Feeds:
Posts
Comments

http://tbinternet.ohchr.org/Treaties/CAT/Shared%20Documents/THA/INT_CAT_NGO_THA_17098_E.pdf

ข้อเสนอเบื้องต้นของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ โดย
คณะอนุกรรมการด้านที่ดินและป่า และคณะอนุกรรมการด้านสิทธิชุมชน
กรณีคำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติที่ ๖๔/๒๕๕๗ และ ที่ ๖๖/๒๕๕๗
ส่งผลกระทบต่อชุมชนที่อยู่อาศัยและทำกินในพื้นที่ป่า

ด้วยคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติได้รับเรื่องร้องเรียนจากราษฎรหลายพื้นที่ว่า ได้รับผลกระทบจากการที่เจ้าหน้าที่อ้างคำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ ๖๔ / ๒๕๕๗ เข้าดำเนินการขับไล่ บุกยึด และรื้อทำลายทรัพย์สินของราษฎรที่อยู่อาศัยและทำกินในพื้นที่ป่า ทั้งๆ ที่ราษฎรในหลายพื้นที่เหล่านี้อยู่อาศัยและทำกินในพื้นที่มาก่อนประกาศเป็นเขตป่าอนุรักษ์ แต่เจ้าหน้าที่กลับไม่ได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างรอบด้านเพียงพอว่า พื้นที่ดังกล่าวมีการดำเนินการแก้ไขปัญหาโดยหน่วยงานรัฐที่ผ่านมาอย่างไร อยู่ในขั้นตอนใด ไม่มีการแยกแยะลักษณะของการกระทำและราษฎรที่ถูกกล่าวว่ากระทำผิดว่าเข้าข่ายผู้บุกรุกรายใหญ่ตามหลักเกณฑ์ที่หน่วยงานกำหนดหรือไม่ ไม่เปิดโอกาสให้ราษฎรมีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็นและร่วมตัดสินใจต่อการดำเนินการตามคำสั่งดังกล่าว และที่สำคัญราษฎรเหล่านี้ยังมีลักษณะที่เป็นไปเงื่อนไขตามคำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติที่ ๖๖ / ๒๕๕๗ ข้อ ๒.๑ ที่ระบุว่า “การดำเนินการใดๆ ต้องไม่ส่งผลกระทบต่อประชาชนผู้ยากไร้ ผู้ที่มีรายได้น้อย และผู้ไร้ที่ดินทำกิน ซึ่งได้อาศัยอยู่ในพื้นที่เดิมๆ นั้น ก่อนคำสั่งนี้มีผลบังคับใช้ ยกเว้นผู้ที่บุกรุกใหม่ จะต้องดำเนินการสอบสวน และพิสูจน์ทราบ เพื่อกำหนดวิธีปฏิบัติที่เหมาะสมและดำเนินการตามขั้นตอนต่อไป” โดยนับตั้งแต่วันที่มีประกาศคำสั่งเมื่อวันที่ ๑๔ มิถุนายน ๒๕๕๗ จนถึงปัจจุบันนี้ (เดือนกันยายน ๒๕๕๗) มีการร้องเรียนในประเด็นดังกล่าวข้างต้นต่อคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติเป็นจำนวน ๑๘ คำร้อง
ในการตรวจสอบข้อเท็จจริงตามกรณีร้องเรียน คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติอาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ พ.ศ.๒๕๔๒ จัดให้มีการประชุมชี้แจงข้อเท็จจริงจากทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเมื่อวันที่ ๒๙ กรกฎาคม ๒๕๕๗ และวันที่ ๒๙ กรกฎาคม ๒๕๕๗ การเดินทางไปตรวจสอบข้อเท็จจริงในพื้นที่จังหวัดตรังและจังหวัดชุมพรเมื่อวันที่ ๑๔ – ๑๕ สิงหาคม ๒๕๕๗ และการสัมมนาเรื่อง “แผนแม่บทเกี่ยวกับจัดการทรัพยากรธรรมชาติของคณะรักษาความสงบแห่งชาติกับการมีส่วนร่วมของภาคประชาชน”เมื่อวันที่ ๑๐ กันยายน ๒๕๕๗ รวมถึงการศึกษาข้อมูลจากเอกสารที่เกี่ยวข้อง
จากการตรวจสอบได้พบข้อเท็จจริงเบื้องต้นว่า แผนแม่บทแก้ไขปัญหาการทำลายทรัพยากรป่าไม้ การบุกรุกที่ดินของรัฐ และการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน จัดทำโดย กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร และกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม พ.ศ.๒๕๕๗ และการปฏิบัติการตามแผนแม่บทดังกล่าวของเจ้าหน้าที่ที่ผ่านมานั้น มีปัญหาของการดำเนินการที่อาจเข้าข่ายเป็นการกระทำที่ละเมิดสิทธิมนุษยชน
ดังนั้น เพื่อป้องกันผลกระทบและความขัดแย้งที่อาจมีความรุนแรงมากขึ้นจนอาจกลายเป็นสาเหตุปัญหาการละเมิดสิทธิมนุษยชนต่อราษฎร คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ โดยคณะอนุกรรมการด้านที่ดินและป่า และคณะอนุกรรมการด้านสิทธิชุมชน จึงได้มีหนังสือเสนอความเห็นต่อหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ผู้อำนวยการกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักรไทย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช อธิบดีกรมป่าไม้ และผู้ว่าราชการจังหวัดในพื้นที่ที่มีกรณีร้องเรียนต่อคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เป็นหนังสือลงวันที่ ๑๙ กันยายน ๒๕๕๗ โดยมีความเห็นและข้อเสนอดังนี้
๑. ความเห็น
๑.๑ กระบวนการจัดทำแผนแม่บทแก้ไขปัญหาการทำลายทรัพยากรป่าไม้ การบุกรุกที่ดินของรัฐ และการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน และกระบวนการจัดทำแผนการปฏิบัติการของหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับแผนแม่บทดังกล่าว ยังขาดการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนและภาคส่วนอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องที่ครบถ้วนรอบด้านอย่างเพียงพอ เช่น ภาคประชาสังคม นักวิชาการ หรือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เป็นต้น โดยเฉพาะการมีส่วนร่วมของราษฎรที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ป่าที่อาจได้รับผลกระทบโดยตรงจากการดำเนินการตามแผนแม่บทดังกล่าว
การขาดการมีส่วนร่วมดังกล่าว ส่งผลให้การกำหนดวิธีการปฏิบัติงานตามแผนแม่บทฯ ของหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องขาดการพิจารณา “ทางเลือก” อื่นที่อาจบรรลุเป้าหมายสำคัญของแผนแม่บทฯ ได้แก่ การพิทักษ์รักษาพื้นที่ป่าไม้ให้มีสภาพป่าที่สมบูรณ์ให้ได้พื้นที่ป่าไม้อย่างน้อยร้อยละ ๔๐ ของพื้นที่ประเทศภายใน ๑๐ ปี ได้เช่นกัน นอกจากการมุ่งเน้นวิธีการไล่รื้อชุมชนเพื่อยึดคืนพื้นที่ป่าเพียงอย่างเดียว ซึ่งวิธีการดังกล่าวอาจสุ่มเสี่ยงต่อการละเมิดสิทธิมนุษยชนได้โดยง่าย และยังรวมถึงขาดการพิจารณาทางเลือกของเทคโนโลยี เครื่องมือ และหลักเกณฑ์ที่จะนำมาใช้ในการดำเนินการตามแผน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเครื่องมือในการตรวจพิสูจน์สิทธิของชุมชนในพื้นที่ป่า เช่น แผนที่ต่างๆ ที่ต้องอาศัยเครื่องมือทางวิทยาศาสตร์ควบคู่ไปกับการพิจารณาองค์ความรู้ด้านประวัติศาสตร์ ประเพณี และวัฒนธรรมของชุมชนนั้นด้วย มิใช่มุ่งเน้นแต่เพียงการใช้เครื่องมือทางวิทยาศาสตร์เพียงอย่างเดียว
๑.๒ การปฏิบัติการที่ผ่านมาตามแผนแม่บทดังกล่าวของเจ้าหน้าที่ในหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ไม่มีการกลั่นกรองและแยกแยะความแตกต่างของพื้นที่ที่มีบริบทความเป็นมาของปัญหา รวมทั้งวัฒนธรรมและวิถีการดำรงชีวิตที่แตกต่างกัน และไม่มีความชัดเจนในการกำหนดลักษณะการกระทำและผู้กระทำว่าลักษณะใดที่เข้าข่ายเป็นผู้กระทำผิดรายใหญ่ที่มีเจตนาในทางการค้าหรือเพื่อประโยชน์ส่วนตน และลักษณะใดเป็นการกระทำเพื่อการดำรงชีวิตตามประเพณีวัฒนธรรมและวิถีการดำรงชีวิตที่สืบทอดมาจากบรรพบุรุษ นอกจากนี้หลายพื้นที่ตามกรณีร้องเรียนได้ผ่านตรวจพิสูจน์และการแก้ไขปัญหาในเบื้องต้นจากรัฐบาลในอดีตและหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องมาเป็นเวลานาน แต่การปฏิบัติการโดยไม่แยกแยะกลั่นกรองตามกรณีร้องเรียนดังกล่าว ได้ทำให้สภาพปัญหากลับไปมีความซับซ้อนและยุ่งยากมากขึ้น และความขัดแย้งก็มีความรุนแรงมากขึ้นตามไปด้วย
๑.๓ เกิดปัญหาความไม่ประสานสอดคล้องกันระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับแผนแม่บทที่มีไม่ต่ำกว่า ๒๕ หน่วยงาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการประสานงานระหว่างหน่วยงานในระดับนโยบายหรือระดับส่วนกลาง กับหน่วยงานในระดับปฏิบัติการหรือในระดับพื้นที่ ส่งผลให้การปฏิบัติการของหน่วยงานในระดับพื้นที่ อาจปฏิบัติการไปโดยขาดความเข้าใจและละเลยต่อการยึดกุมหลักการด้านสิทธิมนุษยชนและหลักการคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพประชาชน ที่ควรจะเป็นหัวใจสำคัญของการปฏิบัติการที่มีลักษณะที่อาจก่อให้เกิดการละเมิดสิทธิมนุษยชนได้โดยง่าย อาทิ พบว่าการปฏิบัติการของเจ้าหน้าที่ต่อชุมชนในพื้นที่ป่าหลายพื้นที่ทางภาคใต้ เช่น การไล่รื้อชุมชน การจับกุมดำเนินคดี และการตัดต้นยางพาราหรือการทำลายทรัพย์สินของราษฎรนั้น เป็นการดำเนินการไปก่อนที่การจัดทำแผนปฏิบัติการของกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ซึ่งเป็นหนึ่งในหน่วยงานที่มีอำนาจหน้าที่ดำเนินการตามแผนแม่บทฯ จะแล้วเสร็จ ทั้งที่จากการพิจารณาเบื้องต้นต่อร่างแผนปฏิบัติการดังกล่าวของกรมอุทยานฯ นั้น มีขั้นตอนและกระบวนการที่พอจะถือได้ว่า เป็นไปตามหลักสิทธิมนุษยชนและหลักการคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของประชาชน ในขณะที่การปฏิบัติการที่ได้เกิดขึ้นไปแล้วในบางพื้นที่นั้นมีลักษณะที่เข้าข่ายเป็นการกระทำที่อาจละเมิดสิทธิมนุษยชน
๒. ข้อเสนอ
เพื่อป้องกันผลกระทบและความขัดแย้งที่อาจมีความรุนแรงมากขึ้นจนอาจกลายเป็นสาเหตุปัญหาการละเมิดสิทธิมนุษยชนต่อราษฎร คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ โดยคณะอนุกรรมการด้านที่ดินและป่า และคณะอนุกรรมการด้านสิทธิชุมชน จึงขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องยุติหรือชะลอการปฏิบัติการในพื้นที่ตามแผนแม่บทฯ เอาไว้ก่อน และให้เริ่มต้นกระบวนการที่เปิดโอกาสให้ราษฎรได้มีส่วนร่วมในการพิจารณาและตัดสินใจต่อแผนแม่บทฯ และแผนการปฏิบัติการที่เกี่ยวข้องกับแผนแม่บทดังกล่าว

คำพิพากษาคดี อานดี้ ศาลจังหวัดพระโขนง คดีอาญา หมายเขจดำที่ อ๒๐๕๑-๕๗ แดง อ๔๗๕๑-๕๗IMG_20141029_0027_

คดีหมายเลขดำที่ อ.๒๐๕๑/๒๕๕๗ คดีหมายเลขแดงที่ อ.๔๗๕๑/๒๕๕๗ ระหว่างพนักงานอัยการ โจทก์ บริษัทเนเชอรัล ฟรุต จำกัด โจทก์ร่วม นายอานดรูู โจนาธาน ฮอลล์ จำเลย

บรรยายเรื่อง หลักการ การรื้อฟื้นคดีอาญา ระดับสากลและประเทศฝรั่งเศส โดยดร. ปกป้อง ศรีสนิท

ความผิดพลาดในกระบวนการยุติธรรมเกิดขึ้นได้ ในระบบไทยมีการพิจารณาในชั้นอุทธรณ์เป็นการใช้หลักฐานเดิม ในอีกระบบหนึ่งคือการรื้อฟื้นคดีใหม่ สามารถรื้อฟื้นได้เฉพาะในคดีที่ศาลตัดสินสิ้นสุดแล้ว (ไม่อุทธรณ์ หรือศาลสูงตัดสินแล้ว)ระบบการพิจารณาคดีใหม่ (รื้อฟื้นคดีใหม่) ต้องมีหลักฐานใหม่เท่านั้น

ห้ามไม่ให้ใช้หลักฐานเดิม เพราะเราต้องยุติการให้หลักฐานเดิม ถ้าอนุญาตให้ใช้หลักฐานเดิมก็เท่ากับว่าอุทธรณ์ไปไม่สิ้นสุด

ความผิดพลาดเกิดได้ เกิดขึ้นมาแล้ว มีหลักการด้านสิทธิมนุษยชนในการแก้ไขปัญหา คือระบุไว้ใน ICCPR มีสองแนวคือมาตรา 14 รับรองให้เกิดการพิจารณาคดีใหม่ ในข้อ 14 (5) , (6) ทุกคนที่ถูกศาลพิพากษาลงโทษ ต้องได้รับการพิจารณาโดยศาลที่สูงกว่า (สิทธิในการอุทธรณ์) ประเทศไทยก็เดินตามทำตาม เพราะเราเป็นประเทศสมาชิกตาม ICCPR ในบางประเทศสามารถอุทธรณ์เพียงชั้นเดียว ประเทศไทยสามารถอุทธรณ์และฎีกาได้ด้วย เท่ากับว่าสามารถอุทธรณ์ศาลสูงกว่าได้สองครั้ง เป็นการทำไปมากกว่ามาตรฐานสากล

ในมาตรา 14 (6) เขียนไว้ว่าใครก็ตามที่ถูกตัดสินโดยศาลถึงที่สุดแล้ว และภายหลังจากนั้นมีการกลับคำพิพากษาและหรือได้รับอภัยโทษ (pardon) โดยปรากฎว่าค้นพบใหม่ ทำให้เกิดข้อผิดพลาดในกระบวนการยุติธรรม คนคนนั้นจะได้รับการเยียวยา จะต้องเยียวยาไม่ว่าจะรื้อฟื้นคดี หรือได้รับอภัยโทษด้วยเหตุผลของ miscarriage of justice

มีอีกหลักการหนึ่งในมาตรา 14 (7) สนับสนุนความเด็ดขาดของคำพิพากษา
ไม่มีการพิจารณาคดีเป็นครั้งที่สอง หรือ สองครั้ง ในกรรมเดียว ไม่ว่าจะเป็นการลงโทษในศาลก่อนฯ หรือการยกฟ้องก็ตาม แม้ว่าจะมีการใช้หลักฐานใหม่ก็ตาม ห้ามไม่ให้มีการตัดสินคดีสองครั้ง

(ดูเหมือนจะแย้งกัน) แต่ถ้ามองในมุมของผู้เดือดร้อน (จำเลย นักโทษ) ถ้าหากรัฐผิดพลาดคือไม่สามารถหาพยานหลักฐานได้ในช่วงแรกของการพิจารณาคดี รัฐผิดพลาดเองก็เลยไม่สามารถนำคดีขึ้นมาพิจารณาคดีใหม่ได้

กรณีการรื้อฟื้นคดี
มีสองรูปแบบในต่างประเทศในสหรัฐไม่ให้มีการรื้อฟื้นคดีเลย ใช้วิธีอภัยโทษเพื่อคงความศักดิ์สิทธิ์ของศาล
ระบบที่สองให้ appeal และรื้อฟื้นคดี ใช้ในระบบcivil law เช่น ไทย ฝรั่งเศส สเปน อิตาลี แคนาดา เยอรมันี ออสเตรีย
การรื้อฟื้นคดีใหม่
in favorem การรื้อฟื้นคดีใหม่เพื่อแก้ไขคำพิพากษาลงโทษจำเลยได้ รัฐเจอหลักฐานใหม่เพืื่อลงโทษ อัยการจะทำคดีรื้อฟื้นเพื่อลงโทษจำเลยที่ถูกยกฟ้องไม่ได้
in defavorem การรื้อฟื้นคดีใหม่เพื่อแก้ไขคดีใหม่เพื่อแก้ไขคำพิพากษาที่ยกฟ้องจำเลย
อันนี้สอดคล้องกับ ICCPR ประเทศไทยจึงอนุญาตให้รื้อฟื้นคดีใหม่เฉพาะกรรีที่อาจเป็นคุณกับจำเลยเท่านั้น

ตัวอย่างจากประเทศฝรั่งเศส

สถิติจากประทศฝรั่งเศส ตั้งแต่ปี 1995
1995 จำนวนคดีที่รื้อฟื้น 1
1996 จำนวนคดีที่รื้อฟื้น 5
1997 จำนวนคดีที่รื้อฟื้น 7
1998 จำนวนคดีที่รื้อฟื้น3
1999 จำนวนคดีที่รื้อฟื้น0
2000 จำนวนคดีที่รื้อฟื้น 3

บุคคลที่ยื่นได้ ฯ ขอรื้อฟื้นคดีใหม่
1 รมต.ยุติธรรม ในฐานะตัวแทนของรัฐ
2. ญาติ หรือจำเลย

เงื่อนไขในการยื่นขอพิจารณาคดีใหม่
1. หลังจากศาลพิพากษาว่าจำเลยฆ่าคนตายโดยเจตนา ปรากฎว่าผู้ตายยังมีชีวิตอยู่
2. ศาลต่างศาลพิพากษาจำเลยสองคนไม่เหมือนกันในข้อเท็จจริงเดียวกัน เป็นเหตุให้หยิบยกมาได้
3. พยานถูกพิพากษาว่าเป็นพยานเท็จหรือเป็นพยานปลอม ไม่ถูกต้องแท้จริง (สอดคล้องกับไทย)

ในประเทศฝรั่งเศสกระบวนการพิจารณาใหม่ (รื้อฟื้อคดี) ให้ศาลอุทธรณ์ยื่นไปศาลฎีกา
ศาลฎีกาของฝรั่งเศสจะดำเนินการทั้งกระบวนการ มีคณะกรรมการ 5 คนทำหน้าที่ชี้มูลว่าจะมีการรื้อฟื้นหรือไม่รื้อฟื้น แล้วส่งความเห็นไปที่ศาลฎีกา เป็นผู้มีอำนาจตัดสินว่าจะให้รื้อฟื้้นคดีหรือไม่ ยกคำร้องก็ยื่นอีกไม่ได้แล้ว
ศาลฎีกาฯตัดสินให้ยื่นคดีใหม่ ให้ยื่นกลับไปที่ศาลชั้นเดียวกันกับศาลที่ตัดสินคดีที่ผิดพลาดนั้น
โดยเน้นหลักการ impartiality โดยส่งให้ศาลใหม่หรือองค์คณะใหม่ ไม่ใช้องค์คณะเดิม ศาลที่อยู่่ห่างๆ กันไม่ให้มีอิทธิพลต่อกันแต่เป็นศาลชั้นเดียวกัน

การเยียวยา คณะกรรมการชุดเดียวกับการเยียวยาผู้ต้องหา(แพะ) ในฝรั่งเศสฟ้องคดีแล้วก็มีต่อมาศาลยกฟ้อง รืื้อฟื้นแล้วก้จะมีการประกาศว่าคำสั่งศาลใหม่ เยียวยาเป็นตัวเงินจำนวนมาก และมีการเยียวยาทางจิตใจ บังคับให้มีการโฆษณาคำพิพากษาใหม่ เพื่อให้สภาพจิตใจดีขึ้นมาได้

ปัญหาของสังคมไทย
1. ทัศนคติที่ขัดแย้งกันของสังคมไทยเป็นปัญหา ระหว่างความศักดิ์สิทธิ์ของคำพิพากษา กับความถูกต้องแท้จริงของข้อเท็จจริง (ใครทำอะไรที่ไหนอย่างไร) เช่นถ้าเขาเป็นแพะ แล้วเลือกความศักดิ์สิทธิ์โดยไม่รื้อฟืิื้นคดี
2. หลักสันนิษฐานว่าบริสุทธิ์ไม่ถูกนำมาใช้เมื่อขอพิจารณาใหม่
หลักการนี้รับรองในกฎหมายอาญาไทย มาตรา 227
การยกข้อสงสัยของจำเลย ในการกล่าวอ้าง ก่อนการพิจารณาคดีของศาล ระหว่างและ หลังการพิจารณาคดีของศาลมีทัศนคติที่แตกต่างกัน

“สิ่งที่ผิดต้องแก้ไข สิ่งผิดที่แก้ได้ จะเพิ่มความศักดิ์สิทธิ์ของคำพิพากษายิี่งขึ้นไปอีก”

25571028-101948.jpg

พรเพ็ญ คงขจรเกียรติ 10 ปี กฎอัยการศึก ประสบการณ์จากไฟใต้ ถึงประเทศไทยวันนี้
วันที่ 25 ตุลาคม พ.ศ. 2557 เวลา 23:35:01 น.

วจนา วรรลยางกูร – เรื่อง ธนศักดิ์ ธรรมบุตร – ภาพ

ความโปร่งใสในกระบวนการยุติธรรมไทยกลับมาเป็นประเด็นในสังคมบ่อยครั้ง เมื่อเกิดข้อกังขาในทิศทางการสอบสวนจากคดีที่เป็นที่สนใจของประชาชน จนถึงข่าวคราวเรื่องการจับแพะ การซ้อมทรมานผู้ต้องหาที่ผิดหลักสิทธิมนุษยชนอย่างชัดเจน แต่สุดท้ายก็ไม่สามารถหาคนกระทำได้เนื่องจากหลักฐานไม่เพียงพอ

ความขุ่นมัวขาดความชัดเจนนี้เองที่จะทำให้ความไว้วางใจของประชาชนต่อกระบวนการยุติธรรมถูกบั่นทอน

แต่ก็ยังมีหลายองค์กรที่เข้ามาตรวจสอบและให้ความช่วยเหลือผู้ต้องหาที่อาจกลายเป็นเหยื่อในกระบวนการยุติธรรมได้ แม้บางครั้งผู้ทำหน้าที่นี้จะถูกกล่าวหาว่าเป็นทนายโจรหรือช่วยคนทำความผิดก็ตาม

พรเพ็ญ คงขจรเกียรติ ผู้อำนวยการมูลนิธิผสานวัฒนธรรม ก็ต้องเผชิญสถานการณ์นี้เช่นเดียวกับนักสิทธิมนุษยชนอื่นๆ

ซ้ำยังถูกฟ้องหมิ่นประมาทจากหน่วยงานภาครัฐเมื่อไม่กี่เดือนมานี้ กรณีออกจดหมายเปิดผนึกในนามของมูลนิธิผสานวัฒนธรรม ให้สอบสวนข้อกล่าวหาว่ามีการทำร้ายผู้ถูกควบคุมตัวในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้

ตั้งโจทย์ให้นักสิทธิมนุษยชนต้องคำนึงเรื่องขอบเขต ความปลอดภัยและวิธีการทำงาน จนถึงการปฏิบัติของภาครัฐที่หันมาโต้ตอบข้อกล่าวหาด้วยวิธีดังกล่าว

ประสบการณ์ทำงานด้านสิทธิมนุษยชนในมูลนิธิผสานวัฒนธรรม โดยเฉพาะคดีในพื้นที่ความขัดแย้งชายแดนใต้ที่ประกาศใช้กฎอัยการศึกมาแล้ว 10 ปี จะเป็นบทเรียนอะไรแก่วันที่มีกฎอัยการศึกครอบคลุมทั่วประเทศและยังไม่มีวี่แววว่าจะยกเลิก ซึ่งการบังคับใช้กฎหมายพิเศษต้องมีความเข้าใจจากเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงาน มิเช่นนั้นมีแต่จะสร้างความขัดแย้งร้าวลึกระหว่างเจ้าหน้าที่รัฐและประชาชนที่ต้องการความยุติธรรม

ความโปร่งใสเป็นสิ่งที่ประชาชนทุกคนร้องหา และนั่นคือบทบาทที่นักสิทธิมนุษยชนจะเดินเข้ามาช่วยคลำทางหาความกระจ่าง

@ประกาศกฎอัยการศึกทั่วประเทศส่งผลต่อการทำงานของนักสิทธิมนุษยชนไหม?

มากเลยทีเดียว (หัวเราะ) เพราะกฎอัยการศึกที่ประกาศใช้ทั่วประเทศตั้งแต่วันที่ 20 พ.ค. และประกาศยึดอำนาจมีรัฐบาลที่เกิดจากการแต่งตั้งของคณะรัฐประหาร มองยังไงก็ไม่ใช่ประชาธิปไตย ประชาธิปไตยจะผูกโยงกับสิ่งที่เรียกว่าเสรีภาพและสิทธิมนุษยชน และสิ่งที่สำคัญที่สุด คือ การปกครองโดยกฎหมาย

ถ้าประเทศเราปกครองโดยรัฐทหาร รัฐบาลมาจากการปฏิวัติ แม้ว่าจะมีการอ้างอิงถึงคำสั่งประกาศรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวที่ใช้กันอยู่ แต่พื้นฐานไม่ได้มาจากประชาชน เราในฐานะประชาชนในประเทศนี้ต้องเคารพสิ่งเหล่านั้นเหมือนเป็นกฎหมาย ก็เลยมีสิ่งทีเรียกว่า “ความขัดกันในหลักการด้านสิทธิมนุษยชน” หลักการด้านสิทธิมนุษยชนจริงๆ เป็นกฎหมายธรรมชาติ เราไม่ควรจะถูกทำร้าย ไม่ควรจะถูกฆ่า ไม่ควรจะถูกจำกัดสิทธิเสรีภาพโดยที่ไม่มีกฎหมายมากำหนด แต่กฎหมายบ้านเราตอนนี้ถูกกำหนดโดยกลุ่มบุคคลบางกลุ่มซึ่งไม่มีความเป็นธรรม

งานด้านสิทธิมนุษยชนจึงต้องเน้นย้ำว่า แม้ว่าจะมีการบังคับใช้กฎหมายพิเศษ การบังคับใช้คำสั่งและประกาศของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เป็นเหมือนดั่งกฎหมาย แต่หลักการด้านสิทธิมนุษยชนที่เป็นหลักธรรมชาติที่สากลยอมรับ ประเทศไทยเรายังไม่ได้ปราศจากจุดยึดโยงกับภาคประชาสังคมระหว่างประเทศ เรายังเป็นสมาชิกของยูเอ็น ยังต้องเคารพกฎหมายระหว่างประเทศอยู่

สิทธิในเนื้อตัวร่างกายเสรีภาพของเราถูกจำกัดโดยใช้กฎหมายพิเศษ คือ กฎอัยการศึก ตั้งแต่ก่อนการยึดอำนาจ และยังเชื่อมโยงกับสิทธิบางประการที่สำคัญมาก คือ สิทธิในการแสดงความคิดเห็น ซึ่งสิ่งเหล่านี้กระทำได้ภายใต้ประชาธิปไตย แต่พอมีคำสั่งที่ไม่ให้ชุมนุมเกิน 5 คน มีการจับกุมบุคคลที่ไปแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ในเรื่องของการต่อต้านรัฐประหารก็สร้างความกลัว และภาวะที่เรียกว่า ประเทศไทยไม่มีสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐาน ดังนั้น คิดว่าไม่เอื้อต่อสิ่งที่เป็นเหตุผลของการรัฐประหาร กลุ่มที่เข้ามายึดอำนาจต้องการที่จะปฏิรูปใช่ไหม แต่การปฏิรูปจะเกิดขึ้นได้อย่างไรถ้าไม่มีเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น ผู้ที่เห็นต่าง เห็นไม่เหมือนกับผู้มีอำนาจเขาไม่มีที่ยืน คงจะยาก ถ้าเรายังดำเนินการการปฏิรูปโดยจำกัดสิทธิเสรีภาพพื้นฐานที่ว่านี้

@เทียบเคียงกับชายแดนใต้ที่ประกาศกฎอัยการศึกมานานมากแล้ว

ทำให้กลุ่มทนายความและนักสิทธิมนุษยชนที่ทำงานในภาคใต้มีความห่วงกังวลอย่างมากในเรื่องการประกาศใช้กฎอัยการศึกทั่วประเทศ เพราะในพื้นที่ 3 จังหวัดกว่าที่เราจะเข้าใจว่ากฎอัยการศึกใช้อย่างไรก็เป็นระยะเวลานานกว่าจะตกลงกันได้ เช่น ตอนที่ประกาศกฎอัยการศึกปี 2547 แรกๆ ชาวบ้านไม่เข้าใจ ทุกคนถูกจับได้โดยที่ไม่ต้องมีหมายจับ ค้นบ้านได้โดยไม่ต้องมีหมายค้น แล้วสิ่งเหล่านี้ก็เกิดขึ้นได้ทั่วประเทศหลังวันที่ 20 พ.ค.2557 โดยที่ผู้ที่ถูกบังคับใช้กฎหมาย คือ ประชาชนทุกคนไม่รู้ว่าขอบเขตการใช้อำนาจมีแค่ไหน เขาสามารถมาค้นได้ แต่ไม่ใช่ว่าเอาสิ่งของไป เขาสามารถมาจับกุมคนได้แต่ไม่ใช่เอาไปแล้วไม่บอกว่าเอาตัวไปที่ไหน ห้ามไม่ให้ใครเจอเลยทั้ง 7 วัน สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นโดยการตีความกฎหมายของหน่วยงานปฏิบัติแคบๆ ควบคุมตัว 7 วัน ฉันจะทำอะไรกับเธอก็ได้…ซึ่งไม่ใช่ ยังมีหลักสิทธิมนุษยชนที่อิงอยู่ว่า อย่างน้อยที่สุดถ้าเขาเจ็บป่วยเขาต้องเจอแพทย์ได้ ถ้าถูกซ้อมมีแพทย์ที่เป็นอิสระดูไหมว่าตอนออกจากบ้านไม่มีหน้าปูดโปน แล้วอยู่กับทหารมา 3 วัน เกิดเจ็บป่วยขึ้นมา หรือถ้าถูกจับกุมแล้วถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิดไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไร มีอาวุธ ทำร้ายบุคคลอื่น ดำเนินการขัดคำสั่ง คสช. เขาอยากได้ทนายความให้คำปรึกษาได้ไหมว่าเขาจะให้ข้อมูลกับทางหน่วยงานราชการมากน้อยแค่ไหน เท่าที่ทราบคือไม่ได้

การควบคุมตัวที่ไหนก็ได้โดยไม่ประกาศเป็นอันตรายอย่างยิ่งต่อเสรีภาพของบุคคล เราไม่รู้เลยว่าเขาถูกเอาตัวไปที่ไหน ไม่ใช่ว่าเราไม่ไว้ใจทหาร ไม่ไว้ใจหน่วยงานความมั่นคง แต่เราอยากให้ระบบตรวจสอบมีความเข้มแข็งและเปิดเผยมากกว่านี้

@กฎอัยการศึก 10 ปี ในภาคใต้ ทำให้สถานการณ์เป็นอย่างไรบ้าง?

โดยส่วนตัวและแนวทางการทำงาน เราเรียกร้องให้ยกเลิกกฎอัยการศึกมาตั้งนานแล้ว แต่ก็ไม่เป็นผล ปี 2547 กฎอัยการศึกประกาศโดยหน่วยงานทหาร แต่เวลายกเลิกต้องมีพระบรมราชโองการ จึงไม่ต้องมีการขยายระยะเวลา หลังจากนั้นรัฐบาลทักษิณ ชินวัตร ประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ช่วงนั้นมีการยกเลิกใช้กฎอัยการศึกระยะสั้นๆ ปี 2549 เดือนกันยายนมีการปฏิวัติอีกครั้งหนึ่ง ทำให้มีการประกาศกฎอัยการศึกทั่วประเทศ พอการเมืองคลี่คลายก็เลยยกเลิกประกาศกฎอัยการศึกทั่วประเทศยกเว้น 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้และเขตชายแดนทั่วประเทศ เท่ากับว่า 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ยังมีกฎอัยการศึกคู่กับ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน

การเรียกร้องของเรา คือ เราไม่จำเป็นต้องมีกฎหมายพิเศษ 2 ฉบับซ้อนกัน เพราะทำให้เกิดความสับสนในการจับกุมควบคุมตัวบุคคล กฎอัยการศึกสามารถควบคุมตัวได้ 7 วัน พ.ร.ก.ฉุกเฉินสามารถควบคุมตัวได้ 30 วัน ตอนนี้สิ่งที่เกิดขึ้นใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ คือ บุคคลที่ต้องสงสัยกรณีอาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงสามารถถูกควบคุมตัวได้มากที่สุด 37 วัน ก่อนเข้ากระบวนการยุติธรรม ขณะที่ในสถานการณ์ปกติสามารถควบคุมตัวได้ 48 ชั่วโมง สิ่งนี้ทำลายกระบวนการยุติธรรมอันนำมาซึ่งความเชื่อมั่นของประชาชน ความสงสัยในข้อมูลทางการทหารทำให้เราสามารถถูกจับกุมตัวได้ โดยไม่จำเป็นต้องมีพยานหลักฐาน

@ยืนยันว่ากฎอัยการศึกไม่เหมาะกับ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้?

ก่อนหน้านี้ที่เหตุการณ์ภาคใต้เพิ่งปะทุขึ้น เจ้าหน้าที่อาจยังไม่รอบคอบในเรื่องการเรียกตัวบุคคล ซักถาม สอบสวน อาจมีผู้บริสุทธิ์ติดหลง มีพยาน บุคคลที่อยู่ใกล้ชิดเหตุการณ์ ถูกเชิญตัวสู่กระบวนการยุติธรรมหลายพันคน เรายืนยันว่ากฎอัยการศึกไม่เหมาะกับสถานการณ์ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ทหารไทยไม่ได้เป็นศัตรูกับพี่น้อง 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ควรยุติการใช้กฎอัยการศึก ส่วน พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ยังมีกลไกในการตรวจสอบหลายส่วน แต่กฎอัยการศึกไม่มีการตรวจสอบ ไม่มีช่องว่างสำหรับการพูดคุยเลยถ้าใช้อำนาจอย่างเข้มข้นมาก ซึ่งในบางโอกาสเป็นอย่างนั้นบ่อย ต้องยอมรับว่าคงมีผู้บริสุทธิ์ปะปน

ที่ผ่านมาสิ่งที่ทางเราให้ความสนใจมากคือการทรมานและปฏิบัติอย่างไร้มนุษยธรรมต่อผู้ต้องหาในคดีที่เกี่ยวข้องทางการเมือง สิ่งที่เกิดขึ้นคือรัฐต้องดำเนินการกับเขาตามกฎหมาย ตามกระบวนการยุติธรรม ไม่มีใครควรถูกปฏิบัติอย่างรุนแรงเพื่อบังคับให้สารภาพ ภายใต้การควบคุมตัวของเจ้าหน้าที่รัฐ ความโกรธแค้นเมื่อถูกทำร้ายร่างกายจะเกิดขึ้นกับบุคลนั้น กับครอบครัว กับชุมชน และความมั่นคงด้วย เพราะข่าวลือหรือข่าวสารที่ออกไปจะทำให้คนไม่เชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรม

@ที่ผ่านมาสามารถหาคนกระทำผิดในกรณีการทรมานผู้ต้องหาได้ไหม?

น้อยมาก ถ้าได้ก็มีไม่กี่คดี และไม่ใช่คดีอาญา เป็นแค่คดีที่มีคำสั่งทางวินัยให้ปลดออก ออกจากพื้นที่หรือเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมในชั้นศาลทหาร มีการปรับเงิน ฟ้องได้ในคดีแพ่งหรือคดีปกครอง ศาลมีคำสั่งให้รัฐชดเชยเยียวยา แต่การลงโทษทางอาญายังไม่เคยได้ยินทั้งที่เราติดตามมาโดยตลอด เท่ากับว่ายังมีกลไกที่ขาดตกบกพร่องในการสืบสวนสอบสวน เวลาย้อนกลับไปว่าใครควบคุมตัว บุคคลที่เกี่ยวข้องเยอะมาก สถานที่ควบคุมตัวก็มักเป็นที่ปิดไม่มีบุคคลภายนอกเพราะเป็นการควบคุมตัวของทหาร หรือถ้าเกิดขึ้นที่สถานีตำรวจเป็นคดีอาญาปกติ สมมุติว่าเขาถูกทำร้ายที่นั่นถูกบังคับให้สารภาพ แล้วญาติประกันตัวออกมาเขาบอกว่าถูกทรมาน สถานที่ที่เขาต้องกลับไปแจ้งความก็คือสถานีตำรวจนั้นแหละ เป็นเจ้าหน้าที่กลุ่มเดียวกัน ดังนั้น เราไม่มีช่องทางการสืบสวนสอบสวนเรื่องนี้ที่เป็นอิสระพอ

@หลังถูกฟ้องคดีหมิ่นประมาทจากหน่วยงานรัฐ มีผลกระทบกับการทำงานไหม?

ก็ต้องมาเตรียมสู้คดี ทำให้การทำงานของตัวเองมีความยุ่งยากมากขึ้น การเก็บข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับการกล่าวหาว่ามีการทรมาน ส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นจากอาสาสมัครในพื้นที่ ถ้าสมมุติว่าเราโดนคุกคามในลักษณะที่จะถูกฟ้องร้องคดีหมิ่นประมาทก็ส่งผลถึงการทำงานของอาสาสมัครในพื้นที่ด้วย กลัวว่าจะเป็นเทรนด์หรือเป็นแนวโน้มการปิดกั้นการทำงานของสื่อมวลชนและนักสิทธิมนุษยชนที่มาตีแผ่ หรือเปิดเผยความจริงในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการละเมิดสิทธิ การที่มีประชาชนร้องขอให้มีการตรวจสอบอยากจะให้ทางหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องอย่าได้คิดว่าเป็นการหมิ่นประมาท แทนที่จะมาฟ้องว่าเราหมิ่นประมาท น่าจะมีการตรวจสอบข้อเท็จจริงมากกว่ามาดำเนินการที่คิดว่าจะปกป้องศักดิ์ศรี ถ้ามีอะไรผิดพลาดก็พูดคุยกัน

ส่วนตัวคิดว่าเราอาจจะต้องสื่อสารทำความเข้าใจกับเจ้าหน้าที่ให้ดีกว่านี้ การสื่อสารในลักษณะเผยแพร่ทางสาธารณะ เรามีวัตถุประสงค์เพื่อที่จะบอกกล่าวกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและสาธารณชนว่ามีเรื่องราวเหล่านี้เกิดขึ้น เพราะว่าการร้องเรียนไปในทางลับ ส่งจดหมายปิดผนึกเข้าไป ที่ผ่านมาไม่เกิดการเปลี่ยนแปลงในทางที่จะเป็นการป้องกัน

@คิดยังไงกับคำกล่าวหาที่ว่า “การทำงานเรื่องสิทธิผู้ต้องหา เป็นการช่วยเหลือคนกระทำผิด”

เหมือนเราเป็นทนายโจร ช่วยโจร อยากให้มองอีกมุมหนึ่งว่า กระบวนการยุติธรรมจะต้องอิงกับกฎหมาย กฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาถูกสร้างขึ้นเพื่อป้องกันไม่ให้เอาผู้บริสุทธิ์ติดหลงเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม มีมาตรการที่ค่อนข้างจะเข้มแข็งเทียบได้กับหลักสากลเลย แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือการปฏิบัติของเจ้าหน้าที่ที่อาศัยช่องว่าง นำบุคคลที่อาจจะเป็นผู้ต้องสงสัยในทัศนคติของผู้ปฏิบัติเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม แล้วไปให้ศาลกลั่นกรองอีกทีหนึ่ง ดังนั้น เราไม่ได้ทำงานให้ผู้กระทำความผิด แต่จริงๆ เราทำงานเพื่อให้เจ้าหน้าที่ปฏิบัติตามกฎหมายและทบทวนหลักการที่มีอยู่แล้วให้รอบคอบและโปร่งใส เราจะได้ความเชื่อมั่นว่าเอาผู้กระทำความผิดตัวจริงมาเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ไม่ได้ลอยนวลอยู่ข้างนอก สิ่งที่เราทำอยากช่วยเรียกความเชื่อมั่นของสาธารณชนกลับมา แต่ถ้ากระบวนการยุติธรรมบกพร่องในตอนต้น เราจับใครก็ไม่รู้ที่อาจจะไม่ใช่ผู้กระทำความผิดทั้งหมด อาจเป็นผู้รู้เห็นมีส่วนร่วมบางส่วนแต่ไม่ใช่ทั้งหมด มีผู้บริสุทธิ์ติดหลงเข้ามา แล้วคนที่ต้องเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมเขาจะโกรธแค้นสังคมไหม แล้วอะไรจะเยียวยาให้เขากลับสู่สังคมโดยเป็นสมาชิกของสังคมเต็มตัว

อยากสื่อสารกับทั้งทางเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงว่า ถ้าถูกต้องสง่างามคุณก็จะตอบคำถามของสังคมได้เป็นลำดับ ไม่ใช่พูดอะไรแล้วคนไม่เชื่อ คนปฏิเสธ มีข้อกล่าวอ้างอื่น ความยุติธรรมขึ้นอยู่กับความเชื่อมั่น ถ้ามองไม่เห็นว่ายุติธรรม มืดๆ ทึมๆ เราก็ไม่เชื่อมั่นในความเป็นธรรม อยากให้กระบวนการยุติธรรมไทยได้รับความเชื่อมั่นมากขึ้นเรื่อยๆ

@ถ้าเป็นกระบอกเสียงแทนนักสิทธิมนุษยชน มีเรื่องไหนที่อยากให้ภาครัฐเข้ามาใส่ใจอย่างเร่งด่วนที่สุด

งานด้านสิทธิมนุษยชนมักจะถูกมองว่าเป็นองค์กรที่อยู่ฝั่งตรงข้ามกับรัฐ แต่จริงๆ แล้วเราอยากจะให้มองว่า เราเป็นกระจกเงาส่องให้รัฐเห็นการทำงานว่าตอบสนองต่อประชาชนในมุมมองด้านสิทธิมนุษยชนได้สมบูรณ์แล้วหรือยัง รัฐไทยจะต้องก้าวเดินต่อไปทั้งในอาเซียนและในระดับโลก แต่ถ้ารัฐไทยไม่สามารถที่จะคุ้มครองให้ประชาชนในชาติได้รับสิทธิขั้นพื้นฐาน เราก็ไม่สามารถที่จะไปพูดคุยยืดอกกับประเทศอื่นๆ ในบริบทอื่นได้ แม้ประเทศไทยยังมีความสำคัญเรื่องเศรษฐกิจหรือการเมืองในภูมิภาค ในเวทีระหว่างประเทศทุกคนยังรักประเทศไทย องค์กรระหว่างประเทศเขาต้องการให้รัฐไทยเป็นรัฐประชาธิปไตยที่มีความสวยงามและเคารพสิทธิมนุษยชน

ดังนั้น งานด้านสิทธิมนุษยชนไม่ใช่แต่เฉพาะสิทธิทางการเมือง สิทธิพลเมือง สิทธิที่เกี่ยวข้องกับชาติพันธุ์ เกี่ยวข้องกับสตรี การค้ามนุษย์ สิทธิเด็กต่างๆ เหล่านี้ อยากให้มองว่าเป็นการช่วยเหลือให้รัฐเติมการคุ้มครองสิทธิมนุษยชนให้กับประชาชนได้มากกว่าที่เราจะทำงานในเชิงปฎิบัติต่อกันแล้วไม่ได้เอื้อให้ประเทศเจริญและพัฒนาไปในทิศทางที่ไม่ถูกต้อง

25571026-154609.jpg

ทำไมการซ้อมทรมานเพื่อบังคับให้สารภาพปัจจุบันจึงไม่มีบาดแผล

1. การทรมานมักเกิดขึ้นก่อนการเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมที่มีหลักการว่าต้องมีทนายร่วมรับฟังการสอบสวน

การทรมานมักเกิดขึ้นในบริบทใหม่ที่จนท. อ้างว่า “ซักถาม” เช่น เรียกผู้ต้องสงสัยมาถาม เรียกมาให้ข้อมูล โดยไม่มีการตั้งข้อหา

ในช่วงเวลาดังกล่าว
ไม่มีพยานเป็นบุคคลภายนอก นอกจากจนท.กับผู้ต้องสงสัย
สถานที่เกิดเหตุไม่ใช่สถานที่ราชการ มักเป็นห้องพักโรงแรม ในรถตู้ หรือบนรถ ระหว่างการเดินทาง
จึงไม่มีหลักฐานว่าผู้ต้องสงสัยอยู่ในการควบคุมตัวของจนท.
เป็นการควบคุมตัวนอกกฎหมาย

2. รูปแบบการทรมานที่ไม่ปรากฎบาดแผลตามเนื้อตัวร่างกายถูกนำมาใช้อย่างกว้างขวางเช่น
การขู่ให้กลัว ขู่จะฆ่า
การสร้างสถานการณ์ใกล้เคียงกับความตาย เช่น ขู่ว่าจะถ่วงน้ำ โยนลงจากฮอลิคับเตอร์
การยิงปืนใส่ข้างหู
การขู่ว่าจะใช้ไฟฟ้าซ๊อด (โดยมีอุปกรณ์อยู่ข้างๆ )
การใช้ถุงพลาสติกคลุมหัวเพื่อให้ขาดอากาศหายใจ (บางกรณีมีการกัดให้ขาดได้ แต่ก็กระทำหลายๆ ครั้ง หรือใส่ถุงพลาสติกหลายชั้น)
การใช้ผ้าปิดหน้าแล้วนำน้ำมารดให้เหมือนจมน้ำ (water boarding)
การปิดตาตลอดระยะเวลาการ “ซักถาม” ก่อนนำตัวเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม หรือ “การสอบสวน”
การบังคับให้ออกกำลังกายหลายร้อยครั้งเช่น ยืนนั่ง วิดพื้น เดินขึ้นลง และอื่นๆ

รูปแบบการทรมานทางร่างกายมักเกิดขึ้นในล่มผ้า ด้วยอุปกรณ์ที่ปกปิดเพื่อไม่ให้เกิดร่องรอย เช่น ไม้พันด้วยผ้า ตีหรือทุบบริเวณช่องท้องหรือหน้าอกจะไม่ปรากฎบาดแผลด้านนอกแต่เกิดด้านใน การใช้หมวกกั้นน๊อคของนักมวย และใช้นวมชกมวยเป็นอุปกรณ์ในการทำร้าย เป็นต้น

บาดแผลช้ำภายในไม่สามารถมองได้ด้วยตาเปล่าแม้จะยังมีอาการเจ็บอยู่ ต้องตรวจรักษาและบันทึกโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญประกอบกับการสัมภาษณ์เชิงลิึกถึงประสบการณ์การทรมานและลักษณะการจับกุมควบคุมตัวบุคคล การxray บาทแผลลักษณะเช่นนี้ในเวลาหลังเกิดเหตุการณ์ 5, 10, 20 วันให้ผลที่แตกต่างกันมาก การxray อาจไม่ให้ผลการถ่ายภาพกล้้ามเนื้อที่อักเสบได้เมื่อเวลาผ่านไปแล้วเนินนาน ยกเว้นกรณีมีกระดูกหัก เป็นต้น

3.การตรวจเย่ี่ยมและการตรวจรักษาโดยบุคคลกรทางการแพทย์ที่เป็นอิสระต่อเหยื่อเป็นไปได้โดยยาก

การร้องเรียนการทรมานของเหยื่อเป็นไปโดยยาก ไม่สามารถร้องเรียนได้ กลัว ไม่มีผู้ไว้วางใจ ตำรวจไม่รับแจ้งความ เป็นต้น
การร้องเรียนต่อหน่วยงานอิสระ หรือหน่วยที่เหนือขึ้นไปแม้เกิดขึ้น แต่การดำเนินการเพื่อเข้าถึงและการตรวจเย่ี่ยมและการตรวจรักษาโดยบุคคลกรทางการแพทย์ที่เป็นอิสระต่อเหยื่อเป็นไปได้โดยยาก

โดย พรเพ็ญ คงขจรเกียรติ

English version is below
ใบแจ้งข่าว

สองผู้ต้องหาพม่าคดีเกาะเต่า ยื่นหนังสือผ่านตัวแทนสภาทนายความ ร้องขอความเป็นธรรมต่อพนักงานอัยการจังหวัดเกาะสมุย ปฏิเสธไม่ได้ฆ่าหรือข่มขืนนักท่องเที่ยวชาวอังกฤษ ระบุถูกเจ้าหน้าที่ซ้อมให้รับสารภาพ

เมื่อวันที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2557 คณะกรรมการสิทธิมนุษยชน สภาทนายความ ได้แต่งตั้งคณะทำงานเพื่อให้ความช่วยเหลือคดีที่ผู้ต้องหาชาวพม่าสองราย นาย วิน หรือเนวิน และนายซอ ถูกตั้งข้อหาในคดีอาญา จากเหตุการณ์ฆาตกรรมสองนักท่องเที่ยวชาวอังกฤษ นายเดวิด มิลเลอร์ วัย 24 ปี และนางสาวฮันนาห์ วิทเธอริดจ์ วัย 23 ปี ที่เกาะเต่า จังหวัดสุราษฎร์ธานี เหตุเกิดเมื่อวันที่ 15 กันยายน พ.ศ.2557 โดยมีนายสุรพงษ์ กองจันทึก เป็นหัวหน้าคณะทำงานช่วยเหลือคดีและประเด็นอื่นๆที่อาจจะเกี่ยวข้องกับการละเมิดสิทธิมนุษยชนของผู้ต้องหาในคดีอาญา โดยมีทนายความอาวุโสจำนวนหนึ่งร่วมเป็นคณะทำงานดังกล่าวด้วย

ความคืบหน้าล่าสุด วันที่ 21 ตุลาคม พ.ศ. 2557 ทนายความของคณะทำงานดังกล่าวได้เข้าพบผู้ต้องหาเพื่อสอบข้อเท็จจริง โดยทางเรือนจำอำเภอเกาะสมุยได้จัดพื้นที่ให้คณะทนายความได้พูดคุยกับผู้ต้องหาได้อย่างเป็นอิสระ การสอบข้อเท็จจริงใช้ระยะเวลากว่า 5 ชั่วโมง และผู้ต้องหาทั้งสองรายได้ร้องขอให้ทีมทนายความยื่นคำร้อง เพื่อขอความเป็นธรรมต่อพนักงานอัยการจังหวัดเกาะสมุย โดยปฏิเสธข้อกล่าวหาของพนักงานสอบสวนที่ว่าตนมีส่วนเกี่ยวข้องกับการข่มขืนและการฆาตกรรมนักท่องเที่ยวชาวอังกฤษ สาเหตุที่ตนให้การรับสารภาพนั้น เนื่องจากระหว่างการถูกควบคุมตัวโดยเจ้าหน้าที่ตำรวจ ผู้ต้องหาทั้งสองได้ถูกเจ้าหน้าที่บางคนและล่ามของเจ้าหน้าที่ ร่วมกันกระทำการทรมานเพื่อให้รับสารภาพในวันที่ 2 ตุลาคม 2557 จากนั้นนพักงานตำรวจจึงได้ขอให้ศาลออกหมายจับและนำผู้ต้องหาทั้งสองลงพื้นที่เกิดเหตุเพื่อจัดทำแผนประกอบคำรับสารภาพในวันที่ 3 ตุลาคม 2557 ซึ่งได้มีข่าวปรากฎแพร่หลายตามสื่อโทรทัศน์ สื่อสิ่งพิมพ์และสื่อออนไลน์ การยื่นคำร้องขอความเป็นธรรมต่อพนักงานอัยการครั้งนี้ เพื่อขอให้พนักงานอัยการดำเนินการสอบสวนเพิ่มเติมในประเด็นเรื่องการบังคับให้ผู้ต้องหารับสารภาพและสอบสวนพยานของผู้ต้องหาประกอบด้วย ทั้งนี้เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมและนำผู้กระทำความผิดที่แท้จริงเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมต่อไป

ทั้งนี้ในกระบวนการพิจารณาคดีที่เป็นธรรม นำคนผิดมาลงโทษตามกฎหมายนั้นก็เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมต่อผู้เสียหายในคดีอาญา ญาติของผู้เสียหาย และต่อผู้ที่ตกเป็นผู้ต้องหาในคดีอาญา เพื่อให้แน่ใจว่าผู้กระทำความผิดอาญานั้นได้รับโทษตามสมควรแก่ความผิดที่ได้กระทำและเพื่อเป็นมาตรการมิให้ผู้กระทำความผิดลอยนวลหรืออยู่เหนือกฎหมาย อันจะสร้างความหวาดกลัว ความไม่ปลอดภัย ต่อคดีอาชญากรรมที่สร้างความสะเทือนขวัญให้กับประชาชนในสังคม เช่น เหตุการณ์ฆาตกรรมในพื้นที่เกาะเต่า ซึ่งมีผู้เสียหายเป็นนักท่องเที่ยวชาวอังกฤษ และมีผู้ถูกกล่าวหาเป็นแรงงานข้ามชาติสัญชาติพม่า ซึ่งเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการยุติธรรมทางอาญาในประเทศไทยมีหน้าที่หลักโดยตรงในการติดตามหาผู้กระทำความผิดมาลงโทษตามกระบวนการยุติธรรมที่มาตรฐานทางกฎหมายอาญาทั้งภายในและระหว่างประเทศได้รับรองไว้ ทั้งในขั้นตอนก่อนการพิจารณา เช่น ในการสืบสวน การจับกุม ควบคุมตัวเพื่อทำการสอบสวน ในระหว่างการพิจารณาคดีของศาล กระบวนการรับฟังพยานหลักฐาน รวมถึงการคุมขังผู้ต้องหาหรือจำเลยระหว่างการพิจารณาคดี อันเป็นมาตรการป้องกันมิให้เกิดการละเมิดกฎหมายหรือหลักการด้านสิทธิมนุษยชนของผู้ที่ตกเป็นผู้ต้องหา

อนึ่งจากการเยี่ยมโดยคณะทำงานและตัวแทนองค์กรภาคประชาสังคม พบว่าผู้ต้องหาในคดีนี้ได้ถูกใส่โซ่ตรวนไว้ตลอด 24 ชั่วโมง ทั้งในขณะที่ผู้ต้องหาถูกขังอยู่ในเรือนจำและระหว่างที่เดินทางมายังศาล ซึ่งศาลปกครองเคยมีคำพิพาษาเพื่อสร้างบรรทัดฐานด้านการตรวนผู้ต้องขังตลอด 24 ชั่วโมงนั้น ย่อมเป็นการละเมิดสิทธิของผู้ต้องขัง

คดีดังกล่าวนี้ นับว่าเป็นที่สนใจของประชาชนทั้งในประเทศไทยและในต่างประเทศ มูลนิธิเพื่อสิทธิมนุษยชนและการพัฒนา (Human Rights and Development Foundation-HRDF) เครือข่ายเพื่อสิทธิแรงงานข้ามชาติ (Migrant Workers Rights Network-MRWRN) มูลนิธิการศึกษาเพื่อการพัฒนา (Foundation of Education and Development-FED) และมูลนิธิผสานวัฒนธรรม (Cross Cultural Foundation-CrCF) ซึ่งเป็นองค์กรพัฒนาเอกชน มีวัตถุประสงค์ในการส่งเสริมให้ประชาชนเข้าถึงความเป็นธรรม ตามกระบวนการยุติธรรม หลักนิติธรรม และหลักสิทธิมนุษยชน ขอให้การสนับสนุนการทำงานของสภาทนายความและรณรงค์เพื่อให้เกิดการความยุติธรรม ยุติการละเมิดสิทธิมนุษยชน เพื่อให้ประชาชนมีความเชื่อมั่นต่อกระบวนการยุติธรรม หลักนิติธรรม ในประเทศไทย

For Immediate Release 22 October 2014

Press Release

Two Burmese Koh Tao Suspects Recant Confessions, due to the use of Torture, to Koh Samui Provincial Public Attorney through the Lawyer Council of Thailand, Deny the Rape and Murder Charges of the British Tourists

20th October 2014, The Human Rights Commission of the Lawyer Council of Thailand set up a working group to provide legal aid to Win or Win Saw Thun and Zaw Lin, the two Burmese suspects in the murder of David Miller, 24 and the rape and murder of Hannah Witheridge, 23 in Koh Tao, Surat Thani province on 15 September 2014. Mr Surapong Kong-janteuk has been appointed as the head of the the mission to provide legal aid and other assistance regarding human rights violation in criminal legal procedure along with several other senior attorneys.

On 21st October 2014, attorneys from the above working group has met and conducted a fact-finding mission with the two suspects. Koh Samui Prison has arranged a meeting room for the suspects to have a private and confidential meeting and for fact-finding with the attorneys for over five hours. The two suspects requested their attorneys to lodge a petition to the public attorney of Koh Samui Province. The suspects have denied the charges associated with the murder and rape of the two British tourists and said they had been forced to confess under the police custody. Additionally, they said to be tortured by some of police officials and the official’s interpreter in order to extract confessions on 2nd October 2014. Afterwards, the police official had requested the arrest warrants and had directed the suspects to the crime scene reenactment on 3rd October 2014. The reenactment has been covered by various media such as on televisions, printed media and online media. The complaint is sought to seek a further investigation by the public attorney into the use of torture to obtain the confessions and to accept the suspects’s witnesses in order to ensure justice and to bring the real perpetrators to the judicial process.

Under the principle of fair trial, a perpetrator must be brought to the judicial process under the law to achieve justice for victims of the crime, their relatives and to those accused of crimes. A perpetrator of a criminal offence must receive a proportionate punishment to an offence committed to avoid impunity, which will instil fear and insecurities due to the serious criminal offence among the public. In the case of Koh Tao murder where the victims are two British tourists, there are two Burmese migrants accused of the crime. The Thai officials involved with the criminal justice system are responsible to identify the offender to be punished under the criminal justice system under the domestic law and international laws Thailand has ratified. Thus, Thailand must follow the procedure during the pre-trial process, such as in an investigation, an arrest, a pre-trial detention, an interrogation, during a trial, a witness examination, a detention of an accused or a defendant during the trial to prevent violations of the law or an abuse of human rights to the accused.

The civil society organization working group and representatives also noted that the two suspects are shackled 24 hrs a day, when they were in the prison and while they are travelling to the court of justice. In this case, the Administrative Court issued a verdict that 24 hrs shackling is a violation of a prisoner’s right.

As the Koh Tao murder case is under the local and international spotlight, the Human Rights and Development Foundation (HRDF) the Migrant Workers Rights Network (MWRN), the Foundation of Education and Development (FED) and the Cross Cultural Foundation (CrCF), who are NGOs to support an access to justice under the judicial process, the rule of law and human rights, would like to express our support to the Lawyer Council of Thailand’s mission. We will jointly campaign for justice and to end human rights violations to ensure that people will trust in the Thai judicial process and the rule of law in Thailand.

————————————————————————————————–

For more information, please contact

Mr. Surapong Kong-janteuk, Lawyer Council of Thailand representative 081 642 4006 or

Mr Nakorn Chompuchart 081 847 3086

————————————————————————————————–

รายละเอียดเพิ่มเติมติดต่อ

ข้อมูลเพิ่มเติม ติดต่อผู้แทนทนายความ สภาทนายความ นายสุรพงษ์ กองจันทึก 081 642 4006 หรือ

นายนคร ชมพูชาติ 081 847 3086

25571022-130736.jpg

Follow

Get every new post delivered to your Inbox.

Join 30 other followers