Feeds:
Posts
Comments

แถลงการณ์ด่วนกรณีการใช้การฟ้องคดีความคุกคามนักปกป้องสิทธิมนุษยชน นางสาว
พรเพ็ญ คงขจรเกียรติ

เราเครือข่ายประชาสังคม ดังรายนามชื่อองค์กรที่แนบมานี้มีความเป็นห่วงอย่างยิ่งต่อการดำเนินคดีทางอาญาต่อมูลนิธิผสานวัฒนธรรมและนางสาวพรเพ็ญ
คงเกียรติขจรในความผิดข้อหาหมิ่นประมาทและทำให้เสียชื่อเสียงแก่กองทหารพรานที่ 41.
นางสาวพรเพ็ญ,ผู้อำนวยการของมูลนิธิผสานวัฒนธรรมซึ่งเป็นองค์กรที่ทำเรื่องการตรวจสอบและจัดทำเอกสารเกี่ยวกับการทรมานและการกระทำอันเลวร้ายในประเทศไทย
ได้รับหมายเรียกจากเจ้าหน้าที่ตำรวจเมื่อวันอาทิตย์ที่ 24 สิงหาคม 2557.

ในหนังสือหมายเรียกผู้ต้องหาซึ่งลงวันที่ 8 สิงหาคม 2557 ระบุว่า พันตรี ลิขิตกระฉอดนอก ในฐานะได้รับมอบอำนาจจากกองทหารพรานที่ 41
ได้แจ้งความกล่าวหานางสาวพรเพ็ญในข้อหาหมิ่นประมาทและการทำให้เสียชื่อเสียง ทางกองทัพได้กล่าวหาว่ามูลนิธิผสานวัฒนธรรมได้ทำให้กองทัพเสื่อมเสียชื่อเสียงโดยกล่าวข้อความในจดหมายเปิดผนึกเรื่องข้อร้องเรียนเรืื่องการทรมาน นอกจากนี้ในหมายเรียกยังระบุด้วยว่านางสาวพรเพ็ญจะต้องมารายงานตัวที่สถานีตำรวจยะลา
ภาคใต้ของประเทศไทย ภายในวันที่ 25 สิงหาคมนี้

นางสาวพรเพ็ญเป็นหนึ่งในนักปกป้องสิทธิมนุษยชนแถวหน้าของประเทศไทยผู้มีส่วนเรียกร้องเกี่ยวกับสิทธิมนุษยชนทั้งในประเทศไทยและในแถบภูมิภาค
โดยได้ส่งเสริมคุ้มครองสิทธิมนุษยชนหลายด้าน รวมถึงสิทธิสตรี,การล้มเลิกโทษประหารชีวิตและการทรมาน,
การเสียชีวิตในขณะที่อยู่ภายใต้การกักตัวของเจ้าหน้าที่และการฆ่าตัดตอน สิทธิของกลุ่มชาติพันธุ์ และการบังคับให้สูญหาย.
งานของเธอเป็นงานที่สร้างผลประโยชน์กับสาธารณะเพื่อให้เกิดความมั่นใจว่ามีกระบวนการในการตรวจสอบความโปร่งใสในการกระทำของเจ้าหน้าที่รัฐ
และกดดันให้เจ้าหน้าที่ของรัฐ เคารพสิทธิมนุษยชน. ในฐานะที่เป็นผู้อำนวยการของมูลนิธิผสานวัฒนธรรม นางสาวเพ็ญพรได้ทำการติดตาม
ตรวจสอบและจัดทำเอกสารที่เกี่ยวกับการทรมานและการละเมิดสิทธิมนุษยชนในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนใต้

เรามีความเห็นว่าการกระทำของกองทัพเป็นสิ่งที่ปราศจากเหตุผล, ลุถึงแก่อำนาจและยิ่งเป็นการเพิ่มแรงกดดันให้เหยื่อของการทรมานปิดปากเงียบในคดีที่ตนถูกทรมานที่เกิดจากการกระทำของเจ้าหน้าที่.การใช้วิธีบีบบังคับโดยการฟ้องคดี นางสาวพรเพ็ญ นอกจากจะต้องการหยุดนางสาวพรเพ็ญจากการให้ความช่วยเหลือแก่เหยื่อที่ถูกทรมาน
การกระทำของกองทัพยังถูกมองว่าเป็นการสร้างสภาวะที่ทำให้เหยื่อที่ถูกทรมานไม่สามารถที่จะร้องทุกข์ได้เลย
นอกจากนี้การกระทำที่น่าละอายโดยกองทัพในการฟ้องคดีนักสิทธิมนุษยชนนี้ เป็นการส่งสัญญาณเตือนเพื่อให้เหยื่อคนอื่นๆที่อาจถูกทรมาน
ไม่กล้าที่จะร้องเรียนเรื่องเหล่านี้ได้. แทนที่จะคุกคามนักปกป้องสิทธิมนุษยชนอย่างนางสาวพรเพ็ญ ทางกองทัพควรที่จะสอบสวนคดีที่เกี่ยวข้องกับการกล่าวหาว่ามีการการทรมานในทุกคดีและพยายามทำทุกวิถีทางเพื่อที่จะแก้ปัญหาการละเมิดสิทธิมนุษยชนที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง

การคุกคามโดยใช้การฟ้องคดีกับนางสาวพรเพ็ญนี้ถือเป็นการละเมิดสิทธิของคนทำงานในฐานะนักปกป้องสิทธิมนุษยชนในประเทศไทย.
ดังที่ระบุในข้อที่ 1
ในปฏิญญาว่าด้วยนักปกป้องสิทธิมนุษยชนขององค์กรสหประชาชาติที่ระบุว่า
“ทุกคนมีสิทธิทั้งโดยปัจเจกและจากการสมาคมกับบุคคลอื่น
ในการส่งเสริมและสนับสนุนการคุ้มครองและการปฏิบัติตามหลักสิทธิมนุษยชนและเสรีภาพขั้นพื้นฐาน
ทั้งในระดับชาติและนานาชาติ”

เราเชื่อว่าการดำเนินคดีอาญาต่อนางสาวเพ็ญพรเป็นการดำเนินการที่มีวัตถุประสงค์ในการคุกคาม
เป็นผลมาจากการดำเนินกิจกรรมสิทธิมนุษยชนที่ชอบธรรม
เพื่อตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐที่เกี่ยวข้องกับการละเมิดสิทธิมนุษยชน,
การทรมานในภาคใต้ของประเทศไทย. เราขอเรียกร้องให้ทางกองทัพ

ถอนฟ้องคดีอาญาที่กล่าวหานางสาวพรเพ็ญ โดยทันทีและปราศจากเงื่อนไข
เพราะการฟ้องอาญาต่อนักปกป้องสิทธิมนุษยชนที่ทำหน้าที่อันชอบธรรมของตนนั้น
ขัดกับผลประโยชน์สาธารณะ

เราขอเรียกร้องให้รัฐบาล เคารพในสิทธิ หน้าที่ของนักปกป้องสิทธิมนุษยชน ในความรับผิดชอบของบุคคล กลุ่ม
และหน่วยงานในสังคมเพื่อส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชนและเสรีภาพขั้นพื้นฐาน
โดยการดำเนินการเสนอและรวบรวมข้อมูลการละเมิดสิทธิมนุษยชน
การสร้างหลักประกันให้เกิดการคุ้มครองสำหรับผู้เสียหายจากการละเมิดสิทธิ
อันเป็นหน้าที่ที่ยอมรับในระดับสากล ดังที่ระบุในปฏิญญาว่าด้วยการคุ้มครองสิทธิมนุษยชน

ให้การรับรองว่าทุกคนที่ได้รับผลกระทบจากการทรมานและการละเมิดสิทธิอื่นๆ
จะมีสิทธิในการร้องทุกข์ สิทธิดังกล่าวต้องได้รับการเคารพและคุ้มครองทั้งระบบ
รวมถึงสิทธิในการได้รับความยุติธรรม

ลงชื่อโดย
1. สมาคมสิทธิเสรีภาพของประชาชน (สสส.)
2. ศูนย์ข้อมูลชุมชน
3. สมาคมนักกฎหมายสิทธิมนุษยชน
4. สมาคมผู้หญิง นักกฎหมายและการพัฒนาแห่งเอเชียแปซิฟิก
5. Frontline Defenders
6. WOREC (Nepal)
7. National Alliance of Women Human Rights Defenders (Nepal)
8. International Service for Human Rights (ISHR)
9. Asia Forum for Human Rights and Development (Forum Asia)
10. Observatory for the Protection of Human Rights Defenders (OMCT-FIDH)
11. Protection International

Joint Statement – 25/08/2014

Statement on the Judicial Harassment of Leading Human Rights Defender, Ms.
Pornpen Khongkachonkiet

We, the undersigned civil society groups, are gravely concerned about the
criminal legal action taken for defamation and libel against the Cross
Cultural Foundation, headed by Ms. Pornpen Khongkachonkiet, by the Army’s
Task Force 41. Ms. Pornpen, Director of the Cross Cultural Foundation – an
organization which monitors and documents cases of torture and
ill-treatment in Thailand – received a police warrant on Sunday 24th August
2014. The Thai Royal Police warrant is dated from 8th August. Major
General Leekit Katchodnok, acting on behalf of the Army’s Task Force 41,
filed a legal suit against Ms. Pornpen for libel and defamation. The army
accuses the Cross Cultural Foundation for damaging the reputation of the
army by publishing an open letter exposing a claim to torture. According to
the warrant Ms. Pornpen must present herself at the Yala Police Station, in
southern Thailand, on August 25th.

Ms. Pornpen is a leading Human Rights Defender in Thailand who has been
involved in various Human Rights issues both in Thailand and the region,
including women’s rights, indigenous rights and preventing forced
disappearances. Her work serves the public interest by ensuring that
authorities are held accountable and pressuring authorities to
unconditionally respect the Human Rights of all. As Director of the Cross
Cultural Foundation, Ms. Pornpen has constantly been monitoring and
documenting cases of torture and Human Rights violations in Thailand’s
southernmost provinces.

We deem the army’s action to be an unreasonable, arbitrary and heavy
handed attempt to silence all torture complaints against authorities. By
quashing Ms. Pornpen’s efforts to support torture victims to publicly
complain about Human Rights violations by authorities, the army is seeking
to make it more than impossible for torture victims to voice their
complaints. Moreover, this is a deplorable act by the army as it aims to
further intimidate existing and potential victims of human rights
violations to not report these violations. Instead of suppressing the work
of Human Rights Defenders, such as Ms. Pornpen, the army should investigate
all torture complaints and take all necessary measures to resolve the
problem of continuing Human Rights violations.

This judicial harassment constitutes a direct infringement of Ms.
Pornpen’s right to work as a leading Human Rights Defender in Thailand. As
stated in Article 1 of the UN Declaration on Human Rights Defenders
“Everyone has the right to (individually and in association with others)
promote and to strive for the realization of Human Rights and fundamental
freedoms at the national and international level.” We believe that the
filing of this criminal legal case against Ms. Pornpen was undertaken with
the purpose of intimidation and that it is in response to Ms. Pornpen’s
peaceful and legitimate activities to hold authorities to account for cases
of Human Rights violations, including torture, in southern Thailand.

We call on the army to:
Immediately and unconditionally withdraw the legal action against Ms.
Pornpen. Such legal action against the legitimate work of Human Rights
Defenders is against the public interest.
We call on the government to:
Respect the universally recognized rights, duties and obligations of
everyone and organizations to highlight information about Human Rights
violations and injustices to the public, as is stated in the UN Declaration
on Human Rights Defenders;
Ensure that all persons affected by torture and other human rights
violations, including the right to complain which must be respected at all
times, receive justice.

Signed by:
1. Union for Civil Liberties
2. Community Resource Centre
3. Human Rights Lawyers’ Association
4. Asia-Pacific Forum on Women, Law and Development
5. Frontline Defenders
6. WOREC (Nepal)
7. National Alliance of Women Human Rights Defenders (Nepal)
8. Protection International

For more information, please contact:

Anucha Wintachai
+66 830796411
eakucl@gmail.com

19 August 2014
Spokesperson for the UN High Commissioner for Human Rights : Ravina Shamdasani

Location: Geneva

Subject: Thailand

We are seriously concerned about the prosecution and harsh sentencing of individuals in Thailand under the country’s lèse majesté law. Such measures are adding to the larger pattern of increasing restrictions on freedom of expression in Thailand. Since the 22 May coup, at least 13 new lèse majesté cases have been opened for investigation while other cases where charges had previously not been laid, have been revived.

Last week, on 14 and 15 August, two university students were arrested for participating in a play in October 2013 that depicted a fictional monarch who was manipulated by his advisor. The arrests followed a number of convictions and harsh sentences in lèse majesté cases, including that of Plutnarin Thanaboriboonsuk who was also charged under the Computer Crime Act in relation to messages he posted on Facebook. He was sentenced on 31 July to 15 years in prison, reduced from a sentence of 30 years because of his guilty plea. The sentence came less than two months after charges were laid on 16 June, even though the investigation had remained pending for more than two years. In another case, on 14 August, Yuthasak Kangwanwongsakul, a taxi driver, was sentenced to two years and six months in jail under the lèse majesté laws for a conversation he had with a passenger. We are concerned that more charges may be filed and that more harsh sentences may be issued in the coming weeks.

In 2013, the High Commissioner indicated her support for amendments to the lèse majesté law under section 112 of the Criminal Code to address concerns related to the implementation of the law. In 2011, the Special Rapporteur on the promotion and protection of the right to freedom of expression and opinion also urged the amendment of Thailand’s lèse majesté law, stating that section 112 was too vague and prescribes long maximum sentences that are contrary to permissible restrictions on freedom of expression under the International Covenant on Civil and Political Rights (ICCPR), which Thailand has ratified.

We reiterate our call to the military administration to ensure its compliance with Thailand’s obligations under international human rights law, especially the ICCPR. The threat of the use of the lèse majesté laws adds to the chilling effects on freedom of expression observed in Thailand after the coup, and risks curbing critical debate on issues of public interest.

ENDS

25570819-204138.jpg

คู่มือกลไก ebook (1)คำนำ

คู่มือเบื้องต้นเกี่ยวกับกลไกระหว่างประเทศและการห้ามทรมานโดยเด็ดขาดมีวัตถุประสงค์เพิ่มทักษะพื้นฐานเพื่อการบันทึกข้อมูล การจัดเตรียม การเริ่มต้น และการดำเนินการสัมภาษณ์ และเตรียมการรวบรวมข้อมูลเพื่อหาข้อเท็จจริง รวมทั้งแนวคิดพื้นฐานของกฎหมายสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศที่เกี่ยวข้องกับอนุสัญญาต่อต้านการทรมานแห่งสหประชาชาติ

โดยเป็นการรวบรวมเนื้อหาคู่มือการอบรมที่มีการจัดพิมพ์โดยองค์การสหประชาชาติและองค์กรระหว่างประเทศหลายหน่วยงาน เป็นเนื้อหาเดิมที่รวบรวมจากแหล่งข้อมูลต่าง ๆ อย่างเที่ยงตรง เพื่อใช้ในการอบรมตามโครงการนำร่อง “บอกความจริง” (Telling the Truth) ที่ได้รับทุนสนับสนุนจาก Davis Project for Peace ในช่วงเดือนกรกฎาคม 2556-สิงหาคม  2556 และจาก Canada Fund ในช่วงเดือนพฤศจิกายน 2556-มีนาคม  2557ผู้จัดพิมพ์ขอขอบคุณ  คุณ Emilie Fortin และ คุณ Paul Mornet ผู้รวบรวมเรียบเรียงเนื้อหาบางส่วนในต้นฉบับภาษาอังกฤษ

                                                    จัดทำโดย มูลนิธิผสานวัฒนธรรม

                                                      25570804-203147.jpg

                                                       สนับสนุนโดย  Canada Fund

แถลงการณ์ด่วน
ชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบจากเหมืองแร่ทองคำวังสะพุงยังคงถูกข่มขู่คุกคามถึงชีวิตเป็นครั้งที่สอง

เราองค์กรที่ร่วมลงนามในท้ายหนังสือฉบับนี้ มีความห่วงใยอย่างยิ่งต่อสถานการณ์ความปลอดภัยของกลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิด พี่น้องอำเภอวังสะพุง เราทราบว่ามีการคุกคามต่อชีวิตของนักปกป้องสิทธิมนุษยชนที่ปกป้องชุมชนของตน ซึ่งได้รับกระทบจากการทำเหมืองแร่ในจังหวัดเลยเป็นครั้งที่สอง โดยครั้งแรกในเดือนมิถุนายนปีนี้ มีการจ้างวานมือปืนเพื่อวางแผนสังหารผู้นำชุมชนที่เคลื่อนไหวคัดค้านเหมืองแร่ทองคำ ล่าสุดหนึ่งวันก่อนที่จะมีการนัดเจรจาระหว่างตัวแทนของชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบจากเหมืองแร่ทองคำ และตัวแทนของกรรมการบริษัท ทุ่งคำ จำกัด โดยเวลา 19.00 น ของวันที่ 16 สิงหาคม ที่ผ่านมา นางวิรอน รุจิไชยวัฒน์ หนึ่งในแกนนำของกลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิด และพึ่งคลอดลูกได้เดือนเศษได้รับโทรศัพท์จากชายลึกลับผู้อ้างว่าเป็นผู้หวังดี แจ้งว่าให้นางวิรอน บอกกับนาย สุรพันธ์ รุจิไชยวัฒน์ ซึ่งเป็นสามีและหนึ่งในแกนนำของกลุ่มว่าให้ระวังตัวไว้ให้ดี อย่าให้เคลื่อนไหว

เราเห็นว่าการสื่อสารผ่านทางโทรศัพท์ดังกล่าวเป็นการข่มขู่คุกคามต่อชีวิตในครั้งที่สองที่เกิดขึ้นกับแกนนำของกลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิด

สถานการณ์ที่เกิดขึ้นยิ่งทำให้เรามีความกังวลเกี่ยวกับความปลอดภัยของแกนนำของกลุ่มที่ยังคงต้องเผชิญภัยคุกคามถึงชีวิตและจะส่งผลกระทบถึงความมั่นคงปลอดภัยของชุมชนในส่วนรวมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ยิ่งกว่านั้น ขณะนี้สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างบริษัท ทุ่งคำ
จำกัด และชุมชนที่ได้รับผลกระทบ มีความตึงเครียดมาก โดยอาทิตย์นี้ระหว่างวันที่
19 – 22 สิงหาคม 2557 ศาลจังหวัดเลย จะเริ่มพิจารณาคดีอาญาและแพ่งสองคดีที่บริษัทได้ทำการฟ้องสมาชิกของชุมชน จำนวน 33 คน การถูกคุกคามโดยถูกฟ้องคดีความในชั้นศาลนี้ทำให้ชุมชนที่ได้รับผลกระทบจากการทำเหมืองแร่ต้องใช้เวลาและทรัพยากรจำนวนมากในการต่อสู้เพื่อความยุติธรรม

ทั้งนี้เราได้รับการแจ้งจากกลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิด ถึงผลของเวทีเจรจายุติความขัดแย้งเหมืองแร่ทองคำ ระหว่างชาวบ้าน 6 หมู่บ้าน ต.เขาหลวง อ.วังสะพุง กับ บริษัท ทุ่งคำ จำกัด ที่เกิดขึ้นวันที่ 17 สิงหาคม 2557 ที่วัดศรีสะอาด บ้านห้วยผุก ต.เขาหลวง อ.วังสะพุง จ.เลย โดยมี พล.ต.วรทัต
สุพัฒนานนท์ ผู้บังคับการจังหวัดทหารบก (ผบ.จทบ.) เลย ในฐานะผู้บัญชาการกองกำลังรักษาความสงบเรียบร้อยจังหวัดเลย พร้อมด้วยนายวิโรจน์ จิวะรังสรรค์ ผู้ว่าราชการจังหวัดเลย นายยิ่งยศ ธนะจันทร์
รองผู้ว่าราชการจังหวัดเลย นายธนวัฒน์ พลอยโสภณ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเลย พล.ต.ต.ศักดา วงศ์ศิริยานนท์ ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัด (ผบก.ภ.จว.) เลย นายบรรพต ยาฟอง นายอำเภอวังสะพุง และหัวหน้าส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง บริษัทมิได้เสนอข้อเสนอที่แตกต่างจากสภาพในปัจจุบัน เพราะขณะนี้กิจการของเหมืองได้ทำการปิดชั่วคราวอยู่แล้วตั้งแต่ก่อนที่ชาวบ้านจะถูกทำร้ายจากกองกำลังชายฉกรรจ์ติดอาวุธจำนวนกว่า 300 คนในวันที่ 15 พฤษภาคม 2557 ชาวบ้านขอให้เหมืองแร่ทองคำเพิกถอนคดีที่เหมืองฟ้องชาวบ้านทั้งเจ็ดคดีเพื่อสร้างบรรยากาศสมานฉันท์ แต่ข้อเสนอดังกล่าวรวมถึงข้ออื่นๆ ถูกปฏิเสธอย่างสิ้นเชิงจากบริษัท เจ้าหน้าที่ได้สรุปผลการเจรจาจึงไม่มีข้อตกลงใดๆระหว่างทั้งสองฝ่าย และเจ้าหน้าที่จะเรียกทั้งสองฝ่ายมาดำเนินการเจรจาครั้งใหม่

เราเชื่อว่าชาวบ้านชุมชนวังสะพุงจะยังคงเข้าร่วมการเจรจาที่ฝ่ายรัฐพยายามดำเนินการ
ทั้งนี้เพราะชุมชนเองได้รับผลกระทบทั้งในส่วนของผลกระทบจากการดำเนินการของเหมืองและการที่ต้องถูกคุกคามถึงชีวิตอันเนื่องมาจากการใช้สิทธิชุมชนในการต่อสู้เพื่อปกป้องบ้านเกิดและเรียกร้องในสิทธิที่จะอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ดีตามหลักสิทธิมนุษยชน

ดังนั้นหากมีการแก้ไขข้อขัดแย้งที่เกิดขึ้นได้อันจะเป็นประโยชน์กับประชาชนอย่างแท้จริงจะส่งผลดีต่อชุมชนและสังคมโดยรวม เราขอเรียกร้องให้เจ้าหน้าที่ดำเนินการอย่างเร่งด่วนดังนี้คือ

1. จัดให้มีการดำเนินการสอบสวนอย่างเป็นอิสระต่อเหตุการณ์การคุกคามต่อชีวิตของ นายสุรพันธ์ รุจิไชยวัฒน์ นางวิรอน รุจิไชยวัฒน์ และแกนนำคนอื่นๆ ที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องโดยมีเป้าหมายในการนำตัวผู้กระทำความผิดมาเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมและการลงโทษตามหลักมาตรฐานสิทธิมนุษยชนสากล และเปิดเผยผลการสอบสวนดังกล่าวต่อสาธารณชน
2. ดำเนินการมาตรการต่างๆที่จำเป็นเพื่อสร้างหลักประกันในการคุ้มครองสิทธิในชีวิตร่างกายและจิตใจของ นาย สุรพันธ์ รุจิไชยวัฒน์ นางวิรอน รุจิไชยวัฒน์ และแกนนำกลุ่มคนอื่นๆรวมถึงครอบครัวของพวกเขา ให้มีความปลอดภัย และมั่นคงซึ่งรวมถึงการบังคับใช้มาตรการการปกป้องคุ้มครองที่มีอยู่แล้วหากมีความจำเป็น
3. ต้องมีการรับประกันว่านักปกป้องสิทธิมนุษยชนทุกคนในประเทศจะสามารถดำเนินกิจกรรมและทำหน้าที่ที่ชอบธรรมของการเป็นนักต่อสู้เพื่อปกป้องสิทธิมนุษยชนได้โดยปราศจากความหวาดกลัวต่อการถูกตอบโต้และปราศจากการถูกจำกัดใดๆ จากรัฐ
เราขอเรียกร้องให้องค์กรสิทธิมนุษยชนทั้งในประเทศและต่างประเทศ ดำเนินการต่อไปนี้คือ

1. ประณามการข่มขู่และคุกคามที่เกิดขึ้นต่อแกนนำ สมาชิกกลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิด
และชุมชนวังสะพุงโดยรวม
2. ต้องรับฟังเหตุผลการโต้แย้งของผู้มีส่วนได้เสียทุกฝ่าย เพื่อหลีกเลี่ยงการครอบงำด้วยความเชื่อเพียงด้านเดียวต่อมุมมองของความขัดแย้งซึ่งจะนำไปสู่ความรุนแรงที่จะกระพือมากขึ้น จนเป็นเงื่อนไขของการใช้ความรุนแรง

ท้ายที่สุดเราขอเรียกร้องให้สื่อมวลชนทำหน้าที่ของตนให้เที่ยงตรงและให้พื้นที่ที่สำคัญต่อผู้มีส่วนได้เสียทุกภาคส่วนอย่างเท่าเทียม

รายนามองค์กรที่สนับสนุนแถลงการณ์นี้

1. คณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชน ภาคอีสาน (กป.อพช.อีสาน)

2. ศูนย์ข้อมูลสิทธิมนุษยชนและสันติภาพอีสาน (ศสส.)

3. เครือข่ายทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ภาคอีสาน

4. กลุ่มนิเวศวัฒนธรรมศึกษา

5.ศูนย์สื่อชุมชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม

6.กลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอุดรธานี

7.เครือข่ายประชาชนผู้เป็นเจ้าของทรัพยากรแร่ ประเทศไทย

8.ศูนย์พิทักษ์สิทธิการจัดการทรัพยากรชุมชนในลุ่มน้ำชีตอนล่าง

9 .นักศึกษากลุ่มดาวดิน

10. กลุ่มผู้เดือดร้อนจากเขื่อนราษีไศล สมัชชาคนจน
11 กลุ่มอนุรักษ์และฟื้นฟูลุ่มน้ำลำพะเนียง จ.หนองบัวลำภู

12 กลุ่มลุ่มน้ำโขงศึกษา

13 กลุ่มอนุรักษ์แม่น้ำโขง อ.ปากชม จ.เลย

14 ศูนย์ข้อมูลสิทธิชุมชน

15 มูลนิธิผสานวัฒนธรรม

16 Protection International

17 . มูลนิธินิติธรรมสิ่งแวดล้อม (EnLAW)

สอบถามราละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นายสุวิทย์ กุหลาบวงษ์ โทร 0981055324

สมาคมนักกฎหมายสิทธิมนุษยชน (สนส.)
เผยแพร่วันที่ 18 สิงหาคม 2557

แถลงการณ์

ให้ยุติการละเมิดเสรีภาพในการแสดงความคิดออก

เคารพหลักการพิจารณาคดีอย่างเป็นธรรม

และปล่อยตัวชั่วคราวนักศึกษาและนักกิจกรรมทั้งสองโดยเร็ว

จากกรณีเมื่อวันที่ 15 – 16 สิงหาคม 2557 เจ้าหน้าที่ตำรวจสถานีตำรวจนครบาลชนะสงคราม ได้จับกุมตัวนายปติวัฒน์ (ขอสงวนนามสกุล) นักศึกษาคณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น และนางสาวภรณ์ทิพย์ (ขอสงวนนามสกุล) นักกิจกรรมทางสังคม เพื่อดำเนินคดีในข้อหาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 จากการแสดงละคร “เจ้าสาวหมาป่า” ในงานรำลึก 40 ปี 14 ตุลา ที่หอประชุมใหญ่ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เมื่อเดือนตุลาคม 2556 โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจคัดค้านการประกันตัว ต่อมาศาลอาญามีคำสั่งไม่อนุญาตให้ประกันตัวและให้นำตัวทั้งสองไปฝากขังที่เรือนจำ โดยให้เหตุผลว่า “คดีมีพฤติการณ์ร้ายแรง เกรงจะหลบหนี” นั้น
สมาคมนักกฎหมายสิทธิมนุษยชน (สนส.) เห็นว่าการดำเนินคดีดังกล่าวเป็นการกระทำที่อาจคุกคามและละเมิดเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นของประชาชน และไม่เป็นไปตามหลักการพิจารณาคดีที่เป็นธรรม ด้วยเหตุผลดังต่อไปนี้
1. ตามวิถีทางการปกครองระบอบประชาธิปไตยที่เคารพสิทธิ เสรีภาพ ความเสมอภาคและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ประชาชนทุกคนย่อมมีเสรีภาพในการแสดงออก ผ่านการพูด เขียน การแสดง หรือวิธีการอื่นใดเพื่อสื่อสารกับผู้อื่น รวมทั้งมีเสรีภาพในทางความคิด ตามกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมืองข้อ 18 และ 19
การที่เจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุมและดำเนินคดีต่อบุคคลทั้งสอง โดยเหตุจากการแสดงละครเรื่องดังกล่าว จึงอาจเป็นการละเมิดเสรีภาพของบุคคลทั้งสองที่ได้แสดงออกซึ่งความคิดเห็นต่อสาธารณะโดยสันติตามขอบเขตแห่งเสรีภาพของตนที่ย่อมสามารถกระทำได้ ไม่ว่าในรูปแบบใด ๆ หรือผ่านงานศิลปะ การละคร หรือการดนตรีก็ตาม

2. การที่ศาลไม่ให้ประกันตัว โดยให้เหตุผลว่าเกรงว่าผู้ต้องหาจะหลบหนี โดยบุคคลทั้งสองมิได้มีพฤติการณ์ที่จะหลบหนีหรือทำลายพยานหลักฐานนั้น เป็นการลิดรอนสิทธิของบุคคลทั้งสองที่จะได้รับการสันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นผู้บริสุทธิ์ ต้องได้รับการเคารพและรับรองสิทธิในเสรีภาพและอิสรภาพตราบเท่าที่ยังไม่มีคำพิพากษาเป็นที่สุดว่าเป็นผู้กระทำความผิด ทั้งนี้ เพื่อให้สามารถต่อสู้คดีได้อย่างเต็มที่ เท่าเทียม และอย่างได้รับการเคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์
การนำตัวบุคคลทั้งสองไปคุมขังไว้จึงเป็นการละเลยและบั่นทอนหลักประกันความยุติธรรมที่ศาลมีให้แก่ประชาชน ซึ่งได้รับการรับรองและคุ้มครองตามหลักสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานในกระบวนการยุติธรรมทางอาญาทั้งตามกฎหมายไทยและกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง
3. การที่ศาลอาญา มีคำสั่งไม่ให้ประกันตัวโดยอ้างว่า “ละครมีเนื้อหาล้อเลียนในลักษณะจาบจ้วง” และ “เป็นการนำความเสื่อมเสียสู่สถาบันและกระทบกระเทือนจิตใจของประชาชน”
เป็นการให้ความเห็นในเนื้อหาแห่งคดีและย่อมไม่สามารถนำมาใช้เป็นเหตุผลในการคุมขังผู้ต้องหาได้ อีกทั้ง ยังเป็นการสรุปความฝ่ายเดียวในลักษณะปรักปรำบุคคลทั้งสอง โดยไม่เปิดโอกาสให้ผู้ต้องหาหรือทนายความได้โต้แย้ง คัดค้าน ซึ่งนอกจากจะเป็นการละเลยต่อหลักการที่ผู้ต้องหาจะได้รับการสันนิษฐานว่าเป็นผู้บริสุทธิ์แล้ว ยังเป็นการละเมิดต่อหลักประกันความสามารถในการต่อสู้คดีอย่างเท่าเทียมที่ผู้ต้องหาต้องได้รับโอกาส เวลา และข้อมูลที่เพียงพอในการต่อสู้คดีได้อย่างเต็มที่

4. นับแต่การรัฐประหารในวันที่ 22 พฤษภาคม 2557 มีการใช้อำนาจและการดำเนินคดีต่อเหตุการณ์และกิจกรรมทางการเมือง ที่มีลักษณะเป็นการลิดรอนสิทธิ เสรีภาพ อิสรภาพของบุคคล เป็นการจำกัดพื้นที่ของการแสดงออกและการมีส่วนร่วมทางการเมืองอย่างสันติ ไม่เป็นผลดีต่อการสร้างความปรองดองอย่างยั่งยืนที่สะท้อนต่อสภาพและรากเหง้าของความขัดแย้ง
สมาคมนักกฎหมายสิทธิมนุษยชน (สนส.) จึงขอเรียกร้องต่อผู้เกี่ยวข้องในกระบวนการยุติธรรมและการบริหารราชการแผ่นดิน ดังนี้
1. ยุติการจับกุม คุมขัง การดำเนินคดี หรือการใช้อำนาจในรูปแบบใด ที่ส่งผลหรือมีวัตถุประสงค์คุกคาม ทำลาย หรือละเมิดเสรีภาพในการแสดงออกโดยสันติภายใต้หลักการประชาธิปไตยและสิทธิมนุษยชน
2. ให้อัยการและศาลร่วมตรวจสอบการทำงานของเจ้าหน้าที่มิให้ฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดดำเนินกระบวนการยุติธรรมไปในลักษณะที่ไม่เป็นธรรม หรือเพื่อกลั่นแกล้งหรือให้ร้ายต่อกลุ่มบุคคลใด เพื่อดำรงไว้ซึ่งหลักนิติรัฐนิติธรรมที่บ้านเมืองต้องรักษาไว้ในภาวะที่มีความขัดแย้งทางความคิด
3. ให้เจ้าหน้าที่ตำรวจและศาลเคารพในหลักการได้รับการสันนิฐานว่าเป็นผู้บริสุทธิ์ของผู้ต้องหาและให้มีคำสั่งอนุญาตการปล่อยตัวชั่วคราวผู้ต้องหาทั้งสองโดยเร็ว
ด้วยความเคารพในสิทธิ เสรีภาพ ความเสมอภาคและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์

สมาคมนักกฎหมายสิทธิมนุษยชน (สนส.)

แหล่งข้อมูล คู่มือสังเกตการณ์ การะบวนการยุติธรรม จัดพิมพ์โดย คณะกรรมการนักนิติศาสตร์สากล ICJ

บทที่ 7 คู่มือสังเกตการณ์ กระบวนการยุติธรรม

Follow

Get every new post delivered to your Inbox.

Join 27 other followers