Feeds:
Posts
Comments

พื้นที่รับผิดชอบ หน่วยขึ้นตรง ศูนย์บรรเทาสาธารณภัยกองทัพภาคที่ 4 (นขต.ศบภ.ทภ.4)

ศบภ.พล.ร.5
•หน่วยรับผิดชอบ ส.พัน.5 , ม.พัน.16 , ป.พัน.15
•พื้นที่รับผิดชอบ อ.ทุ่งใหญ่ , อ.นาบอน , อ.ชะอวด , อ.จุฬาภรณ์ , อ.ร่อนพิบูลย์ จว.นครศรีธรรมราช
•หมายเลขโทรศัพท์ 075-495273 โทร.ทบ.45100

ศบภ.บชร.4
•หน่วยรับผิดชอบ นขต.บชร.4
•พื้นที่รับผิดชอบ อ.บางขัน , อ.ถ้ำพรรณรา จว.นครศรีธรรมราช
•หมายเลขโทรศัพท์ 075-495144 โทร.ทบ.45196

ศบภ.พล.ร.15
•หน่วยรับผิดชอบ พล.ร.15 , ร.151
•พื้นที่รับผิดชอบ จว.ปัตตานี ยกเว้น อ.หนองจิก และ อ.โคกโพธิ์
•หมายเลขโทรศัพท์ 073-424020

ศบภ.มทบ.41
•หน่วยรับผิดชอบ มทบ.41
•พื้นที่รับผิดชอบ อ.เมือง , อ.ปากพนัง , อ.หัวไทร , อ.เชียรใหญ่ , อ.เฉลิมพระเกียรติ จว.นครศรีธรรมราช
•หมายเลขโทรศัพท์ 075-383444 โทร.ทบ.40279

ศบภ.มทบ.42
•หน่วยรับผิดชอบ มทบ.42 , ร.5 , ร.พัน.1 และ ป.พัน.5
•พื้นที่รับผิดชอบ พื้นที่ อ.สะเดา , อ.นาทวี , อ.สะบ้าย้อย จว.สงขลา ยกเว้น อ.คลองหอยโข่ง
•หมายเลขโทรศัพท์ 074-586685 โทร.ทบ.44300 , 44305

ศบภ.พล.พัฒนา 4
•หน่วยรับผิดชอบ พล.พัฒนา 4 , กรมพัฒนา 4 , พัน.พัฒนา 4
•พื้นที่รับผิดชอบ พื้นที่ อ.คลองหอยโข่ง , อ.สะเดา จว.สงขลา และเป็นหน่วยสนับสนุนส่วนรวม
•หมายเลขโทรศัพท์ 074-501233-5 ต่อ 42224

ศบภ.ร.15
•หน่วยรับผิดชอบ ร.15 , ร.15 พัน.2
•พื้นที่รับผิดชอบ อ.ลานสกา , อ.พรหมคีรี , อ.ฉวาง , อ.พิปูน , อ.ช้างกลาง จว.นครศรีธรรมราช
•หมายเลขโทรศัพท์ 075-383336 โทร.ทบ.40406

ศบภ.ป.5
•หน่วยรับผิดชอบ ป.5 , ป.พัน.105
•พื้นที่รับผิดชอบ อ.ท่าศาลา , อ.ขนอม , อ.พระพรหม , อ.นบพิตำ จว.นครศรีธรรมราช
•หมายเลขโทรศัพท์ 075-383362 โทร.ทบ.40351

ศบภ.จทบ.ท.ส.
•หน่วยรับผิดชอบ จทบ.ท.ส.
•พื้นที่รับผิดชอบ อ.ทุ่งสง จว.นครศรีธรรมราช , อ.รัษฎา จว.ตรัง
•หมายเลขโทรศัพท์ 075-495074-8 ต่อ 45021 โทร.ทบ.45302

ศบภ.จทบ.ส.ฏ.
•หน่วยรับผิดชอบ จทบ.ส.ฎ. , ร.25 , ร.25 พัน.3
•พื้นที่รับผิดชอบ จว.ส.ฏ. , จว.พ.ง.
•หมายเลขโทรศัพท์ 077-204491 โทร.ทบ.45669

ศบภ.จทบ.ช.พ.
•หน่วยรับผิดชอบ จทบ.ช.พ. , ร.25 พัน.1 , ป.พัน.25
•พื้นที่รับผิดชอบ จว.ชุมพร
•หมายเลขโทรศัพท์ 077-596665 ต่อ 44014 , 44205

ศบภ.จทบ.ป.น.
•หน่วยรับผิดชอบ จทบ.ป.น. , ร.5 พัน.2
•พื้นที่รับผิดชอบ อ.หนองจิก , อ.โคกโพธิ์ จว.ป.น.
•หมายเลขโทรศัพท์ 073-340141-4 ต่อ 43011

ศบภ.ร.15 พัน.1
•หน่วยรับผิดชอบ ร.15 พัน.1
•พื้นที่รับผิดชอบ จว.กระบี่
•หมายเลขโทรศัพท์ 075-699046 โทร.ทบ.41813

ศบภ.ร.15 พัน.4
•หน่วยรับผิดชอบ ร.15 พัน.4
•พื้นที่รับผิดชอบ จว.ตรัง
•หมายเลขโทรศัพท์ 075-284113

ศบภ.ร.25 พัน.2
•หน่วยรับผิดชอบ ร.25 พัน.2
•พื้นที่รับผิดชอบ จว.ระนอง , จว.ภูเก็ต
•หมายเลขโทรศัพท์ 077-862246-7 ต่อ 40203

ศบภ.ร.5 พัน.2
•หน่วยรับผิดชอบ ร.5 พัน.2
•พื้นที่รับผิดชอบ จว.สตูล
•หมายเลขโทรศัพท์ 074-725049

ศบภ.ร.5 พัน.3
•หน่วยรับผิดชอบ ร.5 พัน.3
•พื้นที่รับผิดชอบ อ.นาทวี , อ.สะบ้าย้อย , อ.เทพา จว.สงขลา
•หมายเลขโทรศัพท์ 086-2841929 โทร.ทบ.46002

ศบภ.ช.พัน.402
•หน่วยรับผิดชอบ ช.พัน.401 , ช.พัน.402
•พื้นที่รับผิดชอบ พื้นที่ จว.พ.ท.
•หมายเลขโทรศัพท์ 074-614408 ต่อ 41206

ศบภ.ร.151 พัน.3
•หน่วยรับผิดชอบ ร.151 พัน.3
•พื้นที่รับผิดชอบ จว.นราธิวาส
•หมายเลขโทรศัพท์ 073-538144

ศบภ.ร.152
•หน่วยรับผิดชอบ ร.152
•พื้นที่รับผิดชอบ จว.ย.ล.
•หมายเลขโทรศัพท์ 073-262770

ศบภ.ร้อย.ฝรพ.4
•หน่วยรับผิดชอบ ร้อย.ฝรพ.4
•พื้นที่รับผิดชอบ อ.สิชล จว.นครศรีธรรมราช
• หมายเลขโทรศัพท์ 075-476635

25571219-140219.jpg

2014-12-19_จดหมายปะหน้าข้อเสนอต่อร่างกม.ห้ามทรมานและบังคับสูญหาย- ปลัดกระทรวงยุติธรรม

2014-12-19_สรุปข้อเสนอต่อร่างกม.ห้ามทรมานและบังคับสูญหาย จากผู้เสียหาย ญาติ และองค์กรสิทธิมนุษยชน final 3

General Comment on CAT-C-GC-3_16 Nov 2012_ Thai

เผยแพร่วันที่ 19 ธันวาคม 2557

ใบแจ้งข่าว25571210-172042.jpg

            เมื่อวันที่ 19  ธันวาคม  พ.ศ. 2557   มูลนิธิยุติธรรมเพื่อสันติภาพ แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย สมาคมสิทธิสรีภาพประชาชน มูลนิธิผสานวัฒนธรรมได้จัดทำข้อเสนอแนะต่อปลัดกระทรวงยุติธรรมและอธิบดีกรมคุ้มครองสิทธิมนุษยชน  กรณีกระทรวงยุติธรรมได้ริเริ่มให้มีการร่างพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมานและการบังคับบุคคลให้สูญหาย พ.ศ. …. ที่มีการนำหลักการด้านสิทธิมนุษยชนสากลตามพันธกรณีที่ประเทศไทยพึงนำมาแก้ไขกฎหมายในประเทศให้สอดคล้อง  โดยเฉพาะการบัญญัติให้การละเมิดสิทธิมนุษยชนที่ร้ายแรงทั้งสองประการคือการทรมานและการบังคับให้สูญหายเป็นความผิดทางอาญาและมีบทลงโทษที่เหมาะสมกับความร้ายแรงของการกระทำความผิด โดยทางกระทรวงฯจะจัดให้มีการพิจารณาร่างฯอีกครั้ง ในวันที่ 22 ธันวาคมนี้

             ข้อเสนอแนะดังกล่าวมาจากเวทีเสวนาเพื่อพิจารณาร่าง พรบ.ฉบับดังกล่าวจากการระดมความเห็นเมื่อวันที่ 1-2 ธันวาคม ที่ผ่านมา ณ โรงแรมทีเคพาเลสโดยมีผู้สนใจเข้าร่วมเสวนาจากตัวแทนมูลนิธิศูนย์ทนายความมุสลิม กลุ่มด้วยใจ เครือข่ายสิทธิมนุษยชนชาวลาหู่  เครือข่ายสิทธิมนุษยชนปัตตานี กลุ่มญาติผู้ถูกบังคับให้สูญหายและตัวแทนจากองค์กรของรัฐหลายหน่วยงานเข้าร่วมรับฟังและเสนอแนะด้วย  สรุปข้อเสนอแนะได้จัดเสนอทำเป็นเอกสารจำนวน 7 หน้านำเสนอต่อปลัดกระทรวงยุติธรรมและอธิบดีกรมคุ้มครองสิทธิเสรีภาพร่างกฎหมายฉบับนี้สมบูรณ์และสอดคล้องกับสภาพปัญหาที่เกิดขึ้นในประเทศไทยสรุปได้ดังนี้คือ

  1. การทรมานและการบังคับให้บุคคลสูญหายมักเกิดกับประชากรบางกลุ่มโดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยงหรือกลุ่มคนที่ด้อยโอกาสในสังคม กลุ่มชาติพันธุ์ กลุ่มที่ขัดแย้งหรือเห็นต่างกับเจ้าหน้าที่รัฐ เช่นนักต่อสู้เพื่อสิทธิมนุษยชน หรือกลุ่มประชากรที่อยู่ภายใต้นโยบายพิเศษบางอย่างของรัฐ เช่น การปราบปรามยาเสพติด การปราบปรามการก่อการร้าย หรือการปราบปรามผู้มีอิทธิพล เป็นต้น
  2. การสืบสวนสอบสวนคดีทรมานหรือการบังคับสูญหายมักไม่ประสบความสำเร็จในการเข้าถึงความยุติธรรม เนื่องจากหน่วยงานที่มีอำนาจหน้าที่ในการดำเนินการและรับผิดชอบไม่เป็นอิสระ เป็นกลาง และอาจไม่สนใจที่จะทำคดีหรือสืบสวนสอบสวนโดยทันที และอาจ อาจถูกแทรกแซงโดยผู้มีอำนาจหรือผู้มีอิทธิพลจึงเห็นว่าในการแต่งตั้งบุคคลกรที่มีอำนาจสืบสวนสอบสวนจำเป็นต้องเป็นผู้มีความเชี่ยวชาญซึ่งผ่านการฝึกอบรมและการทำงานเป็นมืออาชีพเพื่อให้เกิดความเป็นอิสระและได้รับความไว้วางใจจากผู้เสียหายและญาติ
  3. การตรวจรักษาผู้บาดเจ็บจากการทรมานนั้นต้องการผู้เชี่ยวชาญทางการแพทย์และนักจิตวิทยาที่มีความรู้ความเข้าใจเป็นการเฉพาะ ร่างกฎหมายฉบับนี้ควรจะมีการกำหนดการชดเชยเยียวยา รวมถึงค่าชดใช้และการฟื้นฟูเยียวยาทางด้านร่างกายและจิตใจ รวมทั้งการฝึกอบรมการใช้คู่มือการสืบสวนและการบันทึกการกระทำทรมานและการประติบัติ หรือการลงโทษอื่นๆ ที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม หรือย่ำยีศักดิ์ศรีอย่างมีประสิทธิภาพ (พิธีสารอิสตันบูล) สำหรับบุคลากรที่เกี่ยวข้องทุกคน รวมทั้งบุคลากรการแพทย์
  4. ในร่างกฎหมายฉบับนี้ต้องให้ความมั่นใจว่ากรณีการบังคับบุคคลให้สูญหายต้องได้รับการสืบสวนสอบสวนโดยทันที เป็นกลางและมีประสิทธิภาพโดยต้องนำตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษโดแม้ไม่พบตัวหรือไม่พบชิ้นส่วนศพก็ตาม และต้องตระหนักว่าสิทธิในการรับทราบความจริงเกี่ยวกับชะตากรรมของเหยื่อเป็นสิทธิโดยสมบูรณ์ที่ไม่อาจปฏิเสธได้
  5. ร่างกฎหมายฉบับนี้ยังขาดแนวทางการคุ้มครองพยานอย่างมีประสิทธิภาพและต้องกำหนดอย่างชัดเจนว่าเจ้าหน้าที่ที่ทำหน้าที่คุ้มครองพยานต้องไม่เป็นเจ้าหน้าที่ในหน่วยงานเดียวกันหรือใกล้ชิดกับหน่วยงานที่ถูกกล่าวหาว่าทำการทรมานหรือบังคับให้สูญหาย เพื่อให้ความมั่นใจว่าผู้กระทำผิดจะไม่มีอิทธิพลต่อกลไกการคุ้มครองพยาน
  6. ร่างกฎหมายฯ ยังคงเปิดช่องให้ไม่เปิดเผยข้อมูลต่อญาติและบุคคลภายนอกเป็นเหตุให้เกิดการทรมาน การบังคับบุคคลให้สูญหาย หรือการคุมตัวในสถานที่ไม่เปิดเผยกรณีอาจก่อให้เกิดอันตรายหรือเป็นอุปสรรคต่อการสืบสวนคดีอาญา ซึ่งข้อกำหนดดังกล่าวอาจจะยังเป็นช่องว่างหรือข้อยกเว้นที่เป็นอุปสรรคต่อการห้ามทรมานและห้ามไม่ให้มีการบังคับให้บุคคลสูญหายโดยเด็ดขาดตามเจตนารมณ์ของกฎหมาย จึงควรที่จะพิจารณาแก้ไข
  7. การทรมานอย่างเป็นระบบและการบังคับบุคคลสูญหายเป็นอาชญากรรมต่อมนุษยชาติ (Crime Against Humanity) ตามกฎหมายระหว่างประเทศที่ไม่อาจมีการละเว้นโทษ หรือนิรโทษกรรมได้แม้ในสถานการณ์ฉุกเฉิน
  8. การเสริมความช่วยเหลือทางด้านกฎหมายให้กับผู้เสียหายและเหยื่อซึ่งถ้าหากร่างกฎหมายฉบับนี้ได้ระบุถึงหลักเกณฑ์ให้สามารถร้องขอความช่วยเหลือจากกองทุนยุติธรรมเพื่อการร้องเรียนต่อศาลด้วยเป็นการเฉพาะก็จะช่วยทำให้ผู้เสียหายและญาติเข้าถึงความยุติธรรมได้ทั่วถึงมากขึ้น

ติดต่อข้อมูลเพิ่มเติม  นางอังคณา นีละไพจิตร  โทร  084-7280350

เอกสารแปล

เอกสารวิเคราะห์ แง่มุมด้านสิทธิมนุษยชนของร่างพระราชบัญญัติการชุมนุมสาธารณะ
​ต่อไปนี้เป็นบทวิเคราะห์แง่มุมด้านสิทธิมนุษยชนของร่างพระราชบัญญัติการชุมนุมสาธารณะ (ร่างพรบ.ฯ) ที่ทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติได้จัดส่งให้คณะรักษาความสงบแห่งชาติเพื่อพิจารณาและจะส่งมอบให้ทางคณะรัฐมนตรี และสภานิติบัญญัติแห่งชาติเพื่อพิจารณาในลำดับต่อไป

​ในแต่ละส่วนของบทวิเคราะห์จะประกอบด้วยข้อเสนอแนะขนาดสั้น ภายใต้เงื่อนไขด้านกฎหมายในปัจจุบันของไทย แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนลไม่อาจมั่นใจได้ว่าการแก้ไขร่างพรบ.ฯ ฉบับนี้เพียงอย่างเดียว จะช่วยคุ้มครองสิทธิที่จะมีเสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบ ทางหน่วยงานจึงมีข้อเสนอแนะบางส่วนในเรื่องข้อกฎหมาย และมาตรการอื่นนอกเหนือไปจากร่างพรบ.ฯ ฉบับนี้

​บทวิเคราะห์และข้อเสนอแนะเหล่านี้เป็นผลมาจากข้อกังวลหลักของแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล และอาจไม่ครอบคลุมเนื้อหาในทุกมาตรา หรือไม่ครอบคลุมสิทธิมนุษยชนทุกด้านของร่างพรบ.ฯ

1. กรอบกฎหมายระหว่างประเทศและรัฐธรรมนูญ

1.1. กฎหมายสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ

​สิทธิที่จะมีเสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบ รวมทั้งสิทธิที่จะมีเสรีภาพในการสมาคมและการแสดงออกซึ่งเกี่ยวข้องกันอย่างใกล้ชิด เป็นหลักประกันที่ได้รับการคุ้มครองตามสนธิสัญญาสิทธิมนุษยชนที่ไทยเป็นรัฐภาคี โดยเฉพาะกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (International Covenant on Civil and Political Rights-ICCPR)

ข้อ 21 ของ ICCPR กำหนดว่า

สิทธิในการชุมนุมโดยสงบย่อมได้รับการรับรอง การจำกัดการใช้สิทธินี้จะกระทำมิได้นอกจากจะกำหนดโดยกฎหมายและเพียงเท่าที่จำเป็นสำหรับสังคมประชาธิปไตย เพื่อประโยชน์แห่งความมั่นคงของชาติ หรือความปลอดภัย ความสงบเรียบร้อย การสาธารณสุข หรือศีลธรรมของประชาชนหรือการคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของบุคคลอื่น

​ในจดหมายที่องค์การสหประชาชาติได้รับเมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2557 รัฐบาลไทยได้แจ้งต่อเลขาธิการองค์การสหประชาชาติว่า ตามการอ้างอำนาจในข้อ 4 ของกติกา ICCPR เมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม 2557 เพื่อเลี่ยงพันธกรณีตามสนธิสัญญา โดยมีการชะลอการบังคับใช้ หรือการจำกัดสิทธิหลายประการที่กำหนดไว้ในกติกา ICCPR รวมถึงสิทธิที่จะชุมนุมโดยสงบ

​แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนลต้องการย้ำว่า ตามข้อ 4 ของกติกา ICCPR ในภาวะฉุกเฉินนั้น รัฐภาคีอาจใช้มาตรการที่เป็นการเลี่ยงพันธกรณีของตนภายใต้กติกานี้ได้ “เพียงเท่าที่จำเป็นตามความฉุกเฉินของสถานการณ์” ดังที่คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนของกติกาฯ นี้อธิบายว่า “…การเลี่ยงการปฏิบัติตามพันธกรณี ให้กระทำได้เท่าที่จำเป็นตามความฉุกเฉินของสถานการณ์ และจะต้องสะท้อนถึงหลักความได้สัดส่วน ซึ่งเป็นพื้นฐานสำหรับการเลี่ยงพันธกรณีและการใช้อำนาจในการจำกัดสิทธิใดๆ นอกจากนั้น จากข้อเท็จจริงที่ว่า การเลี่ยงพันธกรณีทำให้ไม่ต้องปฏิบัติตามข้อกำหนดบางประการ อาจกระทำได้โดยอ้างเหตุความฉุกเฉินของสถานการณ์นั้น อย่างไรก็ดีต้องมีการแสดงให้เห็นถึงเหตุแห่งความฉุกเฉินของสถานการณ์นั้นด้วย” คณะกรรมการฯ ยังเน้นย้ำว่า “มาตรการซึ่งเป็นการเลี่ยงการปฏิบัติตามข้อกำหนดของกติกา ต้องมีลักษณะที่เป็นเหตุยกเว้นและเป็นมาตรการชั่วคราวเท่านั้น”

​แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนลเห็นว่า การจำกัดสิทธิที่จะมีเสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบที่เกิดขึ้นนับตั้งแต่การประกาศใช้กฎอัยการศึกในประเทศไทย รวมทั้งการจำกัดสิทธิที่จะมีเสรีภาพในการแสดงออกและการสมาคมที่เป็นอยู่ ไม่สอดคล้องกับเงื่อนไขดังข้างต้น มาตรการจำกัดเสรีภาพในการชุมนุมที่เป็นอยู่มีลักษณะกระทำโดยพลการ และใช้อำนาจอย่างกว้างขวางมากเกินไปทั้งในแง่ของขอบเขตและเนื้อหาสาระ จนไม่อาจถือได้ว่ามีสัดส่วนเหมาะสมหรือเป็นมาตรการที่เป็นข้อยกเว้นได้ นอกจากนั้นการบังคับใช้มาตรการเหล่านี้นานกว่าห้าเดือน ย่อมไม่อาจถือได้ว่าเป็นมาตรการ “ชั่วคราว” เช่นกัน

​แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนลสนับสนุนความเห็นของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนของกติกาฯ นี้ที่ว่า การจำกัดสิทธิตามข้อ 21 นั้นเพียงพอแล้ว จึงไม่มีเหตุผลมากเพียงพอที่จะต้องเลี่ยงพันธกรณีแม้ในภาวะฉุกเฉิน

ข้อเสนอแนะของแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล:

• ถอนการประกาศเลี่ยงพันธกรณีตามกติกา ICCPR

1.2. ข้อกำหนดตามรัฐธรรมนูญที่คุ้มครองสิทธิที่จะมีเสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบ

​ในเบื้องต้น แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนลต้องการย้ำว่า เช่นเดียวกับสิทธิมนุษยชนหลักอื่นๆ สิทธิมนุษยชนในการชุมนุมโดยสงบจะได้รับการคุ้มครองอย่างดีที่สุดในประเทศ เมื่อมีข้อกำหนดเป็นกฎหมายเฉพาะและเป็นกฎหมายพื้นฐานเช่นในรัฐธรรมนูญ

​รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2550 มีข้อกำหนดหลายประการเพื่อคุ้มครองสิทธิมนุษยชน รวมทั้งข้อกำหนดที่คุ้มครองสิทธิที่จะชุมนุมโดยสงบเป็นการเฉพาะ และมีข้อกำหนดเกี่ยวกับสิทธิที่เกี่ยวเนื่องกับเสรีภาพในการแสดงความเห็นและการแสดงออก ในทางตรงกันข้าม รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) ที่ประกาศใช้เมื่อเดือนกรกฎาคม 2557 และมีผลบังคับใช้อยู่ในปัจจุบัน ไม่มีข้อกำหนดเป็นการเฉพาะเกี่ยวกับสิทธิเหล่านี้ แม้มาตรา 4 จะให้ความคุ้มครองโดยรวมโดยระบุว่า

ภายใต้บังคับบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้ ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ สิทธิ เสรีภาพและความเสมอภาค บรรดาที่ชนชาวไทยเคยได้รับการคุ้มครองตามประเพณีการปกครองประเทศไทยในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขและตามพันธกรณีระหว่างประเทศที่ประเทศไทยมีอยู่แล้ว ย่อมได้รับการคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญนี้

​ดังที่แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนลเคยตั้งข้อสังเกตไว้ ทางองค์การฯ กังวลว่า รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) ให้การคุ้มครองสิทธิมนุษยชนที่อ่อนแอกว่ารัฐธรรมนูญฉบับก่อนหน้า นอกจากจะไม่มีเนื้อหาที่ชัดเจนถึงสิทธิหลักที่ต้องได้รับการคุ้มครองแล้ว การกำหนดให้การคุ้มครองตามมาตรา 4 อยู่ “ภายใต้บังคับบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้” หมายความว่าสิทธิมนุษยชนและพันธกรณีระหว่างประเทศของไทยตกอยู่ในสถานะเป็นรองเมื่อเปรียบเทียบกับรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) ทั้งนี้ ตามหลักกฎหมายจารีตประเพณีระหว่างประเทศ รัฐไม่อาจอ้างกฎหมายในประเทศเพื่อสร้างความชอบธรรมให้กับการไม่ปฏิบัติตามสนธิสัญญา

ข้อเสนอแนะของแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล

• นำข้อกำหนดตามรัฐธรรมนูญที่ที่ระบุถึงการปกป้อง คุ้มครองสิทธิมนุษยชนอย่างชัดเจนกลับคืนมาในรัฐธรรมนูญที่จะทำการจัดทำต่อไป
• ประกันว่ากฎหมายในประเทศทุกฉบับมีเนื้อหาสอดคล้องกับพันธกรณีระหว่างประเทศด้านสิทธิมนุษยชนของไทย
2. ข้อกังวลหลักเกี่ยวกับสิทธิมนุษยชนในร่างพรบ.ฯ

2.1. แม้แต่การคุ้มครองอย่างจำกัดตามร่างพรบ.ฯ ก็ไม่อาจกระทำได้ภายใต้กฎอัยการศึก

​มาตรา 4 ของร่างพรบ.ฯ กำหนดว่า “การชุมนุมสาธารณะในระหว่างเวลาที่มีประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินหรือประกาศใช้กฎอัยการศึก และการชุมนุมสาธารณะที่จัดขึ้นเพื่อประโยชน์ในการหาเสียงเลือกตั้งในช่วงเวลาที่มีการเลือกตั้ง ให้เป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยการนั้น”

​หมายความว่า แม้จะมีการรับรองร่างพรบ.ฯ แล้ว ก็จะยังไม่มีผลบังคับใช้ทันทีจนกว่าจะยกเลิกกฎอัยการศึก ในปัจจุบันตามประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ฉบับที่ 7/2557 นับแต่เดือนพฤษภาคม 2557 ระบุว่า “ห้ามมิให้มั่วสุม หรือชุมนุมทางการเมือง ณ ที่ใด ๆ ที่มีจํานวนตั้งแต่ 5 คน ขึ้นไป” และ “หากผู้ใดฝ่าฝืนต้องระวางโทษจําคุก ไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจําทั้งปรับ”

​ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) คำสั่งคสช.ฉบับนี้และทุกฉบับจะยังคงอยู่และมีผลบังคับใช้ตามกฎหมาย กล่าวอีกอย่างหนึ่งคือ ร่างพรบ.ฯ จะไม่มีอำนาจในการเปลี่ยนแปลงใดๆ ในทางปฏิบัติ จนกว่าจะมีการยกเลิกกฎอัยการศึกหรือประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ฉบับที่ 7/2557 เสียก่อน

ข้อเสนอแนะของแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล:

• ยกเลิกข้อกำหนดใดๆ ที่ประกาศตามกฎอัยการศึกซึ่งส่งผลกระทบในทางเสียหายต่อสิทธิมนุษยชน
• ยกเลิกประกาศและคำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ทุกฉบับที่จำกัดสิทธิมนุษยชนโดยรวม และจำกัดสิทธิที่จะมีเสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบเป็นการเฉพาะ
2.2. นิยามซึ่งให้อำนาจอย่างกว้างขวางต่อทางการในการสั่งห้ามการชุมนุมโดยสงบ
​มาตรา 7 ของร่างพรบ.ฯ มีเนื้อหาบางส่วนดังนี้

การชุมนุมสาธารณะใดมีการขัดขวางหรือกีดขวางมิให้ประชาชนใช้ทางหลวงหรือทางสาธารณะได้ตามปกติโดยไม่ได้รับอนุญาตจากผู้มีอำนาจหน้าที่ดูแลรักษาทางนั้น หรือทำให้ประชาชนได้รับความเดือดร้อนเกินที่พึงคาดหมายได้ว่าเป็นไปตามปกติและเหตุอันควร หรือมีการละเมิดสิทธิหรือเสรีภาพของบุคคลอื่น หรือมีการกระทำการใด ๆ อันอาจก่อให้เกิดความวุ่นวายขึ้นในบ้านเมืองไม่เป็นการชุมนุมสาธารณะโดยสงบ

​แม้ว่ากติกา ICCPR จะอนุญาตให้สิทธิที่จะมีเสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบ รวมทั้งสิทธิอื่นๆ บางประการ (เช่น เสรีภาพในการสมาคมและเสรีภาพในการแสดงออก) อยู่ใต้ข้อจำกัดบางประการ แต่ข้อจำกัดดังกล่าวจะกระทำได้ก็ต่อเมื่อในประการแรกคือมีกฎหมายกำหนดเอาไว้ ประการที่สอง คือเพื่อคุ้มครองประโยชน์สาธารณะ (ความมั่นคงของชาติ ความสงบเรียบร้อย การสาธารณสุข หรือศีลธรรมของประชาชน) หรือเพื่อคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของบุคคลอื่น และประการที่สาม เมื่อเหตุผลดังข้างต้นสามารถพิสูจน์ได้ การจำกัดสิทธิใดๆ ที่ไม่สอดคล้องกับทุกองค์ประกอบดังกล่าว หรือที่เรียกว่า “บททดสอบสามประการ” (“three-part test”) ย่อมถือเป็นการละเมิดสิทธินี้

​แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนลกังวลอย่างยิ่งว่ามาตรา 7 ให้อำนาจทางการอย่างกว้างขวางในการสั่งห้ามการชุมนุมประท้วงอย่างสงบ ซึ่งอำนาจดังกล่าวไม่สอดคล้องกับหลักเกณฑ์ข้างต้น เรามีข้อกังวลโดยเฉพาะในเนื้อหาของมาตรานี้ที่ระบุว่า การชุมนุมโดยสงบอาจ “ไม่เป็นการชุมนุมสาธารณะโดยสงบ” และเป็นเหตุนำไปสู่การฟ้องร้องดำเนินคดีและการใช้กำลังของตำรวจได้ เพียงเพราะการชุมนุมนั้นเป็นเหตุให้มีการ “กีดขวางมิให้ประชาชนใช้ทางหลวงหรือทางสาธารณะได้ตามปกติ…” กรณีที่เป็นการชุมนุมขนาดเล็กอย่างสงบ เช่น การชุมนุมบนถนนหรือตามจัตุรัสในเมืองนั้น “การขัดขวางการใช้ประโยชน์ตามปรกติ” เป็นเรื่องที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ ข้อกำหนดเช่นนี้ย่อมเปิดโอกาสให้ทางการสั่งห้ามหรือสลายการชุมนุมได้หากไม่พอใจแม้จะเป็นการชุมนุมโดยสงบก็ตาม ในทำนองเดียวกัน คำว่า “การขัดขวาง” มีความหมายที่กว้างมาก และอาจถูกใช้โดยพลการเพื่อปราบปรามการชุมนุมโดยสงบ

​มาตราอื่น ๆ ที่ใช้คำว่า “ความสะดวก” นั้นเปิดโอกาสให้มีการใช้อำนาจโดยพลการ เพื่อจำกัดการชุมนุมโดยสงบ (“ขัดขวางความสะดวกของประชาชนที่จะใช้หรือเข้าออกที่สาธารณะนั้นตามปกติ” มาตรา 12(1) และในทำนองเดียวกันในมาตรา 18(1))

ข้อเสนอแนะของแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล

• เปลี่ยนถ้อยคำในมาตรา 7 และมาตราอื่น ๆ ทั้งหมดที่จำกัดสิทธิที่จะมีเสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบ โดยให้เหลือเงื่อนไขการจำกัดสิทธิเท่าที่กระทำได้ตามข้อ 21 ของกติกา ICCPR
• ประกันว่า โดยการประกาศใช้กฎหมาย ระเบียบ และคำสั่งใด ๆ การจำกัดสิทธิเหล่านี้ต้องได้รับการตีความอย่างแคบทั้งในทางกฎหมายและในทางปฏิบัติ และเป็นไปตามหลักความจำเป็นและความได้สัดส่วน
2.3. ข้อกำหนดให้ผู้จัดการชุมนุมต้องขออนุญาต
​มาตรา 11 ของร่างพรบ.ฯ กำหนดว่า

ผู้ใดประสงค์จะจัดการชุมนุมสาธารณะและการชุมนุมนั้นอาจจะกระทบต่อการรักษาความมั่นคงของชาติ ความปลอดภัยสาธารณะ ความสงบเรียบร้อย หรือศีลธรรมอันดีตลอดจนสุขอนามัยของประชาชน หรือความสะดวกของประชาชนที่จะใช้ที่สาธารณะ หรือการคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของบุคคลอื่น ให้มีหนังสือแจ้งการชุมนุมต่อผู้รับแจ้งก่อนเริ่มการชุมนุมไม่น้อยกว่ายี่สิบสี่ชั่วโมง

​มาตราดังกล่าวยังกำหนดเพิ่มเติมว่า “หนังสือแจ้งการชุมนุมสาธารณะ จะต้องมีรายละเอียดเกี่ยวกับการชุมนุมสาธารณะ ทั้งนี้ให้เป็นไปตามแบบที่รัฐมนตรีประกาศกำหนด”

​มาตรา 12 กำหนดเงื่อนไขในการใช้อำนาจตามมาตรา 11 ซึ่งรวมถึงกรณีที่ “ขัดขวางความสะดวกของประชาชนที่จะใช้หรือเข้าออกที่สาธารณะนั้นตามปกติ”

​แม้ว่าข้อจำกัดตามมาตรา 11 และ 12 จะสอดคล้องกับเนื้อหาของข้อ 21 ของกติกา ICCPR แต่ร่างพรบ.ฯ ฉบับนี้ยังกำหนดเพิ่มเติมให้ประหนึ่งเหมือนต้องขออนุญาตในการจัดการชุมนุม ในกรณีที่การชุมนุม “อาจกระทบต่อความสะดวกของประชาชนที่จะใช้ที่สาธารณะ” ดังที่ตั้งข้อสังเกตไว้ว่า คำว่า “ความสะดวก” เป็นคำที่มีความหมายกว้างขวางและคลุมเครือ แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนลกังวลว่า การกำหนดให้ประหนึ่งเหมือนต้องขออนุญาตการชุมนุม ในกรณีที่เพียงอาจเป็นไปได้ (“อาจจะ”) ว่าการชุมนุมอาจจะกระทบต่อ “ความสะดวก” ของสาธารณะ เป็นเงื่อนไขที่บังคับให้การชุมนุมสาธารณะโดยสงบทุกครั้งต้องได้รับการอนุญาตจากทางการเสียก่อน

​ผู้รายงานพิเศษสหประชาชาติว่าด้วยสิทธิที่จะมีเสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบและการสมาคมระบุว่า เราควรสันนิษฐานไว้ก่อนว่าผู้ชุมนุมมีเจตนาที่จะชุมนุมโดยสงบ ผู้รายงานพิเศษฯ ย้ำว่าไม่ควรกำหนดให้ต้องมีการขออนุญาตเพื่อการชุมนุมโดยสงบ การใช้สิทธิที่จะมีเสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบ ควรถูกควบคุมอย่างมากที่สุดด้วยเงื่อนไขให้ต้องมีการแจ้งล่วงหน้าเท่านั้น ซึ่งไม่ควรให้เป็นภาระมากจนเกินไป โดยเหตุผลที่ต้องแจ้งล่วงหน้าก็เพื่อให้ทางการสามารถอำนวยความสะดวกต่อการใช้สิทธิดังกล่าว และใช้มาตรการเพื่อประกันความปลอดภัยและความสงบเรียบร้อยของสาธารณะ รวมทั้งคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของบุคคลอื่น ๆ ผู้รายงานพิเศษฯ มีข้อเสนอแนะว่า ข้อกำหนดให้ต้องแจ้งล่วงหน้าควรเป็นไปตามการประเมินตามสัดส่วนที่เหมาะสม และควรเป็นข้อกำหนดเฉพาะเมื่อเป็นการชุมนุมขนาดใหญ่ หรือกรณีที่เชื่อว่าอาจมีการสร้างความปั่นป่วนวุ่นวายในระดับหนึ่ง

ข้อเสนอแนะของแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล

• เปลี่ยนถ้อยคำในมาตรา 11 เพื่อตัดเงื่อนไขที่กำหนดให้ประหนึ่งเหมือนต้องขออนุญาตก่อนจัดการชุมนุม
• จำกัดเงื่อนไขของผู้จัดการชุมนุมให้เหลือเพียงการแจ้งล่วงหน้า กรณีที่การชุมนุมนั้นอาจก่อให้เกิดความปั่นป่วนวุ่นวายในระดับหนึ่ง

2.4. การเอาผิดทางอาญากับการจัดการชุมนุมโดยสงบ
​มาตรา 30 ของร่างพรบ.ฯ กำหนดว่า

ผู้จัดการชุมนุมสาธารณะที่กระทบต่อการรักษาความมั่นคงของชาติ ความปลอดภัยสาธารณะ ความสงบเรียบร้อย หรือศีลธรรมอันดีตลอดจนสุขอนามัยของประชาชน หรือความสะดวกของประชาชนที่จะใช้ที่สาธารณะ หรือคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของบุคคลอื่น ซึ่งมิได้แจ้งการชุมนุมตามมาตรา 11 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหกเดือน หรือปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

​ร่างพรบ.ฯ ยังกำหนดอัตราโทษหลายประการให้กับผู้จัดการชุมนุม ผู้ให้ความช่วยเหลือ และยังรวมถึงผู้เข้าร่วมในบางกรณี เมื่อมีการละเมิดข้อกำหนดตามร่างพรบ.ฯ รวมทั้งมีโทษจำคุกตั้งแต่หนึ่งเดือนถึง 10 ปี และโทษปรับตั้งแต่ 1,000 บาทจนถึง 200,000 บาท

​แม้ในการคุ้มครองสิทธิของประชาชนโดยรวม รัฐอาจเอาผิดทางกฎหมายกับการกระทำบางประการ รวมทั้งการกระทำที่รุนแรงโดยผู้ประท้วง แต่แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนลกังวลอย่างยิ่งว่า การเอาผิดทางกฎหมายกับผู้จัดการชุมนุมและผู้เข้าร่วมการชุมนุมโดยสงบ ย่อมส่งผลกระทบเสียหายต่อสิทธิมนุษยชนที่จะมีเสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบ และสิทธิที่จะมีเสรีภาพในการแสดงออกและการสมาคมที่เกี่ยวเนื่องกัน ทางหน่วยงานมีข้อสังเกตว่า มาตรา 30 ของร่างพรบ.ฯ กำหนดบทลงโทษแม้ในกรณีเพียงไม่สามารถแจ้งล่วงหน้าให้ทางการทราบว่าจะมีการชุมนุม รวมถึงยังมีข้อกังวลที่ว่าการชุมนุม “อาจกระทบ” ต่อ “ความสะดวกของประชาชนที่จะใช้ที่สาธารณะ” การอ้างเหตุผลที่อาจเป็นเพียงความเป็นไปได้เช่นนี้ เมื่อรวมกับการอ้างคำว่า “ความสะดวก” ของสาธารณะตามข้อสังเกตข้างต้น เท่ากับเป็นการให้อำนาจอย่างกว้างขวางกับทางการที่จะจับกุมและดำเนินคดีกับผู้จัดการชุมนุมอย่างสงบโดยพลการ

​ผู้รายงานพิเศษสหประชาชาติว่าด้วยสิทธิที่จะมีเสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบและการสมาคมย้ำว่า “กรณีที่ผู้จัดการชุมนุมไม่สามารถแจ้งให้ทางการทราบ ก็ไม่ควรเป็นเหตุให้มีการสลายการชุมนุมโดยอัตโนมัติ และไม่ควรเป็นเหตุให้ผู้จัดต้องได้รับโทษทางอาญาหรือทางปกครอง ทั้งที่เป็นค่าปรับหรือโทษจำคุก”

ข้อเสนอแนะของแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล

• ให้ตัดเนื้อหาใด ๆ ที่มีข้อกำหนดให้ลงโทษทางอาญาหรือทางปกครอง ทั้งที่เป็นโทษจำคุกหรือค่าปรับ กรณีที่ผู้จัดการชุมนุมไม่ได้แจ้งล่วงหน้าก่อนการชุมนุม
• ให้ตัดเนื้อหาใด ๆ ที่มุ่งเอาผิดทางอาญากับผู้จัดและผู้ประท้วง โดยคำนึงว่าควรใช้กฎหมายอาญาทั่วไปกับผู้ประท้วง เช่นเดียวกับที่ใช้กับบุคคลอื่น ๆ
สรุป
​ในปัจจุบัน มีการควบคุมจำกัดอย่างมากต่อเสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบ โดยเฉพาะการชุมนุมทางการเมือง และแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนลยินดีที่ทางการพยายามจัดทำร่างกฎหมายเพื่อกำหนดให้การชุมนุมโดยสงบสามารถเกิดขึ้นได้อย่างชอบด้วยกฎหมาย

​อย่างไรก็ดี ร่างพระราชบัญญัติการชุมนุมสาธารณะฉบับปัจจุบัน ยังมีข้อบกพร่องและไม่สอดคล้องกับพันธกรณีของไทยที่มีต่อกฎหมายสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ โดยเฉพาะข้อกำหนดเกี่ยวกับสิทธิที่จะมีเสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบในข้อ 21 ของกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (International Covenant on Civil and Political Rights-ICCPR) และข้อกำหนดที่เกี่ยวข้องด้านเสรีภาพในการแสดงออก (ข้อ 19) และการสมาคม (ข้อ 22)

​แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนลกังวลอย่างยิ่งว่า ร่างพรบ.ฯ ฉบับนี้มีคำนิยามซึ่งเป็นการมอบอำนาจอย่างกว้างขวางให้กับทางการในการสั่งห้ามการชุมนุมโดยสงบ เช่น กำหนดให้ผู้จัดประหนึ่งเหมือนต้องขออนุญาตก่อนที่จะจัดการชุมนุมโดยสงบ และการเอาผิดทางอาญากับผู้จัดและผู้เข้าร่วมการชุมนุมโดยสงบ เมื่อกระทำการบางอย่างที่มีการนิยามหรือใช้ถ้อยคำอย่างคลุมเครือในกฎหมายฉบับนี้

​ร่างกฎหมายฉบับนี้ยังได้รับการพิจารณา ในช่วงที่มีความกังวลอย่างยิ่งต่อการละเมิดสิทธิมนุษยชนที่เกิดขึ้น รวมทั้งการออกกฎหมายที่ให้อำนาจจำกัดสิทธิมนุษยชนอย่างกว้างขวางในไทย และการควบคุมสิทธิที่จะมีเสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบเป็นการเฉพาะ รัฐบาลไทยได้แจ้งในจดหมายเพื่อขอเลี่ยงพันธกรณีโดยอ้างข้อ 21 ของกติกา ICCPR และทางกองทัพได้ยกเลิกรัฐธรรมนูญพ.ศ.2550 ที่มีมาตรการอย่างกว้างขวางเพื่อคุ้มครองสิทธิมนุษยชน ทั้งยังมีการบังคับใช้กฎอัยการศึก และการออกคำสั่งที่จำกัดสิทธิในการชุมนุมโดยสงบอย่างร้ายแรง ซึ่งเป็นคำสั่งที่ไม่ได้รับผลกระทบแต่อย่างใด แม้ว่าร่างพรบ.ฯ ฉบับนี้จะผ่านออกมาเป็นกฎหมายก็ตาม

​แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนลเรียกร้องให้ทางการไทยปรับปรุงร่างพรบ.ฯ ฉบับนี้ ทั้งนี้เพื่อประกันให้มีเนื้อหาสอดคล้องกับพันธกรณีระหว่างประเทศด้านสิทธิมนุษยชนของไทย ดังที่กล่าวถึงในเอกสารฉบับนี้ ทางองค์การฯ ยังเรียกร้องให้ทางการไทยยกเลิกข้อจำกัดใดๆ ต่อการใช้สิทธิที่จะมีเสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบอย่างเต็มที่ โดยเฉพาะให้ถอนจดหมายที่ขอเลี่ยงการปฏิบัติตามพันธกรณีในกติกา ICCPR รวมถึงให้นำข้อกำหนดตามรัฐธรรมนูญที่คุ้มครองสิทธิมนุษยชนกลับมาใช้ใหม่ และให้ยกเลิกคำสั่งของคณะรักษาความสงบแห่งชาติซึ่งเป็นเหตุให้ไม่สามารถจัดการชุมนุมโดยสงบ รวมทั้งกิจกรรมทาง “การเมือง” อื่น ๆ ได้ตามกฎหมาย

25571219-084233.jpg

ปฏิรูปตำรวจอย่างไร?

พันตำรวจเอกวิรุตม์ ศิริสวัสดิบุตร

หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ — จันทร์ที่ 15 ธันวาคม 2557

การจับผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลางและเครือข่ายนายพลข้อหารับสินบนตรวจพบทรัพย์นับหมื่นล้านนั้น แท้จริงเป็นเรื่องที่รู้กันดีมานานแล้ว ปัญหาที่ต้องตั้งคำถามคือผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติที่ผ่านมาปล่อยให้เกิดขึ้นได้อย่างไร ขี้ขลาดหรือรู้เห็นเป็นใจ เพราะมีมือไม้ตั้งแต่รอง ผบ.ตร.มากมาย จเรตำรวจแห่งชาติและพลตำรวจโท พลตำรวจตรีอีกกว่าสามสิบคน แต่ละปีใช้ภาษีนับร้อยล้าน นอกจากนั้น ก.ตร.ควบคุมการแต่งตั้ง กระทั่ง กต.ตร. ตรวจสอบการบริหารงานตำรวจ

หากจะอ้างกันว่าไม่มีหน้าที่ งั้นก็ไม่ควรมีตำแหน่งเหล่านี้ให้เปลืองภาษีประชาชนอีกต่อไป นี่คือโจทย์ใหญ่ที่รัฐบาลและประชาชนต้องหาคำตอบเพื่อการปฏิรูปตำรวจ

ตำรวจผู้ใหญ่รับส่วยสินบนล้มคดีจนรวยเป็นเศรษฐีมีเงินร้อยพันล้านไม่ใช่มีแต่สอบสวนกลางเท่านั้น แทบทุกกองบัญชาการก็ไม่ต่างกัน สะท้อนว่าปัญหาไม่ใช่บุคคล แต่เป็นผลของระบบที่เลวร้ายเปิดช่องโอกาสให้ก่ออาชญากรรม ที่สำคัญคือการแต่งตั้งโยกย้ายที่ไร้หลักเกณฑ์เป็นธรรม ทำให้ทุกคนหวาดหวั่นต้องส่งส่วย คนไม่มีตัวช่วยหรือเครือข่ายอุปถัมภ์ไม่ต้องเจริญก้าวหน้ากับเขา ประกาศ คสช.เรื่องหลักเกณฑ์การแต่งตั้งแต่แรกเหมือนเป็นความหวัง แต่สุดท้ายเหมือนเดิม

อย่างขายตำแหน่ง ก่อนนี้มีแต่ซื้อสูงขึ้นหรือย้าย ระยะหลังต้องจ่ายเพื่อไม่ให้ถูกย้ายอีกด้วย แม้กระทั่งนายเวรบางคนก็มีราคา และสองสามปีนี้มีพัฒนาการจ้างเงินหลายล้านให้คนใกล้เกษียณลาออกเปิดหลุมให้ลื่นไหลทำกันเป็นขบวนการ ระบบงานตำรวจเสียหายทำลายการปกครองประชาธิปไตยย่อยยับตลอดมา

อย่างเปิดบ่อนพนัน สอบสวนกลางจะเปิดได้อย่างไร ถ้าผู้บัญชาการนครบาลถึงผู้กำกับพื้นที่ไม่รู้เห็นเป็นใจ มีการดำเนินคดีอาญาวินัยใครบ้างหรือไม่ ไม่ใช่ตั้งโจทย์รับสินบนนั่งรอประชาชนหาหลักฐานใส่พานไปส่งมอบ เจตนาไม่สอบสวนล้มคดี และเวลานี้กลายเป็นเรื่องทวงหนี้และน้ำพริกไปแล้ว เปิดบ่อนที่ไหน มีใครสมคบรู้เห็น ขายตำแหน่งอะไรให้ใคร จ่ายกันอย่างไร ไม่มีใครได้ยิน

น้ำมันเถื่อนมีบัญชีจ่ายผู้การนั่น ผู้กำกับนี่ สอบสวนพิเศษ และอีกมากมายที่ปิดไว้ สั่งสำรองราชการก็ยังได้ นี่กลับบอกว่าเป็นหลักฐานทำฝ่ายเดียว จะนั่งรอหนังสือลงชื่อสองฝ่ายหรืออย่างไร?

ตำรวจผู้ใหญ่ทุจริตฉ้อฉลรับส่วยสินบนสารพัดไม่เคยถูกลงโทษ ผู้น้อยรับเงินริมถนนบอกทุจริตน่าอับอาย ทำเป็นขึงขัง ประชาชนก็อยากรวยมั่งจึงฉ้อโกง คนจนลักทรัพย์ มีแรงก็วิ่งราว มีพรรคพวกก็ปล้นขนค้ายาเสพติดถูกจับไปแถลงข่าวได้ผลงานกันมากมาย ข้อมูลด้านลบแซงทุกประเทศ ความตายบนถนน อาชญากรรม ยาเสพติด ทุจริต การค้ามนุษย์และโสเภณี แต่เรื่องดีๆ อย่างการศึกษา วิทยาศาตร์ สิทธิเสรีภาพ ความยุติธรรม และความปลอดภัย ประชาธิปไตย อยู่รั้งท้าย

เหล่านี้คือตัวชี้วัดความวิบัติของสังคม หากปล่อยให้เป็นเช่นนี้ต่อไป ระบอบประชาธิปไตยต้องล่มสลายแน่นอน เพราะประชาธิปไตยคือการปกครองโดยกฎหมาย เมื่อการรักษากฎหมายไร้ประสิทธิภาพจะเรียกว่าเป็นประชาธิปไตยได้อย่างไร?

นายสเตเพิลตัน นักข่าวชาวออสเตรเลียกลับจากไทยไปเขียนบทความ Thailand : Deadly Destination “ประเทศไทย ปลายทางแห่งความตาย” ว่า ประเทศไทยเต็มไปด้วยความรุนแรงอาชญากรรมและตำรวจฉ้อฉล เมื่อเกิดเหตุถูกจี้ปล้นก็ไม่สนใจช่วยเหลือ ผับบาร์ต่างๆ ล้วนต้องจ่ายสินบนให้ตำรวจทั้งสิ้น

ต่างชาติเขามองตำรวจไทยอย่างไรในแง่มุมที่พบเห็นเป็นจริง ควรที่รัฐบาลและนักวิชาการต้องตระหนัก ไม่ควรยินดีไปกับสถิติคดีเกิดจับที่ปรับแต่งให้สวยงามทุกปี เพราะที่ไม่จับรับแจ้งจากคนยากจนมากมายไม่พูดถึง เน้นแต่การประชาสัมพันธ์โครงการฉาบฉวย พูดเองเออเองว่าทำงานกันสำเร็จดีเยี่ยม ไม่จำเป็นต้องปฏิรูปอะไร?

ปัญหาตำรวจที่หมักหมมถึงวันนี้ไม่มีการแก้ไขเหมือนมะเร็งร้ายกัดกินใกล้สิ้นใจ เพราะนายกรัฐมนตรีทุกสมัยรวมทั้งสื่อและนักวิชาการส่วนใหญ่เสพข้อมูลเท็จเรื่องคนน้อย เงินเดือนต่ำ ทำงานหนักไม่ได้พักผ่อน งบประมาณไม่พอสารพัด ฟังแล้วเหมือนหมดปัญญาแก้ไข จริงหรือไม่ไม่มีใครตรวจสอบ ถูกหลอกให้เพิ่มยศตำแหน่งและงบประมาณอีกมากมาย เกิดปัญหาวุ่นวายหนักขึ้นอีก เพราะเป็นตำรวจเหมือนกันแต่ได้เงินไม่เท่ากัน ใส่เงินไปเท่าไรก็ไม่ถึงผู้น้อย อย่างเงินเดือนละแสนหลายสถานีเวลานี้กลายเป็นเงินกินเปล่าของผู้กำกับ รับแล้วใส่กระเป๋าหายไปเลยชดเชยกฎอัยการศึก ทุกคนจึงอยากเป็นผู้กำกับพื้นที่ดีกว่านายพลอำนวยการ บางสถานีมีตำรวจไม่ถึงห้าสิบ หัวหน้าเป็นพันตำรวจเอก นายร้อยนายพันมากกว่าชั้นประทวนก็มี

ยศก็คือบรรดาศักดิ์ข้าราชการไปจนตายเมื่อหลายร้อยปีที่ถูกยกเลิกไปเพื่อความเสมอภาคของประชาชนปี 2476 แต่ทหารยังจำเป็นเพื่อการรบก็คงยศไว้ และในระยะแรกที่โอนทหารมาเป็นตำรวจยศก็ติดตัวมา อย่างพลตำรวจเอกและโทนั้นเทียบเท่าเจ้าพระยา จะกินอยู่ไปไหนต้องโอ่อ่าใช้รถฉุกเฉินนำ มีพิธีรีตอง ตั้งสำนักงานให้ตำรวจกรองงานลงชื่อ “ดำเนินการตามเสนอ” มีนายเวรเดินหน้าต้อนหลังเปิด-ปิดประตูรถให้นั่ง ไปประชุมที่ไหนก็ลำบาก นั่งใกล้ใครก็คิดว่าเขาไม่คู่ควร ส่งพันตำรวจเอกไปแทน งานราชการเสียหาย เพราะคนประชุมไม่มีอำนาจ คนมีอำนาจไม่ไปประชุม แม้กระทั่งจังหวัดที่ผู้ว่าฯ เป็นประธาน ผู้การบางคนไม่เคยเข้าประชุม ส่วนประชาชนนั้นไม่ต้องพูดถึง เข้าพบไม่ได้ หาตัวไม่เจอ แบกโลงศพไปก็ไม่ได้พบ

ทั่วโลกเขาไม่ได้จัดโครงสร้างตำรวจมีชั้นยศและระบบงานแบบทหารเหมือนไทย ที่ทำให้ต้องแบ่งเป็นสัญญาบัตร-ชั้นประทวน Non Commissioner = ผู้ไม่มีอำนาจ ประชาชนดูถูกว่าต่ำต้อยเป็นตำรวจผู้น้อย ทำให้การปฏิบัติหน้าที่มีปัญหา

ตำรวจไทยมีสองแสนสองหมื่น คิดอัตราส่วนประชากร 65 ล้าน หารดูได้ เท่ากับหนึ่งต่อสามร้อยมากกว่าอเมริกา อังกฤษ เกาหลี ญี่ปุ่น นิวซีแลนด์ หนึ่งต่อห้าหกร้อยด้วยกันทั้งสิ้น ขับรถตรวจคนเดียว งานหนักกว่าตำรวจไทยหลายเท่า แต่งเครื่องแบบไปเดินห้างยังถูกร้องเรียน ไม่ต้องพูดถึงเอาเวลาราชการไปตีกอล์ฟพนันขันต่อกันจนหน้าดำเหมือนตำรวจผู้ใหญ่ไทย ใครไม่รู้ก็นึกว่าทำงานหนักตรากตรำ

การสั่งการจากส่วนกลางทำให้ผู้ปฏิบัติในพื้นที่มีปัญหา เดี๋ยวให้พัฒนานั่นนี่ ระบบไอที ทาสีโรงพัก ขึ้นป้ายประชาสัมพันธ์พร้อมรูปสารพัดเงินไม่พูดถึง ที่ได้ไม่ต้องการ ที่ต้องการไม่ได้ ตำรวจไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ตามสภาพปัญหาและความเดือดร้อนของประชาชนได้ ตื่นเช้าขึ้นมาต้องแต่งเครื่องแบบรอประชุมฟังคำสั่งจาก ผบ.ตร.วันนี้จะให้ทำอะไร?

นอกจากนั้นวินัยแบบทหารก็ใช้กับงานตำรวจปัจจุบันไม่ได้ เห็นเจ้านายมาแต่ไกลต้องวิ่งไปรายงานตัวเสียงดัง สั่งราชการถูกหรือผิดต้องเงียบไว้ ไม่สบอารมณ์ก็โยนแฟ้มใส่ คำว่าวินัยเอาไว้ใช้เฉพาะผู้น้อยเรื่องแต่งเครื่องแบบ บกพร่องเวรยามเท่านั้น ตำรวจผู้ใหญ่ใช้อีกฉบับหนึ่งทำอะไรก็ไม่ผิด ตำรวจจบใหม่เจอตู้ม้าถึงกับตกใจต้องรีบขี่มอเตอร์ไซค์หนีก็มี หรืออย่างการเรียกหน่วยแบบทหารเช่น กก.2 จร. และ บก.น.8 ใครรู้บ้างว่าเหล่านี้มีหน้าที่อะไร อยู่ที่ไหน

การปฏิรูปตำรวจคือการจัดรูปแบบใหม่ Reform หรือ Modernize คือทำให้ทันสมัย ต้องเริ่มจากเข้าใจว่าตำรวจคือบทบาทหน้าที่ ไม่ได้มีเฉพาะตำรวจแห่งชาติเท่านั้น ป่าไม้ นายอำเภอ เทศกิจ สรรพสามิต ศุลกากร ประมง ขนส่ง ทางหลวง เกษตร สาธารณสุข และอีกมากมาย คือตำรวจตามกฎหมายด้วยกันทั้งสิ้น เพียงแต่ต้องแก้ไขให้มีอำนาจสอบสวนส่งอัยการได้ไม่ต้องพึ่งตำรวจแห่งชาติที่ผูกขาดไว้ในปัจจุบัน ตำรวจเกี่ยวข้องต้องโอนไปเป็นมือไม้ให้กระทรวงทบวงกรมที่รับผิดชอบ ตรวจคนเข้าเมืองไปมหาดไทย รถไฟ ตำรวจท่องเที่ยว ปราบปรามการค้ามนุษย์ คุ้มครองผู้บริโภคและอีกมากมาย

กรุงเทพมหานครต้องมีตำรวจรักษากฎหมาย แก้ปัญหาอาชญากรรมและจราจร จะโอนตำรวจนครบาลก็ต้องทำ ผู้ว่าราชการจังหวัดจะเลือกตั้งหรือไม่ก็ต้องตรวจสอบควบคุมย้ายตำรวจได้ด้วยความเห็นชอบของสภากิจการตำรวจจังหวัดมีตัวแทนประชาชนร่วมพิจารณา ตรวจสอบร้องเรียนประเมินผลการรักษากฎหมายของผู้การจังหวัดทุกหกเดือน

อัยการต้องมีอำนาจสอบสวนสั่งคดีที่สำคัญตั้งแต่รับคำร้องทุกข์กล่าวโทษ คดีสั่งไม่ฟ้องผู้เสียหายต้องมีสิทธิขอเอกสารการสอบสวนและความเห็นทุกระดับ สร้างหลักประกันความสุจริตและประสิทธิภาพการสอบสวนคดีอาญา

เหล่านี้สามารถเกิดได้ด้วยสภาปฏิรูปฯ ยืนยันให้บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญหมวดการบริหารราชการแผ่นดินรวมทั้งกฎหมายและกระบวนการยุติธรรมจึงจะสำเร็จ.

25571219-082310.jpg

25571115-080058.jpg

ใบแจ้งข่าวคดีนักศึกษายะลา_ศาลปกครองสูงสุดกำหนดวันนั่งพิจารณาคดีครั้งแรก

ใบแจ้งข่าว

คดีนักศึกษายะลาถูกซ้อมทรมาน ศาลปกครองสูงสุดกำหนดนั่งพิจารณาคดีครั้งแรก

สมาคมนักกฎหมายสิทธิมนุษยชน ( สนส.) ได้รับหมายแจ้งจากศาลปกครองสูงสุดกำหนดวันนั่งพิจารณาคดีครั้งแรกในวันที่ 13มกราคม 2558 เวลา เวลา 09.30น. ที่ศาลปกครองสูงสุด ชั้น 3 ห้องพิจารณาคดีที่ 12 ซึ่งคู่กรณีทั้งสองฝ่ายมีสิทธิยื่นคำแถลงการณ์เป็นลายลักษณ์อักษรต่อศาล ก่อนหรือในวันนั่งพิจารณาคดีครั้งแรก  และในวันนั่งพิจารณาครั้งแรกคู่กรณีก็สามารถขออนุญาตศาลเพื่อแถลงด้วยวาจาได้อีกด้วย

คดีนี้เมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายน 2554 ศาลปกครองสงขลาได้อ่านคำพิพากษาคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายระหว่างนายอิสมาแอ เตะ ผู้ฟ้องคดี ที่ 1 และนายอามีซี มานาก ผู้ฟ้องคดีที่ 2 กับกองทัพบก ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 และกระทรวงกลาโหม ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 โดยพิพากษาให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 (กองทัพบก) ชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ผู้ฟ้องคดีทั้งสอง โดยชำระเงินแก่ผู้ฟ้องคดีที่ 1 จำนวน 255,000 บาท และผู้ฟ้องคดีที่ 2 จำนวน 250,000 บาท เนื่องจากควบคุมตัวไว้เกินกำหนด 7 วันตามพระราชบัญญัติกฎอัยการศึก พ.ศ.2457  อีกทั้งเป็นการใช้อำนาจตามกฎหมายพิเศษอันเป็นกฎหมายที่ลิดรอนสิทธิของบุคคลอื่น จึงควรต้องใช้ด้วยความระมัดระวังและต้องแก้ไขเยียวยาความเสียหายให้แก่บุคคลซึ่งรับผลดังกล่าว กรณีเจ้าหน้าที่ใช้กำลังทำร้ายผู้ฟ้องคดีทั้งสองในระหว่างการจับกุมและควบคุมตัว ผู้ฟ้องคดีที่ 1 ได้ยื่นพยานหลักฐาน จึงน่าเชื่อว่าบาดแผลตามที่แพทย์วินิจฉัยไว้เกิดจากการกระทำของเจ้าหน้าที่ ดังนั้นผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 จึงต้องรับผิดชอบชดใช้ค่ารักษาพยาบาลให้แก่ผู้ฟ้องที่ 1 จำนวน 5,000 บาท ส่วนผู้ฟ้องคดีที่ 2 ไม่ปรากฏพยานหลักฐานใดๆ ว่าถูกการกระทำร้ายร่างกาย ศาลจึงไม่อาจกำหนดค่าเสียหายในส่วนนี้ได้ ส่วนคำขออื่นให้ยก และให้ยกฟ้องผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 (กระทรวงกลาโหม)

ผู้ฟ้องคดีทั้งสองได้ยื่นฟ้องกระทรวงกลาโหมและกองทัพบก ให้รับผิดชอบในการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ในจังหวัดภาคใต้ซึ่งอยู่ในสังกัดของตนที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่ประชาชน ตามพระราชบัญญัติความรับผิดในทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 รวมถึงเรียกค่าเสียหายในส่วนของการทำร้ายร่างกายและการซ้อมทรมาน และผู้ฟ้องคดีไม่เห็นพ้องด้วยกับคำพิพากษาดังกล่าวบางส่วน จึงได้ยื่นอุทธรณ์ต่อศาลปกครองสูงสุดเมื่อวันที่ 21 ธันวาคม 2554 โดยมีประเด็นการอุทธรณ์ดังต่อไปนี้

  1. การรับฟังข้อเท็จจริงของศาลปกครองสงขลาปราศจากพยานหลักฐานและคลาดเคลื่อนไปจากข้อเท็จจริงที่ปรากฏในสำนวนคดี เนื่องจากไม่ปรากฏว่าพบเอกสารหรือไฟล์ข้อมูลคอมพิวเตอร์ตามที่ศาลมีคำพิพากษาแต่อย่างใด
  2. การควบคุมตัวผู้ฟ้องคดีทั้งสองไม่ชอบด้วยกฎหมายมาตั้งแต่ต้น เนื่องจากมีการทำร้ายร่างกายและซ้อมทรมาน
  3. ให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ชดใช้ค่าเสียหายที่เกิดการการซ้อมทรมานและการเสียศักดิ์ศรีถูกดูหมิ่นและค่าเสียหายตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 มาตรา 32
  4. ให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 จัดการให้ชื่อเสียงของผู้ฟ้องคดีทั้งสองกลับคืนดีโดยจัดให้มีประกาศหนังสือพิมพ์ท้องถิ่นอย่างน้อยสองฉบับ ฉบับละสามวันติดต่อกัน หรือหนังสือชี้แจง หรือหนังสือเวียนถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับผู้ถูกฟ้องคดี

คดีนี้นับว่าเป็นคดีแรกที่เหยื่อผู้ถูกควบคุมตัวและซ้อมทรมานตามอำนาจของกฎอัยการศึกในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ใช้สิทธิทางศาลในการฟ้องคดีเพื่อให้หน่วยงานรัฐ (กองทัพบกและกระทรวงกลาโหม) ผู้ฟ้องคดีทั้งสองต้องอาศัยความกล้าหาญและเข้มแข็งอย่างมากในการตัดสินใจฟ้องและดำเนินคดีถามหาความเป็นธรรมและการเยียวยาจากหน่วยงานของรัฐซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาของเจ้าหน้าที่ทหารผู้ทำละเมิด  โดยหวังว่าการใช้สิทธิตามระบบกระบวนการยุติธรรมนี้จะส่งผลให้หน่วยงานแก้ไขปรับปรุงบรรทัดฐานการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ในการบังคับใช้กฎหมายพิเศษที่ เพื่อดำรงหลักประกันสิทธิเสรีภาพของประชาชนให้คงอยู่

ICC-E Book on ICC_ Thai version

images ICC

หนังสือเล่มนี้เกิดขึ้นด้วยเหตุผลสำคัญสองประการคือ ประการแรก เป็นความพยายามที่จะสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับศาลอาญาระหว่างประเทศให้กับสังคมไทยโดยหวังว่าจะช่วยให้ข้อมูลในกระบวนการตัดสินใจเพื่อการเข้าเป็นภาคีศาลอาญาระหว่างประเทศที่ประเทศไทยได้ลงนามรับรองไว้เมื่อ พ.ศ. 2543 ประการที่สอง ต้องการที่จะสร้างความตระหนักร่วมกันในสังคมถึงภยันตรายของการลอยนวลอยู่เหนือกฎหมายของผู้ละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างรุนแรง ทั้งนี้เพื่อจะได้ร่วมกันผลักดันให้ยับยั้งและล้มเลิกวัฒนธรรมการอยู่เหนือกฎหมายและความยุติธรรมให้หมดสิ้นไป ทั้งในระดับภายในประเทศและระหว่างประเทศ

เอกสารส่วนใหญ่ ที่ประกอบขึ้นเป็นหนังสือเล่มนี้ ได้จากการสัมมนาทางวิชาการเรื่อง “ศาลอาญาระหว่างประเทศกับสังคมไทย : ผลกระทบและความคาดหวัง ซึ่งจัดขึ้นโดยกรรมาธิการการต่างประเทศ วุฒิสภา ในปี 2545 ส่วนสาระสำคัญเกี่ยวกับศาลอาญาระหว่างประเทศในส่วนแรกของหนังสือ คณะทำงานเรื่องศาลอาญาระหว่างประเทศได้รวบรวมสรุปมาจากเอกสารและเวทีสัมมนาในเรื่องนี้หลายๆ ครั้งที่ผ่านมา

ในฐานะบรรณาธิการ ขอขอบคุณศาสตราจารย์ วิทิต มันตาภรณ์ ดร.ไกรศักดิ์ ชุณหะวัณ และคุณสมชาย หอมลออ ที่มีส่วนอย่างมากในการทำให้หนังสือเล่มนี้เกิดขึ้น ขอขอบคุณ ผศ. จิตรา เพียรล้ำเลิศ ที่อนุญาตให้ตีพิมพ์บทความเกี่ยวกับข้อสังเกตในเรื่องศาลอาญาระหว่างประเทศ

ที่ศูนย์กฎหมายสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษา มสธ. ขอขอบคุณบุคคลดังต่อไปนี้เป็นพิเศษ; ผศ.ดร. กิติพงศ์ หังสพฤกษ์ ผศ.เพชรา จารุสกุล ผศ.ชนินาฏ ลีดส์ อาจารย์ คมสัน โพธิ์ คงและ อาจารย์ เธียรชัย ณ นคร

การจัดทำหนังสือเล่มนี้จะสำเร็จมิได้ถ้าไม่ได้การช่วยเหลือเอาใจใส่ติดตามงานรวมทั้งการจัดทำรูปเล่มด้วยความอดทนอย่างน่าชื่นชมจากคุณชนันท์ยา ไกรษร และคุณศันสนีย์ สุทธิศันสนีย์ เจ้าหน้าที่จากคณะทำงานเพื่อการจัดตั้งกลไกสิทธิมนุษยชนในอาเซียน

สุดท้าย คณะทำงานเรื่องศาลอาญาระหว่างประเทศในฐานะผู้จัดทำหนังสือเล่มนี้ ขอขอบคุณสภาเพื่อสิทธิมนุษยชนและการพัฒนาแห่งเอเชีย (Forum-Asia) และศูนย์กฎหมายสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษา แห่งมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช ที่ได้ให้การสนับสนุนด้านการเงินในการจัดพิมพ์และเผยแพร่ครั้งนี้

ความผิดพลาดในการจัดพิมพ์ย่อมเกิดขึ้นได้เป็นเรื่องธรรมดา บรรณาธิการยินดีรับฟังความคิดเห็นหรือข้อเสนอแนะใดๆ ที่จะมีขึ้น

วิชัย ศรีรัตน์, บรรณาธิการ

สิงหาคม 2546

ร่าง พ.ร.บ. กองทุนยุติธรรม

ภารกิจ​ใน​การ​อำนวย​ความ​ยุติธรรม​ให้​ประชาชน​ใน​ปัจจุบัน​
มี 2 ประการ คือ ประการที่หนึ่ง การช่วยเหลือประชาชนให้เข้าถึง
ความยุติธรรม ประการที่สอง การเยียวยาผู้เสียหายและจำเลยที่
ถูกยกฟ้อง ในภารกิจแรกคือ การช่วยเหลือประชาชนให้เข้าถึงความ
ยุติธรรม ในปัจจุบันมีกองทุนยุติธรรมรับผิดชอบ และคณะกรรมการ
กองทุนเป็นผู้พิจารณาให้ความช่วยเหลือเป็นกรณีๆ ไป
ในภารกิจที่สอง คือ การเยียวยาผู้เสียหายและจำเลยที่ถูก
ยกฟ้อง ในปัจจุบันไม่มีกองทุนแต่มีคณะกรรมการตาม พระราช
บัญญัติค่าตอบแทนผู้เสียหาย และค่าตอบแทนและค่าใช้จ่ายแก่
จำเลยในคดีอาญา พ.ศ. 2544 พิจารณาเบิกจ่ายจากงบประมาณ
แผ่นดิน ภารกิจทั้งสองนั้นล้วนแต่เป็นเรื่องของรัฐในการช่วยเหลือ
ผู้ยากไร้ในสังคม แต่กฎหมาย องค์กรรับผิดชอบ และรายได้ยัง
แตกต่างกัน จึงสมควรที่จะปฏิรูปภารกิจทั้งสองให้ดีขึ้นเพื่อช่วยเหลือ
ประชาชนให้ได้รับความเป็นธรรมสูงสุด
อย่างที่ได้กล่าวแล้วว่ากองทุนยุติธรรมในปัจจุบันมีอยู่แล้ว
แต่มีข้อจำกัดมากมายทั้งเรื่องความจำกัดด้านงบประมาณ

Follow

Get every new post delivered to your Inbox.

Join 29 other followers