Feeds:
Posts
Comments

Archive for the ‘Anti-torture’ Category

For immediate release on 15 October 2014

Public Statement

Violation of the rights of the victims and alleged offenders must be stopped:

The performance of the officials and media in Koh Tao murder case

On 15 September 2014, two tourists from UK were murdered and their bodies were left on the beach of Koh Tao, Surathani, Southern Thailand. Later on 2 October 2014, police officials claimed three suspects who are migrant workers from Myanmar have confessed to the charges and on 3 October, two of them were brought to the crime scene for reenactment and an ensuing press conference was widely reported in the media.

Since the investigation is still ongoing, the alleged offenders must enjoy the right to presumed innocence until a final verdict is made against them. It is prohibited to treat them as if they are already the perpetrators. Human Rights Lawyers Association (HRLA) and other signatories would like to express our deepest concern about the practice of the concerned officials and media which would be tantamount to a violation of the right to privacy of the victims’ families and the rights of alleged offenders as follows;

1. In a case where death sentence is mandatory, if an alleged offender does not have his lawyer, it is required that the inquiry official must provide him a legal representative as per Article 134/1 of the Criminal Procedure Code and Article 14 of the International Covenant on Civil and Political Rights (ICCPR). Should the official fail to provide a legal counsel, any evidence given by the alleged offender would not be admissible.

2. If the confession given to the official has been obtained when the alleged offender is put under duress or being threatened, such a statement shall not be admissible. The officials who have committed such an intimidating act will also face a legal action since the act can be construed as a breach of an obligation as per the Convention Against Torture and other Cruel, Inhuman or Degrading Treatment or Punishment (CAT).

3. The reenactment of the crime at the crime scene, even though it was done so as part of the gathering of evidence by the inquiry officials, but it should be carried out solely just to serve the said purpose, but not to be part of a press conference. Even though the case has attracted avid attention from the public, the authorities are required to respect the right to privacy and the right to freedom and dignity of the alleged offenders. In addition, according to the Royal Thai Police order no. 855/2548, it clearly stipulates that no media would be allowed to be present during the enactment of the crime and no interviews or interaction between the inquiry officials and the alleged offenders or other parties can be given or made in the presence of the media, since their reports might have tampered with the investigation.

4. There was a massive and extensive dissemination of images and information about the crime scene reenactment and the interviews with state officials and other persons concerned or not with the case via the media. Several news agencies featured quite graphic images or facts about the event. The redistribution of information and images of the victims by the media simply give reminiscence to the horrible incidence and would only further traumatize families of the victims. It would also infringe on the dignity of the alleged offenders and might tamper with the investigation. Breaches that happened include for example an interview to the press by the interpreter regarding the statements given by the alleged offenders to the officials, even though such revelation was a breach of the code of ethics of an interpreter, or an interview given by a National Human Rights Commissioner who was supposed to be there simply to monitor if any rights violation has taken place or not, but not to give an interview to affirm incriminating evidence against the alleged offenders.

The Human Rights Lawyers Association (HRLA) and other signatories have the following demands to make;

1. Any interviews by persons concerned and not with the case in future must be carried out with consideration of their respective roles and the code of ethics regarding confidentiality which must be observed during the investigation process and dignity and reputation of the victims must be respected.

2. In the reportage by media, caution must be made to ensure respect of the right to privacy and to mitigate any further damage to the reputation of the victims and alleged offenders. It should always be borne in mind that any media report might induce the audience to prejudge a person as a perpetrator. But if it is proven later that that person is not guilty, any remedies would not suffice the damage already done to the person. Media professionals, in particular, are urged to seriously monitor their own work.

With respect for the rights and freedom of the people

Human Rights Lawyers Association (HRLA)

Union for Civil Liberties (UCL)

เมื่อ 15 ตุลาคม 2557 13:49, Human Rights Lawyers Association เขียนว่า:
เผยแพร่วันที่ 15 ตุลาคม 2557

แถลงการณ์

ขอให้ยุติการกระทำที่ละเมิดสิทธิของครอบครัวผู้เสียหายและผู้ต้องหา

กรณีการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่และสื่อมวลชนในคดีเกาะเต่า

จากกรณีเมื่อวันที่ 15 กันยายน 2557 เกิดเหตุสองนักท่องเที่ยวชาวอังกฤษถูกทำร้ายและเสียชีวิตอยู่ริมชายหาดเกาะเต่า จังหวัดสุราษฎร์ธานี ต่อมาในวันที่ 2 ตุลาคม 2557 เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ควบคุมตัวผู้ต้องสงสัยเป็นแรงงานชาวพม่าจำนวน 3 ราย โดยจากการสอบสวนเพิ่มเติมของพนักงานสอบสวนทำผู้ต้องหาให้การรับสารภาพว่ากระทำความผิดตามข้อกล่าวหา และในวันที่ 3 ตุลาคม 2557 เจ้าพนักงานสอบสวนได้นำตัวผู้ต้องหา 2 รายไปแถลงข่าวและทำแผนประกอบคำรับสารภาพในที่เกิดเหตุ ปรากฏตามรายงานข่าวของสื่อมวลชนไปแล้วนั้น

เนื่องจากคดีดังกล่าวอยู่ระหว่างชั้นสอบสวน ผู้ต้องหาต้องได้รับการสันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นผู้บริสุทธิ์จนกว่าจะมีคำพิพากษาถึงที่สุด ดังนั้นการปฏิบัติต่อผู้ต้องหาจะกระทำเหมือนผู้กระทำความผิดแล้วไม่ได้ สมาคมนักกฎหมายสิทธิมนุษยชนและองค์กรข้างท้ายมีความห่วงใยว่าการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่รัฐที่เกี่ยวข้องและสื่อมวลชนอาจเป็นการละเมิดสิทธิในความเป็นส่วนตัวของครอบครัวผู้เสียหายและละเมิดสิทธิของผู้ต้องหาตามหลักการดังต่อไปนี้

1. การให้การในคดีที่มีโทษประหารชีวิต หากผู้ต้องหาไม่มีทนายความ พนักงานสอบสวนมีหน้าที่ตามกฎหมายในการจัดหาทนายความให้ผู้ต้องหาตามมาตรา 134/1 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาและกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิทางการเมืองและสิทธิพลเมือง ข้อ 14 หากพนักงานสอบสวนไม่จัดหาทนายความ คำให้การดังกล่าวก็ไม่สามารถนำมารับฟังเป็นพยานหลักฐานได้

2. ในการให้การต่อเจ้าพนักงาน หากมีการข่มขู่ หรือทำร้ายร่างกายเพื่อให้ได้มาซึ่งคำรับสารภาพ คำให้การที่ได้มานั้นไม่อาจรับฟังเป็นพยานหลักฐานได้ตามกฎหมาย และเจ้าพนักงานผู้กระทำการดังกล่าวย่อมมีความความผิดตามกฎหมาย และถือเป็นการละเมิดพันธกรณีตามอนุสัญญาต่อต้านการทรมานและการประติบัติหรือการลงโทษอื่นที่โหดร้ายไร้มนุษยธรรม หรือที่ย่ำยีศักดิ์ศรี

3. การนำตัวผู้ต้องหาไปทำแผนประกอบคำรับสารภาพในที่เกิดเหตุ แม้พนักงานสอบสวนจะกระทำเพื่อการรวบรวมพยานหลักฐาน แต่ควรมีเป้าหมายว่าจะรวบรวมพยานหลักฐานอย่างไร มิใช่การนำผู้ต้องหาไปทำแผนประกอบคำรับสารภาพเพื่อการแถลงข่าว เพราะถึงคดีดังกล่าวจะเป็นที่สนใจของสาธารณชนแต่เจ้าหน้าที่ยังคงต้องเคารพความเป็นส่วนตัวและเสรีภาพในชื่อเสียงของผู้ต้องหา อีกทั้งตามคำสั่งสำนักงานตำรวจแห่งชาติที่ 855/2548 ยังระบุว่าห้ามจัดให้สื่อมวลชนทุกแขนงเข้าทำข่าว ขณะเมื่อมีการให้ผู้ต้องหานำพนักงานสอบสวนไปชี้ที่เกิดเหตุประกอบคำรับสารภาพ และหลีกเลี่ยงการให้สัมภาษณ์ใด ๆ ในลักษณะเป็นการโต้ตอบระหว่างพนักงานสอบสวนกับผู้ต้องหา หรือบุคคลใด โดยมีสื่อมวลชนทุกแขนงเป็นผู้สัมภาษณ์เนื่องจากอาจเป็นเหตุให้รูปคดีเสียหายอีกด้วย

4. การนำเสนอภาพข่าวหรือข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเหตุการณ์รวมถึงบทสัมภาษณ์เจ้าหน้าที่รัฐและบุคคลทั้งที่เกี่ยวข้องและไม่เกี่ยวข้องในคดี ออกสู่สาธารณะเป็นจำนวนมากโดยในการนำเสนอข่าว ในบางสำนักข่าวมีการนำเสนอภาพข่าวหรือข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเหตุการณ์ ซึ่งการนำข้อมูลของผู้ตายและภาพข่าวมาเผยแพร่ซ้ำย่อมเป็นการตอกย้ำถึงเหตุการณ์เลวร้ายที่กระทบกระเทือนต่อครอบครัวของผู้เสียหายอย่างต่อเนื่อง และยังเป็นการละเมิดศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของผู้ต้องหา รวมถึงอาจส่งผลต่อรูปคดี อาทิเช่น การสัมภาษณ์ล่ามถึงรายละเอียดคำให้การซึ่งต้องมีจรรยาบรรณในการรักษาความลับ การให้สัมภาษณ์กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติซึ่งมีหน้าที่ในการตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชนหรือไม่ ไม่ใช่การให้สัมภาษณ์เพื่อยืนยันข้อเท็จจริงในคดี

สมาคมนักกฎหมายสิทธิมนุษยชนและองค์กรดังมีรายนามข้างท้ายจึงขอเรียกร้องให้

1. การให้สัมภาษณ์ของบุคคลทั้งที่เกี่ยวข้องและไม่เกี่ยวข้องในคดี ต้องตระหนักถึงบทบาทของตนในคดี จรรยาบรรณในการรักษาความลับของคดีในชั้นสอบสวน และเกียรติยศชื่อเสียงของผู้เสียหาย

2. การนำเสนอข้อมูลของสื่อมวลชนควรให้ความระมัดระวังในการนำเสนอ อีกทั้งพึงเคารพสิทธิส่วนบุคคลและไม่ละเมิดสร้างความเสียหายให้แก่ครอบครัวผู้เสียหายและผู้ต้องหา โดยคำนึงเสมอว่าข้อเท็จจริงที่ปรากฏจากการนำเสนอข่าวอาจส่งผลให้ผู้ที่รับรู้ข่าวตัดสินว่าผู้นั้นคือผู้ที่กระทำความผิด หากภายหลังผลปรากฏว่าผู้นั้นไม่ได้ความผิดตามข้อกล่าวหา การเยียวยาความเสียหายแก่ผู้ต้องสงสัยจะเป็นไปได้ยาก รวมทั้งขอให้องค์กรวิชาชีพสื่อทำหน้าที่ในการตรวจสอบการทำงานซึ่งกันและกันอย่างเคร่งครัด

ด้วยความเคารพต่อสิทธิเสรีภาพของประชาชน
สมาคมนักกฎหมายสิทธิมนุษยชน
สมาคมสิทธิเสรีภาพของประชาชน


สมาคมนักกฎหมายสิทธิมนุษยชน (สนส.)
โทรศัพท์ /แฟ๊กซ์ : 02-6930682
อีเมล์ : hrla2008@gmail.com
http://www.naksit.org
………………………………………………..
Human rights Lawyers Association (HRLA)
email : hrla2008@gmail.com tel/fax : 02-6930682
http://www.naksit.org


สมาคมนักกฎหมายสิทธิมนุษยชน (สนส.)
โทรศัพท์ /แฟ๊กซ์ : 02-6930682
อีเมล์ : hrla2008@gmail.com
http://www.naksit.org
………………………………………………..
Human rights Lawyers Association (HRLA)
email : hrla2008@gmail.com tel/fax : 02-6930682
http://www.naksit.org

Read Full Post »

เผยแพร่วันที่ 15 ตุลาคม 2557

แถลงการณ์

ขอให้ยุติการกระทำที่ละเมิดสิทธิของครอบครัวผู้เสียหายและผู้ต้องหา

กรณีการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่และสื่อมวลชนในคดีเกาะเต่า

จากกรณีเมื่อวันที่ 15 กันยายน 2557 เกิดเหตุสองนักท่องเที่ยวชาวอังกฤษถูกทำร้ายและเสียชีวิตอยู่ริมชายหาดเกาะเต่า จังหวัดสุราษฎร์ธานี ต่อมาในวันที่ 2 ตุลาคม 2557 เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ควบคุมตัวผู้ต้องสงสัยเป็นแรงงานชาวพม่าจำนวน 3 ราย โดยจากการสอบสวนเพิ่มเติมของพนักงานสอบสวนทำผู้ต้องหาให้การรับสารภาพว่ากระทำความผิดตามข้อกล่าวหา และในวันที่ 3 ตุลาคม 2557 เจ้าพนักงานสอบสวนได้นำตัวผู้ต้องหา 2 รายไปแถลงข่าวและทำแผนประกอบคำรับสารภาพในที่เกิดเหตุ ปรากฏตามรายงานข่าวของสื่อมวลชนไปแล้วนั้น

เนื่องจากคดีดังกล่าวอยู่ระหว่างชั้นสอบสวน ผู้ต้องหาต้องได้รับการสันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นผู้บริสุทธิ์จนกว่าจะมีคำพิพากษาถึงที่สุด ดังนั้นการปฏิบัติต่อผู้ต้องหาจะกระทำเหมือนผู้กระทำความผิดแล้วไม่ได้ สมาคมนักกฎหมายสิทธิมนุษยชนและองค์กรข้างท้ายมีความห่วงใยว่าการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่รัฐที่เกี่ยวข้องและสื่อมวลชนอาจเป็นการละเมิดสิทธิในความเป็นส่วนตัวของครอบครัวผู้เสียหายและละเมิดสิทธิของผู้ต้องหาตามหลักการดังต่อไปนี้

1. การให้การในคดีที่มีโทษประหารชีวิต หากผู้ต้องหาไม่มีทนายความ พนักงานสอบสวนมีหน้าที่ตามกฎหมายในการจัดหาทนายความให้ผู้ต้องหาตามมาตรา 134/1 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาและกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิทางการเมืองและสิทธิพลเมือง ข้อ 14 หากพนักงานสอบสวนไม่จัดหาทนายความ คำให้การดังกล่าวก็ไม่สามารถนำมารับฟังเป็นพยานหลักฐานได้

2. ในการให้การต่อเจ้าพนักงาน หากมีการข่มขู่ หรือทำร้ายร่างกายเพื่อให้ได้มาซึ่งคำรับสารภาพ คำให้การที่ได้มานั้นไม่อาจรับฟังเป็นพยานหลักฐานได้ตามกฎหมาย และเจ้าพนักงานผู้กระทำการดังกล่าวย่อมมีความความผิดตามกฎหมาย และถือเป็นการละเมิดพันธกรณีตามอนุสัญญาต่อต้านการทรมานและการประติบัติหรือการลงโทษอื่นที่โหดร้ายไร้มนุษยธรรม หรือที่ย่ำยีศักดิ์ศรี

3. การนำตัวผู้ต้องหาไปทำแผนประกอบคำรับสารภาพในที่เกิดเหตุ แม้พนักงานสอบสวนจะกระทำเพื่อการรวบรวมพยานหลักฐาน แต่ควรมีเป้าหมายว่าจะรวบรวมพยานหลักฐานอย่างไร มิใช่การนำผู้ต้องหาไปทำแผนประกอบคำรับสารภาพเพื่อการแถลงข่าว เพราะถึงคดีดังกล่าวจะเป็นที่สนใจของสาธารณชนแต่เจ้าหน้าที่ยังคงต้องเคารพความเป็นส่วนตัวและเสรีภาพในชื่อเสียงของผู้ต้องหา อีกทั้งตามคำสั่งสำนักงานตำรวจแห่งชาติที่ 855/2548 ยังระบุว่าห้ามจัดให้สื่อมวลชนทุกแขนงเข้าทำข่าว ขณะเมื่อมีการให้ผู้ต้องหานำพนักงานสอบสวนไปชี้ที่เกิดเหตุประกอบคำรับสารภาพ และหลีกเลี่ยงการให้สัมภาษณ์ใด ๆ ในลักษณะเป็นการโต้ตอบระหว่างพนักงานสอบสวนกับผู้ต้องหา หรือบุคคลใด โดยมีสื่อมวลชนทุกแขนงเป็นผู้สัมภาษณ์เนื่องจากอาจเป็นเหตุให้รูปคดีเสียหายอีกด้วย

4. การนำเสนอภาพข่าวหรือข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเหตุการณ์รวมถึงบทสัมภาษณ์เจ้าหน้าที่รัฐและบุคคลทั้งที่เกี่ยวข้องและไม่เกี่ยวข้องในคดี ออกสู่สาธารณะเป็นจำนวนมากโดยในการนำเสนอข่าว ในบางสำนักข่าวมีการนำเสนอภาพข่าวหรือข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเหตุการณ์ ซึ่งการนำข้อมูลของผู้ตายและภาพข่าวมาเผยแพร่ซ้ำย่อมเป็นการตอกย้ำถึงเหตุการณ์เลวร้ายที่กระทบกระเทือนต่อครอบครัวของผู้เสียหายอย่างต่อเนื่อง และยังเป็นการละเมิดศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของผู้ต้องหา รวมถึงอาจส่งผลต่อรูปคดี อาทิเช่น การสัมภาษณ์ล่ามถึงรายละเอียดคำให้การซึ่งต้องมีจรรยาบรรณในการรักษาความลับ การให้สัมภาษณ์กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติซึ่งมีหน้าที่ในการตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชนหรือไม่ ไม่ใช่การให้สัมภาษณ์เพื่อยืนยันข้อเท็จจริงในคดี

สมาคมนักกฎหมายสิทธิมนุษยชนและองค์กรดังมีรายนามข้างท้ายจึงขอเรียกร้องให้

1. การให้สัมภาษณ์ของบุคคลทั้งที่เกี่ยวข้องและไม่เกี่ยวข้องในคดี ต้องตระหนักถึงบทบาทของตนในคดี จรรยาบรรณในการรักษาความลับของคดีในชั้นสอบสวน และเกียรติยศชื่อเสียงของผู้เสียหาย

2. การนำเสนอข้อมูลของสื่อมวลชนควรให้ความระมัดระวังในการนำเสนอ อีกทั้งพึงเคารพสิทธิส่วนบุคคลและไม่ละเมิดสร้างความเสียหายให้แก่ครอบครัวผู้เสียหายและผู้ต้องหา โดยคำนึงเสมอว่าข้อเท็จจริงที่ปรากฏจากการนำเสนอข่าวอาจส่งผลให้ผู้ที่รับรู้ข่าวตัดสินว่าผู้นั้นคือผู้ที่กระทำความผิด หากภายหลังผลปรากฏว่าผู้นั้นไม่ได้ความผิดตามข้อกล่าวหา การเยียวยาความเสียหายแก่ผู้ต้องสงสัยจะเป็นไปได้ยาก รวมทั้งขอให้องค์กรวิชาชีพสื่อทำหน้าที่ในการตรวจสอบการทำงานซึ่งกันและกันอย่างเคร่งครัด

ด้วยความเคารพต่อสิทธิเสรีภาพของประชาชน
สมาคมนักกฎหมายสิทธิมนุษยชน
สมาคมสิทธิเสรีภาพของประชาชน


สมาคมนักกฎหมายสิทธิมนุษยชน (สนส.)
โทรศัพท์ /แฟ๊กซ์ : 02-6930682
อีเมล์ : hrla2008@gmail.com
http://www.naksit.org
………………………………………………..
Human rights Lawyers Association (HRLA)
email : hrla2008@gmail.com tel/fax : 02-6930682
http://www.naksit.org

Read Full Post »

บทเรียนที่ 1: การป้องกันการทรมาน โดย Prof. Manfred Nowak (University of Vienne) คำแปลย่ออย่างไม่เป็นทางการ

ในตอนที่ทำงาน 2004-2010 ได้มีการตรวจสอบข้อเท็จจริงกว่า 20 ประเทศ พบว่าในเอเชียแปซิคฟิค ได้เดินทางมา 8 ประเทศ มีทุกประเทศที่พบว่ามีการทรมาน และการปฏิบัติอย่างไร้มนุษยธรรม ทั้งในรายกรณี หรืออย่างเป็นระบบ

สถานการณ์รุนแรงมาก เรากำลังทำงานกันว่าอยากจะให้มีกฎหมายระหว่างประเทศอีกฉบับไหมที่จะพูดกันเรื่องสิิทธิของคนถูกกักขัง

ตอนนี้มีคนใช้คำว่า “high value detainees” คำนี้เป็นคำผิด คนที่ผมพบ หลายคนไม่ได้อยู่ในสถานะนี้เลย ไม่ว่าจะเหตุผลใดใด เขาเป็นประชาชนทั่วไปและเป็นคนยากจนและคนที่ถูกกีดกันออกจากสังคม

พอมีอาชญกรรมเกิดขึ้น นักข่าว และสาธารณะกดดันให้ปราบปรามอาชญกรรม ตามล่าอาชญกร ตำรวจ มักมีค่าตอบแทนต่ำ ไม่มีเทคนิดการสืบสวนสอบสวนที่ดีพอ ก็เลยไปมองหาคนเก่าๆ คนที่ต้องสงสัย คนไร้บ้าน หรืออื่นๆ ตำรวจเมื่อพบแล้วก็นำมาสอบสวนแล้วก็ซ้อมจนสารภาพ แล้วนำพยานหลักฐานนั้นมาดำเนินคดี ฟ้องศาล ตัดสินลงโทษ

การทรมานไม่ใช่เกิดขึ้นเฉพาะในประเทศเผด็จการ แต่ใช้ในประเทศที่มีประชาธิปไตยด้วย

ทำไมจนท.ที่ทำการทรมานไม่รู้ว่าตนเองทำอะไรผิด มีการให้ความเห็นว่า Lesser evil
คือว่าเลวน้อยกว่าอาชญกรรม หรือผู้ก่อการร้าน จึงทำได้และยอมให้มีการกระทำได้ เรามีกฎหมายดีที่สุดที่ห้ามไม่ให้มีการทรมาน ในกฎหมายอาญาของเรา แต่ถ้ามีทัศนคติแบบนี้ การทรมานก็ยังคงมีอยู่ การร้องเรียนเรืื่องการทรมานก็ไม่ได้ถูกนำไปสอบสวนอย่างเป็นอิสระ เท่่ากันว่าการทรมานก็จะเป็น Lesser evil ตลอดไปแล้วยังคงอยู่กับหน่วยงานความมั่นคงต่อไป

การทรมานไม่ใช่อะไรนอกไปกว่าการทำลายศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ การทรมานได้อุทิศให้ความรุนแรงต่อๆไป การนำจนท. ทหาร ตำรวจ นักวิชาการ และ NGos มาคุยกันว่า เราคงไม่ทำแค่การกล่าวหาต่อกัน แต่จะแก้ไขปัญหาไปด้วยกันอย่างไร

เราต้องมองเห็นกันและกันเป็นผู้ร่วมงาน partners และในเวลาเดียวกันมีนักข่าวและนักสิทธิฯ ที่ถูกทำให้เขาเสื่อมเสียงชื่อเสียงจากการทำงานเปิดเผยเรื่องทรมานเกิดขึ้น

การป้องกันอาชญกรรม ฆาตกร นักขโมย ตำรวจต้องทำอย่างไรให้มีการคุ้มครองผู้ต้องสงสัย เป็นความชอบธรรมในการคุ้มครองสิทธิขั้นพื้นฐานของเขา เจ้าหน้าที่ต้องมีเครื่องมือที่ดิีในการปราบปรามอาชญกรรม การควบคุมตรวจสอบ ที่ไม่ใช่แค่การตรวจสอบภายใน จนท. ต้อง สร้างให้เกิดสิ่งแรกคือไม่ทำร้าย ไม่ทำความรุนแรง และเปิดให้มีการตรวจสอบ

ในการท้าทายสิ่งนี้ ต้องสร้างให้เกิดการเปลี่ยนแปลงภายในของหน่วยงานความมั่นคงเองทั้งในระหว่างการเกิดความขัดแย้งหรือ หลังความขัดแย้ง (Post Conflict)
สิ่งที่ทำได้เลยคือเรามีกฎหมายสำคัญคือ OPCAT ในการเปิดให้มีการตรวจสอบสถานที่ควบคุมตัวโดยอิสระ

บทเรียนที่สอง: การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างและองค์กรเพื่อการป้องกันการทรมานและการใช้กำลังอาวุธ
โดย AIGP (retired) Nawaraj Dhakal (Nepal Police) – คำแปลอย่างไม่เป็นทางการ งานประชุมเรื่อง สิทธิมนุษยชนและหน่วยงานความมั่นคง กรุงเทพ 16 กันยายน 2557

เราไม่ได้พูดถึงการเปลี่ยนแปลงรายบุคคลแต่เราต้องการบุคคลเพื่อนำการเปลี่ยนแปลงองค์กร เพราะมีการพูดกันว่าเราต้องการเปลี่ยนโลกแต่ไม่มีการเปลี่ยนตนเอง การเปลี่ยนแปลงโลกเป็นไปไม่ได้ การเปลี่ยนแปลงองค์กรด้านความมั่นคงต้องการการเปลี่ยนแปลงจากภายในและภายนอกไปพร้อมๆ กัน เช่นในเนปาล เรามีทัศนคติทางสังคมที่เปลี่ยนแปลงไปพร้อมกับการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองมีกฎหมายใหม่ ๆ ความสนใจของสังคมเปลี่ยนแปลงไปและมีการเปลี่ยนแปลงทางสังคมอื่นๆ ที่คาดการณ์ไม่ได้

ในภายในเองก็มีการริเริ่มการปฏิรูปองค์กร เปลี่ยนผู้นำ เปลี่ยนระบบคิดเกี่ยวกับการจ้าง การสมัครงานของเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคง เราเองก็ยังมีความท้าทายมากมาย
การปฏิรูปหน่วยงานความมั่นคงเป็นกระบวนการ เพราะเรามีวัฒนธรรมของเรา มีกำลังพลที่แตกต่างกันในแต่ละรุ่น และทุกคนมีส่วนในการสร้างปัญหาและในการแก้ปัญหาที่แตกต่างกัน

วัฒนธรรมและผู้คนในองค์กรมีอยู่บางครั้งเปลี่ยนแปลงได้ยาก เขามักจะต่อต้านการเปลี่ยนแปลง คนไม่ชอบการเปลี่ยนแปลง เขาต่อต้านทำไม why people resist change? มันเป็นมุมมองทางจิตวิทยา เขากลัวว่าจะเปลี่ยนไปทางไหน เชื่อว่าเปลี่ยนแล้วก็ไม่มีอะไรดีขึ้น กลัวว่าจะสูญเสียคุณค่าของตนถ้ามีการเปลี่ยนแปลง

กระบวนการก็อาจเป็นข้อขัดขวางการเปลี่ยนแปลงได้ หากมันเข็มงวดจนเกินไป ยากไปที่จะนำไปปฏิบัติ ผู้นำการเปลี่ยนแปลงในองค์กรด้านความมั่นคงฯ ผู้นำสำคัญมาก แต่ผู้นำฯ ต้องเปลี่ยนตนเองเสียก่อนให้ประจักษ์เพื่อให้กำลังพลปฏิบัติตาม การสำรวจทัศนคติของกำลังพลก็สำคัญเพื่อให้ผู้นำฯ วิเคราะห์ได้ว่ากำลังพลกำลังคิดอะไร และพร้อมที่จะสร้างสิ่งแวดล้อมที่เอื้อต่อการเปลี่ยนแปลง สร้างทีมงานให้เข็มแข็ง และให้กำลังพลมีส่วนร่วมในการเปลี่ยนแปลง

บทเรียน: การเปลี่ยนทัศนคติต่อพฤติกรรมกลุ่มผู้ใช้ยาเสพติด
โดย DSP Rabindra Regmi (Nepal Police) คำแปลอย่างไม่เป็นทางการ

การเปลี่ยนแปลงทัศนคติใช้เวลานาน ทัศนคติทั่วไปต่อผู้ใช้ยาเสพติด อาจเป็นว่า เขาผิดศีลธรรม หลักศิลธรรมเขามีปัญหาต้องแก้ไข โดยการใช้ความรุนแรง
ในทางกฎหมายเองก็ระบุว่าเขาเป็นอาชญกร ทำผิดกฎหมาย
กฎหมายบางประเทศระบุว่าการนำเขาเข้าสู่กระบวนการบำบัดได้ก็ต่อเมื่อมีคำสั่งศาลเท่านั้น

หลักการของผมคือถ้าเราเปลี่ยนทัศนคติของตำรวจได้ตำรวจจะไม่ใช้กำลังกับกลุ่มผู้ใช้ยาจนเกินสมควรและป้องกันไม่ให้มีการละเมิดสิทธิมนุษยชนของผู้ใช้ยาฯ ระหว่างการทำงานของตำรวจ

สิ่งที่ต้องเปลี่ยนในความคิดของตำรวจคือ
“ผู้ใช้ยาไม่ใช่อาชญกร แต่เป็นผู้ที่มีปัญหาด้านสุขภาพที่ต้องการบำบัด”
“ผู้ใช้ยาเป็นกลุ่มที่ต้องการการดูแลเป็นพิเศษ เหมือนกลุ่มเด็ก เยาวชน หญิง และผู้อาวุโส”

ทัศนคติของสังคมก็ต้องเปลี่ยน เช่น

“มีการบำบัดอย่างมืออาชีพที่แก้ไขปัญหาเรื่องการติดยาได้”
“การใช้ความรุนแรงต่อผู้ใช้ยาต้องถูกประนาม”
“สังคมไม่ควรยอมรับการใช้ความรุนแรงต่อผู้ใช้ยา”
“ขอให้สังคมเชื่อมั่นต่อตำรวจในการทำงานที่เกี่ยวกับผู้ใช้ยา”

เราจัดให้มีการอบรมเจ้าหน้าที่ตำรวจให้ทำความเข้าใจบริบทของผู้ใช้ยา จัดทำคู่มือฯ เผยแพร่ไม่ใช่แต่กับจนท.ตำรวจ เผยแพร่ในชุมชน โรงเรียนและหน่วยราชการอื่นๆ
โดยรวมจนท.ตำรวจเคารพสิทธิมนุษยชนของผู้ใช้ยามากขึ้น ชุมชนเข้าใจถึงความสัมพันธ์ระหว่างชุมชนกับกลุ่มผู้ใช้ยา และบทบาทของตำรวจ สื่อมวลชนก็เป็นกลุ่มเป้าหมายที่สำคัญ

สรุปทัศนคติเรื่องนี้แก้ไขไม่ได้ในช่วงข้ามคืนแต่ทำได้ และไม่ได้ใช้งบประมาณมากมายอะไร ที่จะสร้างทัศนคติใหม่ในเรื่องนี้ทั้งกับจนท.ตำรวจ ชุมชนและสังคมโดยรวม รวมทั้งทำให้เกิดการยุติการแพร่หลายของการใช้ยาไปพร้อมๆ

25570916-112831.jpg

Read Full Post »

ใบแจ้งข่าว

ภรรยาบิลลี่ เตรียมยื่นอุทธรณ์คดีการหายตัวไปของนายพอละจี รักจงเจริญ

พรุ่งนี้ (16 กันยายน 2557) เวลา 13.00 น. ศาลจังหวัดเพชรบุรี ทนายความจากสมาคมนักกฎหมายสิทธิมนุษยชนและนางสาวพิณนภา พฤกษาพรรณ ภรรยาของนายพอละจี รักจงเจริญ หรือบิลลี่ เตรียมยื่นอุทธรณ์ คดีการหายตัวไปของบิลลี่ หลังศาลขั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง

ตามที่ เมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม 2557 ศาลชั้นต้น มีคำสั่งยกคำร้อง ในคดีการหายตัวไปของนายพอละจี ทีมทนายความ พร้อมกับนางสาวพิณนภา พฤกษาพรรณ ภรรยาของบิลลี่ จะยื่นอุทธรณ์คัดค้านคำสั่งดังกล่าว ในวันที่ 16 กันยายน 2557 ต่อศาลจังหวัดเพชรบุรี เวลา 13.00 น. โดยโต้แย้งว่า คำให้การของพยานแต่ละปาก เบิกความไม่ตรงกัน มีพิรุธ ขัดต่อหลักเหตุผล อีกทั้ง นายชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร หัวหน้าอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน ผู้ที่อยู่กับนายบิลลี่เป็นครั้งสุดท้าย มีเหตุโกรธเคืองกับนายบิลลี่มาก่อนในกรณีการไล่ เผาพื้นที่ของชาวกระเหรี่ยงโป่งลึก บางกลอย ในปี 2554 จนนำไปสู่การฟ้องร้องต่อศาลปกครองกลาง ในคดีดังกล่าว มีนายบิลลี่ เป็นผู้ประสานงาน ประกอบกับ ประเทศไทยในฐานะรัฐภาคีของอนุสัญญาด้านสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศด้วยการลงนามอนุสัญญาว่าด้วยการป้องกันบุคคลทุกคนจากการหายสาบสูญโดยถูกบังคับ ต้องคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของบุคคล ที่จะไม่ถูกบังคับให้สูญหายและรัฐมีหน้าที่ต้องค้นหาความจริง

คดีนี้สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 17 เมษายน 2557 นายพอละจี รักจงเจริญ หรือบิลลี่ นักต่อสู้เพื่อสิทธิมนุษยชนชาวกะเหรี่ยงบ้านโป่งลึก-บางกลอย ถูกนายชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร หัวหน้าอุทยานแห่งชาติแก่งกระจานควบคุมตัวได้หายไปในระหว่างควบคุมตัวดังกล่าว ภรรยานายพอละจีฯ จึงดำเนินการใช้มาตรการทางกฎหมาย โดยยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อขอให้มีการไต่สวนฉุกเฉิน ในการค้นหาความจริงของการควบคุมตัวนายบิลลี่


สมาคมนักกฎหมายสิทธิมนุษยชน (สนส.)
โทรศัพท์ /แฟ๊กซ์ : 02-6930682
อีเมล์ : hrla2008@gmail.com
http://www.naksit.org
………………………………………………..

25570915-173543.jpg

Read Full Post »

เผยแพร่วันที่ 09-09-2014

ใบแจ้งข่าว

ความคืบหน้ากรณีกรมทหารพรานที่ 41 แจ้งความร้องทุกข์กล่าวหา

มูลนิธิผสานวัฒนธรรมเป็นคดีหมิ่นประมาท

จากกรณีที่เมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2557 นางสาวพรเพ็ญ คงขจรเกียรติ ในฐานะผู้อำนวยการมูลนิธิฯ และมูลนิธิผสานวัฒนธรรม ได้รับหมายเรียกให้ไปรับทราบข้อกล่าวหาจากพนักงานสอบสวนสภ.เมืองยะลา จังหวัดยะลา เนื่องจาก พ.ต.ลิขิต กระฉอดนอก ผู้แทนกรมทหารพรานที่ 41 แจ้งความร้องทุกข์ต่อนางสาวพรเพ็ญ คงขจรเกียรติ ผู้อำนวยการมูลนิธิฯ กรณีหมิ่นประมาททำให้เสื่อมเสียชื่อเสียงจากการออกจดหมายเปิดผนึก โดยกล่าวหาว่า “ได้กล่าวข้อความทำให้กรมทหารพรารที่ 41 จังหวัดยะลา ได้รับความเสื่อมเสียชื่อเสียง” ตามหมายดังกล่าวกำหนดให้ไปพบพนักงานสอบสวนในวันที่ 25 สิงหาคม 2557 แต่ทางมูลนิธิฯ ได้รับหมายเมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2557 จึงได้ทำหนังสือขอเลื่อนไปเป็นวันอาทิตย์ที่ 14 กันยายน 2557 โดยจะเดินทางไปรับทราบข้อกล่าวหาพร้อมกับนายสมชาย หอมลออ ประธานมูลนิธิผสานวัฒนธรรม ในฐานะประธานและผู้แทนของมูลนิธิฯ ด้วยนั้น

ต่อมาเมื่อวันที่ 6 กันยายน .2557 นายอดิลัน อาลีอิสเฮาะทนายความได้รับการประสานงานจาก ร.ต.ท. พงศ์ศักดิ์ พรหมเกตุ พนักงานสอบสวน สภ.เมืองยะลา ว่าคดีไม่อยู่ในเขตอำนาจของ สภ.เมืองยะลา แต่อยู่ในเขตอำนาจของ สภ.ท่าธง อ.รามัน จ.ยะลา จึงแจ้งยกเลิกหมายเรียกดังกล่าวผ่านทนายความ เพื่อแจ้งให้มูลนิธิฯ และ นางสาวพรเพ็ญ คงขจรเกียรติ ผู้ถูกล่าวหาทราบโดยถือว่าไม่ได้เรียกมาก่อน
ล่าสุดเมื่อวันที่ 9 กันยายน 2557 นายอดิลัน อาลีอิสเฮาะทนายความและนายปรีดา นาคผิวทนายความของมูลนิธิผสานวัฒนธรรมได้รับแจ้งจากพตท.พิสิษฐ์ ลมคำภา พนักงานสอบสวนสภ.ท่าธง ว่าทางสภ.ท่าธงได้ออกหมายเรียกใหม่ และทางมูลนิธิขอกำหนดวันเดินทางไปรับทราบข้อกล่าวหาตามวันนัดเดิมคือวันอาทิตย์ที่ 14 กันยายน 2557 เวลา 10.00 น.
มูลนิธิผสานวัฒนธรรม จึงขอแจ้งให้ทราบความคืบหน้าว่าทางมูลนิธิฯ พร้อมที่จะไปพบพนักงานสอบสวนและต่อสู้คดีตามกระบวนการยุติธรรมจนถึงที่สุด มูลนิธิฯ ยังคงยืนหยัดที่จะทำงานด้านการส่งเสริม ปกป้อง และคุ้มครองสิทธิมนุษยชนต่อไป ตามวันและเวลาดังกล่าว

ข้อมูลเพิ่มเติมติดต่อทนายความ นายอาดิลัน อาลีอิสเฮาะ โทร 081-5987688 และ นายปรีดา นาคผิว โทร 089-6222474

สรุปสาระสำคัญกรณีที่กรมทหารพรานที่ 41 ฟ้องร้องมูลนิธิผสานวัฒนธรรม และนางสาวพรเพ็ญ คงขจรเกียรติ กรณีหมิ่นประมาททำให้เสียชื่อเสียง

ประวัติมูลนิธิผสานวัฒนธรรม
มูลนิธิผสานวัฒนธรรมได้ดำเนินการกิจกรรมด้านการส่งเสริมความยุติธรรมและการคุ้มครองทางกฎหมาย ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ มาตั้งแต่ปีพ.ศ. 2550 โดยทำงาน ในการให้ความช่วยเหลือทางกฏมายต่อเหยื่อและผู้ได้รับผลกระทบจากการทรมานและปฏิบัติอย่งไร้มนุษยธรรม โดยใช้แนวทงกฎหมายและการส่งเสริมความเข้าใจระหว่างประชาชน ผู้ได้รับผลกระทบจากการใช้กฎหมายพิเศษกับเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานให้ความช่วยเหลือทางคดีมีแนวทางเพื่อการค้นหาความจริง การเรียกร้องให้มีการรับผิดทางแพ่งและทางอาญาต่อหน่วยงานที่มีข้อเท็จจริงที่เชื่อถือได้ว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการกระทำความผิด เช่น กรณีนายอิหม่ามยะผา กรณีนายอัสอารี สะมาแอ ซึ่งผู้ถูกควบคุมตัวที่เสียชีวิต ซึ่งมีพยานหลักฐานที่ยืนยันได้ว่าถูกทำร้ายร่างกายจนเสียชีวิต
กรณีที่ผู้เสียหายร้องเรียนว่ามีการทรมานและการปฏิบัติอย่างไร้มนุษยธรรมก็ได้ดำเนินการทำหนังสือร้องเรียนขอให้ตรวจสอบโดยได้ปฏิบัติงนในการตรวจสอบข้อมูล ทำหนังสือร้องเรียน หนังสือเปิดผนึกและทำการเผบแพร่สื่อมวลชน เพื่อสร้างความเข้าใจในข้อหลักการทางสิทธิมนุษยชนและกฎหมายเพื่อภายยุติการทรมาน โดยที่ผ่านมาตลอดระยะเวลา 7 ปี ได้รับความร่วมมือจากหน่วยงานในสังกัดของ กอรมน. และของสำนักงานตำรวจแห่งชาติเป็นอย่างดีในการปรับเปลี่ยนแนวทาง วิธีการปฏิบัติ การออกกฎระเบียบการควบคุมตัว ทั้งนี้ยังคงมีช่องโหว่ให้มีการทรมานและการเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องจนกระทั้งเกิดเรื่องร้องเรียนปรากฎในจดหมายเปิดผนึกถึงแม่ทัพภาค 4 ลงวันที่ 2 พฤษภาคม 2557 ขอให้ตรวจสอบกรณีนายอาดิล เหตุเกิดเมื่อวันที่ 26 เมษายน 2557
กระบวนการการทำงานของมูลนิธิฯ ยึดหลักสิทธิมนุษยชนและหลักกฎหมายในการเข้าถึงความยุติธรรม การร้องเรียนต่อหน่วยงานดังกล่าถือเป็นขั้นตอนตามกฎมายสามารตรวจสอบได้ และการส่งหนังสือขอให้ตรวจสอบกรณีนายอาดิล มีวัตถุประสงค์ให้หน่วยงานที่รับผิดชอบโดยตรงในการปฏิบัติหน้าที่และคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ มีหน้าที่ตรวจสอบดำเนินการเพื่อร่วมกันแสวงหาข้อเท็จจริงกรณีดังกล่าวว่ามีการกระทำความผิดเกิดขึ้นจริงหรือไม่ ไม่ได้มีความประสงค์จะทำลายความน่าเชื่อถือของหน่วยงานรัฐแต่อย่างใด ทั้งนี้เนื่องจากรัฐมีพันธรกรณีตามอนุสัญญาการต่อต้านการทรมานและการปฏิบัติหรือการลงโทษที่โหดร้ายไร้มนุษยธรรมหรือที่ย่ำยีศักดิ์ศรีในการสอบสวนข้อต้องเรียนเรื่องการทรมานโดยพลัน และมีหน้าที่ในการคุ้มครองผู้ร้องทุกข์และพยานให้ได้รับความคุ้มครองพ้นจากการประทุษร้ายหรือข่มขู่ให้หวาดกลัวอันเป็นผลจากการร้องทุกข์หรือการให้พยานหลักฐานของบุคคลนั้น
หากเมื่อทางหน่วยงานระดับสูงได้รับเรื่องร้องเรียนและหน่วยงานรัฐได้ทำการสอบสวนโดยพลันโดยปราศจากความลำเอียง หากหลักฐานปรากฎไม่ว่าผลการตรวจสอบจะเป็นเช่นใด สิทธิของประชาชนก็จะได้รับความคุ้มครองและประชาชนจะเชื่อมันต่อกระบวนการยุติธรรม หากการร้องเรียนเป็นผลให้ผู้ร้องทุกข์ ผู้ร้องเรียน หรือพยานต้องถูกดำเนินคดีก็จะส่งผลต่อความเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรมในสถานการณ์การฟ้องร้องคดีต่อมูลนิธิฯ สะท้อนให้เห็นถึงการขาดกลไกอิสระในการตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเรื่องร้องเรียนว่ามีการละเมิดสิทธิมนุษยชนและการบังคับใช้กฎหมายพิเศษที่ไม่เป็นธรรมในพื้นที่และทำให้ประชาชนหวาดกลัวในการใช้สิทธิมากยิ่งขึ้นอันเป็นผลร้ายแรงต่อกระบวนการสันติภาพในสามจังหวัดชายแดนใต้

ลำดับเหตุการณ์เกี่ยวข้องกับกรณีฟ้องร้องดำเนินคดี
· ในวันที่ 26 เมษายน 2557 นายอาดิลถูกจับกุมและถูกนำตัวส่งโรงพยาบาล ขณะที่ถูกจับมีรายงานว่ามีการมีการทำร้ายร่างกายจนสลบและมีการนำตัวส่งโรงพยาบาล ในเวลาเย็นวันเดียวกัน นายอาดิล ถูกควบคุมตัวจากบ้านไปควบคุมตัวที่ ฉก 41 ในวันที่ 27 เมษายน 2557 ทางมูลนธิผสานวัฒนธรรมได้รับเรื่องร้องเรียนจากมารดานายอาดิล หลังจากทราบข้อเท็จจริงเบื้องต้นทางมูลนิธิฯ ประสานกับหน่วยงานทางทหาร ซึ่งเป็นผู้มีอำนาจควบคุมตัวนายอาดิลอยู่ในขณะนั้น คือทางกรมทหารพรานที่ 41 และได้รับความร่วมมือระดับหนึ่งในการอนุญาตให้เยี่ยมแต่ด้วยจำกัดเวลาเพียง 1-2 นาที และเป็นเพียงส่งอาหารเท่านั้น โดยทางญาติไม่สามารถพูดคุยกับนายอาดิล เป็นอิสระ มีเจ้าหน้าที่นั่งฟังการพูดคุยตลอดเวลา อีกทั้งทนายความและอาสาสมัครผู้ช่วยทนายความไม่สามารถติดต่อขอเข้าพบได้ระหว่างวันที่ 27-28-29 เมษายน 2557 ทนายความของมูลนิธิฯ และอาสาสมัครทนายความได้ประสานกับหัวหน้าหน่วยซักถามในขณะนั้น
· วันที่ 29 เมษายน 2557 นางสาวพรเพ็ญ คงขจรเกียรติ ซึ่งขณะนั้นปฏิบัติหน้าที่อยู่ที่กรุงเจนีวา ได้รายงานกรณรนายอาดิลโดยวาจากกับผู้แทนฯ คณะกรรมการที่มารับฟังข้อคิดเห็นของภาคประชาสังคมที่ประชุมคณะกรรมการต่อต้านการทรมานองค์การสหประชาชาติ ในวันเดียวกันโดยมีข่าวที่ทางมูลนิธิผสานวัฒนธรรมได้ถูกอ้างถึงเกี่ยวกับการร้องเรียนให้ตรวจสอบเรื่องนายอาดิลปรากฎในข่าวที่ (http://www.deepsouthwatch.org/node/5648) และ (http://www.isranews.org/south-news/talk-with-director/item/28974-yaha.html) จำนวนสองชิ้น

· วันที่ 30 เมษายน 2557 และวันที่ 1 พฤษภาคม 2557 มีการถ่ายทอดสดการพิจารณารายงานของประเทศไทยผ่านเวปไซค์ Deep South Watch และในวันที่ 30 เมษายน 2557 ได้เผยแพร่บันทึกเป็นคำถามที่ทางคณะกรรมการ CAT ถามกลับมายังตัวแทนรัฐบาลจำนวน 59 คำถามเผยแพร่ใน Blog http://www.voicefromthais.wordpress.com
· ในวันที่ 2 พฤษภาคม 2557 นายอาดิลได้รับการปล่อยตัวจากการควบคุมตัวภายใต้กฎอัยการศึกและได้ให้ข้อมูลเรื่องเหตุการณ์ในวันที่ 26 เมษายน 2557 ว่า “ตนถูกทำร้ายร่างกายโดยการชกทีท้องโดยมีผ้าวางรอง และการการรัดที่คอ และจากข้อเท็จจริงของมารดา “ได้ยินเสียงร้อยและขึ้นไปบนบ้านเห็นนายอาดิลน้ำลายฟูมปาก” และมีการนำตัวนายอาดิลที่สลบไปส่งโรงพยาบาลในวันเกิดเหตุ รวมทั้งมีการส่งภายถ่ายในใบรับรองแพทย์ลงวันที่ 26 เมษายน 2557 ว่า “กล้ามเนื่องบริเวณลิ้นปีอักเสบ” โดยมูลนิธิฯ จึงได้ส่งหนังสือเปิดผนึกไปทางโทรสารในวันที่ 2 พฤษภาคม 2557 และฉบับจริงทางไปรษณีย์ขอให้ตรวจสอบกรณีดังกล่าวในวันที่ 6 พฤษภาคม 2557 ถึงแม่ทัพภาค 4 เพื่อให้ตรวจสอบขอ้เท็จจริง ต่อมานายอาดิลถูกควบคุมตัวอีกครั้งในวันที่ 3 พฤษภาคม 2557 ตามอำนาจพรก.ฉุกเฉินและถูกควบคุมตัวที่ศูนย์สัติ จ.ยะลา
ต่อมาศูนย์ทนายความมุสลิมได้ทำคำร้องคัดค้านการขยายการควบคุมตัวนายอาดิล เมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม 2557 ต่อมาวันที่ 16 พฤษภาคม 2557 ศาลจังหวัดยะลาได้ไต่สวนโดยเรียกให้ผู้ควบคุมตัวนายอาดิล มาให้การต่อหน้าศาลจังหวัดยะลา ยืนยันว่าตนถูกทำร้ายร่างกายจริงในวันที่ 26 เมษายน 2557 ศาลมีคำสั่งให้ปล่อยตัวนายอาดิลในวันที่ 21 พฤษภาคม 2557 หลังหมดความจำเป็นในการซักถามตามอำนาจพรก.ฉุกเฉิน และนายอาดิลได้รับการปล่อยตัวโดยไม่มีการตั้งข้อกล่าวหาใดๆ
· กรณีนายอาดิล สาแม เมื่ออายุ 14 ปี เคยตกเป็นผู้เสียหายจากการทรมานและการปฏิบัติอย่างไร้มนุษยธรรม มูลนิธิผสนวัฒนธรรมและมูลนิธิศูนย์ทนายความมุสลิมได้ช่วยเหลือครอบครัวนายอาดิลตั้งแต่ปี พ.ศ. 2553 ในคดีที่พนักงนนอัยการจังหวัดทนายบกปัตตานีฟ้องเจ้าหน้าที่ทหารเป็นคดีอาญาข้อหาทำร้ายร่างกายนายอาดิล และศาลจังหวัดปัตตานีได้มีคำพิพากษาโทษให้จำคุก 6 เดือน จำเลยสารภาพจึงให้รอลงอาญา 2 ปี และปรับเป็นจำนวนเงิน 2000 บาท

25570909-180218.jpg

Read Full Post »

ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน Thai Lawyers for Human Rights
โทร(Tel) : 096-7893172 หรือ 096-7893173 e-mail: tlhr2014@gmail.com

8 กันยายน 2557
Press Release
สถานการณ์สิทธิมนุษยชน 100 วัน หลังรัฐประการ
โดย ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน
​วันนี้ (8 กันยายน 2557) ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน ได้ยื่นรายงานสรุปสถานการณ์สิทธิมนุษยชน 100 วัน หลังรัฐประการ ต่อศูนย์ดำรงธรรม กระทรวงมหาดไทย พบว่าสถานการณ์ด้านสิทธิมนุษยชนเริ่มเปลี่ยนไป คณะรักษาความสงบแห่งชาติยกเลิกการเรียกรายงานตัวอย่างเป็นทางการผ่านทางโทรทัศน์ แต่ใช้วิธีการเรียกตัวผ่านทางโทรศัพท์ การชุมนุมทางการเมืองที่เคยเกิดขึ้นทุกอาทิตย์ก็เริ่มหมดไป แต่ประชาชนยังคงถูกจับกุมและดำเนินคดีอย่างต่อเนื่อง
​สถานการณ์ช่วง 100 วันที่ผ่านมา พบว่า คณะรักษาความสงบแห่งชาติ เรียกตัวบุคคลให้ไปรายงานตัวอย่างน้อย 571 คน ประชาชนถูกดำเนินคดีอย่างน้อย 266 คน อยู่ในกรุงเทพ 107 คน ภาคเหนือ 72 คน ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 45 คน นอกนั้นกระจายอยู่ในภาคตะวันออก ภาคตะวันตกและภายใต้ โดยผู้ที่เกี่ยวข้องกับเสื้อแดงถูกจับกุมหรือเรียกตัวมากที่สุดคือ 396 คน รองลงมาคือนักวิชาการและนักกิจกรรม 142 คน และประชาชนผู้ชุมนุมโดยสงบ 98 คน
​ในทางคดีพบว่า มีการดำเนินคดีกับประชาชน อย่างน้อย 87 คดี ถูกดำเนินคดีในศาลทหาร 61 คน ในศาลยุติธรรม 26 คน ในจำนวนนี้แบ่งเป็นคดีเกี่ยวกับการไม่ไปรายงานตัว 10 คดี คดีเกี่ยวกับอาวุธ 42 คดี คดีเกี่ยวกับการชุมนุมโดยสงบ 47 คดี เป็นคดีตามมาตรา 112 14 คดี อื่นๆอีก 10 คดี
จากการทำงานของศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน ในการรับเรื่องร้องเรียนหรือทำการตรวจสอบหรือให้ความช่วยเหลือทางกฎหมาย ทั้งที่เป็นคดีและไม่เป็นคดี อย่างน้อยกว่า 80 กรณี พบว่ามีกรณีที่น่าสนใจใน 3 ประเด็น คือเรื่องสิทธิในกระบวนการยุติธรรม สิทธิในชีวิตร่างกาย และเสรีภาพในการแสดงออก
ในประเด็นสิทธิในกระบวนการยุติธรรม พบว่า การใช้อำนาจตามกฎอัยการศึก กักตัวบุคคล 7 คน นำไปสู่กระบวนการที่ไม่ชอบ เช่น ไม่มีซักกรณีเดียวที่มีการเปิดเผยสถานที่คุมขังระหว่างการกักตัว เกือบทุกกรณี ผู้ถูกกักตัวจะถูกปฏิเสธสิทธิในการพบญาติ ปรึกษาทนายความหรือติดต่อกับโลกภายนอก มีอย่างน้อย 2 กรณีที่มีการกักตัวเกิน 7 วัน ในด้านสิทธิการประกันตัว พบว่า คดีที่เกี่ยวกับอาวุธสงครามและคดีความผิดตามมาตรา 112 โดยมากจะไม่ได้รับการประกันตัว ส่วนคดีที่เกี่ยวกับการชุมนุมโดยสงบ การไม่ไปรายงานตัว ศาลจะให้ประกันตัวในเกือบทุกกรณี ในส่วนผลของคำพิพากษา หากเป็นคดีชุมนุม ศาลจะพิพากษาให้ชำระค่าปรับและรอลงอาญา
​ในประเด็นสิทธิในชีวิตและร่างกาย พบว่า ในคดีที่เกี่ยวข้องกับการครอบครองอาวุธสงคราม มีอย่างน้อย 14 กรณี ที่มีการซ้อมทรมาน ทั้งการทำร้ายร่างกายและพูดจาข่มขู่ เพื่อให้ผู้ถูกกักตัวให้การซัดทอดหรือรับสารภาพว่าได้เคยทำการก่อเหตุความไม่สงบในจุดต่างๆ ในช่วงการชุมนุมใหญ่ที่ผ่านมา ซึ่งส่วนใหญ่แล้วผู้ถูกจับกุมหรือกักตัวเป็นคนเสื้อแดง โดยเฉพาะการ์ดเสื้อแดง
​ในประเด็นเสรีภาพในการแสดงออก ในกรณีตามมาตรา 112 มีการดำเนินคดีอย่างน้อย 14 คดี เกือบทุกคดีเป็นการเร่งรัดหรือรื้อฟื้นคดีเก่าที่เคยมีการแจ้งความไว้ก่อนวันที่ 22 พฤษภาคม 2557 ซึ่งเกือบทุกคดีเกิดจากการแสดงออกโดยสันติของประชาชน เช่น การแต่งบทกวี การแสดงละคร ผู้ต้องหาเกือบทุกคดีไม่ได้รับการประกันตัว
​ข้อห่วงกังวลประการสำคัญ 1. ที่ผ่านมามีอย่างน้อย 2 คดีที่มีการโอนคดีจากศาลยุติธรรมไปที่ศาลทหาร ทั้งสองคดีเป็นคดี 112 และเกี่ยวข้องกับอินเตอร์เน็ต โดยอ้างว่าความผิดยังคงปรากฏต่อเนื่องอยู่ ซึ่งหากใช้หลักเกณฑ์นี้จะทำให้คดีอีกอย่างน้อย 6 คดี โอนไปที่ศาลทหาร ซึ่งยังข้อสงสัยเรื่องความเป็นอิสระและความเชี่ยวชาญของศาล 2. การซ้อมทรมาน ที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ได้ปฏิเสธมาตลอดว่ามีกรณีดังกล่าวเกิดขึ้น และมีการดำเนินคดีกับผู้ที่ให้ข่าวว่ามีการซ้อมทรมาน โดยละเลยกระบวนการตรวจสอบค้นหาความจริง
​แนวโน้มต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้น เห็นว่า คณะรักษาความสงบแห่งชาติจะไม่มีท่าทีในการยกเลิกกฎอัยการศึก ผู้ที่ถูกจับกุมข้อหาครอบครองอาวุธและ 112 จะไม่ได้รับการประกันตัว ใช้อำนาจตามกฎหมายพิเศษในการจัดการกับผู้ที่แสดงออกทางการเมือง มีการดำเนินคดีต่อผู้ชุมนุม และใช้กฎหมายอาญา มาตรา 112 มากขึ้น และอาจมมีการใช้อำนาจพิเศษ ตามมาตรา 44 ของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ในการดำเนินการต่าง โดยขาดการตรวจสอบถ่วงดุลอำนาจ
​ข้อเรียกร้อง จากสถานการณ์ที่เกิดขึ้น คณะรักษาความสงบแห่งชาติ มีกระบวนการตรวจสอบค้นหาความจริงในประเด็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน ยกเลิกการจำกัดเสรีภาพในการแสดงออก ไม่จับกุมคุมขังบุคคลโดยใช้อำนาจตามกฎอัยการศึก ไม่นำพลเรือนขึ้นศาลทหาร และยกเลิกการใช้กฎอัยการศึกทั่วราชอาณาจักร

Read Full Post »

English version is below
ใบแจ้งข่าว
ศูนย์ทนายความฯ เตรียมยื่นหนังสือต่อ ศูนย์ดำรงธรรม กรณีการละเมิดสิทธิ จันทร์นี้

ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน เตรียมยื่นหนังสือและรายงานสถานการณ์สิทธิมนุษยชน 100 วัน หลังรัฐประหาร ต่อศูนย์ดำรงธรรม กระทรวงมหาดไทย ในวันจันทร์ที่ 8 กันยายน 2557 เวลา 11.00 น.

ตามที่ ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน ได้รับหนังสือขอความร่วมมือให้ยกเลิกการจัดงาน “ความยุติธรรมที่ปิดปรับปรุง” ในวันที่ 2 กันยายน 2557 และหากมีข้อร้องเรียนเกี่ยวกับสิทธิของประชาชนในการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมและการใช้เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นหรือข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการปฏิบัติงานด้านสิทธิมนุษยชน ให้ยื่นข้อร้องเรียนดังกล่าว ต่อศูนย์ดำรงธรรม สำนักตรวจราชการและเรื่องราวร้องทุกข์ กระทรวงมหาดไทย

ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน จึงจะเข้ายื่นหนังสือข้อร้องเรียนและรายงานสถานการณ์ดังกล่าวต่อ ศูนย์ดำรงธรรม ในวันจันทร์ที่ 8 กันยายน 2557 เวลา 11.00 น. เพื่อให้มีการตรวจสอบต่อไป

ในโอกาสนี้ จึงขอเชิญ นักข่าวและสื่อมวลชน เข้าร่วมทำข่าวและบันทึกภาพ การเข้ายื่นหนังสือ ในวันและเวลาดังกล่าว

———————————————–

Press Release
Thai Lawyers for Human Rights to submit cases of rights violation to Damrongdhama Center this Monday

The Thai Lawyers for Human Rights (TLHR) is going to submit a letter and a report regarding human right situation 100 days after the coup to the Ministry of Interior’s Damrongdhama Center on Monday 8 September 2014, at 11.00 am.

TLHR was asked for cooperation to cancel its planned public seminar “Access to Justice in Thailand: Currently Unavailable”, supposed to held on 2 September 2014. We were also told that if there is any complaint regarding violation of rights in justice process and the exercise of the right to freedom of expression as well as any recommendations regarding human rights redress, we should get in touch with the Damrongdhama Center under the Ministry of Interior.

Therefore, TLHR plans to submit a letter outlining detail of the complaints and the report on human rights situation to the Damrongdhama Center on Monday 8 September 2014, at 11.00 am for further investigation.

Media and press are invited to bear witness the occasion at the said date and time.

———————————————–
ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน
Thai Lawyers for Human Rights
โทร/Tel (+66) (0) 96-789-3172, 096-789-3173
e-mail: tlhr2014@gmail.com

25570907-183012.jpg

Read Full Post »

« Newer Posts - Older Posts »

Follow

Get every new post delivered to your Inbox.

Join 28 other followers