คน… ป่า… กับการมีส่วนร่วม…ภาพและเรื่องโดย รังสี ลิมปิโชติกุล

คน… ป่า… กับการมีส่วนร่วม…

ภาพและเรื่องโดย รังสี ลิมปิโชติกุล

ระยะทางจากตัวอำเภอท่าสองยาง ถึงบ้านขุนแม่เหว่ย ( แม่ปอคี ) แค่ไม่เกิน ๖๐ กิโลเมตร แต่กลับต้องใช้เวลาเดินทาง ไม่ต่ำกว่า ๓ ชั่วโมง โดยเฉพาะระยะทาง เข้า หมู่บ้าน ช่วง ๑๖ กิโลเมตร สุดท้าย ใช้เวลาเดินทางมากว่า ๒ ขั่วโมง ผ่านหมู่บ้านถึง ๔ หมู่บ้าน ลัดเลาะตามแนวเขากว่า ๕ ลูก จึงจะถึงที่หมาย บ้านขุนแม่เหว่ย ( แม่ปอคี )
ชาวบ้านจากหมู่บ้านขุนแม่เหว่ย ( บ้านแม่ปอคี ) ตำบลท่าสองยาง อำเภอท่าสองยาง จังหวัดตาก ร่วมกับ องค์การบริหารส่วนตำบลท่่าสองยาง ผู้ใหญ่บ้าน จาก หมู่ที่ ๔ ๕ ๗ และพระภิกษุสงฆ์ จากวัดขุนแม่เหว่ย ได้ร่วมกันจัดพิธีบวชป่า ที่บริเวณโดยรอบน้ำตกขุนแม่เหว่ย ซึ่งเป็นต้นน้ำขุนแม่เหว่ย เพื่อเป็นการนำพิธีกรรมตามภูมิปัญญาวัฒนธรรมของคนปากเกอะญอมาประยุกต์ใช้ในการปกป้องและพิทักษ์ทรัพยากรป่าไม้ ให้คงอยู่กับชุมชนอย่างยั่งยืน อีกทั้งเป็นการเปิดพื้นที่การเรียนรู้อย่างสร้างสรรค์แก่เยาวชนในหมู่บ้านให้เห็นคุณค่าการดูแลรักษาป่า และเป็นการสร้างความร่วมมือระหว่างชุมชน ภาครัฐ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อพัฒนาชุมชนให้เป็นแหล่งเรียนรู้ในการอยู่ร่วมกันระหว่างคนกับป่า
โดยใช้วิถีภูมิปัญญาของคนในชุมชน ที่สำคัญเป็นการจุดประกายประเด็นความสนใจของชุมชนที่ต้องการหาแนวทางในการบริหารจัดการพื้นที่โดยชุมชนได้มีส่วนร่วม เพื่อหาทางออกในการอยู่ร่วมกันของชุมชนกับพื้นที่เขตป่า โดยที่เขตป่าไม่รุกรานชุมชน และชุมชนไม่บุกรุกเขตป่า เป็นชุมชนที่อยู่กับป่าอย่างยั่งยืนได้
นายพาเหาะ ลำเนาไพร อายุ ๖๕ ปี ผู้นำทางจิตวิญญาณ แห่งหมู่บ้านขุนแม่เหว่ย ( บ้านแม่ปอคี ) ตำบลท่าสองยาง อำเภอท่าสองยาง จังหวัดตาก กล่าวว่า การจัดงานในครั้งนี้เป็นความต้องการของชุมชนที่จะปลุกจิตสำนึกเพื่ออนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ โดยเฉพาะการอยู่ร่วมกันของชุมชนกับเขตป่า ซึ่งชุมชนบ้านขุนแม่เหว่ยนั้นมีประวัติศาสตร์การตั้งชุมชนมากว่า ๑๕๐ ปี เป็นชุมชนชาวปกาเกอะญอที่ยังมีทรัพยากรธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ ทั้ง น้ำตก ป่าไม้ สัตว์ป่า โดยเฉพาะในชุมชนมีภูมิปัญญาท้องถิ่น ในการดูแลอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ คือ มีป่าเดป่อทู่ หรือ ป่าสะดือ ที่ดูแลจัดการโดยวิถีชุมชน ที่มีความผูกพันธ์กับป่ามาตั้งแต่เกิด โดยจะมีการนำสายสะดือของเด็กแรกเกิดไปแขวนไว้กับต้นไม้เป็นการผูกสัมพันธ์ระหว่างเด็กกับต้นไม้ให้เจริญเติบโตไปพร้อมกัน โดยห้ามใครตัดต้นไม้ต้นนั้น รวมถึงมีระบบการเกษตรแบบผสมผสาน คือการทำไร่หมุนเวียน เพราะเป็นระบบการเกษตรที่สร้างสมดุลให้ระบบนิเวศน์ และถูกขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกทางภูมิปัญญา ซึ่งการทำไร่หมุนเวียนนั้น จะมีพิธีกรรมต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นพิธีกรรมการบอกกล่าวเจ้าป่า เจ้าเขา เพื่อขอทำไร่ข้าว เมื่อทำเสร็จก็จะมีพิธีส่งคืนให้กับเจ้าป่าเจ้าเขา โดยมีความเชื่อว่าพื้นที่ทั้งหมดนั้นเป็นของเจ้าป่า เจ้าเขา อีกทั้งในพื้นที่ต้นน้ำ ยังมีการทำบุญเลี้ยงเจ้าป่า เจ้าเขาในเขตป่า ซึ่งเป็นความเชื่อ ควมศรัทธา ต่อจิตใจของชาวปาเกอะญอ
นายสุวิชาน พัฒนาไพรวัลย์ รองคณะบดี ฝ่ายเครือข่ายชุมชน วิทยาลัยโพธิวิชชาลัย กล่าวว่าการจัดพิธีบวชป่า ของชุมชนบ้านขุนแม่เหว่ยในครั้งนี้ แสดงให้เห็นว่าชุมชนมีความตั้งใจที่ให้ความสำคัญต่อการอนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้ในพื้นที่ของชุมชนเอง โดยเฉพาะป่าต้นน้ำ ซึ่งป่าต้นน้ำขุนแม่เหว่ย แห่งนี้มีความสำคัญต่อคนในชุมชนและละแวกใกล้เคียงเป็นแหล่งน้ำสำหรับใช้ในการอุปโภค บริโภค แหล่งอาหาร และที่ทำกิน การบวชป่านั้นเป็นการแสดงออกถึงจิตสำนึกของชุมชนในการพิทักษ์ผืนป่าให้คงอยู่ และถือว่าเป็นการเสริมสร้างความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของชุมชน ซึ่งีความคิดร่วมกัน คือการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติในชุมชน โดยให้ชาวบ้านเข้ามามีส่วนร่วมในการจัดการทรัพยากรภายในชุมชน อีกทั้งอนาคตต้องมีการร่วมกันคิดว่าจะทำอย่างไรให้ชุมชนสามารถอยู่กับป่าได้อย่างยั่งยืน ซึ่งต้ออาศัยความร่วมมือทั้งจากภาครัฐ คนในชุมชน และส่วนอื่นๆที่เกี่ยวข้อง ร่วมกันส่งเสริมให้เป็นหมู่บ้านนำร่อง ชุมชนสีเขียว โดยมีการประยุกต์ใช้ทั้งภูมิปัญญาชาวปาเกอะญอและองค์ความรู้ใหม่ๆเข้ามาปรับใช้ ซึ่งทางวิทยาลัยโพธิวิชชาลัยเองก็ได้มีการจัดการร่วมกันกับชุมชน ในการจัดทำแหล่งเรียนรู้ สร้างงานวิจัย เพื่อให้ชุมชนเกิดประโยชน์ พร้อมทั้งเสริมสร้างพลังให้ชุมชนมั่นใจในการจัดการชุมชน
นายสุรพงษ์ กองจันทึก ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษากะเหรี่ยงและพัฒนา กล่าวว่า ได้เห็นความตั้งใจของชุมชน บ้านขุนแม่เหว่ย ในการที่จะอยู่ร่วมกับป่า โดยชุมชนเองพยายามที่จะหาแนวทางในการบริหารจัดการพื้นที่โดยที่ชุมชนต้องมีส่วนร่วมกับหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้อง เพื่อหาทางออกในการอยู่ร่วมกันของชุมชนกับพื้นที่เขตป่า โดยที่เขตป่าไม่รุกรานชุมชน และชุมชนไม่บุกรุกเขตป่า เป็นชุมชนที่อยู่กับป่าอย่างยั่งยืนได้ ซึ่งที่ผ่านมา ได้มีมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที ๓ สิงหาคม ๒๕๕๓ เรื่องนโยบายการฟื้นฟูวิถีชาวกะเหรี่ยง โดยมีประเด็นหลักๆ ๕ ด้าน ด้วยกัน ได้แก่
๑ อัตลักษณ์ ชาติพันธุ์และวัฒนธรรม
๒ การจัดการทรัพยากร
๓ สิทธิในสัญชาติ
๔ การสืบทอดมรดกทางวัฒนธรรม
๕ การศึกษา
โดยเฉพาะในเรื่องการจัดการทรัพยากร นั้น มีมาตรการคือ ยุติการจับกุมและให้ความคุ้มครองกับกลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยงที่เป็นชุมชนท้องถิ่นดั้งเดิม ที่อยู่ในพื้นที่ที่มีกรณีพิพาทเรื่องที่ทำกินในพื้นที่ดั้งเดิม และให้จัดตั้งคณะกรรมการ หรือกลไกในการทำงานเพื่อกำหนดเขตพื้นที่ในการทำกิน การอยู่อาศัย และการดำเนินชีวิตตามวิถีวัฒนธรรมท้องถิ่นดั้งเดิม

ใบแจ้งข่าว: ศาลแพ่งนัดพิจารณาคดีมารดา สิบโทกิตติกร สุธีรพันธ์ ฟ้องกองทัพบกเรียกค่าเสียหาย กรณีบุตรชายเสียชีวิตระหว่างถูกควบคุมตัวในเรือนจำทหารค่ายวีรวัฒน์โยธิน จังหวัดสุรินทร์

เผยแพร่วันที่ 22 เมษายน 2560

ใบแจ้งข่าว

ศาลแพ่งนัดพิจารณาคดีมารดา สิบโทกิตติกร สุธีรพันธ์ ฟ้องกองทัพบกเรียกค่าเสียหาย กรณีบุตรชายเสียชีวิตระหว่างถูกควบคุมตัวในเรือนจำทหารค่ายวีรวัฒน์โยธิน จังหวัดสุรินทร์

          ตามที่เมื่อในวันที่ 9 มีนาคม 2560 ณ ศาลแพ่ง ถนนรัชดาภิเษก นางบุญเรือง สุธีรพันธุ์ มารดาสิบโทกิตติกร สุธีรพันธุ์ ซึ่งได้รับการช่วยเหลือทางกฎหมายจากมูลนิธิผสานวัฒนธรรม เป็นโจทก์ยื่นฟ้องกองทัพบก เป็นคดีหมายเลขดำที่ พ. 1131/2560 เรียกค่าเสียหายจำนวน 18,072,067 บาท ตามพ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อ วันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2559 ที่เรือนจำทหาร ค่ายวีรวัฒน์โยธิน จังหวัดสุรินทร์ บุตรชายของตนถูกผู้คุมซ้อมจนเสียชีวิต ในขณะที่ตกเป็นผู้ต้องหาและถูกควบคุมตัวระหว่างสอบสวน  โดยศาลได้อนุญาตให้โจทก์ได้รับยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลในการฟ้องคดีทั้งหมด และศาลได้กำหนดวันนัดชี้สองสถานกำหนดแนวทางการดำเนินคดี หรือสืบพยานโจทก์ในวันที่ 26 เมษายน 2560 เวลา 09.00 นาฬิกา

ทั้งนี้ ก่อนที่จะมีการฟ้องคดีแพ่งต่อศาลแพ่งนี้ กรณีนี้ได้มีการไต่สวนการตายในคดีวิสามัญไว้ด้วย โดยศาลจังหวัดสุรินทร์ได้อ่านคำสั่งอันเป็นผลของการไต่สวนการตายโดยระบุว่า “ผู้ตายคือ สิบโทกิตติกร สุธีรพันธุ์ ตายที่เรือนจำมณฑลทหารบกที่ 25 เมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2559 เหตุและพฤติการณ์ที่ตายคือ มีอาการบาดเจ็บที่ศีรษะอย่างรุนแรงร่วมกับกระเพาะอาหารแตก เนื่องจากถูกทำร้ายร่างกาย โดยพลทหารและพลอาสาสมัครจำนวน 4 นาย ร่วมกันทำร้ายจนเป็นเหตุให้ถึงแก่ความตาย” หลังจากนั้น พนักงานสอบสวนได้ส่งเรื่องของสิบโทกิตติกร ซึ่งถูกทำร้ายร่างจนเป็นเหตุให้ถึงแก่ความตายไปยังคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐดำเนินการสอบสวนต่อไป

จึงขอเรียนเชิญสื่อมวลชนที่สนใจเข้าร่วมติดตามการพิจารณาคดีในวันและเวลาดังกล่าว

อนึ่ง หลังจาการเสียชีวิตของสิบโทกิตติกร สุธีรพันธ์ ในปี 2559 แล้ว ยังปรากฎมีข่าวว่าผู้ที่ถูกควบคุมตัวในเรือนจำทหารบางแห่งถูกซ้อมจนเสียชีวิต เช่นกรณีของ พลทหารยุทธอินันท์ บุญเนียม เสียชีวิตเมื่อวันที่ 1 เมษายน 2560  เรือนจำค่ายวิภาวดี มณฑลทหารบกที่ 45 ค่ายวิภาวดีรังสิต จ.สุราษฎร์ธานี เป็นต้น

 

เรื่องราวของคดีดังกล่าวสามารถสืบค้นข้อมูลได้ที่ https://voicefromthais.wordpress.com/?s=กิตติกร

โครงการค่ายเยาวชน Learning to Live Together (LLT5)

IMG_20170421_134832.jpg

เปิดรับสมัครตั้งแต่บัดนี้ – วันที่ 3 พฤษภาคม 2560

ประกาศผลวันที่ 6 พฤษภาคม 2560

ยืนยันสิทธิ์ผู้ผ่านการคัดเลือกเข้าร่วมโครงการ ตั้งแต่วันที่ 6 – 12 พฤษภาคม 2560

วัตถุประสงค์ :

1. ส่งเสริมกระบวนการเรียนรู้แก่เยาวชนให้เกิดความรู้ความเข้าใจ ในแนวคิดทฤษฏีและการประยุกต์ใช้ความรู้ด้านสันติวิธีและสิทธิมนุษยชน

2. เปิดพื้นที่ให้เยาวชนได้เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ความเป็นพหุวัฒนธรรม การอยู่ร่วมกันท่ามกลางความแตกต่างหลากหลาย การเคารพในสิทธิและเห็นคุณค่าของความเป็นมนุษย์ และแสดงศักยภาพของตนเองได้อย่างเต็มความสามารถ

3. สร้างความตระหนักรู้ ถึงปัญหาทิ่เกิดขึ้นในสังคม และกระตุ้นการมีส่วนร่วมในสังคม และเพื่อให้เกิดการรณรงค์อย่างสร้างสรรค์ ร่วมเรียนรู้ถึงปฏิบัติการไร้ความรุนแรง

4. สร้างเครือข่ายเยาวชนเพื่อให้มีการขยายแนวคิดสิทธิมนุษยชน และสันติวัฒนธรรมในสังคม เกิดเป็นเครือข่ายความร่วมมือการทำงานร่วมกันในอนาคต

คุณสมบัติผู้สมัคร

1. อายุระหว่าง 18 – 25 ปี (ไม่จำกัดเชื้อชาติ ศาสนา) หรือ ศึกษาในระดับอุดมศึกษา

2. เชื่อว่า มนุษย์มีคุณค่า มีความเท่าเทียมกัน

3. อยากเห็นการเปลี่ยนแปลง และเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ

4. สามารถรับผิดชอบดูแลตัวเองได้ สามารถอยู่ค่ายได้ตลอด ไม่เป็นผู้วิกลจริต

วิธีการคัดเลือก

คัดเลือกเยาวชนจากทั่วประเทศ ผ่านการส่งประชาสัมพันธ์โครงการไปยังมหาวิทยาลัยต่างๆ และช่องทางออนไลน์ และเครือข่ายของสถาบันฯ และให้ส่งใบสมัครผ่านช่องทางออนไลน์หรือทางไปรษณีย์ โดยมีคณะกรรมการในการพิจารณาคัดเลือกผู้ที่สมัครร่วมค่าย และประกาศผลผู้ผ่านการคัดเลือกทางเว็บไซต์

เงื่อนไขการรับสมัคร

ผู้ผ่านการคัดเลือกเข้าร่วม จะต้องชำระมัดจำเพื่อยืนยันสิทธิ์การเข้าร่วมโครงการ(ซึ่งจะคืนหลังเสร็จสิ้นโครงการ) เป็นเงินจำนวน 300 บาท โดยชำระผ่านทางธนาคารไทยพาณิชย์ ชื่อบัญชี สถาบันสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล เลขที่บัญชี 333-242384-1 (จะได้รับคืนหลังเข้าร่วมจนสิ้นสุดโครงการฯ)

ส่งหลักฐานการโอนเงินเพื่อยืนยันสิทธิ์ ภายในวันที่ 9 พฤษภาคม 2560
โดยส่งที่ E-mail :  bordin_bain@hotmail.comsangchan27@gmail.com
หรือสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ 02 441 0813 – 5 ต่อ 1101, 1115

ที่มา: http://www.ihrp.mahidol.ac.th/index.php/th/archive/upcoming%20activities/220

22 เมษ. 60 กลุ่มรักษ์น้ำอูนจัดงานบุญ ตุ้มโฮมตุ้มฮักแม่น้ำอูน ผูกแขนสู่ขวัญ 20 สมาชิกกลุ่มรักษ์น้ำอูนซึ่งถูกบริษัทน้ำตาลฟ้องคดีข้อหาหมิ่นประมาทด้วยเอกสาร เพราะทำหนังสือ “ร้องเรียน อบต.”

ตุ้มโฮมตุ้มฮักแม่น้ำอูน

กลุ่มรักษ์น้ำอูนจัดงานบุญ ตุ้มโฮมตุ้มฮักแม่น้ำอูน ผูกแขนสู่ขวัญ 20 สมาชิกกลุ่มรักษ์น้ำอูนซึ่งถูกฟ้องคดีข้อหาหมิ่นประมาทด้วยเอกสารโดยบริษัทเอกชน เพราะทำหนังสือ “ร้องเรียน อบต. ให้เข้าระงับการถมคลองไส้ไก่และเปลี่ยนทางลำน้ำสาธารณะ” และทำหนังสือไปยังหน่วยงานต่างๆ จากกรณีคัดค้านโครงการโรงงานน้ำตาลและโรงไฟฟ้าชีวมวลสกลนคร ในวันที่ 22 เมษายน 2560  ณ วัดนักบุญยอห์นบอสโกโคกสะอาด  บ้านโคกสะอาด  ตำบลอุ่มจาน อำเภอกุสุมาลย์ จังหวัดสกลนคร พร้อมเวทีเสวนาโสกันวันปีใหม่ไทย ร่วมใจรักษ์แม่น้ำอูน ฟื้นฟูวิถีป่าและนาโคก

โดย สืบเนื่องจากคณะรัฐมนตรีมีมติเมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2554 เรื่องการย้ายสถานที่ตั้งหรือการขอนำกำลังการผลิตไปตั้งที่ใหม่และขยายกำลังการผลิต และบริษัทเอกชนเจ้าของโครงการ จึงมีแผนดำเนินการโรงงานน้ำตาลขนาดกำลังการผลิต 2,000 ตันอ้อย/วัน และขยายกำลังการผลิตเป็น 12,500 – 40,000 ตันอ้อยต่อวัน ในพื้นที่ตำบลอุ่มจาน อำเภอกุสุมาลย์ จังหวัดสกลนคร ซึ่งต่อมาได้มาชี้แจงว่า ในพื้นที่เดียวกันจะมีโครงการสร้างโรงไฟฟ้าชีวมวล 114 เมกะวัตต์ พร้อมด้วย ซึ่งปัจจุบันรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมของทั้งสองโครงการยังไม่ผ่านการพิจารณาของคณะกรรมการผู้ชำนาญการ สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

ที่ผ่านกลุ่มรักษ์น้ำอูน ได้ติดตามตรวจสอบโครงการมาอย่างต่อเนื่อง โดยได้ทำเรื่องร้องเรียนไปยังคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ตลอดจนร้องให้มีการตรวจสอบการดำเนินโครงการที่มีผลกระทบต่อพื้นที่สาธารณะต่อองค์การบริหารส่วนตำบล และร้องคัดค้านโครงการทั้งสองไปยังหน่วยงานต่าง ๆ ทุกระดับ อีกทั้งได้ร้องขอใช้สิทธิตามมาตรา 11 พรบ.สุขภาพแห่งชาติ ให้มีการดำเนินการการศึกษาประเมินผลกระทบด้านสุขภาพโดยชุมชน ในพื้นที่นิเวศวัฒนธรรมชุมชนลุ่มน้ำอูน กรณีโครงการโรงงานน้ำตาล 12,500 -40,000 ตันอ้อยต่อวัน และโรงไฟฟ้าชีวมวลขนาด 40-114 เมกะวัตต์ ดังกล่าว

เมื่อวันที่  11 มีนาคม 2560 ที่ผ่านมาศาลจังหวัดสกลนครได้นำส่งหมายนัดไต่สาวมูลฟ้องถึงชาวบ้าน 20 คน ซึ่งเป็นสมาชิกกลุ่มรักษ์น้ำอูน ที่ยื่นหนังสือคัดค้านโรงน้ำตาลและโรงไฟฟ้าชีวมวล ดังกล่าวต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2555 เป็นต้นมา โดยบริษัทเอกชนเจ้าของโครงการ ได้ยื่นฟ้องนางสาวเดือนเพ็ญ กับพวกอีก 18 คน ว่า ได้ร่วมกันใส่ความอันเป็นเท็จโดยการโฆษณาต่อบุคคลอื่นที่น่าจะทำให้โจทก์เสียชื่อเสียง ดูหมิ่น เกลียดชัง เพราะได้ร่วมกันลงลายมือชื่อยื่นหนังสือร้องเรียนบริษัทฯ ต่อนายกองค์การบริหารส่วนตำบลอุ่มจาน เมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2559  และยื่นหนังสือคัดค้านโครงการต่อหน่วยงานต่าง เมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2559 ขณะที่นายชาติ ชายพุทธิไสย จำเลยที่ 19 และนายดาวิทย์ พุทธิไสย จำเลยที่ 20 เป็นผู้ประกาศเชิญชวน ประกาศเสียงตามสายในหมู่บ้าน และด้วยวิธีอื่นให้จำเลยที่ 1-18 ลงลายมือชื่อในหนังสือร้องเรียนและคัดค้านดังกล่าว โดยศาลนัดไต่สวนมูลฟ้องครั้งแรกในวันที่ 22 พฤษภาคม 2560 นี้

ดังนั้น เพื่อให้กำลังใจและสร้างความเข้าใจแก่ประชาชนทั่วไปในเรื่องสิทธิและการมีส่วนร่วมในการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ ตลอดจนการให้ความช่วยเหลือทางคดี ต่อ 20 สมาชิกกลุ่มรักษ์น้ำอูนที่ถูกฟ้องร้องจากบริษัทเอกชนจึงขอเชิญชวนทำข่าวและเข้าร่วมงานบุญ“ตุ้มโฮมตุ้มฮักแม่น้ำอูน”

กำหนดการงานบุญ “ตุ้มโฮมตุ้มฮักแม่น้ำอูน”

22 เมษายน 2560 ณ วัดนักบุญยอห์นบอสโกโคกสะอาด

บ้านโคกสะอาด  ตำบลอุ่มจาน อำเภอกุสุมาลย์ จังหวัดสกลนคร

09.00-10.00 น. พิธีกรรมถวายบูชามิซาสุขสำรวญอวยพรกลุ่มรักษ์น้ำอูน

10.00-12.00 น. ประธานในงานพรมน้ำเสก “พาขวัญ” ผูกแขนอวยพรปีใหม่ไทย

12.00-13.00 น. ตุ้มข้าว โฮมแกง  ร่วมรับประทานอาหารเที่ยง”ลองก้อยไข่มดแดง ชิมแกงผักหวาน รับประทานปลาอูน”

13.00-16.00 น. เวทีโสกันวันปีใหม่ไทย ร่วมใจรักษ์แม่น้ำอูน ฟื้นฟูวิถีป่าและนาโคกและการมีส่วนร่วมในการจัดการทรัพยากรธรรมชาติในลุ่มน้ำอูน

ใบแจ้งข่าว: ศาลจังหวัดยะลามีคำสั่งให้ยกเว้นค่าธรรมเนียมให้แก่โจทก์และรับฟ้องไว้พิจารณา กรณีมารดานายมะกอเซ็ง ลาแซ (ผู้ตาย)ฟ้องเรียกค่าเสียหายจากกองทัพบกและสำนักนายกรัฐมนตรี จากเหตุผู้ตายถูกทหารยิงเสียชีวิตเมื่อปี 2555

เผยแพร่วันที่  11  เมษายน  2560

 

ใบแจ้งข่าว

 

                   ศาลจังหวัดยะลามีคำสั่งให้ยกเว้นค่าธรรมเนียมให้แก่โจทก์และรับฟ้องไว้พิจารณา

      กรณีมารดานายมะกอเซ็ง ลาแซ (ผู้ตาย)ฟ้องเรียกค่าเสียหายจากกองทัพบกและสำนักนายกรัฐมนตรี จากเหตุผู้ตายถูกทหารยิงเสียชีวิตเมื่อปี 2555

 

คดีนี้ เมื่อวันที่ 25 มกราคม 2560 นางสาวคอรีเยาะ มะมิง   โจทก์ยื่นฟ้องเป็นคดีแพ่งต่อศาลจังหวัดยะลา คดีหมายเลขดำที่ พ.52/2560 เพื่อเรียกร้องความเป็นธรรมและเรียกค่าสินไหมทดแทนจำนวน 12,792,417.50 บาท จากกองทัพบก จำเลยที่ 1 และสำนักนายกรัฐมนตรี จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นหน่วยงานต้นสังกัดของเจ้าหน้าที่ทหารพรานที่กระทำละเมิดต่อชีวิตนายมะกอเซ็ง ลาแซ บุตรชายของนางสาวคอรีเยาะ มะมิง โจทก์ จากเหตุการณ์เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2555 เจ้าหน้าที่ทหารพรานได้ยิงนายมะกอเซ็ง ลาแซ จนเสียชีวิต คดีชันสูตรพลิกศพ(ไต่สวนการตาย) คดีหมายเลขแดงที่ ช. 3/2557 ศาลจังหวัดยะลาได้มีคำสั่งเมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2557 สรุปได้ความว่า เจ้าหน้าที่ทหารพรานได้รับแจ้งจากแหล่งข่าวว่ามีกลุ่มผู้ก่อเหตุความรุนแรงหลบซ่อนอยู่ที่บ้านอูยงซูแง หมู่ที่ 6 ตำบลบาโร๊ะ อำเภอยะหา จังหวัดยะลา จึงได้จัดแบ่งกำลังปิดล้อม โดยขณะนั้นนายมะกอเซ็ง ลาแซ กับเพื่อนได้ออกไปเก็บขี้ยางพาราในสวนยางพาราที่มีเจ้าหน้าที่ทหารพรานปิดล้อมไว้และได้ถูกเจ้าหน้าที่ทหารพรานยิงเสียชีวิต จากหลักฐานตามรายงานชันสูตรพลิกศพพบว่า นายมะกอเซ็ง ลาแซ เสียชีวิตเหตุจากถูกกระสุนปืนหลายชนิดที่ใช้ยิงในที่เกิดเหตุของเจ้าหน้าที่ทหารพราน โดยผู้ตายถึงแก่ความตายด้วยบาดแผลที่สมอง และศาลยังได้ระบุถึงข้อเท็จจริงที่ฝ่ายเจ้าหน้าที่ทหารกล่าวอ้างว่านายมะกอเซ็งใช้อาวุธปืนลูกซองยิงต่อสู้เจ้าหน้าที่โดยพิจารณาจากพยานหลักฐานในสำนวนคดีแล้วยังฟังไม่ได้ว่านายมะกอเซ็งยิงต่อสู้กับเจ้าหน้าที่

ในวันที่ 10 เมษายน 2560 ศาลจังหวัดยะลานัดไต่สวนคำร้องขอยกเว้นค่าธรรมเนียม โดยทนายความโจทก์นำสืบ                     นางสาวคอรีเยาะ มะมิง ซึ่งเป็นโจทก์ในคดี ฝ่ายจำเลยมีพนักงานอัยการจังหวัดยะลาเป็นทนายความให้แก่กองทัพบกซึ่งเป็นจำเลยที่ 1 ถามค้าน ส่วนสำนักนายกรัฐมนตรี จำเลยที่ ๒ ได้รับหมายเรียกจากศาลแล้วแต่ไม่มาศาลและไม่มีทนายความมาถามค้าน ศาลพิเคราะห์จากคำฟ้องและการไต่สวนพยานโจทก์แล้วรับฟังได้ว่าปัจจุบันโจทก์ไม่ได้ประกอบอาชีพ ไม่มีรายได้   ของตัวเอง ต้องอาศัยการอุปการะของบุตรเท่านั้น  มีทรัพย์สินเพียงรายการเดียวคือ ที่ดินเป็นสวนยางพารา 5 ไร่  ยังไม่สามารถกรีดยางได้ พิจารณาแล้วเห็นว่าคดีของโจทก์มีเหตุผลที่จะฟ้องจำเลยทั้งสองได้ แต่ค่าเสียหายจากการถูกบังคับชำระหนี้รถยนต์ที่โจทก์เป็นผู้เช่าซื้อ แม้อ้างว่านำเงินจากผู้ตายประกอบอาชีพมาผ่อนชำระแต่เป็นการกล่าวอ้างที่ไกลเกินกว่าเหตุ พิจารณาฐานะของโจทก์ปัจจุบันแล้ว หากต้องชำระค่าขึ้นศาล ซึ่งเป็นจำนวน 200,000 บาท จะทำให้โจทก์ได้รับความเดือดร้อนเกินสมควร จึงมีคำสั่งอนุญาตให้ยกเว้นค่าธรรมศาลให้แก่โจทก์ในส่วนค่าปลงศพ ค่าขาดไร้อุปการะ และค่าความเสียหายต่อสิทธิเสรีภาพในชีวิตและร่างกาย เป็นเงิน 12,250,417.50 บาท ส่วนค่าเสียหายจากการถูกบังคับชำระหนี้รถยนต์จำนวน 587,000 บาท นั้น หากโจทก์ประสงค์ที่จะเรียกร้องส่วนนี้ให้เสียค่าขึ้นศาลเต็มจำนวน

 

 

 

โจทก์แถลงต่อศาลว่าไม่ติดใจเรียกร้องค่าเสียหายส่วนที่ถูกบังคับชำระหนี้รถยนต์อีกต่อไป ศาลจึงมีคำสั่งประทับรับฟ้องในส่วนที่ยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลตามที่โจทก์ติดใจเรียกร้องจากจำเลยทั้งสองเป็นทุนทรัพย์ 12,250,417.50 บาท ดังกล่าว โดยศาลมีคำสั่งนัดไกล่เกลี่ย ชี้สองสถาน หรือกำหนดวันนัดสืบพยานในวันที่ 5 มิถุนายน 2560 เวลา 13:30 น. และได้แจ้งให้ทนายความจำเลยที่ 1 ยื่นคำให้การต่อศาลภายใน 15 วัน ส่วนจำเลยที่ 2 ที่ไม่มาศาลให้โจทก์วางค่าธรรมเนียมเพื่อส่งคำสั่งศาลแจ้งจำเลยที่ 2 ให้ทำคำให้การยื่นต่อศาลภายใน 15 วัน

 

ขอเชิญสื่อมวลชนและผู้สนใจเข้าร่วมรับฟังการพิจารณาคดีตามวันและเวลาดังกล่าวข้างต้นติดตามเรื่องราวที่ผ่านมาของคดีได้ที่  https://voicefromthais.wordpress.com/?s=มะกอเซ็ง+ลาแซ

จดหมายเปิดผนึกถึงแม่ทัพภาคที่ 4 และปลัดกระทรวงสาธารณสุข กรณีมีการร้องขอไปยังกระทรวงสาธารณสุขให้สั่งย้าย นพ.สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ

จดหมายเปิดผนึกถึงแม่ทัพภาคที่ 4 และปลัดกระทรวงสาธารณสุข กรณีมีการร้องขอไปยังกระทรวงสาธารณสุขให้สั่งย้าย นพ.สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ รองประธานชมรมแพทย์ชนบทภาคใต้และผู้อำนวยการโรงพยาบาลจะนะ โดย ภาคีเครือข่ายด้านสิทธิมนุษยชน สันติภาพ และประชาธิปไตย

+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

จากกระแสข่าวกรณีมีการร้องขอโดยแม่ทัพภาคที่ 4 ไปยังกระทรวงสาธารณสุขให้สั่งย้าย นพ.สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ รองประธานชมรมแพทย์ชนบทภาคใต้และผู้อำนวยการโรงพยาบาลจะนะ เนื่องมาจากการเข้าร่วมคัดค้านโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหิน โดยมีข้อร้องเรียนว่า นพ.สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ มีพฤติกรรมการใช้เวลาราชการออกไปนอกสถานที่โดยมิได้ขออนุญาตผู้บังคับบัญชา อีกทั้งการกระทำดังกล่าวอาจเข้าข่ายยุยงปลุกปั่นประชาชนให้เกิดความแตกแยกและสร้างความวุ่นวาย นั้น

ภาคีเครือข่ายด้านสิทธิมนุษยชน สันติภาพ และประชาธิปไตย มีข้อเรียกร้อง ดังนี้

1. ยุติการคุกคามและการกระทำอันไม่เป็นธรรมต่อบุคคลที่มีความเห็นต่าง รวมทั้งต่อข้าราชการหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐที่แสดงความคิดเห็นโดยสุจริต ทั้งนี้ เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นได้มีการรับรองและคุ้มครองไว้ในบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560

2. การคัดค้านโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินเป็นการปกป้องสิทธิในการมีเงื่อนไขอันจำเป็นต่อสุขภาพตามกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม และเป็นการปกป้องสิทธิในสุขภาพของประชาชนอันเป็นหน้าที่โดยตรงของแพทย์ตามธรรมนูญขององค์การอนามัยโลก โดยประเทศไทยได้เข้าเป็นภาคีในกติการะหว่างประเทศทั้งสองฉบับ รวมทั้งยังเป็นการปกป้องสิทธิในการดํารงชีวิตในสิ่งแวดล้อมและสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อสุขภาพ ตามมาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2550

3. การเข้าร่วมคัดค้านโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินของ นพ.สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ เป็นการแสดงความคิดเห็นโดยสุจริตและไม่ขัดต่อจรรยาบรรณแห่งวิชาชีพ ข้อบังคับแพทยสภาว่าด้วยการรักษาจริยธรรมแห่งวิชาชีพเวชกรรม พ.ศ. 2549 และยังเป็นสิทธิและเสรีภาพที่มีการรับรองไว้ในบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 จึงมิได้เข้าข่ายการยุยงปลุกปั่นให้เกิดความแตกแยกและสร้างความวุ่นวาย อันจะเป็นภัยต่อความมั่นคงหรือกระทบกระเทือนต่อการสร้างความสามัคคีปรองดองแต่อย่างใด

จึงขอเรียกร้องให้หน่วยงานต้นสังกัดดำเนินการตรวจสอบข้อร้องเรียนดังกล่าวด้วยกระบวนการที่ถูกต้องชอบธรรม และรับฟังข้อเท็จจริงจากทุกฝ่าย 9 เมษายน 2560

แถลงการณ์กรณีพลทหารยุทธกินันท์ บุญเนียม ถูกซ้อมจนเสียชีวิต ขณะถูกขังในเรือนจำมณฑลทหารบกที่ 45 ค่ายวิภาวดีรังสิต จ.สุราษฎร์ธานี

เผยแพร่วันที่ 6 เมษายน 2560

 

แถลงการณ์กรณีพลทหารยุทธกินันท์ บุญเนียม ถูกซ้อมจนเสียชีวิต
ขณะถูกขังในเรือนจำ
มณฑลทหารบกที่ 45 ค่ายวิภาวดีรังสิต .สุราษฎร์ธานี

     สืบเนื่องจากกรณีที่มีรายงานข่าวอย่างกว้างขวาง เรื่องพลทหารยุทธกินันท์ บุญเนียม ทหารกองประจำการค่ายวิภาวดีรังสิต มณฑลทหารบกที่ 45 จ.สุราษฎร์ธานี กระทำความผิดทางวินัยจนถูกสั่งขังภายในเรือนจำมณฑลทหารบกที่ 45 ค่ายวิภาวดีรังสิต และต่อมาถูกทำโทษภายในเรือนจำค่ายดังกล่าว โดยถูก ซ้อม ทำร้ายร่างกายด้วยวิธีการทรมาน หรือทารุณโหดร้าย จนเป็นเหตุให้พลทหารยุทธกินันท์ บุญเนียม
ถึงแก่ความตาย เมื่อวันที่ 1 เมษายน 2560 นั้น

จากสาเหตุดังกล่าวข้างต้น มูลนิธิผสานวัฒนธรรมขอตั้งข้อสังเกตุดังต่อไปนี้

  1. มูลนิธิผสานวัฒนธรรมเห็นว่าเหตุการณ์เช่นนี้ไม่ใช่กรณีแรกและพบว่าในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาเหตุการณ์เช่นนี้ยังคงเกิดขึ้นอยู่เนืองๆ อาทิเช่น เมื่อปี 2554 กรณีพลทหารวิเชียร เผือกสม ถูกครูฝึกหน่วยฝึกทหารใหม่ลงโทษด้วยวิธีการซ้อมทำร้ายร่างกายจนถึงแก่ความตาย ปี 2559
    กรณีสิบโทกิตติกร สุธีรพันธ์ ผู้ต้องขังเรื่องจำมณฑลทหารบกที่ 25 ค่ายวีรวัฒน์โยธิน จ.สุรินทร์
    ถูกผู้คุมเรือนจำทหารกับพวกร่วมกันทำร้ายร่างกายจนถึงแก่ความตาย เป็นต้น
  2. ภายใต้ข้อกำหนด พระราชบัญญัติว่าด้วยวินัยทางทหาร พ.ศ. 2476 กำหนดให้ทหารที่กระทำผิดวินัยทหารนั้น อาจถูกลงโทษตามความร้ายแรงของความผิดที่กระทำ 5 ประการคือ (1) ภาคทัณฑ์ คือ ผู้กระทําผิดมีความผิด อันควร ต้องรับทัณฑ์สถานหนึ่ง สถานใดดังกล่าวมาแล้ว แต่มีเหตุอันควรปราณี จึงเป็นแต่แสดงความผิดของผู้นั้น ให้ปรากฏหรือให้ทํา ทัณฑ์บนไว้ (2) ทัณฑกรรมนั้น ให้กระทําการสุขา การโยธา ฯลฯ เพิ่มจากหน้าที่ประจําซึ่งตนจะต้อง ปฏิบัติอยู่แล้ว หรือปรับให้อยู่เวรยาม นอกจากหน้าที่ประจํา (3) กัก คือ กักตัวไว้ในบริเวณใดบริเวณหนึ่งตาม แต่จะกําหนดให้ (4) ขังคือขังในที่ควบคุมแต่เฉพาะคนเดียวหรือรวมกันหลายคนแล้วแต่จะได้มีคําสั่ง (5) จําขัง คือ ขังโดยส่งไปฝากให้อยู่ในความควบคุมของเรือนจําทหารนอกจากทัณฑ์ที่กล่าวไว้นี้ ห้ามมิให้คิดขึ้นใหม่หรือ ใช้วิธีลงทัณฑ์อย่างอื่นเป็นอันขาดอาการบาดเจ็บสาหัสของพลทหารทั้งสองคนจนกระทั่งมีคนหนึ่งเสียชีวิตนั้นแสดงให้เห็นว่าวิธีการที่ผู้บังคับบัญชาใช้ในการลงโทษทางวินัยพลทหารทั้งสองนั้นเป็นวิธีการที่ผิดไปจากกฎหมาย กำหนดอย่างชัดเจน
  3. ถ้าหากปรากฎว่าการกระทำดังกล่าวข้างต้นเป็นการลงโทษพลทหารยุทธกินันท์ บุญเนียม ก็ถือว่าเป็นการปฏิบัติอันไม่เป็นไปตามวิธีการที่กฎหมายกำหนด นอกจากนี้ยังถือเป็นการกระทำที่ขัดต่อกฎหมายทหารด้วย และยังเป็นการกระทำที่ขัดกับกฎหมายระหว่างประเทศด้านสิทธิมนุษยชน ซึ่งประเทศไทยเป็นภาคีอยู่ พบว่าประเทศไทยยังขาดหลักประกันทางกฎหมายและแนวทางปฏิบัติที่จะยุติการซ่อมทหารจนเป็นเหตุให้ถึงแก่บาดเจ็บและเสียชีวิต จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ประเทศไทยต้องปฏิบัติตามพันธกรณีตามอนุสัญญาต่อต้านการทรมานหรือการประติบัติอื่นที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม หรือที่ย่ำยีศักดิ์ศรี โดยกำหนดให้ การทรมาน เป็นความผิดทางอาญา  เพื่อเป็นมาตรการทางกฎหมายที่จะสามารถนำผู้กระทำความผิดเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม กำหนดมาตรการในการป้องกัน และการสืบสวนสอบสวนคดีทรมานที่มีประสิทธิภาพ ตรงไปตรงมาได้ โดยเฉพาะการซ้อมทรมานที่เกิดขึ้นในค่ายทหาร
  1. การตายในระหว่างการควบคุมตัวโดยเจ้าหน้าที่เป็นกรณีที่ตรวจสอบยาก โดยเฉพาะการตายโดยผิดธรรมชาติ หรือถูกทำร้ายหรือซ้อมทรมานด้วยวิธีการต่างๆจนถึงแก่ความตายนั้น ต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายหน่วยงาน โดยเฉพาะแพทย์นิติเวชที่ต้องทำการผ่าพิสูจน์ศพ
    เพื่อหาสาเหตุการตายที่แท้จริง
  1. การสืบสวนสอบสวนการตายในระหว่างควบคุมตัวของเจ้าหน้าที่ ต้องการเจ้าหน้าที่สืบสวนสอบสวนที่เป็นอิสระ เป็นมืออาชีพ มีความรู้ความเชี่ยวชาญเป็นพิเศษ และมีอำนาจ เพราะเป็นกรณีเจ้าหน้าที่รัฐที่มีอิทธิพลอาจเกี่ยวข้องกับการตายดังกล่าว ดังนั้นเจ้าหน้าที่ตำรวจที่เป็นพนักงานสอบสวนสำนวนการตายในกรณีเช่นนี้ จะต้องมีความพยายามมากขึ้นในการที่จะเข้าตรวจสอบสถานที่เกิดเหตุ เพื่อให้ข้อมูลครบถ้วนและให้ความจริงปรากฏมากที่สุด เพื่อให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย เจ้าหน้าที่ตำรวจที่ต้องเข้าตรวจสถานที่เกิดเหตุที่เป็นสถานที่ของทางราชการฯ หรือของหน่วยงานอื่น อาจไม่ได้รับความร่วมมือจากเจ้าของสถานที่  หรือยังไม่มีความเป็นกลาง ปราศจากอคติ หรือเป็นมืออาชีพมากพอ  ส่งผลให้ไม่สามารถนำข้อเท็จจริงเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมได้ตรงและสอดคล้องกับความจริง ทำให้ไม่อาจพิสูจน์ความจริง หรือคดีไม่กระจ่างและคงไว้ซึ่งความสงสัยของสังคมและญาติส่งผลให้ประชาชนขาดความมั่นใจในกระบวนการยุติธรรมไทย

จากเหตุดังกล่าวมูลนิธิผสานวัฒนธรรม มีข้อเสนอแนะและขอเรียกร้องดังต่อไปนี้

  1. ขอให้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการที่เป็นอิสระ ซึ่งประกอบไปด้วยผู้มีความรู้ ความเชี่ยวชาญ และมีอำนาจให้สอบข้อเท็จจริงกรณีนี้อย่างเร่งด่วนและโปร่งใส และหากพบว่ามีผู้กระทำความผิด ต้องนำตัวผู้กระทำผิดมารับโทษทั้งทางวินัยและทางอาญา เช่น ผู้บัญชาการผู้มีอำนาจสั่งพักราชการเจ้าหน้าที่ในสังกัดของตนที่อาจมีส่วนเกี่ยวข้องหรือรับผิดชอบต่อการบาดเจ็บและเสียชีวิตของพลทหารยุทธกินันท์ บุญเนียม โดยทันที และจัดการเยียวยาให้ครอบครัวผู้เสียหายอย่างเหมาะสมต่อความเสียหายที่เกิดขึ้น
  1. ขอให้ทางกองทัพ มีการปรับปรุง เปลี่ยนแปลง หรือแก้ไข นโยบาย แบบแผน ทัศนคติ เกี่ยวกับการปฏิบัติต่อเจ้าหน้าที่ในสังกัดของตน กรณีที่เจ้าหน้าที่ในสังกัดของตนตกเป็นผู้กระทำผิดทางวินัย หรือทางอาญา ให้มีการปฏิบัติอันเป็นไปตามวิธีการที่กฎหมายกำหนด และไม่เป็นการกระทำอันละเมิดต่อสิทธิมนุษยชน ตลอดจนมิใช่การกระทำอื่นใดนอกเหนือวิธีการอันกฎหมายกำหนดไว้ เช่น การทำร้ายร่างกายทหารที่กระทำผิดวินัยโดยวิธีอันทารุณโหดร้าย เป็นต้น
  1. ขอให้รัฐบาลปฏิบัติตามข้อเสนอแนะที่ได้รับจาก คณะกรรมการการต่อต้านการทรมาน องค์กรสหประชาชาติ ว่าด้วย (ก) ตรวจสอบให้แน่ใจว่ามีการตรวจเยี่ยมสถานที่ควบคุมตัวทั้งหมดอย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งโดยการตรวจเยี่ยมปกติ และการตรวจเยี่ยมโดยไม่แจ้งให้ทราบล่วงหน้า โดยการตรวจสอบระดับชาติและระดับระหว่างประเทศ ที่เป็นอิสระ การตรวจสอบยังรวมถึงการตรวจสอบจากองค์กรเอกชน เพื่อป้องกันการทรมานและการประติบัติและการลงโทษที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม หรือย่ำยีศักดิ์ศรี(ข) นำเสนอข้อเสนอแนะจากการตรวจเยี่ยมเผยแพร่สู่สาธารณะ และติดตามผลของระบบการตรวจสอบดังกล่าว (ค) เก็บรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับสถานที่ เวลา และระยะเวลา การตรวจสอบ รวมถึงการตรวจเยี่ยมโดยไม่แจ้งล่วงหน้า ตามสถานที่ที่ทำให้สูญสิ้นเสรีภาพ ตลอดจนข้อค้นพบและการติดตามผลของการตรวจเยี่ยมดังกล่าว (ง) ให้สัตยาบันพิธีสารเลือกรับของอนุสัญญาต่อต้านการทรมานและประติบัติ หรือการลงโทษที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม หรือย่ำยีศักดิ์ศรี และจัดตั้งกลไกป้องกันแห่งชาติ
  1. ขอให้กองทัพดำเนินการสำรวจตรวจสอบเรือนจำภายใต้สังกัดของตนทั้งหมด และปรับปรุง แก้ไขทั้งในด้านสถานที่ กฎระเบียบ ตลอดจนการกำกับดูแลให้เป็นไปตาม “ข้อกำหนดมาตรฐานขั้นต่ำในการปฏิบัติต่อผู้ต้องขัง” ของสหประชาชาติ หรือ ที่เรียกว่า “ข้อกำหนดแมนเดลา”
    (Mandela Rule) เนื่องด้วยเรือนจำทหารบางพื้นที่มีสถานที่ที่จำกัดไม่เพียงพอต่ออัตราส่วนของนักโทษในเรือนจำ ตลอดจนบุคคลากรหรือผู้ควบคุมดูแลนักโทษไม่เพียงพอเมื่อเทียบอัตราส่วนของผู้ควบคุมต่อจำนวนผู้ต้องขัง หรือบ้างยังขาดความรู้ความเข้าใจในการปฏิบัติหน้าที่ ตลอดจนทัศนคติการเคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของผู้ต้องขัง และผู้บังคับบัญชาขาดการตรวจสอบดูแล

ทั้งนี้มูลนิธิผสานวัฒนธรรมขอสนับสนุนท่าทีของผู้บัญชาการทหารบกต่อกรณีดังกล่าวและที่ได้เน้นย้ำให้ผู้บังคับบัญชาได้ปฏิบัติตามกฎระเบียบอย่างเคร่งครัด ทั้งกำชับให้เจ้าหน้าที่ทหารให้ความร่วมมือกับพนักงานสอบสวนอย่างเต็มที่ในการคลี่คลายคดีนี้ อันส่งผลให้การสืบสวนสอบสวนเป็นไปอย่างรวดเร็ว จนศาลสามารถออกหมายจับและจับกุมทหารที่ตกเป็นผู้ต้องหาได้หลายคน

มูลนิธิผสานวัฒนธรรมขอแสดงความเสียใจต่อครอบครัวของพลทหารยุทธกินันท์ บุญเนียมจากการที่ต้องสูญเสียบุคคลอันเป็นที่รักยิ่งของครอบครัว และคาดหวังว่าจะได้รับความเป็นธรรมและการชดใช้เยียวยาการละเมิอสิทธิมนุษยชนที่ร้ายแรงในกรณีนี้ เหตุการณ์ในครั้งนี้และหลายเหตุการณ์ที่ผ่านมาจะเป็นความทรงจำที่ก่อให้เกิดบทเรียนแก่กองทัพ เพื่อทางกองทัพจะดำเนินการ ปรับปรุง เปลี่ยนแปลง แก้ไข นโยบาย แบบแผน หรือปัจจัยอื่นๆ เพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้นอีกในภายภาคหน้า

ข้อมูลเพิ่มเติมติดต่อได้ที่ : นางณัฐาศิริ เบิร์กแมน ทนายความ 085-1208077

แถลงการณ์กรณีพลทหารยุทธกินันท์ ถูกซ้อม ณ ค่ายวิภาวิดีรังสิต pdf