Feeds:
Posts
Comments

Archive for the ‘Anti-torture’ Category

25570627-180218.jpg25570627-180210.jpg25570627-180203.jpg25570627-180157.jpg DSC02038DSC02013DSC02002DSC02010DSC02037DSC02017DSC02015DSC02038 DSC02014DSC02035 บทความ : นักกิจกรรม กิจกรรมและพื้นที่ยืนในจังหวัดชายแดนใต้ โดย พรเพ็ญ คงขจรเกียรติ   คงต้องขอขอบคุณนักกิจกรรมในพื้นที่จังหวัดยะลา โดยเฉพาะเครือข่ายสิทธิมนุษยชนที่ใช้ชื่อว่า HAP เจ้าของโครงการ ด้วยความร่วมมือกับ มูลนิธิศูนย์ทนายความมุสลิม,กลุ่มด้วยใจ จ. สงขลา, เครือข่ายผดุงธรรมเพื่อสันติ จชต., เครือข่ายสิทธิมนุษยชนปาตานี และเครือข่ายเยาวชน PERMAS และ PERWANI ที่ร่วมกับองค์กรสิทธิมนุษยชนอย่างองค์กรแอนเนสตี้ อินเตอร์เนชั่ลแนล และมูลนิธิผสานวัฒนธรรม จัดกิจกรรมด้านสิทธิมนุษยชนในพื้นที่ประกาศกฎอัยการศึก โดยเป็นการจัดงานวันสนับสนุนผู้ได้รับผลกระทบจากการทรมานในวันที่ 26 มิถุนายน 2557 ที่อาคารกิจกรรมนักศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฎ จังหวัดยะลาให้ได้ผ่านพ้นไปได้ด้วยดี กิจกรรมนี้เป็นกิจกรรมประจำปีที่องค์กรสิทธิมนุษยชนทั่วโลกจัดกันทุกปีเพื่อให้กำลังใจกับผู้ได้รับผลกระทบจากการทรมาน ในสถานการณ์ความขัดแย้งพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้เราได้จัดงานลักษณะนี้มาแล้วหลายสองปีติดต่อกัน จากตัวเลขของศูนย์ทนายความมุสลิมมีสถิติข้อร้องเรียนเรื่องการทรมานและปฏิบัติอย่างไร้มนุษยธรรมตั้งแต่ปี 2550 ถึงเดือนมิถุนายน 2557 จำนวนทั้งสิ้น 364 กรณี และจากการเก็บข้อมูลของกลุ่มด้วยใจ เครือข่ายสิทธิมนุษยชนปัตตานี และมูลนิธิผสานวัฒนธรรม ผ่านโครงการกองทุนสนับสนุนผู้ได้รับผลกระทบจากการทรมานขององค์กรสหประชาชาติ (UN Voluntary Fund for Torture Victims) เก็บข้อมูลเป็นระยะเวลาสองปีจำนวน 92 กรณี เท่ากับว่าอย่างน้อยที่สุดมีผู้ได้รับผลกระทบในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้กว่า 450 คน ที่ยอมเปิดเผยประสบการณ์อันเลวร้ายของตนและของคนในครอบครัวว่าได้รับประสบการณ์เหล่านี้เป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนที่ต้องได้รับการชดเชยเยียวยาเพื่อให้พวกเขาเหล่านั้นสามารถกลับมามีที่ยืนในสังคม

ในวันที่ 26 มิถุนายน เป็นวันสุนทรภู่ วันต่อต้านการค้ามนุษย์ และวันต่อต้านยาเสพติด และเป็นวันสนับสนุนผู้ได้รับผลกระทบจากการทรมานด้วย จึงไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะคิดถึงงานใหญ่ว่าจะจัดกิจกรรมสิทธิมนุษยชนให้ได้ผลทั้งในเรื่องการรณรงค์สร้างความเข้าใจและที่สำคัญต้องการสื่อสารออกไปยังสังคมวงกว้าง อย่างที่หลายคนคิดและมีหลายคนถามว่าจะจัดกิจกรรมได้หรือภายใต้คำสั่งคสช. และสถานการณ์การข่มขุ่และคุกคามนักกิจกรรมในพื้นที่ในหลายๆ รูปแบบไม่ว่าจะนักข่าวท้องถิ่นถูกเยี่ยมบ้าน สำนักงานของวิทยุชุมชนรายสำคัญถูกเยี่ยมและปรามการทำงาน และสุดท้ายต้องปิดตัวลง ช่างภาพถูกจับกุมและบันทึกประวัติก่อนปล่อยตัวไป นักศึกษาและนักกิจกรรม ประสบกับการคุกคามหลายรูปแบบ ตั้งแต่ลอบยิงข่มขู่เอาชีวิต ขอดูมือถือคอมพิวเตอร์ก่อนปล่อยตัวไป เป็นต้น และคงมีอีกหลายเหตุการณ์ที่นักกิจกรรมยังไม่รู้สึกปลอดภัยเพียงพอที่จะสื่อสารกับสาธารณะ โดยเฉพาะบรรยากาศหลังเหตุการณ์ไฟดับทั่วเมืองปัตตานีเกือบสองวันเมื่อวันที่ 24 พค.หลังรัฐประหาร เท่าที่สอบถามจากคนใกล้ชิดบรรยากาศวันนั้นยังคงสร้างความหวั่นไหวและหวาดกลัวในหมู่ประชาชนอยู่ไม่น้อย ในวันงานไม่มีสื่อมวลชนรายใดทั้งส่วนกลางและพื้นที่ที่ได้รับการเชิญแล้วมาร่วมแต่อย่างใด เหมือนกับวันที่ทางสมาคมสิทธิเสรีภาพประชาชนได้จัดงานเปิดรายงานข้อสังเกตเชิงสรุปของคณะกรรมการต่อต้านการทรมานขององค์กรสหประชาชาติเมื่อวันที่ 3 มิถุนายนที่สำนักกลางนักเรียนคริสเตียน กรุงเทพ ก็ไม่มีสื่อมวลชนรายใดมาทำข่าวเช่นกัน ท่ามกลางบรรยากาศแห่งความหวาดกลัว การจัดกิจกรรมพูดถึงการละเมิดสิทธิมนุษยชนโดยเฉพาะคู่ขัดแย้งที่กลายมาเป็นรัฐธาธิปัตย์แม้ว่ามันไม่ง่ายแต่ก็ไม่ใช่ว่าเป็นไปไม่ได้ การสร้างพื้นที่ยืนให้กับนักกิจกรรมด้านสิทธิมนุษยชนและโดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับผู้ได้รับผลกระทบจากการทรมาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งศิษย์เก่ามหาวิทยาลัยราชภัฏ จังหวัดยะลา จึงเป็นประสบการณ์ที่ต้องนำมาเล่าสู่กันฟัง การจัดกิจกรรมในสถานที่ราชการมีขั้นตอนการบริหารจัดการที่โดยปกติแล้วก็ไม่ยุ่งยากนัก คือการทำหนังสือขอใช้สถานที่ หรืออุปกรณ์โต๊ะ เก้าอี้ที่เกี่ยวข้อง หากแต่ในสถานการณ์ความมั่นคงทางการเมืองที่มีแกนนำเป็นคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) มีขั้นตอนแทรกเสริมอีกคือการขออนุญาตแม่ทัพภาคที่สี่ในการจัดกิจกรรมต่าง ๆ ในพื้นที่ หน่วยงานราชการที่อนุญาตให้จัดกิจกรรมในแต่ละครั้งก็เกิดความสบายใจว่าได้ดำเนินการตามขั้นตอนอย่างถูกต้องตามมาตรการเสริมดังกล่าว นักกิจกรรมในจังหวัดยะลาส่วนใหญ่เป็นศิษย์เก่าของราชภัฏ จังหวัดยะลา จังหวัดยะลาเองก็เป็นจังหวัดที่มีนักกิจกรรมในประเด็นต่างๆ ไม่น้อย ชาวยะลาก็ไปเติบโตและมีพื้นที่ยืนทั้งในพื้นที่และในส่วนกลางก็ไม่น้อย การจัดให้มีกิจกรรมเพื่อยืนยันหลักการด้านสิทธิมนุษยชนว่า ทั้งหน่วยงานราชการเช่นมหาวิทยาลัยราชภัฏ ยะลา มีอธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฎ ยะลา มีนายทหารระดับสูงจากกอรมน. ภาคสี่ มีตัวแทนจากศูนย์ปฏิบัติการตำรวจจังหวัดชายแดนใต้ มายืนยันหลักการเดียวกันว่า การทรมานเป็นสิ่งต้องห้าม และต้องร่วมกันยุติการทรมาน ย่อมเป็นสัญญาณที่ส่งออกสื่อออกไปได้อย่างดีว่างานด้านสิทธิมนุษยชน หน่วยงานราชการ และฝ่ายความมั่นคงทั้งตำรวจและทหาร ยังสามารถทำงานร่วมกันได้แม้ในสถานการณ์ที่ไม่ปกติ

: เมื่อ 30 ปีที่แล้ว องค์การสหประชาชาติได้กำหนดหลักการว่า ห้ามไม่ให้มีการทรมานโดยเด็ดขาด ไว้ในอนุสัญญาต่อต้านการทรมาน โดยประเทศไทยได้เข้าเป็นสมาชิกในอนุสัญญาระหว่างประเทศฉบับนี้เมื่อปี 2550 นับเป็นเวลา 7 ปี วันสนับสนุนผู้ได้รับผลกระทบจากการทรมานในวันที่ 26 มิถุนายน 2557 นี้กำหนดขึ้นเพื่อให้ประเทศสมาชิกและประชากรของประเทศสมาชิก รวมทั้งทุกคนในสังคมโลกได้รำลึกถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการทรมานและการปฏิบัติอย่างโหดร้าย ไร้มนุษยธรรม และย่ำยีศักดิ์ศรี โดยการกระทำของเจ้าหน้าที่รัฐหรือที่เจ้าหน้าที่รัฐอาจมีส่วนเกี่ยวข้องในการยุยง ส่งเสริม หรือรู้เห็นเป็นใจ เพื่อบังคับให้สารภาพและให้ข้อมูลกับทางการ สำหรับในประเทศไทยนับแต่นี้เป็นห้วงเวลาที่สำคัญที่ประเทศไทยจะนำข้อสังเกตเชิงสรุปของคณะกรรมการต่อต้านการทรมานต่อประเทศไทย เผยแพร่เมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม 2557 ที่ผ่านมานำมาใช้เพื่อการรณรงค์ และสร้างให้เกิดเปลี่ยนแปลงทั้งทางกฎหมาย นโยบาย และทัศนคติของบุคคลกรของรัฐทุกฝ่ายว่า การทรมานเป็นสิ่งต้องห้ามเด็ดขาดทั้งในสถานการณ์ปกติและแม้ในสถานการณ์ที่มีความฉุกเฉิน หรือในสถานการณ์ความขัดแย้งทางอาวุธใดใด เหล่านี้ไม่เป็นข้ออ้างในการสร้างความชอบธรรมให้กับการทรมานและการปฏิบัติอย่างโหดร้าย ไร้มนุษยธรรม และย่ำยีศักดิ์ศรี การทรมานเป็นอาชญกรรมที่ประเทศไทยต้องแก้ไขกฎหมายให้สอดคล้องกับอนุสัญญาฯ นอกจากนั้นประเทศไทยยังต้องมีมาตาการที่สร้างขึ้นเพื่อป้องกันการทรมาน เช่นการตรวจเยี่ยมสถานที่ควบคุมตัวโดยอิสระ การเข้าถึงแพทย์ ทนายความและญาติที่เหมาะสม การปรับปรุงสถานที่ควบคุมตัวไม่ให้มีสภาพที่แออัดและก่อให้เกิดการปฏิบัติอย่างย่ำยีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ รวมทั้งการดำเนินการให้มีการชดเชยเยียวยาต่อผู้ได้รับผลกระทบจากการทรมานที่ผ่านมา รายงานที่เกี่ยวข้อง 1) ข้อสังเกตเชิงสรุปของคณะกรรมการต่อต้านการทรมานต่อประเทศไทย https://voicefromthais.wordpress.com/2014/06/23/e-book-%e0%b8%82%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%aa%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%81%e0%b8%95%e0%b9%80%e0%b8%8a%e0%b8%b4%e0%b8%87%e0%b8%aa%e0%b8%a3%e0%b8%b8%e0%b8%9b%e0%b8%95%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%9b/ 2) สรุปรายงานคู่ขนานสถานการณ์การทรมาน https://voicefromthais.wordpress.com/2014/04/23/%e0%b8%aa%e0%b8%a3%e0%b8%b8%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%87%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%84%e0%b8%b9%e0%b9%88%e0%b8%82%e0%b8%99%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%9b%e0%b8%8e/ 25570627-180150.jpg 25570627-180157.jpg 25570627-180203.jpg 25570627-180210.jpg 25570627-180218.jpg

Read Full Post »

เวทีเสวนาวันสนับสนุนผู้ได้รับผลกระทบจาการทรมานสากล 26 มิถุนายน 2557

องค์กรผู้ร่วมจัดงาน มูลนิธิผสานวัฒนธรรมและ
องค์กรแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล
ร่วมกับ HAP,JOP,MAC,PERMAS,PERWANI

ลานอเนกประสงค์ อาคารกิจกรรม นักศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฎ จังหวัดยะลา

กำหนดการ

เวลา 10:00 น. ลงทะเบียน

เวลา 10.30 – 12.00 น. อนุสัญญาว่าด้วยการต่อต้านการทรมานและการนำมาใช้ในประเทศไทย

วิทยากร พรเพ็ญ คงขจรเกียรติ ผู้อำนวยการมูลนิธิผสานวัฒนธรรม

ผู้แทนจากองค์กรแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล (Amnesty International)

นูรัยนี อูมา มูลนิธิศูนย์ทนายความมุสลิม

พลโทชรินทร์ อมรแก้ว ผู้อำนวยการสำนักการบังคับใช้กฎหมาย สิทธิมนุษยชน และนิติวิทยาศาสตร์ กอรมน. ภาค 4 ส่วนหน้า

นายอนุพงศ์ พันธชยางกูร (กำนันโต๊ะเด็ง)

ผู้ดำเนินรายการ อัญชนา หิมมิน๊ะ กลุ่มด้วยใจ

12.00 – 13.00 พักทานอาหารเที่ยงและละหมาด

13.00 อานาซีดกมปังวงมุสรอ

ละครเวทีเกี่ยวกับการซ้อมทรมาน

เวทีเสวนาช่วงบ่าย สถานการณ์การทรมานในจังหวัดชายแดนภาคใต้จากอดีตจนถึงปัจจุบัน

ตัวแทนผู้เสียหายจากการถูกทรมาน และร่วมเสวนาผู้ร่วมเขียนรายงานคู่ขนานโดย

1.ตัวแทนจาก MAC 2.ตัวแทนจาก HAP

3.ตัวแทนจาก JOP 4.ตัวแทนจากกลุ่มด้วยใจ

5 .PERWANI ผู้ดำเนินรายการ นางสาวนูรฮายาตี จากHAP

15.30 -16:00 ประธาน อธิบายความหมายของสติกเกอร์รณรงค์ต่อต้านการทรมานและกล่าวปิดพิธี

25570623-155806.jpg

Read Full Post »

ปกหนังสือข้อสังเกตเชิงสรุป CAT

Download ข้อสังเกตเชิงสรุปคณะกรรมการต่อต้านการทรมาน CAT ได้ที่  E-Book ข้อสังเกตเชิงสรุป CAT -Thailand

คำนำการพิมพ์ครั้งที่ 2

 

หลังจากเกิดการรัฐประหาร 2557วันที่ 22 พฤษภาคมในประเทศไทยเพียงวันเดียว วันที่ 23 พฤษภาคม 2557 ทางคณะกรรมการต่อต้านการทรมานขององค์การสหประชาชาติ ได้นำเสนอเป็นข้อสังเกตเชิงสรุป (Concluding Observation) จำนวน 13 หน้า ต่อประเทศไทยเพื่อนำไปปรับปรุงแก้ไขแนวทางทางกฎหมายและแนวทางปฏิบัติเพื่อให้การป้องกันการทรมานเป็นผลในประเทศไทย  โดยคณะกรรมการฯ มีความกังวลอย่างยิ่งต่อการประกาศกฎอัยการศึกทั่วประเทศไทยโดยเรียกร้องให้รัฐภาคีปฏิบัติ เพื่อห้ามมิให้มีการทรมานใดๆ เกิดขึ้น และให้แน่ใจว่าการบังคับใช้กฎอัยการศึกทั่วประเทศไทยจะไม่ละเมิดสิทธิที่ประกันในอนุสัญญาต่อต้านการทรมานและการประติบัติหรือการลงโทษอื่นที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม หรือที่ย่ำยีศักดิ์ศรี (Convention against Torture and Other Cruel, Inhuman or Degrading Treatment or Punishment-CAT) โดยเด็ดขาด

ปรากฎในย่อหน้าที่ 12 และ 13 โดยคณะกรรมการต่อต้านการทรมานโดยระบุว่าการบังคับใช้กฎอัยการศึกมาตรา 15 ทวิซึ่งบุคคลสามารถถูกควบคุมตัวได้ 7 วัน โดยไม่มีหมายหรือกำกับดูแลจากหน่วยงานกระบวนการยุติธรรมอื่นๆ ก่อนที่จะถูกนำตัวไปที่ศาล  นอกจากนี้กฎอัยการศึกก็ไม่ระบุว่าต้องนำตัวผู้คุมขังถูกมาปรากฏตัวต่อศาลในการควบคุมตัวขั้นตอนใดๆ และมักไม่มีการเปิดเผยที่ตั้งของสถานที่ควบคุมตัว อีกทั้งการบังคับใช้กฎหมายพิเศษมักไม่มีมาตรการป้องกันการทรมานที่มีไว้ในกฎหมายและกฎระเบียบในทางปฏิบัติ  โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ถูกคุมขังมักจะได้รับการปฏิเสธสิทธิที่จะติดต่อสมาชิกครอบครัวและให้สมาชิกในครอบครัวเยี่ยมทันทีที่สูญเสียเสรีภาพ และขาดการคุ้มครองสิทธิที่จำเป็นบางอย่าง เช่น สิทธิที่จะติดต่อทนายความและได้รับการตรวจร่างกายโดยแพทย์ที่เป็นอิสระทันทีที่สูญเสียเสรีภาพ  ซึ่งใช้เป็นมาตรการคุ้มครองสิทธิของผู้ถูกจำกัดเสรีภาพในสถานการณ์ไม่ปกติได้เป็นอย่างดีในบริบทการบังคับใช้กฎอัยการศึกทั่วประเทศ  แม้ว่าในการพิจารณารายงานรัฐและรายงานคู่ขนานที่เกิดขึ้นภายใต้การดำเนินการของคณะกรรมการต่อต้านการทรมานนั้นจะเป็นการพิจารณาถึงบริบทในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่มีการบังคับใช้กฎอัยการศึกมาเป็นระยะเวลา 10 ปี

มูลนิธิผสานวัฒนธรรมได้ร่วมกับเครือข่ายองค์การพัฒนาเอกชนในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้จัดทำรายงานคู่ขนานเพื่อนำเสนอต่อคณะกรรมการต่อต้านการทรมานเพื่อใช้ประกอบในการพิจารณารายงาน โดยกระบวนการพิจารณาเริ่มจากที่คณะกรรมการฯ ได้นัดภาคประชาสังคมชี้แจงวันที่ 29 เมษายนและเริ่มขั้นตอนการพิจารณารายงานของรัฐในเรื่องความก้าวหน้าของการนำอนุสัญญาต่อต้านการทรมานมาปฏิบัติในประเทศไทยในวันพุธที่ 30 เมษายนในเวลา 10.00 น.(วันเวลาณ นครเจนีวา) โดยจะมีการกล่าวเปิดการประชุม โดยหัวหน้าคณะที่นำเจ้าหน้าที่ของไทยไปร่วมรายงานเป็นเวลา 15-20 นาที โดยจะมีการเผยแพร่คำกล่าวในเวปไซด์ของ OHCHR หนึ่งวันก่อนล่วงหน้า เน้นให้หัวหน้าคณะกล่าวถึงเนื้อหาสำคัญที่ใหม่และยังไม่ได้ครอบคลุมในรายงานที่จัดส่งไปแล้ว ต่อมาทางคณะกรรรมการต่อต้านการทรมานขององค์การสหประชาชาติซึ่งจัดให้มีตัวแทนกรรมการสองท่านคือ Ms. Felice Gaer (รองประธานคณะกรรมการฯ) และ Mr. Alessio Bruni (ในวันนั้น Mr. Alessio Bruni ไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้) โดย Ms. Felice Gareเป็นผู้แทนเพียงคนเดียวที่นำเสนอการรายงานข้อค้นพบเกี่ยวกับสถานการณ์การทรมานในประเทศไทย ตามข้อบท 1-16 ในอนุสัญญาต่อต้านการทรมาน นอกจากนี้ยังเปิดโอกาสให้มีการถามคำถามจากคณะกรรมการท่านอื่นๆ ได้อีกรวมทั้งสิ้นเป็นเวลา 2 ชั่วโมง ก่อนปิดการประชุมจะมีการหัวหน้าคณะตัวแทนรัฐบาลกล่าวปิดอีกครั้ง            โดยต่อมาวันพฤหัสที่ 1 พฤษภาคม เวลา 15.00 น. (วันเวลา ณ นครเจนีวา) ทางคณะกรรมการจะให้เวลาผู้แทนไทยตอบคำถามต่างๆ ที่ได้ระบุไว้ในการประชุมวันที่ 30 เมษายน เป็นเวลา 60 นาที และจะมีการถามคำถามเพิ่มเติมจากคณะกรรมการทั้งคณะอีก 60 นาที ต่อจากนั้น ตัวแทนของรัฐบาลไทยจะมีเวลาตอบคำถามอีก 60 นาที รวมทั้งสิ้น 3 ชั่วโมง ผลสรุปของการพิจารณารายงาน ทั้งนี้การพิจารณารายงานของประเทศไทยดังกล่าวจะมีการถ่ายทอดสดตามวันเวลาณ นครเจนีวาทาง Webcast ที่ http://www.treatybodywebcast.org/category/webcast-archives/cat/ทางคณะกรรมการฯ จะและจัดทำเป็นข้อสังเกตต่อรัฐบาลไทยฉบับที่ตีพิพม์นี้เมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม  2557

มูลนิธิผสานวัฒนธรรมเห็นว่าบทบาทของภาคประชาสังคมนอกจากจะจัดส่งรายงานคู่ขนานต่อคณะกรรรมการต่อต้านการทรมานขององค์การสหประชาชาติภายในวันที่ 11 เมษายน 2557  เข้าร่วมสังเกตการณ์ในการพิจารณารายงานที่กรุงเจนีวา แล้วนั้น การจัดพิมพ์เผยแพร่คำแปลของ ข้อสังเกตเชิงสรุปสำหรับรายงานฉบับแรกของประเทศไทย (Concluding Observation)ของคณะกรรมการต่อต้านการทรมาน (UNCAT Committee) มีความสำคัญ โดยคำแปลฉบับนี้จัดทำโดยสมาคมสิทธิเสรีภาพของประชาชน(สสส.) จึงขอแสดงความขอบคุณมา ณ โอกาส นี้ ที่อนุญาตให้มูลนิธิผสานวัฒนธรรมจัดพิมพ์เป็นครั้งที่สอง เพื่อให้ทั้งหน่วยงานราชการ  ประชาชน นำสรุปข้อสังเกตฉบับนี้นำไปใช้เพื่อปรับปรุงแก้ไขแนวทางทางกฎหมายและแนวทางปฏิบัติเพื่อให้การป้องกันการทรมานเป็นผลในประเทศไทยต่อไปทั้งในสถานการณ์ปกติและไม่ปกติ

 

คณะผู้จัดทำ

มูลนิธิผสานวัฒนธรรม

26 มิถุนายน 2557

วันสนับสนุนผู้ได้รับผลกระทบจากการทรมานสากล

 

 

Read Full Post »

25570613-170418.jpg

 

คณะกรรมการต่อต้านการทรมานยูเอ็นฯ กังวลเรื่องการบังคับใช้กฎอัยการศึกทั่วประเทศ

 

เมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม 2557 ทางคณะกรรมการต่อต้านการทรมานขององค์การสหประชาชาติ ได้นำเสนอเป็นข้อเสนอแนะ (Concluding Observation) จำนวน 13 หน้า ต่อประเทศไทยเพื่อนำไปปรับปรุงแก้ไขแนวทางทางกฎหมายและแนวทางปฏิบัติเพื่อให้การป้องกันการทรมานเป็นผลในประเทศไทย  โดยคณะกรรมการฯ มีความกังวลอย่างยิ่งต่อการประกาศกฎอัยการศึกทั่วประเทศไทยโดยเรียกร้องให้รัฐภาคีปฏิบัติ เพื่อห้ามมิให้มีการทรมานใดๆ เกิดขึ้น และให้แน่ใจว่าการบังคับใช้กฎอัยการศึกทั่วประเทศไทยจะไม่ละเมิดสิทธิที่ประกันในอนุสัญญาต่อต้านการทรมานและการประติบัติหรือการลงโทษอื่นที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม หรือที่ย่ำยีศักดิ์ศรี (Convention against Torture and Other Cruel, Inhuman or Degrading Treatment or Punishment-CAT) โดยเด็ดขาด

ปรากฎในย่อหน้าที่ 12 และ 13 โดยคณะกรรมการต่อต้านการทรมานโดยระบุว่าการบังคับใช้กฎอัยการศึกมาตรา 15 ทวิซึ่งบุคคลสามารถถูกควบคุมตัวได้ 7 วัน โดยไม่มีหมายหรือกำกับดูแลจากหน่วยงานกระบวนการยุติธรรมอื่นๆ ก่อนที่จะถูกนำตัวไปที่ศาล  นอกจากนี้กฎอัยการศึกก็ไม่ระบุว่าต้องนำตัวผู้คุมขังถูกมาปรากฏตัวต่อศาลในการควบคุมตัวขั้นตอนใดๆ และมักไม่มีการเปิดเผยที่ตั้งของสถานที่ควบคุมตัว อีกทั้งการบังคับใช้กฎหมายพิเศษมักไม่มีมาตรการป้องกันการทรมานที่มีไว้ในกฎหมายและกฎระเบียบในทางปฏิบัติ  โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ถูกคุมขังมักจะได้รับการปฏิเสธสิทธิที่จะติดต่อสมาชิกครอบครัวและให้สมาชิกในครอบครัวเยี่ยมทันทีที่สูญเสียเสรีภาพ และขาดการคุ้มครองสิทธิที่จำเป็นบางอย่าง เช่น สิทธิที่จะติดต่อทนายความและได้รับการตรวจร่างกายโดยแพทย์ที่เป็นอิสระทันทีที่สูญเสียเสรีภาพ

คณะกรรมการต่อต้านการทรมานระบุถึงการไม่ต้องรับผิดของเจ้าหน้าที่ตามอำนาจกฎหมายพิเศษ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง  กฎอัยการศึก มาตรา 7  และพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน มาตรา 17 จำกัดความรับผิดของเจ้าหน้าที่ผู้บังคับใช้สถานการณ์ฉุกเฉิน โดยให้ความคุ้มครองมิให้เจ้าหน้าที่ถูกฟ้องร้องในกรณีการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรง รวมทั้งการกระทำทรมานซึ่งเป็นการละเมิดบทบัญญัติของอนุสัญญาฯ  ข้อเสนอแนะต่อประเทศไทยในขณะนี้คือ รัฐควรตรวจสอบอย่างแข็งขัน โดยมิชักช้าและพึงถือเป็นกิจการเร่งด่วนที่จะทบทวนกฎหมายพิเศษและแนวปฏิบัติที่มีอยู่   และพึงยกเลิกข้อกำหนดสิ่งที่ไม่สอดคล้องกับพันธกรณีภายใต้อนุสัญญาต่อต้านการทรมาน

คณะกรรมการต่อต้านการทรมานระบุด้วยถึงการคุ้มครองสิทธิพื้นฐานทางกฎหมายของผู้ถูกจับกุมทุกคนว่า  คณะกรรมการวิตกกังวลว่า การคุ้มครองสิทธิพื้นฐานทางกฎหมายดังกล่าวหมายรวมถึง การบันทึกทะเบียนผู้ถูกควบคุมตัวอย่างเป็นทางการ โดยได้รับการรับร้องสิทธิพื้นฐานทางกฎหมายตั้งแต่เริ่มแรกถูกควบคุมตัว ได้แก่ สิทธิที่จะพบทนายความที่เป็นอิสระทันที สิทธิที่จะพบแพทย์ที่เป็นอิสระ สิทธิที่จะแจ้งให้ญาติ สิทธิที่จะได้รับแจ้งถึงสิทธิของตนในขณะที่ถูกควบคุมตัว รวมทั้งข้อหาที่มีต่อตน ผู้ถูกควบคุมตัวพึงได้รับการลงทะเบียน ณ สถานที่ควบคุมตัว และมีสิทธิที่จะปรากฏตัวต่อหน้าผู้พิพากษาภายในเวลาที่กำหนด ซึ่งสอดคล้องกับมาตรฐานสากล รัฐควรใช้มาตรการที่จำเป็นเพื่อให้มีระบบการช่วยเหลือทางกฎหมายโดยไม่มีค่าใช้จ่ายที่มีประสิทธิภาพ  รัฐควรวางมาตรการตรวจสอบการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่บังคับใช้กฎหมายและเจ้าหน้าที่ความมั่นคงเพื่อให้แน่ใจว่ามีการคุ้มครองพื้นฐานในทางปฏิบัติเช่นเดียวกับในทางกฎหมายและควรใช้มาตรการทางวินัยหรือมาตรการอื่นๆ  ต่อเจ้าหน้าที่ที่เป็นผู้กระทำผิด ในกรณีที่ไม่ให้การคุ้มครองพื้นฐานแก่บุคคลที่ถูกลิดรอนเสรีภาพ

เอกสารฉบับเต็มภาษาอังกฤษสามารถดาวน์โหลดได้ที่ http://tbinternet.ohchr.org/Treaties/CAT/Shared%20Documents/THA/CAT_C_THI_CO_1_17277_E.doc

เอกสารฉบับเต็มภาษาไทยสามารถดาวน์โหลดได้ที่  http://voicefromthais.wordpress.com/2014/06/03/%e0%b8%aa%e0%b8%a3%e0%b8%b8%e0%b8%9b%e0%b8%82%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%aa%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%81%e0%b8%95%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b8%93%e0%b8%b0%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%a3/

 

Read Full Post »

(Embedded image moved to file: pic33355.gif)

http://www.ohchr.org/EN/NewsEvents/Pages/DisplayNews.aspx?NewsID=14696&LangID=E

วันที่ 13 มิถุนายน 2557
แถลงการณ์ร่วมจากผู้เชี่ยวชาญด้านสิทธิมนุษยชน องค์การสหประชาชาติ
ประเทศไทยกำลังเสี่ยงกับการละเมิดสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐาน
ผู้เชี่ยวชาญด้านสิทธิมนุษยชนของยูเอ็นกังวลเรื่องการควบคุมตัวไม่ชอบและการจำกัดสิทธิอย่างเข็มงวด

กรุงเจนีวา วันที่ 13 มิถุนายน ” ความมั่นคงและการปรองดองจะทำได้ยากมากหากประเทศไทยละเลยและไม่สามารถคุ้มครองสิทธิมนุษยชนได้” คณะผู้เชี่ยวชาญพิเศษขององค์การสหประชาชาติ กล่าว โดยเจ้าหน้าที่ที่มีอำนาจในขณะนี้กำลังฟื้นฟูหลักการประชาธิปไตยแต่ได้ยกเว้นมาตรการต่างๆ ที่กระทบต่อสิทธิขั้นพื้นฐานในประเทศไทย

“ในขณะที่มีวิกฤตทางการเมืองและความไม่สงบเกิดขึ้น สิ่งที่สำคัญคือการส่งเสริมและเคารพหลักนิติธรรม” ผู้เชี่ยวชาญด้านสิทธิมนุษยชนได้กล่าวย้ำ

“การจำกัดสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานด้วยข้อจำกัดที่กำหนดขึ้นมากมายตั้งแต่ทหารเข้าปกครองประเทศและรัฐธรรมนุญถูกยกเลิกไป เป็นเรื่องที่น่าเป็นห่วงอย่างยิ่ง มีรายงานว่ามีบุคคลหลายรายถูกควบคุมตัวโดยพลการและมีการจำกัดสิทธิการแสดงออกทางความคิดเห็น การรวมกลุ่ม และการชุมนุมอย่างสงบอย่างไม่อาจยอมรับได้”

โดยเฉพาะอย่างยิ่งการกำหนดให้บุคคลมารายงานตัวไปแล้วทั้งสิ้น 440 คนที่ค่ายทหารซึ่งหมายรวมถึงผู้นำทางการเมือง นักวิชาการ นักข่าว นักกิจกรรม หลายคนยังคงอยู่ในการควบคุมตัวโดยญาติและทนายสามารถเยี่ยมได้ และบางคนไม่สามารถติดต่อกับโลกภายนอกได้เลย อีกทั้งถูกควบคุมตัวในสถานที่ลับไม่เปิดเผย และอาจเสี่ยงต่อการถูกทรมานหรือปฏิบัติอย่างโหดร้าย

“การห้ามวิพากษ์วิจารณ์เจ้าหน้าที่ปกครองประเทศในทางสาธารณะรวมทั้งการจำกัดเสรีภาพของสื่อมวลชนส่งผลในทางลบ เข่น การห้ามรวมกลุ่มชุมนุมเกิน 5 คน การห้ามไม่ให้มีกิจกรรมทางการเมือง รวมทั้งการสั่งปิดสถานีวิทยุชุมชน” พวกเขากล่าวเพิ่มเติม

“การฟืื้นฟูพื้นที่ในการสานเสวนาทางการเมืองนั้นเป็นสิ่งที่สำคัญเพื่อให้เกิดหนทางแก้ไขปัญหาทางการเมืองและผ่าทางตันทางการเมือง”

กลุ่มผู้เชี่ยวชาญด้านสิทธิมนุษยชนอยากจะได้ข้อมูลเกี่ยวกับข้อกล่าวหาที่ว่ามีการละเมิดสิทธิมนุษยชนเกิดขึ้นหลังจากที่ได้มีการใช้กฎอัยการศึกและยึดครองประเทศในวันที่ 22 พฤษภาคม 2557

เรายังคงพร้อมที่จะเข้ามามีส่วนร่วมการพูดคุยสานเสวนากับเจ้าหน้าที่ผู้ปกครองประเทศ กลุ่มผู้เชี่ยวชาญด้านสิทธิมนุษยชน กล่าวสรุปในตอนท้าย

รายชื่อผู้ร่วมลงนาม

(*) The experts: Mr. Mads Andenas, Chair-rapporteur of the Working Group on
Arbitrary Detention;
the Working Group on Enforced or Involuntary
Disappearances; Mr. Frank La Rue, Special Rapporteur on the right to
freedom of opinion and expression; Mr. Maina Kiai, Special Rapporteur on
the rights to freedom of peaceful assembly and of association and Mr. Juan
E. Méndez, Special Rapporteur on torture and other cruel, inhuman or
degrading treatment or punishment.

25570613-221645.jpg

Read Full Post »

« Newer Posts - Older Posts »

Follow

Get every new post delivered to your Inbox.

Join 27 other followers