Feeds:
Posts
Comments

Archive for May, 2012

2012_05_04_ประนามเหตุร้ายสังหารกำนัน 4 ศพ สนับสนุนแนวทางสมช และการมีส่วนร่วมของปชชมูลนิธิผสานวัฒนธรรม และกลุ่มด้วยใจ จังหวัดสงขลา
วันที่ 4 พฤษภาคม 2555
แถลงการณ์ร่วม
ประนามเหตุสังหารกำนันสายบุรีและเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองรวม 4 คน
สนับสนุนนโยบายสมช. เรียกร้องรัฐบาลบูรณาการนโยบายจชต. ระหว่างองค์กรรัฐในพื้นที่
ส่งเสริมการมีส่วนรวมของประชาชน สร้างโอกาสพัฒนารองรับสมาคมอาเซียนปีพ.ศ. 2557
เมื่อวันที่ 3 พฤษภาคม 2555 บนถนนทางหลวงสาย 42 ระหว่าง นราธิวาส-ปัตตานี ม.6 บ้านบาโงมูลง ต.เตราะบอน อ.สายบุรี จ.ปัตตานี ได้เกิดเหตุคนร้ายจำนวนมากกว่า 5 คน ยิงนายสังวรณ์ สุวรรณราช อายุ 57 ปี กำนันตำบลทุ่งคล้า อ.สายบุรี ,นายปรีชา ทองเอียด 48 ปี เป็นสารวัตรกำนัน, นางสุภาพร เจริญสุข อายุ 45 ปี ผู้ช่วยกำนัน และนางสาวพรทิพย์ โพธิ์เงิน อายุ 43 ปี ผู้ช่วยกำนัน พร้อมทั้งได้นำอาวุธปืนและเงินจำนวนหนึ่งไปด้วย เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตลอดมาได้สะท้อนถึงความรุนแรงและการไม่แสดงความรับผิดชอบในการกระทำของผู้กระทำว่ามีจุดมุ่งหมายใด เพียงการก่ออาชญกรรมมุ่งให้เกิดความสูญเสียที่มิอาจประเมินค่าได้ เหตุในครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความล้มเหลวในการสร้างความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินซึ่งปรากฎว่ารัฐไม่สามารถสืบสวนสอบสวนอย่างมีประสิทธิภาพ ไม่นำคนผิดมาลงโทษ และไม่มีมาตราการป้องกันเหตุที่เหมาะสมเพื่อเป็นหลักประกันความมั่นคงและปลอดภัยให้กับประชาชนและสังคมสาธารณะ เรียกร้องให้ทุกฝ่ายสนับสนุนแผนยุทธศาสตร์ของสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) และบูรณาการนโยบายจังหวัดชายแดนใต้ระหว่างองค์กรรัฐในพื้นที่พร้อมทั้งส่งเสริมการมีส่วนรวมของประชาชน สร้างโอกาสพัฒนารองรับสมาคมอาเซียนปีพ.ศ. 2557
มูลนิธิผสานวัฒนธรรมและกลุ่มด้วยใจ จังหวัดสงขลา ขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อครอบครัวผู้สูญเสียในทุกกรณี และขอประนามการใช้ความรุนแรงในทุกรูปแบบ ไม่ว่าการก่อเหตุดังกล่าวจะมีเหตุจูงใจจากการก่ออาชญากรรมหรือการก่อความไม่สงบที่นำมาสู่ความสูญเสียทั้งร่างกายและจิตใจ และทำลายคุณค่าของการมีชีวิตอยู่ของเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน และทำลายบรรยากาศความพยายามของทุกฝ่ายในการจัดการปัญหาความขัดแย้งแบบสันติวิธี ความสับสนและความสูญเสียที่ยิ่งใหญ่
จากเหตุการณ์รายวันที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่ต้นปี 2555 จนถึงปัจจุบัน พิจารณาได้ว่าสถานการณ์ความไม่สงบในจังหวัดชายแดนใต้ยิ่งเลวร้ายลง ผู้ได้รับผลกระทบประกอบไปด้วยประชาชนผู้นับถือศาสนาพุทธ มุสลิม ประชาชนผู้ทำงานให้กับราชการหรือประชาชนที่ทำงานทั่วไป เจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงติดอาวุธ และไม่เว้นแม้แต่เด็ก สตรีและ คนชรา
อย่างไรก็ดีทุกฝ่ายต้องมีความหวังและให้โอกาสการแก้ไขปัญหาด้วยแนวทางสันติวิธี และยืนยันที่จะไม่ใช้ความรุนแรงและมีส่วนร่วมในการส่งเสริมการใช้ความรุนแรงใดใด รัฐบาลควรส่งเสริมการพูดคุยสาธารณะเรื่องรูปแบบการปกครองแบบพิเศษ การจัดตั้งสมัชชาประชาสังคมชายแดนใต้ การทำงานของภาคประชาสังคมในพื้นที่ ดังที่คณะรัฐมนตรีมีมติรับรองนโยบายการบริหารและการพัฒนาจังหวัดชายแดนใต้ของสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช) พ.ศ. 2555-2557 เมื่อวันที่ 12 มกราคม 2555 ซึ่งสะท้อนให้เห็นโอกาสที่ประเทศไทยจะก้าวผ่านความขัดแย้งสู่สันติภาพที่จะส่งเสริมการพัฒนาจังหวัดชายแดนใต้เพื่อรองรับการก้าวเข้าสู่สมาคมอาเซียนได้ หากทุกฝ่ายเร่งปรับปรุงแผนและแนวทางในการปฏิบัติงานในระดับนโยบายและระดับพื้นที่ให้สอดคล้องกับนโยบายการบริหารและการพัฒนาของสมช. ดังปรากฎเป็นนโยบายระดับชาติที่สำคัญ
มูลนิธิผสานวัฒนธรรมและกลุ่มด้วยใจ จ.สงขลา ขอแสดงความเห็นต่อแนวทางการดำเนินการตามกรอบนโยบายของสมช. ให้สัมฤทธิ์ผลอย่างมีประสิทธิภาพ ดังนี้
1. ขอสนับสนุนแนวทางของรัฐบาลที่ได้ริเริ่มการจัดประชุมเชิงปฏิบัติการในวันที่ 17 พฤษภาคม 2555 เพื่อบูรณาการนโยบายแผนงาน งบประมาณ และการปฏิบัติงานของแต่ละหน่วยงานมีความสอดคล้องกับนโยบายการบริหารและแผนพัฒนาของสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ปี 2555-2557 เพื่อให้ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต) กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน) เป็นหน่วยปฏิบัติที่ทำงานสอดคล้องกันตามกรอบนโยบายของรัฐบาล
2. ขอให้หน่วยงานรัฐทุกหน่วยในพื้นที่บูรณาการนโยบายดังกล่าวสำหรับการดำเนินการแผนงานของสมช. โดยทันที ทั้งมีแผนงานที่ให้ประชาชนในท้องถิ่นทุกกลุ่ม ทุกส่วนมีส่วนร่วมในการดำเนินการตามแผนงานของรัฐได้จริงตามแนวทางการส่งเสิรมการมีส่วนร่วมของประชาชน
3. ขอให้ กอ.รมน. ปรับปรุงแผนและแนวทางในการปฏิบัติงานด้านความมั่นคงให้สอดคล้องกับแนวทางสันติภาพ โดยมีนโยบายและแนวทางลดจำนวนเจ้าหน้าที่ติดอาวุธตามลำดับ และนำไปสู่การยอมรับให้มีการยกเลิกการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินและการใช้กฎอัยการศึกในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้โดยเร็ว เพื่อให้มีการนำกฎหมายปกติที่ประกาศใช้ทั่วประเทศหรือการมีกฎหมายความมั่นคงในรูปแบบที่เหมาะสมกับสถานการณ์มากกว่ามาใช้ ทั้งนี้พื้นที่ความขัดแย้งในประเทศไทยในจังหวัดชายแดนใต้ที่ยังคงมีการประกาศภาวะฉุกเฉินร้ายแรงและพื้นที่ภายใต้กฎอัยการศึกอาจเป็นอุปสรรคสำคัญในจำกัดโอกาสพัฒนาพื้นที่รองรับเขตเสรีเศรษฐกิจอาเซียนพ.ศ. 2557ที่จะถึงนี้
4. ขอเรียกร้องให้สมัชชาภาคประชาสังคมดำเนินการตรวจสอบแนวทางการนำนโยบายสมช. ไปปฏิบัติของหน่วยงานต่าง ๆเพื่อให้ประชาชนในพื้นที่มีส่วนร่วมอย่างจริงจังในการวางแผนการบริหารจัดการทรัพยากรท้องถิ่นทั้งทุนทางสังคมและทุนทางเศรษฐกิจของชาวไทยพุทธ มุสลิม จีน เพื่อให้เกิดการพัฒนาด้านการศึกษา การจัดสรรทรัพยากร และโอกาสการทำงานของคนในพื้นที่ เพื่อขจัดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและสังคม สร้างความเป็นธรรมทางสังคมและเศรษฐกิจ ทั้งนี้สอดคล้องกับวิถีชีวิตและวัฒนธรรมของตนเองได้จริง
5. ขอให้ศอบต. กำหนดแนวทางการเยียวยาในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้อย่างทั่วถึง เท่าเทียม โดยมีกรอบการดำเนินการที่ปราศจากการเลือกปฏิบัติและมุ่งเน้นการสร้างความสมานฉันท์ และการฟื้นฟูสภาพจิตใจ เคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ซึ่ง จะฟื้นฟูความไว้วางใจระหว่างรัฐกับประชาชน
6. ขอให้ศอบต. กำหนดแนวทางการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมต่อคดีความมั่นคงและแนวทางการปราบปรามผู้ก่อความไม่สงบให้มีกลไกคุ้มครองสิทธิมนุษยชนและคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชน ในขณะเดียวกันสร้างความเชื่อมั่นว่าการใช้กฎหมายอย่างเป็นธรรมตามหลักนิติรัฐซึ่งจะฟื้นฟูความเชื่อมั่นต่อกระบวนการยุติธรรมและทั้งต่อหน่วยงานด้านยุติธรรมทั้งตำรวจ อัยการ ศาล รวมทั้งหน่วยงานความมั่นคงที่มีอำนาจหน้าที่ในการบังคับใช้กฎหมายพิเศษหากยังมีการบังคับใช้
7. ขอให้ทุกฝ่ายปรับเปลี่ยนทัศนคติ วิธีคิดของทุกฝ่ายร่วมทั้งฝ่ายที่อ้างการใช้ความรุนแรงเรียกร้องความเป็นธรรม โดยขอให้ทุกฝ่ายยึดมั่น แนวทางสันติวิธี เปิดโอกาสให้การเจรจาทุกระดับและกับกลุ่มที่มีความเห็นต่างกับรัฐ ให้เกิดขึ้นโดยปราศจากการคุกคาม ข่มขู่ และการทบทวนและถอดถอนรายชื่อบุคคลที่มีหมายจับตามประมวลกฎหมายพิจารณาความอาญาและตามพรก.ฉุกเฉินเพื่อให้เกิดความไว้วางใจอันและอาจเป็นการให้ความเชื่อมั่นกับผู้บริสุทธิ์ให้กลับบ้านหรือกลับเข้าสู่การต่อสู้ทางการเมืองตามวิถีทางประชาธิปไตยและแนวสันติวิธี และสร้างกลไกที่นำไปสู่ความเป็นธรรมในกระบวนการยุติธรรมเพื่อป้องกันการจับกุมผู้บริสุทธิ์ซึ่งจะกลายเป็นวงจรของความไม่เป็นธรรมที่เป็นเงื่อนไขในการใช้ความรุนแรงอย่างไม่สิ้นสุด
นโยบายการบริหารและการพัฒนาจังหวัดชายแดนใต้ของสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช) อาจไม่สามารถยุติความรุนแรงได้ในทันทีทันใด แนวนี้ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนรวมทั้งประชาชนในพื้นที่ที่ต้องเปิดใจและสื่อสารอย่างสร้างสรรค์เพื่อให้นโยบายนำไปสู่การปฏิบัติได้จริง รวมทั้งการที่ฝ่ายความมั่นคงที่ต้องอดทนอดกลั้นต่อเหตุการณ์ความรุนแรงและความสูญเสียที่ยังเกิดขึ้นในระยะเวลาเปลี่ยนผ่านจากความขัดแย้งสู่สันติภาพ อันจะสร้างให้เกิดความปลอดภัยและความปกติสุขในพื้นที่โดยเร็ววัน 8 ปีความสูญเสียที่ยิ่งใหญ่ นำไปสู่โอกาสในการสร้างสันติภาพในเวลาสามปี เพื่อสร้างโอกาสพัฒนารองรับสมาคมอาเซียนปีพ.ศ. 2557 ได้จริง
ติดต่อข้อมูลเพิ่มเติม พรเพ็ญ คงขจรเกียรติ มูลนิธิผสานวัฒนธรรม โทร 086-7093000 และอัญชนา หะมิน๊ะ กลุ่มด้วยใจ จ.สงขลา โทร 081-8098609

Read Full Post »

เครือข่ายนักกฎหมายเพื่อสิทธิมนุษยชน

ใบแจ้งข่าว คดีแม่อมกิ

ศาลอุทธรณ์ พิพากษาให้ นาย ติแป๊ะโพ ประชาชนบ้านแม่อมกิอ.ท่าสองยาง จ.ตากมีความผิดตาม

พระราชบัญญติป่าสงวนแห่งชาติลงโทษจำคุกสองปีแต่รอการลงโทษไว้ก่อนและให้จำเลยและบริวารออกจากพื้นที่ทำกิน

เผยแพร่วันที่ วันที่ 3 พฤษภาคม 2555

เมื่อวันที่ 3 พฤษภาคม 2555 เวลาประมาณ 9.00 น. ศาลอุทธรณ์ได้มีคำพิพากษากลับคำพิพากษาศาลชั้นต้นให้ลงโทษ นายติแป๊ะโพ(ไม่มีนามสกุล) มีความผิดตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 มาตรา14และมาตรา 31 วรรค 2(3) ลงโทษจำคุกสองปีโดยให้รอการลงโทษไว้ก่อนมีกำหนด 1 ปี พร้อมให้จำเลยและบริวารออกจากพื้นที่ดังกล่าว หลังจากศาลจังหวัดแม่สอดมีคำพิพากษายกฟ้องในศาลชั้นต้น

สืบเนื่องจากนางน่อเฮหมุ่ย เวียงวิชชาและนายนายดิ๊แปะโพ ไม่มีชื่อสกุล ประชาชนในชุมชนแม่อมกิ  ตำบลแม่วะหลวง อำเภอท่าสองยาง จังหวัดตากซึ่งเป็นชาวปกาเกอญอได้ถูกจับกุมเมื่อวันที่ 10 เมษายน 2553 ในความผิดต่อพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 และความผิดต่อพระราชบัญญัติป่าสงวน   แห่งชาติพ.ศ.2507 ข้อหาร่วมกันยึดถือครอบครองที่ดิน ตัด โค่น ก่นสร้างแผ้วถางป่า ทำประโยชน์ในที่ดินเขตป่าสงวนฯและพนักงานอัยการฟ้องจำเลยเป็นคดีหมายเลขดำที่ 1770/2551 และ 1771/2551 ต่อศาลจังหวัดแม่สอดซึ่งเดิมในศาลชั้นต้นจำเลยได้รับสารภาพ คดีจึงไม่มีการสืบพยานประกอบกับขณะนั้นยังไม่มีทนายความ ศาลจึงพิพากษาว่าจำเลยกระทำความผิด ลงโทษจำคุก 1  ปีโดยไม่รอการลงโทษแต่เนื่องจากกระบวนการพิจารณาคดีเป็นไปโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายเพราะล่ามไม่ได้สาบานตนศาลอุทธรณ์จึงพิพากษากลับให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนการพิจารณาคดีใหม่ตามอุทธรณ์ของจำเลย

เมื่อคดีกลับมาพิจารณาคดีอีกครั้งในศาลชั้นต้นจำเลยได้ต่อสู้ว่าตนอยู่อาศัยและทำกินในพื้นที่ดังกล่าวมาตั้งแต่บรรพบุรุษก่อนที่จะมีการประกาศเขตป่าสงวนแห่งชาติและก่อนจะมีมติคณะรัฐมนตรีลงวันที่30 มิถุนายน2541 ที่ผ่อนผันให้ราษฏรสามารถอยู่ในบริเวณนั้นๆได้ระหว่างรอการพิสูจน์สิทธิ

และจำเลยมีวิถีการทำเกษตรแบบไร่หมุนเวียนซึ่งไม่ใช่การทำไร่เลื่อนลอยตามที่โจทก์กล่าวอ้างในคำฟ้อง มีพยานปากสำคัญเป็นนายอำเภอท่าสองยางและผู้ใหญ่บ้านขณะเกิดเหตุเบิกความสนับสนุนว่าประชาชนในพื้นที่อยู่อาศัยและทำกินมาก่อนมีการประกาศป่าสงวนอีกทั้งมีนักวิชาการจากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่เบิกความถึงรายงานการวิจัยว่าวิถีการทำไร่หมุนเวียนเป็นการผลิตที่สามารถรักษาสมดุลของธรรมชาติไม่ใช่การทำลายป่าไม้และจากภาพถ่ายที่เกิดเหตุเป็นการทำไร่หมุนเวียน     ศาลจังหวัดแม่สอดจึงมีคำพิพากษายกฟ้องนางน่อเฮหมุ่ยเวียงวิชชา และนายดิ๊แปะโพ ไม่มีชื่อสกุลทั้งสองคดีเนื่องจากเห็นว่าขาดเจตนาในการกระทำความผิดอัยการจึงยื่นอุทธรณ์ต่อศาลอุทธธรณ์อีกครั้งหนึ่ง

ต่อมาเมื่อวันที่  13 มีนาคม 2555 ศาลอุทธรณ์ได้มีคำพิพากษายกฟ้องนางน่อเฮหมุ่ยเวียงวิชา เนื่องจากเชื่อว่าจำเลยอยู่และทำกินมาก่อนประกาศเขตป่าสงวนตามคำให้การพยานทำให้จำเลยสำคัญผิดว่าสามารถเข้าแผ้วถางทำไร่ในที่เกิดเหตุได้ เป็นการขาดเจตนายกคำฟ้องและให้จำเลยออกจากป่าสงวนที่เกิดเหตุเนื่องจากจำเลยไม่มีสิทธิครอบครองหรือทำประโยชน์ในที่เกิดเหตุ

ส่วนในคดีนายติแป๊ะโพ (ไม่มีนามสกุล) ศาลอุทธรณ์ได้ตัดสินกลับคำพิพากษาศาลชั้นต้นโดยตัดสินให้จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. 2484 มาตรา 54, 72 ตรี วรรคหนึ่ง และพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 มาตรา14และมาตรา 31 วรรค 2(3)แต่การกระทำความผิดของจำเลยเป็นการกระทำกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามกฎหมายที่มีบทบัญญัติหนักสุดคือ พระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ ลงโทษจำคุกสองปี โดยให้รอการลงโทษไว้ก่อนมีกำหนด1 ปี พร้อมให้จำเลยและบริวารออกจากพื้นที่ดังกล่าว

ทั้งนี้โดยศาลให้เหตุผลในคำพิพากษาว่าจำเลยก่นสร้างแผ้วถาง เผาป่า แล้วยึดถือครอบครองป่านั้นทำประโยชน์เพื่อปลูกพริกและข้าวอันเป็นการเสื่อมเสียแก่ป่าสงวนแห่งชาติ โดยจำเลยมีเจตนา เพราะถึงแม้ว่าจำเลยจะได้ทำกินในบริเวณนั้นก่อนที่จะมีมติคณะรัฐมนตรี วันที่ 30 มิถุนายน 2541 ก็ตาม แต่มติคณะรัฐมนตรีดังกล่าวก็ไม่มีสภาพเป็นกฎหมายและเมื่อปรากฎว่าบริเวณดังกล่าวเป็นพื้นที่เขตป่าสงวนแห่งชาติแล้ว จำเลยจะอ้างความไม่รู้กฎหมายมาเป็นข้อแก้ตัวไม่ได้จำเลยจึงมีความผิดและต้องได้รับโทษตามคำพิพากษาดังกล่าว

ทั้งนี้คณะทำงานเตรียมจะฏีกาทั้งสองคดีต่อไปเพื่อยืนยันสิทธิของชุมชนตามที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ

สอบถามเพิ่มเติม              เครือข่ายนักกฎหมายสิทธิมนุษยชน 083 937 2032 www.naksit.org

ศูนย์พิทักษ์และฟื้นฟูสิทธิชุมชนท้องถิ่น 081 950 7575

ศูนย์พัฒนาเครือข่ายเด็กและชุมชน 089 071 5096

Read Full Post »

มูลนิธิผสานวัฒนธรรม

เผยแพร่วันที่ 3 พฤษภาคม2555

ใบแจ้งข่าว

ศาลจังหวัดยะลาอนุญาตให้โจทก์ดำเนินคดีโดยยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลและมีคำสั่ง รับฟ้องคดีแพ่งเรียกค่าเสียหายกรณีที่ทหารยิงนายอาหะมะมะสีละ เสียชีวิตแล้ว

เมื่อวันที่ 30เมษายน 2555 ศาลจังหวัดยะลาได้นัดไต่สวนคำร้องขอยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลในคดีหมายเลขดำที่ 190/2554 ระหว่างนางอูงุง กูโน ที่ 1 ด.ช. อับดุลเล๊าะห์ มะสีละ ที่ 2 ด.ญ.วิลดาน มะสีละ ที่ 3 เป็นโจทก์ฟ้องเรียกค่าเสียหายทางละเมิดตามพรบ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539ต่อสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ 1 กระทรวงกลาโหม ที่ 2 กองทัพบกที่ 3 เป็นจำเลย ในกรณีที่เจ้าหน้าที่ทหารในสังกัดของจำเลยทั้งสามกระทำละเมิดใช้อาวุธปืนยิงทำให้นายอาหะมะ มะสีละ จนถึงแก่ความตายในระหว่างปฏิบัติหน้าที่ ทนายโจทก์นำพยานเข้าสืบสามปาก ศาลไต่สวนแล้วมีคำสั่งให้โจทก์ทั้งสามได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีโดยได้รับการยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลและมีคำสั่งรับฟ้อง โดยศาลได้นัดพร้อมในวันที่ 16 กรกฎาคม 2555 เวลา 9.00 น.

สำหรับเหตุในคดีนี้คือ เมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม 2553 เจ้าหน้าที่ทหารประจำหน่วยเฉพาะกิจยะลา ที่ 12 ได้ใช้อาวุธปืนยิงนายอาหะมะ สะสีละ ในระหว่างออกลาดตระเวนเดินเท้า จนเป็นเหตุให้นายอาหะมะ สะสีละ ถึงแก่ความตาย และได้เผยแพร่ข่าวว่านายอาหามะ มะสีละ เป็นสมาชิกกลุ่มก่อความไม่สงบในพื้นที่ ขณะที่ญาติยืนยันว่านายอาหามะ มะสีละ มิได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับกลุ่มก่อความไม่สงบแต่อย่างใด เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ได้สร้างความเศร้าเสียใจและความสูญเสียแก่ครอบครัวอย่างมากทางครอบครัวจึงประสงค์ให้สำนักนายกรัฐมนตรี กระทรวงกลาโหม และกองทัพบก ในฐานะหน่วยงานต้นสังกัดและหน่วยงานกำกับดูแลการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ทหารในพื้นที่รับผิดชอบชดใช้ค่าเสียหายในการกระทำละเมิดดังกล่าว จึงนำคดีมายื่นฟ้องเป็นคดีแพ่งต่อศาลจังหวัดยะลาเมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม 2554

ต่อมาวันที่ 4 สิงหาคม 2554 ศาลจังหวัดยะลามีคำสั่งไม่รับฟ้องของโจทก์ไว้พิจารณาโดยเห็นว่าเป็นคดีพิพาทที่เกี่ยวกับการกระทำละเมิดหรือการกระทำอย่างอื่นของเจ้าหน้าที่รัฐภายใต้อันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาของศาลปกครอง จึงมีคำสั่งไม่รับฟ้อง แต่ครอบครัวผู้เสียชีวิตไม่เห็นด้วยกับคำสั่งดังกล่าวจึงยื่นอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นเมื่อวันที่14 ตุลาคม 2554 และศาลอุทธรณ์ ภาค 9 ได้มีคำสั่งว่าคดีดังกล่าวเป็นการกระทำในลักษณะเดียวกับการใช้อำนาจตามกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาและไม่มีกฎหมายใดให้อำนาจในการยิงนายอาหามะ มะสีละ จนถึงแก่ความตายข้อพิพาทในคดีจึงเป็นคดีที่มิใช่คดีที่เกี่ยวกับการใช้อำนาจทางปกครองแต่เป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาของศาลยุติธรรม

ข้อมูลเพิ่มเติมติดต่อ นายสุรศิษฏ์ เหลืองอรัญนภา ทนายความ มูลนิธิผสานวัฒนธรรม เบอร์ติดต่อ 081-9430859 นางสาวภาวิณี ชุมศรี ทนายความ มูลนิธิผสานวัฒนธรรม เบอร์ติดต่อ 083-1896598

Read Full Post »

แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล

วันเสรีภาพสื่อโลก: การทำร้ายผู้สื่อข่าวยังเกิดขึ้นทั่วโลก

ผู้สื่อข่าวที่ทำงานในสื่อมวลชนทั่วไปทั้งที่ปากีสถานถึงโคลัมเบีย เม็กซิโกถึงซูดานและประเทศส่วนใหญ่ทั่วทั้งยุโรปตะวันออกและตะวันออกกลาง ยังต้องเผชิญการคุกคาม การทำร้าย การสั่งคุมขังอย่างไม่เป็นธรรม ถึงแม้กระทั่งความตาย อันเป็นผลเนื่องมาจากการทำงานของตนเอง

อเมริกา

ผู้สื่อข่าวพยายามเปิดโปงการใช้อำนาจอย่างฉ้อฉล การละเมิดสิทธิมนุษยชนและการทุจริต พวกเขามักตกเป็นเป้าหมายการโจมตีและการคุกคามทั่วทั้งทวีปละตินอเมริกาและแคริบเบียน

จากเม็กซิโกถึงโคลอมเบีย คิวบา ฮอนดูรัส และเวเนซูเอลล่า ทั้งฝ่ายรัฐบาลหรือและอาชญากรรมต่าง ๆ มุ่งโจมตีผู้สื่อข่าวซึ่งรายงานปัญหาด้านสิทธิมนุษยชน การฉ้อฉลอำนาจและการทุจริต

เม็กซิโกเป็นหนึ่งในประเทศที่อันตรายมากสุดในทวีปอเมริกาสำหรับผู้ทำงานด้านสื่อ โดยเฉพาะทางตอนเหนือของประเทศ

เมื่อวันที่ 28 เมษายน มีผู้พบศพเรจีนา มาร์ติเนซ (Regina Martinez) ผู้สื่อข่าวอยู่ในบ้านของเธอเองที่เมือง Veracruz เรจีนาเป็นผู้สื่อข่าวสายการเมืองของนิตยสาร Proceso และในช่วงสามสิบกว่าปีที่ผ่านมาได้รายงานข่าวปัญหาความมั่นคง การค้ายาเสพติดและการทุจริต หน่วยงานของรัฐในท้องถิ่นระบุว่ากำลังจะสอบสวนเหตุฆาตกรรมครั้งนี้

ในขณะเดียวกัน สภาสูงของเม็กซิโกได้ผ่านกฎหมายฉบับใหม่เพื่อคุ้มครองผู้สื่อข่าวและนักเคลื่อนไหวด้านสิทธิมนุษยชนที่ถูกคุกคาม

แต่เม็กซิโกไม่ได้เป็นประเทศเดียวที่คนทำงานด้านสื่อต้องเผชิญกับภัยคุกคามอย่างเหลือเชื่อจากการทำงานของตนเอง

ดีนา เมซา (Dina Meza) ผู้สื่อข่าวและนักเคลื่อนไหวด้านสิทธิมนุษยชนชาวฮอนดูรัสถูกคุกคามทางเพศหลายครั้งตั้งแต่ต้นปี 2555 ในวันที่ 6 เมษายน ระหว่างที่เดินกับลูกแถว ๆ บ้าน ก็สังเกตเห็นผู้ชายสองคนแอบถ่ายรูปเธอกับลูก

แอฟริกา

แอฟริกาเป็นพื้นที่อันตรายมากสุดแห่งหนึ่งสำหรับผู้สื่อข่าว ในประเทศต่าง ๆ อย่างเช่น เอธิโอเปียและแกมเบีย หน่วยงานความมั่นคงจับตามองเว็บไซต์และสถานีโทรทัศน์และวิทยุอย่างเข้มงวด พร้อมจะปราบปรามผู้แสดงความเห็นต่างจากรัฐ

ในรวันด้าและเอธิโอเปียมีการฟ้องร้องดำเนินคดีและมีการสั่งลงโทษจำคุกเป็นเวลานานต่อผู้สื่อข่าวที่วิจารณ์นโยบายของรัฐ ผู้สื่อข่าวที่รายงานการรณรงค์ให้มีการประท้วงอย่างสงบ หรือผู้สื่อข่าวที่กล่าวหาว่าเจ้าหน้าที่ระดับสูงทุจริต

ทางการในซูดานใช้วิธีใหม่ ๆ เพื่อจัดการผู้สื่อข่าวอิสระ รวมทั้งการใช้กฎหมายอย่างมิชอบเพื่อป้องกันและมีการสั่งปรับผู้ที่รายงานข่าวต่อต้านรัฐบาล

ในแกมเบียและโซมาเลีย สถานการณ์ของผู้สื่อข่าวอันตรายมาก หลายคนต้องหลบหนีไปอยู่ต่างประเทศเพื่อความปลอดภัย คนที่เหลืออยู่ต้องเผชิญกับมาตรการสั่งห้ามไม่ให้มีการรายงานข่าวอย่างอิสระในประเทศ นับแต่ปี 2550 มีผู้สื่อข่าวอย่างน้อย 27 คนที่ถูกสังหารในโซมาเลีย สามคนถูกสังหารจากการโจมตีโดยตรงที่กรุง Mogadishu เมืองหลวงในช่วงหกเดือนที่ผ่านมา

อาลี อาเหม็ด อับดี (Ali Ahmed Abdi) ผู้สื่อข่าวเว็บไซต์และสถานีวิทยุ Radio Galkayo ถูกมือปืนสามคนยิงจนเสียชีวิต เมื่อวันที่ 4 มีนาคม ในเมือง Galkayo ภาคกลางของโซมาเลีย ในวันที่ 5 เมษายน มาหัด ซาลัด อาดาน (Mahad Salad Adan) ผู้สื่อข่าวสถานีวิทยุ Radio Shabelle ถูกคนร้ายสามคนยิงจนเสียชีวิตที่เมือง Beletweyne ใกล้กับพรมแดนติดกับประเทศเอธิโอเปีย ทางการยังไม่สามารถลงโทษบุคคลใดที่เกี่ยวข้องในการฆาตกรรมเหล่านี้เลย

เอเชีย-แปซิฟิก

ปากีสถานเป็นหนึ่งในประเทศอันตรายมากสุดในโลกสำหรับผู้สื่อข่าว เฉพาะในปี 2554 มีผู้สื่อข่าวที่ถูกสังหารอย่างน้อย 15 คน

ในปีนี้เมื่อวันที่ 17 มกราคม มูคาร์ราม อาติฟ (Mukarram Aatif) ผู้สื่อข่าวสถานีโทรทัศน์ Dunya TV และสถานีวิทยุ Deewa radio ถูกสมาชิกกลุ่มฏอลีบันปากีสถานยิงจนเสียชีวิตระหว่างทำละหมาดในตอนค่ำที่เมือง Shabqada ประมาณ 30 กม.จากเมือง Peshawar เมืองหลวงของแคว้น Khyber Pakhtunkhwa

โฆษกกลุ่มฏอลีบันแถลงในเวลาต่อมาว่า พวกเขาได้เตือนนายอาติฟ “หลายครั้งแล้วให้หยุดรายงานข่าวต่อต้านกลุ่มฏอลีบัน แต่เขาก็ไม่ยอม สุดท้ายก็ต้องจบชีวิตเช่นนี้”

เช่นเดียวกับในจีน ผู้สื่อข่าวและผู้จัดทำเว็บบล็อกในศรีลังกาก็ต้องทำงานในบรรยากาศแห่งความหวาดกลัว เพราะรู้ดีว่าทางการน่าจะติดตามตรวจสอบอีเมล์และโทรศัพท์ที่พวกเขาใช้

ในประเทศส่วนใหญ่ ทางการไม่สามารถสอบสวนอย่างเต็มที่เมื่อเกิดการละเมิดกับผู้สื่อข่าว อย่างเช่นในฟิลิปปินส์ นับแต่รัฐบาลนายอควิโนเข้าสู่ตำแหน่งเมื่อปี 2553 มีผู้สื่อข่าว 12 คนที่ถูกคนร้ายไม่ทราบชื่อสังหาร แต่จนถึงปัจจุบันก็ยังไม่มีการสั่งลงโทษผู้ใด

ผู้สื่อข่าวและนักเคลื่อนไหวทางอินเตอร์เน็ตก็ตกเป็นเป้าการละเมิดในหลายประเทศทั่วเอเชียในปี 2554

ในจีนซึ่งมีผู้ใช้อินเตอร์เน็ต 513 คน ทางการควบคุมสอดส่องอย่างเข้มงวดในสิ่งที่ประชาชนอ่านและแลกเปลี่ยนทางอินเตอร์เน็ต

ผู้จัดทำเว็บบล็อกที่มักเขียนประเด็นซึ่งรัฐบาลมองว่าอ่อนไหว จะถูกจับตามอง ถูกสอบสวนและถูกคุกคามอย่างเข้มงวดเป็นประจำโดยฝ่ายความมั่นคง และในบางกรณีก็หายตัวไปเลย

แต่นักเคลื่อนไหวทางอินเตอร์เน็ตของจีนก็ฉลาดพอที่จะหาวิธีการที่สร้างสรรค์ใหม่ ๆ เพื่อหลีกเลี่ยงการควบคุมของรัฐ ผู้ที่สนับสนุนนายเฉิงกวงเชิง (Cheng Guangcheng) นักเคลื่อนไหวที่ตาบอด ได้พากันโพสต์รูปตัวเองใส่แว่นตาดำ หรือบางคนก็ได้เปลี่ยนรูปโปรไฟล์ในสื่อสังคมออนไลน์ของตนเองให้เป็นรูปใส่แว่นตาดำ

ยุโรป

ปี 2555 เป็นปีที่รัฐบาลเผด็จการในอดีตประเทศสหภาพโซเวียตได้กระชับอำนาจของตนเองมากขึ้น มีการปรับ มีการปราบปรามผู้เห็นต่าง ปราบปรามเสียงวิจารณ์และการประท้วง ไม่ใช่ปีที่ดีสำหรับเสรีภาพของการแสดงออกเลย

ในเบลารุส มีการปราบปรามภายหลังการเลือกตั้งประธานาธิบดีเมื่อปลายปี 2554 ต่อเนื่องมาถึงปี 2555 เป็นเหตุให้นักเคลื่อนไหวในฝ่ายค้านและผู้นำเอ็นจีโอคนสำคัญหลายคนถูกสั่งขังคุก

ในอาเซอร์ไบจาน การลุกฮือรอบใหม่จากแรงบันดาลใจที่ได้ของการลุกฮือในตะวันออกกลางเป็นเหตุให้รัฐบาลปราบปราม มีการสั่งห้ามการประท้วงต่อต้านรัฐบาล และมีการตัดสินจำคุกแกนนำ 14 คนเป็นเวลานาน ตลอดทั้งปี ผู้สื่อข่าวและนักเคลื่อนไหวต้องเผชิญการคุกคามและการควบคุมตัว เนื่องจากไปเปิดโปงความฉ้อฉลของรัฐ โดยรัฐใช้ข้อหาที่กุขึ้นมาเอง

อุซเบกิสถานและเติร์กเมนิสถานยังคงปราบปรามเสียงที่แสดงออกอย่างเป็นอิสระ มีการปกปิดเสียงที่วิพากษ์วิจารณ์อย่างเข้มงวด

ในรัสเซียมีภาพที่ค่อนข้างหลากหลาย ข้อกล่าวหาว่ามีการโกงการเลือกตั้งอย่างกว้างขวางในการเลือกตั้งสมาชิกรัฐสภา เป็นเหตุให้มีการประท้วงครั้งใหญ่สุดนับแต่ปี 2534 แม้ว่าทางการจะอนุญาตให้มีการประท้วงซึ่งดำเนินผ่านไปอย่างสงบ แต่ก็มักปราบปรามการชุมนุมรายย่อย และจับกุมผู้ที่เข้าร่วม

ตะวันออกกลาง

แม้ว่าในประเทศที่มีการลุกฮือเมื่อปี 2554 อย่างเช่น ตูนิเซียและลิเบีย จะมีการเปลี่ยนแปลงของพื้นที่ในการแสดงความเห็นของสื่อ แต่มาตรการควบคุมเสรีภาพสื่อทั้งด้านกฎหมายและอื่น ๆ ยังดำเนินต่อไปอย่างกว้างขวางในภูมิภาคนี้ ที่อิหร่าน ทางการยังคงควบคุมการใช้อินเตอร์เน็ตอย่างเข้มงวด มีการติดตั้งระบบตรวจสอบทางอินเตอร์เน็ตแบบใหม่ (Cyber Police) ทั่วประเทศ ที่ซาอุดิอาระเบีย มีการนำบทลงโทษใหม่มาใช้สำหรับผู้ที่ตีพิมพ์เผยแพร่ข้อมูลที่ต่อต้านหรือขัดแย้งกับคำตัดสินตามกฎหมายอิสลาม

การโจมตีทำร้ายผู้สื่อข่าวและผู้จัดทำเว็บบล็อกในภูมิภาคนี้ เกิดขึ้นอย่างกว้างขวางตลอดทั้งปีที่ผ่านมา ผู้สื่อข่าวถูกสังหารหรือถูกควบคุมตัวโดยพลการ ถูกทรมานหรือถูกคุกคามในช่วงที่มีการลุกฮืออย่างต่อเนื่องในซีเรีย ในช่วงที่มีความขัดแย้งที่ลิเบียเมื่อปี 2554 และระหว่างการลุกฮือของประชาชนในตูนิเซีย อียิปต์ เยเมน และบาห์เรน การละเมิดยังเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องแม้ว่าการลุกฮือของประชาชนจะยุติลงแล้ว ผู้สื่อข่าวและผู้จัดทำเว็บบล็อกในอียิปต์ที่วิจารณ์หน่วยงานทหาร จะถูกควบคุมตัวเพื่อสอบปากคำ ผู้ทำงานด้านสื่อในตูนิเซียถูกตั้งข้อหาก่อความไม่สงบหรือกระทำการที่ขัดต่อศีลธรรมอันดี

ผู้สื่อข่าวและนักเขียนยังถูกควบคุมตัวโดยพลการหรือถูกคุกคามในประเทศอื่น ๆ ในภูมิภาคนี้ ทั้งที่อิหร่าน อิรัก จอร์แดน ซาอุดิอาระเบีย สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์และพื้นที่ยึดครองปาเลสไตน์ (Occupied Palestinian Territories) อันเป็นผลเนื่องมาจากการแสดงความเห็นต่อต้านทางการ

—-

AMNESTY INTERNATIONAL

World Press Freedom Day: Attacks against journalists around the world

Journalists working in traditional media outlets from Pakistan to Colombia, Mexico to Sudan plus most nations across Eastern Europe and the Middle East faced harassment, attacks, unfair imprisonment or even death just for doing their job.

Americas

Reporters trying to expose abuses of power, human rights violations and corruption are frequent targets of attacks and harassment across Latin America and the Caribbean.

From Mexico to Colombia, Cuba, Honduras and Venezuela the authorities or criminal gangs have targeted journalists who report on human rights issues, abuses of power and corruption.

Mexico is one of the most dangerous places in the Americas with media workers in the north of the country particularly at risk.

On 28 April, the body of journalist Regina Martinez was found at her home in Veracruz. Regina was a reporter with political magazine Proceso and, for over three decades, had reported on issues of insecurity, drug trafikinch and corruption. Local authorities said they were going to investigate the killing.

Meanwhile the Mexican Senate approved a new law to protect journalists and human rights activists who receive threats.

But Mexico was not the only country where media workers faced incredible danger when doing their jobs.

Dina Meza, a Honduran journalist and human rights activist, received a series of threats of sexual violence against her in early 2012. On 6 April, she was walking in her neighbourhood with her children when she noticed two men taking photos of them.

Africa

Africa is home to some of the most dangerous locations for journalists. In countries, such as , Ethiopia and Gambia, newspapers, websites and TV and radio stations are closely watched by security agents ready to clamp down on dissent.

In Rwanda and Ethiopia, journalists are prosecuted and have been sentenced to long prison terms for criticizing government policies, reporting on calls for peaceful protest or alleging corruption among senior officials.

Authorities in Sudan are coming up with creative ways to tackle independent journalists – including by misusing laws to prevent reporting and fining those who are critical of them.

In Gambia and Somalia, the situation for journalists is so dangerous that many go into exile, in fear for their lives. Others face arrest preventing independent reporting in the country. Since 2007, at least 27 journalists have been killed in Somalia; three of them were killed in targeted attacks in the capital Mogadishu in the past six months.

Ali Ahmed Abdi, a journalist for a news website and Radio Galkayo was shot dead by three gunmen on 4 March in the town of Galkayo in central Somalia. On 5 April, Mahad Salad Adan, journalist for Radio Shabelle, was shot dead by three attackers in the town of Beletweyne near the border with Ethiopia. No one has ever been brought to justice for such killings.

Asia-Pacific

Pakistan is one of the most dangerous countries for journalists in the world – with at least 15 killed in 2011 alone.

This year, on 17 January, Mukarram Aatif, a reporter with Dunya TV and Deewa radio, was shot dead by members of the Pakistan Taleban while performing his evening prayers in the town of Shabqada, about 30 kilometres from Peshawar, capital of Khyber Pakhtunkhwa province.

A Taleban spokesperson later said the group had warned Aatif “a number of times to stop anti-Taleban reporting, but he didn’t do so. He finally met his fate”.

Just as in China, journalists and bloggers in Sri Lanka also operate in a climate of fear knowing that emails and phone calls are likely to be under surveillance.

In most countries, the authorities have failed to investigate properly abuses against journalists. In the Philippines, for example, at least 12 journalists were killed by unidentified men since the start of the Aquino administration in 2010 and no one has yet been brought to justice.

Online journalists and activists were also targets of abuse in various countries across Asia during 2011.

With 513 million internet users in China, the authorities have sought tightly to control what people can read and say online.

Bloggers who write about issues that the government deems sensitive are routinely monitored, questioned and harassed by the security forces and have, in some cases, gone missing.

However, China’s online activists are adept at coming up with new and creative ways to avoid government controls. In a popular campaign for blind activist Cheng Guangcheng, supporters have posted online pictures of themselves wearing dark glasses, or put dark glasses on their social media profile pictures.

Europe

2012 saw autocratic regimes across the former Soviet Union strengthen their grip on power, choking dissent, muzzling criticism and clamping down on protest. It was not a good year for freedom of expression.

In Belarus, the clampdown that followed the presidential elections at the end of 2011 continued through 2012, with several prominent opposition activists and leaders of non-governmental organizations put behind bars.

In Azerbaijan, a fresh wave of protest inspired by the Arab Spring sparked a clampdown – anti-government protests were banned and 14 organisers sentenced to long terms in prison. Throughout the year journalists and activists faced harassment and detention on trumped up charges for exposing abuses.

Uzbekistan and Turkmenistan continued to silence independent voices – closed countries keeping criticism under wraps.

In Russia the picture was mixed. Allegations of widespread vote rigging in the parliamentary elections sparked the largest protests seen since 1991. While these protests were allowed and passed off peacefully, smaller protests were routinely broken up and participants arrested.

Middle East

While the space for media expression was transformed in some countries which saw uprisings in 2011, like Tunisia and Libya, legal and other restrictions on media freedoms continued to be pervasive in the region. In Iran, the authorities maintained extensive restrictions on the use of the internet and deployed a newly established Cyber Police throughout the country. In Saudi Arabia, new penalties were introduced for publishing material deemed offensive or contradictory to Shari’a rulings.

Attacks on journalists and bloggers have been rife in the region over the past year. Journalists have been killed or exposed to arbitrary detention, torture or harassment during the ongoing unrest in Syria, the 2011 conflict in Libya and the uprisings in Tunisia, Egypt, Yemen and Bahrain. Abuses have continued since the uprisings ended. Journalists and bloggers in Egypt who have criticized the military authorities have been interrogated and detained, while media workers in Tunisia have faced charges for disrupting public order or morality.

Journalists and writers have also been arbitrarily detained or harassed elsewhere in the region, such as Iran, Iraq, Jordan, Saudi Arabia, the United Arab Emirates and the Occupied Palestinian Territories, often after expressing views critical of the authorities.

—-

Read Full Post »

ใบแจ้งข่าว_ศูนย์ทนายความมุสลิม ยะลา กรณีวิสามัญฆาตกรรม ที่กรงปินัง ญาติร้องผู้บริสุทธิ์ถูกฆ่านอกกฎหมายเผยแพร่วันที่ 30 เมษายน 2555
ใบแจ้งข่าว
ญาติผู้ตายจากเหตุการณ์ปะทะที่อำเภอกรงปินัง เดินทางมาร้องเรียนต่อมูลนิธิศูนย์ทนายความมุสลิม
เพื่อขอความเป็นธรรมและให้ความช่วยเหลือด้านคดีเนื่องจากยังติดใจเหตุแห่งการเสียชีวิตของผู้ตาย
เมื่อวันที่ 23 เมษายน 2555 มูลนิธิศูนย์ทนายความมุสลิมประจำจังหวัดยะลา ได้รับเรื่องเรียนจากชาวบ้านในพื้นที่จังหวัดยะลา ว่า บุตรชายของตนเสียชีวิตจากเหตุการณ์ปะทะที่บริเวณ หมู่ที่ 6 บ้านสะเอะ อำเภอกรงปินัง จังหวัดยะลา และติดใจถึงสาเหตุแห่งการเสียชีวิต เนื่องจากมารดาของผู้ตายทราบว่าเมื่อวันที่ 19 เมษายน 2555 เวลาประมาณ 12.30 น. ก่อนทราบข่าวการเสียชีวิตของบุตรชายคือ นายซัมรี ดือราแม อายุ 17 ปี แจ้งว่าจะออกไปดักนกพร้อมกับเพื่อนชื่อนายอิสมาแอ แปเตาะ อายุ 18 ปี ที่สวนหลังบ้าน ซึ่งอยู่ห่างจากบ้านของมารดาผู้ตายเพียง 400 เมตร ช่วงเวลาที่นายซัมรีและเพื่อนออกไปดักนกนั้นได้เกิดฝนตกอย่างหนักผู้ตายจึงยังไม่ได้กลับเข้าบ้าน กระทั่งเวลาประมาณ 15.30 น.มารดาผู้ตายได้ยินเสียงปืนดังมาจากบริเวณสวนหลังบ้าน และทราบในเวลาต่อมาว่าบุตรชายของตนและเพื่อนชายคนอื่นๆอีก 4 คน เสียชีวิตโดยเจ้าหน้าที่ที่อยู่ในที่เกิดเหตุอ้างว่าการเสียชีวิตของผู้ตายเกิดจากการปะทะของเจ้าหน้าที่โดยไม่มีพยานคนใดรู้เห็นถึงเหตุการณ์นอกจากเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับการปะทะเท่านั้น ส่วนญาติผู้ตายรายอื่นๆได้ยืนยันแบบเดียวกันว่าทั้งหมดได้นัดกันดักนกในหมู่บ้าน โดยบางรายยังอยู่ระหว่างการศึกษาเล่าเรียนเมื่อโรงเรียนปิดภาคก็กลับมาบ้านตามปกติ ไม่เคยเกี่ยวข้องกับยาเสพติด หรือข้อสงสัยเกี่ยวกับการก่อความไม่สงบแต่อย่างใด เหตุการณ์ทีเกิดขึ้นนอกจากญาติจะได้ติดใจถึงสาเหตุแห่งการเสียชีวิตแล้ว ยังทำให้ญาติผู้ตายได้รับความเสียหายต่อชื่อเสียงเนื่องจากข่าวที่เผยแพร่ไปสู่สาธารณะอาจจะทำให้สังคมเชื่อว่าสมาชิกในครอบครัวของตนเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ความไม่สงบ ซึ่งมูลนิธิฯจะได้ดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงและให้ความช่วยเหลือด้านคดีต่อไป
ปัจจุบันมีคดีที่เกี่ยวข้องกับการวิสามัญฆาตกรรมในเหตุการณ์ความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้มากกว่า 100 กรณี ซึ่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 150 ตามวรรคสามและวรรคห้าได้กำหนดให้พนักงานอัยการยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อให้ศาลกำหนดการไต่สวนการชันสูตรพลิกศพและมีคำสั่งว่าผู้ตายคือใคร ตายที่ไหน เมื่อใด และถึงเหตุและพฤติการณ์ที่ตาย ถ้าตายโดยคนร้ายให้กล่าวว่าใครเป็นผู้กระทำร้าย เท่าที่จะทราบได้
เนื่องจากเป็นกรณีการเสียชีวิตที่เจ้าหน้าที่อ้างว่าอยู่ในระหว่างการปฏิบัติหน้าที่ หลังการพิจารณาคดีไต่สวนชันสูตรพลิกศพแล้ว มูลนิธิฯไม่พบข้อมูลที่ปรากฎว่าพนักงานอัยการได้มีความเห็นสั่งฟ้องเจ้าหน้าที่ในคดีอาญาซึ่งรวมถึงคดีที่สำคัญ เช่น เหตุการณ์วิสามัญในมัสยิดกรือเซะและตากใบ ที่ทำให้มีผู้เสียชีวิตในที่เกิดเหตุจำนวนมาก พนักงานอัยการมีความเห็นสั่งไม่ฟ้องเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับการวิสามัญ หรือกรณีการเสียชีวิตของอิหม่ามยะผา กาเซ็ง ปัจจุบันนี้สำนวนการตรวจสอบข้อเท็จจริงเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิด ยังอยู่ในการพิจารณาของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ —————————————————————————————————————————
ข้อมูลเพิ่มเติมติดต่อ มูลนิธิศูนย์ทนายความมุสลิมสำนักงานประจำจังหวัดยะลา
คุณสาโรจน์ มะมิง 08-1095-6346/081-959 2046

Read Full Post »

« Newer Posts

Follow

Get every new post delivered to your Inbox.

Join 28 other followers