Detection Center 10 of the Royal Thai Police. Both state agencies claim all persons undergoing the test had given their written consent, though it was challenged that such consent might have been obtained by forceful means. In addition, in most cases, the security forces and other officers usually conduct the DNA sample collection and testing without informing the persons of their rights or their choice to refuse to participate in the process.  

 

One main issue was raised by the Chairperson of the Cross Cultural Foundation (CrCF), Mr. Somchai Homlaor that in the past four or five years, it seems government officers had increased understanding about human rights principles, constitutional rights and local culture. Nevertheless, there have been more emerging issues and challenges and in order to restore peace in the Deep South, he appreciated the willingness of the Army Area Commander to listen to inputs from civil society network and to allow this meeting to take place today. One major issue to be discussed is the collecting of DNA samples and fingerprints, which has been publicized as an effective solution to address the unrest. It is important for communication gaps to be bridged to minimize any conditions, which may have given rise to unrest in the Deep South.  

 

The Director of the Cross Cultural Foundation (CrCF), Ms. Pornpen Khongkachonkiet, has inquired the officers about principles and procedure of DNA sample collection and testing and the reasons to collect fingerprints of all ten fingers since the issue is one among complaints received by the Foundation.  

 

Ms. Anchana Himmeena from Duayjai Group, has inquired about the holding in custody of youth from Thamma Wittaya Foundation School. Apart from testing and collecting DNA samples and fingerprints, the youth had been subjected to solitary confinement and the holding cells used were meant for adults. One youth member was brought to Taskforce 41 during night time and was subjected to interrogation there from 20.00 until midnight.

 

Ms. Anchana has further inquired about during one search operation, the officers held a girl as an armor in front of them and forced her to knock on the door to call people inside while the officers were hiding behind her and even holding their shields. She asked if any mishap happened, i.e., some villains just shot at the girl in retaliation, what would happen and why the officers had done it this way?

 

Mr. Abdul Asit tade-in from the Young Muslim Association of Thailand (YMAT) has inquired about the case that the officers had persecuted PerMAS members and other persons under surveillance of the officers. The issue has to be addressed on the table and if it cannot be discussed here, there would be no chance to talk about peace. He also asked about reports concerning the invocation of Section 44 of the Interim Constitution to give power to competent officers to carry out drug suppression task and also conducting urine test, where it was true or not. Also, according to the previous practice, those tested positive shall be subjected to rehabilitation and prosecution. He asks if it is true that the military will have the power to carry out the urine test and to hold a person in custody to question them on drug use. If so, how a narcotic suspect shall be treated in comparison to suspects in security cases.

 

After the questions were asked by representatives from the civil society network, the officers have given their response on various issues. Pol Col Suthep Phattharawiwat from the Southern Border Police Forces referred to human rights principles and the Universal Declaration of Human Rights (UDHR) which contains 30 Articles, but he wanted to stress Article no. 2 that “Everyone is entitled to all the rights and freedoms without distinction of any kind, such as race” and Article no. 7 “All are equal before the law and are entitled without any discrimination to equal protection of the law”, which are in compliance with Section 4 of the 2014 Interim Constitution. Other previous Constitutions also placed importance on the principle of rights and freedoms including Section 28 of the 2007 Constitution concerning rights and freedom that states that “A person can invoke human dignity or exercise his or her rights and liberties in so far as it is not in violation of rights and liberties of other persons or contrary to this Constitution or good morals”.  

 

According to Pol Col Suthep, no freedom can be exercised without boundaries. Provisions from the International Convention on the Elimination of All Forms of Racial Discrimination (ICERD) have also been incorporated into Thailand’s Constitution including Section 28(2) or Section 30 of the 2007 Constitution.  

 

Pol Col Suthep said that the officers have never encouraged racial discrimination and have not come across the issue in the court verdicts. He affirmed that everyone is equal and believes this is simply a concern from civil society network.

 

As to how to reduce the use of special law, Pol Col Suthep said that the necessity to invoke the Emergency Decree on Government Administration in States of Emergency shall vary to the situations and it can be lifted anytime when peace is restored or if ordered by the cabinet. Nevertheless, the enforcement of such special laws has borne no effect on the majority of the people and it serves public interest.

 

Pol Maj Gen Pridi Phongsetthasan, Commander of the Southern Border Provinces Police Operation Center 10 and a representative from the Scientific Crime Detection Center 10 said that the use of forensic evidence plays an important role since it can hinder biases and prejudice, which may have led to the belief that certain individuals are the culprits. It will help give a lead to the real wrongdoer.  

 

According to the Commander, in the past three years, forensic evidence has been put in use in the Deep South, not just on security related cases, but also other criminal cases and petty crime such as burglary, or felony crime such as rape or murder, drug cases. DNA does not just help to catch a perpetrator, it helps to protect an innocent person. Evidence from DNA sample collection and testing can be a piece of important evidence based on forensic science and it has no intention to bring harm to anyone, but to protect innocent persons.  

 

As to the arrest of a youth student from the Thamma Wittaya Foundation School, one of the members of the arresting police said that the youth student had to be taken abruptly since he was staying with a person whom the authority had information that he was involved with planning a bomb. That person was suspected to be linked with a car robbed from Ruesao District and used in the bombing. Thus, the officers had to arrest the youth student to collect his DNA samples and to protect him from being harmed.

 

As to why the DNA samples and fingerprints had to be collected from the student from the Thamma Wittaya Foundation School, the officer had this to say;

 

“The reason I brought him out was I wanted to know how much he was involved (with the suspected person. But we could find any connection. I looked after him fine from the beginning until the end and had no biases against him. We simply wanted to warn him against getting involved. And during his custody, we collected anything that was needed” said the office.  

 

Meanwhile, the representative from the Southern Border Provinces Police Operation Center responded to the allegation that the police used a child as their shield that it could happen from a lack of understanding and some disagreement among the arresting team. There used to be cases whereby when an officer searches a house and asked for examining ID card of the person in the house, the person refused to bring it to him. When the officer got inside the house in order to bring the ID card, he was shot dead. For this reason, it could be misunderstood that the officers used the child as their shield. In principle, he can confirm that neither children nor women would be used in such way.  

 

Eventually, the Chairperson of the Cross Cultural Foundation (CrCF), Mr. Somchai Homlaor concluded by saying that it is important to use DNA sample collection and testing in such a way that makes people feel confident and assured that they would not be subjected to human rights violation. As for the use of a child as shield or the recruitment of a child as child soldier, whether by the state or terrorists, or by letting a child walk in front and knock the door, it has to be used carefully since it violates international law and by forcing the child to knock on the door, it may violate the Right of the Child Act and such practice shall not be tolerated.  

 

Remarks: Facts about DNA sample collection and testing in the Deep South

 

1. At present, the DNA sample collection and testing has been performed mainly by two agencies; the Central Institute of Forensic Science under the Ministry of Justice and the Scientific Crime Detection Center 10 of the Royal Thai Police, both of which are state agencies

 

2. The collection of DNA samples was focused mainly on taking tissue from inside the cheek of a suspect in security related cases who is arrested invoking either Martial Law or the Emergency Decree. It is done prior to formally charging them, the act of which is not provided for by the laws. Still, the police who collect the DNA samples claim the suspects had agreed to sign their names to give their consent.  

 

3. The Central Institute of Forensic Science has an office located in the Ingkhayudh Borihan Army Camp since 2007. CIRS has collected more than 120,000 DNA samples from all over the country, of which 90,000 come from people in the Deep South.

 

4. The Scientific Crime Detection Center 10 has started to seriously collecting DNA samples in 2012 and the Royal Thai Police decided that it should be based in Yala. Insofar, more than 50,000 DNA samples have been collected from the Deep South.  

 

5. According to the criminal procedure, at the investigation level, the collection of DNA samples can only be performed by the inquiry officer or by the order of the Court on charges, which carry more than three years of imprisonment. DNA samples can only be collected only if it serves the interest of the law or as recommended by doctor or expert.  

 

6. The officers claimed that the collection of DNA is a part of investigation process carried out by the officers invoking Martial Law and Emergency Decree. Though the laws do not specifically authorize them the power to do so, but it can be implemented as the persons who have undergone the test expressed their “consent” in writing.  

 

7. The officers claimed that DNA sample and testing does not need to be performed by either a medical doctor or an expert. Therefore, any officer designated can do the job regardless of their ranks and positions, their being an expert or not.  

 

8. Apart from DNA testing, a person can be forced to give fingerprint of ten fingers even though they are not yet alleged offenders.  

 

9. At present, security forces have also started to perform DNA sample collection and testing.

 

10. The UN Subcommittee on the Elimination of All Forms of Racial Discrimination has asked the authorities to explain about the protection of the right to justice process in May 2015 and previously the National Human Rights Commission (NHRC) has launched a report claiming that the collection of DNA sample invoking Martial Law could give rise to human rights abuse and it should be subjected to review.  

 

 

More information please contact

Pornpen Khongkachonkiet Tel. ​02-6934939

 

 

  
For immediate release on 21 August 2015 

Press Release

Call for Trial observers in the  preliminary   hearing in the case filed by victim of torture against police in Prachinburi, after having sought justice for over six years

 

 

On 24 August 2015, 13.30, at the Prachinburi Provincial Court, a preliminary hearing will take place in the Black Case no. 925/2558 in which Mr. Ritthirong Chuenchit filed against seven police officers for being complicit in the abuse of official power, abuse of office, and infringement on freedom as per Articles 157, 200, 295, 305, 310, 391 coupled with Articles 83 and 91 of the Penal Code with the maximum sentence of death. The incidence took place in 2009 when the seven police officers, two of them were working at the Muang Prachinburi Police Station and five at the Prachinburi Provincial Police. The pretrial discovery is to take place as the plaintiff has filed the case by himself. The Court shall review evidence induced by the prosecution and if deemed sufficient may accept to hear the case.

 

In this case, Mr. Ritthirong Chuenchit and Mr. Somsak Chuenchit (father) from Ban Srang District, Prachinburi, have complained with a number of state and independent agencies in over the past six years. They demand that the seven police officers working in the city of Prachinburi be brought to justice for allegedly arresting and physically abusing Mr. Ritthirong Chuenchit while he was an underage or 18 years and a 12th grader. He was forced to confess to committing pickpocketing even though he had not done it and later the real culprit was caught and prosecuted. The incidence took place on 28 January 2009 in Muang District, Prachinburi. As their complaints with state and independent agencies have borne no fruit, on 1 December 2014, Mr. Ritthirong Chuenchit and Mr. Somsak Chuenchit have approached Cross Cultural Foundation (CrCF), a not for profit organization working to promote human rights and provide legal aid to enable people to have access to justice system according to the principles upheld by the Constitution and international human rights obligations. CrCF has designated an attorney to help Mr. Ritthirong Chuenchit in filing the case and it has led to the hearing to take place at the Prachinburi Provincial Court on 10 June 2015. 

 

In a landmark case, the officers have appeared to have committed gross human rights abuse against an individual. Apart from violating Thailand’s criminal law and the Constitution, it could amount to a breach of the Convention Against Torture and other Cruel, Inhuman or Degrading Treatment or Punishment (CAT) to which Thailand has been a state party since 1 November 2007 and which obliges Thailand to act in its compliance to prevent and suppress an act of torture as well as to effectively bring the perpetrator to justice. In this case, the victim and his father have been struggling against all odds to demand justice from various agencies since 2009 in order to bring the perpetrators to justice. As all have gone futile, they have to bring the case to the Court by themselves. 

 

For more information, please contact: 

Mr. Preeda Nakphew, MAC’s Attorney, phone 089-6222474   

Mr. Sanya Eadjongdee, phone 084-1212596

Or Ms. Nanthana Kaewnuan, phone 086-3917049, freelance attorney

 

  
มูลนิธิผสานวัฒนธรรม

เผยแพร่วันที่ ๒๑ สิงหาคม ๒๕๕๘ใบแจ้งข่าว

ขอเชิญร่วมสังเกตการณ์ นัดไต่สวนมูลฟ้อง

คดีผู้เสียหายจากการทรมานยื่นฟ้องตำรวจเมืองปราจีนบุรี

หลังเรียกร้องความเป็นธรรมมานานกว่า ๖ ปีแล้ว

 

ในวันที่ ๒๔ สิงหาคม ๒๕๕๘ เวลา ๑๓.๓๐ น. ศาลจังหวัดปราจีนบุรี กำหนดนัดไต่สวนมูลฟ้อง คดีอาญาหมายเลขดำที่ ๙๒๕/๒๕๕๘ กรณีนายฤทธิรงค์ ชื่นจิตร เป็นโจทก์ยื่นฟ้องตำรวจ ๗ นาย ฐานร่วมกันกระทำความผิดในข้อหา ความผิดต่อเจ้าพนักงานในการยุติธรรม ความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ในการยุติธรรม ความผิดต่อร่างกาย และความผิดต่อเสรีภาพ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๕๗, ๒๐๐, ๒๙๕, ๓๐๕, ๓๑๐, ๓๙๑ ประกอบมาตรา ๘๓, ๙๑ มีระวางโทษสูงสุดจำคุกตลอดชีวิต ซึ่งขณะเกิดเหตุในปี พ.ศ. ๒๕๕๒ ตำรวจทั้ง ๗ นาย ปฏิบัติหน้าที่ราชการตำรวจ สังกัดอยู่ที่สถานีตำรวจภูธรเมืองปราจีนบุรี ๒ นาย และตำรวจชุดสืบสวนภูธรจังหวัดปราจีนบุรี ๕ นาย การที่ศาลนัดไต่สวนมูลฟ้องเนื่องจากเป็นคดีที่ผู้เสียหายฟ้องคดีเอง ศาลจะได้พิจารณาพยานหลักฐานที่ฝ่ายโจทก์นำสืบ ถ้าเห็นว่ามีมูลเพียงพอก็จะรับฟ้องเพื่อพิจารณาพิพากษาคดีต่อไป

คดีนี้สืบเนื่องมาจาก การที่นายฤทธิรงค์ ชื่นจิตร และนายสมศักดิ์ ชื่นจิตร (บิดา) ภูมิลำเนาอยู่อำเภอบ้านสร้าง จังหวัดปราจีนบุรี ได้ร้องขอความเป็นธรรมต่อองค์กรภาครัฐและองค์กรอิสระจำนวนมาก ตลอดระยะเวลากว่า ๖ ปีแล้ว ในการเรียกร้องให้มีการตรวจสอบและดำเนินคดีเอาผิดเจ้าหน้าที่ตำรวจซึ่งปฏิบัติหน้าที่อยู่ในเมืองปราจีนบุรี ๗ นาย ที่จับกุมและทำร้ายร่างกายด้วยการทรมานนายฤทธิรงค์ ขณะเป็นเยาวชนอายุ ๑๘ ปี และเป็นนักเรียนอยู่ เพื่อบังคับให้รับสารภาพว่ากระทำความผิดวิ่งราวทรัพย์ ทั้งที่นายฤทธิรงค์ไม่ได้กระทำความผิด และต่อมาได้มีการจับกุมดำเนินคดีบุคคลที่เป็นผู้กระทำความผิดตัวจริงไปแล้ว เหตุเกิดเมื่อวันที่ ๒๘ มกราคม ๒๕๕๒ ที่อำเภอเมืองปราจีนบุรี จังหวัดปราจีนบุรี เมื่อการเรียกร้องต่อองค์กรภาครัฐและองค์กรอิสระไม่เป็นผล ต่อมาในวันที่ ๑ ธันวาคม ๒๕๕๗ นายฤทธิรงค์ และนายสมศักดิ์ จึงได้ร้องขอความช่วยเหลือต่อมูลนิธิผสานวัฒนธรรมซึ่งเป็นองค์กรภาคประชาสังคมที่ไม่แสวงหากำไร ดำเนินกิจกรรมด้านสิทธิมนุษยชนและให้ความช่วยเหลือทางกฎหมายแก่ประชาชนเพื่อเข้าถึงความยุติธรรมตามหลักการแห่งรัฐธรรมนูญและพันธกรณีระหว่างประเทศว่าด้วยเรื่องสิทธิมนุษยชน ทางมูลนิธิฯ จึงได้จัดหาทีมทนายความให้ความช่วยเหลือนายฤทธิรงค์ในการดำเนินคดี จนนำมาซึ่งการฟ้องคดีนี้ต่อศาลจังหวัดปราจีนบุรี เมื่อวันที่ 10 มิถุนายน 2558

นับว่าเป็นคดีสำคัญ พฤติการณ์แห่งคดีเป็นกรณีเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรงต่อประชาชน นอกจากจะเป็นความผิดต่อกฎหมายอาญาและรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยแล้ว ยังเข้าข่ายผิดต่ออนุสัญญาต่อต้านการทรมานและการปฏิบัติหรือการลงโทษอื่นที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม หรือที่ย่ำยีศักดิ์ศรี (CAT) ซึ่งประเทศไทยเป็นภาคีของอนุสัญญานี้ตั้งแต่วันที่ ๑ พฤศจิกายน ๒๕๕๐ อันมีผลผูกพันให้ประเทศไทยต้องดำเนินการเพื่อป้องกันและต่อต้านการทรมาน รวมทั้งดำเนินคดีนำผู้กระทำความผิดมาลงโทษให้บังเกิดผลจริงจังด้วย แต่กรณีนี้ผู้เสียหายและบิดาของผู้เสียหายได้ฝ่าฟันอุปสรรคปัญหาในการใช้สิทธิเรียกร้องขอความเป็นธรรมต่อหน่วยงานต่าง ๆ มากมาย ตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๕๒ เป็นต้นมา โดยหวังว่าหน่วยงานของรัฐจะได้ดำเนินคดีกับผู้กระทำความผิดตามกฎหมายของไทย แต่ก็ไม่เป็นผล จนกระทั่งผู้เสียหายต้องยื่นฟ้องคดีเอง  

 

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่  

นายปรีดา นาคผิว ๐๘๙-๖๒๒๒๔๗๔ ทนายความ มูลนิธิผสานวัฒนธรรม

นายสัญญา เอียดจงดี ๐๘๔-๑๒๑๒๕๙๖

นางสาวนันทนา แก้วนวล ๐๘๖-๓๙๑๗๐๔๙ ทนายความอิสระ

 

Follow

Get every new post delivered to your Inbox.

Join 1,462 other followers