Feeds:
Posts
Comments

ทำไมการซ้อมทรมานเพื่อบังคับให้สารภาพปัจจุบันจึงไม่มีบาดแผล

1. การทรมานมักเกิดขึ้นก่อนการเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมที่มีหลักการว่าต้องมีทนายร่วมรับฟังการสอบสวน

การทรมานมักเกิดขึ้นในบริบทใหม่ที่จนท. อ้างว่า “ซักถาม” เช่น เรียกผู้ต้องสงสัยมาถาม เรียกมาให้ข้อมูล โดยไม่มีการตั้งข้อหา

ในช่วงเวลาดังกล่าว
ไม่มีพยานเป็นบุคคลภายนอก นอกจากจนท.กับผู้ต้องสงสัย
สถานที่เกิดเหตุไม่ใช่สถานที่ราชการ มักเป็นห้องพักโรงแรม ในรถตู้ หรือบนรถ ระหว่างการเดินทาง
จึงไม่มีหลักฐานว่าผู้ต้องสงสัยอยู่ในการควบคุมตัวของจนท.
เป็นการควบคุมตัวนอกกฎหมาย

2. รูปแบบการทรมานที่ไม่ปรากฎบาดแผลตามเนื้อตัวร่างกายถูกนำมาใช้อย่างกว้างขวางเช่น
การขู่ให้กลัว ขู่จะฆ่า
การสร้างสถานการณ์ใกล้เคียงกับความตาย เช่น ขู่ว่าจะถ่วงน้ำ โยนลงจากฮอลิคับเตอร์
การยิงปืนใส่ข้างหู
การขู่ว่าจะใช้ไฟฟ้าซ๊อด (โดยมีอุปกรณ์อยู่ข้างๆ )
การใช้ถุงพลาสติกคลุมหัวเพื่อให้ขาดอากาศหายใจ (บางกรณีมีการกัดให้ขาดได้ แต่ก็กระทำหลายๆ ครั้ง หรือใส่ถุงพลาสติกหลายชั้น)
การใช้ผ้าปิดหน้าแล้วนำน้ำมารดให้เหมือนจมน้ำ (water boarding)
การปิดตาตลอดระยะเวลาการ “ซักถาม” ก่อนนำตัวเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม หรือ “การสอบสวน”
การบังคับให้ออกกำลังกายหลายร้อยครั้งเช่น ยืนนั่ง วิดพื้น เดินขึ้นลง และอื่นๆ

รูปแบบการทรมานทางร่างกายมักเกิดขึ้นในล่มผ้า ด้วยอุปกรณ์ที่ปกปิดเพื่อไม่ให้เกิดร่องรอย เช่น ไม้พันด้วยผ้า ตีหรือทุบบริเวณช่องท้องหรือหน้าอกจะไม่ปรากฎบาดแผลด้านนอกแต่เกิดด้านใน การใช้หมวกกั้นน๊อคของนักมวย และใช้นวมชกมวยเป็นอุปกรณ์ในการทำร้าย เป็นต้น

บาดแผลช้ำภายในไม่สามารถมองได้ด้วยตาเปล่าแม้จะยังมีอาการเจ็บอยู่ ต้องตรวจรักษาและบันทึกโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญประกอบกับการสัมภาษณ์เชิงลิึกถึงประสบการณ์การทรมานและลักษณะการจับกุมควบคุมตัวบุคคล การxray บาทแผลลักษณะเช่นนี้ในเวลาหลังเกิดเหตุการณ์ 5, 10, 20 วันให้ผลที่แตกต่างกันมาก การxray อาจไม่ให้ผลการถ่ายภาพกล้้ามเนื้อที่อักเสบได้เมื่อเวลาผ่านไปแล้วเนินนาน ยกเว้นกรณีมีกระดูกหัก เป็นต้น

3.การตรวจเย่ี่ยมและการตรวจรักษาโดยบุคคลกรทางการแพทย์ที่เป็นอิสระต่อเหยื่อเป็นไปได้โดยยาก

การร้องเรียนการทรมานของเหยื่อเป็นไปโดยยาก ไม่สามารถร้องเรียนได้ กลัว ไม่มีผู้ไว้วางใจ ตำรวจไม่รับแจ้งความ เป็นต้น
การร้องเรียนต่อหน่วยงานอิสระ หรือหน่วยที่เหนือขึ้นไปแม้เกิดขึ้น แต่การดำเนินการเพื่อเข้าถึงและการตรวจเย่ี่ยมและการตรวจรักษาโดยบุคคลกรทางการแพทย์ที่เป็นอิสระต่อเหยื่อเป็นไปได้โดยยาก

โดย พรเพ็ญ คงขจรเกียรติ

English version is below
ใบแจ้งข่าว

สองผู้ต้องหาพม่าคดีเกาะเต่า ยื่นหนังสือผ่านตัวแทนสภาทนายความ ร้องขอความเป็นธรรมต่อพนักงานอัยการจังหวัดเกาะสมุย ปฏิเสธไม่ได้ฆ่าหรือข่มขืนนักท่องเที่ยวชาวอังกฤษ ระบุถูกเจ้าหน้าที่ซ้อมให้รับสารภาพ

เมื่อวันที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2557 คณะกรรมการสิทธิมนุษยชน สภาทนายความ ได้แต่งตั้งคณะทำงานเพื่อให้ความช่วยเหลือคดีที่ผู้ต้องหาชาวพม่าสองราย นาย วิน หรือเนวิน และนายซอ ถูกตั้งข้อหาในคดีอาญา จากเหตุการณ์ฆาตกรรมสองนักท่องเที่ยวชาวอังกฤษ นายเดวิด มิลเลอร์ วัย 24 ปี และนางสาวฮันนาห์ วิทเธอริดจ์ วัย 23 ปี ที่เกาะเต่า จังหวัดสุราษฎร์ธานี เหตุเกิดเมื่อวันที่ 15 กันยายน พ.ศ.2557 โดยมีนายสุรพงษ์ กองจันทึก เป็นหัวหน้าคณะทำงานช่วยเหลือคดีและประเด็นอื่นๆที่อาจจะเกี่ยวข้องกับการละเมิดสิทธิมนุษยชนของผู้ต้องหาในคดีอาญา โดยมีทนายความอาวุโสจำนวนหนึ่งร่วมเป็นคณะทำงานดังกล่าวด้วย

ความคืบหน้าล่าสุด วันที่ 21 ตุลาคม พ.ศ. 2557 ทนายความของคณะทำงานดังกล่าวได้เข้าพบผู้ต้องหาเพื่อสอบข้อเท็จจริง โดยทางเรือนจำอำเภอเกาะสมุยได้จัดพื้นที่ให้คณะทนายความได้พูดคุยกับผู้ต้องหาได้อย่างเป็นอิสระ การสอบข้อเท็จจริงใช้ระยะเวลากว่า 5 ชั่วโมง และผู้ต้องหาทั้งสองรายได้ร้องขอให้ทีมทนายความยื่นคำร้อง เพื่อขอความเป็นธรรมต่อพนักงานอัยการจังหวัดเกาะสมุย โดยปฏิเสธข้อกล่าวหาของพนักงานสอบสวนที่ว่าตนมีส่วนเกี่ยวข้องกับการข่มขืนและการฆาตกรรมนักท่องเที่ยวชาวอังกฤษ สาเหตุที่ตนให้การรับสารภาพนั้น เนื่องจากระหว่างการถูกควบคุมตัวโดยเจ้าหน้าที่ตำรวจ ผู้ต้องหาทั้งสองได้ถูกเจ้าหน้าที่บางคนและล่ามของเจ้าหน้าที่ ร่วมกันกระทำการทรมานเพื่อให้รับสารภาพในวันที่ 2 ตุลาคม 2557 จากนั้นนพักงานตำรวจจึงได้ขอให้ศาลออกหมายจับและนำผู้ต้องหาทั้งสองลงพื้นที่เกิดเหตุเพื่อจัดทำแผนประกอบคำรับสารภาพในวันที่ 3 ตุลาคม 2557 ซึ่งได้มีข่าวปรากฎแพร่หลายตามสื่อโทรทัศน์ สื่อสิ่งพิมพ์และสื่อออนไลน์ การยื่นคำร้องขอความเป็นธรรมต่อพนักงานอัยการครั้งนี้ เพื่อขอให้พนักงานอัยการดำเนินการสอบสวนเพิ่มเติมในประเด็นเรื่องการบังคับให้ผู้ต้องหารับสารภาพและสอบสวนพยานของผู้ต้องหาประกอบด้วย ทั้งนี้เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมและนำผู้กระทำความผิดที่แท้จริงเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมต่อไป

ทั้งนี้ในกระบวนการพิจารณาคดีที่เป็นธรรม นำคนผิดมาลงโทษตามกฎหมายนั้นก็เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมต่อผู้เสียหายในคดีอาญา ญาติของผู้เสียหาย และต่อผู้ที่ตกเป็นผู้ต้องหาในคดีอาญา เพื่อให้แน่ใจว่าผู้กระทำความผิดอาญานั้นได้รับโทษตามสมควรแก่ความผิดที่ได้กระทำและเพื่อเป็นมาตรการมิให้ผู้กระทำความผิดลอยนวลหรืออยู่เหนือกฎหมาย อันจะสร้างความหวาดกลัว ความไม่ปลอดภัย ต่อคดีอาชญากรรมที่สร้างความสะเทือนขวัญให้กับประชาชนในสังคม เช่น เหตุการณ์ฆาตกรรมในพื้นที่เกาะเต่า ซึ่งมีผู้เสียหายเป็นนักท่องเที่ยวชาวอังกฤษ และมีผู้ถูกกล่าวหาเป็นแรงงานข้ามชาติสัญชาติพม่า ซึ่งเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการยุติธรรมทางอาญาในประเทศไทยมีหน้าที่หลักโดยตรงในการติดตามหาผู้กระทำความผิดมาลงโทษตามกระบวนการยุติธรรมที่มาตรฐานทางกฎหมายอาญาทั้งภายในและระหว่างประเทศได้รับรองไว้ ทั้งในขั้นตอนก่อนการพิจารณา เช่น ในการสืบสวน การจับกุม ควบคุมตัวเพื่อทำการสอบสวน ในระหว่างการพิจารณาคดีของศาล กระบวนการรับฟังพยานหลักฐาน รวมถึงการคุมขังผู้ต้องหาหรือจำเลยระหว่างการพิจารณาคดี อันเป็นมาตรการป้องกันมิให้เกิดการละเมิดกฎหมายหรือหลักการด้านสิทธิมนุษยชนของผู้ที่ตกเป็นผู้ต้องหา

อนึ่งจากการเยี่ยมโดยคณะทำงานและตัวแทนองค์กรภาคประชาสังคม พบว่าผู้ต้องหาในคดีนี้ได้ถูกใส่โซ่ตรวนไว้ตลอด 24 ชั่วโมง ทั้งในขณะที่ผู้ต้องหาถูกขังอยู่ในเรือนจำและระหว่างที่เดินทางมายังศาล ซึ่งศาลปกครองเคยมีคำพิพาษาเพื่อสร้างบรรทัดฐานด้านการตรวนผู้ต้องขังตลอด 24 ชั่วโมงนั้น ย่อมเป็นการละเมิดสิทธิของผู้ต้องขัง

คดีดังกล่าวนี้ นับว่าเป็นที่สนใจของประชาชนทั้งในประเทศไทยและในต่างประเทศ มูลนิธิเพื่อสิทธิมนุษยชนและการพัฒนา (Human Rights and Development Foundation-HRDF) เครือข่ายเพื่อสิทธิแรงงานข้ามชาติ (Migrant Workers Rights Network-MRWRN) มูลนิธิการศึกษาเพื่อการพัฒนา (Foundation of Education and Development-FED) และมูลนิธิผสานวัฒนธรรม (Cross Cultural Foundation-CrCF) ซึ่งเป็นองค์กรพัฒนาเอกชน มีวัตถุประสงค์ในการส่งเสริมให้ประชาชนเข้าถึงความเป็นธรรม ตามกระบวนการยุติธรรม หลักนิติธรรม และหลักสิทธิมนุษยชน ขอให้การสนับสนุนการทำงานของสภาทนายความและรณรงค์เพื่อให้เกิดการความยุติธรรม ยุติการละเมิดสิทธิมนุษยชน เพื่อให้ประชาชนมีความเชื่อมั่นต่อกระบวนการยุติธรรม หลักนิติธรรม ในประเทศไทย

For Immediate Release 22 October 2014

Press Release

Two Burmese Koh Tao Suspects Recant Confessions, due to the use of Torture, to Koh Samui Provincial Public Attorney through the Lawyer Council of Thailand, Deny the Rape and Murder Charges of the British Tourists

20th October 2014, The Human Rights Commission of the Lawyer Council of Thailand set up a working group to provide legal aid to Win or Win Saw Thun and Zaw Lin, the two Burmese suspects in the murder of David Miller, 24 and the rape and murder of Hannah Witheridge, 23 in Koh Tao, Surat Thani province on 15 September 2014. Mr Surapong Kong-janteuk has been appointed as the head of the the mission to provide legal aid and other assistance regarding human rights violation in criminal legal procedure along with several other senior attorneys.

On 21st October 2014, attorneys from the above working group has met and conducted a fact-finding mission with the two suspects. Koh Samui Prison has arranged a meeting room for the suspects to have a private and confidential meeting and for fact-finding with the attorneys for over five hours. The two suspects requested their attorneys to lodge a petition to the public attorney of Koh Samui Province. The suspects have denied the charges associated with the murder and rape of the two British tourists and said they had been forced to confess under the police custody. Additionally, they said to be tortured by some of police officials and the official’s interpreter in order to extract confessions on 2nd October 2014. Afterwards, the police official had requested the arrest warrants and had directed the suspects to the crime scene reenactment on 3rd October 2014. The reenactment has been covered by various media such as on televisions, printed media and online media. The complaint is sought to seek a further investigation by the public attorney into the use of torture to obtain the confessions and to accept the suspects’s witnesses in order to ensure justice and to bring the real perpetrators to the judicial process.

Under the principle of fair trial, a perpetrator must be brought to the judicial process under the law to achieve justice for victims of the crime, their relatives and to those accused of crimes. A perpetrator of a criminal offence must receive a proportionate punishment to an offence committed to avoid impunity, which will instil fear and insecurities due to the serious criminal offence among the public. In the case of Koh Tao murder where the victims are two British tourists, there are two Burmese migrants accused of the crime. The Thai officials involved with the criminal justice system are responsible to identify the offender to be punished under the criminal justice system under the domestic law and international laws Thailand has ratified. Thus, Thailand must follow the procedure during the pre-trial process, such as in an investigation, an arrest, a pre-trial detention, an interrogation, during a trial, a witness examination, a detention of an accused or a defendant during the trial to prevent violations of the law or an abuse of human rights to the accused.

The civil society organization working group and representatives also noted that the two suspects are shackled 24 hrs a day, when they were in the prison and while they are travelling to the court of justice. In this case, the Administrative Court issued a verdict that 24 hrs shackling is a violation of a prisoner’s right.

As the Koh Tao murder case is under the local and international spotlight, the Human Rights and Development Foundation (HRDF) the Migrant Workers Rights Network (MWRN), the Foundation of Education and Development (FED) and the Cross Cultural Foundation (CrCF), who are NGOs to support an access to justice under the judicial process, the rule of law and human rights, would like to express our support to the Lawyer Council of Thailand’s mission. We will jointly campaign for justice and to end human rights violations to ensure that people will trust in the Thai judicial process and the rule of law in Thailand.

————————————————————————————————–

For more information, please contact

Mr. Surapong Kong-janteuk, Lawyer Council of Thailand representative 081 642 4006 or

Mr Nakorn Chompuchart 081 847 3086

————————————————————————————————–

รายละเอียดเพิ่มเติมติดต่อ

ข้อมูลเพิ่มเติม ติดต่อผู้แทนทนายความ สภาทนายความ นายสุรพงษ์ กองจันทึก 081 642 4006 หรือ

นายนคร ชมพูชาติ 081 847 3086

25571022-130736.jpg

แอมเนสตี้ฯ ออกแถลงการณ์ครบรอบ 6 เดือนการหายตัวของบิลลี่

หกเดือนผ่านไป ยังไม่ทราบชะตากรรมของนักต่อสู้เพื่อสิทธิมนุษยชน

หกเดือนหลังจากคาดว่านายพอละจี รักจงเจริญ หรือบิลลี่ นักต่อสู้เพื่อสิทธิมนุษยชนได้ตกเป็นเหยื่อการบังคับบุคคลให้สูญหายในอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน ทางภาคตะวันตกของไทย แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนลขอเรียกร้องอีกครั้งให้ทางการสอบสวนเพื่อให้ทราบชะตากรรมและที่อยู่ของเขาโดยเร่งด่วน ทางหน่วยงานยังกระตุ้นให้ทางการประกันที่จะใช้มาตรการที่จำเป็นทุกประการ เพื่อให้นำตัวผู้ต้องสงสัยว่าเป็นผู้ทำการบังคับบุคคลให้สูญหายมาลงโทษ

คาดการณ์ว่าบิลลี่ อายุ 30 ปี นักเคลื่อนไหวเพื่อชุมชนและสิ่งแวดล้อมชาวกะเหรี่ยง ซึ่งมีลูกเล็กห้าคน อาจถูกทำให้สูญหาย เนื่องจากพยายามใช้ขั้นตอนเพื่อให้หน่วยงานราชการรับผิดชอบต่อการละเมิดสิทธิมนุษยชนที่กระทำต่อชาวกะเหรี่ยงที่อาศัยอยู่ในอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน ซึ่งเป็นอุทยานแห่งชาติใหญ่สุดของประเทศไทย

การบังคับบุคคลให้สูญหายเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนในหลายด้าน และเป็นความผิดตามกฎหมายระหว่างประเทศ ทำให้ผู้สูญหายและครอบครัวต้องตกเป็นเหยื่อ ครอบครัวต้องทนทุกข์ทรมานเฝ้ารอคนที่รักให้กลับคืนมา การบังคับบุคคลให้สูญหายเป็นสิ่งที่ไม่ชอบธรรมไม่ว่าในพฤติการณ์ใด ๆ

มีผู้พบเห็นบิลลี่เป็นครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 17 เมษายน 2557 ขณะที่เขาถูกควบคุมตัวโดยหัวหน้าอุทยานแห่งชาติแก่งกระจานและเจ้าหน้าที่อุทยานอีกสามคน ในช่วงที่คาดว่าจะเกิดการบังคับบุคคลให้สูญหาย บิลลี่อยู่ระหว่างเดินทางจากหมู่บ้านไปพบกับพี่น้องชาวกะเหรี่ยง เพื่อปรึกษาเกี่ยวกับการบังคับไล่รื้อและการเผาบ้านเรือนทรัพย์สิน โดยชุมชนชาวกะเหรี่ยงเตรียมฟ้องคดีต่อหัวหน้าอุทยานแห่งชาติ เขาได้นำเอกสารที่เกี่ยวข้องกับคดีติดตัวไปด้วย รวมทั้งฎีการ้องทุกข์ที่เขาเตรียมยื่นต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

ในเดือนตุลาคม พนักงานสอบสวนประกาศว่าค้นพบรอยเลือดที่ยังไม่ได้รับการพิสูจน์ ซึ่งจากการทดสอบในเบื้องต้นคาดว่าเป็นของผู้ชาย และเป็นรอยเลือดที่พบอยู่ในรถของเจ้าหน้าที่อุทยาน

หัวหน้าอุทยานแห่งชาติอ้างว่า บิลลี่ถูกจับและได้รับการปล่อยตัวในวันเดียวกัน หลังจากถูกสอบสวนกรณีครอบครองน้ำผึ้งป่า แต่ไม่มีบันทึกการจับกุมหรือควบคุมตัวอย่างเป็นทางการ กรณีของบิลลี่ชี้ให้เห็นความเสี่ยงของนักกเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิชุมชนที่จะตกเป็นเหยื่อการละเมิดสิทธิมนุษยชน เป็นการขัดขวางการดำเนินงานด้วยสันติวิธีเพื่อคุ้มครองชุมชนของตนเอง แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนลขอกระตุ้นอีกครั้งให้ทางการไทยปฏิบัติตามพันธกรณีที่จะยุติวงจรการลอยนวลพ้นผิดในประเทศ กรณีที่มีผู้ทำร้ายนักต่อสู้เพื่อสิทธิมนุษยชนและให้คุ้มครองสิทธิด้านสิ่งแวดล้อม และบุคคลที่ปกป้องสิทธิเหล่านี้

ข้อมูลพื้นฐาน

ประเทศไทยลงนามในอนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการคุ้มครองมิให้บุคคลสูญหาย (International Convention for the Protection of All Persons from Enforced Disappearance) เมื่อเดือนมกราคม 2555 และแสดงท่าทีว่าจะมีการให้สัตยาบันรับรองอนุสัญญาดังกล่าว นับแต่ต้นทศวรรษ 1990 เป็นต้นมา เชื่อว่ามีบุคคลจำนวนมากที่ตกเป็นเหยื่อของการบังคับบุคคลให้สูญหาย

ชาวกะเหรี่ยงซึ่งอยู่อาศัยอยู่ในอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน ซึ่งเป็นพื้นที่ป่าเขาในจังหวัดเพชรบุรี พรมแดนติดกับพม่า ได้ตกเป็นเหยื่อการบังคับไล่รื้อและการทำลายทรัพย์สินโดยเจ้าหน้าที่อุทยาน ในบรรดาผู้ได้รับผลกระทบยังรวมถึงคุณปู่อายุ 100 ปีของบิลลี่

นายทัศน์กมล โอบอ้อม อดีตผู้สมัครสส. และนักเคลื่อนไหวด้านสิ่งแวดล้อมที่เรียกร้องสิทธิของชุมชน ได้ถูกสังหารระหว่างขับรถตอนกลางคืนในเดือนกันยายน 2554 โดยหัวหน้าอุทยานแห่งชาติได้ถูกตั้งข้อหาว่าเป็นผู้จ้างวานฆ่า และเขาเป็นบุคคลสุดท้ายที่พบเห็นบิลลี่ นายทัศน์กมลซึ่งเป็นสมาชิกเครือข่ายของบิลลี่ ให้ความช่วยเหลือชาวบ้านกะเหรี่ยงในการแจ้งความว่าโดนทำร้าย และเจ้าหน้าที่ตัดไม้เถื่อนและล่าสัตว์อย่างผิดกฎหมาย ศาลจังหวัดเพชรบุรีจะมีคำพิพากษาในคดีนี้ในช่วงปลายเดือน

นักต่อสู้เพื่อสิทธิมนุษยชนและนักสิ่งแวดล้อมในชุมชนของไทย มักต้องทำงานในสภาพที่เสี่ยงภัยและยุ่งยากเป็นอย่างมาก หลายคนเป็นชาวบ้านอยู่ในชุมชนชนบทหรือกึ่งชนบท ซึ่งต้องเผชิญกับโครงการพัฒนาขนาดใหญ่ หรือการใช้ทรัพยากรธรรมชาติ และการทำให้เกิดกากมลพิษ สมาชิกในชุมชนรวมทั้งผู้นำมักตกเป็นเหยื่อการคุกคามและการทำร้าย ตั้งแต่ปี 2536 เป็นต้นมา มีนักต่อสู้เพื่อสิทธิมนุษยชนที่อาศัยอยู่ในชุมชนหลายคน ได้ถูกสังหารจนเสียชีวิต และผู้จ้างวานฆ่ามักจะไม่ได้ถูกนำตัวมาลงโทษ ส่วนคนอื่น ๆ ตกเป็นเหยื่อของการทำร้ายและการข่มขู่ในรูปแบบอื่น

25571020-191431.jpg

สำนักข้าหลวงใหญ่สิทธิ UN ออกบทวิเคราะห์ รธน.57
Tue, 2014-10-14 15:48

13 ต.ค.2557 สำนักข้าหลวงใหญ่เพื่อสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (OHCHR) เผยแพร่บทวิเคราะห์ เรื่องสิทธิมนุษยชนภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว พ.ศ. 2557 ของประเทศไทย ระบุมีเนื้อหาปกป้องและคุ้มครองสิทธิมนุษยชนที่อ่อนแอลง ปฏิเสธสิทธิที่จะได้รับความเยียวยาอย่างมีประสิทธิภาพกรณีเกิดการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างรุนแรง และปฏิเสธสิทธิในการมีส่วนร่วมดำเนินกิจการสาธารณะ

รายละเอียดมีดังนี้

บทวิเคราะห์เรื่องสิทธิมนุษยชนภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว พ.ศ. 2557 ของประเทศไทย

1. การปกป้องและคุ้มครองสิทธิมนุษยชนที่อ่อนแอลง

มาตรา 4 ของรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวบัญญัติว่า “ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ สิทธิ เสรีภาพและความเสมอภาค บรรดาที่ชนชาวไทยเคยได้รับการคุ้มครองตามประเพณีการปกครองประเทศไทยในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขและตามพันธกรณีระหว่างประเทศที่ประเทศไทยมีอยู่แล้ว ย่อมได้รับการคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญนี้”

ข้าพเจ้ารู้สึกยินดีกับการยืนยันพันธกรณีระหว่างประเทศของไทยในการปกป้องสิทธิมนุษยชนภายใต้สนธิสัญญาต่างๆ อีกครั้ง

อย่างไรก็ตาม บางมาตราต่อๆ มากลับให้อำนาจอย่างกว้างขวางแก่คณะรักษาความสงบแห่งชาติโดยไม่มีการคุ้มครองมากพอซึ่งอาจเปิดโอกาสให้เกิดการลดทอนการคุ้มครองสิทธิมนุษยชน ยกตัวอย่างเช่น มาตรา 44 บัญญัติว่า ในกรณีคำสั่งของคณะรักษาความสงบแห่งชาติที่เห็น “เป็นการจำเป็นเพื่อประโยชน์ในการปฏิรูปในด้านต่างๆ การส่งเสริมความสามัคคีและความสมานฉันท์ของประชาชนในชาติ หรือเพื่อป้องกัน ระงับ หรือปราบปรามการกระทำอันเป็นการบ่อนทำลายความสงบเรียบร้อยหรือความมั่นคงของชาติ ราชบังลังก์ เศรษฐกิจของประเทศ หรือราชการแผ่นดิน … ให้ถือว่าคำสั่งหรือการกระทำ รวมทั้งการปฏิบัติตามคำสั่งดังกล่าว เป็นคำสั่งหรือการกระทำหรือการปฏิบัติที่ชอบด้วยกฎหมายและรัฐธรรมนี้และเป็นที่สุด”

นอกจากนี้ มาตรา 47 ยังบัญญัติด้วยว่า “บรรดาประกาศและคำสั่งของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (ทั้งหมด)…เป็นประกาศหรือคำสั่งหรือการปฏิบัติที่ชอบด้วยกฎหมายและชอบด้วยรัฐธรรมนูญ” มาตราเหล่านี้ดูเหมือนจะเปลี่ยนให้การปฏิบัติและคำสั่งทั้งหมดของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ รวมทั้งการปฏิบัติและคำสั่งที่อาจละเมิดสิทธิมนุษยชน กลายเป็นสิ่งที่ชอบด้วยกฎหมายและชอบด้วยรัฐธรรมนูญ และขาดคุณสมบัติที่สอดคล้องกับบทบัญญัติของมาตรา 4 ซึ่งกำหนดให้เคารพและคุ้มครองสิทธิมนุษยชน

มาตรา 21 ของรัฐธรรมนูญชั่วคราว ระบุว่าพระราชกำหนดสามารถตราขึ้นได้ “เมื่อมีความจำเป็นเพื่อประโยชน์ในการรักษาความมั่นคงแห่งราชอาณาจักร ความปลอดภัยสาธารณะ ความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศ หรือป้องปัดภัยพิบัติสาธารณะ หรือเมื่อมีความจำเป็นต้องมีกฎหมายเกี่ยวด้วยภาษีอากรหรือเงินตราที่ต้องพิจารณาโดยด่วนและลับ”

อย่างไรก็ตาม ภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศโดยเฉพาะมาตรา 4 (1) ของกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (International Covenant on Civil and Political Rights) ซึ่งไทยเป็นภาคี การประกาศกรณีฉุกเฉินจะทำได้ก็ต่อเมื่อเกิดความเสี่ยงหรือต่อการคงอยู่ของประเทศเท่านั้น แต่ขอบเขตของมาตรา 21 กลับถูกร่างให้ครอบคลุมอย่างกว้างๆ ซึ่งอาจนำไปสู่การอนุญาตให้เกิดการดำเนินการที่เสื่อมสิทธิเกินกว่าขอบเขตของมาตรา 4 (1) ของกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง

ข้าพเจ้าจึงขอให้รัฐบาลของท่านกำหนดขีดจำกัดและแนวทางการใช้บังคับมาตรา 21 อย่างชัดเจนเพื่อปฏิบัติตามกฎหมายระหว่างประเทศ

2. การปฏิเสธสิทธิที่จะได้รับความเยียวยาอย่างมีประสิทธิภาพกรณีเกิดการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างรุนแรง

ตราสารระหว่างประเทศหลายฉบับให้สิทธิแก่เหยื่อผู้ถูกละเมิดสิทธิมนุษยชนในการรับการเยียวยา [1] ยกตัวอย่างเช่น กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมืองกำหนดให้รัฐภาคีมีภาระผูกพันให้การเยียวยา (remedy) ที่มีประสิทธิภาพแก่ผู้ถูกละเมิดสิทธิหรือเสรีภาพ (มาตรา 2(3)(a)) ซึ่งจะใช้บังคับไม่ว่าผู้ถูกกล่าวหากระทำความผิดระหว่างการปฏิบัติหน้าที่ในฐานะเจ้าหน้าที่รัฐหรือไม่ก็ตาม

นอกจากนี้รัฐภาคียังมีภาระผูกพันต้องทำให้การเยียวยานั้นเป็นผล (มาตรา 2(3)(c)) ในทำนองเดียวกัน มาตรา 14 ของอนุสัญญาว่าด้วยการต่อต้านการทรมานและการประติบัติหรือการลงโทษอื่นที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรมหรือย่ำยีศักดิ์ศรี (Convention againstTorture and Other Cruel, Inhumanand DegradingTreatment (CAT) ให้สิทธิเหยื่อผู้ถูกซ้อมทรมานในการได้รับค่าชดเชยที่ยุติธรรมและเพียงพอ

แต่มาตรา 48 ของรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวกลับให้ความคุ้มครองอย่างไม่เหมาะสมแก่ “บรรดาการกระทำทั้งหลายซึ่งได้กระทำเนื่องในการยึดและควบคุมอำนาจการปกครองแผ่นดิน เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2557 ของหัวหน้าและคณะรักษาความสงบแห่งชาติ รวมทั้งการกระทำของบุคคลที่เกี่ยวเนื่องกับการกระทำดังกล่าวหรือของผู้ซึ่งได้รับมอบหมายจากหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติหรือของผู้ซึ่งได้รับคำสั่งจากจากหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติอันได้กระทำไปเพื่อการดังกล่าวข้างต้นนั้น” การคุ้มครองดังกล่าวใช้บังคับกับการกระทำ “ไม่ว่ากระทำในวันที่กล่าวนั้นหรือก่อนหรือหลังวันที่กล่าวนั้น”

แม้ว่าการกระทำนั้นจะผิดต่อกฎหมายก็ตาม การให้ความคุ้มครองอย่างกว้างขวาง รวมทั้งการบังคับใช้อย่างไม่มีกำหนดสิ้นสุดเช่นนี้ จะขัดขวางไม่ให้เหยื่อผู้ถูกละเมิดสิทธิมนุษยชนร้องขอการเยียวยาจากหน่วยงานยุติธรรม ฝ่ายบริหารหรือนิติบัญญัติที่เกี่ยวข้องซึ่งขัดต่อสิทธิของบุคคลดังกล่าวในการได้รับการเยียวยาที่มีประสิทธิภาพ ในทำนองเดียวกัน การที่เหยื่อถูกปฏิเสธไม่ให้เข้าถึงกระบวนการยุติธรรมเพื่อขอความช่วยเหลือจึงทำให้มาตรานี้มีโอกาสละเมิดมาตรา 14(1) ของกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง ซึ่งบัญญัติว่าทุกคนควรมีสิทธิ “ได้รับการพิจารณาคดีที่ยุติธรรมและเปิดเผยโดยคณะผู้พิพากษาที่มีความสามารถ เป็นอิสระและเป็นกลางซึ่งกำหนดโดยกฎหมาย”

มาตรา 44 และ 47 ของรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวซึ่งทำให้คำสั่งหรือการปฏิบัติของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ “ชอบด้วยกฎหมายและชอบด้วยรัฐธรรมนูญ” ยังปฏิเสธสิทธิภายใต้มาตรา 2 และมาตรา 4 ของกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมืองอีกด้วย โดยกีดกันมิให้เหยื่อโต้แย้งหรือโต้แย้งถึงความชอบด้วยกฎหมายของการปฏิบัติดังกล่าวในชั้นศาล นอกจากนี้ มาตราเหล่านี้มีโอกาสละเมิดมาตรา 12 และมาตรา 13 ของอนุสัญญาว่าด้วยการต่อต้านการทรมานและการประติบัติหรือการลงโทษอื่นที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม หรือย่ำยีศักดิ์ศรี ซึ่งกำหนดให้มีการสอบสวนข้อกล่าวหาการทรมานหรือการปฏิบัติโดยมิชอบทันทีและปราศจากความลำเอียง

3. การปฏิเสธสิทธิในการมีส่วนร่วมดำเนินกิจการสาธารณะ

มาตรา 25(a)ของกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง บัญญัติว่าประชาชนทุกคนมีสิทธิและโอกาส “ที่จะมีส่วนร่วมในการดำเนินกิจการสาธารณะโดยตรงหรือโดยทางอ้อมผ่านตัวแทนที่ได้รับการคัดเลือกอย่างเสรี”

อย่างไรก็ตาม ภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว สถาบันหลักซึ่งรวมถึงสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (มาตรา 6) และสภาปฏิรูปแห่งชาติ (มาตรา 28) จะได้รับการแต่งตั้งจากคณะรักษาความสงบแห่งชาติ แม้ว่าการคัดเลือกคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญจะมีความเกี่ยวข้องกับองค์กรอื่นมากกว่าสองสถาบันข้างต้น แต่อย่างไรก็ตามคณะรักษาความสงบแห่งชาติยังคงมีอำนาจสูงสุดในการเลือกสรรบุคคล (มาตรา 32)

การไม่มีมาตรการเปิดให้สาธารณชนมีส่วนร่วมในการคัดเลือกสถาบันหลักดังกล่าว ดูเหมือนจะขัดกับมาตรา 25(a) ของกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง ยิ่งไปกว่านั้น รัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวไม่ได้พูดถึงที่มาของคณะรักษาความสงบแห่งชาติว่าตั้งขึ้นมาได้อย่างไร การแต่งตั้งตัวเองของสถาบันนี้จึงเข้าข่ายละเมิดมาตรา 25 ของกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง

มาตรา 25 (a) ของกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง ยังบัญญัติด้วยว่า “ประชาชนทุกคนพึงมีสิทธิและโอกาสโดยไม่มีความแตกต่างดังที่กล่าวไว้ในมาตรา 2 และโดยไม่มีข้อจำกัดที่ไม่สมเหตุผล…ในการมีส่วนร่วมในการดำเนินกิจการสาธารณะ…” ในขณะเดียวกัน มาตรา 2 ของกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง ห้ามไม่ให้มีการเลือกปฏิบัติบนพื้นฐานของ “เชื้อชาติ สีผิว เพศ ภาษา ศาสนา ความเห็นทางการเมืองหรือความเห็นอื่น สัญชาติหรือที่มาของสังคม ทรัพย์สิน การเกิด หรือสถานะอื่นๆ”

แต่รัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวนี้กลับถือว่าผู้ดำรงตำแหน่งหรือเคยดำรงตำแหน่งในพรรคการเมืองภายในระยะเวลาสามปีขาดคุณสมบัติที่จะได้รับการแต่งตั้งเป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (มาตรา 8 (1)) หรือเป็นคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ (มาตรา 33 (2)) เป็นนายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรี (มาตรา 20 (4))

การขาดคุณสมบัตินี้ถือเป็นการเลือกปฏิบัติบนพื้นฐานของ “ความเห็นทางการเมือง” หรือ “สถานะอื่น” ตามมาตรา 2 ของกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง และเป็น “ข้อจำกัดที่ไม่สมเหตุผล” ตามมาตรา 25 ของกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง นอกจากนี้ข้อจำกัดที่คล้ายๆ กันซึ่งห้ามมิให้ภิกษุสามเณร นักพรต หรือนักบวชเป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (มาตรา 8 (2)) หรือสภาปฏิรูปแห่งชาติ (มาตรา 28) หรือคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ (มาตรา 33 (3)) นายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรี (มาตรา 20) ถือเป็นการจำกัดสิทธิโดยไร้เหตุผลด้วย

ตุลาคม 2557

[1] ปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน (มาตรา 8) กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (มาตรา 2) อนุสัญญาว่าด้วยการต่อต้านการทรมานและการประติบัติหรือการลงโทษอื่นที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม หรือย่ำยีศักดิ์ศรี(มาตรา 6) อนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก (มาตรา 39) อนุสัญญากรุงเฮกว่าด้วยการเคารพกฎหมายและระเบียบสงครามทางบก ฉบับวันที่ 18 ตุลาคม 1907 (อนุสัญญา IV) (มาตรา 3) พิธีสารเพิ่มเติมอนุสัญญาเจนีวา ฉบับลงวันที่ 12 สิงหาคม 1949 และที่เกี่ยวกับการคุ้มครองเหยื่อจากความขัดแย้งติดอาวุธระหว่างประเทศ (พิธีสาร I) ฉบับวันที่ 8 มิถุนายน 1977 (มาตรา 91) และธรรมนูญกรุงโรมว่าด้วยศาลอาญาระหว่างประเทศ (มาตรา 68 และ 75)

สื่อและนักสิทธิมนุษยชนตั้งวงถกบทบาทของสื่อและการสอบสวนในคดีเกาะเต่า

เมื่อวานนี้ (16 ต.ค.) มีการจัดเสวนาหัวข้อ “บทบาทสื่อมวลชนกับกระบวนการยุติธรรม: บทเรียนจากเชอรี่แอน-เกาะเต่า” โดยกลุ่มมีเดีย อินไซด์ เอ้าท์ ร่วมกับ คณะ ICT สาขานิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร และแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย ทั้งนี้ ผู้ร่วมเสวนาได้หยิบยกประเด็นการทำหน้าที่ของสื่อมวลชนและเจ้าหน้าที่ตำรวจในคดีฆาตกรรมนักท่องเที่ยวที่เกาะเต่า สื่อที่มีประสบการณ์ทำรายการประเภทสืบสวนสอบสวนตั้งข้อสังเกตว่าผู้ต้องหาที่เป็นผู้ด้อยโอกาส มีสิทธิ์ถูกดำเนินคดีสูง ด้านทนายความสิทธิ์ชี้ผู้ให้ข่าวควรมีความระมัดระวัง ด้านตัวแทนสื่อทีวียอมรับมีแรงกดดันให้ต้องเค้นหาข่าว

นายวัชระ ประชันกลาง โปรดิวเซอร์รายการ “คุยกับแพะ” ทางสถานีไทยพีบีเอส ตั้งข้อสังเกตว่า คดีเกาะเต่าเป็นคดีที่อยู่ในความสนใจของสังคม แรงกระเพื่อมของสื่อและแรงกระเพื่อมของสังคมอาจจะมีบทบาทหรือไม่ในการทำงานของตำรวจในการที่จะทำหน้าที่

“จากประสบการณ์การทำคุยกับแพะเอง พบเจอคนที่ตกเป็นแพะในกระบวนการยุติธรรมเกือบจะ 50-60 ราย มันน่าแปลกใจที่คนที่เข้าสู่การเป็นแพะในกระบวนการยุติธรรมนี่ มันคือขั้นตอนแรกของกระบวนการยุติธรรม ขั้นตอนการสอบสวน คือ ถ้าจำเลยหรือผู้ต้องหาเป็นผู้ด้อยโอกาส ไม่สามารถเข้าถึงสิทธิได้ ไม่สามารถหาหลักฐานมาปลดเปลื้องตัวเองตั้งแต่ขั้นตอนแรกนี่ โอกาสที่เขาจะเข้าสู่กระบวนการถูกดำเนินคดีนี่สูงมาก”

สำหรับคดีเกาะเต่าได้เข้าสู่ชั้นศาลแล้ว สื่อมวลชนจะเข้าไปทำอะไรได้ไม่เยอะ แต่ถ้าจะให้คลี่คลายความสงสัยของสื่อมวลชน สังคมว่าคดีนี้เป็นแพะหนือไม่แพะ คนที่มีส่วนเกี่ยวข้องควรชี้แจงให้สื่อมวลชน ให้สังคมได้รู้ว่าว่าขั้นตอนต่างๆเป็นไปตามหลักสิทธิมนุษยชนหรือไม่ ทุกข้อสงสัยให้นำเสนอให้ตรงไปตรงมา และให้โปร่งใส โดยเฉพาะขั้นตอนการสอบสวน

น.ส.ปรีดา ทองชุมนุม ทนายความ มูลนิธิเพื่อสิทธิมนุษยชนและการพัฒนา เล่าว่า เมื่อเกิดเหตุการณ์ฆาตกรรมนักท่องเที่ยวที่เกาะเต่า ทางมูลนิธิฯได้รับเรื่องร้องขอมาจากแรงงานในเกาะว่ามีการบังคับแรงงานข้ามชาติตรวจดีเอ็นเอ และเมื่อลงพื้นที่ไปคุยกับแรงงาน พบว่าบางคนถูกขู่และถูกบังคับให้รับสารภาพ ซึ่งบางคนก็ไม่ยอมรับ จึงทำเรื่องไปถึงคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม) เพื่อให้มีการตรวจสอบข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น

น.ส.ปรีดากล่าวถึงการทำงานของสื่อมวลชนในกรณีนี้ด้วยว่า ตนไม่แน่ใจว่าทางสื่อมวลชนได้มีการประเมินการนำเสนอข่าวหรือไม่ว่าเหมาะสมแค่ไหน ในส่วนจรรยาบรรณของคนให้ข่าวก็เป็นสิ่งที่ต้องพิจารณา เช่นล่ามที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการสอบสวน รวมทั้งองค์กรอิสระ คือ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติด้วย

“อาจเป็นเรื่องเฉพาะบุคคล ไม่ใช่ทั้งหมด แต่เมื่อลงไปทำหน้าที่แล้ว ลงมาให้ข้อมูลในลักษณะที่เป็นความเสียหายต่อผู้ต้องหา หรือเป็นกรณีของนักจิตวิทยาที่ให้สัมภาษณ์กับสื่อ แต่กระบวนการที่จะพิสูจน์ได้นี่ ว่าจริงหรือไม่จริง มันไม่ใช่มาจากคำพูดของคนใดคนหนึ่ง แต่เป็นเรื่องของพยานหลักฐานที่นำไปพิสูจน์กัน”

พิณผกา งามสม บรรณาธิการข่าวประชาไท กล่าวว่า การทำงานของสื่อนั้น ในด้านหนึ่งก็พยายามค้นหาความจริงว่าผู้ต้องหาทำผิดจริงหรือไม่ ในขณะเดียวกัน อีกด้านหนึ่งก็มีบางอย่างที่เราต้องตระหนักว่าเรากำลังละเมิดสิทธิเขาอยู่หรือเปล่า

“เคสเกาะเต่าน่าสนใจมากว่า มันก็เป็นอีกครั้งหนึ่งที่สะท้อนว่าสื่อไทยรับมือกับการทำข่าวนี้ได้แตกต่างหลากหลายมาก ว่าเราจะจัดการอย่างไรกับตัวผู้ต้องหา ชื่อจะเปิดเผยไหม หน้าตาจะเปิดเผยไหม แต่เท่าที่เห็นเราก็เปิดหมดแล้ว โดยส่วนตัว ถ้าเป็นประชาไท ตัวผู้ต้องสงสัย เราจะปิดนามสกุล โดยเฉพาะคดีอุกฉกรรจ์ที่เรียกว่ามักจะมีการตัดสินไปล่วงหน้าด้วยทัศนคติทางสังคม”

น.ส.ทัดดาว ทองอิ่ม ผู้สื่อข่าวสถานีโทรทัศน์ TNN 24 กล่าวถึงการลงพื้นที่ทำคดีนี้ที่เกาะเต่าว่า เนื่องจากเป็นคดีดัง ทุกๆวันทีมข่าวในพื้นที่จะถูกกดดันจาก บก.ข้างใน ตามความคืบหน้า เมื่อถูกกดดัน ทีมข่าวก็จะไปกดดันตำรวจ ไปถามความคืบหน้า ซึ่งบางทีตำรวจมีข้อมูลไม่ตรงกัน ทำให้ทีมข่าวต้องออกไปถามชาวบ้านแถวนั้น ถามแรงงานพม่า ไปขุดคุยข้อมูล โดยเฉพาะกล้องวงจรปิด ทุกสำนักข่าวไปขอ ไปทำตัวเป็นตำรวจ ซึ่งตำรวจเองเห็นว่าสร้างความลำบากให้เจ้าหน้าที่

ทีมา: บีบีซีไทย

25571017-170039.jpg

For Immediate Release

Thailand/Europe: Urge End to Military Rule at Summit
Asia-Europe Meeting Should Send Clear Message on Rights

(New York, October 16, 2014) – Leaders at the Asia-Europe Meeting (ASEM) Summit should press Thailand’s junta leader to improve human rights and restore democratic civilian rule, Human Rights Watch said today in letters to ASEM foreign ministers. ASEM is an informal process that brings together the 28 European Union member states and 2 other European countries with 20 Asian countries.

Thai Prime Minister Gen. Prayuth Chan-ocha is scheduled to attend the 10th ASEM Summit in Milan, Italy on October 16-17, 2014. This year’s ASEM Summit aims to promote cooperative efforts by Asia and Europe to address major challenges, including promotion and protection of human rights.

“General Prayuth should leave Milan with a clear message that Europe’s leaders don’t accept continued military rule in Thailand,” said Brad Adams, Asia director at Human Rights Watch. “The Thai junta should understand that there will be no return to business as usual until Thailand returns to democratic civilian rule through free and fair elections.”

Thailand’s government needs to immediately address a range of pressing human rights issues, Human Rights Watch said. In the more than four months since the May 22, 2014 military coup, the ruling National Council for Peace and Order (NCPO) has made no genuine progress toward restoring democratic rule. As both junta leader and prime minister, General Prayuth wields broad powers without any judicial or other oversight. The interim constitution and the draconian Martial Law of 1914 permit the junta members to commit human rights violations with immunity. Key constitutional bodies set up by the NCPO, such as the National Legislative Assembly and the National Reform Council, are stacked with military personnel and other junta loyalists.

The junta has severely repressed fundamental rights and freedoms, essential for the restoration of democratic rule, Human Rights Watch said. The NCPO has enforced censorship and ordered media not to criticize the military. More than 200 websites – including Human Rights Watch’s Thailand page – have been blocked by the junta as threats to national security. The NCPO has banned public gatherings of more than five people and prohibits anti-coup activities. Protesters who have expressed disagreement with the junta have been arrested and sent to military courts, where they face up to two years in prison. Deeming political discussions and diverse political opinions as a threat to stability and national security, the NCPO has extended its grip into universities and banned discussions about human rights, democracy, and the performance of the Prayuth administration.

“Thailand is in the grip of a major crackdown on freedom of expression, association, and public assembly that shows no sign of ending,” Adams said. “Pressure from European governments and other key trading partners is needed now to bring a speedy return to democratic rule.”

For more Human Rights Watch reporting on Thailand, please visit:

http://www.hrw.org/thailand

For immediate release on 15 October 2014

Public Statement

Violation of the rights of the victims and alleged offenders must be stopped:

The performance of the officials and media in Koh Tao murder case

On 15 September 2014, two tourists from UK were murdered and their bodies were left on the beach of Koh Tao, Surathani, Southern Thailand. Later on 2 October 2014, police officials claimed three suspects who are migrant workers from Myanmar have confessed to the charges and on 3 October, two of them were brought to the crime scene for reenactment and an ensuing press conference was widely reported in the media.

Since the investigation is still ongoing, the alleged offenders must enjoy the right to presumed innocence until a final verdict is made against them. It is prohibited to treat them as if they are already the perpetrators. Human Rights Lawyers Association (HRLA) and other signatories would like to express our deepest concern about the practice of the concerned officials and media which would be tantamount to a violation of the right to privacy of the victims’ families and the rights of alleged offenders as follows;

1. In a case where death sentence is mandatory, if an alleged offender does not have his lawyer, it is required that the inquiry official must provide him a legal representative as per Article 134/1 of the Criminal Procedure Code and Article 14 of the International Covenant on Civil and Political Rights (ICCPR). Should the official fail to provide a legal counsel, any evidence given by the alleged offender would not be admissible.

2. If the confession given to the official has been obtained when the alleged offender is put under duress or being threatened, such a statement shall not be admissible. The officials who have committed such an intimidating act will also face a legal action since the act can be construed as a breach of an obligation as per the Convention Against Torture and other Cruel, Inhuman or Degrading Treatment or Punishment (CAT).

3. The reenactment of the crime at the crime scene, even though it was done so as part of the gathering of evidence by the inquiry officials, but it should be carried out solely just to serve the said purpose, but not to be part of a press conference. Even though the case has attracted avid attention from the public, the authorities are required to respect the right to privacy and the right to freedom and dignity of the alleged offenders. In addition, according to the Royal Thai Police order no. 855/2548, it clearly stipulates that no media would be allowed to be present during the enactment of the crime and no interviews or interaction between the inquiry officials and the alleged offenders or other parties can be given or made in the presence of the media, since their reports might have tampered with the investigation.

4. There was a massive and extensive dissemination of images and information about the crime scene reenactment and the interviews with state officials and other persons concerned or not with the case via the media. Several news agencies featured quite graphic images or facts about the event. The redistribution of information and images of the victims by the media simply give reminiscence to the horrible incidence and would only further traumatize families of the victims. It would also infringe on the dignity of the alleged offenders and might tamper with the investigation. Breaches that happened include for example an interview to the press by the interpreter regarding the statements given by the alleged offenders to the officials, even though such revelation was a breach of the code of ethics of an interpreter, or an interview given by a National Human Rights Commissioner who was supposed to be there simply to monitor if any rights violation has taken place or not, but not to give an interview to affirm incriminating evidence against the alleged offenders.

The Human Rights Lawyers Association (HRLA) and other signatories have the following demands to make;

1. Any interviews by persons concerned and not with the case in future must be carried out with consideration of their respective roles and the code of ethics regarding confidentiality which must be observed during the investigation process and dignity and reputation of the victims must be respected.

2. In the reportage by media, caution must be made to ensure respect of the right to privacy and to mitigate any further damage to the reputation of the victims and alleged offenders. It should always be borne in mind that any media report might induce the audience to prejudge a person as a perpetrator. But if it is proven later that that person is not guilty, any remedies would not suffice the damage already done to the person. Media professionals, in particular, are urged to seriously monitor their own work.

With respect for the rights and freedom of the people

Human Rights Lawyers Association (HRLA)

Union for Civil Liberties (UCL)

เมื่อ 15 ตุลาคม 2557 13:49, Human Rights Lawyers Association เขียนว่า:
เผยแพร่วันที่ 15 ตุลาคม 2557

แถลงการณ์

ขอให้ยุติการกระทำที่ละเมิดสิทธิของครอบครัวผู้เสียหายและผู้ต้องหา

กรณีการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่และสื่อมวลชนในคดีเกาะเต่า

จากกรณีเมื่อวันที่ 15 กันยายน 2557 เกิดเหตุสองนักท่องเที่ยวชาวอังกฤษถูกทำร้ายและเสียชีวิตอยู่ริมชายหาดเกาะเต่า จังหวัดสุราษฎร์ธานี ต่อมาในวันที่ 2 ตุลาคม 2557 เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ควบคุมตัวผู้ต้องสงสัยเป็นแรงงานชาวพม่าจำนวน 3 ราย โดยจากการสอบสวนเพิ่มเติมของพนักงานสอบสวนทำผู้ต้องหาให้การรับสารภาพว่ากระทำความผิดตามข้อกล่าวหา และในวันที่ 3 ตุลาคม 2557 เจ้าพนักงานสอบสวนได้นำตัวผู้ต้องหา 2 รายไปแถลงข่าวและทำแผนประกอบคำรับสารภาพในที่เกิดเหตุ ปรากฏตามรายงานข่าวของสื่อมวลชนไปแล้วนั้น

เนื่องจากคดีดังกล่าวอยู่ระหว่างชั้นสอบสวน ผู้ต้องหาต้องได้รับการสันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นผู้บริสุทธิ์จนกว่าจะมีคำพิพากษาถึงที่สุด ดังนั้นการปฏิบัติต่อผู้ต้องหาจะกระทำเหมือนผู้กระทำความผิดแล้วไม่ได้ สมาคมนักกฎหมายสิทธิมนุษยชนและองค์กรข้างท้ายมีความห่วงใยว่าการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่รัฐที่เกี่ยวข้องและสื่อมวลชนอาจเป็นการละเมิดสิทธิในความเป็นส่วนตัวของครอบครัวผู้เสียหายและละเมิดสิทธิของผู้ต้องหาตามหลักการดังต่อไปนี้

1. การให้การในคดีที่มีโทษประหารชีวิต หากผู้ต้องหาไม่มีทนายความ พนักงานสอบสวนมีหน้าที่ตามกฎหมายในการจัดหาทนายความให้ผู้ต้องหาตามมาตรา 134/1 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาและกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิทางการเมืองและสิทธิพลเมือง ข้อ 14 หากพนักงานสอบสวนไม่จัดหาทนายความ คำให้การดังกล่าวก็ไม่สามารถนำมารับฟังเป็นพยานหลักฐานได้

2. ในการให้การต่อเจ้าพนักงาน หากมีการข่มขู่ หรือทำร้ายร่างกายเพื่อให้ได้มาซึ่งคำรับสารภาพ คำให้การที่ได้มานั้นไม่อาจรับฟังเป็นพยานหลักฐานได้ตามกฎหมาย และเจ้าพนักงานผู้กระทำการดังกล่าวย่อมมีความความผิดตามกฎหมาย และถือเป็นการละเมิดพันธกรณีตามอนุสัญญาต่อต้านการทรมานและการประติบัติหรือการลงโทษอื่นที่โหดร้ายไร้มนุษยธรรม หรือที่ย่ำยีศักดิ์ศรี

3. การนำตัวผู้ต้องหาไปทำแผนประกอบคำรับสารภาพในที่เกิดเหตุ แม้พนักงานสอบสวนจะกระทำเพื่อการรวบรวมพยานหลักฐาน แต่ควรมีเป้าหมายว่าจะรวบรวมพยานหลักฐานอย่างไร มิใช่การนำผู้ต้องหาไปทำแผนประกอบคำรับสารภาพเพื่อการแถลงข่าว เพราะถึงคดีดังกล่าวจะเป็นที่สนใจของสาธารณชนแต่เจ้าหน้าที่ยังคงต้องเคารพความเป็นส่วนตัวและเสรีภาพในชื่อเสียงของผู้ต้องหา อีกทั้งตามคำสั่งสำนักงานตำรวจแห่งชาติที่ 855/2548 ยังระบุว่าห้ามจัดให้สื่อมวลชนทุกแขนงเข้าทำข่าว ขณะเมื่อมีการให้ผู้ต้องหานำพนักงานสอบสวนไปชี้ที่เกิดเหตุประกอบคำรับสารภาพ และหลีกเลี่ยงการให้สัมภาษณ์ใด ๆ ในลักษณะเป็นการโต้ตอบระหว่างพนักงานสอบสวนกับผู้ต้องหา หรือบุคคลใด โดยมีสื่อมวลชนทุกแขนงเป็นผู้สัมภาษณ์เนื่องจากอาจเป็นเหตุให้รูปคดีเสียหายอีกด้วย

4. การนำเสนอภาพข่าวหรือข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเหตุการณ์รวมถึงบทสัมภาษณ์เจ้าหน้าที่รัฐและบุคคลทั้งที่เกี่ยวข้องและไม่เกี่ยวข้องในคดี ออกสู่สาธารณะเป็นจำนวนมากโดยในการนำเสนอข่าว ในบางสำนักข่าวมีการนำเสนอภาพข่าวหรือข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเหตุการณ์ ซึ่งการนำข้อมูลของผู้ตายและภาพข่าวมาเผยแพร่ซ้ำย่อมเป็นการตอกย้ำถึงเหตุการณ์เลวร้ายที่กระทบกระเทือนต่อครอบครัวของผู้เสียหายอย่างต่อเนื่อง และยังเป็นการละเมิดศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของผู้ต้องหา รวมถึงอาจส่งผลต่อรูปคดี อาทิเช่น การสัมภาษณ์ล่ามถึงรายละเอียดคำให้การซึ่งต้องมีจรรยาบรรณในการรักษาความลับ การให้สัมภาษณ์กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติซึ่งมีหน้าที่ในการตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชนหรือไม่ ไม่ใช่การให้สัมภาษณ์เพื่อยืนยันข้อเท็จจริงในคดี

สมาคมนักกฎหมายสิทธิมนุษยชนและองค์กรดังมีรายนามข้างท้ายจึงขอเรียกร้องให้

1. การให้สัมภาษณ์ของบุคคลทั้งที่เกี่ยวข้องและไม่เกี่ยวข้องในคดี ต้องตระหนักถึงบทบาทของตนในคดี จรรยาบรรณในการรักษาความลับของคดีในชั้นสอบสวน และเกียรติยศชื่อเสียงของผู้เสียหาย

2. การนำเสนอข้อมูลของสื่อมวลชนควรให้ความระมัดระวังในการนำเสนอ อีกทั้งพึงเคารพสิทธิส่วนบุคคลและไม่ละเมิดสร้างความเสียหายให้แก่ครอบครัวผู้เสียหายและผู้ต้องหา โดยคำนึงเสมอว่าข้อเท็จจริงที่ปรากฏจากการนำเสนอข่าวอาจส่งผลให้ผู้ที่รับรู้ข่าวตัดสินว่าผู้นั้นคือผู้ที่กระทำความผิด หากภายหลังผลปรากฏว่าผู้นั้นไม่ได้ความผิดตามข้อกล่าวหา การเยียวยาความเสียหายแก่ผู้ต้องสงสัยจะเป็นไปได้ยาก รวมทั้งขอให้องค์กรวิชาชีพสื่อทำหน้าที่ในการตรวจสอบการทำงานซึ่งกันและกันอย่างเคร่งครัด

ด้วยความเคารพต่อสิทธิเสรีภาพของประชาชน
สมาคมนักกฎหมายสิทธิมนุษยชน
สมาคมสิทธิเสรีภาพของประชาชน


สมาคมนักกฎหมายสิทธิมนุษยชน (สนส.)
โทรศัพท์ /แฟ๊กซ์ : 02-6930682
อีเมล์ : hrla2008@gmail.com
http://www.naksit.org
………………………………………………..
Human rights Lawyers Association (HRLA)
email : hrla2008@gmail.com tel/fax : 02-6930682
http://www.naksit.org


สมาคมนักกฎหมายสิทธิมนุษยชน (สนส.)
โทรศัพท์ /แฟ๊กซ์ : 02-6930682
อีเมล์ : hrla2008@gmail.com
http://www.naksit.org
………………………………………………..
Human rights Lawyers Association (HRLA)
email : hrla2008@gmail.com tel/fax : 02-6930682
http://www.naksit.org

Follow

Get every new post delivered to your Inbox.

Join 30 other followers