Feeds:
Posts
Comments

ข้อสังเกตทางวิชาการเกี่ยวกับรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย(ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2557
ชำนาญ จันทร์เรือง
*โปรดดูรัฐธรรมนูญฯ ประกอบ
คำปรารภ – ปกติแล้วคำปรารภ หรือ preamble นั้นจะกล่าวถึงที่ไปที่มาและอุดมการณ์ของรัฐธรรมนูญ แต่คำปรารภนี้กลับกล่าวถึงสาเหตุของการยึดอำนาจเสียมากกว่า และเป็นคำปรารภที่ยาวมากกว่าปกติ
มาตรา 1 และ 2 – เป็นรูปแบบปกติของรัฐธรรมนูญไทย
มาตรา 3 – ยังงงๆอยู่ว่าการที่บัญญัติว่า “อำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย”แต่พอดูเนื้อหาทั้งฉบับแล้วไม่รู้ว่าอำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทยตรงไหน
มาตรา 4 – อ่านแล้วเคลิ้มเพราะพูดถึงศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ แลพันธกรณีระหว่างประเทศ แต่พออ่านไปถึงมาตรา 47 แล้วมาตรานี้ไม่มีผลบังคับใช้แต่อย่างใด
มาตรา 5 – คือมาตรา 7 ของ รธน.50 ดีๆนี่เอง แต่เพิ่มตรงให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยล่วงหน้าได้ ซึ่งผิดวิสัยของการเป็นศาล ที่ปกติแล้วจะไม่ทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษากฎหมายแต่ศาลจะวินิจฉัยในกรณีที่เกิดข้อพิพาทแล้วเท่านั้น
มาตรา 6,7,8,9,10,11,12,13 – เป็นส่วนเกี่ยวกับองค์ประกอบของสภานิติบัญญัติแห่งชาติที่มีข้อสังเกตคือห้ามผู้เคยดำรงตำแหน่งในพรรคการเมืองภายในระยะเวลา 3 ปี แต่ไม่ห้ามข้าราชการประจำ ที่น่าขำก็คือ มาตรา 8(8)ห้ามเจ้ามือหรือเจ้าสำนัก จึงเป็นปัญหาว่าคำว่าเจ้ามือนี้หมายความถึงอะไรบ้าง เช่น เจ้ามือไฮโล เจ้ามือหวยไต้ดิน ฯลฯ และคำว่าเจ้าสำนักหมายถึงเจ้าสำนักนางโลมหรือเจ้าสำนักบู้ลิ้มด้วยใช่หรือไม่ อย่างไร
มาตรา 14,15,16,17,18 – เป็นส่วนเกี่ยวกับกระบวนการตรากฎหมายและการประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติทั่วๆไป
มาตรา 19,20 – ว่าด้วยคุณสมบัติของนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีซึ่งมีข้อสังเกตคือไม่เป็นหรือเคยเป็นสมาชิกพรรคการเมือง(สนช.และสปช.เป็นสมาชิกพรรคได้ ห้ามเฉพาะผู้มีตำแหน่งในพรรคเท่านั้น) และแน่นอนว่าไม่ห้ามข้าราชการประจำอีกเช่นกัน
มาตรา 21 – เกี่ยวกับการออกพระราชกำหนด
มาตรา 22 – เกี่ยวกับการออกพระราชกฤษฎีกา
มาตรา 23 – เกี่ยวกับการทำหนังสือสัญญาสันติภาพ สัญญาสงบศึกและสัญญาอื่นกับนานาประเทศหรือกับองค์การระหว่างประเทศ แต่ไม่ยักพูดถึงการประกาศสงคราม
มาตรา 24 – เกี่ยวกับการโปรดเกล้าแต่งตั้งข้าราชการระดับสูง ผู้พิพากษาตุลาการและองค์กรตามรัฐธรรมนูญทั้งหลาย
มาตรา 25 – การลงนามรับสนองพระบรมราชโองการต้องมีรัฐมนตรีลงนามรับสนองฯ
มาตรา 26 – ความเป็นอิสระในการพิพากษาคดีของฝ่ายตุลาการ
มาตรา 27 – ประเด็นที่สภาปฏิรูป(สปช.) มีหน้าที่ศึกษา 11 ด้าน ซึ่งยังงงๆอยู่ว่าอาศัยเกณฑ์อะไรในการแบ่งหมวดเพราะดูทับซ้อนกันอย่างไรพิกล แต่ก็ยังดีที่มี(4)ที่มีประเด็นการปกครองท้องถิ่นแต่แยกออกมาจากการบริหารราชการแผ่นดิน(ซึ่งจริงๆแล้วควรจะอยู่ด้านเดียวกัน) แต่ก็ยังดีที่อย่างน้อยก็จะได้มีการพูดถึงประเด็นการปกครองท้องถิ่นบ้าง แม้ว่าจะไม่เห็นความหวังของการพัฒนาการที่ดีขึ้นแต่อย่างใด มีแต่จะถูกลดทอนขนาดและอำนาจหน้าที่ลงไปเป็นลำดับนับแต่ภายหลังมีการยึดอำนาจเมื่อ 22 พฤษภาคม57 เป็นต้นมา
มาตรา 28,29,30,31 – เกี่ยวกับคุณสมบัติ ที่มา อำนาจหน้าที่ ของสภาปฏิรูปแห่งชาติ
มาตรา 32,33 – เกี่ยวกับที่มาและคุณสมบัติของคณะกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญจำนวน 36 คน ซึ่งห้ามสมาชิกพรรคการเมืองหรือเคยเป็นสมาชิกพรรคการเมืองภายใน 3 ปี เช่นเดียวกับคุณสมบัติ ครม.
มาตรา 34 – กำหนดระยะเวลาร่างรัฐธรรมนูญให้แล้วเสร็จภายใน 120 วันนับแต่ได้รับความเห็นจาก สปช.และต้องเสนอร่าง รธน.ต่อ สปช.(ไม่ใช่ สนช.)พิจารณา
มาตรา 35 – กำหนดประเด็นให้คณะกรรมาธิการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญฯ พูดให้เข้าใจง่ายขึ้นก็คือ รัฐธรรมนูญฯฉบับที่ 20 ที่จะมีขึ้นคือกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญฯฉบับที่ 19 หรือฉบับปี 57 นั่นเอง เพียงแต่เมื่อมีฉบับที่ 20 แล้ว ฉบับที่ 19 ก็เลิกไปเพราะเอาเจตนารมณ์ฉบับที่ 19ไปใส่ในฉบับที่ 20 แล้ว
มาตรา 36,37,38,39 – เป็นขั้นตอนและกระบวนการร่างรัฐรัฐธรรมนูญ ซึ่งมีข้อสังเกตคือ ตามมาตรา 37วรรคสองที่บัญญัติว่า “ในกรณีที่พระมหากษัตริย์ไม่ทรงเห็นชอบด้วยกับร่างรัฐธรรมนูญและพระราชทานคืนมา หรือเมื่อพ้นกำหนดเก้าสิบวันแล้วมิได้พระราชทานคืนมา ให้ร่างรัฐธรรมนูญนั้นตกไป” ซึ่งค่อนข้างจะแตกต่างกับกระบวนการตรากฎหมายที่ผ่านมาในอดีตเพราะไม่บัญญัติให้มีการยืนยันร่าง แต่กลับเพิ่มพระราชภารกิจและความรับผิดชอบให้แก่พระมหากษัตริย์ในกรณีที่ต้องวินิจฉัยให้ร่างรัฐธรรมนูญนั้นตกไป และในกรณีมาตรา 38 วรรคสองในกรณีคณะกรรมาธิการฯยกร่างรัฐธรรมนูญไม่แล้วเสร็จภายในระยะเวลาให้แต่งตั้งคณะกรรมาธิการฯชุดใหม่ขึ้นมาอีก ซึ่งก็ไม่แน่ว่าจะแล้วเสร็จอีกเช่นกัน ซึ่งอาจกินเวลาเป็นสิบๆปีทำลายสถิติเดิมที่ทำไว้เพียงสิบปีในสมัยจอมพลสฤษดิ์และต่อเนื่องมาถึงจอมพลถนอม หรือถ้ามองแบบร้ายสุดๆก็อาจจะไม่มีฉบับที่ 20 เลยก็เป็นได้
มาตรา 40 – เกี่ยวกับเงินเดือน เงินประจำตำแหน่งของตำแหน่งในรัฐธรรมนูญนี้ซึ่งกำหนดให้เป็นไปตามพระราชกฤษฎีกา
มาตรา 41 – ยกเว้นคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามให้แก่ คมช.,สนช.,สปช.,กรรมาธิการร่าง รธน. ฯลฯ
มาตรา 42 – ให้ คมช.อยู่ต่อไปและเพิ่มจำนวนให้เป็นไม่เกิน 15 คน รวมถึงความสัมพันธ์ระหว่าง คมช.กับ ครม.
มาตรา 43 – ในระหว่างที่ยังไม่มี สนช.,ครม.ให้อำนาจเป็นของ หน.คมช.
มาตรา 44 – สรุปง่ายๆก็คือมาตรา 17 ที่เคยให้อำนาจจอมพลสฤษดิ์และจอมพลถนอมไว้อย่างไรก็แทบไม่แตกต่างกัน เพียงคราวนี้หาก หน.คมช.จะใช้อำนาจก็โดยความเห็นชอบของ คมช.เท่านั้นเอง
มาตรา 45 – เกี่ยวกับอำนาจของศาลรัฐธรรมนูญในการวินิจฉัยว่ากฎหมายใดขัดต่อรัฐธรรมนูญภายใต้บังคับของมาตรา 5 และมาตรา 44
มาตรา 46 – เกี่ยวกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นอำนาจของ สนช.พิจารณาว่าจะเห็นชอบหรือไม่เท่านั้นไม่สามารถแก้ไขได้หากครม.และคสช.ไม่เห็นชอบด้วย
มาตรา 47 – บรรดาประกาศและคำสั่งของ คสช.ไม่ว่าจะทำก่อนหรือหลัง รธน.นี้บังคับใช้เป็นประกาศหรือคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมายและรัฐธรรมนูญและถือเป็นที่สุดจนกว่าจะมีการแก้ไขเพิ่มเติมหรือยกเลิก ที่น่าสังเกตคือมีคำว่า “หลัง”ประกาศใช้ รธน.ซึ่งก็แสดงว่า คสช.ยังมีอำนาจเต็มทุกอย่างนั่นเอง
มาตรา 48 – ว่าด้วยการนิรโทษกรรมการกระทำทั้งหลายที่กระทำเนื่องในการยึดและควบคุมอำนาจ ไม่มีข้อสังเกตเพราะถ้าไม่มีมาตรานี้ต่างหากจึงจะผิดสังเกตของการยึดอำนาจแบบไทยๆ

————

เรียนสื่อมวลชนและผู้สนใจทุกท่าน

ผมเป็นที่ปรึกษากฎหมายระหว่างประเทศของคณะกรรมการนิติศาสตร์สากล (ICJ) ผมเขียนเอกสารนี้เพื่ออธิบายถึงคำสั่งศาลจังหวัดเพชรบุรี กรณีนายบิลลี่

ICJ ได้ติดตามกระบวนการไต่สวนการควบคุมตัวมิชอบ (habeas corpus) ตามมาตรา 90 ประมวลวิธีพิจารณาความอาญา ในกรณีการหายตัวไปของนายบิลลี่ ที่ศาลจังหวัดเพชรบุรีอย่างใกล้ชิดและเราคิดว่าเราควรสร้างความเข้าใจในประเด็นสำคัญเกี่ยวกับเรื่องนี้ให้ชัดเจนขึ้น

คำสั่งศาลจังหวัดเพชรบุรีไม่ได้เป็นการตัดสินหรือพิพากษายกฟ้องอดีตหัวหน้าอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน นายชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร ตามที่มีการรายงานในสื่อต่างๆ นั่เพราะนั่นไม่ใช่วัตถุประสงค์ของการยื่นคำร้องไต่สวนการควบคุมตัวมิชอบตามมาตรา 90 เนื่องจากการยื่นคำร้องดังกล่าวไม่ใช่การฟ้องคดีอาญา หรือการพิจารณาคดีอาญาที่นายชัยวัฒน์ตกเป็นคู่กรณีแต่อย่างใด

คำร้องไต่สวนการควบคุมตัวมิชอบตามมาตรา 90 (habeas corpus) มีวัตถุประสงค์เฉพาะ คือ เพื่อไต่สวนหาความจริงว่าบุคคลนั้นยังคงอยู่ในการควบคุมตัวหรือไม่ ถ้ายังคงอยู่ในการควบคุมตัว การควบคุมตัวนั้นเป็นการควบคุมตัวโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ในกรณีนายบิลลี่ ศาลพิจารณาไต่สวนแล้วระบุได้แต่เพียงว่าพยานหลักฐานไม่เพียงพอที่จะสรุปว่าบิลลี่ยังคงอยู่ในการควบคุมตัวของเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติแก่งกระจานเท่านั้น ศาลไม่พบว่าขณะนี้บิลลี่ยังถูกควบคุมตัวอยู่ ศาลจึงไม่ได้พิจารณาไปถึงประเด็นว่า”ทำไม” บิลลี่จึงหายตัวไป เพราะไม่ใช่ภาระของศาลในการไต่สวนตามคำร้องนี้

ICJ ได้ข้อมูลจากทางการไทยว่ากำลังมีการสืบสวนสอบสวนกรณีการหายตัวไปของบิลลี่อย่างจริงจังและต่อเนื่อง ซึ่งทาง ICJ มีความห่วงกังวลว่านายบิลลี่จะถูกบังคับให้หายตัวไป ซึ่งเป็นอาชญกรรมที่ร้ายแรงภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศ

คำสั่งศาลจังหวัดเพชรบุรีเมื่อวานนี้ที่ “ยกคำร้อง” นั้นไม่ได้กระทบต่อการสืบสวนสอบสวนกรณีการหายตัวไปของบิลลี่แต่อย่างใด หากเจ้าหน้าที่ตำรวจสอบสวนพบว่ามีการกระทำความผิดทางอาญาอย่างใดอย่างหนึ่งเกิดขึ้นกับบิลลี่ ผลของการยกคำร้องมาตรา 90 ไม่เป็นการตัดบทหรือห้ามไม่ให้ตั้งข้อหาคดีอาญาต่อผู้กระทำความผิดแต่อย่างใด

ICJ ได้เผยแพร่ใบแถลงข่าวเกี่ยวกับกรณีนี้เมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม 2557 ตามเอกสารที่แนบนี้

http://www.icj.org/thailand-disappearance-of-billy-demands-special-investigation/

http://icj.wpengine.netdna-cdn.com/wp-content/uploads/2014/07/Thailand-140718-Billy-HC-verdict-presser-THAI.pdf (ภาษาไทย)

ด้วยความเคารพ

Kingsley

25570719-115444.jpg

ใบแจ้งข่าว

ศาลจังหวัดเพชรบุรีสั่งยกคำร้องขอให้ปล่อยตัวบิลลี่จากการควบคุมตัวโดยไม่ชอบ

วันที่ 17 กรกฎาคม 2557 เวลา 10.00 น. ศาลจังหวัดเพชรบุรี ได้อ่านคำสั่งกรณีที่นางสาวพิณนภา พฤกษาพรรณ ร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้ปล่อยตัวนายพอละจี รักจงเจริญ หรือบิลลี่ จากการควบคุมตัวโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ตามมาตรา 90 และรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักไทย พ.ศ.2550

สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 17 เมษายน 2557 นายพอละจี รักจงเจริญ หรือบิลลี่ นักต่อสู้เพื่อสิทธิมนุษยชนชาวกะเหรี่ยงบ้านโป่งลึก-บางกลอย ถูกเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติแก่งกระจานควบคุมตัวฐานมีน้ำผึ้งป่าไว้ในครอบครองและได้หายไปในระหว่างควบคุมตัวดังกล่าว ภรรยานายพอละจีฯ ได้ร่วมกับทนายความจากสมาคมนักกฎหมายสิทธิมนุษยชนดำเนินการใช้มาตรการทางกฎหมาย โดยยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อขอให้มีการไต่สวนฉุกเฉิน ประกอบด้วยพยานทั้งสิ้นจำนวน 12 ปาก ได้แก่ ภรรยานายพอละจีฯ (ผู้ร้อง) ผู้ใหญ่บ้านบ้านบางกลอย นายชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร หัวหน้าอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน เจ้าหน้าที่อุทยานฯ อีกจำนวน 4 คน นายแพทย์นิรันดร์ พิทักษ์วัชระ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ นักศึกษาฝึกงาน 2 คน พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรแก่งกระจาน และพยานผู้เชียวชาญจากบริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน)

วันที่ 17 กรกฎาคม 2557 เวลา 10.00 น. ศาลได้นัดอ่านคำสั่งขอให้ปล่อยตัวฯ โดยมีนางสาวพิณนภา พฤกษาพรรณ ผู้ร้อง ทนายความจากสมาคมนักกฎหมายสิทธิมนุษยชน (สนส.) นางอังคณา นีละไพจิตร เจ้าหน้าที่จากคณะกรรมการนักนิติศาสตร์สากล (ICJ) มูลนิธิผสานวัฒนธรรม (Crcf) รวมถึงนายชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษรและเจ้าหน้าที่อุทยาน ได้เข้าร่วมฟังการอ่านคำสั่งของศาลด้วย โดยเนื้อหาในคำสั่งระบุว่า จากการไต่สวนพยานทั้งปากนายชัยวัฒน์ และเจ้าหน้าที่อุทยาน 4 คน รวมถึงนักศึกษาฝึกงาน 2 คน ให้การสอดคล้องกันว่าได้มีการปล่อยตัวนายพอละจีฯไปแล้ว แม้ทนายความฝ่ายผู้ร้องจะนำพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรแก่งกระจานมาเบิกความต่อศาล ได้ความว่าคำให้การนักศึกษาฝึกงานในชั้นพนักงานสอบสวนจะขัดกับคำให้การในชั้นศาลแต่พยานปากพนักงานสอบสวนเป็นพยานบอกเล่าจึงใม่อาจรับฟังได้ จากการไต่สวนพยานทั้งหมดแล้วยังฟังไม่ได้ว่านายพอละจีฯ ยังอยู่ในการควบคุมตัวของเจ้าหน้าที่อุทยานฯ ศาลจึงมีคำสั่งยกคำร้อง

อย่างไรก็ดี คณะทนายความ เห็นว่าคดีนี้ เป็นคดีที่มีความสำคัญต่อนโยบายด้านกระบวนการยุติธรรม การบังคับให้บุคคลใดสูญหายเป็นเรื่องที่รัฐจะต้องกำหนดมาตรการอย่างเด็ดขาดในการสืบสวนหาความจริง เพื่อไม่ให้กรณีเช่นนี้เกิดขึ้นอีก ทั้งนี้ ประเทศไทยได้ลงนามในอนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการคุ้มครองมิให้บุคคลถูกบังคับให้สูญหายแล้ว ในฐานะรัฐภาคีจึงควรใช้มาตรการที่จำเป็นทั้งหมดเพื่อป้องกันการบังคับให้สูญหายและไม่ให้ผู้กระทำลอยนวลพ้นผิดเนื่องจากความผิดฐานบังคับให้สูญหาย

25570718-113540.jpg

กรณีโนนดินแดง รายงานกสม.F00083 extract from Full report

25570707-091451.jpg

10-07-2014 แถลงการณ์จงยุติการทำร้ายผู้หญิง

มูลนิธิผสานวัฒนธรรม และกลุ่มด้วยใจ

เผยแพร่วันที่  10  กรกฎาคม 2557

แถลงการณ์

25570610-152625.jpg

 

เมื่อวันพุธที่  9 กรกฎาคม 2557 นักศึกษาพยาบาลหญิงฝึกงานที่โรงพยาบาลท้องถิ่นแห่งหนึ่งใน อ.ยะหา จ.ยะลา ได้ถูกคนร้ายจำนวนหนึ่งใช้อาวุธปืนยิงใส่อย่างอุกอาจท่ามกลางสายตาประชาชน   ขณะที่กำลังเดินจับจ่ายซื้อของในตลาดนัดวันพุธ ทำให้นักศึกษาพยาบาลหญิงทั้งสองคนเสียชีวิตในทันที   การก่ออาชญากรรมดังกล่าวรวมทั้งภาพเหตุการณ์ที่ปรากฏและรายงานข่าวต่อสาธารณะทำให้เกิดความหวาดกลัวในหมู่ประชาชนและทำให้เกิดความรู้สึกไม่มั่นคงและปลอดภัยต่อผู้บริสุทธิ์ท่ามกลางสถานการณ์ความขัดแย้งในจังหวัดชายแดนภาคใต้อย่างกว้างขวาง

ในเดือนรอมฎอนปีนี้ที่เริ่มต้นเมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2557 มีผู้หญิงถูกยิงเสียชีวิต 4 รายตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 5 กรกฎาคม และวันที่ 9 กรกฎาคม  2557   อีกทั้งมีผู้หญิงได้รับบาดเจ็บจากเหตุกราดยิงวันที่ 8 กค. 2557 อีกจำนวน 5 รายนับว่าห้วงเวลาดังกล่าวผู้หญิงกลายเป็นกลุ่มเป้าหมายของการใช้ความรุนแรงด้วยอาวุธและผู้หญิงที่เสียชีวิตเป็นชาวไทยพุทธทั้งหมดจำนวน 4 ราย  ทำให้ยอดผู้หญิงที่เสียชีวิตในระหว่างเดือนมกราคม  2557 ถึงกรกฎาคม 2557 จากการโจมตีด้วยอาวุธ ในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้แล้วทั้งสิ้น 31 รายบาดเจ็บอีก 60 ราย

มูลนิธิผสานวัฒนธรรมและกลุ่มด้วยใจมีความเห็นว่าการปกป้องคุ้มครองผู้บริสุทธ์ทั้งในสถานการณ์ปกติและในสถานการณ์ความขัดแย้ง หรือภาวะสงครามเป็นหลักมนุษยธรรมที่ครอบคลุมทุกหลักการทางศาสนา   รวมทั้งการไม่ทำร้ายสตรีเป็นหลักการสากลที่คู่ขัดแย้งทุกฝ่ายต้องเคารพ   การสังหารผู้บริสุทธ์ด้วยเหตุผลทางการเมืองในสถานการณ์ความขัดแย้งทางอาวุธเป็นสิ่งต้องห้ามไม่แต่เพียงหลักมนุษยธรรมเท่านั้นแต่เป็นการขัดต่อกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ ที่อาจถือเป็นการก่อาชญากรรมต่อมนุษยชาติอีกด้วยไม่ว่าฝ่ายที่ก่ออาชญากรรมจะเป็นเจ้าหน้าที่รัฐหรือกองกำลังติดอาวุธที่ไม่ใช่รัฐ

ในกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ ได้กำหนดให้การปกป้องผู้บริสุทธิ์ พลเรือน รวมทั้งเด็กและผู้หญิงในภาวะสงครามเป็นข้อกำหนดที่สำคัญ  โดยมีการปกป้องผู้หญิงทั้งที่ท้องและที่เป็นแม่ของเด็กเล็ก ห้ามทำร้ายศักดิ์ศรีแห่งสตรี เช่น การข่มขืน การบังคับให้เป็นหญิงบริการ และห้ามไม่ให้มีการทำร้ายใดใดต่อผู้หญิง รวมทั้งการควบคุมตัวสตรีและห้ามไม่ให้ประหารชีวิตสตรี

จากเหตุการณ์ในปี 2557 เราพบว่าความรุนแรงที่เกิดขึ้นต่อผู้หญิงเป็นผลสืบเนื่องจากความรุนแรงที่เกิดขึ้นดังกรณี การยิงเด็กที่อำเภอบาเจาะ จังหวัดนราธิวาส เมื่อวันที่  3 กุมภาพันธ์ ปี  2557  ความรุนแรงในพื้นที่อำเภอบันนังสตา จังหวัดยะลาวันที่ 17 เมษายน 2557 ล่าสุด เหตุการณ์ ยิงที่อำเภอปานะเระ จังหวัดปัตตานีเมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2557 ซึ่งรัฐมีหน้าที่ในการสืบสวนสอบสวนให้ได้ข้อเท็จจริงถึงแรงจูงใจและรวมทั้งการนำผู้มีส่วนร่วมกระทำความผิดเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมและลงโทษอีกทั้งควรปกป้องและป้องกันไม่ให้เหตุการณ์เหล่านี้เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า   เราจึงข้อเรียกร้องต่อทุกฝ่ายดังนี้

  1. ขอให้ผู้กระทำไม่ว่าจะเป็นเจ้าหน้าที่รัฐหรือกลุ่มผู้ก่อความรุนแรงหยุดการกระทำต่อผู้บริสุทธิ์โดยเฉพาะเด็ก สตรี ผู้นำศาสนาทุกศาสนา
  2. ขอให้รัฐกระทำทุกวิถีทางในการปกป้องประชาชนผู้บริสุทธิ์ และป้องกันมิให้เกิดขึ้นอีกและเน้นย้ำในเรื่องการสร้างมาตรการการป้องกันให้ประชาชนไม่อยู่ในความประมาทจากสถานการณ์
  3. ขอให้รัฐเยียวยาเหยื่อของความรุนแรงและครอบครัวนำผู้กระทำผิดมาลงโทษตามกระบวนการยุติธรรมไม่ว่าผู้กระทำผิดจะเป็นใครก็ตาม

ข้อมูลเพิ่มเติมที่ อัญชนา หีมมิหน๊ะ  โทร  081-8098609

25570707-091451.jpg

140708 แถลงการณ์ขอให้ยุติการกระทำที่คุกคามสิทธิของประชาชน

เผยแพร่วันที่ 8 กรกฎาคม2557

ผมกับพี่น้องบ้านเก้าบาตร พากันนั่งนิ่ง ๆ อยู่กับที่ แล้วพวกเราก็สวดมนต์ ร่วมกัน พวกเรานั่งสวดมนต์อยู่ร่วมชั่วโมง กองกำลังกลุ่มนั้นก็ถอนออกไป โดยที่ไม่มีทรัพย์สินเสียหาย และเกิดการบาดเจ็บเกิดขึ้น..ผมหวังว่าพี่น้องจะยึดมั่นในสันติ จงนิ่ง และเชื่อมั่นในสิ่งที่ทำว่าถูกต้อง..อภัยให้เขา..อโหสิกรรม แด่ผู้ไม่รู้..เราจะผ่านเหตุการณ์ร้ายนี้ไปได้อีก ..ผมเชื่อมั่นว่าพี่น้องจะทำได้ครับ  บันทึก ณวันที่ 7 กค. 2557

 

แถลงการณ์ ขอให้ยุติการกระทำที่คุกคามสิทธิของประชาชน กรณีบ้านเก้าบาตร อำเภอโนนดินแดง จ. บุรีรัมย์

          ตามที่เมื่อวันที่ 5กรกฎาคม 2557 ได้ปรากฏข่าวว่ากองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน จังหวัดบุรีรัมย์ ได้ปฏิบัติการโดยอ้างว่าเป็นการกระทำเพื่อการแก้ไขปัญหาการบุกรุกพื้นที่ป่าดงใหญ่ ตามคำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 64/ 2557 และคำสั่งที่  66/2557 โดยสนธิกำลังปฏิบัติการร่วมกับเจ้าหน้าที่ทหารกองทัพภาคที่สอง เจ้าหน้าที่กรมอุทยานแห่งชาติ เจ้าหน้าที่ป่าไม้ เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง ชุดมวลชนของกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน จังหวัดบุรีรัมย์  รวมทั้งเจ้าหน้าที่ตำรวจภูธร โนนดินแดง  ได้ลงพื้นที่หมู่บ้านเก้าบาตร อำเภอโนนดินแดง จังหวัดบุรีรัมย์ใช้อำนาจตามกฎอัยการศึกกักตัว ตรวจค้น ทำเครื่องหมายกำกับสิ่งปลูกสร้างของชาวบ้านและแจ้งให้ชาวบ้านรื้อสิ่งปลูกสร้าง ภายในวันที่ 8 กรกฎาคม 2557 หากไม่กระทำเจ้าหน้าที่จะผลักดันผู้บุกรุกออกนอกพื้นที่ รวมทั้งรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างต้นไม้พืชเพาะปลูกต่างๆรวมถึงที่มีการควบคุมตัวนายศรราม มะสันเทียะ แกนนำชาวบ้าน นั้น

สมาคมนักกฎหมายสิทธิมนุษยชนมูลนิธิผสานวัฒนธรรมและองค์กรข้างท้ายนี้เห็นว่าการกระทำของเจ้าหน้าที่ เป็นการใช้อำนาจเกินสมควร ไม่เคารพสิทธิของประชาชนและไม่อาจนำไปสู่ความปรองดองได้ด้วยเหตุผลดังต่อไปนี้

  1. นักต่อสู้เพื่อสิทธิมนุษยชน ย่อมต้องได้รับการคุ้มครอง

การควบคุมตัวนายศรรามมะสันเทียะ แกนนำชาวบ้าน โดยอาศัยอำนาจตามกฎอัยการศึก เป็นการคุกคามนักต่อสู้เพื่อสิทธิมนุษยชนซึ่งตามปฏิญญาว่าด้วยนักต่อสู้เพื่อสิทธิมนุษยชนได้ให้การคุ้มครอง ในฐานะที่บุคคลดังกล่าวเป็นผู้ที่มีบทบาทในการปกป้องและส่งเสริมสิทธิของประชาชน ซึ่งประเทศไทย ต้องให้การคุ้มครองแก่ประชาชนในการใช้สิทธิดังกล่าว โดยไม่ถูกคุกคามจากเจ้าหน้าที่รัฐ หากมีการละเมิดหรือคุกคาม รัฐจะต้องมีกระบวนการสอบสวน และคุ้มครอง เพื่อให้สิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชนเป็นจริงในทางปฏิบัติ

  1. การควบคุมตัวประชาชน การตรวจค้น เป็นการใช้อำนาจโดยไม่มีเหตุอันสมควร

การที่เจ้าหน้าที่ทหาร ได้สนธิกำลังเข้าตรวจค้นบ้านเรือนของประชาชน ทำเครื่องหมายกำกับ และพูดว่าจะจับตัวแกนนำชาวบ้านคนอื่นๆ ด้วยนั้นโดยอาศัยอำนาจตามกฎอัยการศึกนั้น เป็นการใช้อำนาจโดยไม่มีเหตุอันสมควร เกินความจำเป็นและไม่ผ่านกระบวนการพิจารณาที่รอบคอบตามที่ปรากฏในกฎหมายปกติ

  1. การใช้อำนาจของเจ้าหน้าที่จะนำไปสู่ความขัดแย้งที่เพิ่มมากขึ้น

การกระทำดังกล่าวต่อชาวบ้าน หมู่บ้านเก้าบาตร ไม่ว่าจะเป็นการเข้าไปดำเนินการ ตรวจค้น ทำเครื่องหมายกำกับสิ่งปลูกสร้างของชาวบ้าน เชิญผู้นำชาวบ้านจำนวนหนึ่งเข้ารับฟังคำชี้แจง และให้ผู้นำชาวบ้านดำเนินการคัดกรองประเภทของชาวบ้านและที่ดินที่ชาวบ้านถือครองอยู่ และแจ้งให้ชาวบ้านรื้อสิ่งปลูกสร้างและให้ออกจากพื้นที่นั้น เป็นการกระทำที่ก่อให้เกิดความไม่ปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนเกินสมควร การดำเนินการผลักดันชาวบ้านเกษตรกรที่พื้นที่ป่าดงใหญ่ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่เป็นกรณีพิพาทในเรื่องที่ทำกินของชาวบ้านในพื้นที่ป่ามาตั้งแต่อดีต เป็นการกระทำ ที่อาศัยข้อมูลจากฝ่ายข้าราชการแต่เพียงฝ่ายเดียว และไม่ผ่านกระบวนการพูดคุย  หรือรับฟังสภาพปัญหาของชาวบ้าน และมีลักษณะในการดำเนินการอย่างเร่งรีบ ผิดวิสัยการบริหารจัดการบ้านเมืองที่เคยมีมาเป็นปกติในระบอบประชาธิปไตย ทั้งๆที่พื้นที่นี้อยู่ระหว่างการพยายามแก้ไขปัญหาเรื่องที่ทำกินในพื้นที่เขตป่าอยู่ก่อนมาหลายสิบปี การกระทำที่อ้างว่า อาศัยอำนาจของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ และนำเอากฎอัยการศึกมาปฏิบัติการดังกล่าว อาจส่งผลให้เกิดความขัดแย้งระหว่างประชาชนกับเจ้าหน้าที่รัฐมากยิ่งขึ้น และขัดต่อแนวนโยบายการปรองดองแห่งชาติอย่างชัดเจน

สมาคมนักกฎหมายสิทธิมนุษยชนมูลนิธิผสานวัฒนธรรมและองค์กรข้างท้าย จึงขอเรียกร้องต่อคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ให้คำเนินการดังต่อไปนี้

  1. ยุติการประกาศและการใช้อำนาจตามกฎอัยการศึกและคำสั่งที่อ้างถึงในการปฏิบัติการในพื้นที่ชุมชนบ้านเก้าบาตร และในพื้นที่อื่นที่มีลักษณะใกล้เคียงกันหากจะมีการดำเนินการแก้ไขปัญหาก็ให้ดำเนินการโดยใช้กระบวนการตามกฎหมายปกติ
  2. ขอให้ยุติการกักตัว และควบคุมตัวบุคคลต่างๆอันเนื่องมาจากการปฏิบัติการข้างต้น หากมีการกักตัวบุคคลๆใดอยู่ ขอให้ปล่อยตัวโดยเร็ว และให้ใช้หลักเกณฑ์ตามกฎหมายปกติมาใช้ในการดำเนินการแทนการนำกฎอัยการศึกมาใช้ในการปฏิบัติการ
  3. ขอให้คณะรักษาความสงบแห่งชาติ ตรวจสอบหน่วยงานที่เกี่ยวข้องที่เข้าไปปฏิบัติการโดยอ้างเอาคำสั่งของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ไปดำเนินการใดๆอันส่งผลกระทบต่อชาวบ้านหมู่บ้านเก้าบาตร และหรือชุมชนอื่นที่มีลักษณะเดียวกัน เพื่อต้องรับผิดชอบในความเสียหายแก่ประชาชนในพื้นที่ โดยทันที และดำเนินการให้มีการยุติการกระทำต่างๆต่อชุมชนบ้านเก้าบาตร โดยเฉพาะคำสั่งของกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน จังหวัดบุรีรัมย์ที่จะจัดจำแนกประชาชนที่อยู่ในพื้นที่และมีคำสั่งให้ชาวบ้านโยกย้ายทรัพย์สินและตนเองออกไปจากพื้นที่ ภายในระหว่างวันที่ 7-12 กรกฎาคม2557 การกระทำดังกล่าวเข้าข่ายการบังคับเคลื่อนย้ายที่สร้างความเดือดร้อนแก่ประชาชนทั้งสังคมเศรษฐกิจความมั่นคงในชีวิตและการศึกษาของเด็กและเยาวชนเกินสมควร
  4. คณะรักษาความสงบแห่งชาติ ต้องหลีกเลี่ยงการทำงานอย่างเร่งรีบโดยอาศัยเพียงข้อมูลจากข้าราชการที่อาจไม่รอบด้านและส่งผลต่อภาพรวมของความเชื่อมั่นในแนวทางการแก้ไขปัญหาคณะรักษาความสงบแห่งชาติ และควรที่จะยุติการกระทำที่ส่งผลให้ชาวบ้านเกษตรกรที่มีที่ทำกินในพื้นที่ที่มีข้อพิพาทเกิดความไม่ปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินทั้งสิ้น ทั้งนี้เพื่อให้โอกาสรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งดำเนินการแก้ไขปัญหาโดยหลักธรรมภิบาลตามหลักการประชาธิปไตยโดยเน้นให้ประชาชนมีส่วนร่วม

ด้วยความเคารพต่อสิทธิเสรีภาพของประชาชนและหลักสิทธิมนุษยชน

สมาคมนักกฎหมายสิทธิมนุษยชน (สนส.)

มูลนิธิผสานวัฒนธรรม

มูลนิธินิติธรรมสิ่งแวดล้อม

ศูนย์ข้อมูลชุมชน

The Statement of Assembly of the Poor
Stop Tyrant and Abusive Actions against the Poor by the Royal Thai Army 2nd Regional Command

The National Peace and Order Maintaining Council (NPOMC) issued the National Peace and Order Maintaining Council (NPOMC) Order No. 64/2557 entitled Suppression and stop the encroachment and destruction of forest resources and the NPOMC Order No. 66/2557 entitle addition of government agencies for suppression and stop the encroachment and destruction of forest resources and interim policies on practices in the current situation.
Accordingly on 28 June 2014, a fully armed force comprising of soldiers from the Royal Thai Army 2nd Regional Command, policemen and forest officers, approximately 50 persons, entered Kaobart Village, Nondindaeng District in Buriram province which is a member of Assembly of the Poor. This village has been in conflict on land and forest for a long time. The soldiers informed the villagers that the army wants to claim the land back after the harvest and wants them to dismantle their houses and leave the village. Otherwise the army will destroy their houses. On the same day the soldiers from the 2nd Regional Command took 10 leaders of the Siangsawan Village, Nondindaeng District in Buriram province, which is also a conflict area, under the detention.

We, Assembly of the Poor, see that the operation of the soldiers in the Royal Thai Army 2nd Regional Command on the mentioned date happens as we anticipated after the issuance of the (NPOMC) Order No. 64/2557 and we already opposed in our statement entitled “Stop abusing the poor”.

NPOMC later issued its Order No. 66/2557 ordering all concerned government agencies to adhere to the policies and practices and any operation must not impact the poor, people with less income and the landless who live in the land before the enforcement of the Order. For the new encroachers, there will be investigation and right proving procedure so that the appropriate practice and process can be identified.

Nevertheless the soldiers from the Royal Thai Army 2nd Command made it clear that such NPOMC Orders are only lies. The orders are issued only to fool people and to create a good image for the NPOMC. The true nature NPOMC is merely a tyrant. Reform and reconciliation are only their excuses to seize the sovereignty and control the country. NPOMC uses the national sovereignty to violate the rights of the poor, to oppress and destroy the poor through the incidents that are happening at this moment.

We, Assembly of the Poor, call on the NPOMC to learn the lessons from the project “Land distribution for the poor living in degraded forest reserves” which was carried out by Internal Security Operations Command 2nd Region during 1990-1992. This project created troubles to people in almost all provinces in the Northeast Region. Tens of thousands of people rose to protest until the project was cancelled.

We call on the NPOMC to order the Royal Thai Army 2nd Regional Command to stop threatening, terrifying and abusing the poor with its tyrannical power. We also demand for the immediate release of the detained village leaders. We also demand for a procedure based on participation, rights, freedom, equality and justice to solve the mentioned problems.

“Democracy where people can eat. Politics where the poor matter.”
Assembly of the Poor
29 June 2014

25570707-091451.jpg

Follow

Get every new post delivered to your Inbox.

Join 27 other followers