Feeds:
Posts
Comments

Archive for the ‘Anti-torture’ Category

“No visit” and Human Rights Violation: The case of Sombat Boonngam-anong
by Pornpen Khongkachonkiet, Director of Cross Cultural Foundaiton
dated 11 June 2014

Under the declaration of martial law all over the country, there are many issues related to human rights which Bangkokian and other citizen of Thailand should be aware of, especially the “No visit” policy. In the three southernmost provinces, we have been horrified and fearful off the “No visit” for 10 years since the martial law was declared there.

When the relative requested for a visit to detainees under the martial law, the officers would say that the officers were undertaking “processes,” or what could be referred to as “interrogations” which included seeking intelligence news and getting to know the network of suspect. The information collected, however, might be presented as an effect of “cooperation”. On the contrary, this practices is to us, human rights activists observing and monitoring detention issues under 7 days detention under martial law, “arbitrary detention”. In some situation this “process” could involve torture for confession, or pointing pictures, pointing photos or identifying names for further arrests. The word used in Thai is “blaming the other”.

In the context of the southern most provinces, the officer may rely on their suspicious to call in suspect but often their evidence is not strong enough to detain a person under the existing domestic law (criminal code), therefore those suspects are called in for detention under martial law power. Under the military detention, interrogations will be conducted for 7 days or less then the suspect would be brought to emergency decree detention and later then to normal procedure under criminal code that the judicially standard applied as the same as in national wide context. In the southern provinces, the interrogation file under the martial law might be included in the prosecution file and used for the evidence in the civilian court trial. The use of evidence obtaining by special procedure might have created malfunction in administrative of justice for years till via advocacy and improving understanding of judiciary personnel, there is some precedent in the court ruling that the evidence obtaining during the so called ” special procedure” of martial law were not admissible in civilian court related to national security cases.

In these provinces, we have used campaigning and advocacy till the Internal Security Operation Command ( ISOC) deleted the word “No Visit” for the first three days of the detention out from the ISOC regulation and procedure. As a consequence, suspects’ relatives can meet with detainees on the first day and the arresting officer or local officer shall also inform them on the place of detention. The relatives could follow or ask to visit the detainees on the first day to give cloths /food by hands (some army units might follow their own rules: sometimes the relatives and detainees can only look at each other, no talking, no talking in Malayu dialect, or have only around 1-2 minutes visits). This matter requires us to continue to work with patience toward changing the attitude of local officers and conforming to existing rules.

When we look closer at the application of the martial law to detain person for 7 days in Bangkok and other part of Thailand since 20 May 2014, it is clear that these rules are not enforced. The detention of Mr. Sombat is such an example: the place of his detention was a secret and his relatives were not allowed to visit him throughout 7 days. With this condition, his detention might be arbitrary and prohibited under the ICCPR even though the NCPO used his violation of the order to summon as the cause for it. The deprivation of liberty can only be done through legal means. Sombat political activist may have annoyed the NCPO but it always was carried out through peaceful means. His peaceful activism shall be respected. Mr. Sombat is not only a human rights defender now, he is also prisoner of conscience. In addition today (11 June) his 7 days detention is supposed to be over. If the detention will be prolonged and he still could not communicate to outside world this would also be regarded as incommunicado detention and if incommunicado detention is prolonged could be also violation of Convention against torture.

We hope that the officer will operate under martial law in a transparent and accountable way, with proportionate and acceptable measures. Crossing the line to human rights violation could also be a breach of a number international human rights laws that Thailand is obliged to follow even under the military government. Especially, when NCPO is about to send its representative to Geneva to give clarification of its behavior to the world this month we ask: why NCPO is using absolute governing power? Why did they dismiss the constitution? Why laws /orders are not written by legistrative branch and why civilian will be trial in military court? We demand the release of Mr. Sombat and those who were arrested at the same time with him without condition. In order to build trust in the NCPO operation’s respect of human rights, they should, if there is enough ground of his wrongdoing, trial him in a normal criminal procedure to maintain rule of law when the returning happiness mission is not yet completed.

25570613-090041.jpg

Read Full Post »

การห้ามเยี่ยมและการละเมิดสิทธิมนุษยชน
กรณี นายสมบัติ บุญงามอนงค์

โดย พรเพ็ญ  คงขจรเกียรติ

ในสภาพการณ์การบังคับใช้กฎอัยการศึกทั่วประเทศมีสิ่งใหม่ใหม่ด้านสิทธิมนุษยชนที่คนในกรุงเทพและทั่วประเทศจะต้องเรียนรู้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คำว่า ห้ามเยี่ยม ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ เราขยาดและหวาดกลัวกับว่าห้ามเยี่ยม มาตลอดระยะเวลา10 ปีที่มีการประกาศใช้กฎอัยการศึก

การห้ามเยี่ยมในบริบทจชต. หมายถึงทางเจ้าหน้าที่กำลังดำเนินกรรมวิธี หรือในกระบวนการยุติธรรมปกติ น่าจะหมายถึงการสอบสวน การหาข่าว การขยายผล เจ้าหน้าที่ก็พยายามพูดกับญาติหรือองค์กรสิทธิมนุษยชนว่า “ขอความร่วมมือ” แต่เราในฐานะนักสิทธิมนุษยชนที่ติดตามการควบคุมตัวบุคคลภายใต้กฎอัยการศึกพบว่า นอกจากที่เราห่วงกังวลว่าการควบคุมตัว 7 วันเป็นการควบคุมตัวไม่ชอบ (arbitrary detention) ยังอาจหมายถึงการซ้อมทรมานให้รับสารภาพ หรือบังคับให้ชี้ภาพ ชี้รูป ระบุชื่อคนที่รู้จัก แล้วนำไปสู่การซัดทอดเป็นเหตุผลเดียวที่จนท.ใช้ในการจับกุมตัวบุคคลอื่นเพิ่มเติม เราเรียกติดปาก ว่า “ซัดทอด”

ในบริบทจังหวัดชายแดนใต้เจ้าหน้าที่มักอ้างเหตุสงสัยแต่ไม่เหตุผลเพียงพอในการควบคุมตัวตามกฎหมาย จึงได้ควบคุมตัวบุคคลตามอำนาจกฎอัยการศึก หรือถ้ามีหมายจับ หรือหลักฐานเบื้องต้นว่าอาจกระทำความผิดต่อความมั่นคง (ซึ่งก็ตีความได้กว้างมาก) ก็นำเข้าสู่กระบวนการ “ซักถาม” หรือ “ดำเนินกรรมวิธี” เสียก่อน 7วันหรือน้อยกว่า แล้วนำเข้าสุู่่กระบวนการยุติธรรมตามพรบ.ฉุกเฉินแล้วค่อยนำตัวเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมปกติที่ใช้กันทั่วประเทศ โดยมีการนำบันทึกการซักถามมาประกอบการดำเนินคดีด้วย สิ่งนี้สร้างความเสียหายแก่กระบวนการยุติธรรมในจังหวัดชายแดนใต้มาหลายปี จนมีการเปิดเผย สร้างความเข้าใจกับองค์กรตุลาการทำให้หลายคดีมีบรรดทัดฐานที่จะไม่รับฟังพยานหลักฐานในชั้นซักถามตามกฎหมายพิเศษในการพิจารณาคดีของศาลพลเรือนในคดีความมั่นคง

ย้อนมาถึงการ “ห้ามเยี่ยม” ในจังหวัดชายแดนใต้ เราได้รณรงค์และสร้างความเข้าใจกับจนท.ทหารที่มีอำนาจกักตัวตามกฎอัยการศึก7วันจนกระทั่งมีคำสั่งแก้ไข ข้อห้ามที่ว่า ไม่ให้ญาติเยี่ยมเป็นเวลาสามวัน ออกไปได้จากระเบียบกอรมน. ทำให้ญาติใกล้ชิดสามารถเยี่ยมบุคคลที่ถูกกักตัวได้ตั้งแต่วันแรก อีกทั้งจนท.ทหารในพื้นที่หรือชุดจับกุมจะต้องบอกสถานที่ควบคุมตัวบุคคคลอย่างชัดเจนกับญาติ ญาติมีสิทธิที่จะติดตามและขอเยี่ยมบุคคลได้ตั้งแต่วันแรก สามารถส่งมอบสิ่งจำเป็นต่างๆ ได้ (แต่ก็มีบางหน่วยที่ ไม่ปฏิบัติตามระเบียบนี้ หรือให้แค่มองตา ส่งของ ห้ามพูด ห้ามพูดภาษามลายู หรือให้พูดคุยกันสองสามนาที รายละเอียดเกี่ยวกับทัศนคติของเจ้าหน้าที่ระดับปฏิบัติเราก็ต้องทำงานทางความคิดกันต่อไป)

เมื่อมาสังเกตการใช้อำนาจที่เข็มข้นที่แตกต่างในการใช้อำนาจการกักตัว 7 วันมาใช้ในกรุงเทพและพื้นที่ประกาศใช้กฎอัยการศึกทั่วประเทศตั้งแต่วันที่ 20 พค. 2557 เช่นกรณีการควบคุมตัวนายสมบัติ บุญงามอนงค์ โดยไม่ระบุสถานที่ควบคุมตัว ไม่อนุญาตให้ญาติเยี่ยมตลอดระยะเวลา 7 วัน นั้นเข้าข่ายการละเมิดสิทธิมนุษยชนเพราะเป็นการควบคุมตัวมิชอบ (Aribritary Detention) ที่ห้ามไว้ในกติกาสากลว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (ICCPR) แม้จะอ้างถึงการขัดคำสั่งของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ คำสั่งที่เกิดขึ้นอาจเป็นกฎหมายในประเทศแต่การใช้อำนาจจำกัดเสรีภาพบุคคลต้องมีกฎหมายรองรับ กิจกรรมทางการเมืองของบก.รายจุดรายนี้ แม้จะดูน่ารำคาญในสายตาของคณะคสช. แต่นับว่าเป็นการแสดงออกทางความคิดเห็นทางการเมืองทีี่เป็นไปในแนวทางสันติวิธี ที่ควรได้รับการเคารพ นายสมบัติ บุญงามอนงค์ ไม่เพียงเป็นนักต่อสู้ด้านสิทธิมนุษยชน (human rights defenders) ปัจจุบันเขาได้รับอีกสถานะหนึ่งคือเป็นนักโทษทางความคิด (prisoner of conscience) อีกทั้งเมื่อการควบคุมตัว 7 วันของเขาที่จะครบกำหนดในวันที่ 11 มิถุนายน 2557 อาจเข้าข่ายละเมิดสิทธิของนายสมบัติและครอบครัว เนื่องจากที่เจ้าหน้าที่ทหารควบคุมตัวนายสมบัติ และบุคคลอีกจำนวนหนึ่งในเวลาเดียวกัน โดยไม่อนุญาตให้ติดต่อกับโลกภายนอก (incommunicado detetion) หรือถ้าการควบคุมตัวที่ไม่อนุญาตให้ติดต่อโลกภายนอกยาวนานออกไปก็อาจเข้าข่ายการทรมานและการปฏิบัติอย่างโหดร้าย ตามอนุสัญญาต่อต้านการทรมานด้วย

เราหวังว่าดำเนินการโดยไม่โปร่งใสตรวจสอบได้ว่าการใช้อำนาจของทหารภายใต้กฎอัยการศึกยังคงได้สัดส่วนและเหมาะสม หากล้ำเส้นไปมากอาจเป็นละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างกว้างขวางภายใต้กรอบกฎหมายระหว่างประเทศหลายฉบับที่ประเทศไทย แม้ภายใต้รัฐบาลทหารก็มีพันธกรณีที่จะต้องปฏิบัติตาม โดยเฉพาะเมื่อจะมีตัวแทนของคสช.ไปชี้แจงที่กรุงเจรีวา ประเทศสวิสเซอร์แลนด์ สำนักงานขององค์การสหประชาติในเดือนมิถุนายนนี้ หรือกรณีที่ทูตไทยจากประเทศต่างๆ ที่จะต้องมารับฟังข้ออ้างเพื่อนำไปอธิบายกับประชาคมโลก ในเรื่องการใช้อำนาจเบ็ดเสร็จ ฉีกรัฐธรรมนูญทำลายหลักการคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของประชาชนไปหมดสิ้น อีกทั้ง มีคำสั่งประกาศออกมาโดยไม่ผ่านกระบวนการนิติบัญญัติ การใช้ศาลทหารกับพลเรือน เป็นต้น เราขอเรียกร้องให้มีการปล่อยตัวนายสมบัติ บุญงามอนงค์และบุคคลที่ถูกจับกุมพร้อมกันโดยไม่มีเงื่อนไข เพื่อรักษาไว้ซื่งความเชื่อมั่นว่าการดำเนินการของคสช. ได้คำนึงถึงการเคารพต่อสิทธิมนุษยชนจริงดังที่ประกาศไว้ หากพบหลักฐานในการกระทำความผิดอื่นๆ ควรนำกระบวนการยุติธรรมปกติมาใช้เพืื่อรักษาหลักนิติธรรมไว้แม้นในสถานการณ์คืนความสุขนั้นยังไม่เป็นปกติ

Read Full Post »

25570417-121419.jpg25570515-135752.jpg

UNCAT Concluding Observation_ 23 May 2014

รายงานสรุปข้อสังเกตของคณะกรรมการต่อต้านการทรมานฉบับภาษาไทย รายงานข้อสังเกต คณะกรรมการต่อต้านการทรมาน word doc

 

 

Read Full Post »

http://www.fidh.org/ไทย-1614/15459-ประเทศไทย

English Español ไทย
31 mai 2014
ประเทศไทย: รัฐบาลทหารต้องเคารพสิทธิเสรีภาพที่กฎหมายระหว่างประเทศรับรอง
ปารีส, 30 พฤกษภาคม 2557: สหพันธ์สิทธิมนุษยชนสากลเรียกร้องรัฐบาลทหารไทยในนามคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ต้องเคารพเสรีภาพขั้นพื้นฐานที่กฎหมายระหว่างประเทศรับรอง ตามสนธิสัญญาระหว่างประเทศที่ประเทศไทยเป็นรัฐภาคี ข้อเรียกร้องนี้เกิดขึ้นหลังจากสถานการณ์สิทธิมนุษยชนเสื่อมทรามลงอย่างรุนเเรงเเละรวดเร็ว หลังจาก คสช. ประกาศยึดอำนาจเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2557
นายการิม ลาฮิดจี ประธานสหพันธ์สิทธิมนุษยชนสากล กล่าวว่า “การใช้กฎอัยการศึกเเละการระงับใช้รัฐธรรมนูญไม่ใช่ใบอนุญาตให้รัฐบาลทหารละเมิดสิทธิมนุษยชนที่ได้รับการรับรองตามกฎหมายระหว่างประเทศโดยไม่ละอาย” ”การกระทำของรัฐบาลทหารนั้นเป็นการเลี่ยงไม่ปฏิบัติตามพันธกรณีระหว่างประเทศอย่างเปิดเผยเเละไม่เกรงกลัว เเละรัฐบาลทหารต้องยุติการกระทำเช่นนี้ทันที” นายการิม ลาฮิดจีกล่าว

คสช. ละเมิดกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองเเละสิทธิทางการเมือง ด้านเสรีภาพในการเดินทาง (ข้อ 12) เสรีภาพมนการเเสดงออก (ข้อ 19) เสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบ (ข้อ 21) เเละการห้ามมิให้จับกุมคุมขังโดยพลการ (ข้อ 9)

กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองเเละสิทธิทางการเมือง ข้อ4 กำหนดว่ารัฐภาคีอาจเลี่ยงพันธกรณีภายใต้กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิทางการเมืองเเละสิทธิพลเมืองนี้ “ในภาวะฉุกเฉินสาธารณะซึ่งคุกคามความอยู่รอดของชาติ” ก่อนที่คสช. เข้าควบคุมอำนาจการปกครอง การชุมนุมจำกัดอยู่เฉพาะเมืองหลวงของประเทศไทย การประกาศรัฐประหารเกิดขึ้นหลังจากคณะรัฐมนตรีที่เหลืออยู่ปฏิเสธไม่ลาออก ดังนั้น การรัฐประหารโดยใช้กำลังทหารจึงเป็นการล้มล้างรัฐบาลโดยชอบธรรมเเละไม่เข้าข่ายเป็น “ภาวะฉุกเฉินสาธารณะซึ่งคุกคามความอยู่รอดของชาติ”

นอกจากนี้ การที่คสช. ใช้บทบัญญัติภายใต้กฎอัยการศึกกักขังบุคคลในลักษณะที่ไม่สามารถติดต่อกับภายนอกได้ ย่อมมีโอกาสสูงที่จะนำไปสู่การทรมานและการประติบัติที่โหดร้าย ซึ่งเป็นสิ่งต้องห้ามอย่างเคร่งครัดตามกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองเเละสิทธิทางการเมือง เเละอนุสัญญาต่อต้านการทรมานและการประติบัติหรือการลงโทษที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม หรือที่ย่ำยีศักดิ์ศรี เมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม คณะกรรมการต่อต้านการทรมานของสหประชาชาติกล่าวว่า คณะกรรมการมีความ “ความกังวลอย่างลึกซึ้ง” ต่อการประกาศกฎอัยการศึกในประเทศไทย เเละเรียกร้องให้ประเทศไทยดำเนินการให้แน่ใจว่าการบังคับใช้ใช้กฎอัยการศึกทั่วประเทศต้อง “ไม่เป็นการละเมิดสิทธิที่อนุสัญญารับรองไม่ว่าจะอยู่ภายใต้สถานการณ์ใดใด”

กวาดจับ: มีผู้ถูกกักขังโดยไม่สามารถติดต่อกับภายนอกได้กว่า 370 คน

ตั้งแต่การยึดอำนาจเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม คสช. ควบคุมตัวบุคคลโดยพลการกว่า 300 คน พวกเขาถูกกักตัวโดยไม่สามารถติดต่อกับภายนอกได้หลังจากถูกเรียกให้รายงานตัว ณ สถานที่ของทหารต่างๆ ทั้งในกรุงเทพฯ และที่อื่น ๆ ทั่วประเทศ ผู้ที่ถูกควบคุมตัวส่วนใหญ่เป็นอดีตรัฐมนตรีในคณะรัฐบาล เจ้าหน้าที่ เเละผู้นำผ่ายสนับสนุนรัฐบาลจากแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) รวมทั้งแกนนำคณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (กปปส.) ซึ่งเป็นผู้ถูกควบคุมตัวส่วนน้อย

เจ้าหน้าที่ทหารยังจับกุมบุคคลโดยพลการอย่างน้อย 70 คน ที่กรุงเทพฯ ขอนแก่น เชียงใหม่ เชียงราย เเละอุบลราชธานี ส่วนมาผู้ถูกจับกุมเข้าร่วมการชุมนุมโดยสงบเพื่อต่อต้านการปฏิวัติ หรือมีส่วนเชื่อมโยงกับ นปช.

รัฐบาลทหารยังมุ่งกวาดล้างนักปกป้องสิทธิมนุษยชน นักวิชาการ นักเขียน สื่อมวลชน เเละกลุ่มรณรงค์ต่อต้านกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ผู้ที่ถูกควบคุมตัวได้เเก่ นางสุกันยา พฤกษาเกษมสุข ภรรยานายสมยศ พฤกษาเกษมสุข อดีตบรรณาธิการนิตยสาร ที่กำลังถูกจำคุกด้วยข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ทหารจับกุมนางสุกัญญา พร้อมบุตรสาววัย 19 ปีเเละบุตรชายวัย 23 ปี ที่บ้านพักในกรุงเทพฯ เเละควบคุมตัวที่สถานที่ทหาร ที่ เทเวศน์ เพื่อซักถาม ทั้งสามคนได้รับการปล่อยตัว 6 ชั่วโมงหลังถูกควบคุมตัว โดยไม่มีการตั้งข้อกล่าวหาใดใด

ผู้ถูกควบคุมตัวรายอื่นๆ ถูกควบคุมตัวหลายวัน โดยไม่มีการตั้งข้อกล่าวหาว่ากระทำความผิดใดๆ การกระทำเช่นนี้ขัดต่อกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิทางการเมืองเเละสิทธิพลเมืองข้อ 9โดยตรง เนื่องจาก “บุคคลจะถูกจับกุมหรือควบคุมโดยอำเภอใจมิได้ […] ในขณะจับกุม บุคคลใดที่ถูกจับกุมจะต้องได้รับแจ้งถึงเหตุผลในการจับกุม และจะต้องได้รับแจ้งถึงข้อหาที่ถูกจับกุมโดยพลัน”

พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชาหัวหน้า คสช. ได้ยืนยันว่ามีสภาพการคุมขังโดยพลการ เมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม พลเอกประยุทธ์ อ้างเหตุผลว่า การควบคุมตัวบุคคลหลายสิบคนที่ค่ายทหารเพราะต้องการให้ “ผู้ถูกควบคุมตัวทราบว่าทหารอยู่กันอย่างไร”

ผู้ถูกควบคุมตัวได้ถูกคุมขังในสถานที่ควบคุมตัวที่ไม่เปิดเผย ซึ่งรวมถึงการควบคุมตัวในฐานทัพ ทั้งยังถูกปฏิเสธสิทธิในการเข้าถึงทนายความและการสื่อสารกับสมาชิกครอบครัว เงื่อนไขการกักกันเหล่านี้มีเเนวโน้มว่าจะทำให้เกิดการละเมิดสิทธิมนุษยชนอื่นๆ อีก รวมถึงการปฏิบัติที่โหดร้าย การทรมาน การบังคับให้สูญหาย และวิสามัญฆาตกรรม

นอกจากนี้รัฐบาลทหารกำหนดเงื่อนไขที่เข้มงวดสำหรับผู้ที่ได้รับการปล่อยตัว เมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม คสช. กล่าวว่า ผู้ที่ได้รับการปล่อยตัวจะต้องรับโทษจำคุกไม่เกินสองปีและ/หรือโทษปรับ 40,000 บาท (ประมาณ 900 ยูโร) หากไม่สามารถทำตามเงื่อนไขการปล่อยตัว ตามเงื่อนไขผู้ที่ได้รับการปล่อยตัวจะต้อง 1) ไม่เดินทางออกนอกประเทศโดยไม่ได้รับอนุญาตจากคสช. ก่อน และ 2) งดเว้นจากการดำเนินกิจกรรมทางการเมืองใดใด เงื่อนไขเหล่านี้ละเมิดกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิทางการเมืองเเละสิทธิพลเมือง ข้อ 12 ประกันสิทธิที่บุคคลจะเดินทางออกนอกประเทศของตน

เสรีภาพในการเเสดงออก: ปิดสถานีวิทยุ โทรทัศน์ ควบคุมตัวสื่อมวลชน เเละสั่งเซ็นเซอร์เนื้อหา

คสช. กำหนดมาตรการจำนวนมากที่ฝ่าฝืนกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองเเละสิทธิทางการเมือง ข้อ 19 อย่างชัดเจน ซึ่งกติการะหว่างประเทศฯ คุ้มครองเสรีภาพในการแสดงออก รวมถึง “เสรีภาพที่จะแสวงหา รับ และเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารและความคิดทุกประเภท ”

ทันทีหลังจากที่การยึดอำนาจรัฐบาลทหารสั่งปิดสถานีโทรทัศน์ไทย 14 ช่อง และสถานีวิทยุชุมชนอีกประมาณ 3,000 สถานี ทั้งยังปิดกั้นการส่งสัญญาณโทรทัศน์ผ่านดาวเทียมระหว่างประเทศ นอกจากนี้ยังปิดช่องทีวีทั้งหมดนานกว่า 24 ชั่วโมง เมื่อวันที่ 23 พฤษภาคมหลังจาก 18:00 น. สถานีโทรทัศน์เฉพาะฟรีทีวีทุกแห่งกลับมาเเพร่ภาพได้ อย่างไรก็ตามหลังสถานีโทรทัศน์ทุกช่องเริ่มต้นอีกออกอากาศอีกครั้งก็ได้งดเว้นการรายงานข่าวที่วิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลทหาร และถือว่าล้มเหลวที่จะรายงานข่าวประท้วงต่อต้านรัฐประหาร ณ วันที่ 30 พฤษภาคม ข่าวต่างประเทศหลายช่อง ( อาทิ CNN, BCC, CNBC, Bloomberg, CCTV, NHK และ TV5) ยังคงถูกปิดกั้น

รัฐบาลทหารสั่งสื่อทุกสื่อไม่ให้สัมภาษณ์อดีตเจ้าหน้าที่ รัฐบาล นักวิชาการ ผู้พิพากษา หรือ สมาชิกองค์กรอิสระ ” ในทางที่อาจสร้าง ความขัดแย้งหรือความสับสนในหมู่ประชาชน.”

คสช. ดำเนินการปิดปากนักข่าวที่เเสดงความไม่เห็นด้วยอย่างรวดเร็ว เมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม ทหารควบคุมตัว นายธนาพล อิ๋วสกุลบรรณาธิการร่วมนิตยสาร ฟ้าเดียวกัน ในระหว่างการประท้วงต่อต้านการรัฐประหารโดยสงบใจกลางกรุงเทพฯ วันก่อนหน้านั้น รัฐบาลทหารได้สั่งนายธนาพลไปรายงานตัวที่ฐานทัพทหาร กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม ทหารมเรียก นายประวิตร โรจน์พฤกษ์นักข่าว อาวุโส หนังสือพิมพ์ เดอะ เนชั่น ที่วิพากษ์วิจารณ์การเมืองอย่างเปิดเผย วันรุ่งขึ้นนายประวิตรไปรายงานตัวที่เขตทหารในกรุงเทพฯ เเละต่อมาก็ถูกควบคุมตัวไว้ในสถานที่ที่ไม่เปิดเผย ในช่วงที่ออกเเถลงการณ์นี้นักสื่อสารมวลชนทั้งสองยังคงอยู่ในความควบคุมของทหาร เมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม ทหารเรียกนายศุภฤกษ์ ธงไชยฤทธิ์ เเละ นางสาววาสนา นาน่วม สองผู้สื่อข่าวจากหนังสือพิมพ์ ไทยรัฐ และ หนังสือพิมพ์ บางกอกโพสต์ เข้าพบ เนื่องจากทั้งคู่ตั้งถามที่ “ไม่เหมาะสม” ต่อ พลเอกประยุทธ จันทร์โอชา หัวหน้า คสช. ในการเเถลงข่าววันก่อนหน้านี้

รัฐบาลทหารยังดำเนินการลดการวิพากษ์วิจารณ์ออนไลน์ด้วย ในวันที่ 22 พฤษภาคม คสช. เตือน “ผู้ประกอบการสื่อสังคมออนไลน์” ว่าหากไม่สามารถปิดกั้น “ข้อมูลผิดกฎหมาย” เเละข้อความต่อต้านรัฐบาลทหาร จะต้องถูกปิดและถูกดำเนินการทางกฎหมาย เมื่อวันที่ 23 พฤษภาคมรัฐบาลทหารเรียกผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต76 ราย เข้ารายงานตัวและสั่งให้ให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ในการตรวจสอบและการกำจัดข้อความที่จะปลุกระดมให้ต่อต้านของกฎหมาย เมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม เจ้าหน้าที่กระทรวงการสื่อสารเเละเทคโนโลยีสารสนเทศ (ไอซีที) กล่าวว่า กระทรวงได้ปิดกั้นเว็บไซต์ 219 เว็บ ที่ถือว่าเป็นภัยคุกคามต่อ “ความมั่นคงของชาติ.” เเละว่ากระทรวงไอซีทียังมีแผนในการตรวจสอบการสื่อสารบนอินเทอร์เน็ตมากขึ้นเเละอย่างเคร่งครัด โดยผ่านอินเทอร์เน็ตเกตเวย์แห่งชาติเเห่งเดียว ที่บริหารงานโดยบริษัทโทรคมนาคมที่รัฐเป็นเจ้าของสองบริษัท เมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม กระทรวงไอซีทียังบล็อกเฟซบุ๊คชั่วคราว ด้วย

เสรีภาพในการชุมนุม: ห้ามการชุมนุมในที่สาธารณะเเละข่มขู่ผู้ชุมนุมต่อต้านรัฐประหาร

คสช. คำสั่งฉบับที่ 7 ลงวันที่ 22 พฤษภาคม ห้ามการชุมนุมสาธารณะตั้งเเต่ห้าคนขึ้นไป ผู้ฝ่าฝืนอาจโทษจำคุกหนึ่งปี หรือปรับไม่เกิน 20,000 บาท (ประมาณ 450 ยูโร) หรือทั้งจำทั้งปรับ ซึ่งเป็นการฝ่าฝืนมาตรา 21 เเห่งกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองเเละสิทธิทางการเมือง ซึ่งรับรองสิทธิการชุมนุมโดยสงบ ยังมีการประท้วงต่อต้านรัฐประหารขนาดเล็กที่เกิดขึ้นในกรุงเทพ เชียงใหม่และเชียงราย เมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม หัวหน้า คสช. พลเอกประยุทธ จันโอชา ขู่ผู้ประท้วงต่อต้านรัฐประหารว่าจะบังคับใช้กฎอัยการศึกอย่างเข้มงวดและผู้ประท้วงจะถูกดำเนินคดีในศาลทหาร

นายการิม ลาฮิดจี ประธานสหพันธ์สิทธิมนุษยชนสากลกล่าวว่า “รัฐบาลทหารใช้วิธีการกวาดล้างขนาดใหญ่ในนามของการฟื้นฟูสันติภาพเเละความสงบเรียบร้อย ซึ่งเสี่ยงต่อการทำให้สังคมไทยเเตกเเยกมาขึ้น การเคารพมาตรฐานสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ เเละการตระหนักถึงหลักประชาธิปไตยเป็นเพียงวิถีทางเดียวที่จะแก้ปัญหาวิกฤตการเมืองครั้งนี้ได้อย่างยั่งยืน”

สหพันธ์สิทธิมนุษยชนสากลขอให้ประชาคมนานาชาติเรียกร้องให้คสช. ดำเนินการดังนี้
เปิดเผยสถานที่ควบคุมตัวของผู้ที่ถูกควบคุมตัวตั้งเเต่วันที่ 22 พฤษภาคม
ปล่อยตัวผู้ที่ยังถูกควบคุมตัวอยู่โดยทันทีเเละโดยปราศจากเงื่อนไข
ยุติการจับกุมคุมขังบุคคลโดยพลการตามกฎอัยการศึก
ยกเลิกการเซ็นเซอร์สื่อเเละข้อจำกัดต่อเสรีภาพในการเเสดงออก เสรีภาพในการเดินทาง เเละเสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบ
ตรวจสอบให้การกระทำทุกอย่างเป็นไปตามพันธกรณีกฎหมายสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ
ยกเลิกการประกาศกฎอัยการศึก
นำรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 กลับมาใช้
กำหนดกรอบเวลาการเลือกตั้งที่ยุติธรรมเเละเป็นอิสระอย่างชัดเจน

ข้อมูลสำหรับสื่อมวลชน ติดต่อ:

Ms. Audrey Couprie (ภาษาฝรั่งเศส อังกฤษ เเละสเปน) – Tel: +33 6 48 05 91 57 (ปารีส)

Read Full Post »

UCL 13_ 2014 Press conference_ CAT- English
ที่ สสส 13 2014 แถลงรายงาน CAT- sent
เชิญสื่อมวลชนร่วมทำข่าว รายงานฉบับแรกของไทยตาม อนุสัญญาต่อต้านการทรมาน(CAT)
การประชุม: สรุปข้อสังเกตคณะกรรมการต่อต้านการทรมาน (23 พฤษภาคม 2557)
เนื่องด้วย ในช่วงสามวันระหว่าง 29 เมษายน – 1 พฤษภาคม 2557ม ตัวแทนของรัฐบาลไทยเสนอรายงานการปฏิบัติตามอนุสัญญาต่อต้านการทรมานเป็นฉบับแรกต่อคณะกรรมการต่อต้านการทรมาน สำนักงานข้าหลวงใหญ่ด้านสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (UNOHCHR) ณ กรุงเจนีวา ซึ่งไทยให้สัตยาบันรับรองอนุสัญญาฉบับนี้เมื่อวันที่ 2 ตุลาคม และมีผลบังคับใช้ 1 พฤศจิกายน 2550 เป็นต้นมา
ช่วงที่ไทยให้สัตยาบันรับรองอนุสัญญาฉบับนี้ นับเป็นความก้าวหน้าสำคัญด้านสิทธิมนุษยชนของราชอาณาจักรแห่งนี้ ไทยยังคงมีชื่อเสียงในฐานะมีการปฏิบัติมิชอบด้านสิทธิมนุษยชนร้ายแรงสุดสามประการ ทั้งการใช้โทษประหาร การเอาคนลงเป็นทาส และการซ้อมทรมาน คณะกรรมการต่อต้านการทรมาน (CAT) ประกอบด้วยผู้ชำนาญการอิสระ 10 ท่าน ซึ่งคอยตรวจสอบการปฏิบัติตามอนุสัญญาต่อต้านการทรมานและการปฏิบัติหรือการลงโทษอื่นๆ ที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม หรือที่ย่ำยีศักดิ์ศรี ของรัฐภาคี ซึ่งจำเป็นต้องส่งมอบรายงานเบื้องต้นเกี่ยวกับผลสัมฤทธิ์ของการปฏิบัติตามอนุสัญญาภายในหนึ่งปี นับแต่อนุสัญญามีผลบังคับใช้ การส่งมอบรายงานครั้งแรกถือเป็นการปฏิบัติที่มีเกียรติ เป็นโอกาสให้รัฐแสดงเหตุผลว่าเหตุใดจึงปฏิเสธไม่ให้มีการซ้อมทรมานต่อหน้าคณะกรรมการต่อต้านการทรมาน แต่ถือว่าไทยส่งรายงานช้าไปห้าปี โดยในครั้งนี้มีตัวแทน 23 ท่านของรัฐบาลไทยที่เข้าเสนอรายงาน และมีการขอให้อธิบายว่าเหตุใดจึงมีความล่าช้าอย่างมากในการส่งรายงาน คณะผู้แทนของไทยประกอบด้วย พ.ต.อ.ดร. ณรัชต์ เศวตนันทน์ อธิบดีกรมคุ้มครองสิทธิเป็นหัวหน้าคณะผู้แทนไทย นักการทูตสี่ท่าน นักวิชาการอาวุโสสองท่านและผู้ช่วยหนึ่งท่าน เจ้าหน้าที่ตำรวจอาวุโสสามท่าน ผู้แทนทหารหนึ่งท่านจากกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน ภาค 4 ส่วนหน้า และตัวแทน 11 ท่านจากกระทรวงต่าง ๆ ในปี 2557 หนึ่งในสองประเทศทั่วโลกยังคงมีการซ้อมทรมาน และไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในประเทศเผด็จการ แต่รวมถึงประเทศที่เป็นประชาธิปไตยด้วย การซ้อมทรมานและการป้องกันไม่ใช่ประเด็นทางการเมือง แต่เป็นการปฏิบัติมิชอบต่อสิทธิขั้นพื้นฐานสุดของพลเรือน เป็นสิทธิที่ไม่อาจละเมิดและละทิ้งได้ ไม่ว่าจะด้วยแรงจูงใจหรือพฤติการณ์อย่างใด
ในข้อสังเกตลงวันที่ 23 พฤษภาคม คณะกรรมการแสดงความกังวลอย่างลึกซึ้งต่อการประกาศกฎอัยการศึก และเรียกร้องให้รัฐภาคีแห่งนี้ยึดมั่นในข้อห้ามอย่างเบ็ดเสร็จต่อการซ้อมทรมาน และประกันว่าการนำกฎอัยการศึกมาใช้ จะไม่นำไปสู่การละเมิดสิทธิใด ๆ ที่มีการรับรองในอนุสัญญาฉบับนี้
หลังจากการแสดงข้อกังวลของคณะกรรมการและความรู้สึกรับผิดชอบของบรรดาผู้เข้าร่วมประชุมในการเสนอรายงานฉบับแรกของรัฐบาลไทย องค์กรภาคประชาสังคมต่อไปนี้จะได้เสนอข้อสังเกตเชิงสรุปของคณะกรรมการต่อต้านการทรมานฉบับแปลเป็นไทย เรายังได้รับแรงกดดันจากความเร่งด่วน เนื่องจากการส่งมอบรายงานฉบับแรกล่าช้าอย่างมาก ในระหว่างที่มีความล่าช้าถึงห้าปี ไม่รู้ว่ามีกี่คนที่ถูกซ้อมทรมาน? นอกจากนั้น มีหลักฐานชี้ว่าการใช้กำลัง การจับกุมผู้บริสุทธิ์ และการซ้อมทรมานเพื่อบังคับให้รับสารภาพในจังหวัดชายแดนใต้ ส่งผลให้ความรุนแรงเพิ่มขึ้นมากมาย (“South chaos hits new low”, Bangkok Post, 30 พฤษภาคม 2557) ปัญหาเหล่านี้เป็นประเด็นหลักที่มีการนำเสนอในรายงานข้อสังเกตเชิงสรุปของคณะกรรมการต่อต้านการทรมาน เราจะนำเสนอบทแปลข้อสังเกตเชิงสรุปนี้ เพื่อเป็นแนวทางชี้ให้เห็นความจำเป็นเร่งด่วนที่จะต้องปฏิรูปและสนับสนุนข้อเสนอแนะให้มีการกระจายอำนาจการบริหารเพื่อแก้ไขวิกฤตครั้งนี้
จึงใคร่ขอเรียนเชิญสื่อมวลทำข่าวและ ร่วมรับฟังการนำเสนอรายงานดังกล่าว ในอังคารที่ 3 มิถุนายน 2557 เวลา 14.00-15.30 น.สำนักกลางนักเรียนคริสเตียน(สนค.) เชิงสะพานหัวช้าง กรุงเทพมหานคร
ผู้นำเสนอรายงาน
1. อังคณา นีละไพจิตร มูลนิธิยุติธรรมเพื่อสันติภาพ
2. พรเพ็ญ คงขจรเกียรติ มูลนิธิผสานวัฒนธรรม
3. คิงสลีย์ แอ๊บบอต คณะกรรมการนิติสาสตร์สากล
4. แดนทอง บรีน, สมาคมสิทธิเสรีภาพของประชาชน (สสส.)

เอกสารประกอบ สรุปข้อสังเกตคณะกรรมการต่อต้านการทรมาน (23 พฤษภาคม 2557)
ติดต่อประสานงานและสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม
โทร 02 2754231-2 Email:uclthailand@gmail.com

Read Full Post »

« Newer Posts - Older Posts »

Follow

Get every new post delivered to your Inbox.

Join 27 other followers