Feeds:
Posts
Comments

สำนักข้าหลวงใหญ่สิทธิ UN ออกบทวิเคราะห์ รธน.57
Tue, 2014-10-14 15:48

13 ต.ค.2557 สำนักข้าหลวงใหญ่เพื่อสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (OHCHR) เผยแพร่บทวิเคราะห์ เรื่องสิทธิมนุษยชนภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว พ.ศ. 2557 ของประเทศไทย ระบุมีเนื้อหาปกป้องและคุ้มครองสิทธิมนุษยชนที่อ่อนแอลง ปฏิเสธสิทธิที่จะได้รับความเยียวยาอย่างมีประสิทธิภาพกรณีเกิดการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างรุนแรง และปฏิเสธสิทธิในการมีส่วนร่วมดำเนินกิจการสาธารณะ

รายละเอียดมีดังนี้

บทวิเคราะห์เรื่องสิทธิมนุษยชนภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว พ.ศ. 2557 ของประเทศไทย

1. การปกป้องและคุ้มครองสิทธิมนุษยชนที่อ่อนแอลง

มาตรา 4 ของรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวบัญญัติว่า “ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ สิทธิ เสรีภาพและความเสมอภาค บรรดาที่ชนชาวไทยเคยได้รับการคุ้มครองตามประเพณีการปกครองประเทศไทยในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขและตามพันธกรณีระหว่างประเทศที่ประเทศไทยมีอยู่แล้ว ย่อมได้รับการคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญนี้”

ข้าพเจ้ารู้สึกยินดีกับการยืนยันพันธกรณีระหว่างประเทศของไทยในการปกป้องสิทธิมนุษยชนภายใต้สนธิสัญญาต่างๆ อีกครั้ง

อย่างไรก็ตาม บางมาตราต่อๆ มากลับให้อำนาจอย่างกว้างขวางแก่คณะรักษาความสงบแห่งชาติโดยไม่มีการคุ้มครองมากพอซึ่งอาจเปิดโอกาสให้เกิดการลดทอนการคุ้มครองสิทธิมนุษยชน ยกตัวอย่างเช่น มาตรา 44 บัญญัติว่า ในกรณีคำสั่งของคณะรักษาความสงบแห่งชาติที่เห็น “เป็นการจำเป็นเพื่อประโยชน์ในการปฏิรูปในด้านต่างๆ การส่งเสริมความสามัคคีและความสมานฉันท์ของประชาชนในชาติ หรือเพื่อป้องกัน ระงับ หรือปราบปรามการกระทำอันเป็นการบ่อนทำลายความสงบเรียบร้อยหรือความมั่นคงของชาติ ราชบังลังก์ เศรษฐกิจของประเทศ หรือราชการแผ่นดิน … ให้ถือว่าคำสั่งหรือการกระทำ รวมทั้งการปฏิบัติตามคำสั่งดังกล่าว เป็นคำสั่งหรือการกระทำหรือการปฏิบัติที่ชอบด้วยกฎหมายและรัฐธรรมนี้และเป็นที่สุด”

นอกจากนี้ มาตรา 47 ยังบัญญัติด้วยว่า “บรรดาประกาศและคำสั่งของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (ทั้งหมด)…เป็นประกาศหรือคำสั่งหรือการปฏิบัติที่ชอบด้วยกฎหมายและชอบด้วยรัฐธรรมนูญ” มาตราเหล่านี้ดูเหมือนจะเปลี่ยนให้การปฏิบัติและคำสั่งทั้งหมดของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ รวมทั้งการปฏิบัติและคำสั่งที่อาจละเมิดสิทธิมนุษยชน กลายเป็นสิ่งที่ชอบด้วยกฎหมายและชอบด้วยรัฐธรรมนูญ และขาดคุณสมบัติที่สอดคล้องกับบทบัญญัติของมาตรา 4 ซึ่งกำหนดให้เคารพและคุ้มครองสิทธิมนุษยชน

มาตรา 21 ของรัฐธรรมนูญชั่วคราว ระบุว่าพระราชกำหนดสามารถตราขึ้นได้ “เมื่อมีความจำเป็นเพื่อประโยชน์ในการรักษาความมั่นคงแห่งราชอาณาจักร ความปลอดภัยสาธารณะ ความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศ หรือป้องปัดภัยพิบัติสาธารณะ หรือเมื่อมีความจำเป็นต้องมีกฎหมายเกี่ยวด้วยภาษีอากรหรือเงินตราที่ต้องพิจารณาโดยด่วนและลับ”

อย่างไรก็ตาม ภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศโดยเฉพาะมาตรา 4 (1) ของกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (International Covenant on Civil and Political Rights) ซึ่งไทยเป็นภาคี การประกาศกรณีฉุกเฉินจะทำได้ก็ต่อเมื่อเกิดความเสี่ยงหรือต่อการคงอยู่ของประเทศเท่านั้น แต่ขอบเขตของมาตรา 21 กลับถูกร่างให้ครอบคลุมอย่างกว้างๆ ซึ่งอาจนำไปสู่การอนุญาตให้เกิดการดำเนินการที่เสื่อมสิทธิเกินกว่าขอบเขตของมาตรา 4 (1) ของกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง

ข้าพเจ้าจึงขอให้รัฐบาลของท่านกำหนดขีดจำกัดและแนวทางการใช้บังคับมาตรา 21 อย่างชัดเจนเพื่อปฏิบัติตามกฎหมายระหว่างประเทศ

2. การปฏิเสธสิทธิที่จะได้รับความเยียวยาอย่างมีประสิทธิภาพกรณีเกิดการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างรุนแรง

ตราสารระหว่างประเทศหลายฉบับให้สิทธิแก่เหยื่อผู้ถูกละเมิดสิทธิมนุษยชนในการรับการเยียวยา [1] ยกตัวอย่างเช่น กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมืองกำหนดให้รัฐภาคีมีภาระผูกพันให้การเยียวยา (remedy) ที่มีประสิทธิภาพแก่ผู้ถูกละเมิดสิทธิหรือเสรีภาพ (มาตรา 2(3)(a)) ซึ่งจะใช้บังคับไม่ว่าผู้ถูกกล่าวหากระทำความผิดระหว่างการปฏิบัติหน้าที่ในฐานะเจ้าหน้าที่รัฐหรือไม่ก็ตาม

นอกจากนี้รัฐภาคียังมีภาระผูกพันต้องทำให้การเยียวยานั้นเป็นผล (มาตรา 2(3)(c)) ในทำนองเดียวกัน มาตรา 14 ของอนุสัญญาว่าด้วยการต่อต้านการทรมานและการประติบัติหรือการลงโทษอื่นที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรมหรือย่ำยีศักดิ์ศรี (Convention againstTorture and Other Cruel, Inhumanand DegradingTreatment (CAT) ให้สิทธิเหยื่อผู้ถูกซ้อมทรมานในการได้รับค่าชดเชยที่ยุติธรรมและเพียงพอ

แต่มาตรา 48 ของรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวกลับให้ความคุ้มครองอย่างไม่เหมาะสมแก่ “บรรดาการกระทำทั้งหลายซึ่งได้กระทำเนื่องในการยึดและควบคุมอำนาจการปกครองแผ่นดิน เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2557 ของหัวหน้าและคณะรักษาความสงบแห่งชาติ รวมทั้งการกระทำของบุคคลที่เกี่ยวเนื่องกับการกระทำดังกล่าวหรือของผู้ซึ่งได้รับมอบหมายจากหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติหรือของผู้ซึ่งได้รับคำสั่งจากจากหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติอันได้กระทำไปเพื่อการดังกล่าวข้างต้นนั้น” การคุ้มครองดังกล่าวใช้บังคับกับการกระทำ “ไม่ว่ากระทำในวันที่กล่าวนั้นหรือก่อนหรือหลังวันที่กล่าวนั้น”

แม้ว่าการกระทำนั้นจะผิดต่อกฎหมายก็ตาม การให้ความคุ้มครองอย่างกว้างขวาง รวมทั้งการบังคับใช้อย่างไม่มีกำหนดสิ้นสุดเช่นนี้ จะขัดขวางไม่ให้เหยื่อผู้ถูกละเมิดสิทธิมนุษยชนร้องขอการเยียวยาจากหน่วยงานยุติธรรม ฝ่ายบริหารหรือนิติบัญญัติที่เกี่ยวข้องซึ่งขัดต่อสิทธิของบุคคลดังกล่าวในการได้รับการเยียวยาที่มีประสิทธิภาพ ในทำนองเดียวกัน การที่เหยื่อถูกปฏิเสธไม่ให้เข้าถึงกระบวนการยุติธรรมเพื่อขอความช่วยเหลือจึงทำให้มาตรานี้มีโอกาสละเมิดมาตรา 14(1) ของกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง ซึ่งบัญญัติว่าทุกคนควรมีสิทธิ “ได้รับการพิจารณาคดีที่ยุติธรรมและเปิดเผยโดยคณะผู้พิพากษาที่มีความสามารถ เป็นอิสระและเป็นกลางซึ่งกำหนดโดยกฎหมาย”

มาตรา 44 และ 47 ของรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวซึ่งทำให้คำสั่งหรือการปฏิบัติของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ “ชอบด้วยกฎหมายและชอบด้วยรัฐธรรมนูญ” ยังปฏิเสธสิทธิภายใต้มาตรา 2 และมาตรา 4 ของกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมืองอีกด้วย โดยกีดกันมิให้เหยื่อโต้แย้งหรือโต้แย้งถึงความชอบด้วยกฎหมายของการปฏิบัติดังกล่าวในชั้นศาล นอกจากนี้ มาตราเหล่านี้มีโอกาสละเมิดมาตรา 12 และมาตรา 13 ของอนุสัญญาว่าด้วยการต่อต้านการทรมานและการประติบัติหรือการลงโทษอื่นที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม หรือย่ำยีศักดิ์ศรี ซึ่งกำหนดให้มีการสอบสวนข้อกล่าวหาการทรมานหรือการปฏิบัติโดยมิชอบทันทีและปราศจากความลำเอียง

3. การปฏิเสธสิทธิในการมีส่วนร่วมดำเนินกิจการสาธารณะ

มาตรา 25(a)ของกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง บัญญัติว่าประชาชนทุกคนมีสิทธิและโอกาส “ที่จะมีส่วนร่วมในการดำเนินกิจการสาธารณะโดยตรงหรือโดยทางอ้อมผ่านตัวแทนที่ได้รับการคัดเลือกอย่างเสรี”

อย่างไรก็ตาม ภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว สถาบันหลักซึ่งรวมถึงสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (มาตรา 6) และสภาปฏิรูปแห่งชาติ (มาตรา 28) จะได้รับการแต่งตั้งจากคณะรักษาความสงบแห่งชาติ แม้ว่าการคัดเลือกคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญจะมีความเกี่ยวข้องกับองค์กรอื่นมากกว่าสองสถาบันข้างต้น แต่อย่างไรก็ตามคณะรักษาความสงบแห่งชาติยังคงมีอำนาจสูงสุดในการเลือกสรรบุคคล (มาตรา 32)

การไม่มีมาตรการเปิดให้สาธารณชนมีส่วนร่วมในการคัดเลือกสถาบันหลักดังกล่าว ดูเหมือนจะขัดกับมาตรา 25(a) ของกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง ยิ่งไปกว่านั้น รัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวไม่ได้พูดถึงที่มาของคณะรักษาความสงบแห่งชาติว่าตั้งขึ้นมาได้อย่างไร การแต่งตั้งตัวเองของสถาบันนี้จึงเข้าข่ายละเมิดมาตรา 25 ของกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง

มาตรา 25 (a) ของกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง ยังบัญญัติด้วยว่า “ประชาชนทุกคนพึงมีสิทธิและโอกาสโดยไม่มีความแตกต่างดังที่กล่าวไว้ในมาตรา 2 และโดยไม่มีข้อจำกัดที่ไม่สมเหตุผล…ในการมีส่วนร่วมในการดำเนินกิจการสาธารณะ…” ในขณะเดียวกัน มาตรา 2 ของกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง ห้ามไม่ให้มีการเลือกปฏิบัติบนพื้นฐานของ “เชื้อชาติ สีผิว เพศ ภาษา ศาสนา ความเห็นทางการเมืองหรือความเห็นอื่น สัญชาติหรือที่มาของสังคม ทรัพย์สิน การเกิด หรือสถานะอื่นๆ”

แต่รัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวนี้กลับถือว่าผู้ดำรงตำแหน่งหรือเคยดำรงตำแหน่งในพรรคการเมืองภายในระยะเวลาสามปีขาดคุณสมบัติที่จะได้รับการแต่งตั้งเป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (มาตรา 8 (1)) หรือเป็นคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ (มาตรา 33 (2)) เป็นนายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรี (มาตรา 20 (4))

การขาดคุณสมบัตินี้ถือเป็นการเลือกปฏิบัติบนพื้นฐานของ “ความเห็นทางการเมือง” หรือ “สถานะอื่น” ตามมาตรา 2 ของกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง และเป็น “ข้อจำกัดที่ไม่สมเหตุผล” ตามมาตรา 25 ของกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง นอกจากนี้ข้อจำกัดที่คล้ายๆ กันซึ่งห้ามมิให้ภิกษุสามเณร นักพรต หรือนักบวชเป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (มาตรา 8 (2)) หรือสภาปฏิรูปแห่งชาติ (มาตรา 28) หรือคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ (มาตรา 33 (3)) นายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรี (มาตรา 20) ถือเป็นการจำกัดสิทธิโดยไร้เหตุผลด้วย

ตุลาคม 2557

[1] ปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน (มาตรา 8) กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (มาตรา 2) อนุสัญญาว่าด้วยการต่อต้านการทรมานและการประติบัติหรือการลงโทษอื่นที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม หรือย่ำยีศักดิ์ศรี(มาตรา 6) อนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก (มาตรา 39) อนุสัญญากรุงเฮกว่าด้วยการเคารพกฎหมายและระเบียบสงครามทางบก ฉบับวันที่ 18 ตุลาคม 1907 (อนุสัญญา IV) (มาตรา 3) พิธีสารเพิ่มเติมอนุสัญญาเจนีวา ฉบับลงวันที่ 12 สิงหาคม 1949 และที่เกี่ยวกับการคุ้มครองเหยื่อจากความขัดแย้งติดอาวุธระหว่างประเทศ (พิธีสาร I) ฉบับวันที่ 8 มิถุนายน 1977 (มาตรา 91) และธรรมนูญกรุงโรมว่าด้วยศาลอาญาระหว่างประเทศ (มาตรา 68 และ 75)

สื่อและนักสิทธิมนุษยชนตั้งวงถกบทบาทของสื่อและการสอบสวนในคดีเกาะเต่า

เมื่อวานนี้ (16 ต.ค.) มีการจัดเสวนาหัวข้อ “บทบาทสื่อมวลชนกับกระบวนการยุติธรรม: บทเรียนจากเชอรี่แอน-เกาะเต่า” โดยกลุ่มมีเดีย อินไซด์ เอ้าท์ ร่วมกับ คณะ ICT สาขานิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร และแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย ทั้งนี้ ผู้ร่วมเสวนาได้หยิบยกประเด็นการทำหน้าที่ของสื่อมวลชนและเจ้าหน้าที่ตำรวจในคดีฆาตกรรมนักท่องเที่ยวที่เกาะเต่า สื่อที่มีประสบการณ์ทำรายการประเภทสืบสวนสอบสวนตั้งข้อสังเกตว่าผู้ต้องหาที่เป็นผู้ด้อยโอกาส มีสิทธิ์ถูกดำเนินคดีสูง ด้านทนายความสิทธิ์ชี้ผู้ให้ข่าวควรมีความระมัดระวัง ด้านตัวแทนสื่อทีวียอมรับมีแรงกดดันให้ต้องเค้นหาข่าว

นายวัชระ ประชันกลาง โปรดิวเซอร์รายการ “คุยกับแพะ” ทางสถานีไทยพีบีเอส ตั้งข้อสังเกตว่า คดีเกาะเต่าเป็นคดีที่อยู่ในความสนใจของสังคม แรงกระเพื่อมของสื่อและแรงกระเพื่อมของสังคมอาจจะมีบทบาทหรือไม่ในการทำงานของตำรวจในการที่จะทำหน้าที่

“จากประสบการณ์การทำคุยกับแพะเอง พบเจอคนที่ตกเป็นแพะในกระบวนการยุติธรรมเกือบจะ 50-60 ราย มันน่าแปลกใจที่คนที่เข้าสู่การเป็นแพะในกระบวนการยุติธรรมนี่ มันคือขั้นตอนแรกของกระบวนการยุติธรรม ขั้นตอนการสอบสวน คือ ถ้าจำเลยหรือผู้ต้องหาเป็นผู้ด้อยโอกาส ไม่สามารถเข้าถึงสิทธิได้ ไม่สามารถหาหลักฐานมาปลดเปลื้องตัวเองตั้งแต่ขั้นตอนแรกนี่ โอกาสที่เขาจะเข้าสู่กระบวนการถูกดำเนินคดีนี่สูงมาก”

สำหรับคดีเกาะเต่าได้เข้าสู่ชั้นศาลแล้ว สื่อมวลชนจะเข้าไปทำอะไรได้ไม่เยอะ แต่ถ้าจะให้คลี่คลายความสงสัยของสื่อมวลชน สังคมว่าคดีนี้เป็นแพะหนือไม่แพะ คนที่มีส่วนเกี่ยวข้องควรชี้แจงให้สื่อมวลชน ให้สังคมได้รู้ว่าว่าขั้นตอนต่างๆเป็นไปตามหลักสิทธิมนุษยชนหรือไม่ ทุกข้อสงสัยให้นำเสนอให้ตรงไปตรงมา และให้โปร่งใส โดยเฉพาะขั้นตอนการสอบสวน

น.ส.ปรีดา ทองชุมนุม ทนายความ มูลนิธิเพื่อสิทธิมนุษยชนและการพัฒนา เล่าว่า เมื่อเกิดเหตุการณ์ฆาตกรรมนักท่องเที่ยวที่เกาะเต่า ทางมูลนิธิฯได้รับเรื่องร้องขอมาจากแรงงานในเกาะว่ามีการบังคับแรงงานข้ามชาติตรวจดีเอ็นเอ และเมื่อลงพื้นที่ไปคุยกับแรงงาน พบว่าบางคนถูกขู่และถูกบังคับให้รับสารภาพ ซึ่งบางคนก็ไม่ยอมรับ จึงทำเรื่องไปถึงคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม) เพื่อให้มีการตรวจสอบข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น

น.ส.ปรีดากล่าวถึงการทำงานของสื่อมวลชนในกรณีนี้ด้วยว่า ตนไม่แน่ใจว่าทางสื่อมวลชนได้มีการประเมินการนำเสนอข่าวหรือไม่ว่าเหมาะสมแค่ไหน ในส่วนจรรยาบรรณของคนให้ข่าวก็เป็นสิ่งที่ต้องพิจารณา เช่นล่ามที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการสอบสวน รวมทั้งองค์กรอิสระ คือ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติด้วย

“อาจเป็นเรื่องเฉพาะบุคคล ไม่ใช่ทั้งหมด แต่เมื่อลงไปทำหน้าที่แล้ว ลงมาให้ข้อมูลในลักษณะที่เป็นความเสียหายต่อผู้ต้องหา หรือเป็นกรณีของนักจิตวิทยาที่ให้สัมภาษณ์กับสื่อ แต่กระบวนการที่จะพิสูจน์ได้นี่ ว่าจริงหรือไม่จริง มันไม่ใช่มาจากคำพูดของคนใดคนหนึ่ง แต่เป็นเรื่องของพยานหลักฐานที่นำไปพิสูจน์กัน”

พิณผกา งามสม บรรณาธิการข่าวประชาไท กล่าวว่า การทำงานของสื่อนั้น ในด้านหนึ่งก็พยายามค้นหาความจริงว่าผู้ต้องหาทำผิดจริงหรือไม่ ในขณะเดียวกัน อีกด้านหนึ่งก็มีบางอย่างที่เราต้องตระหนักว่าเรากำลังละเมิดสิทธิเขาอยู่หรือเปล่า

“เคสเกาะเต่าน่าสนใจมากว่า มันก็เป็นอีกครั้งหนึ่งที่สะท้อนว่าสื่อไทยรับมือกับการทำข่าวนี้ได้แตกต่างหลากหลายมาก ว่าเราจะจัดการอย่างไรกับตัวผู้ต้องหา ชื่อจะเปิดเผยไหม หน้าตาจะเปิดเผยไหม แต่เท่าที่เห็นเราก็เปิดหมดแล้ว โดยส่วนตัว ถ้าเป็นประชาไท ตัวผู้ต้องสงสัย เราจะปิดนามสกุล โดยเฉพาะคดีอุกฉกรรจ์ที่เรียกว่ามักจะมีการตัดสินไปล่วงหน้าด้วยทัศนคติทางสังคม”

น.ส.ทัดดาว ทองอิ่ม ผู้สื่อข่าวสถานีโทรทัศน์ TNN 24 กล่าวถึงการลงพื้นที่ทำคดีนี้ที่เกาะเต่าว่า เนื่องจากเป็นคดีดัง ทุกๆวันทีมข่าวในพื้นที่จะถูกกดดันจาก บก.ข้างใน ตามความคืบหน้า เมื่อถูกกดดัน ทีมข่าวก็จะไปกดดันตำรวจ ไปถามความคืบหน้า ซึ่งบางทีตำรวจมีข้อมูลไม่ตรงกัน ทำให้ทีมข่าวต้องออกไปถามชาวบ้านแถวนั้น ถามแรงงานพม่า ไปขุดคุยข้อมูล โดยเฉพาะกล้องวงจรปิด ทุกสำนักข่าวไปขอ ไปทำตัวเป็นตำรวจ ซึ่งตำรวจเองเห็นว่าสร้างความลำบากให้เจ้าหน้าที่

ทีมา: บีบีซีไทย

25571017-170039.jpg

For Immediate Release

Thailand/Europe: Urge End to Military Rule at Summit
Asia-Europe Meeting Should Send Clear Message on Rights

(New York, October 16, 2014) – Leaders at the Asia-Europe Meeting (ASEM) Summit should press Thailand’s junta leader to improve human rights and restore democratic civilian rule, Human Rights Watch said today in letters to ASEM foreign ministers. ASEM is an informal process that brings together the 28 European Union member states and 2 other European countries with 20 Asian countries.

Thai Prime Minister Gen. Prayuth Chan-ocha is scheduled to attend the 10th ASEM Summit in Milan, Italy on October 16-17, 2014. This year’s ASEM Summit aims to promote cooperative efforts by Asia and Europe to address major challenges, including promotion and protection of human rights.

“General Prayuth should leave Milan with a clear message that Europe’s leaders don’t accept continued military rule in Thailand,” said Brad Adams, Asia director at Human Rights Watch. “The Thai junta should understand that there will be no return to business as usual until Thailand returns to democratic civilian rule through free and fair elections.”

Thailand’s government needs to immediately address a range of pressing human rights issues, Human Rights Watch said. In the more than four months since the May 22, 2014 military coup, the ruling National Council for Peace and Order (NCPO) has made no genuine progress toward restoring democratic rule. As both junta leader and prime minister, General Prayuth wields broad powers without any judicial or other oversight. The interim constitution and the draconian Martial Law of 1914 permit the junta members to commit human rights violations with immunity. Key constitutional bodies set up by the NCPO, such as the National Legislative Assembly and the National Reform Council, are stacked with military personnel and other junta loyalists.

The junta has severely repressed fundamental rights and freedoms, essential for the restoration of democratic rule, Human Rights Watch said. The NCPO has enforced censorship and ordered media not to criticize the military. More than 200 websites – including Human Rights Watch’s Thailand page – have been blocked by the junta as threats to national security. The NCPO has banned public gatherings of more than five people and prohibits anti-coup activities. Protesters who have expressed disagreement with the junta have been arrested and sent to military courts, where they face up to two years in prison. Deeming political discussions and diverse political opinions as a threat to stability and national security, the NCPO has extended its grip into universities and banned discussions about human rights, democracy, and the performance of the Prayuth administration.

“Thailand is in the grip of a major crackdown on freedom of expression, association, and public assembly that shows no sign of ending,” Adams said. “Pressure from European governments and other key trading partners is needed now to bring a speedy return to democratic rule.”

For more Human Rights Watch reporting on Thailand, please visit:

http://www.hrw.org/thailand

For immediate release on 15 October 2014

Public Statement

Violation of the rights of the victims and alleged offenders must be stopped:

The performance of the officials and media in Koh Tao murder case

On 15 September 2014, two tourists from UK were murdered and their bodies were left on the beach of Koh Tao, Surathani, Southern Thailand. Later on 2 October 2014, police officials claimed three suspects who are migrant workers from Myanmar have confessed to the charges and on 3 October, two of them were brought to the crime scene for reenactment and an ensuing press conference was widely reported in the media.

Since the investigation is still ongoing, the alleged offenders must enjoy the right to presumed innocence until a final verdict is made against them. It is prohibited to treat them as if they are already the perpetrators. Human Rights Lawyers Association (HRLA) and other signatories would like to express our deepest concern about the practice of the concerned officials and media which would be tantamount to a violation of the right to privacy of the victims’ families and the rights of alleged offenders as follows;

1. In a case where death sentence is mandatory, if an alleged offender does not have his lawyer, it is required that the inquiry official must provide him a legal representative as per Article 134/1 of the Criminal Procedure Code and Article 14 of the International Covenant on Civil and Political Rights (ICCPR). Should the official fail to provide a legal counsel, any evidence given by the alleged offender would not be admissible.

2. If the confession given to the official has been obtained when the alleged offender is put under duress or being threatened, such a statement shall not be admissible. The officials who have committed such an intimidating act will also face a legal action since the act can be construed as a breach of an obligation as per the Convention Against Torture and other Cruel, Inhuman or Degrading Treatment or Punishment (CAT).

3. The reenactment of the crime at the crime scene, even though it was done so as part of the gathering of evidence by the inquiry officials, but it should be carried out solely just to serve the said purpose, but not to be part of a press conference. Even though the case has attracted avid attention from the public, the authorities are required to respect the right to privacy and the right to freedom and dignity of the alleged offenders. In addition, according to the Royal Thai Police order no. 855/2548, it clearly stipulates that no media would be allowed to be present during the enactment of the crime and no interviews or interaction between the inquiry officials and the alleged offenders or other parties can be given or made in the presence of the media, since their reports might have tampered with the investigation.

4. There was a massive and extensive dissemination of images and information about the crime scene reenactment and the interviews with state officials and other persons concerned or not with the case via the media. Several news agencies featured quite graphic images or facts about the event. The redistribution of information and images of the victims by the media simply give reminiscence to the horrible incidence and would only further traumatize families of the victims. It would also infringe on the dignity of the alleged offenders and might tamper with the investigation. Breaches that happened include for example an interview to the press by the interpreter regarding the statements given by the alleged offenders to the officials, even though such revelation was a breach of the code of ethics of an interpreter, or an interview given by a National Human Rights Commissioner who was supposed to be there simply to monitor if any rights violation has taken place or not, but not to give an interview to affirm incriminating evidence against the alleged offenders.

The Human Rights Lawyers Association (HRLA) and other signatories have the following demands to make;

1. Any interviews by persons concerned and not with the case in future must be carried out with consideration of their respective roles and the code of ethics regarding confidentiality which must be observed during the investigation process and dignity and reputation of the victims must be respected.

2. In the reportage by media, caution must be made to ensure respect of the right to privacy and to mitigate any further damage to the reputation of the victims and alleged offenders. It should always be borne in mind that any media report might induce the audience to prejudge a person as a perpetrator. But if it is proven later that that person is not guilty, any remedies would not suffice the damage already done to the person. Media professionals, in particular, are urged to seriously monitor their own work.

With respect for the rights and freedom of the people

Human Rights Lawyers Association (HRLA)

Union for Civil Liberties (UCL)

เมื่อ 15 ตุลาคม 2557 13:49, Human Rights Lawyers Association เขียนว่า:
เผยแพร่วันที่ 15 ตุลาคม 2557

แถลงการณ์

ขอให้ยุติการกระทำที่ละเมิดสิทธิของครอบครัวผู้เสียหายและผู้ต้องหา

กรณีการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่และสื่อมวลชนในคดีเกาะเต่า

จากกรณีเมื่อวันที่ 15 กันยายน 2557 เกิดเหตุสองนักท่องเที่ยวชาวอังกฤษถูกทำร้ายและเสียชีวิตอยู่ริมชายหาดเกาะเต่า จังหวัดสุราษฎร์ธานี ต่อมาในวันที่ 2 ตุลาคม 2557 เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ควบคุมตัวผู้ต้องสงสัยเป็นแรงงานชาวพม่าจำนวน 3 ราย โดยจากการสอบสวนเพิ่มเติมของพนักงานสอบสวนทำผู้ต้องหาให้การรับสารภาพว่ากระทำความผิดตามข้อกล่าวหา และในวันที่ 3 ตุลาคม 2557 เจ้าพนักงานสอบสวนได้นำตัวผู้ต้องหา 2 รายไปแถลงข่าวและทำแผนประกอบคำรับสารภาพในที่เกิดเหตุ ปรากฏตามรายงานข่าวของสื่อมวลชนไปแล้วนั้น

เนื่องจากคดีดังกล่าวอยู่ระหว่างชั้นสอบสวน ผู้ต้องหาต้องได้รับการสันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นผู้บริสุทธิ์จนกว่าจะมีคำพิพากษาถึงที่สุด ดังนั้นการปฏิบัติต่อผู้ต้องหาจะกระทำเหมือนผู้กระทำความผิดแล้วไม่ได้ สมาคมนักกฎหมายสิทธิมนุษยชนและองค์กรข้างท้ายมีความห่วงใยว่าการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่รัฐที่เกี่ยวข้องและสื่อมวลชนอาจเป็นการละเมิดสิทธิในความเป็นส่วนตัวของครอบครัวผู้เสียหายและละเมิดสิทธิของผู้ต้องหาตามหลักการดังต่อไปนี้

1. การให้การในคดีที่มีโทษประหารชีวิต หากผู้ต้องหาไม่มีทนายความ พนักงานสอบสวนมีหน้าที่ตามกฎหมายในการจัดหาทนายความให้ผู้ต้องหาตามมาตรา 134/1 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาและกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิทางการเมืองและสิทธิพลเมือง ข้อ 14 หากพนักงานสอบสวนไม่จัดหาทนายความ คำให้การดังกล่าวก็ไม่สามารถนำมารับฟังเป็นพยานหลักฐานได้

2. ในการให้การต่อเจ้าพนักงาน หากมีการข่มขู่ หรือทำร้ายร่างกายเพื่อให้ได้มาซึ่งคำรับสารภาพ คำให้การที่ได้มานั้นไม่อาจรับฟังเป็นพยานหลักฐานได้ตามกฎหมาย และเจ้าพนักงานผู้กระทำการดังกล่าวย่อมมีความความผิดตามกฎหมาย และถือเป็นการละเมิดพันธกรณีตามอนุสัญญาต่อต้านการทรมานและการประติบัติหรือการลงโทษอื่นที่โหดร้ายไร้มนุษยธรรม หรือที่ย่ำยีศักดิ์ศรี

3. การนำตัวผู้ต้องหาไปทำแผนประกอบคำรับสารภาพในที่เกิดเหตุ แม้พนักงานสอบสวนจะกระทำเพื่อการรวบรวมพยานหลักฐาน แต่ควรมีเป้าหมายว่าจะรวบรวมพยานหลักฐานอย่างไร มิใช่การนำผู้ต้องหาไปทำแผนประกอบคำรับสารภาพเพื่อการแถลงข่าว เพราะถึงคดีดังกล่าวจะเป็นที่สนใจของสาธารณชนแต่เจ้าหน้าที่ยังคงต้องเคารพความเป็นส่วนตัวและเสรีภาพในชื่อเสียงของผู้ต้องหา อีกทั้งตามคำสั่งสำนักงานตำรวจแห่งชาติที่ 855/2548 ยังระบุว่าห้ามจัดให้สื่อมวลชนทุกแขนงเข้าทำข่าว ขณะเมื่อมีการให้ผู้ต้องหานำพนักงานสอบสวนไปชี้ที่เกิดเหตุประกอบคำรับสารภาพ และหลีกเลี่ยงการให้สัมภาษณ์ใด ๆ ในลักษณะเป็นการโต้ตอบระหว่างพนักงานสอบสวนกับผู้ต้องหา หรือบุคคลใด โดยมีสื่อมวลชนทุกแขนงเป็นผู้สัมภาษณ์เนื่องจากอาจเป็นเหตุให้รูปคดีเสียหายอีกด้วย

4. การนำเสนอภาพข่าวหรือข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเหตุการณ์รวมถึงบทสัมภาษณ์เจ้าหน้าที่รัฐและบุคคลทั้งที่เกี่ยวข้องและไม่เกี่ยวข้องในคดี ออกสู่สาธารณะเป็นจำนวนมากโดยในการนำเสนอข่าว ในบางสำนักข่าวมีการนำเสนอภาพข่าวหรือข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเหตุการณ์ ซึ่งการนำข้อมูลของผู้ตายและภาพข่าวมาเผยแพร่ซ้ำย่อมเป็นการตอกย้ำถึงเหตุการณ์เลวร้ายที่กระทบกระเทือนต่อครอบครัวของผู้เสียหายอย่างต่อเนื่อง และยังเป็นการละเมิดศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของผู้ต้องหา รวมถึงอาจส่งผลต่อรูปคดี อาทิเช่น การสัมภาษณ์ล่ามถึงรายละเอียดคำให้การซึ่งต้องมีจรรยาบรรณในการรักษาความลับ การให้สัมภาษณ์กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติซึ่งมีหน้าที่ในการตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชนหรือไม่ ไม่ใช่การให้สัมภาษณ์เพื่อยืนยันข้อเท็จจริงในคดี

สมาคมนักกฎหมายสิทธิมนุษยชนและองค์กรดังมีรายนามข้างท้ายจึงขอเรียกร้องให้

1. การให้สัมภาษณ์ของบุคคลทั้งที่เกี่ยวข้องและไม่เกี่ยวข้องในคดี ต้องตระหนักถึงบทบาทของตนในคดี จรรยาบรรณในการรักษาความลับของคดีในชั้นสอบสวน และเกียรติยศชื่อเสียงของผู้เสียหาย

2. การนำเสนอข้อมูลของสื่อมวลชนควรให้ความระมัดระวังในการนำเสนอ อีกทั้งพึงเคารพสิทธิส่วนบุคคลและไม่ละเมิดสร้างความเสียหายให้แก่ครอบครัวผู้เสียหายและผู้ต้องหา โดยคำนึงเสมอว่าข้อเท็จจริงที่ปรากฏจากการนำเสนอข่าวอาจส่งผลให้ผู้ที่รับรู้ข่าวตัดสินว่าผู้นั้นคือผู้ที่กระทำความผิด หากภายหลังผลปรากฏว่าผู้นั้นไม่ได้ความผิดตามข้อกล่าวหา การเยียวยาความเสียหายแก่ผู้ต้องสงสัยจะเป็นไปได้ยาก รวมทั้งขอให้องค์กรวิชาชีพสื่อทำหน้าที่ในการตรวจสอบการทำงานซึ่งกันและกันอย่างเคร่งครัด

ด้วยความเคารพต่อสิทธิเสรีภาพของประชาชน
สมาคมนักกฎหมายสิทธิมนุษยชน
สมาคมสิทธิเสรีภาพของประชาชน


สมาคมนักกฎหมายสิทธิมนุษยชน (สนส.)
โทรศัพท์ /แฟ๊กซ์ : 02-6930682
อีเมล์ : hrla2008@gmail.com
http://www.naksit.org
………………………………………………..
Human rights Lawyers Association (HRLA)
email : hrla2008@gmail.com tel/fax : 02-6930682
http://www.naksit.org


สมาคมนักกฎหมายสิทธิมนุษยชน (สนส.)
โทรศัพท์ /แฟ๊กซ์ : 02-6930682
อีเมล์ : hrla2008@gmail.com
http://www.naksit.org
………………………………………………..
Human rights Lawyers Association (HRLA)
email : hrla2008@gmail.com tel/fax : 02-6930682
http://www.naksit.org

เผยแพร่วันที่ 15 ตุลาคม 2557

แถลงการณ์

ขอให้ยุติการกระทำที่ละเมิดสิทธิของครอบครัวผู้เสียหายและผู้ต้องหา

กรณีการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่และสื่อมวลชนในคดีเกาะเต่า

จากกรณีเมื่อวันที่ 15 กันยายน 2557 เกิดเหตุสองนักท่องเที่ยวชาวอังกฤษถูกทำร้ายและเสียชีวิตอยู่ริมชายหาดเกาะเต่า จังหวัดสุราษฎร์ธานี ต่อมาในวันที่ 2 ตุลาคม 2557 เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ควบคุมตัวผู้ต้องสงสัยเป็นแรงงานชาวพม่าจำนวน 3 ราย โดยจากการสอบสวนเพิ่มเติมของพนักงานสอบสวนทำผู้ต้องหาให้การรับสารภาพว่ากระทำความผิดตามข้อกล่าวหา และในวันที่ 3 ตุลาคม 2557 เจ้าพนักงานสอบสวนได้นำตัวผู้ต้องหา 2 รายไปแถลงข่าวและทำแผนประกอบคำรับสารภาพในที่เกิดเหตุ ปรากฏตามรายงานข่าวของสื่อมวลชนไปแล้วนั้น

เนื่องจากคดีดังกล่าวอยู่ระหว่างชั้นสอบสวน ผู้ต้องหาต้องได้รับการสันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นผู้บริสุทธิ์จนกว่าจะมีคำพิพากษาถึงที่สุด ดังนั้นการปฏิบัติต่อผู้ต้องหาจะกระทำเหมือนผู้กระทำความผิดแล้วไม่ได้ สมาคมนักกฎหมายสิทธิมนุษยชนและองค์กรข้างท้ายมีความห่วงใยว่าการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่รัฐที่เกี่ยวข้องและสื่อมวลชนอาจเป็นการละเมิดสิทธิในความเป็นส่วนตัวของครอบครัวผู้เสียหายและละเมิดสิทธิของผู้ต้องหาตามหลักการดังต่อไปนี้

1. การให้การในคดีที่มีโทษประหารชีวิต หากผู้ต้องหาไม่มีทนายความ พนักงานสอบสวนมีหน้าที่ตามกฎหมายในการจัดหาทนายความให้ผู้ต้องหาตามมาตรา 134/1 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาและกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิทางการเมืองและสิทธิพลเมือง ข้อ 14 หากพนักงานสอบสวนไม่จัดหาทนายความ คำให้การดังกล่าวก็ไม่สามารถนำมารับฟังเป็นพยานหลักฐานได้

2. ในการให้การต่อเจ้าพนักงาน หากมีการข่มขู่ หรือทำร้ายร่างกายเพื่อให้ได้มาซึ่งคำรับสารภาพ คำให้การที่ได้มานั้นไม่อาจรับฟังเป็นพยานหลักฐานได้ตามกฎหมาย และเจ้าพนักงานผู้กระทำการดังกล่าวย่อมมีความความผิดตามกฎหมาย และถือเป็นการละเมิดพันธกรณีตามอนุสัญญาต่อต้านการทรมานและการประติบัติหรือการลงโทษอื่นที่โหดร้ายไร้มนุษยธรรม หรือที่ย่ำยีศักดิ์ศรี

3. การนำตัวผู้ต้องหาไปทำแผนประกอบคำรับสารภาพในที่เกิดเหตุ แม้พนักงานสอบสวนจะกระทำเพื่อการรวบรวมพยานหลักฐาน แต่ควรมีเป้าหมายว่าจะรวบรวมพยานหลักฐานอย่างไร มิใช่การนำผู้ต้องหาไปทำแผนประกอบคำรับสารภาพเพื่อการแถลงข่าว เพราะถึงคดีดังกล่าวจะเป็นที่สนใจของสาธารณชนแต่เจ้าหน้าที่ยังคงต้องเคารพความเป็นส่วนตัวและเสรีภาพในชื่อเสียงของผู้ต้องหา อีกทั้งตามคำสั่งสำนักงานตำรวจแห่งชาติที่ 855/2548 ยังระบุว่าห้ามจัดให้สื่อมวลชนทุกแขนงเข้าทำข่าว ขณะเมื่อมีการให้ผู้ต้องหานำพนักงานสอบสวนไปชี้ที่เกิดเหตุประกอบคำรับสารภาพ และหลีกเลี่ยงการให้สัมภาษณ์ใด ๆ ในลักษณะเป็นการโต้ตอบระหว่างพนักงานสอบสวนกับผู้ต้องหา หรือบุคคลใด โดยมีสื่อมวลชนทุกแขนงเป็นผู้สัมภาษณ์เนื่องจากอาจเป็นเหตุให้รูปคดีเสียหายอีกด้วย

4. การนำเสนอภาพข่าวหรือข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเหตุการณ์รวมถึงบทสัมภาษณ์เจ้าหน้าที่รัฐและบุคคลทั้งที่เกี่ยวข้องและไม่เกี่ยวข้องในคดี ออกสู่สาธารณะเป็นจำนวนมากโดยในการนำเสนอข่าว ในบางสำนักข่าวมีการนำเสนอภาพข่าวหรือข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเหตุการณ์ ซึ่งการนำข้อมูลของผู้ตายและภาพข่าวมาเผยแพร่ซ้ำย่อมเป็นการตอกย้ำถึงเหตุการณ์เลวร้ายที่กระทบกระเทือนต่อครอบครัวของผู้เสียหายอย่างต่อเนื่อง และยังเป็นการละเมิดศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของผู้ต้องหา รวมถึงอาจส่งผลต่อรูปคดี อาทิเช่น การสัมภาษณ์ล่ามถึงรายละเอียดคำให้การซึ่งต้องมีจรรยาบรรณในการรักษาความลับ การให้สัมภาษณ์กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติซึ่งมีหน้าที่ในการตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชนหรือไม่ ไม่ใช่การให้สัมภาษณ์เพื่อยืนยันข้อเท็จจริงในคดี

สมาคมนักกฎหมายสิทธิมนุษยชนและองค์กรดังมีรายนามข้างท้ายจึงขอเรียกร้องให้

1. การให้สัมภาษณ์ของบุคคลทั้งที่เกี่ยวข้องและไม่เกี่ยวข้องในคดี ต้องตระหนักถึงบทบาทของตนในคดี จรรยาบรรณในการรักษาความลับของคดีในชั้นสอบสวน และเกียรติยศชื่อเสียงของผู้เสียหาย

2. การนำเสนอข้อมูลของสื่อมวลชนควรให้ความระมัดระวังในการนำเสนอ อีกทั้งพึงเคารพสิทธิส่วนบุคคลและไม่ละเมิดสร้างความเสียหายให้แก่ครอบครัวผู้เสียหายและผู้ต้องหา โดยคำนึงเสมอว่าข้อเท็จจริงที่ปรากฏจากการนำเสนอข่าวอาจส่งผลให้ผู้ที่รับรู้ข่าวตัดสินว่าผู้นั้นคือผู้ที่กระทำความผิด หากภายหลังผลปรากฏว่าผู้นั้นไม่ได้ความผิดตามข้อกล่าวหา การเยียวยาความเสียหายแก่ผู้ต้องสงสัยจะเป็นไปได้ยาก รวมทั้งขอให้องค์กรวิชาชีพสื่อทำหน้าที่ในการตรวจสอบการทำงานซึ่งกันและกันอย่างเคร่งครัด

ด้วยความเคารพต่อสิทธิเสรีภาพของประชาชน
สมาคมนักกฎหมายสิทธิมนุษยชน
สมาคมสิทธิเสรีภาพของประชาชน


สมาคมนักกฎหมายสิทธิมนุษยชน (สนส.)
โทรศัพท์ /แฟ๊กซ์ : 02-6930682
อีเมล์ : hrla2008@gmail.com
http://www.naksit.org
………………………………………………..
Human rights Lawyers Association (HRLA)
email : hrla2008@gmail.com tel/fax : 02-6930682
http://www.naksit.org

น้ำตา คน ป่า: จุดเริ่มต้นของหยดน้ำตา กรณีศึกษา บ้านเลาวู ตำบลเมืองแหง อำเภอเวียงแหง จังหวัดเชียงใหม่

โครงการเข้าถึงความยุติธรรมและการคุ้มครองทางกฎหมาย

มูลนิธิผสานวัฒนธรรมร่วมกับศูนย์พิทักษ์และฟื้นฟูสิทธิชุมชนท้องถิ่น

‘คำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 64/2557 ลงวันที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2557 เรื่องการปราบปรามและหยุดยั้งการบุกรุกทำลายทรัพยากรป่าไม้…’

จากคำสั่งฉบับดังกล่าวส่งผลให้มีการเข้าตรวจสอบพื้นที่ผืนป่าทั่วประเทศ เพื่อดำเนินการปราบปรามและจับกุมผู้บุกรุก ยึดถือครอบครอง ทำลายหรือกระทำการใดๆ อันเป็นการทำให้เสื่อมเสียแก่สภาพป่าและหนึ่งในนั้นคือพื้นที่ทำกินของชาวบ้านเลาวูตำบลเมืองแหง อำเภอเวียงแหง จังหวัดเชียงใหม่

วันที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2557 เจ้าหน้าที่ป่าไม้ เจ้าหน้าอุทยาน ทหาร ตำรวจและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าสำรวจพื้นที่ในเขตอุทยานแห่งชาติผาแดงหรือชื่อเดิมว่าอุทยานแห่งชาติภูเชียงดาว ต่อมาในวันที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2557 เจ้าหน้าที่คณะเดิมเข้ามาอีกครั้งพร้อมเฮลิคอปเตอร์ และสื่อมวลชนสถานีโทรทัศน์กองทัพบกช่อง 5 พร้อมทั้งแถลงข่าวยึดคืนพื้นที่ 1,500 ไร่ ระหว่างหมู่บ้านปานกลางและหมู่บ้านเลาวูและมีคำสั่งให้ชาวบ้านรื้อถอนผลผลิตทางการเกษตรทั้งหมดที่อยู่ในพื้นที่อุทยานผาแดง

ซึ่งอุทยานแห่งชาติผาแดงหรือเดิมชื่อว่าอุทยานแห่งชาติเชียงดาว ได้ประกาศเป็นอุทยานแห่งชาติเมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2543 มีเนื้อที่ประมาณ 702,085 ไร่ ครอบคลุมพื้นที่ 3 อำเภอในจังหวัดคือเชียงดาว เวียงแหง และไชยปราการ ทิศเหนือติดกับประเทศสหภาพพม่า

“เขาไม่ได้สนใจว่าเราจะอยู่มาก่อนหรืออะไร เขายืนยันว่าบ้านเลาวูในเขตของอุทยานผาแดง เป็นพื้นที่ปลูกป่าทั้งหมด ทั้งๆ ที่ข้อเท็จจริง พ่อแม่ผมอยู่มาเกือบ 70 ปี ทำมาหากินบนพื้นที่นี้ สมัยดั้งเดิมนั้นปลูกฝิ่นจนมาถึงปัจจุบันปลูกผักปลูกผลไม้กัน เขาบอกว่ารื้อถอนให้หมด ทั้งๆ ที่ชาวบ้านทำมาก่อนแล้ว ก็ไม่เคยฟังเสียงของชาวบ้าน” ผู้นำชาวบ้านของหมู่บ้านเลาวูระบายถึงความไม่เข้าใจในสิ่งที่เกิดขึ้น

“เราก็อยากจะถามว่าเขาจะให้คนตาย หรือจะให้คนอยู่เท่านั้นเอง ชาวบ้านเลาวู” ชาวบ้านเลาวูตั้งคำถามถึงสิ่งที่เขาได้รับ

ประวัติศาสตร์บ้านเลาวู

หมู่บ้านเลาวูตั้งอยู่ ณ หมู่ที่ 11 ตำบลเมืองแหง อำเภอเวียงแหง จังหวัดเชียงใหม่ ก่อตั้งเมื่อปีพ.ศ. 2474 ปัจจุบันอายุได้ราว 83 ปีมีจำนวนประชากรทั้งสิ้น 530 คน แบ่งเป็น 120 ครัวเรือน

ผู้เฒ่าผู้แก่ในหมู่บ้านเลาวูเล่าว่าชาวบ้านเลาวูเป็นชนเผ่าลีซูซึ่งอพยพมาจากประเทศจีนหลายสิบปีแล้ว เนื่องจากมีความเป็นอยู่ลำบาก ข้าวยากหมากแพง และได้รับการชักชวนจากพ่อค้าฝิ่นว่าในประเทศไทยมีพื้นที่ปลูกฝิ่นและผลผลิตเยอะ จึงอพยพเข้ามาโดยการนำของนายอ่าเลปาหมึก เลายี่ปา นายอาซาปลุกซา ยี่ปา นายอาซาฟืน เลาฉี่ และนายใส่มาเก๊ยะ เล่าหมี่ เดิมได้ก่อตั้งหมู่บ้านอยู่ที่อำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่ต่อจากนั้นได้อพยพมาอยู่ที่เก่า(ใกล้กับหนองคาย) และต่อมาได้ก่อตั้งหมู่บ้าน (นาหลา) แห่งใหม่ ที่บ้านเก่าใหญ่ ซึ่งตอนนั้นขึ้นการปกครองกับ ตำบลเมืองคอง อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกของบ้านเลาวูในปัจจุบัน ประมาณ 2 กิโลเมตร ในขณะนั้นมีประชากรประมาณ 300 ครัวเรือน สาเหตุการย้ายถิ่นฐาน เพื่อต้องการพื้นที่ ทำกิน การเกษตรและอีกสาเหตุหนึ่งเกิดจากความขัดแย้งกันเองระหว่างกลุ่ม เพราะการที่มีความต้องการขึ้นเป็นผู้นำของหมู่บ้าน
ต่อมารัฐบาลไทยได้ส่งตำรวจตระเวนชายแดนเข้ามาดูและส่งเสริมความเป็นอยู่ทุกด้าน จากนั้นได้มีการคัดเลือกผู้นำชนเผ่าหรือหัวหน้าชนเผ่าโดยแบ่งเป็นกลุ่ม คือ กลุ่มแรกนำโดยนายฟู่แหนสาม เลาฉี่ ย้ายไปตั้งหมู่บ้านปู่แหนสาม(ขุนคองในปัจจุบัน) กลุ่มที่สองนำโดยผู้เฒ่าหลวงสา เลายี่ปา ย้ายไปตั้งหมู่บ้านดอยสามหมื่น อำเภอเวียงแหง และกลุ่มที่สาม นายแกสาม เล่า ยี่ปา ย้ายไปตั้งหมู่บ้านเลาวู
พื้นที่ของหมู่บ้านบ้านเลาวูแบ่งออกเป็นสองฝั่งคือหนึ่งในส่วนของบ้านเรือนที่อยู่อาศัยจะตั้งอยู่ในเขตของเขตรักษาพันธ์สัตว์ป่าภูเชียงดาวซึ่งประกาศเป็นเขตรักษาพันธ์เมื่อปี พ.ศ. 2525และในส่วนของที่ดินทำกินในปลูกพืชผลทางการเกษตรจะอยู่ในพื้นที่ของอุทยานแห่งชาติผาแดงซึ่งได้ประการเป็นพื้นที่อุทยานแห่งชาติเมื่อปีพ.ศ. 2543

“ผมเกิดที่นี้จนตอนนี้อายุได้ 50 ปีแล้ว รุ่นพ่อแม่อพยพมาจากทางอำเภอฝางประมาณ 83 ปีละ เพราะอำเภอฝางแต่เดิมทำอาชีพสวนฝิ่น ซึ่งที่นี้เป็นพื้นที่สูงและอากาศเย็นเหมาะก็การปลูกฝิ่นก็เลยย้ายมาอยู่ตรงนี้ ภายหลังก็มีเจ้าหน้าที่เข้ามาส่งเสริมให้ปลูกฝิ่นบริเวณนี้ และต่อมาก็มีการปลาบปามไม่ให้ปลูก จึงเลิกไป ปัจจุบันก็ปลูกผลไม้ เมืองหนาวอย่างอื่น เช่น กาแฟ ผัก ผลไม้” ผู้นำชาวบ้านบ้านเลาวูเล่าถึงที่มาของอาชีพเกษตรกรในปัจจุบัน

ชาวบ้านในหมู่บ้านเลาวูอธิบายถึงวิธีการทำเกษตรของคนในหมู่บ้านว่า พวกเขาทำการเกษตรแบบไร่หมุนเวียนคือหากในปีนี้ทำตรงพื้นที่แรก ปีต่อไปก็จะไปที่ในพื้นที่ที่สอง ที่สาม ที่สี่ แล้วกลับมาทำที่เดิม หมุนเวียนเป็นวัฏจักร ซึ่งเหตุผลที่ต้องทำเช่นนั้นก็เพื่อจะทิ้งพื้นที่ให้ดินกลับมีความอุดมสมบูรณ์ตามธรรมชาติ ซึ่งวิธีการทำไร่หมุนเวียนแทบจะไม่ต้องอาศัยสารเคมีเลย เรียกได้ว่าเป็นการให้ธรรมชาติฟื้นฟูธรรมชาติ

โดยในช่วงที่ชาวบ้านเว้นพื้นที่ไว้คนที่อื่นจะไม่สามารถเข้ามาทำได้ เนื่องจากชาวบ้านที่นี้จะรู้จักกันหมดว่าสวนนี้ของใครๆและคอยช่วยกันดูแลไม่ให้คนที่อื่นเข้ามาทำ

“ผมเกิดมาก็ทำแบบนี้ ทำอาชีพนี้ตามบรรพบุรุษ ซึ่งการทำไร่หมุนเวียนเราจะเว้นไว้สามถึงสี่ปีแล้วไปทำใหม่ เพราะถ้าทำที่เดิมทุกปีซ้ำกันสองถึงสามปี ดินจะมีการเสื่อมสภาพทำให้ต้องพึ่งพาปุ๋ย ยาฆ่าแมลงและสารเคมีเยอะ ซึ่งวิถีชีวิตบนบ้านเลาวูจะเป็นแบบพอเพียงมีกินมีใช้ไปวันๆ ไม่ต้องพึ่งอะไรมาก อย่างปลูกข้าวโพดเราก็จะเอาไว้เลี้ยงหมู เอาไว้กิน ที่เหลือบางส่วนก็เอาไปขาย”ชาวบ้านในหมู่บ้านเลาวูกล่าว

ผู้นำชาวบ้านหมู่บ้านเลาวูเล่าว่าแต่เดิมชาวบ้านอยู่อาศัยและทำกินกันมาโดยไม่มีปัญหาใดใด เนื่องจากฝั่งที่อยู่อาศัยซึ่งอยู่ในส่วนของเขตรักษาพันธ์สัตว์ป่าจะมีเจ้าหน้าของเขตรักษาพันธ์สัตว์เข้ามาแวะเวียน พูดคุยและทำความเข้าใจกับชาวบ้านว่าสิ่งใดทำได้ สิ่งได้ทำไม่ได้ แต่ในส่วนของพื้นที่ทำกินด้านอุทยานผาแดงถึงแม้ว่าจะไม่มีเจ้าหน้าที่มาพูดคุยกับชาวบ้าน แต่ก็ไม่มีเจ้าหน้ามาไล่หรือมาจับกุมพวกเขา

ผู้นำชาวบ้านเล่าต่อว่าปัญหาระหว่างชาวบ้านกับเจ้าหน้าที่อุทยานผาแดงจะมีก็เพียงในปี 2542 เกิดไฟไหม้ขึ้นในพื้นที่ที่ชาวบ้านทำการเกษตร จึงเกิดเป็นคดีความขึ้น แต่ก็มีการพูดคุยกันจนเกิดข้อยุติลง

“หลังจากนั้นก็คุยกันไม่ได้มีปัญหา ทำกันมาเรื่อยๆ ซึ่งระยะที่ผ่านมา 80 กว่าปี เจ้าหน้าผาแดงไม่เคยมาคุย ไม่เคยมาจัดระเบียบ มาแบ่งจัดสรรให้กับชาวบ้าน แต่พอมาปี 2545 ก็มีเข้ามาในพื้นที่แต่ไม่ได้จัดระเบียบแบบจริงจัง พอมาถึงปี 2557 ภายใต้คำสั่งของ คสช. จึงมีการมาประกาศยึดที่ทำกินทั้งหมดของชาวบ้าน”นายอมรเทพกล่าว

เจ้าบ้านหรือผู้อาศัย

ซึ่งหน่วยงานราชการได้ให้คำจำกัดความ “ชาวเขา” หมายถึงบุคคลที่อยู่ใน 9 เผ่า คือ กะเหรี่ยง แม้ว เย้า มูเซอ ลีซอ อีก้อ ลัวะ ขมุ และถิ่น ซึ่งนายสุมิตรชัย หัตถสาร ผู้อำนวยการศูนย์พิทักษ์และฟื้นฟูสิทธิชุมชนท้องถิ่นเล่าถึงที่มาที่ไปของจุดเริ่มในการที่คนในชนเผ่าต่างๆ เข้ามาอาศัยอยู่ในพื้นที่ป่าว่าชนเผ่าหมายถึงชนชาติอื่นที่อพยพเข้ามาอยู่ในพื้นที่ ซึ่งชายแดนพื้นที่ภาคเหนือตรงนี้มันเป็นพื้นที่สีชมพูเดิมซึ่งคือพื้นที่เป็นแนวร่วมของพรรคอมมิวนิสต์ในในยุคสงครามเย็นโดยในมุมทหารก็จะมองว่าพื้นที่ที่เป็นพื้นที่ความมั่งคงจึงมีการตั้งศูนย์สงเคราะห์ชาวเขาขึ้นและมีการจัดตั้งหมู่บ้านบริเวณแนวชาติแดนขึ้นเพื่อให้ชาวเขาอยู่อาศัยและเป็นการพลักดันกลุ่มคอมมิวนิสต์ออกจากพื้นที่ไป

นายสุมิตรชัยอธิบายต่อไปว่า ในส่วนการปลูกฝิ่นและการค้าไม้ในพื้นที่ป่าแต่เดิมนั้น ได้รับอิทธิพลมาจากอังกฤษ ตั้งแต่ยุคสมัยรัชกาลที่ 5 ซึ่งไทยมีการทำสนธิสัญญาเบาว์ริงกับอังกฤษเพื่อเอกราชอธิปไตยของประเทศ ซึ่งกรมป่าไม้แต่เดิมตั้งขึ้นมาเพื่อทำการค้าไม้ซึ่งก็คือสัมปทานป่าไม้นั่นเอง โดยพื้นที่ภาคเหนือเกือบทุกพื้นที่จะเป็นพื้นที่ให้สัมปทานไม้ ทั้งแม่ฮ่องสอน ทั้งฝาง ทั้งเวียงแหง ก็เป็นเขตสัมปทานเก่าทั้งสิ้น โดยบริษัททำไม้เดิมล้วนเป็นบริษัทของอังกฤษทั้งหมด

โดยชาวเขาเหล่านี้เดิมก็เป็นคนงานในพื้นที่สัมปทาน ตัดไม้ เลี้ยงช้างอะไรต่างๆ รวมทั้งการปลูกฝิ่นบนพื้นที่ภูเขาแล้วลงมาขายข้างล่าง เนื่องจากสมัยนั้นฝิ่นเป็นสินค้าถูกกฎหมายและไทยก็มาการตั้งโรงฝิ่น เพราะฉะนั้นคนที่ปลูกฝิ่นซึ่งนำมาสู่การขายในท้องตลาดคนสูบกันทั้งบ้านทั้งเมืองในอดีตก็คือชาวเขาภายใต้การส่งเสริมของรัฐบายในสมัยนั้น นั่นหมายว่าก็ต้องล้มป่าปลูกฝิ่น และตัดไม้ภายในเขตสัมปทาน

“สภาพของการทำลายป่าในภาคเหนือเกิดจากนโยบายรัฐทั้งสิ้นนี้คือภูมิหลังของมัน แต่ปัจจุบันคนที่เป็นจำเลยของสังคมคือชาวเขาทั้งเรื่องยาเสพติด ทั้งเรื่องตัดไม้ทำลายป่า ทั้งๆที่ประวัติศาสตร์ของมันทั้งสองเรื่องรัฐเป็นส่งเสริมทั้งสิ้น” นายสุมิตรชัยกล่าว

ผู้อำนวยการศูนย์พิทักษ์และฟื้นฟูสิทธิชุมชนท้องถิ่นขยายความว่าแผนแม่บทของการแก้ไขปัญหายาเสพติดรวมถึงแผนแม่บทของการจัดการทรัพยากรเกิดขึ้นมาภายหลัง เนื่องจากพื้นที่ป่าในประเทศเหลือน้อยเต็มที จึงเกิดแนวคิดเรื่องการอนุรักษ์และปิดสัมปทานป่าไม้ถาวรเมื่อป่าพ.ศ. 2532 ซึ่งก่อนหน้านี้มีการปิดสัมปทานป่าไม้ครั้งแรกปีพ.ศ. 2527หลังจากนั้นก็มีการอนุโลมเปิดสัมปทานป่าไม้อีกสองถึงสามปี เพื่อให้บริษัทที่มีการตัดไม้ทิ้งไว้แล้วยังไม่มาเก็บผลผลิตทำไม้ต่อได้บางส่วน

เพราะฉะนั้นการทำสัมปทานไม้ก็จะทำกันมายาวนานตั้งแต่ปีพ.ศ. 2505เป็นต้นมาจนถึงปีพ.ศ. 2532ซึ่งในขณะนั้นยังไม่ประกาศเป็นพื้นที่อุทยานแต่ประกาศเป็นพื้นที่ป่าสงวนในบางส่วน เนื่องจากหากประกาศเป็นพื้นที่อุทยานแล้วจะไม่สามารถทำไม้ แต่ป่าสงวนสามารถทำได้ดังนั้นเขตพื้นที่ภาคเหนือส่วนใหญ่ในอดีตจะเป็นป่าสงวนทั้งหมด คือรัฐสงวนไว้เพื่อจะทำไม้ ชาวบ้านทำไม่ได้เป็นได้เพียงแค่คนงานในสัมปทานเท่านั้น

“เพราะฉะนั้นกลุ่มชาติพันธ์ทั้งหมดที่ถูกกล่าวหาในวันนี้ว่าบุกรุกป่า ถ้าในประวัติศาสตร์จริงๆแล้วเขาไม่ใช่คนบุกรุกป่า เพราะเขาอยู่กับป่ามาตั้งแต่เริ่มต้น ก่อนที่จะมีนโยบายป่าไม้ด้วยซ้ำ แล้วส่วนใหญ่ก็จะเป็นชนเผ่าพื้นเมืองติดแผ่นดิน คือเขาเกิดที่นี้”

กลุ่มชนเผ่าชาติพันธุ์ศัตรูคู่อาฆาตหรือมิตรผู้อารีในผืนป่าอุทยาน

ด้านนายวัชระ ลายประวัติหัวหน้าอุทยานแห่งชาติผาแดงเล่าว่าแต่เดิมพื้นที่ส่วนใหญ่ในประเทศเป็นพื้นที่ป่า แต่เมื่อเริ่มมีวิวัฒนาการการบริหารประเทศ ก็เริ่มให้ที่ป่าเพื่อให้คนทำกิน จึงเป็นที่มาของความผูกพันธุ์ระหว่างคนกับป่า

“สมัยโบราณเราไม่ได้พูดเรื่องเงิน เราพูดเรื่องกินอยู่ปัจจัยสี่ ก็คือความอยู่รอด แต่สิ่งที่เหนือกว่าความอยู่รอดก็คือเป็นตัวเงิน ซึ่งทุกวันนี้ภัยคุมคามที่เกิดขึ้นเยอะก็คือตัวเลขทางเศรษฐกิจมันโต คนเราต้องมีรายได้ มีค่าครองชีพ และเมื่อคนยิ่งมากค่าครองชีพก็ยิ่งสูงเพราะฉะนั้นการที่ค่าครองชีพสูงถ้าตีเป็นตัวเลข ก็ต้องใช้ป่าทำอะไรให้เป็นเงินได้เท่านี้ ใช้ทรัพยากรจากป่าไม้หรือว่าที่ดิน เพื่อให้เท่ากับตัวเลขของค่าครองชีพณ ปัจจุบัน”

หัวหน้าอุทยานอธิบายให้ฟังต่อไปว่าทุกวันนี้สังคมเติบโตขึ้นมากเท่าไหร่ ความต้องการใช้ทรัพยากรจากป่าก็ยิ่งมากขึ้นเท่านั้น แต่ในทางกลับกัน ความเป็นป่ากลับจะผกผันลดลงเรื่อยๆ ซึ่งตัวเลขที่ลดลงจะมากหรือน้อยก็ขึ้นอยู่ที่คนในสังคม

ซึ่งนายวัชระ มองว่าแนวทางแก้ไขปัญหาพื้นที่ที่ลดลงของป่าต้องเริ่มจากการนำทรัพยากรมาออกแบบใหม่ เช่นการนำพื้นที่อุทยานมาใช้ประโยชน์ในรูปแบบของภาคการท่องเที่ยว ซึ่งจะได้ผลตอบแทนสูงเนื่องจากไม่ต้องใช่ต้นทุน หรือเป็นพื้นที่สำหรับศึกษาวิจัย เมื่อเกิดกิจกรรมขึ้นในพื้นที่อุทยานสิ่งที่จะเกิดตามมาก็คือผลิตภัณฑ์ จากนั้นเมื่อมารายได้เข้ามาในอุทยานแล้วจึงนำรายได้ตรงนี้บางส่วนไปให้ประชาชนที่ไม่มีที่ทำกินต้องพึ่งพาป่าเพื่อเรียกร้องที่ทำกิน

“เพราะฉะนั้นการออกแบบเรื่องคนกับป่าตอนนี้เรามาถูกทางแล้วหรือเปล่า เช่นการแบ่งที่ทำกินให้คนไม่มีที่ทำกิน ผมอยากรู้ว่าคนที่อยากแบ่งที่ไปคนไม่มีที่ดินทำกินเขารู้ไหมว่าประเทศไทยที่มันไม่งอกและมันจะลดลงด้วยซ้ำแต่ถ้าคนที่อยู่ในพื้นที่ เราใช้กติกาบนเงื่อนไข ทำยังไงให้คนในพื้นที่ป่าตระหนักว่าใช้เท่าที่จำเป็น คือให้ใช้ได้แต่ใช้แล้วทดแทนปัญหามันก็อาจจะลดลง”

ซึ่งส่วนตัวหัวหน้าอุทยานแห่งชาติผาแดงมองว่าคนในป่าควรนำกระบวนการความคิดของคนในเมืองมาใช้คือหากอยากเป็นเจ้าของที่ดิน ก็ต้องมีกระบวนการสร้างรายได้ให้มีความมั่งคงเสียก่อนจากนั้นจึงนำไปซื้อที่ดินเป็นของตนเอง

“แต่คนที่อยู่ในป่าเขาไม่ได้คิด เขาว่าเขาเกิดตรงนี้ เขาต้องได้สิทธิ์ในที่ดินตรงนี้ แต่ที่ดินของป่ามันเป็นที่ดินของคนคนเดียวไหม ที่ดินของป่าไม้ในประเทศไทยมันเป็นที่ดินของคนทั้งประเทศเพราะฉะนั้นการบริหารจัดการป่าหรือการบริหารจัดการที่ดินก็ต้องมานั่งคิดต่อว่าถ้าเราเปิดให้หมดมันไม่พอแจกถ้าคนกรุงเทพมาแค่เขตเดียว บอกว่าฉันก็อยากได้ที่ดินทำกินเหมือนกันเพราะฉันเป็นคนไทย ฉันก็มีสิทธิ์ที่จะได้ที่ดินทำกิน มันก็เหนื่อยนะถ้าคนไปลงชื่อว่าไม่มีที่ดินทำกิน อยากได้ที่ดินทำกิน”

​ด้านผู้นำชาวบ้าน บ้านเลาวูมีความคิดเห็นว่าชาวบ้านที่อยู่ในป่าเป็นผู้ช่วยทำนุบำรุงป่า ซึ่งหากชาวบ้านคิดร้ายกับป่าพื้นที่ทุกวันนี้คงไม่มีเหลือแล้วเพราะชาวบ้านอยู่กับป่าตลอดเวลา หากคิดจะทำลายป่าก็เป็นการยากที่เจ้าหน้าที่จะเข้ามาควบคุม แต่ทุกวันนี้ชาวบ้านไม่ได้คิดจะลายป่า ชาวบ้านคิดว่าป่าก็คือป่าบ้านของพวกเขา คือที่ทำกินของพวกเขา

“บางครั้งก็เครียดอยากตอบโต้ กรณีที่บอกว่าเราเป็นคนทำลายป่า บ้านผมนี้ผมท้าได้เลยว่าป่ามีเป็นไม่รู้กี่แสนต้น แล้วจะมาโทษว่าเราทำลายป่ามันก็ไม่ถูก ข้างล่างมีไหมป่า ไม่มีเลยเป็นปูนหมดแล้ว พอน้ำไหลมาไม่มีที่ดูดที่ซึมมันก็ท่วม บางครั้งการกระทำของเจ้าหน้าที่มันก็ไม่ถูกต้อง อย่างการมีปิดล้อม ชาวบ้านทำอะไรไม่ถูกนิดหน่อยก็มาปิดล้อมตรวจค้น คุณจะมาปิดล้อมตรวจค้นคุณอยู่ได้นานเท่าไหร่ แต่ชาวบ้านเขาอยู่ที่นี้ 24 ชั่วโมง ถ้าเขาจะไปตัด เขาไปตัดเมื่อไหร่ก็ได้ เพราะฉะนั้นการปราบปรามหรือว่าการกำจัดมันเป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ”

ซึ่งผู้นำชาวบ้านบ้านเลาวูเห็นว่าการแก้ปัญหาที่ดีที่สุดและจะทำให้ได้ผลที่ยั่งยืนคือเจ้าหน้าต้องมาทำความเข้าใจกับชาวบ้าน และมีการกำหนดพื้นที่ที่ชัดเจนให้ชาวบ้าน มีนักวิชาการมาให้ความรู้ชาวบ้านถึงประโยชน์ของป่าไม้และชี้ให้เห็นถึงโทษหากเราทำลายป่า แทนการที่จะมาตรวจยึดพื้นที่ทำกินของชาวบ้านซึ่งการทำเช่นนั้นหน่วยงานภาครัฐอาจจะได้ตัวเลขพื้นที่ปริมาณป่าที่ยึดคืนมากขึ้น แต่ท้ายที่สุดก็ไม่ได้คืนมาจริงๆ

จุดจบ

ผู้นำชาวบ้านกล่าวทิ้งท้ายขอความเห็นใจว่า หากพื้นที่ทั้งหมดนี้โดนยึดไป ก็เหมือนกับการทำลายแหล่งทำมาหากินของชาวบ้านในหมู่บ้านเลาวู เนื่องจากอาชีพเกษตรกรเป็นอาชีพหลักของคนในหมู่บ้านที่ทำกันมาตั้งแต่รุ่นบรรพบุรุษ หากหมดสิ้นที่ดินบริเวณนั้นไปชาวบ้านก็หมดหนทางทำกิน

“เมื่อเกิดเหตุแบบนี้ขึ้นเราก็เครียด ข้างล่างเขาบอกคืนความสุขให้ประชาชน คนข้างล่างเขามีความสุข แต่เราคนดอยทำไมต้องมีความตึงเครียด ชาวบ้านก็อยู่กันอย่างหวาดระแวงต้องหลบๆซ่อนๆแอบทำการเกษตรกัน เขาไม่มาเราก็ทำ เขามาเราก็หนี หลบๆเอา เขาก็ให้รื้อถอน แต่ผมว่าผมไม่ถอนเพราะว่าไม่มีเหตุผลที่จำเป็นต้องไปถอน เพราะว่าแรกๆตอนที่ทำใหม่ๆเขาก็ไม่บอก แล้วพอมาอยู่ๆเราทำมาสี่สิบห้าสิบปีแล้ว เราปลูกพืชปลูกอะไรมาแล้วให้เรามารื้อออก มันไม่มีเหตุผลเลย”

โดยผู้นำชาวบ้านคิดเห็นว่าทางออกที่ดีที่สุดของเรื่องนี้คือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรงมาพูดคุยและทำความเข้าใจกับชาวบ้านเพื่อหาทางออก ต้องมาเจรจากันว่าจุดไหนที่ต่างฝ่ายรับได้ และหาแกนกลางเพื่อการอยู่ร่วมกันอย่างยั่งยืนของทั้งสองฝ่าย

และถึงแม้ว่าในวันนี้ยังไม่ข้อสรุปว่าชาวบ้านเลาวูจะสามารถปลูกพืชผลทางการเกษตรบนพื้นที่อุทยานผาแดงได้ต่อไปได้หรือไม่ แต่ชาวบ้านก็ยังคงดำเนินอาชีพเกษตรกรต่อไป และรอคอยว่าจะมีปฏิหารย์เกิดขึ้นกับพวกเขาให้ได้อยู่ ทำกินและดำรงชีวิตในวิถีที่เขาคุ้นเคยโดยไม่ตกเป็นจำเลยของสังคมและพ้นจากข้อกล่าวหาว่า เป็นผู้ร้ายทำลายผืนป่า…

1

Land NHRC complaints table

As of Sep 2014

National Human rights Commission of Thailand ‘s recommendation By Sub-Commission on the Rights Related to Lands and Forest and the Sub-Commission on Community Rights regarding the Orders of the National Council for Peace and Order No. 64/2557 (2014) and 66/2557 (2014) which have affected livelihoods of the communities in the forest The National Human Rights

Commission has received 18 appeals from people in several areas regarding the implementation of the Order No. 64/2557 (2014) of the National Council for Peace and Order. The people living in the forests through these appeals have given information that the implementation of this order has resulted in their eviction from the forest area and confiscation and destruction of their properties. The people have further informed that they have been living in these forest areas, since before such areas were declared to be reserved forests by the authorities. In order to investigate the facts, the National Human Rights Commission, by virtue of the Act on National Human Rights Commission, B.E. 2542, conducted a fact-finding meeting with all concerned agencies on 29th July 2014. It also organized a fact-finding mission to Trang and Chumphon Provinces on 14th – 15th August 2014. The Commission further organized a seminar on the “Master Plan of the National Council for Peace and Order on Management of Natural Resources and People’s Participation” on 10th September 2014 and reviewed the relevant documents. The preliminary facts revealed from the investigation are that the implementation of the 2014 Master Plan, developed by the Internal Security Operations Command and the Ministry of Natural Resources and Environment with the aim of resolving the problems of forest destruction, trespassing of public land and sustainable management of natural resources, can result in violations of the rights of the people. Accordingly, in the interest of avoiding increased serious impact and conflict to the degree that may constitute human rights violations against citizens, the National Human Rights Commission by its Sub-Commission on the Rights Related to Lands and Forest and Sub-Commission on Community Rights, submitted comments and recommendations by a letter dated 19 September 2014 to the Head of the National Council for Peace and Order, the Director of the Internal Security Operations Command, the Minister of Natural Resources and Environment, the Director-General of the Department of National Parks, Wildlife and Plant Conservation, the Director-General of the Department of Forestry and the Governors in the areas related to the complaints received by the National Human Rights Commission. Such comments and recommendations are as follows: 1.​Comments 1.1​The process of developing the Master Plan for resolving the problems of forest destruction, public lands trespassing and sustainable management of natural resources and the process of developing action plans of the agencies associated with the Master Plan still lack participation of the people’s sector and other sectors such as civil society, academic or local government organization, etc. Specifically, the participation of people living in the forest areas who may be directly affected by the implementation of such Master Plan continue to be absent. ​​The lack of above-mentioned participation has resulted in the failure of the relevant agencies to consider other “alternatives” when determining their measures for implementation of the Master Plan that may lead to achievement of its key objectives. For example, the objective of ‘conservation of forest areas in mint condition’ could also be achieved by re-forestation efforts, rather than emphasizing on forced eviction of communities from forest areas that can result in violation of rights. Also, in the implementation of the Order, there has been a lack of consideration of alternative technologies, tools and guidelines, particularly the tools for assessment of community rights in the forest areas such as maps that are prepared after taking into consideration the history, traditions and culture of the communities in question. 1.2​The past implementation of the Master Plan by officials in the relevant agencies has failed to scrutinize and demarcate areas taking into consideration the context of the culture and ways of life of the local people. Furthermore, no distinction has been made between those who exploit forests for commercial and personal gains and those who are living in harmony with the forests as part of their ancestral ways of life, traditions and culture. In addition, in several of these areas, policy decisions of past governments have helped in resolve the issues of the people living in forests. The present Order has the effect of revoking all the past policies and as a result, the people who had received some recognition of their rights, have suddenly been left with no protections, making the issues more complex in nature. ​​1.3​Complaints regarding the implementation of laws seem to suggest a lack of coordination and coherence among at least 25 agencies involved in the Master Plan, especially the inter-agency coordination between the policy or central level and the operational or local level. As a result, the local level agencies might have conducted the operations without the understanding of or with the failure to adhere to the principles of human rights and protection of the rights and liberties of people, whilst in fact should form the integral part of such operations that are likely to easily cause human rights violations. For instance, it has been found that the operations towards many communities in the forest areas in the southern region such as the eviction of communities, the arrest and prosecution and the cutting of rubber trees or the destruction of people’s properties had been undertaken before the Department of National Parks, Wildlife and Plant Conservation, which is one of the agencies authorized to implement the Master Plan, completed its action plan. Whereas the preliminary study of the Department’s draft action plan has revealed the inclusion of strategy and process that could be considered as conforming to the principles of human rights and protection of the rights and liberties of people, the operations in some areas, however, have been conducted in a manner that may be regarded violations of human rights. 2.​Recommendations ​​With a view to avoiding increased serious impact and conflict to the degree that may constitute human rights violations against citizens, the National Human Rights Commission by its Sub-Commission on the Rights Related to Lands and Forest and Sub-Commission on Community Rights hereby request that all relevant agencies cease or delay their operations in the areas designated in the Master Plan and launch a process that allows citizens to participate in the consideration and decision-making related to the Master Plan and its associated action plans.

25571002-120245.jpg

Follow

Get every new post delivered to your Inbox.

Join 30 other followers