Feeds:
Posts
Comments

สมาคมนักกฎหมายสิทธิมนุษยชน (สนส.)
เผยแพร่วันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2558

ใบแจ้งข่าว

นัดฟังคำสั่งศาลอุทธรณ์ ภาค 7

คดีขอให้ปล่อยตัวนายบิลลี่จากการควบคุมตัวโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย

วันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2558 เวลา 09.00 น. ที่ศาลจังหวัดเพชรบุรี มีนัดฟังคำสั่งศาลอุทธรณ์ ภาค 7 ในคดีการขอให้ปล่อยตัวนายพอละจี รักจงเจริญ หรือนายบิลลี่ ที่ถูกควบคุมตัวโดยมิชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งภรรยาของนายบิลลี่ได้ยื่นอุทธรณ์เมื่อวันที่ 16 กันยายน 2557 หลังศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง

เมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม 2557 ศาลจังหวัดเพชรบุรีได้มีคำสั่งยกคำร้อง ในคดีหมายเลขดำที่ พิเศษ 1/2557 จากกรณีนางสาวพิณนภา พฤกษาพรรณ ภรรยาของนายบิลลี่ ยื่นคำร้องขอให้ไต่สวนการควบคุมตัวโดยมิชอบด้วยกฎหมายของเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน ต่อมาภรรยาของนายบิลลี่และทนายความ ได้ยื่นอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ยกคำร้อง โดยอุทธรณ์ดังกล่าวโต้แย้งว่า คำให้การของพยานแต่ละปาก ทั้งเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติแก่งกระจานและนักศึกษาฝึกงาน เบิกความไม่ตรงกัน มีข้อพิรุธ ขัดต่อหลักเหตุผล อีกทั้ง นายชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร หัวหน้าอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน ผู้ที่อยู่กับนายบิลลี่เป็นครั้งสุดท้าย มีเหตุโกรธเคืองกับนายบิลลี่มาก่อนในกรณีการขับไล่ เผาบ้านเรือนของชาวกะเหรี่ยงโป่งลึก บางกลอย ในปี 2554 จนนำไปสู่การฟ้องร้องต่อศาลปกครองกลาง ในคดีดังกล่าวมีนายบิลลี่ เป็นผู้ประสานงาน ประกอบกับ ประเทศไทยในฐานะรัฐภาคีของอนุสัญญาด้านสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศด้วยการลงนามอนุสัญญาว่าด้วยการป้องกันบุคคลทุกคนจากการหายสาบสูญโดยถูกบังคับต้องคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของบุคคล ที่จะไม่ถูกบังคับให้สูญหายและรัฐมีหน้าที่ต้องค้นหาความจริง

คดีนี้สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 17 เมษายน 2557 นายบิลลี่ นักต่อสู้เพื่อสิทธิมนุษยชนชาวกะเหรี่ยงบ้านโป่งลึก-บางกลอย ถูกนายชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร หัวหน้าอุทยานแห่งชาติแก่งกระจานควบคุมตัวและได้หายตัวไปในระหว่างการควบคุมตัวดังกล่าว ภรรยาของนายบิลลี่จึงดำเนินการใช้มาตรการทางกฎหมาย โดยยื่นคำร้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 90 ต่อศาล เพื่อขอให้มีการไต่สวนฉุกเฉิน ในการค้นหาความจริงของการควบคุมตัวนายบิลลี่

ข้อมูลเพิ่มเติม ติดต่อ

วราภรณ์ อุทัยรังษี(ทนายความ) 084-8091997


สมาคมนักกฎหมายสิทธิมนุษยชน (สนส.)
โทรศัพท์ /แฟ๊กซ์ : 02-6930682
อีเมล์ : hrla2008@gmail.com
http://www.naksit.org

25580224-145940.jpg

แถลงการณ์เครือข่ายชนเผ่าพื้นเมืองแห่งประเทศไทย ในนาม 37 องค์การด้านสาธารณสุข

เรียกร้อง รมช.สธ. เสนอเพิ่มกลุ่มคนไร้สถานะกว่า 2 แสนคนให้ได้สิทธิรักษาพยาบาลทันทีไม่ต้องรอเสนอพร้อมแผนยุทธศาสตร์ฯ

22 กุมภาพันธ์ 2558

การพัฒนาระบบการเข้าถึงบริการสุขภาพและพัฒนาหน่วยบริการสุขภาพสำหรับประชากรที่มีความต้องการบริการรูปแบบพิเศษ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเข้าถึงบริการสำหรับ ประชากรที่มีปัญหาสถานะและสิทธิ์ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นกลุ่มชนเผ่านั้น เป็นหนึ่งในนโยบาย 10 ข้อที่ ศ.นพ.รัชตะ รัชตะนาวิน รมว.สธ. และ นพ.สมศักดิ์ ชุณหรัศมิ์ รมช.สธ. ประกาศเมื่อครั้งรับตำแหน่งเมื่อวันที่ 13 ก.ย.57 และที่ผ่านมาก็เริ่มเห็นแนวทางการดำเนินการที่เป็นรูปธรรมบ้าง แต่ยังมีปัญหาบางประการ ที่ 37 องค์กรสาธารณสุข เห็นว่าหาก นพ.สมศักดิ์ รมช.สธ.ซึ่งรับหน้าที่ขับเคลื่อนนโยบายข้อนี้ยังคงดึงดันในแนวทางเดิม น่าจะสร้างความเสียหายให้กับประชาชนที่มีปัญหาสถานะและสิทธิ์

ขณะเดียวกัน ในวันจันทร์ที่ 23 ก.พ.นี้ นพ.สมศักดิ์ ได้จัดให้มีการประชุมเพื่อจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบายในการจัดการสิทธิในบริการสาธารณสุขให้แก่คนที่มีปัญหาการรับรองสถานะบุคคลตามกฎหมาย และระบุว่า จะมีการพิจารณาจำนวนคนไร้สถานะให้ถูกต้อง อย่างไรก็ตามยังมีประเด็นสำคัญ ที่เครือข่ายชนเผ่าพื้นเมืองแห่งประเทศไทย และ37 องค์กรสาธารณสุขมีความกังวล และขอเรียกร้องดังนี้

1.ขอให้ปลดปล่อยคนไร้สถานะ 208,631 คนให้เป็นอิสระโดยทันที เร่งนำเสนอข้อเสนอภาคประชาชนให้ ครม.พิจารณาอนุมัติเพิ่มกลุ่มบุคคลเข้าสู่กองทุนให้สิทธิ(คืนสิทธิ)ขั้นพื้นฐานด้านสาธารณสุขสำหรับบุคคลผู้มีปัญหาสถานะและสิทธิ ตามมติครม. 23 มี.ค.53 ทันที ไม่ต้องรอนำเสนอเข้าพร้อมกับแผนยุทธศาสตร์การจัดการสิทธิในบริการสาธารณสุขของบุคคลที่มีปัญหาสถานะและสิทธิในภาพรวม เพราะกลุ่มคนไร้สถานะกลุ่มนี้เป็นกลุ่มที่ตกหล่น ยิ่งรอนานยิ่งมีผลกระทบกับประชาชน ละเมิดสิทธิมนุษยชนประชาชนมากขึ้นไปอีก และสร้างภาระให้กับโรงพยาบาลมากยิ่งขึ้น

2.เห็นด้วยที่ รมช.สธ.จะมีการจัดทำเป็นแผนยุทธศาสตร์การจัดการสิทธิในบริการสาธารณสุขของบุคคลที่มีปัญหาสถานะและสิทธิในภาพรวม แต่ขอให้กระบวนการจัดทำแผนยุทธศาสตร์ฯ ของ รมช.สธ.เปิดกว้างให้ผู้มีส่วนร่วมได้จัดทำแผนยุทธศาสตร์อย่างรอบคอบ ตอบสนองสถานการณ์ปัญหาที่เกิดขึ้นจริงด้วย

ที่ผ่านมา 37 องค์กรฯ เคยเข้าพบเพื่อพูดคุยและหารือกับหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องมา 5 ครั้งแล้ว แต่ก็ยังไม่มีความคืบหน้าใดๆ และยังไม่ตอบสนองข้อเรียกร้องของภาคประชาชนที่ต้องการให้เสนอครม.พิจารณาเพิ่มคนไร้สถานะให้ได้รับสิทธิรักษาฯ โดยไม่ต้องรอเสนอพร้อมแผนยุทธศาสตร์ฯ ดังนั้น การประชุมวันที่ 23 ก.พ. เครือข่ายชนเผ่าพื้นเมืองฯ ไม่ขอเข้าร่วมประชุมอีก แต่ขอยืนยันในข้อเรียกร้องเดิม 2 ข้อข้างต้นนี้

แม้ 2 รัฐมนตรีจะประกาศเป็นนโยบายตั้งแต่เมื่อครั้งรับตำแหน่ง 13 ก.ย.57 แต่เวลาล่วงเลยจนบัดนี้เวลาเกือบ 6 เดือนแล้ว ยังไร้ความคืบหน้า หากจะรอนำเสนอเพิ่มกลุ่มคนไร้สถานะให้ได้รับสิทธิรักษาพยาบาลเป็นส่วนหนึ่งกับแผนยุทธศาสตร์ ก็ยิ่งจะมีความล่าช้าเข้าไปอีก

ปลดปล่อยเราเท่ากับปลดปล่อยตัวท่านเอง

เครือข่ายชนเผ่าพื้นเมืองแห่งประเทศไทย ในนาม 37 องค์การด้านสาธารณสุข

: สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม นายวิวัฒน์ ตามี่ กองเลขาเครือข่ายชนเผ่าพื้นเมืองแห่งประเทศไทย 082-3814040

25580222-112612.jpg

>> ขั้นตอนการขออนุญาตเยี่ยมญาติในเรือนจำผ่านระบบจอภาพ (Video Conference)
. ผู้เข้าเยี่ยมผ่านระบบจอภาพ จะต้องแสดงบัตรประชาชนหรือหลักฐานอย่างใดอย่างหนึ่งที่ทางราชการออกให้ (ต้องมีเลขประจำตัวประชาชน) พร้อมแจ้งรายชื่อผู้ต้องขังที่ต้องการจะเยี่ยม เพื่อให้เจ้าหน้าที่ลงในทะเบียนคุมระบบเยี่ยมญาติผ่านจอภาพ
. ระยะเวลาในการแจ้งความประสงค์เยี่ยมผู้ต้องขัง จะใช้เวลาประมาณ ๑ ชั่วโมง ก่อนการเยี่ยมผู้ต้องขัง
. ผู้เข้าเยี่ยมผ่านระบบจอภาพแจ้งความประสงค์เยี่ยมผู้ต้องขัง ได้ไม่เกินเวลา ๑๔.๐๐ นาฬิกา
. รอฟังรายชื่อและเข้าเยี่ยมภายในห้องเยี่ยมญาติผ่านจอภาพ ไม่เกิน ๓๐ นาทีต่อครั้ง

>> ขั้นตอนการจองเยี่ยมญาติในเรือนจำผ่านจอภาพ สำนักงานยุติธรรมจังหวัดปัตตานี
 จองเยี่ยมผ่านทาง E-mail : pattanijustice@gmail.com
 จองเยี่ยมผ่านทางหมายเลขโทรศัพท์ ๐๗๓-๓๓๔๐๓๑, ๐๗๓-๓๓๔๐๓๒ ในวันเวลาราชการ
 หรือมาที่ สนง.ยุติธรรมจังหวัดปัตตานี ๔๙/๗ ถ.กะลาพอ ต.จะบังติกอ อ.เมือง จ.ปัตตานี ๙๔๐๐๐

>> ขั้นตอนการจองเยี่ยมญาติในเรือนจำผ่านจอภาพ ศูนย์ยุติธรรมชุมชนอำเภอสายบุรี
 จองเยี่ยมผ่านทาง E-mail : ace.saiburi@gmail.com
 จองเยี่ยมผ่านทางหมายเลขโทรศัพท์ ๐๗๓-๓๓๐๘๒๘, ๐๘๔-๘๕๙-๖๔๓๑ ในวันเวลาราชการ
 หรือมาที่ศูนย์ฯ เลขที่ ๗๘ ม.๑ (บ้านทุ่งน้อย) ต.ละหาร อ.สายบุรี จ.ปัตตานี ๙๔๑๑๐

>> เงื่อนไขในการเยี่ยม
. วันและเวลาในการเยี่ยม เริ่มเวลา ๐๙.๐๐ – ๑๕.๐๐ น.
 วันจันทร์​สำนักงานยุติธรรมจังหวัดปัตตานี กับ เรือนจำกลางสงขลา​
 วันอังคาร​ศูนย์ยุติธรรมชุมชนอำเภอสายบุรี กับ เรือนจำกลางสงขลา
 วันพุธ​ศูนย์ยุติธรรมชุมชนอำเภอสายบุรี กับ เรือนจำกลางปัตตานี
 วันพฤหัส​สำนักงานยุติธรรมจังหวัดปัตตานี กับ เรือนจำกลางปัตตานี
** จำนวนครั้งในการเยี่ยมแต่ละจุดให้บริการ จำนวน ๑ ครั้ง/สัปดาห์
. จำนวนญาติเข้าเยี่ยมในแต่ละครั้ง อนุญาตเข้าเยี่ยมได้ทุกคน ต่อ ผู้ต้องขัง ๑ คน
. การแต่งกายของผู้เข้าเยี่ยมในแต่ละครั้ง จะต้องแต่งกายสุภาพและแสดงกริยามารยาทอันดีงาม
. พูดภาษาไทยหรือภาษามลายู และออกเสียงให้ดังพอที่พนักงานเจ้าหน้าที่ผู้ควบคุมอยู่ ณ ที่นั้นได้ยิน จะพูดภาษาอื่นได้ต่อเมื่อได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่
. ยินยอมให้พนักงานเจ้าหน้าที่ฟังการสนทนา บันทึกเสียงและภาพในการพูดคุย และตัดการสื่อสาร หากเห็นว่าข้อความที่สนทนาเป็นไปโดยไม่เหมาะสม
. ข้อห้ามต่างๆ
 ห้ามถ่ายภาพ, วีดีโอ, วีดีทัศน์, ภาพยนตร์
 ห้ามใช้เครื่องบันทึกเสียง
 ห้ามนำโทรศัพท์เข้าในห้องเยี่ยมผู้ต้องขังผ่านจอภาพ

>> คุณสมบัติของผู้ต้องขังที่ได้รับการเยี่ยม
 จะต้องไม่อยู่ในเงื่อนไขห้ามเยี่ยมของกรมราชทันฑ์
 ผู้ต้องขังที่ได้รับการเยี่ยม จะได้รับการเยี่ยม สัปดาห์ละ ๑ ครั้ง (ของจุดให้บริการเยี่ยมผู้ต้องขังแต่ละแห่ง)

>> ญาติที่จะเข้าเยี่ยมผู้ต้องขัง
 จะต้องเกี่ยวดองเป็นญาติกับผู้ต้องขังดังนี้ คือ บิดา มารดา ภรรยา บุตร พี่ น้อง ปู่ ยา ตา ยาย ของผู้ต้องขัง แต่ในกรณีผู้ต้องขังไม่มีญาติมาติดต่อขอเยี่ยมให้ผู้บัญชาการเรือนจำหรือผู้อำนวยการทัณฑสถาน ใช้ดุลยพินิจในการพิจารณาอนุญาตให้บุคคลอื่นนอกเหนือจากบุคคลดังกล่าวข้างต้นเยี่ยมได้
 ญาติที่เข้าเยี่ยมผู้ต้องขังทุกคน จะต้องแสดงบัตรประจำตัวประชาชนหรือหลักฐานอย่างหนึ่งอย่างใดที่ทางราชการออกให้ (ต้องมีเลขประจำตัวประชาชน) เพื่อแสดงตัวเมื่อเข้าเยี่ยมญาติ
 ผู้เข้าเยี่ยมทุกคนจะต้องปฏิบัติตามระเบียบราชการและเชื่อฟังคำแนะนำของเจ้าหน้าที่อย่างเคร่งครัด

25580221-201805.jpg

25580221-201930.jpg

25580221-201915.jpg

เผยแพร่วันที่21กพ.2558
มูลนิธิผสานวัฒนธรรมและกลุ่มด้วยใจ

แถลงการณ์

แสดงความเสียใจต่อเหตุการณ์ระเบิดที่จังหวัดนราธิวาส
เสนอแนะให้ทุกฝ่ายอดทนอดกั้น ยึดมั่นแนวทางสันติ

จากเหตุการณ์เมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2558 ทำให้เกิดความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สินต่อประชาชนผู้บริสุทธิ์ ในพื้นที่สาธารณะ​ เบื้องต้นมีผู้เสียชีวิตจำนวน 1 ราย ได้รับบาดเจ็บจำนวน 15 รายในจำนวนที่ทราบรายชื่อพบว่า เป็นเจ้าหน้าที่รัฐ 2 ราย นอกนั้นเป็นพลเรือนโดยเฉพาะมีผู้หญิงจำนวน 8 ราย โดยเหตุเกิดในอำเภอเมือง จังหวัด นราธิวาส

แม้ว่าจะมีความพยายามของหน่วยฝ่ายความมั่นคงด้วยความร่วมมือของหลายฝ่ายในการป้องกันเหตุการณ์ความรุนแรง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในห้วงเวลาที่มีกิจกรรมที่สำคัญ เช่น เทศกาลตรุษจีน การเดินสานใจสู่สันติชายแดนใต้ระหว่างวันที่ 15-21 กุมภาพันธ์ การติดตามจับกุมผู้ต้องสงสัยและพบอาวุธอย่างต่อเนื่องอาจเป็นผลให้เกิดการโต้ตอบ รวมทั้งความพยายามในการนำการพูดคุยสันติภาพขึ้นมาสู่โต๊ะเจรจาของฝ่ายรัฐบาลในระยะเวลาอันใกล้นี้ ข้อสังเกตเหล่านี้อาจเป็นเหตุผลหรือการก่อเหตุเชิงสัญลักษณ์ที่สื่อสารไปได้ว่ากลุ่มก่อความไม่สงบยังมีศักยภาพในการก่อเหตุด้วยอนุภาพอาวุธร้ายแรงเช่นระเบิดในที่สาธารณะได้

แม้จะมีข้อกล่าวอ้างข้างต้นแต่ก็ไม่มีเหตุผลใดที่จะสร้างความชอบธรรมให้กับการวางระเบิดโดยไม่มีเป้าหมายทางการทหารอย่างชัดเจน การวางระเบิดมุ่งประสงค์่ต่อความเสียหายทั้งชีวิตและทรัพย์สินต่อประชาชนผู้บริสุทธิ์ เป็นการละเมิดกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ เป็นอาชญกรรมที่โหดร้าย

ผลกระทบที่เกิดขึ้นไม่เพียงแต่จะทำให้เกิดความสูญเสียทั้งร่างกายและทรัพย์สิน แต่ยังส่งผลระยะยาวถึงศักยภาพของประชาชนในการดำรงชีวิต ความสูญเสียทางเศรษฐกิจ ทั้งจากความพิการ หรือผลกระทบทางด้านจิตใจที่กว่าจะฟื้นคืนได้ต้องใช้เวลายาวนาน ดังที่ปรากฏในรายงานเหตุระเบิดเมืองปัตตานีเมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม 2557 ของกลุ่มด้วยใจ​ นอกจากนี้ เหตุระเบิดยังเป็นการส่งเสริมให้วงจรของความรุนแรงยังคงอยู่ นอกจากนี้ยังส่งผลลบต่อบรรยากาศการเจรจาสันติภาพซึ่งเป็นการแก้ปัญหาที่ยั่งยืน ที่กำลังจะเกิดขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

มูลนิธิผสานวัฒนธรรมและกลุ่มด้วยใจขอเรียกร้องให้กลุ่มติดอาวุธไม่ว่าฝ่ายใดหลีกเลี่ยงการใช้อาวุธประหัตประหารและก่อเหตุทางทหารในพื้นที่สาธารณะเพื่อหลี่กเลี่ยงความเสียหายต่อผู้บริสุทธิ์ การนำบุคคลต้องสงสัยเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมต้องเคารพหลักกฎหมายและหลักสิทธิมนุษยชนอย่างเคร่งครัด การเยียวยาให้ความช่วยเหลือต่อผู้เสียหายทั้งทรัพย์สินและผู้ได้รับบาดเจ็บจะต้องดำเนินการอย่างทันทีเหมาะสมเพียงใด รวมทั้งการฟื้นฟูสภาพจิตใจของผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุระเบิดในระยะยาว ความอดทนอดกลั้นของทุกฝ่ายจะช่วยปกป้องคุ้มครองผู้บริสุทธิ์ ระหว่างทางที่หลายฝ่ายกำลังหาทางแก้ไขปัญหาความขัดแย้งนี้ด้วยแนวทางสันติวิธี

—–

25580221-114445.jpg

25580221-114707.jpg

Muslim Attorney Center and Cross Cultural Foundation
For immediate release on 3 February 2015

Press Release

Administrative Court accepts to hear the case and waive court fees for relatives of EJE victim, the second case of its kind

Villagers were subjected to extrajudicial killings at Ban Sanae, Narathiwat

—————————————————–

​On 2 February 2015, legal representatives of the plaintiffs were informed by the Songkhlka Administrative Court via a court writ that the Court has accepted to hear the case filed since 28 January 2015 as the Black Case no. 155/2557. In this case, Ms. Zamziya Hayimatalo, and her three young children with the mother of the slain villager, as the plaintiffs no. 1-5, have brought a suit against and demanded compensation from the Royal Thai Police and the Office of the Prime Minister, the defendants no. 1 and 2 as police officials under their charge have allegedly fired at Mr. Supiang Salae causing him to die on 5 October 2013 at Ban Sanae, Tambon Riang, Muang District, Narathiwat. All the five plaintiffs were allowed to waive the court fees. Insofar, in all cases related to the murder in the village, the Songkhla Administrative Court has exempted the plaintiffs from paying the court fees including the cases concerning the deaths of Mr. Supiang Salae and Mr. Usaman Tengsamae (the latter case was accepted by the Administrative Court on 22 January 2015 as the Black Case no. 156/2557 with the waiver of the court fees).

The lawsuits filed with the Administrative Court to demand damages are related to an incidence which took place on 5 October 2013 in which police officials from the Southern Border Provinces Police Operation Center (SBPPOC) in combined forces with the military have raided Ban Sanae, Moo 1, Tambon Riang, Muang District, Narathiwat. While the military officials were cordoning off, different units of the police forces moved in to conduct a search and apprehend suspects related to insurgency groups. While cordoning the house no. 12/4 in the village, Mr. Supiang Salae and Mr. Usaman Tengsamae voluntarily came out and identified themselves to the searching officials and no illegal weapons or materials were found in their home. Each of them was tied with plastic wraps on their hands and was brought to a holding place with a group of other persons under apprehension outside the village. After that, there was some gunfire exchange between the police and some suspects who still hid themselves in the house. After calm has returned, two persons who exchanged gunfire with the police were found injured (and later died). At the moment, the police have brought Mr. Supiang Salae and Mr. Usaman Tengsamae who were under restraint back to the crime scene. First, Mr. Supiang Salae was brought inside the house, while Mr. Usaman Tengsamae was brought to a rubber plantation behind the house. The officials claimed the two persons were brought there to identify the dead perpetrators in the house and to look for weapons. But it has turned out that both Mr. Supiang Salae and Mr. Usaman Tengsamae were shot dead by the police in the house and in the rubber plantation respectively. The police claimed while being brought to the crime scene, both have taken the weapons and tried to fight the police.

​The incidence has cast strong doubts among the local villagers and relatives of both victims as to why Mr. Supiang Salae and Mr. Usaman Tengsamae were shot dead while they were under restraint and held in official custody. To them, the action of the police was fatally excessive and unnecessary causing deaths on 5 October 2014. Ms. Zamziya Hayimatalo, and her three young children with the mother of the slain villager, as the plaintiffs no. 1-5, have filed a lawsuit with the Songkhla Administrative Court demanding compensation from the Royal Thai Police and the Office of the Prime Minister as the agencies in charge of the police officials operating in the Southern Border Provinces. They are being held accountable to provide compensation for the damage caused by the government officials who have infringed upon the rights and liberties of the deceased villagers. The total amount of requested compensation is 24,127,622.50 baht plus 7.5% interest per annum of the amount in dispute of 22,444,300 baht from the filing date until all payment is made to the five plaintiffs as the Black Case no. 155/2557. The five plaintiffs have asked for a waiver of the court fees (which normally amount to 2% of the amount in dispute). The hearing to inquire on the economic status of the plaintiffs was conducted by the Court on 27 November 2014.

For more information, please contact Mr. Preeda Nakpew, attorney of the Cross Cultural Foundation (CrCF), at 02-6934939 or 089-6222474

1

สมาคมนักกฏหมายสิทธิมนุษยชน
เผยแพร่ 20 กุมภาพันธ์ 2558

ใบแจ้งข่าว
นัดฟังคำพิพากษาคดีเจ้าสาวหมาป่า 23 ก.พ. นี้ เวลา 13.30 น. ศาลอาญา

จันทร์ที่ 23 กุมภาพันธ์ 2558 เวลา 13.30 น. ศาลอาญานัดพิพากษาคดีหมายเลขดำที่ อ. 3528/2557 ที่พนักงานอัยการ ฟ้องนายปติวัฒน์ (สงวนนามสกุล) และนางสาวภรทิพย์ (สงวนนามสกุล) เป็นจำเลย ในข้อหาหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ฯ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 จากการแสดงละครเรื่องเจ้าสาวหมาป่า เมื่อวันที่ 13 ตุลาคม 2556 ในงานรำลึก 40 ปี 14 ตุลา ที่หอประชุมใหญ่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์

โดยคดีนี้สืบเนื่องมาจาก จำเลยทั้งสองแสดงละคร “เจ้าสาวหมาป่า” ในงานฉลอง 40 ปี 14 ตุลา เมื่อวันที่ 13 ตุลาคม 2556 ภายหลังการแสดงละครดังกล่าว มีประชาชนได้เข้าแจ้งความผู้แสดงในข้อหา “ดูหมิ่น หมิ่นประมาทหรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายต่อพระมหากษัตริย์” หรือมาตรา 112 จนนำไปสู่การจับกุมนายปติวัฒน์ (สงวนนามสกุล) และนางสาวภรทิพย์ (สงวนนามสกุล) ในวันที่ 14 – 15 สิงหาคม 2557 และอัยการได้ยื่นฟ้องผู้ต้องหาทั้งสองต่อศาลอาญา ในวันที่ 13 ตุลาคม 2557 โดยทั้งสองได้ยื่นขอประกันตัวต่อศาลหลายครั้ง แต่ไม่ได้รับอนุญาตให้ประกันตัว โดยศาลให้เหตุผลว่า “พฤติการณ์ร้ายแรง เกรงจะหลบหนี”

ต่อมาวันที่ 29 ธันวาคม 2557 ศาลนัดสอบคำให้การจำเลย จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ ซึ่งศาลสั่งให้สืบเสาะ เพื่อสืบประวัติหาเหตุบรรเทาโทษ และนัดฟังคำพิพากษาในวันจันทร์ที่ 23 กุมภาพันธ์ 2558 เวลา 13.30 นาฬิกา โดยพนักงานคุมประพฤติได้สอบประวัติและพฤติกรรมของจำเลยทั้งสองแล้วคนละสามครั้ง

ทั้งนี้ นายปติวัฒน์ เป็นนักศึกษาชั้นปีที่ 4 คณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ประกอบอาชีพหมอลำเลี้ยงดูครอบครัว ได้รับรางวัลเยาวชนดีเด่นแห่งชาติและเป็นนักกิจกรรมทางสังคม ขณะที่นางสาวภรณ์ทิพย์ จบการศึกษาจากคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง เป็นนักกิจกรรมทางสังคม จัดกิจกรรมด้านศิลปะ การแสดงละคร เพื่อสร้างความตระหนักถึงสภาพสังคมแก่เยาวชน

นอกจากนี้ เมื่อวันที่ 22 มกราคม 2558 คณะทำงานว่าด้วยการควบคุมตัวโดยไม่ชอบ แห่งองค์การสหประชาชาติ ได้เผยแพร่ความเห็นเกี่ยวกับการควบคุมตัวนายปติวัฒน์ (สงวนนามสกุล) ในระหว่างการพิจารณาคดีว่า เป็นการริดรอนเสรีภาพของนายปติวัฒน์ อันละเมิดปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน ข้อ 9 และข้อ 19 และเป็นการละเมิดกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง ข้อ 9 ย่อหน้า 3 และข้อ 19 ย่อหน้า 2 ซึ่งประเทศไทยรับเป็นภาคีและมีพันธกรณีต้องปฏิบัติตามกติกาดังกล่าว จึงเป็นการควบคุมตัวโดยไม่ชอบ เนื่องจากการกระทำที่ถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิดเป็นเพียงการแสดงความคิดเห็นโดยสงบ จึงต้องปล่อยตัวนายปติวัฒน์ทันทีและจ่ายค่าสินไหมทดแทนตามกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง ข้อ 9 ย่อหน้า 5

For immediate release on 20 February 2015

Press Release

A Wolf’s Bride verdict to be delivered at the Bangkok Criminal Court at 13.30 on 23 February

On Monday 23 February at 13.30, the Criminal Court is going to deliver a verdict on the Black Case no. 3528/2557 filed by the public prosecutor against Mr. Patiwat (last name withheld) and Mrs. Pornthip (last name withheld), the two accused in the lèse majesté case or violation of Article 112 of the Penal Code as a result of their involvement with the performance of the “A Wolf’s Bride” theatrical play during the 40th Commemoration of the 14 October Uprising at the Main Hall of Thammasat University, Tha Phra Chan Campus.

The case stems from their involvement with the performance of the “Wolf Bride” theatrical play during the 40th Commemoration of the 14 October Uprising on 13 October 2013. After the performance, a group of people have pressed charge against them for “defaming, insulting, or threatening the King”, or Article 112 and it has led to the arrest of Mr. Patiwat (last name withheld) and Mrs. Pornthip (last name withheld) during 14-15 August 2014 and they were indicted with the Criminal Court on 13 October 2014. Both accused have many times applied for bail which has been turned down by the Court which claimed that “given the serious circumstances of the case, the accused might flee”.

Later on 29 December 2014, the Court conducted a hearing and both accused pleaded guilty to the charge. The Court then ordered further investigation regarding the background of the two accused to find ground for leniency before making a decision on sentencing. The verdict is due to be delivered on Monday 23 February at 13.30. The probation officials have already conducted investigation of the background and behavior of the two accused three times.

Mr. Patiwat is a fourth year student from the Faculty of Fine and Applied Arts, Khon Kaen University. He is a professional traditional singer and performed it to raise his family. He has been recognized as a national outstanding youth and was a social activist. Mr. Pornthip was a graduate from Faculty of Political Science, Ramkhamhaeng University. A social activist, she worked on theatrical performance to raise social awareness and to empower youth.

In addition, on 22 January 2015, the UN Working Group on Arbitrary Detention has issued an opinion regarding the deprivation of liberty of Mr. Patiwat (last name withheld) during the trial that was a violation of Articles 9 and 19 of the Universal Declaration on Human Rights (UDHR) and Articles 9, paragraph 3 and 19, paragraph 2 of the International Covenant on Civil and Political Rights to which Thailand is a state party and is obliged to follow. Therefore, the detention is concerned unlawful since it has stemmed from an peaceful exercise of the right to freedom of expression and that Mr. Patiwat must be immediately released and given compensation as per Article 9, paragraph 5 of the International Covenant on Civil and Political Rights.

25580220-095730.jpg

เผยแพร่วันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2558

แถลงการณ์

ขอให้ยุติการคุกคามและการดำเนินคดีต่อนักกิจกรรมในการจัดกิจกรรมที่ไม่ใช้ความรุนแรง

ตามที่กลุ่มพลเมืองโต้กลับได้มีการจัดกิจกรรมเมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2558 เพื่อรำลึกถึงการเลือกตั้ง ในชื่อกิจกรรม “เลือกตั้งที่ (ลัก) รัก” และในระหว่างการดำเนินกิจกรรม “เลือกตั้งที่ (ลัก) รัก” ได้มีเจ้าหน้าที่ทหารเข้าควบคุมตัวผู้ดำเนินกิจกรรม คือ นายอานนท์ นำภา นายพันธ์ศักดิ์ ศรีเทพ นายวรรณเกียรติ ชูสุวรรณ และนายสิรวิชญ์ เสรีธิวัฒน์ ไปเเจ้งข้อกล่าวหาที่สถานีตำรวจนครบาลปทุมวันตั้งแต่เวลาประมาณ 18.00 น. โดยมีการตั้งข้อกล่าวหาตามประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ 7/2557 เรื่อง ห้ามชุมนุมทางการเมือง เเละเจ้าหน้าที่ตำรวจจะนำนักกิจกรรมทั้งสี่คนฟ้องคดีต่อศาลทหารต่อไป นักกิจกรรมทั้งสี่คนได้รับการประกันตัวเมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2558 เวลา 2.50 น. ผู้ถูกตั้งข้อกล่าวหาสามในสี่คนยังปฏิเสธไม่ลงชื่อยอมรับเงื่อนไขของเจ้าหน้าที่ทหารว่าจะไม่เคลื่อนไหวทางการเมือง

สมาคมนักกฎหมายสิทธิมนุษยชน (สนส.) มีความเห็นว่าการจัดกิจกรรมเพื่อรำลึกการเลือกตั้งเป็นการแสดงออกโดยสันติปราศจากความรุนแรง ถือเป็นเสรีภาพขั้นพื้นฐานของพลเมืองของรัฐ ซึ่งประชาชนย่อมมีสิทธิในการจัดกิจกรรมการแสดงออกทางความคิดเห็นในการมีส่วนร่วมทางการเมืองตามครรลองของรัฐที่ปกครองในระบอบประชาธิปไตย ซึ่งเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นโดยปราศจากการแทรกแซงนี้เป็นสิทธิที่ถูกรองรับไว้ในกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิทางการเมืองและสิทธิพลเมือง ข้อ 19 โดยประเทศไทยได้ให้สัตยาบันไว้ อันมีผลให้ประเทศไทยต้องปฏิบัติตามกติกาดังกล่าวอย่างเคร่งครัด แม้ว่ารัฐธรรมนูญที่มีการรับรองเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นจะถูกยกเลิกโดยผลของการรัฐประหาร แต่อย่างไรก็ตามในมาตรา 4 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยฉบับชั่วคราวได้รับรองไว้ว่า “ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ สิทธิเสรีภาพและความเสมอภาค บรรดาที่ชนชาวไทยได้รับความคุ้มครองตามประเพณีการปกครองประเทศไทยในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข และตามพันธกรณีระหว่างประเทศที่ประเทศไทยมีอยู่แล้ว ย่อมได้รับความคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญนี้” ด้วยเหตุนี้ การคุกคามสิทธิเสรีภาพในการเเสดงออกในพื้นที่สาธารณะโดยการจับกุมนักกิจกรรมและผู้เข้าร่วมกิจกรรมและการฟ้องคดีการชุมนุมเกินห้าคนในศาลทหาร นอกจากจะไม่เป็นผลดีต่อการมีส่วนร่วมของประชาชน ยังเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนของผู้เรียกร้องการเลือกตั้งโดยสันติ เเละเป็นการใช้มาตรการลงโทษที่มีความรุนแรงเกินกว่าเหตุ

สมาคมนักกฎหมายสิทธิมนุษยชนเเละองค์กรผู้ลงนามข้างท้ายมีความวิตกกังวลต่อสถานการณ์ข้างต้นอย่างยิ่ง จึงมีข้อเรียกร้องต่อรัฐบาลไทยและผู้ที่เกี่ยวข้อง ดังนี้

1. รัฐบาลไทยต้องยกเลิกคำสั่งห้ามการชุมนุมเกินห้าคน เเละพิจารณายกเลิกคำสั่งให้นำพลเรือนขึ้นพิจารณาคดีในศาลทหาร โดยเฉพาะกรณีการแสดงออกด้วยการชุมนุมโดยสันติโดยเร็วที่สุด

2. คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติควรตรวจสอบประกาศของคณะรักษาความสงบเเห่งชาติ (คสช.) ที่ให้พิจารณาคดีที่เกี่ยวข้องสิทธิในการชุมนุมในศาลทหาร รวมทั้งตรวจสอบนโยบาย การปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ มิให้ละเมิดสิทธิเสรีภาพในการชุมนุม และสิทธิมนุษยชนโดยรวม

3. องค์กรสิทธิมนุษยชนทั้งในประเทศเเละต่างประเทศควรร่วมตรวจสอบมาตรฐานสิทธิมนุษยชนไทย โดยการเรียกร้องให้รัฐบาลไทยเคารพสิทธิเสรีภาพต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง รวมทั้งเสรีภาพในการชุมนุม การเรียกร้องให้รัฐบาลทหารไทยยุติการดำเนินคดีต่อผู้ขัดคำสั่ง คสช. เรื่องการชุมนุม เเละเรียกร้องให้ยกเลิกคำสั่ง คสช. ให้นำพลเรือนขึ้นพิจารณาคดีในศาลทหาร

ด้วยความเคารพในศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์และสิทธิเสรีภาพของประชาชน

สมาคมนักกฎหมายสิทธิมนุษยชน (สนส.)

Follow

Get every new post delivered to your Inbox.

Join 1,460 other followers