Feeds:
Posts
Comments

download
18-09-2014-Press statement on removal chaiwat_ Kaengkajan -billy case_sent2

แถลงการณ์
เผยแพร่วันที่ 18 กันยายน 2557
ขอให้อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช
พักราชการนายชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร

เมื่อวันที่ 18 กันยายน องค์กรสิทธิมนุษยชนตามรายนามด้านล่างจะจัดส่งจดหมายเปิดผนึกขอให้อธิบดี
อุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืชพักราชการนายชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร โดยมีเนื้อหาดังนี้

สืบเนื่องจากความขัดแย้งในเรื่องการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติพื้นป่าสำคัญของชาติคือความขัดแย้งในอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน มีการเผาทำลายบ้าน ยุ้งฉาง และข้าวของชาวไทยเชื้อสายกะเหรี่ยงดั้งเดิม จนนำมาสู่กรณีการละเมิดสิทธิมนุษยชนที่ร้ายแรงที่สุดคือกรณี นายพอละจี รักจงเจริญ ถูกนายชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร หัวหน้าอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน และเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน อีก 3 นายได้ควบคุมตัวในเขตอุทยานแห่งชาติกระจาน ตั้งแต่วันที่ 17 เมษายน 2557 และไม่มีผู้ใดพบเห็นอีกเลยจนถึงปัจจุบัน
มูลนิธิผสานวัฒนธรรมและองค์กรสิทธิมนุษยชนตามรายนามที่แนบมานี้ ขอนำเสนอข้อเท็จจริงประกอบการพิจารณาขอให้พักราชการนายชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร ดังนี้

1. นายชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร เป็นจำเลยในคดีอาญาเลขดำที่ 4653/2554 เมื่อวันที่ 22 ธันวาคม 2554 ในข้อหาข้อหาจ้างวานฆ่า นายทัศน์กมล โอบอ้อม แกนนำเคลื่อนไหวเพื่อเรียกร้องสิทธิให้แก่ชุมชนบ้านโป่งลึก-บางกลอย ในการเรียกร้องสิทธิของชุมชนบ้านโป่งลึก-บางกลอย โดยปัจจุบันพนักงานอัยการจังหวัดเพชรบุรีได้ยื่นฟ้องนายชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร เป็นจำเลย ต่อศาลจังหวัดเพชรบุรี และคดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลจังหวัดเพชรบุรี
2. นายชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร เป็นผู้ถูกฟ้องในคดีปกครองที่ ส.58 / 2555 สถานะคดี เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2557 ศาลปกครองมีคำสั่งเรียกคู่กรณี มาไต่สวนเพิ่มเติม คดีดังกล่าวซึ่งเป็นคดีชาวไทยเชื้อสายกะเหรี่ยงดั้งเดิมบ้านบางกลอย-โป่งลึก ที่ถูกขับไล่ เผาบ้านและทรัพย์สิน โดยมีนายชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร เป็นหัวหน้าปฏิบัติการดังกล่าว จนนำมาสู่การยื่นฟ้องกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช และนายชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร ต่อศาลปกครองกลาง เพื่อเยียวยาความเสียหายและรับรองสิทธิชุมชนดั้งเดิมตามรัฐธรรมนูญ
3. นายชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร ได้ถูกแจ้งความกล่าวโทษ โดยกลุ่มอนุรักษ์ จังหวัดราชบุรี เพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ นำโดย นางจิตนา แก้วขาวต่อสำนักงานตำรวจภูธรภาค 7 ให้ดำเนินคดี กรณีนายชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร หัวหน้าอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน กับพวกรื้อ ทำลาย บ้านเรือนของชาวไทยเชื้อสายกะเหรี่ยง ที่ตำบลห้วยแม่เพรียง อำเภอแก่งกระจาน จังหวัดเพชรบุรี ตามหนังสือฉบับลงวันที่ 3 พฤษภาคม 2555 โดย เรื่องดังกล่าวอยู่ในการดำเนินการตรวจสอบของสถานีตำรวจภูธรแก่งกระจาน
4. นายชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร ในฐานะหัวหน้าอุทยานแห่งชาติแก่งกระจานเป็นบุคคลสุดท้ายที่พบเห็นและควบคุมตัวนายพอละจี รักจงเจริญ ร่วมกับเจ้าหน้าที่อุทยานฯ อีก 3 นาย ข้อเท็จจริงปรากฏในสำนวน การไต่สวนในชั้นศาล จังหวัดเพชรบุรีได้ระบุชัดเจนว่านายพอละจีอยู่ในการควบคุมตัวของเจ้าหน้าที่ในวันที่ 17 เมษายน 2557 แต่ผู้ควบคุมตัวตามกฎหมายในที่นี่คือหัวหน้าอุทยานแห่งชาติฯ ปฏิเสธที่จะรับทราบว่ามีการควบคุมตัวอยู่ แต่กลับอ้างด้วยคำให้การของตนเองและบุคคลที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลในหน่วยงานเดียวกันทั้งเจ้าหน้าที่และนักศึกษาฝึกงาน ปราศจากพยานหลักฐานที่ประจักษ์ อีกทั้งพยานหลักฐานที่นำเสนอต่อศาลนั้นขัดกันและไม่มีความน่าเชื่อถือ เท่ากับว่านายพอละจีเป็นบุคคลที่ถูกบังคับให้สูญหายเป็นสิ่งต้องห้ามและเป็นอาชญกรรมที่ร้ายแรง แม้ว่ากฎหมายไทยจะยังไม่มีข้อหาอาญาต่อความผิดนี้ก็ตาม การปฏิเสธไม่ยอมรับว่ามีการควบคุมตัวนายพอละจีและอ้างว่ามีการปล่อยตัวไปแล้วนั้นย่อมเป็นการปกปิดชะตากรรมของนายพอละจีด้วย ดังนั้นการร้องขอให้ศาลไต่สวนตามมาตรา 90 และศาลได้ยกคำร้องของญาติจึงเป็นการกีดกั้นสิทธิของผู้ตกเป็นเหยื่อของการบังคับให้สูญหายไม่สามารถรับรู้ถึงความจริงเกี่ยวกับชะตากรรมของนายพอละจี และยังไม่ใช่เป็นการที่นายชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษรและพวกหลุดพ้นจากการมีส่วนรู้เห็นในการหายตัวไปของนายพอละจีแต่อย่างใด ขณะนี้ผู้ร้องคือภรรยาของนายพอละจีได้ยื่นขออุทธรณ์ต่อศาลจังหวัดเพชรบุรีเมื่อวันที่ 16 กันยายน 2557
5. นายชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร คดีการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 กรณีการจับกุมตัวนายพอละจีในความผิดมีน้ำผึ้งป่าไว้ในครอบครองโดยผิดกฎหมาย เมื่อวันที่ 17 เมษายน 2557 โดยไม่นำตัวส่งพนักงานสอบสวน ไม่มีการทำบันทึกจับกุมและไม่มีการทำบันทึกการปล่อยตัวผู้กระทำความผิด ปัจจุบันคดีอยู่ในการพิจารณาของสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ กระทรวงยุติธรรม (ป.ป.ท.) ซึ่งที่ประชุม สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ กระทรวงยุติธรรม (ป.ป.ท.) เห็นว่าคดีมีมูล จึงมีมติรับเป็นคดี และให้ตั้งคณะอนุกรรมการ ฯ ขึ้นมาตรวจสอบ

6. นายชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร ขณะดำรงตำแหน่งหัวหน้าอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน มีภาพ และคลิปวีดีโอ การแปรรูปไม้ในพื้นที่อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน ซึ่งผลการสอบสวนของคณะกรรมการจากกรมอุทยาน สัตว์ป่า และพันธุ์พืช พบว่าเป็นการกระทำโดยเจ้าหน้าที่อุทยาน และต่อมากองกำกับการภูธรจังหวัดเพชรบุรี โดย พ.ต.อ.สุรศักดิ์ สุขแสวง รองผู้บังคับการ ได้ลงพื้นที่พร้อมคณะวิทยาการจังหวัดเพชรบุรี พบว่าบริเวณโดยรอบหน่วยแม่สะเรียง (กจ.10) พบการโค่นล้ม ไม้ และแปรรูปไม้ โดยใช้เลื่อยยนต์อีกจำนวน 26 ต้น
นอกจากองค์กรสิทธิมนุษยชนทั้งในและต่างประเทศให้ความสำคัญเป็นอย่างยิ่งกับการหายตัวไปและการเรียกร้องสิทธิให้กับนายพอละจี รักจงเจริญนักต่อสู้ชาวกระเหรี่ยงแล้ว การให้ความสำคัญกับสิทธิของชนเผ่ากลุ่มชาติพันธุ์ที่อยู่อาศัยในป่าก็เป็นหลักการสำคัญขององค์การสหประชาติและองค์การยูเนสโกด้วย ดังข้อเท็จจริงดังต่อไปนี้

1. คณะกรรมการขจัดการเลือกปฏิบัติต่อเชื้อชาติแห่งองค์การสหประชาชาติได้ระบุว่าในเดือนกุมภาพันธุ์ ปี 2555 ให้รับพิจารณาเรื่องร้องเรียนกรณีชาวกระเหรี่ยงในอุทยานแห่งชาติแก่งกระจานถูกบังคับไล่รื้อ เผาทำลายบ้านและยุ้งข้าวไว้เป็นเรื่องเร่งด่วนและได้จัดให้มีจดหมายแสดงความห่วงใยต่อสถานการณ์ดังกล่าวลงวันที่ 9 มีนาคม 2555 ส่งถึงรัฐบาลไทยเพื่อต้องการทราบรายละเอียดขั้นตอนการดำเนินการเพื่อปรับปรุงสภาพความเป็นอยู่ของชาวกระเหรี่ยงในเขตอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน
2. คณะกรรมการขจัดการเลือกปฏิบัติต่อเชื้อชาติแห่งองค์การสหประชาชาติได้เผยแพร่ข้อสังเกตเชิงสรุปในเอกสาร CERD/C/THA/Q/1-3 ลงวันที่ 3 กรกฎาคม 2555 ในย่อหน้าที่ 16 มีความว่า “ในประเทศไทยกฎหมายอนุรักษ์ป่าไม้และสิ่งแวดล้อมที่มีอยู่หลายฉบับส่งผลกระทบเชิงการเลือกปฏิบัติต่อกลุ่มชาติพันธุ์ที่อาศัยอยู่ในป่า คณะกรรมการขจัดการเลือกปฏิบัติต่อเชื้อชาติยังกังวลว่าประเทศไทยไม่การขอรับฟังคำยินยอมโดยสมัครใจและล่วงหน้าก่อนที่จะมีการตัดสินใจใดใดว่าจะมีผลกระทบต่อกลุ่มชาติพันธุ์หรือไม่”
3. คณะกรรมการต่อต้านการทรมานแห่งองค์การสหประชาชาติได้เผยแพร่ข้อสังเกตเชิงสรุปในเอกสารลงวันที่ 23 พฤษภาคม 2557 ในย่อหน้าที่ 14 ว่า “มีกรณีที่กล่าวหาว่านักต่อสู้เพื่อสิทธิมนุษยชนด้านต่อต้านการทุจริตและด้านสิ่งแวดล้อม และผู้ที่เป็นพยานการละเมิดสิทธิมนุษยชน กรณีล่าสุดนายพอละจี รักจงเจริญ … คณะกรรมการฯ เสนอให้ประเทศไทยควรใช้มาตรการที่จำเป็นทั้งหมดเพื่อป้องกันการบังคับให้สูญหายและเพื่อการต่อสู้กับการลอยนวลพ้นผิด”

ด้วยเหตุผลทั้งความจำเป็นที่จะคงไว้ซึ่งหลักการด้านการอำนวยความเป็นธรรมต่อประชาชนที่ได้รับผลกระทบต่อนโยบายและการบริหารจัดการบุคคลกรของรัฐโดยเฉพาะต่อการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติของชาติให้สมบัติของชาติและของโลก และในขณะเดียวกันเป็นการคุ้มครองสิทธิของประชาชนที่อยู่อาศัยเป็นชุมชนท้องถิ่นดั้งเดิมในพื้นที่อนุรักษ์ ซึ่งขณะนี้อยู่ในขั้นตอนที่อุทยานแห่งชาติแก่งกระจานจะได้รับการเสนอชื่อเป็นพื้นที่อนุรักษ์ภายใต้กรอบของยูเนสโกเป็นอันเป็นความภาคภูมิใจของประเทศอย่างสมภาคภูมิ
มูลนิธิผสานวัฒนธรรมและองค์กรตามรายนามที่แนบนี้ ขอให้ท่านในฐานะอธิบดีกรมอุทยานฯ พิจารณาขอเรียกร้องให้พักราชการนายชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร ซึ่งเป็นจำเลยในคดีอาญาร้ายแรงและพิจารณาอย่างรอบคอบในการกำหนดบุคคลกรให้เข้ามารับผิดชอบงานและกำกับดูแลงานในพื้นที่อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน โดยพิจารณาแนวทางการในการทำงานที่เคารพต่อหลักการด้านสิทธิมนุษยชน มีแนวทางการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งอย่างสันติวิธี มีการอำนวยความเป็นธรรมต่อประชาชนและเอื้อประโยชน์ต่อการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติของชาติที่ยั่งยืน

รายชื่อองค์กรร่วมลงนาม

1. มูลนิธิผสานวัฒนธรรม
2. สมาคมนักกฎหมายสิทธิมนุษยชน
3. สมาคมสิทธิเสรีภาพของประชาชน
4. เครือข่ายกะเหรี่ยงเพื่อวัฒนธรรมและสิ่งแวดล้อมเขตงานตะนาวศรี
5. เครือข่ายชนเผ่าพื้นเมืองแห่งประเทศไทย

ติดต่อขอข้อมูลเพิ่มเติม พรเพ็ญ คงขจรเกียรติ มูลนิธิผสานวัฒนธรรม

บทเรียนที่ 1: การป้องกันการทรมาน โดย Prof. Manfred Nowak (University of Vienne) คำแปลย่ออย่างไม่เป็นทางการ

ในตอนที่ทำงาน 2004-2010 ได้มีการตรวจสอบข้อเท็จจริงกว่า 20 ประเทศ พบว่าในเอเชียแปซิคฟิค ได้เดินทางมา 8 ประเทศ มีทุกประเทศที่พบว่ามีการทรมาน และการปฏิบัติอย่างไร้มนุษยธรรม ทั้งในรายกรณี หรืออย่างเป็นระบบ

สถานการณ์รุนแรงมาก เรากำลังทำงานกันว่าอยากจะให้มีกฎหมายระหว่างประเทศอีกฉบับไหมที่จะพูดกันเรื่องสิิทธิของคนถูกกักขัง

ตอนนี้มีคนใช้คำว่า “high value detainees” คำนี้เป็นคำผิด คนที่ผมพบ หลายคนไม่ได้อยู่ในสถานะนี้เลย ไม่ว่าจะเหตุผลใดใด เขาเป็นประชาชนทั่วไปและเป็นคนยากจนและคนที่ถูกกีดกันออกจากสังคม

พอมีอาชญกรรมเกิดขึ้น นักข่าว และสาธารณะกดดันให้ปราบปรามอาชญกรรม ตามล่าอาชญกร ตำรวจ มักมีค่าตอบแทนต่ำ ไม่มีเทคนิดการสืบสวนสอบสวนที่ดีพอ ก็เลยไปมองหาคนเก่าๆ คนที่ต้องสงสัย คนไร้บ้าน หรืออื่นๆ ตำรวจเมื่อพบแล้วก็นำมาสอบสวนแล้วก็ซ้อมจนสารภาพ แล้วนำพยานหลักฐานนั้นมาดำเนินคดี ฟ้องศาล ตัดสินลงโทษ

การทรมานไม่ใช่เกิดขึ้นเฉพาะในประเทศเผด็จการ แต่ใช้ในประเทศที่มีประชาธิปไตยด้วย

ทำไมจนท.ที่ทำการทรมานไม่รู้ว่าตนเองทำอะไรผิด มีการให้ความเห็นว่า Lesser evil
คือว่าเลวน้อยกว่าอาชญกรรม หรือผู้ก่อการร้าน จึงทำได้และยอมให้มีการกระทำได้ เรามีกฎหมายดีที่สุดที่ห้ามไม่ให้มีการทรมาน ในกฎหมายอาญาของเรา แต่ถ้ามีทัศนคติแบบนี้ การทรมานก็ยังคงมีอยู่ การร้องเรียนเรืื่องการทรมานก็ไม่ได้ถูกนำไปสอบสวนอย่างเป็นอิสระ เท่่ากันว่าการทรมานก็จะเป็น Lesser evil ตลอดไปแล้วยังคงอยู่กับหน่วยงานความมั่นคงต่อไป

การทรมานไม่ใช่อะไรนอกไปกว่าการทำลายศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ การทรมานได้อุทิศให้ความรุนแรงต่อๆไป การนำจนท. ทหาร ตำรวจ นักวิชาการ และ NGos มาคุยกันว่า เราคงไม่ทำแค่การกล่าวหาต่อกัน แต่จะแก้ไขปัญหาไปด้วยกันอย่างไร

เราต้องมองเห็นกันและกันเป็นผู้ร่วมงาน partners และในเวลาเดียวกันมีนักข่าวและนักสิทธิฯ ที่ถูกทำให้เขาเสื่อมเสียงชื่อเสียงจากการทำงานเปิดเผยเรื่องทรมานเกิดขึ้น

การป้องกันอาชญกรรม ฆาตกร นักขโมย ตำรวจต้องทำอย่างไรให้มีการคุ้มครองผู้ต้องสงสัย เป็นความชอบธรรมในการคุ้มครองสิทธิขั้นพื้นฐานของเขา เจ้าหน้าที่ต้องมีเครื่องมือที่ดิีในการปราบปรามอาชญกรรม การควบคุมตรวจสอบ ที่ไม่ใช่แค่การตรวจสอบภายใน จนท. ต้อง สร้างให้เกิดสิ่งแรกคือไม่ทำร้าย ไม่ทำความรุนแรง และเปิดให้มีการตรวจสอบ

ในการท้าทายสิ่งนี้ ต้องสร้างให้เกิดการเปลี่ยนแปลงภายในของหน่วยงานความมั่นคงเองทั้งในระหว่างการเกิดความขัดแย้งหรือ หลังความขัดแย้ง (Post Conflict)
สิ่งที่ทำได้เลยคือเรามีกฎหมายสำคัญคือ OPCAT ในการเปิดให้มีการตรวจสอบสถานที่ควบคุมตัวโดยอิสระ

บทเรียนที่สอง: การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างและองค์กรเพื่อการป้องกันการทรมานและการใช้กำลังอาวุธ
โดย AIGP (retired) Nawaraj Dhakal (Nepal Police) – คำแปลอย่างไม่เป็นทางการ งานประชุมเรื่อง สิทธิมนุษยชนและหน่วยงานความมั่นคง กรุงเทพ 16 กันยายน 2557

เราไม่ได้พูดถึงการเปลี่ยนแปลงรายบุคคลแต่เราต้องการบุคคลเพื่อนำการเปลี่ยนแปลงองค์กร เพราะมีการพูดกันว่าเราต้องการเปลี่ยนโลกแต่ไม่มีการเปลี่ยนตนเอง การเปลี่ยนแปลงโลกเป็นไปไม่ได้ การเปลี่ยนแปลงองค์กรด้านความมั่นคงต้องการการเปลี่ยนแปลงจากภายในและภายนอกไปพร้อมๆ กัน เช่นในเนปาล เรามีทัศนคติทางสังคมที่เปลี่ยนแปลงไปพร้อมกับการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองมีกฎหมายใหม่ ๆ ความสนใจของสังคมเปลี่ยนแปลงไปและมีการเปลี่ยนแปลงทางสังคมอื่นๆ ที่คาดการณ์ไม่ได้

ในภายในเองก็มีการริเริ่มการปฏิรูปองค์กร เปลี่ยนผู้นำ เปลี่ยนระบบคิดเกี่ยวกับการจ้าง การสมัครงานของเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคง เราเองก็ยังมีความท้าทายมากมาย
การปฏิรูปหน่วยงานความมั่นคงเป็นกระบวนการ เพราะเรามีวัฒนธรรมของเรา มีกำลังพลที่แตกต่างกันในแต่ละรุ่น และทุกคนมีส่วนในการสร้างปัญหาและในการแก้ปัญหาที่แตกต่างกัน

วัฒนธรรมและผู้คนในองค์กรมีอยู่บางครั้งเปลี่ยนแปลงได้ยาก เขามักจะต่อต้านการเปลี่ยนแปลง คนไม่ชอบการเปลี่ยนแปลง เขาต่อต้านทำไม why people resist change? มันเป็นมุมมองทางจิตวิทยา เขากลัวว่าจะเปลี่ยนไปทางไหน เชื่อว่าเปลี่ยนแล้วก็ไม่มีอะไรดีขึ้น กลัวว่าจะสูญเสียคุณค่าของตนถ้ามีการเปลี่ยนแปลง

กระบวนการก็อาจเป็นข้อขัดขวางการเปลี่ยนแปลงได้ หากมันเข็มงวดจนเกินไป ยากไปที่จะนำไปปฏิบัติ ผู้นำการเปลี่ยนแปลงในองค์กรด้านความมั่นคงฯ ผู้นำสำคัญมาก แต่ผู้นำฯ ต้องเปลี่ยนตนเองเสียก่อนให้ประจักษ์เพื่อให้กำลังพลปฏิบัติตาม การสำรวจทัศนคติของกำลังพลก็สำคัญเพื่อให้ผู้นำฯ วิเคราะห์ได้ว่ากำลังพลกำลังคิดอะไร และพร้อมที่จะสร้างสิ่งแวดล้อมที่เอื้อต่อการเปลี่ยนแปลง สร้างทีมงานให้เข็มแข็ง และให้กำลังพลมีส่วนร่วมในการเปลี่ยนแปลง

บทเรียน: การเปลี่ยนทัศนคติต่อพฤติกรรมกลุ่มผู้ใช้ยาเสพติด
โดย DSP Rabindra Regmi (Nepal Police) คำแปลอย่างไม่เป็นทางการ

การเปลี่ยนแปลงทัศนคติใช้เวลานาน ทัศนคติทั่วไปต่อผู้ใช้ยาเสพติด อาจเป็นว่า เขาผิดศีลธรรม หลักศิลธรรมเขามีปัญหาต้องแก้ไข โดยการใช้ความรุนแรง
ในทางกฎหมายเองก็ระบุว่าเขาเป็นอาชญกร ทำผิดกฎหมาย
กฎหมายบางประเทศระบุว่าการนำเขาเข้าสู่กระบวนการบำบัดได้ก็ต่อเมื่อมีคำสั่งศาลเท่านั้น

หลักการของผมคือถ้าเราเปลี่ยนทัศนคติของตำรวจได้ตำรวจจะไม่ใช้กำลังกับกลุ่มผู้ใช้ยาจนเกินสมควรและป้องกันไม่ให้มีการละเมิดสิทธิมนุษยชนของผู้ใช้ยาฯ ระหว่างการทำงานของตำรวจ

สิ่งที่ต้องเปลี่ยนในความคิดของตำรวจคือ
“ผู้ใช้ยาไม่ใช่อาชญกร แต่เป็นผู้ที่มีปัญหาด้านสุขภาพที่ต้องการบำบัด”
“ผู้ใช้ยาเป็นกลุ่มที่ต้องการการดูแลเป็นพิเศษ เหมือนกลุ่มเด็ก เยาวชน หญิง และผู้อาวุโส”

ทัศนคติของสังคมก็ต้องเปลี่ยน เช่น

“มีการบำบัดอย่างมืออาชีพที่แก้ไขปัญหาเรื่องการติดยาได้”
“การใช้ความรุนแรงต่อผู้ใช้ยาต้องถูกประนาม”
“สังคมไม่ควรยอมรับการใช้ความรุนแรงต่อผู้ใช้ยา”
“ขอให้สังคมเชื่อมั่นต่อตำรวจในการทำงานที่เกี่ยวกับผู้ใช้ยา”

เราจัดให้มีการอบรมเจ้าหน้าที่ตำรวจให้ทำความเข้าใจบริบทของผู้ใช้ยา จัดทำคู่มือฯ เผยแพร่ไม่ใช่แต่กับจนท.ตำรวจ เผยแพร่ในชุมชน โรงเรียนและหน่วยราชการอื่นๆ
โดยรวมจนท.ตำรวจเคารพสิทธิมนุษยชนของผู้ใช้ยามากขึ้น ชุมชนเข้าใจถึงความสัมพันธ์ระหว่างชุมชนกับกลุ่มผู้ใช้ยา และบทบาทของตำรวจ สื่อมวลชนก็เป็นกลุ่มเป้าหมายที่สำคัญ

สรุปทัศนคติเรื่องนี้แก้ไขไม่ได้ในช่วงข้ามคืนแต่ทำได้ และไม่ได้ใช้งบประมาณมากมายอะไร ที่จะสร้างทัศนคติใหม่ในเรื่องนี้ทั้งกับจนท.ตำรวจ ชุมชนและสังคมโดยรวม รวมทั้งทำให้เกิดการยุติการแพร่หลายของการใช้ยาไปพร้อมๆ

25570916-112831.jpg

Joint Statement – 15/9/2014
Thailand: Tungkum Limited (TKL) must drop Defamation Case against two community based Human Right Defenders (HRDs) in Loei .
Tungkum Limited (TKL) filed defamation suit in Phuket provincial court against Mr. Surapan Rujichaiwat and Ms. Porntip Hongchai, two communities based Human Rights Defender (HRDs). Mr. Surapan Rujichaiwat and Ms. Porntip Hongchai received a court summons on Saturday 13 September 2014.

Based on the court affidavit dated 15 August 2014, the company is accusing Mr. Surapan Rujichaiwat of damaging the reputation of the company by give interview to TV station TNN24 on 16-17th May 2014 and Ms. Porntip Hongcha of damaging the reputation of the company in an interview on Nation TV on 16th May 2014. The company demands that both defendant/s publish the judgment in 5 main daily newspapers in Thailand for 30 days and that the defendant/s be responsible for expenses.

We, the undersigned organizations call on Tungkum Limited (TKL) (the company) to immediate withdraw the defamation suit, which appears to have no other purpose than to silence critics by threat of financial ruin. Further, the lawsuit may have the bad intention of trying to chill the freedom speech and expression of other villagers and public advocates who would otherwise speak out against fundamental rights violation brought about by the gold mining operation.

Mr. Surapan Rujichaiwat and Ms. Porntip Hongchai are core persons in the committee of The Khon Rak Ban Koed Group (KRBK), a group of villagers from six villages including Nanongbong, who currently are struggling to protect the environment and natural resources of their village and for the survival of their community’s existing agricultural practices. The KRBK Group, in particular, protested the mining industry and the expansion of the Phuthapfa gold mine by Tungkum Limited (TKL) in the Loei province in North Eastern Thailand.

The media interview highlighted the black incident of 15 May 2014, when around 10.00 pm, a group of approximately 300 unidentified armed men wearing black entered the Nanongbong village. They started beating up the villagers on guard duty. They were then bound both
wrists and ankles. The armed men took about 40 villagers, half of whom women, as captives or ‘hostages’. This included two key leaders of the community struggle against the mine. These ‘captives’ were then placed face down on the ground and their hands and feet were bound. The barriers that
the villagers had constructed to block access to the mine were then destroyed, and about 13 trucks were seen transporting materials from the mine. The villagers were held captive for about seven hours and finally released at about 4.30 am. They reported being assaulted and threatened with guns, and some women victims said that their captors threatened to rape them as they lay there with hands and feet bound. The violent attack did caused injury and loss to the villagers. More than 20 suffered
injuries, of which at least 7 were severely injured and had to be hospitalized. Many villagers also lost valuable property such as gold chains, and some also were victim of property damage.

The criminal complaint filed by Tungkum Limited (TKL) (the Company) against Mr. Surapan Rujichaiwat and Ms. Porntip Hongchai constitutes an attack on their legitimate work as Human Rights Defenders (HRDs). It undermines the freedom of expression and speech. Both these HRDs are dedicated individuals, who work tirelessly to empower individuals and communities to enable them to claim their basic entitlements as human beings.

Surapan and Porntip are both courageous and visionary in their work to promote and protect human rights. They have called for public and government attention and action on the impact of mining projects on the poor and disadvantaged, they have pushed for multinational corporations to be held morally and legally accountable when their actions or omissions deprive people of their basic human rights. It is against public interest for corporations to target and/or ‘go after’ Human Rights Defenders (HRDs) who highlight alleged human rights violations.

This company has already taken seven (7) criminal and civil cases against Mr. Surapan Rujichaiwat, with total demands of more than 270 million baht plus 10 million baht per day since September 2013 (USD 8.3 Million plus 309,792 USD per day) Likewise, Ms. Porntip Hongchai have also already been sued by this same company in one criminal and civil case, whereby the demand is that she pay the company 70 million baht (USD2.2 Million) in compensation.

The use of criminal and civil actions by corporations and/or governments to silence HRDs, and to deter others from continuing the struggle for human rights is wrong, and must be condemned. Such cases by corporations are attempts to divert the HRD’s attention from the human rights issue; afflicts the HRDs with stress, loss of time and monies; and also impacts on the future struggle for human rights by community members or HRDs. As such the actions of Tungkum Limited (TKL) (the Company) must be condemned as being anti-human rights.

Further, both Mr. Surapan Rujichaiwat and Ms. Porntip Hongchai are at high risks of being attacked, injured or even killed, especially since after Black 15th May Incident, where violence and torture was used against people struggling for their human rights.

Article 1 of the UN Declaration on Human Rights Defenders, states clearly that “everyone has the right, individually and in association with others, to promote and to strive for the protection and realization of human rights and fundamental freedoms at the national and international levels.” Article 19 of the International Covenant on Civil and Political Rights (ICCPR) sates clearly that freedom of expression includes the right to impart information. The UN Human Rights Committee, which monitors state compliance with the ICCPR, has expressed its concern at the misuse of defamation laws to criminalize freedom of expression and has said that such laws should never be used when expression is made without malice and in the public interest. It is wrong for corporations to use criminal and civil actions against HRDs as a method of trying to avoid the resolution legitimate human rights concerns and issues.

The progress made in affirming and claiming economic, social and cultural rights is primarily the result of concrete struggles fought by individual communities to defend their livelihoods in the face of abusive action by government authorities, powerful industries or corrupt elites.

Therefore, we

1 Demand that Tungkum Limited (TKL) (the Company) immediately withdraw all lawsuits against Mr. Surapan Rujichaiwat and Ms. Porntip Hongcha.
2 Demand that Thai Army and the company engage in a serious and sincere dialogue with KRBK group, affected community and Human Rights Defenders (HRDs) to ensure adequate recognition and remediation of all violation of human rights and justice.
3 Call on to Thailand to take urgent steps to put in place effective measures to protect and promote community rights and ensure their livelihood been protected. National Parliament should enact laws, and even make Constitutional changes, to ensure the recognition and protection of economic, social and cultural rights. Whistleblowers, including Human Rights Defenders (HRDs), need to be accorded protection. There must be provision for reparation and compensation for victims of human rights violations.
4 Call on the Government to uphold the UN Declaration on the Right and responsibility of Individuals, Groups and Organs of Society to Promote and Protect Universally Recognized Human Rights and Fundamental Freedoms(known also as the UN Declaration on Human Rights Defenders), which was adopted by the UN General Assembly on 9 Dec 1998. In particular, we urge the Government to take all necessary measures to ensure the protection of these Human Rights Defenders (HRDs) from any violence, threats, retaliation, adverse discrimination, pressure or any other arbitrary action as a consequence of their legitimate exercise of the rights and obligations as contained in this Declaration.
We call upon the diplomatic community to:

1. Provide, where appropriate and with previous consultation with community based defenders, visible recognition to their work, through the use of appropriate publicity or invitations.

2. Attend and observe, where appropriate, court trials of Mr. Surapan Rujichaiwat and Ms. Porntip Hongchai.

3. Communicate to the Foreign Affairs Ministry all information regarding cases of human rights violations of community based HRDs where companies and/or investors of your home country might be directly or indirectly involved.

4. Make more accessible emergency financial support available to community based HRDs by simplifying application and reporting requirements and increase possibilities for smaller sub-grants for communities defending human rights and freedoms.
Signed By:
1. Community Resources Centre
2. Center for Community Information for Social Justice
3. Conservation and Sustainable Development, Loei Civil Society
4. E-san Human Rights and Peace Information Centre
5. Network for Isaan Natural Resources and Environment
6. NGOs Coordinating Committee, Northeastern Region
7. Protection International
8. The Udonthani Conservation Group
9. The Rak Baan Haeng conservation group, Lampang
10. The Khon Rak Ban Koed Group ,U-Mung, Loei
11. The Phu Hin Lek Fai conservation group, Loei

ใบแจ้งข่าว

ภรรยาบิลลี่ เตรียมยื่นอุทธรณ์คดีการหายตัวไปของนายพอละจี รักจงเจริญ

พรุ่งนี้ (16 กันยายน 2557) เวลา 13.00 น. ศาลจังหวัดเพชรบุรี ทนายความจากสมาคมนักกฎหมายสิทธิมนุษยชนและนางสาวพิณนภา พฤกษาพรรณ ภรรยาของนายพอละจี รักจงเจริญ หรือบิลลี่ เตรียมยื่นอุทธรณ์ คดีการหายตัวไปของบิลลี่ หลังศาลขั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง

ตามที่ เมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม 2557 ศาลชั้นต้น มีคำสั่งยกคำร้อง ในคดีการหายตัวไปของนายพอละจี ทีมทนายความ พร้อมกับนางสาวพิณนภา พฤกษาพรรณ ภรรยาของบิลลี่ จะยื่นอุทธรณ์คัดค้านคำสั่งดังกล่าว ในวันที่ 16 กันยายน 2557 ต่อศาลจังหวัดเพชรบุรี เวลา 13.00 น. โดยโต้แย้งว่า คำให้การของพยานแต่ละปาก เบิกความไม่ตรงกัน มีพิรุธ ขัดต่อหลักเหตุผล อีกทั้ง นายชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร หัวหน้าอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน ผู้ที่อยู่กับนายบิลลี่เป็นครั้งสุดท้าย มีเหตุโกรธเคืองกับนายบิลลี่มาก่อนในกรณีการไล่ เผาพื้นที่ของชาวกระเหรี่ยงโป่งลึก บางกลอย ในปี 2554 จนนำไปสู่การฟ้องร้องต่อศาลปกครองกลาง ในคดีดังกล่าว มีนายบิลลี่ เป็นผู้ประสานงาน ประกอบกับ ประเทศไทยในฐานะรัฐภาคีของอนุสัญญาด้านสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศด้วยการลงนามอนุสัญญาว่าด้วยการป้องกันบุคคลทุกคนจากการหายสาบสูญโดยถูกบังคับ ต้องคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของบุคคล ที่จะไม่ถูกบังคับให้สูญหายและรัฐมีหน้าที่ต้องค้นหาความจริง

คดีนี้สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 17 เมษายน 2557 นายพอละจี รักจงเจริญ หรือบิลลี่ นักต่อสู้เพื่อสิทธิมนุษยชนชาวกะเหรี่ยงบ้านโป่งลึก-บางกลอย ถูกนายชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร หัวหน้าอุทยานแห่งชาติแก่งกระจานควบคุมตัวได้หายไปในระหว่างควบคุมตัวดังกล่าว ภรรยานายพอละจีฯ จึงดำเนินการใช้มาตรการทางกฎหมาย โดยยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อขอให้มีการไต่สวนฉุกเฉิน ในการค้นหาความจริงของการควบคุมตัวนายบิลลี่


สมาคมนักกฎหมายสิทธิมนุษยชน (สนส.)
โทรศัพท์ /แฟ๊กซ์ : 02-6930682
อีเมล์ : hrla2008@gmail.com
http://www.naksit.org
………………………………………………..

25570915-173543.jpg

เผยแพร่วันที่ 09-09-2014

ใบแจ้งข่าว

ความคืบหน้ากรณีกรมทหารพรานที่ 41 แจ้งความร้องทุกข์กล่าวหา

มูลนิธิผสานวัฒนธรรมเป็นคดีหมิ่นประมาท

จากกรณีที่เมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2557 นางสาวพรเพ็ญ คงขจรเกียรติ ในฐานะผู้อำนวยการมูลนิธิฯ และมูลนิธิผสานวัฒนธรรม ได้รับหมายเรียกให้ไปรับทราบข้อกล่าวหาจากพนักงานสอบสวนสภ.เมืองยะลา จังหวัดยะลา เนื่องจาก พ.ต.ลิขิต กระฉอดนอก ผู้แทนกรมทหารพรานที่ 41 แจ้งความร้องทุกข์ต่อนางสาวพรเพ็ญ คงขจรเกียรติ ผู้อำนวยการมูลนิธิฯ กรณีหมิ่นประมาททำให้เสื่อมเสียชื่อเสียงจากการออกจดหมายเปิดผนึก โดยกล่าวหาว่า “ได้กล่าวข้อความทำให้กรมทหารพรารที่ 41 จังหวัดยะลา ได้รับความเสื่อมเสียชื่อเสียง” ตามหมายดังกล่าวกำหนดให้ไปพบพนักงานสอบสวนในวันที่ 25 สิงหาคม 2557 แต่ทางมูลนิธิฯ ได้รับหมายเมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2557 จึงได้ทำหนังสือขอเลื่อนไปเป็นวันอาทิตย์ที่ 14 กันยายน 2557 โดยจะเดินทางไปรับทราบข้อกล่าวหาพร้อมกับนายสมชาย หอมลออ ประธานมูลนิธิผสานวัฒนธรรม ในฐานะประธานและผู้แทนของมูลนิธิฯ ด้วยนั้น

ต่อมาเมื่อวันที่ 6 กันยายน .2557 นายอดิลัน อาลีอิสเฮาะทนายความได้รับการประสานงานจาก ร.ต.ท. พงศ์ศักดิ์ พรหมเกตุ พนักงานสอบสวน สภ.เมืองยะลา ว่าคดีไม่อยู่ในเขตอำนาจของ สภ.เมืองยะลา แต่อยู่ในเขตอำนาจของ สภ.ท่าธง อ.รามัน จ.ยะลา จึงแจ้งยกเลิกหมายเรียกดังกล่าวผ่านทนายความ เพื่อแจ้งให้มูลนิธิฯ และ นางสาวพรเพ็ญ คงขจรเกียรติ ผู้ถูกล่าวหาทราบโดยถือว่าไม่ได้เรียกมาก่อน
ล่าสุดเมื่อวันที่ 9 กันยายน 2557 นายอดิลัน อาลีอิสเฮาะทนายความและนายปรีดา นาคผิวทนายความของมูลนิธิผสานวัฒนธรรมได้รับแจ้งจากพตท.พิสิษฐ์ ลมคำภา พนักงานสอบสวนสภ.ท่าธง ว่าทางสภ.ท่าธงได้ออกหมายเรียกใหม่ และทางมูลนิธิขอกำหนดวันเดินทางไปรับทราบข้อกล่าวหาตามวันนัดเดิมคือวันอาทิตย์ที่ 14 กันยายน 2557 เวลา 10.00 น.
มูลนิธิผสานวัฒนธรรม จึงขอแจ้งให้ทราบความคืบหน้าว่าทางมูลนิธิฯ พร้อมที่จะไปพบพนักงานสอบสวนและต่อสู้คดีตามกระบวนการยุติธรรมจนถึงที่สุด มูลนิธิฯ ยังคงยืนหยัดที่จะทำงานด้านการส่งเสริม ปกป้อง และคุ้มครองสิทธิมนุษยชนต่อไป ตามวันและเวลาดังกล่าว

ข้อมูลเพิ่มเติมติดต่อทนายความ นายอาดิลัน อาลีอิสเฮาะ โทร 081-5987688 และ นายปรีดา นาคผิว โทร 089-6222474

สรุปสาระสำคัญกรณีที่กรมทหารพรานที่ 41 ฟ้องร้องมูลนิธิผสานวัฒนธรรม และนางสาวพรเพ็ญ คงขจรเกียรติ กรณีหมิ่นประมาททำให้เสียชื่อเสียง

ประวัติมูลนิธิผสานวัฒนธรรม
มูลนิธิผสานวัฒนธรรมได้ดำเนินการกิจกรรมด้านการส่งเสริมความยุติธรรมและการคุ้มครองทางกฎหมาย ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ มาตั้งแต่ปีพ.ศ. 2550 โดยทำงาน ในการให้ความช่วยเหลือทางกฏมายต่อเหยื่อและผู้ได้รับผลกระทบจากการทรมานและปฏิบัติอย่งไร้มนุษยธรรม โดยใช้แนวทงกฎหมายและการส่งเสริมความเข้าใจระหว่างประชาชน ผู้ได้รับผลกระทบจากการใช้กฎหมายพิเศษกับเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานให้ความช่วยเหลือทางคดีมีแนวทางเพื่อการค้นหาความจริง การเรียกร้องให้มีการรับผิดทางแพ่งและทางอาญาต่อหน่วยงานที่มีข้อเท็จจริงที่เชื่อถือได้ว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการกระทำความผิด เช่น กรณีนายอิหม่ามยะผา กรณีนายอัสอารี สะมาแอ ซึ่งผู้ถูกควบคุมตัวที่เสียชีวิต ซึ่งมีพยานหลักฐานที่ยืนยันได้ว่าถูกทำร้ายร่างกายจนเสียชีวิต
กรณีที่ผู้เสียหายร้องเรียนว่ามีการทรมานและการปฏิบัติอย่างไร้มนุษยธรรมก็ได้ดำเนินการทำหนังสือร้องเรียนขอให้ตรวจสอบโดยได้ปฏิบัติงนในการตรวจสอบข้อมูล ทำหนังสือร้องเรียน หนังสือเปิดผนึกและทำการเผบแพร่สื่อมวลชน เพื่อสร้างความเข้าใจในข้อหลักการทางสิทธิมนุษยชนและกฎหมายเพื่อภายยุติการทรมาน โดยที่ผ่านมาตลอดระยะเวลา 7 ปี ได้รับความร่วมมือจากหน่วยงานในสังกัดของ กอรมน. และของสำนักงานตำรวจแห่งชาติเป็นอย่างดีในการปรับเปลี่ยนแนวทาง วิธีการปฏิบัติ การออกกฎระเบียบการควบคุมตัว ทั้งนี้ยังคงมีช่องโหว่ให้มีการทรมานและการเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องจนกระทั้งเกิดเรื่องร้องเรียนปรากฎในจดหมายเปิดผนึกถึงแม่ทัพภาค 4 ลงวันที่ 2 พฤษภาคม 2557 ขอให้ตรวจสอบกรณีนายอาดิล เหตุเกิดเมื่อวันที่ 26 เมษายน 2557
กระบวนการการทำงานของมูลนิธิฯ ยึดหลักสิทธิมนุษยชนและหลักกฎหมายในการเข้าถึงความยุติธรรม การร้องเรียนต่อหน่วยงานดังกล่าถือเป็นขั้นตอนตามกฎมายสามารตรวจสอบได้ และการส่งหนังสือขอให้ตรวจสอบกรณีนายอาดิล มีวัตถุประสงค์ให้หน่วยงานที่รับผิดชอบโดยตรงในการปฏิบัติหน้าที่และคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ มีหน้าที่ตรวจสอบดำเนินการเพื่อร่วมกันแสวงหาข้อเท็จจริงกรณีดังกล่าวว่ามีการกระทำความผิดเกิดขึ้นจริงหรือไม่ ไม่ได้มีความประสงค์จะทำลายความน่าเชื่อถือของหน่วยงานรัฐแต่อย่างใด ทั้งนี้เนื่องจากรัฐมีพันธรกรณีตามอนุสัญญาการต่อต้านการทรมานและการปฏิบัติหรือการลงโทษที่โหดร้ายไร้มนุษยธรรมหรือที่ย่ำยีศักดิ์ศรีในการสอบสวนข้อต้องเรียนเรื่องการทรมานโดยพลัน และมีหน้าที่ในการคุ้มครองผู้ร้องทุกข์และพยานให้ได้รับความคุ้มครองพ้นจากการประทุษร้ายหรือข่มขู่ให้หวาดกลัวอันเป็นผลจากการร้องทุกข์หรือการให้พยานหลักฐานของบุคคลนั้น
หากเมื่อทางหน่วยงานระดับสูงได้รับเรื่องร้องเรียนและหน่วยงานรัฐได้ทำการสอบสวนโดยพลันโดยปราศจากความลำเอียง หากหลักฐานปรากฎไม่ว่าผลการตรวจสอบจะเป็นเช่นใด สิทธิของประชาชนก็จะได้รับความคุ้มครองและประชาชนจะเชื่อมันต่อกระบวนการยุติธรรม หากการร้องเรียนเป็นผลให้ผู้ร้องทุกข์ ผู้ร้องเรียน หรือพยานต้องถูกดำเนินคดีก็จะส่งผลต่อความเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรมในสถานการณ์การฟ้องร้องคดีต่อมูลนิธิฯ สะท้อนให้เห็นถึงการขาดกลไกอิสระในการตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเรื่องร้องเรียนว่ามีการละเมิดสิทธิมนุษยชนและการบังคับใช้กฎหมายพิเศษที่ไม่เป็นธรรมในพื้นที่และทำให้ประชาชนหวาดกลัวในการใช้สิทธิมากยิ่งขึ้นอันเป็นผลร้ายแรงต่อกระบวนการสันติภาพในสามจังหวัดชายแดนใต้

ลำดับเหตุการณ์เกี่ยวข้องกับกรณีฟ้องร้องดำเนินคดี
· ในวันที่ 26 เมษายน 2557 นายอาดิลถูกจับกุมและถูกนำตัวส่งโรงพยาบาล ขณะที่ถูกจับมีรายงานว่ามีการมีการทำร้ายร่างกายจนสลบและมีการนำตัวส่งโรงพยาบาล ในเวลาเย็นวันเดียวกัน นายอาดิล ถูกควบคุมตัวจากบ้านไปควบคุมตัวที่ ฉก 41 ในวันที่ 27 เมษายน 2557 ทางมูลนธิผสานวัฒนธรรมได้รับเรื่องร้องเรียนจากมารดานายอาดิล หลังจากทราบข้อเท็จจริงเบื้องต้นทางมูลนิธิฯ ประสานกับหน่วยงานทางทหาร ซึ่งเป็นผู้มีอำนาจควบคุมตัวนายอาดิลอยู่ในขณะนั้น คือทางกรมทหารพรานที่ 41 และได้รับความร่วมมือระดับหนึ่งในการอนุญาตให้เยี่ยมแต่ด้วยจำกัดเวลาเพียง 1-2 นาที และเป็นเพียงส่งอาหารเท่านั้น โดยทางญาติไม่สามารถพูดคุยกับนายอาดิล เป็นอิสระ มีเจ้าหน้าที่นั่งฟังการพูดคุยตลอดเวลา อีกทั้งทนายความและอาสาสมัครผู้ช่วยทนายความไม่สามารถติดต่อขอเข้าพบได้ระหว่างวันที่ 27-28-29 เมษายน 2557 ทนายความของมูลนิธิฯ และอาสาสมัครทนายความได้ประสานกับหัวหน้าหน่วยซักถามในขณะนั้น
· วันที่ 29 เมษายน 2557 นางสาวพรเพ็ญ คงขจรเกียรติ ซึ่งขณะนั้นปฏิบัติหน้าที่อยู่ที่กรุงเจนีวา ได้รายงานกรณรนายอาดิลโดยวาจากกับผู้แทนฯ คณะกรรมการที่มารับฟังข้อคิดเห็นของภาคประชาสังคมที่ประชุมคณะกรรมการต่อต้านการทรมานองค์การสหประชาชาติ ในวันเดียวกันโดยมีข่าวที่ทางมูลนิธิผสานวัฒนธรรมได้ถูกอ้างถึงเกี่ยวกับการร้องเรียนให้ตรวจสอบเรื่องนายอาดิลปรากฎในข่าวที่ (http://www.deepsouthwatch.org/node/5648) และ (http://www.isranews.org/south-news/talk-with-director/item/28974-yaha.html) จำนวนสองชิ้น

· วันที่ 30 เมษายน 2557 และวันที่ 1 พฤษภาคม 2557 มีการถ่ายทอดสดการพิจารณารายงานของประเทศไทยผ่านเวปไซค์ Deep South Watch และในวันที่ 30 เมษายน 2557 ได้เผยแพร่บันทึกเป็นคำถามที่ทางคณะกรรมการ CAT ถามกลับมายังตัวแทนรัฐบาลจำนวน 59 คำถามเผยแพร่ใน Blog http://www.voicefromthais.wordpress.com
· ในวันที่ 2 พฤษภาคม 2557 นายอาดิลได้รับการปล่อยตัวจากการควบคุมตัวภายใต้กฎอัยการศึกและได้ให้ข้อมูลเรื่องเหตุการณ์ในวันที่ 26 เมษายน 2557 ว่า “ตนถูกทำร้ายร่างกายโดยการชกทีท้องโดยมีผ้าวางรอง และการการรัดที่คอ และจากข้อเท็จจริงของมารดา “ได้ยินเสียงร้อยและขึ้นไปบนบ้านเห็นนายอาดิลน้ำลายฟูมปาก” และมีการนำตัวนายอาดิลที่สลบไปส่งโรงพยาบาลในวันเกิดเหตุ รวมทั้งมีการส่งภายถ่ายในใบรับรองแพทย์ลงวันที่ 26 เมษายน 2557 ว่า “กล้ามเนื่องบริเวณลิ้นปีอักเสบ” โดยมูลนิธิฯ จึงได้ส่งหนังสือเปิดผนึกไปทางโทรสารในวันที่ 2 พฤษภาคม 2557 และฉบับจริงทางไปรษณีย์ขอให้ตรวจสอบกรณีดังกล่าวในวันที่ 6 พฤษภาคม 2557 ถึงแม่ทัพภาค 4 เพื่อให้ตรวจสอบขอ้เท็จจริง ต่อมานายอาดิลถูกควบคุมตัวอีกครั้งในวันที่ 3 พฤษภาคม 2557 ตามอำนาจพรก.ฉุกเฉินและถูกควบคุมตัวที่ศูนย์สัติ จ.ยะลา
ต่อมาศูนย์ทนายความมุสลิมได้ทำคำร้องคัดค้านการขยายการควบคุมตัวนายอาดิล เมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม 2557 ต่อมาวันที่ 16 พฤษภาคม 2557 ศาลจังหวัดยะลาได้ไต่สวนโดยเรียกให้ผู้ควบคุมตัวนายอาดิล มาให้การต่อหน้าศาลจังหวัดยะลา ยืนยันว่าตนถูกทำร้ายร่างกายจริงในวันที่ 26 เมษายน 2557 ศาลมีคำสั่งให้ปล่อยตัวนายอาดิลในวันที่ 21 พฤษภาคม 2557 หลังหมดความจำเป็นในการซักถามตามอำนาจพรก.ฉุกเฉิน และนายอาดิลได้รับการปล่อยตัวโดยไม่มีการตั้งข้อกล่าวหาใดๆ
· กรณีนายอาดิล สาแม เมื่ออายุ 14 ปี เคยตกเป็นผู้เสียหายจากการทรมานและการปฏิบัติอย่างไร้มนุษยธรรม มูลนิธิผสนวัฒนธรรมและมูลนิธิศูนย์ทนายความมุสลิมได้ช่วยเหลือครอบครัวนายอาดิลตั้งแต่ปี พ.ศ. 2553 ในคดีที่พนักงนนอัยการจังหวัดทนายบกปัตตานีฟ้องเจ้าหน้าที่ทหารเป็นคดีอาญาข้อหาทำร้ายร่างกายนายอาดิล และศาลจังหวัดปัตตานีได้มีคำพิพากษาโทษให้จำคุก 6 เดือน จำเลยสารภาพจึงให้รอลงอาญา 2 ปี และปรับเป็นจำนวนเงิน 2000 บาท

25570909-180218.jpg

ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน Thai Lawyers for Human Rights
โทร(Tel) : 096-7893172 หรือ 096-7893173 e-mail: tlhr2014@gmail.com

8 กันยายน 2557
Press Release
สถานการณ์สิทธิมนุษยชน 100 วัน หลังรัฐประการ
โดย ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน
​วันนี้ (8 กันยายน 2557) ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน ได้ยื่นรายงานสรุปสถานการณ์สิทธิมนุษยชน 100 วัน หลังรัฐประการ ต่อศูนย์ดำรงธรรม กระทรวงมหาดไทย พบว่าสถานการณ์ด้านสิทธิมนุษยชนเริ่มเปลี่ยนไป คณะรักษาความสงบแห่งชาติยกเลิกการเรียกรายงานตัวอย่างเป็นทางการผ่านทางโทรทัศน์ แต่ใช้วิธีการเรียกตัวผ่านทางโทรศัพท์ การชุมนุมทางการเมืองที่เคยเกิดขึ้นทุกอาทิตย์ก็เริ่มหมดไป แต่ประชาชนยังคงถูกจับกุมและดำเนินคดีอย่างต่อเนื่อง
​สถานการณ์ช่วง 100 วันที่ผ่านมา พบว่า คณะรักษาความสงบแห่งชาติ เรียกตัวบุคคลให้ไปรายงานตัวอย่างน้อย 571 คน ประชาชนถูกดำเนินคดีอย่างน้อย 266 คน อยู่ในกรุงเทพ 107 คน ภาคเหนือ 72 คน ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 45 คน นอกนั้นกระจายอยู่ในภาคตะวันออก ภาคตะวันตกและภายใต้ โดยผู้ที่เกี่ยวข้องกับเสื้อแดงถูกจับกุมหรือเรียกตัวมากที่สุดคือ 396 คน รองลงมาคือนักวิชาการและนักกิจกรรม 142 คน และประชาชนผู้ชุมนุมโดยสงบ 98 คน
​ในทางคดีพบว่า มีการดำเนินคดีกับประชาชน อย่างน้อย 87 คดี ถูกดำเนินคดีในศาลทหาร 61 คน ในศาลยุติธรรม 26 คน ในจำนวนนี้แบ่งเป็นคดีเกี่ยวกับการไม่ไปรายงานตัว 10 คดี คดีเกี่ยวกับอาวุธ 42 คดี คดีเกี่ยวกับการชุมนุมโดยสงบ 47 คดี เป็นคดีตามมาตรา 112 14 คดี อื่นๆอีก 10 คดี
จากการทำงานของศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน ในการรับเรื่องร้องเรียนหรือทำการตรวจสอบหรือให้ความช่วยเหลือทางกฎหมาย ทั้งที่เป็นคดีและไม่เป็นคดี อย่างน้อยกว่า 80 กรณี พบว่ามีกรณีที่น่าสนใจใน 3 ประเด็น คือเรื่องสิทธิในกระบวนการยุติธรรม สิทธิในชีวิตร่างกาย และเสรีภาพในการแสดงออก
ในประเด็นสิทธิในกระบวนการยุติธรรม พบว่า การใช้อำนาจตามกฎอัยการศึก กักตัวบุคคล 7 คน นำไปสู่กระบวนการที่ไม่ชอบ เช่น ไม่มีซักกรณีเดียวที่มีการเปิดเผยสถานที่คุมขังระหว่างการกักตัว เกือบทุกกรณี ผู้ถูกกักตัวจะถูกปฏิเสธสิทธิในการพบญาติ ปรึกษาทนายความหรือติดต่อกับโลกภายนอก มีอย่างน้อย 2 กรณีที่มีการกักตัวเกิน 7 วัน ในด้านสิทธิการประกันตัว พบว่า คดีที่เกี่ยวกับอาวุธสงครามและคดีความผิดตามมาตรา 112 โดยมากจะไม่ได้รับการประกันตัว ส่วนคดีที่เกี่ยวกับการชุมนุมโดยสงบ การไม่ไปรายงานตัว ศาลจะให้ประกันตัวในเกือบทุกกรณี ในส่วนผลของคำพิพากษา หากเป็นคดีชุมนุม ศาลจะพิพากษาให้ชำระค่าปรับและรอลงอาญา
​ในประเด็นสิทธิในชีวิตและร่างกาย พบว่า ในคดีที่เกี่ยวข้องกับการครอบครองอาวุธสงคราม มีอย่างน้อย 14 กรณี ที่มีการซ้อมทรมาน ทั้งการทำร้ายร่างกายและพูดจาข่มขู่ เพื่อให้ผู้ถูกกักตัวให้การซัดทอดหรือรับสารภาพว่าได้เคยทำการก่อเหตุความไม่สงบในจุดต่างๆ ในช่วงการชุมนุมใหญ่ที่ผ่านมา ซึ่งส่วนใหญ่แล้วผู้ถูกจับกุมหรือกักตัวเป็นคนเสื้อแดง โดยเฉพาะการ์ดเสื้อแดง
​ในประเด็นเสรีภาพในการแสดงออก ในกรณีตามมาตรา 112 มีการดำเนินคดีอย่างน้อย 14 คดี เกือบทุกคดีเป็นการเร่งรัดหรือรื้อฟื้นคดีเก่าที่เคยมีการแจ้งความไว้ก่อนวันที่ 22 พฤษภาคม 2557 ซึ่งเกือบทุกคดีเกิดจากการแสดงออกโดยสันติของประชาชน เช่น การแต่งบทกวี การแสดงละคร ผู้ต้องหาเกือบทุกคดีไม่ได้รับการประกันตัว
​ข้อห่วงกังวลประการสำคัญ 1. ที่ผ่านมามีอย่างน้อย 2 คดีที่มีการโอนคดีจากศาลยุติธรรมไปที่ศาลทหาร ทั้งสองคดีเป็นคดี 112 และเกี่ยวข้องกับอินเตอร์เน็ต โดยอ้างว่าความผิดยังคงปรากฏต่อเนื่องอยู่ ซึ่งหากใช้หลักเกณฑ์นี้จะทำให้คดีอีกอย่างน้อย 6 คดี โอนไปที่ศาลทหาร ซึ่งยังข้อสงสัยเรื่องความเป็นอิสระและความเชี่ยวชาญของศาล 2. การซ้อมทรมาน ที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ได้ปฏิเสธมาตลอดว่ามีกรณีดังกล่าวเกิดขึ้น และมีการดำเนินคดีกับผู้ที่ให้ข่าวว่ามีการซ้อมทรมาน โดยละเลยกระบวนการตรวจสอบค้นหาความจริง
​แนวโน้มต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้น เห็นว่า คณะรักษาความสงบแห่งชาติจะไม่มีท่าทีในการยกเลิกกฎอัยการศึก ผู้ที่ถูกจับกุมข้อหาครอบครองอาวุธและ 112 จะไม่ได้รับการประกันตัว ใช้อำนาจตามกฎหมายพิเศษในการจัดการกับผู้ที่แสดงออกทางการเมือง มีการดำเนินคดีต่อผู้ชุมนุม และใช้กฎหมายอาญา มาตรา 112 มากขึ้น และอาจมมีการใช้อำนาจพิเศษ ตามมาตรา 44 ของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ในการดำเนินการต่าง โดยขาดการตรวจสอบถ่วงดุลอำนาจ
​ข้อเรียกร้อง จากสถานการณ์ที่เกิดขึ้น คณะรักษาความสงบแห่งชาติ มีกระบวนการตรวจสอบค้นหาความจริงในประเด็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน ยกเลิกการจำกัดเสรีภาพในการแสดงออก ไม่จับกุมคุมขังบุคคลโดยใช้อำนาจตามกฎอัยการศึก ไม่นำพลเรือนขึ้นศาลทหาร และยกเลิกการใช้กฎอัยการศึกทั่วราชอาณาจักร

English version is below
ใบแจ้งข่าว
ศูนย์ทนายความฯ เตรียมยื่นหนังสือต่อ ศูนย์ดำรงธรรม กรณีการละเมิดสิทธิ จันทร์นี้

ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน เตรียมยื่นหนังสือและรายงานสถานการณ์สิทธิมนุษยชน 100 วัน หลังรัฐประหาร ต่อศูนย์ดำรงธรรม กระทรวงมหาดไทย ในวันจันทร์ที่ 8 กันยายน 2557 เวลา 11.00 น.

ตามที่ ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน ได้รับหนังสือขอความร่วมมือให้ยกเลิกการจัดงาน “ความยุติธรรมที่ปิดปรับปรุง” ในวันที่ 2 กันยายน 2557 และหากมีข้อร้องเรียนเกี่ยวกับสิทธิของประชาชนในการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมและการใช้เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นหรือข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการปฏิบัติงานด้านสิทธิมนุษยชน ให้ยื่นข้อร้องเรียนดังกล่าว ต่อศูนย์ดำรงธรรม สำนักตรวจราชการและเรื่องราวร้องทุกข์ กระทรวงมหาดไทย

ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน จึงจะเข้ายื่นหนังสือข้อร้องเรียนและรายงานสถานการณ์ดังกล่าวต่อ ศูนย์ดำรงธรรม ในวันจันทร์ที่ 8 กันยายน 2557 เวลา 11.00 น. เพื่อให้มีการตรวจสอบต่อไป

ในโอกาสนี้ จึงขอเชิญ นักข่าวและสื่อมวลชน เข้าร่วมทำข่าวและบันทึกภาพ การเข้ายื่นหนังสือ ในวันและเวลาดังกล่าว

———————————————–

Press Release
Thai Lawyers for Human Rights to submit cases of rights violation to Damrongdhama Center this Monday

The Thai Lawyers for Human Rights (TLHR) is going to submit a letter and a report regarding human right situation 100 days after the coup to the Ministry of Interior’s Damrongdhama Center on Monday 8 September 2014, at 11.00 am.

TLHR was asked for cooperation to cancel its planned public seminar “Access to Justice in Thailand: Currently Unavailable”, supposed to held on 2 September 2014. We were also told that if there is any complaint regarding violation of rights in justice process and the exercise of the right to freedom of expression as well as any recommendations regarding human rights redress, we should get in touch with the Damrongdhama Center under the Ministry of Interior.

Therefore, TLHR plans to submit a letter outlining detail of the complaints and the report on human rights situation to the Damrongdhama Center on Monday 8 September 2014, at 11.00 am for further investigation.

Media and press are invited to bear witness the occasion at the said date and time.

———————————————–
ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน
Thai Lawyers for Human Rights
โทร/Tel (+66) (0) 96-789-3172, 096-789-3173
e-mail: tlhr2014@gmail.com

25570907-183012.jpg

Follow

Get every new post delivered to your Inbox.

Join 28 other followers