Feeds:
Posts
Comments

Archive for the ‘Anti-torture’ Category

เผยแพร่วันที่ 09-09-2014

ใบแจ้งข่าว

ความคืบหน้ากรณีกรมทหารพรานที่ 41 แจ้งความร้องทุกข์กล่าวหา

มูลนิธิผสานวัฒนธรรมเป็นคดีหมิ่นประมาท

จากกรณีที่เมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2557 นางสาวพรเพ็ญ คงขจรเกียรติ ในฐานะผู้อำนวยการมูลนิธิฯ และมูลนิธิผสานวัฒนธรรม ได้รับหมายเรียกให้ไปรับทราบข้อกล่าวหาจากพนักงานสอบสวนสภ.เมืองยะลา จังหวัดยะลา เนื่องจาก พ.ต.ลิขิต กระฉอดนอก ผู้แทนกรมทหารพรานที่ 41 แจ้งความร้องทุกข์ต่อนางสาวพรเพ็ญ คงขจรเกียรติ ผู้อำนวยการมูลนิธิฯ กรณีหมิ่นประมาททำให้เสื่อมเสียชื่อเสียงจากการออกจดหมายเปิดผนึก โดยกล่าวหาว่า “ได้กล่าวข้อความทำให้กรมทหารพรารที่ 41 จังหวัดยะลา ได้รับความเสื่อมเสียชื่อเสียง” ตามหมายดังกล่าวกำหนดให้ไปพบพนักงานสอบสวนในวันที่ 25 สิงหาคม 2557 แต่ทางมูลนิธิฯ ได้รับหมายเมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2557 จึงได้ทำหนังสือขอเลื่อนไปเป็นวันอาทิตย์ที่ 14 กันยายน 2557 โดยจะเดินทางไปรับทราบข้อกล่าวหาพร้อมกับนายสมชาย หอมลออ ประธานมูลนิธิผสานวัฒนธรรม ในฐานะประธานและผู้แทนของมูลนิธิฯ ด้วยนั้น

ต่อมาเมื่อวันที่ 6 กันยายน .2557 นายอดิลัน อาลีอิสเฮาะทนายความได้รับการประสานงานจาก ร.ต.ท. พงศ์ศักดิ์ พรหมเกตุ พนักงานสอบสวน สภ.เมืองยะลา ว่าคดีไม่อยู่ในเขตอำนาจของ สภ.เมืองยะลา แต่อยู่ในเขตอำนาจของ สภ.ท่าธง อ.รามัน จ.ยะลา จึงแจ้งยกเลิกหมายเรียกดังกล่าวผ่านทนายความ เพื่อแจ้งให้มูลนิธิฯ และ นางสาวพรเพ็ญ คงขจรเกียรติ ผู้ถูกล่าวหาทราบโดยถือว่าไม่ได้เรียกมาก่อน
ล่าสุดเมื่อวันที่ 9 กันยายน 2557 นายอดิลัน อาลีอิสเฮาะทนายความและนายปรีดา นาคผิวทนายความของมูลนิธิผสานวัฒนธรรมได้รับแจ้งจากพตท.พิสิษฐ์ ลมคำภา พนักงานสอบสวนสภ.ท่าธง ว่าทางสภ.ท่าธงได้ออกหมายเรียกใหม่ และทางมูลนิธิขอกำหนดวันเดินทางไปรับทราบข้อกล่าวหาตามวันนัดเดิมคือวันอาทิตย์ที่ 14 กันยายน 2557 เวลา 10.00 น.
มูลนิธิผสานวัฒนธรรม จึงขอแจ้งให้ทราบความคืบหน้าว่าทางมูลนิธิฯ พร้อมที่จะไปพบพนักงานสอบสวนและต่อสู้คดีตามกระบวนการยุติธรรมจนถึงที่สุด มูลนิธิฯ ยังคงยืนหยัดที่จะทำงานด้านการส่งเสริม ปกป้อง และคุ้มครองสิทธิมนุษยชนต่อไป ตามวันและเวลาดังกล่าว

ข้อมูลเพิ่มเติมติดต่อทนายความ นายอาดิลัน อาลีอิสเฮาะ โทร 081-5987688 และ นายปรีดา นาคผิว โทร 089-6222474

สรุปสาระสำคัญกรณีที่กรมทหารพรานที่ 41 ฟ้องร้องมูลนิธิผสานวัฒนธรรม และนางสาวพรเพ็ญ คงขจรเกียรติ กรณีหมิ่นประมาททำให้เสียชื่อเสียง

ประวัติมูลนิธิผสานวัฒนธรรม
มูลนิธิผสานวัฒนธรรมได้ดำเนินการกิจกรรมด้านการส่งเสริมความยุติธรรมและการคุ้มครองทางกฎหมาย ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ มาตั้งแต่ปีพ.ศ. 2550 โดยทำงาน ในการให้ความช่วยเหลือทางกฏมายต่อเหยื่อและผู้ได้รับผลกระทบจากการทรมานและปฏิบัติอย่งไร้มนุษยธรรม โดยใช้แนวทงกฎหมายและการส่งเสริมความเข้าใจระหว่างประชาชน ผู้ได้รับผลกระทบจากการใช้กฎหมายพิเศษกับเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานให้ความช่วยเหลือทางคดีมีแนวทางเพื่อการค้นหาความจริง การเรียกร้องให้มีการรับผิดทางแพ่งและทางอาญาต่อหน่วยงานที่มีข้อเท็จจริงที่เชื่อถือได้ว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการกระทำความผิด เช่น กรณีนายอิหม่ามยะผา กรณีนายอัสอารี สะมาแอ ซึ่งผู้ถูกควบคุมตัวที่เสียชีวิต ซึ่งมีพยานหลักฐานที่ยืนยันได้ว่าถูกทำร้ายร่างกายจนเสียชีวิต
กรณีที่ผู้เสียหายร้องเรียนว่ามีการทรมานและการปฏิบัติอย่างไร้มนุษยธรรมก็ได้ดำเนินการทำหนังสือร้องเรียนขอให้ตรวจสอบโดยได้ปฏิบัติงนในการตรวจสอบข้อมูล ทำหนังสือร้องเรียน หนังสือเปิดผนึกและทำการเผบแพร่สื่อมวลชน เพื่อสร้างความเข้าใจในข้อหลักการทางสิทธิมนุษยชนและกฎหมายเพื่อภายยุติการทรมาน โดยที่ผ่านมาตลอดระยะเวลา 7 ปี ได้รับความร่วมมือจากหน่วยงานในสังกัดของ กอรมน. และของสำนักงานตำรวจแห่งชาติเป็นอย่างดีในการปรับเปลี่ยนแนวทาง วิธีการปฏิบัติ การออกกฎระเบียบการควบคุมตัว ทั้งนี้ยังคงมีช่องโหว่ให้มีการทรมานและการเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องจนกระทั้งเกิดเรื่องร้องเรียนปรากฎในจดหมายเปิดผนึกถึงแม่ทัพภาค 4 ลงวันที่ 2 พฤษภาคม 2557 ขอให้ตรวจสอบกรณีนายอาดิล เหตุเกิดเมื่อวันที่ 26 เมษายน 2557
กระบวนการการทำงานของมูลนิธิฯ ยึดหลักสิทธิมนุษยชนและหลักกฎหมายในการเข้าถึงความยุติธรรม การร้องเรียนต่อหน่วยงานดังกล่าถือเป็นขั้นตอนตามกฎมายสามารตรวจสอบได้ และการส่งหนังสือขอให้ตรวจสอบกรณีนายอาดิล มีวัตถุประสงค์ให้หน่วยงานที่รับผิดชอบโดยตรงในการปฏิบัติหน้าที่และคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ มีหน้าที่ตรวจสอบดำเนินการเพื่อร่วมกันแสวงหาข้อเท็จจริงกรณีดังกล่าวว่ามีการกระทำความผิดเกิดขึ้นจริงหรือไม่ ไม่ได้มีความประสงค์จะทำลายความน่าเชื่อถือของหน่วยงานรัฐแต่อย่างใด ทั้งนี้เนื่องจากรัฐมีพันธรกรณีตามอนุสัญญาการต่อต้านการทรมานและการปฏิบัติหรือการลงโทษที่โหดร้ายไร้มนุษยธรรมหรือที่ย่ำยีศักดิ์ศรีในการสอบสวนข้อต้องเรียนเรื่องการทรมานโดยพลัน และมีหน้าที่ในการคุ้มครองผู้ร้องทุกข์และพยานให้ได้รับความคุ้มครองพ้นจากการประทุษร้ายหรือข่มขู่ให้หวาดกลัวอันเป็นผลจากการร้องทุกข์หรือการให้พยานหลักฐานของบุคคลนั้น
หากเมื่อทางหน่วยงานระดับสูงได้รับเรื่องร้องเรียนและหน่วยงานรัฐได้ทำการสอบสวนโดยพลันโดยปราศจากความลำเอียง หากหลักฐานปรากฎไม่ว่าผลการตรวจสอบจะเป็นเช่นใด สิทธิของประชาชนก็จะได้รับความคุ้มครองและประชาชนจะเชื่อมันต่อกระบวนการยุติธรรม หากการร้องเรียนเป็นผลให้ผู้ร้องทุกข์ ผู้ร้องเรียน หรือพยานต้องถูกดำเนินคดีก็จะส่งผลต่อความเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรมในสถานการณ์การฟ้องร้องคดีต่อมูลนิธิฯ สะท้อนให้เห็นถึงการขาดกลไกอิสระในการตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเรื่องร้องเรียนว่ามีการละเมิดสิทธิมนุษยชนและการบังคับใช้กฎหมายพิเศษที่ไม่เป็นธรรมในพื้นที่และทำให้ประชาชนหวาดกลัวในการใช้สิทธิมากยิ่งขึ้นอันเป็นผลร้ายแรงต่อกระบวนการสันติภาพในสามจังหวัดชายแดนใต้

ลำดับเหตุการณ์เกี่ยวข้องกับกรณีฟ้องร้องดำเนินคดี
· ในวันที่ 26 เมษายน 2557 นายอาดิลถูกจับกุมและถูกนำตัวส่งโรงพยาบาล ขณะที่ถูกจับมีรายงานว่ามีการมีการทำร้ายร่างกายจนสลบและมีการนำตัวส่งโรงพยาบาล ในเวลาเย็นวันเดียวกัน นายอาดิล ถูกควบคุมตัวจากบ้านไปควบคุมตัวที่ ฉก 41 ในวันที่ 27 เมษายน 2557 ทางมูลนธิผสานวัฒนธรรมได้รับเรื่องร้องเรียนจากมารดานายอาดิล หลังจากทราบข้อเท็จจริงเบื้องต้นทางมูลนิธิฯ ประสานกับหน่วยงานทางทหาร ซึ่งเป็นผู้มีอำนาจควบคุมตัวนายอาดิลอยู่ในขณะนั้น คือทางกรมทหารพรานที่ 41 และได้รับความร่วมมือระดับหนึ่งในการอนุญาตให้เยี่ยมแต่ด้วยจำกัดเวลาเพียง 1-2 นาที และเป็นเพียงส่งอาหารเท่านั้น โดยทางญาติไม่สามารถพูดคุยกับนายอาดิล เป็นอิสระ มีเจ้าหน้าที่นั่งฟังการพูดคุยตลอดเวลา อีกทั้งทนายความและอาสาสมัครผู้ช่วยทนายความไม่สามารถติดต่อขอเข้าพบได้ระหว่างวันที่ 27-28-29 เมษายน 2557 ทนายความของมูลนิธิฯ และอาสาสมัครทนายความได้ประสานกับหัวหน้าหน่วยซักถามในขณะนั้น
· วันที่ 29 เมษายน 2557 นางสาวพรเพ็ญ คงขจรเกียรติ ซึ่งขณะนั้นปฏิบัติหน้าที่อยู่ที่กรุงเจนีวา ได้รายงานกรณรนายอาดิลโดยวาจากกับผู้แทนฯ คณะกรรมการที่มารับฟังข้อคิดเห็นของภาคประชาสังคมที่ประชุมคณะกรรมการต่อต้านการทรมานองค์การสหประชาชาติ ในวันเดียวกันโดยมีข่าวที่ทางมูลนิธิผสานวัฒนธรรมได้ถูกอ้างถึงเกี่ยวกับการร้องเรียนให้ตรวจสอบเรื่องนายอาดิลปรากฎในข่าวที่ (http://www.deepsouthwatch.org/node/5648) และ (http://www.isranews.org/south-news/talk-with-director/item/28974-yaha.html) จำนวนสองชิ้น

· วันที่ 30 เมษายน 2557 และวันที่ 1 พฤษภาคม 2557 มีการถ่ายทอดสดการพิจารณารายงานของประเทศไทยผ่านเวปไซค์ Deep South Watch และในวันที่ 30 เมษายน 2557 ได้เผยแพร่บันทึกเป็นคำถามที่ทางคณะกรรมการ CAT ถามกลับมายังตัวแทนรัฐบาลจำนวน 59 คำถามเผยแพร่ใน Blog http://www.voicefromthais.wordpress.com
· ในวันที่ 2 พฤษภาคม 2557 นายอาดิลได้รับการปล่อยตัวจากการควบคุมตัวภายใต้กฎอัยการศึกและได้ให้ข้อมูลเรื่องเหตุการณ์ในวันที่ 26 เมษายน 2557 ว่า “ตนถูกทำร้ายร่างกายโดยการชกทีท้องโดยมีผ้าวางรอง และการการรัดที่คอ และจากข้อเท็จจริงของมารดา “ได้ยินเสียงร้อยและขึ้นไปบนบ้านเห็นนายอาดิลน้ำลายฟูมปาก” และมีการนำตัวนายอาดิลที่สลบไปส่งโรงพยาบาลในวันเกิดเหตุ รวมทั้งมีการส่งภายถ่ายในใบรับรองแพทย์ลงวันที่ 26 เมษายน 2557 ว่า “กล้ามเนื่องบริเวณลิ้นปีอักเสบ” โดยมูลนิธิฯ จึงได้ส่งหนังสือเปิดผนึกไปทางโทรสารในวันที่ 2 พฤษภาคม 2557 และฉบับจริงทางไปรษณีย์ขอให้ตรวจสอบกรณีดังกล่าวในวันที่ 6 พฤษภาคม 2557 ถึงแม่ทัพภาค 4 เพื่อให้ตรวจสอบขอ้เท็จจริง ต่อมานายอาดิลถูกควบคุมตัวอีกครั้งในวันที่ 3 พฤษภาคม 2557 ตามอำนาจพรก.ฉุกเฉินและถูกควบคุมตัวที่ศูนย์สัติ จ.ยะลา
ต่อมาศูนย์ทนายความมุสลิมได้ทำคำร้องคัดค้านการขยายการควบคุมตัวนายอาดิล เมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม 2557 ต่อมาวันที่ 16 พฤษภาคม 2557 ศาลจังหวัดยะลาได้ไต่สวนโดยเรียกให้ผู้ควบคุมตัวนายอาดิล มาให้การต่อหน้าศาลจังหวัดยะลา ยืนยันว่าตนถูกทำร้ายร่างกายจริงในวันที่ 26 เมษายน 2557 ศาลมีคำสั่งให้ปล่อยตัวนายอาดิลในวันที่ 21 พฤษภาคม 2557 หลังหมดความจำเป็นในการซักถามตามอำนาจพรก.ฉุกเฉิน และนายอาดิลได้รับการปล่อยตัวโดยไม่มีการตั้งข้อกล่าวหาใดๆ
· กรณีนายอาดิล สาแม เมื่ออายุ 14 ปี เคยตกเป็นผู้เสียหายจากการทรมานและการปฏิบัติอย่างไร้มนุษยธรรม มูลนิธิผสนวัฒนธรรมและมูลนิธิศูนย์ทนายความมุสลิมได้ช่วยเหลือครอบครัวนายอาดิลตั้งแต่ปี พ.ศ. 2553 ในคดีที่พนักงนนอัยการจังหวัดทนายบกปัตตานีฟ้องเจ้าหน้าที่ทหารเป็นคดีอาญาข้อหาทำร้ายร่างกายนายอาดิล และศาลจังหวัดปัตตานีได้มีคำพิพากษาโทษให้จำคุก 6 เดือน จำเลยสารภาพจึงให้รอลงอาญา 2 ปี และปรับเป็นจำนวนเงิน 2000 บาท

25570909-180218.jpg

Read Full Post »

ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน Thai Lawyers for Human Rights
โทร(Tel) : 096-7893172 หรือ 096-7893173 e-mail: tlhr2014@gmail.com

8 กันยายน 2557
Press Release
สถานการณ์สิทธิมนุษยชน 100 วัน หลังรัฐประการ
โดย ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน
​วันนี้ (8 กันยายน 2557) ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน ได้ยื่นรายงานสรุปสถานการณ์สิทธิมนุษยชน 100 วัน หลังรัฐประการ ต่อศูนย์ดำรงธรรม กระทรวงมหาดไทย พบว่าสถานการณ์ด้านสิทธิมนุษยชนเริ่มเปลี่ยนไป คณะรักษาความสงบแห่งชาติยกเลิกการเรียกรายงานตัวอย่างเป็นทางการผ่านทางโทรทัศน์ แต่ใช้วิธีการเรียกตัวผ่านทางโทรศัพท์ การชุมนุมทางการเมืองที่เคยเกิดขึ้นทุกอาทิตย์ก็เริ่มหมดไป แต่ประชาชนยังคงถูกจับกุมและดำเนินคดีอย่างต่อเนื่อง
​สถานการณ์ช่วง 100 วันที่ผ่านมา พบว่า คณะรักษาความสงบแห่งชาติ เรียกตัวบุคคลให้ไปรายงานตัวอย่างน้อย 571 คน ประชาชนถูกดำเนินคดีอย่างน้อย 266 คน อยู่ในกรุงเทพ 107 คน ภาคเหนือ 72 คน ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 45 คน นอกนั้นกระจายอยู่ในภาคตะวันออก ภาคตะวันตกและภายใต้ โดยผู้ที่เกี่ยวข้องกับเสื้อแดงถูกจับกุมหรือเรียกตัวมากที่สุดคือ 396 คน รองลงมาคือนักวิชาการและนักกิจกรรม 142 คน และประชาชนผู้ชุมนุมโดยสงบ 98 คน
​ในทางคดีพบว่า มีการดำเนินคดีกับประชาชน อย่างน้อย 87 คดี ถูกดำเนินคดีในศาลทหาร 61 คน ในศาลยุติธรรม 26 คน ในจำนวนนี้แบ่งเป็นคดีเกี่ยวกับการไม่ไปรายงานตัว 10 คดี คดีเกี่ยวกับอาวุธ 42 คดี คดีเกี่ยวกับการชุมนุมโดยสงบ 47 คดี เป็นคดีตามมาตรา 112 14 คดี อื่นๆอีก 10 คดี
จากการทำงานของศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน ในการรับเรื่องร้องเรียนหรือทำการตรวจสอบหรือให้ความช่วยเหลือทางกฎหมาย ทั้งที่เป็นคดีและไม่เป็นคดี อย่างน้อยกว่า 80 กรณี พบว่ามีกรณีที่น่าสนใจใน 3 ประเด็น คือเรื่องสิทธิในกระบวนการยุติธรรม สิทธิในชีวิตร่างกาย และเสรีภาพในการแสดงออก
ในประเด็นสิทธิในกระบวนการยุติธรรม พบว่า การใช้อำนาจตามกฎอัยการศึก กักตัวบุคคล 7 คน นำไปสู่กระบวนการที่ไม่ชอบ เช่น ไม่มีซักกรณีเดียวที่มีการเปิดเผยสถานที่คุมขังระหว่างการกักตัว เกือบทุกกรณี ผู้ถูกกักตัวจะถูกปฏิเสธสิทธิในการพบญาติ ปรึกษาทนายความหรือติดต่อกับโลกภายนอก มีอย่างน้อย 2 กรณีที่มีการกักตัวเกิน 7 วัน ในด้านสิทธิการประกันตัว พบว่า คดีที่เกี่ยวกับอาวุธสงครามและคดีความผิดตามมาตรา 112 โดยมากจะไม่ได้รับการประกันตัว ส่วนคดีที่เกี่ยวกับการชุมนุมโดยสงบ การไม่ไปรายงานตัว ศาลจะให้ประกันตัวในเกือบทุกกรณี ในส่วนผลของคำพิพากษา หากเป็นคดีชุมนุม ศาลจะพิพากษาให้ชำระค่าปรับและรอลงอาญา
​ในประเด็นสิทธิในชีวิตและร่างกาย พบว่า ในคดีที่เกี่ยวข้องกับการครอบครองอาวุธสงคราม มีอย่างน้อย 14 กรณี ที่มีการซ้อมทรมาน ทั้งการทำร้ายร่างกายและพูดจาข่มขู่ เพื่อให้ผู้ถูกกักตัวให้การซัดทอดหรือรับสารภาพว่าได้เคยทำการก่อเหตุความไม่สงบในจุดต่างๆ ในช่วงการชุมนุมใหญ่ที่ผ่านมา ซึ่งส่วนใหญ่แล้วผู้ถูกจับกุมหรือกักตัวเป็นคนเสื้อแดง โดยเฉพาะการ์ดเสื้อแดง
​ในประเด็นเสรีภาพในการแสดงออก ในกรณีตามมาตรา 112 มีการดำเนินคดีอย่างน้อย 14 คดี เกือบทุกคดีเป็นการเร่งรัดหรือรื้อฟื้นคดีเก่าที่เคยมีการแจ้งความไว้ก่อนวันที่ 22 พฤษภาคม 2557 ซึ่งเกือบทุกคดีเกิดจากการแสดงออกโดยสันติของประชาชน เช่น การแต่งบทกวี การแสดงละคร ผู้ต้องหาเกือบทุกคดีไม่ได้รับการประกันตัว
​ข้อห่วงกังวลประการสำคัญ 1. ที่ผ่านมามีอย่างน้อย 2 คดีที่มีการโอนคดีจากศาลยุติธรรมไปที่ศาลทหาร ทั้งสองคดีเป็นคดี 112 และเกี่ยวข้องกับอินเตอร์เน็ต โดยอ้างว่าความผิดยังคงปรากฏต่อเนื่องอยู่ ซึ่งหากใช้หลักเกณฑ์นี้จะทำให้คดีอีกอย่างน้อย 6 คดี โอนไปที่ศาลทหาร ซึ่งยังข้อสงสัยเรื่องความเป็นอิสระและความเชี่ยวชาญของศาล 2. การซ้อมทรมาน ที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ได้ปฏิเสธมาตลอดว่ามีกรณีดังกล่าวเกิดขึ้น และมีการดำเนินคดีกับผู้ที่ให้ข่าวว่ามีการซ้อมทรมาน โดยละเลยกระบวนการตรวจสอบค้นหาความจริง
​แนวโน้มต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้น เห็นว่า คณะรักษาความสงบแห่งชาติจะไม่มีท่าทีในการยกเลิกกฎอัยการศึก ผู้ที่ถูกจับกุมข้อหาครอบครองอาวุธและ 112 จะไม่ได้รับการประกันตัว ใช้อำนาจตามกฎหมายพิเศษในการจัดการกับผู้ที่แสดงออกทางการเมือง มีการดำเนินคดีต่อผู้ชุมนุม และใช้กฎหมายอาญา มาตรา 112 มากขึ้น และอาจมมีการใช้อำนาจพิเศษ ตามมาตรา 44 ของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ในการดำเนินการต่าง โดยขาดการตรวจสอบถ่วงดุลอำนาจ
​ข้อเรียกร้อง จากสถานการณ์ที่เกิดขึ้น คณะรักษาความสงบแห่งชาติ มีกระบวนการตรวจสอบค้นหาความจริงในประเด็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน ยกเลิกการจำกัดเสรีภาพในการแสดงออก ไม่จับกุมคุมขังบุคคลโดยใช้อำนาจตามกฎอัยการศึก ไม่นำพลเรือนขึ้นศาลทหาร และยกเลิกการใช้กฎอัยการศึกทั่วราชอาณาจักร

Read Full Post »

English version is below
ใบแจ้งข่าว
ศูนย์ทนายความฯ เตรียมยื่นหนังสือต่อ ศูนย์ดำรงธรรม กรณีการละเมิดสิทธิ จันทร์นี้

ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน เตรียมยื่นหนังสือและรายงานสถานการณ์สิทธิมนุษยชน 100 วัน หลังรัฐประหาร ต่อศูนย์ดำรงธรรม กระทรวงมหาดไทย ในวันจันทร์ที่ 8 กันยายน 2557 เวลา 11.00 น.

ตามที่ ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน ได้รับหนังสือขอความร่วมมือให้ยกเลิกการจัดงาน “ความยุติธรรมที่ปิดปรับปรุง” ในวันที่ 2 กันยายน 2557 และหากมีข้อร้องเรียนเกี่ยวกับสิทธิของประชาชนในการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมและการใช้เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นหรือข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการปฏิบัติงานด้านสิทธิมนุษยชน ให้ยื่นข้อร้องเรียนดังกล่าว ต่อศูนย์ดำรงธรรม สำนักตรวจราชการและเรื่องราวร้องทุกข์ กระทรวงมหาดไทย

ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน จึงจะเข้ายื่นหนังสือข้อร้องเรียนและรายงานสถานการณ์ดังกล่าวต่อ ศูนย์ดำรงธรรม ในวันจันทร์ที่ 8 กันยายน 2557 เวลา 11.00 น. เพื่อให้มีการตรวจสอบต่อไป

ในโอกาสนี้ จึงขอเชิญ นักข่าวและสื่อมวลชน เข้าร่วมทำข่าวและบันทึกภาพ การเข้ายื่นหนังสือ ในวันและเวลาดังกล่าว

———————————————–

Press Release
Thai Lawyers for Human Rights to submit cases of rights violation to Damrongdhama Center this Monday

The Thai Lawyers for Human Rights (TLHR) is going to submit a letter and a report regarding human right situation 100 days after the coup to the Ministry of Interior’s Damrongdhama Center on Monday 8 September 2014, at 11.00 am.

TLHR was asked for cooperation to cancel its planned public seminar “Access to Justice in Thailand: Currently Unavailable”, supposed to held on 2 September 2014. We were also told that if there is any complaint regarding violation of rights in justice process and the exercise of the right to freedom of expression as well as any recommendations regarding human rights redress, we should get in touch with the Damrongdhama Center under the Ministry of Interior.

Therefore, TLHR plans to submit a letter outlining detail of the complaints and the report on human rights situation to the Damrongdhama Center on Monday 8 September 2014, at 11.00 am for further investigation.

Media and press are invited to bear witness the occasion at the said date and time.

———————————————–
ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน
Thai Lawyers for Human Rights
โทร/Tel (+66) (0) 96-789-3172, 096-789-3173
e-mail: tlhr2014@gmail.com

25570907-183012.jpg

Read Full Post »

Joint Statement – 26/08/2014

Statement on the Judicial Harassment of Leading Human Rights Defender, Ms. Pornpen Khongkachonkiet

We, the undersigned civil society groups, are gravely concerned about the criminal legal action taken for defamation and libel against the Cross Cultural Foundation, headed by Ms. Pornpen Khongkachonkiet, by the Army’s Task Force 41. Ms. Pornpen, Director of the Cross Cultural Foundation – an organization which monitors and documents cases of torture and ill-treatment in Thailand – received a police warrant on Sunday 24th August 2014. The Thai Royal Police warrant is dated from 8th August. Major. Leekit Katchodnok, acting on behalf of the Army’s Task Force 41, filed a legal suit against Ms. Pornpen for libel and defamation. The army accuses the Cross Cultural Foundation for damaging the reputation of the army by publishing an open letter exposing a claim to torture. According to the warrant Ms. Pornpen must present herself at the Yala Police Station, in southern Thailand, on August 25th.

Ms. Pornpen is a leading Human Rights Defender in Thailand who has been involved in various Human Rights issues both in Thailand and the region, including women’s rights, indigenous rights and preventing forced disappearances. Her work serves the public interest by ensuring that authorities are held accountable and pressuring authorities to unconditionally respect the Human Rights of all. As Director of the Cross Cultural Foundation, Ms. Pornpen has constantly been monitoring and documenting cases of torture and Human Rights violations in Thailand’s southernmost provinces.

We deem the army’s action to be an unreasonable, arbitrary and heavy handed attempt to silence all torture complaints against authorities. By quashing Ms. Pornpen’s efforts to support torture victims to publicly complain about Human Rights violations by authorities, the army is seeking to make it more than impossible for torture victims to voice their complaints. Moreover, this is a deplorable act by the army as it aims to further intimidate existing and potential victims of human rights violations to not report these violations. Instead of suppressing the work of Human Rights Defenders, such as Ms. Pornpen, the army should investigate all torture complaints and take all necessary measures to resolve the problem of continuing Human Rights violations.

This judicial harassment constitutes a direct infringement of Ms. Pornpen’s right to work as a leading Human Rights Defender in Thailand. As stated in Article 1 of the UN Declaration on Human Rights Defenders “Everyone has the right to (individually and in association with others) promote and to strive for the realization of Human Rights and fundamental freedoms at the national and international level.” We believe that the filing of this criminal legal case against Ms. Pornpen was undertaken with the purpose of intimidation and that it is in response to Ms. Pornpen’s peaceful and legitimate activities to hold authorities to account for cases of Human Rights violations, including torture, in southern Thailand.

We call on the army to:

 Immediately and unconditionally withdraw the legal action against Ms. Pornpen. Such legal action against the legitimate work of Human Rights Defenders is against the public interest.
We call on the government to:

 Respect the universally recognized rights, duties and obligations of everyone and organizations to highlight information about Human Rights violations and injustices to the public, as is stated in the UN Declaration on Human Rights Defenders;
 Ensure that all persons affected by torture and other human rights violations, including the right to complain which must be respected at all times, receive justice.

Signed by:

1. Union for Civil Liberties

2. Community Resource Centre

3. Human Rights Lawyers’ Association

4. Asia-Pacific Forum on Women, Law and Development

5. Frontline Defenders

6. WOREC (Nepal)

7. National Alliance of Women Human Rights Defenders (Nepal)

8. International Service for Human Rights (ISHR)

9. Asia Forum for Human Rights and Development (Forum Asia)

10. Observatory for the Protection of Human Rights Defenders (OMCT-FIDH)

11. Protection International

12 JASS (Just Associates)

13. Urgent Action Fund

14. Dignity International

15. Pax Romana ICMICA
16. Association of Human Rights Defenders and Promoters (HRDP)-Burma

For more information, please contact:

Anucha Wintachai
+66 830796411
eakucl@gmail.com

Read Full Post »

แถลงการณ์ด่วนกรณีการใช้การฟ้องคดีความคุกคามนักปกป้องสิทธิมนุษยชน นางสาว
พรเพ็ญ คงขจรเกียรติ

เราเครือข่ายประชาสังคม ดังรายนามชื่อองค์กรที่แนบมานี้มีความเป็นห่วงอย่างยิ่งต่อการดำเนินคดีทางอาญาต่อมูลนิธิผสานวัฒนธรรมและนางสาวพรเพ็ญ
คงเกียรติขจรในความผิดข้อหาหมิ่นประมาทและทำให้เสียชื่อเสียงแก่กองทหารพรานที่ 41.
นางสาวพรเพ็ญ,ผู้อำนวยการของมูลนิธิผสานวัฒนธรรมซึ่งเป็นองค์กรที่ทำเรื่องการตรวจสอบและจัดทำเอกสารเกี่ยวกับการทรมานและการกระทำอันเลวร้ายในประเทศไทย
ได้รับหมายเรียกจากเจ้าหน้าที่ตำรวจเมื่อวันอาทิตย์ที่ 24 สิงหาคม 2557.

ในหนังสือหมายเรียกผู้ต้องหาซึ่งลงวันที่ 8 สิงหาคม 2557 ระบุว่า พันตรี ลิขิตกระฉอดนอก ในฐานะได้รับมอบอำนาจจากกองทหารพรานที่ 41
ได้แจ้งความกล่าวหานางสาวพรเพ็ญในข้อหาหมิ่นประมาทและการทำให้เสียชื่อเสียง ทางกองทัพได้กล่าวหาว่ามูลนิธิผสานวัฒนธรรมได้ทำให้กองทัพเสื่อมเสียชื่อเสียงโดยกล่าวข้อความในจดหมายเปิดผนึกเรื่องข้อร้องเรียนเรืื่องการทรมาน นอกจากนี้ในหมายเรียกยังระบุด้วยว่านางสาวพรเพ็ญจะต้องมารายงานตัวที่สถานีตำรวจยะลา
ภาคใต้ของประเทศไทย ภายในวันที่ 25 สิงหาคมนี้

นางสาวพรเพ็ญเป็นหนึ่งในนักปกป้องสิทธิมนุษยชนแถวหน้าของประเทศไทยผู้มีส่วนเรียกร้องเกี่ยวกับสิทธิมนุษยชนทั้งในประเทศไทยและในแถบภูมิภาค
โดยได้ส่งเสริมคุ้มครองสิทธิมนุษยชนหลายด้าน รวมถึงสิทธิสตรี,การล้มเลิกโทษประหารชีวิตและการทรมาน,
การเสียชีวิตในขณะที่อยู่ภายใต้การกักตัวของเจ้าหน้าที่และการฆ่าตัดตอน สิทธิของกลุ่มชาติพันธุ์ และการบังคับให้สูญหาย.
งานของเธอเป็นงานที่สร้างผลประโยชน์กับสาธารณะเพื่อให้เกิดความมั่นใจว่ามีกระบวนการในการตรวจสอบความโปร่งใสในการกระทำของเจ้าหน้าที่รัฐ
และกดดันให้เจ้าหน้าที่ของรัฐ เคารพสิทธิมนุษยชน. ในฐานะที่เป็นผู้อำนวยการของมูลนิธิผสานวัฒนธรรม นางสาวเพ็ญพรได้ทำการติดตาม
ตรวจสอบและจัดทำเอกสารที่เกี่ยวกับการทรมานและการละเมิดสิทธิมนุษยชนในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนใต้

เรามีความเห็นว่าการกระทำของกองทัพเป็นสิ่งที่ปราศจากเหตุผล, ลุถึงแก่อำนาจและยิ่งเป็นการเพิ่มแรงกดดันให้เหยื่อของการทรมานปิดปากเงียบในคดีที่ตนถูกทรมานที่เกิดจากการกระทำของเจ้าหน้าที่.การใช้วิธีบีบบังคับโดยการฟ้องคดี นางสาวพรเพ็ญ นอกจากจะต้องการหยุดนางสาวพรเพ็ญจากการให้ความช่วยเหลือแก่เหยื่อที่ถูกทรมาน
การกระทำของกองทัพยังถูกมองว่าเป็นการสร้างสภาวะที่ทำให้เหยื่อที่ถูกทรมานไม่สามารถที่จะร้องทุกข์ได้เลย
นอกจากนี้การกระทำที่น่าละอายโดยกองทัพในการฟ้องคดีนักสิทธิมนุษยชนนี้ เป็นการส่งสัญญาณเตือนเพื่อให้เหยื่อคนอื่นๆที่อาจถูกทรมาน
ไม่กล้าที่จะร้องเรียนเรื่องเหล่านี้ได้. แทนที่จะคุกคามนักปกป้องสิทธิมนุษยชนอย่างนางสาวพรเพ็ญ ทางกองทัพควรที่จะสอบสวนคดีที่เกี่ยวข้องกับการกล่าวหาว่ามีการการทรมานในทุกคดีและพยายามทำทุกวิถีทางเพื่อที่จะแก้ปัญหาการละเมิดสิทธิมนุษยชนที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง

การคุกคามโดยใช้การฟ้องคดีกับนางสาวพรเพ็ญนี้ถือเป็นการละเมิดสิทธิของคนทำงานในฐานะนักปกป้องสิทธิมนุษยชนในประเทศไทย.
ดังที่ระบุในข้อที่ 1
ในปฏิญญาว่าด้วยนักปกป้องสิทธิมนุษยชนขององค์กรสหประชาชาติที่ระบุว่า
“ทุกคนมีสิทธิทั้งโดยปัจเจกและจากการสมาคมกับบุคคลอื่น
ในการส่งเสริมและสนับสนุนการคุ้มครองและการปฏิบัติตามหลักสิทธิมนุษยชนและเสรีภาพขั้นพื้นฐาน
ทั้งในระดับชาติและนานาชาติ”

เราเชื่อว่าการดำเนินคดีอาญาต่อนางสาวเพ็ญพรเป็นการดำเนินการที่มีวัตถุประสงค์ในการคุกคาม
เป็นผลมาจากการดำเนินกิจกรรมสิทธิมนุษยชนที่ชอบธรรม
เพื่อตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐที่เกี่ยวข้องกับการละเมิดสิทธิมนุษยชน,
การทรมานในภาคใต้ของประเทศไทย. เราขอเรียกร้องให้ทางกองทัพ

ถอนฟ้องคดีอาญาที่กล่าวหานางสาวพรเพ็ญ โดยทันทีและปราศจากเงื่อนไข
เพราะการฟ้องอาญาต่อนักปกป้องสิทธิมนุษยชนที่ทำหน้าที่อันชอบธรรมของตนนั้น
ขัดกับผลประโยชน์สาธารณะ

เราขอเรียกร้องให้รัฐบาล เคารพในสิทธิ หน้าที่ของนักปกป้องสิทธิมนุษยชน ในความรับผิดชอบของบุคคล กลุ่ม
และหน่วยงานในสังคมเพื่อส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชนและเสรีภาพขั้นพื้นฐาน
โดยการดำเนินการเสนอและรวบรวมข้อมูลการละเมิดสิทธิมนุษยชน
การสร้างหลักประกันให้เกิดการคุ้มครองสำหรับผู้เสียหายจากการละเมิดสิทธิ
อันเป็นหน้าที่ที่ยอมรับในระดับสากล ดังที่ระบุในปฏิญญาว่าด้วยการคุ้มครองสิทธิมนุษยชน

ให้การรับรองว่าทุกคนที่ได้รับผลกระทบจากการทรมานและการละเมิดสิทธิอื่นๆ
จะมีสิทธิในการร้องทุกข์ สิทธิดังกล่าวต้องได้รับการเคารพและคุ้มครองทั้งระบบ
รวมถึงสิทธิในการได้รับความยุติธรรม

ลงชื่อโดย
1. สมาคมสิทธิเสรีภาพของประชาชน (สสส.)
2. ศูนย์ข้อมูลชุมชน
3. สมาคมนักกฎหมายสิทธิมนุษยชน
4. สมาคมผู้หญิง นักกฎหมายและการพัฒนาแห่งเอเชียแปซิฟิก
5. Frontline Defenders
6. WOREC (Nepal)
7. National Alliance of Women Human Rights Defenders (Nepal)
8. International Service for Human Rights (ISHR)
9. Asia Forum for Human Rights and Development (Forum Asia)
10. Observatory for the Protection of Human Rights Defenders (OMCT-FIDH)
11. Protection International

Read Full Post »

Joint Statement – 25/08/2014

Statement on the Judicial Harassment of Leading Human Rights Defender, Ms.
Pornpen Khongkachonkiet

We, the undersigned civil society groups, are gravely concerned about the
criminal legal action taken for defamation and libel against the Cross
Cultural Foundation, headed by Ms. Pornpen Khongkachonkiet, by the Army’s
Task Force 41. Ms. Pornpen, Director of the Cross Cultural Foundation – an
organization which monitors and documents cases of torture and
ill-treatment in Thailand – received a police warrant on Sunday 24th August
2014. The Thai Royal Police warrant is dated from 8th August. Major
Leekit Katchodnok, acting on behalf of the Army’s Task Force 41,
filed a legal suit against Ms. Pornpen for libel and defamation. The army
accuses the Cross Cultural Foundation for damaging the reputation of the
army by publishing an open letter exposing a claim to torture. According to
the warrant Ms. Pornpen must present herself at the Yala Police Station, in
southern Thailand, on August 25th.

Ms. Pornpen is a leading Human Rights Defender in Thailand who has been
involved in various Human Rights issues both in Thailand and the region,
including women’s rights, indigenous rights and preventing forced
disappearances. Her work serves the public interest by ensuring that
authorities are held accountable and pressuring authorities to
unconditionally respect the Human Rights of all. As Director of the Cross
Cultural Foundation, Ms. Pornpen has constantly been monitoring and
documenting cases of torture and Human Rights violations in Thailand’s
southernmost provinces.

We deem the army’s action to be an unreasonable, arbitrary and heavy
handed attempt to silence all torture complaints against authorities. By
quashing Ms. Pornpen’s efforts to support torture victims to publicly
complain about Human Rights violations by authorities, the army is seeking
to make it more than impossible for torture victims to voice their
complaints. Moreover, this is a deplorable act by the army as it aims to
further intimidate existing and potential victims of human rights
violations to not report these violations. Instead of suppressing the work
of Human Rights Defenders, such as Ms. Pornpen, the army should investigate
all torture complaints and take all necessary measures to resolve the
problem of continuing Human Rights violations.

This judicial harassment constitutes a direct infringement of Ms.
Pornpen’s right to work as a leading Human Rights Defender in Thailand. As
stated in Article 1 of the UN Declaration on Human Rights Defenders
“Everyone has the right to (individually and in association with others)
promote and to strive for the realization of Human Rights and fundamental
freedoms at the national and international level.” We believe that the
filing of this criminal legal case against Ms. Pornpen was undertaken with
the purpose of intimidation and that it is in response to Ms. Pornpen’s
peaceful and legitimate activities to hold authorities to account for cases
of Human Rights violations, including torture, in southern Thailand.

We call on the army to:
Immediately and unconditionally withdraw the legal action against Ms.
Pornpen. Such legal action against the legitimate work of Human Rights
Defenders is against the public interest.
We call on the government to:
Respect the universally recognized rights, duties and obligations of
everyone and organizations to highlight information about Human Rights
violations and injustices to the public, as is stated in the UN Declaration
on Human Rights Defenders;
Ensure that all persons affected by torture and other human rights
violations, including the right to complain which must be respected at all
times, receive justice.

Signed by:
1. Union for Civil Liberties
2. Community Resource Centre
3. Human Rights Lawyers’ Association
4. Asia-Pacific Forum on Women, Law and Development
5. Frontline Defenders
6. WOREC (Nepal)
7. National Alliance of Women Human Rights Defenders (Nepal)
8. Protection International

For more information, please contact:

Anucha Wintachai
+66 830796411
eakucl@gmail.com

Read Full Post »

ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน Thai Lawyers for Human Rights
โทร(Tel) : 096-7893172 หรือ 096-7893173 e-mail : tlhr2014@gmail.com

Public Statement by Thai Lawyers for Human Rights (TLHR)
The case of Mr. Yongyuth Boondee
A probable case of arbitrary detention and enforced disappearance

The Thai Lawyers for Human Rights (TLHR) has been monitoring the case of Mr. Yongyuth Boondee, aka “Daeng Chin Jung”, against whom warrants has been issued by the Nonthaburi Provincial Court on grounds of premeditated murder, damage of property with the use of explosives, illegal possession of firearms, weapons and explosives. On 1st Auguest 2014, the Provincial Police Region 1 presented Mr. Yongyuth Boondee at a press conference during which the officials stated that Mr. Yongyuth Boondee was suspected to have been involved with firing M79 grenades into the demonstration sites of the People’s Democratic Reform Committee (PDRC) and others, altogether 11 times.

Since the press conference, the relatives of Mr. Boondee have no information about his whereabouts. TLHR has made attempts to contact concerned agencies including senior inquiry officials involved with organizing the press conference, inquiry officials in charge of the case and prison officials, all of who have denied any knowledge of the fact of detention of Mr. Yongyuth Boondee.

Nevertheless, on 8 August 2014, TLHR approached the Provincial Police Region 1’s officials again. The police informed us that he had been bailed out and that they had no information about the present whereabouts of Mr. Yongyuth Boondee. Further, military officials presented a document to TLHR, which stated that Mr. Yongyuth Boondee has consented to voluntarily stay in the military custody. Mr. Yongyuth Boondee’s relatives have informed TLHR that they had not applied for his bail.

TLHR is gravely concerned about the circumstances relating to his bail. TLHR is also concerned about the probability of Mr. Yongyuth Boondee being held in secret detention, making him vulnerable to torture and enforced disappearance.

According to Article 9 of the International Covenant on Civil and Political Rights (ICCPR), no one shall be subjected to arbitrary arrest or detention. Anyone arrested or detained on a criminal charge shall be brought promptly before a judge or other officer authorized by law to exercise judicial power and shall be entitled to trial within a reasonable time.

Therefore, TLHR urges officials concerned with the arrest, detention and holding of the press conference declaring their intention to press charges against Mr. Yongyuth Boondee to immediately disclose his whereabouts and ensure that he has access to his relatives and his lawyer and that his right to access justice is guaranteed along with necessary protection to ensure safety and welfare of Mr. Yongyuth Boondee. As of now, Mr. Yongyuth Boondee is simply a suspect, and neither any charges have been officially pressed against him, nor any final verdict made to prove his guilt.
​With respect for people’s rights and liberties
Thai Lawyers for Human Rights (TLHR)

25570809-223358.jpg

Read Full Post »

« Newer Posts - Older Posts »

Follow

Get every new post delivered to your Inbox.

Join 30 other followers